Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รองผู้ว่าฯ เชียงรายคุมเข้มปมสารหนูปนเปื้อน 4 ลุ่มน้ำ ย้ำยังกินเนื้อปลาได้แต่ให้เลี่ยงเครื่องในและสัตว์หน้าดิน

Summary
  • เชียงรายเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง หลังพบตะกอนดินปากแม่น้ำรวกพุ่งสูง 296 มก./กก.

  • ย้ำเนื้อปลายังปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่แนะนำให้เลี่ยงบริโภคเครื่องในปลา กุ้ง และหอย

  • พบพื้นที่เกษตรเสี่ยงสารหนูเกินมาตรฐาน 18 จุด โดยเฉพาะใน 3 ตำบลริมน้ำกก (ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว)

  • เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ปลากินได้” และ “พืชกินได้” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเสี่ยงรายพื้นที่

  • สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจริงจัง ขณะที่จังหวัดเตรียมแผนจัดการลุ่มน้ำโขงเหนือระยะยาวปี 2570

รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมเข้ม ติดตามสารหนูปนเปื้อนลุ่มน้ำ 4 สาย ย้ำยังกินปลาได้ แต่เลี่ยงเครื่องในปลา

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝุ่นควันหรือไฟป่าบนดอย แต่เริ่มไหลลงมาตามลำน้ำและเข้าใกล้วงจรอาหารของผู้คนมากขึ้น การประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายน จึงมีความหมายมากกว่าการรับทราบผลตรวจทางวิชาการ เพราะมันคือจุดที่ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมต้องแปลออกมาเป็นคำแนะนำที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เป็นประธานการประชุมหารือผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง โดยมีหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

แกนหลักของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “ตะกอนดิน” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อนสำคัญ เพราะสามารถดูดซับโลหะหนักและสารเคมีต่าง ๆ ไว้ได้ เมื่อสภาพน้ำเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำแรง น้ำหลาก หรือการรบกวนหน้าดิน สารเหล่านี้ก็อาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและเชื่อมต่อไปสู่พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ได้อีกทอดหนึ่ง ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล็บเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงคำถามพื้นฐานว่า ประชาชนยังใช้น้ำ ยังจับปลา และยังทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ตัวเลข 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้การประชุมครั้งนี้ตึงกว่าครั้งก่อน

จุดที่ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงขึ้นอย่างชัดเจน คือข้อมูลที่ว่าผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวก อำเภอเชียงแสน สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงหลายเท่าตัว ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุว่าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในแม่น้ำโขงที่เชียงแสนมีค่าสารหนู 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจุดอื่นในแม่น้ำโขงก็ยังเกินระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความสูงของค่าที่ตรวจพบ แต่อยู่ที่ความหมายของมาตรฐานตะกอนดินเอง ตามเอกสารของกรมควบคุมมลพิษ ระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป เมื่อค่าในบางจุดขยับไปถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อสารแบบปลอบใจประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้อีกแล้ว

ในที่ประชุมมีการอธิบายผลกระทบเชิงระบบนิเวศค่อนข้างชัด โดยผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะกลุ่มหอยซึ่งเปลี่ยนรูปสารหนูได้ยากกว่า ส่วนปลามีโอกาสตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่ได้รับผลกระทบด้านการแพร่พันธุ์มากกว่า โดยมีการประเมินว่าลูกปลาอาจมีโอกาสรอดลดลงร้อยละ 65 และอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตได้มากถึงร้อยละ 50 หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่มีมาตรการป้องกันระยะยาวที่จริงจังพอ

รัฐเลือกใช้คำว่าเฝ้าระวัง ไม่ใช้คำว่าปิดพื้นที่

จุดที่น่าสนใจมากของการประชุมครั้งนี้ คือแม้ผลตรวจบางจุดจะรุนแรงจนสร้างความกังวลสูง แต่ที่ประชุมยังไม่เลือกใช้มาตรการปิดพื้นที่หรือประกาศงดบริโภคปลาในทันที กลับใช้แนวทาง “เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” แทน เพราะเหตุผลสำคัญคือผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และสารหนูในตะกอนดินซึมผ่านผิวหนังได้ต่ำมาก ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การกินเข้าไป ไม่ใช่การสัมผัสตะกอนโดยตรงในระดับทั่วไป

นี่ทำให้คำแนะนำหลักที่ออกจากวงประชุมในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ กล่าวคือ ประชาชนยังสามารถบริโภคเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ซึ่งเป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมโลหะหนักมากกว่า นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน และควรปรุงสุกทุกครั้งเพื่อลดความกังวลใจด้านความปลอดภัยอาหาร แนวทางนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังทางสุขภาพกับการไม่สร้างความปั่นป่วนต่อวิถีชีวิตเกินความจำเป็น

เมื่อปลายังไม่แดงทั้งระบบ คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่ดินและตะกอน

แม้ปลาจะยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอันตรายต่อผู้บริโภค แต่พื้นที่เสี่ยงทางเกษตรกลับเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในที่ประชุม กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด โดยมี 11 จุดเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามลำน้ำกกใน 3 ตำบลหลักของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมพู ดอยฮาง และแม่ยาว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วงหารือไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องปลา แต่ลามต่อไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน พืชผัก และความปลอดภัยของภาคเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมถึงด้วย

แนวทางที่ถูกเสนอในที่ประชุมจึงเริ่มมีลักษณะเป็นการจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกชนิดของสารหนูว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์เพื่อวางแผนรับมือที่แม่นยำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก หรือแม้แต่การพิจารณาปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่หากจำเป็น สิ่งนี้สะท้อนว่าเชียงรายกำลังพยายามเลี่ยงการใช้มาตรการตัดขาดแบบกว้าง ๆ แต่หันไปหาวิธีจำแนกความเสี่ยงรายพื้นที่ให้ชัดขึ้น เพื่อให้การตอบสนองไม่ทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไปโดยไม่จำเป็น

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อความเสี่ยงซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกตัดสิน

อีกด้านหนึ่งของการประชุมที่น่าสนใจมาก คือการนำเสนอเครื่องมืออย่างแอปพลิเคชัน “พืชกินได้” ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถทำนายความสัมพันธ์ของโลหะหนักในดินและน้ำสู่พืชได้แม่นยำถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน แอป “ปลากินได้” ที่เริ่มใช้งานแล้ว ยังไม่พบปลาที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระดับสีแดง แต่พบพื้นที่เฝ้าระวังสีเหลืองบริเวณบ้านท่าตอน และมีแผนขยายฐานข้อมูลไปยังเชียงแสนและจุดเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไป

สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หน่วยงานในพื้นที่เริ่มยอมรับแล้วว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนไม่อาจบริหารด้วยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การมีเครื่องมือดิจิทัลช่วยตัดสินใจจึงไม่ใช่ของแถมทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงในระดับชุมชน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจำแนกพื้นที่และชนิดของอาหารที่ควรระวังได้ละเอียดขึ้น การตัดสินใจของครัวเรือนก็จะมีฐานข้อมูลมากกว่าความกลัวหรือข่าวลือเพียงอย่างเดียว

เสียงของภาครัฐกับเสียงของการเมือง เริ่มห่างกันในจังหวะอันตราย

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการสื่อสารในเวลานี้ต้องยึดตามผลตรวจและหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกเกินจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากภาคการเมืองเริ่มกดดันมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และเตรียมใช้เวทีสภาติดตามเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจัง

น้ำหนักของเสียงวิจารณ์นี้อยู่ตรงที่ มันสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวทางการสื่อสาร แนวทางแรกคือรัฐที่พยายามสื่อสารแบบระวังไม่ให้มาตรการหรือคำเตือนเกินข้อเท็จจริงจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกแนวทางหนึ่งคือฝ่ายที่เห็นว่าหากไม่พูดให้หนักพอ สังคมจะประเมินอันตรายต่ำเกินจริงและปล่อยให้ความเสี่ยงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเชิงนโยบายเพียงพอ ความต่างของสองจังหวะนี้ทำให้เชียงรายกำลังอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการป้องกันความตื่นตระหนกกับการไม่ทำให้ปัญหาดูเล็กเกินจริง

หน่วยงานส่วนกลางเริ่มเชื่อมเรื่องน้ำ ตะกอน และความมั่นคงระยะยาวเข้าด้วยกัน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังมีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน เพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างในอำเภอแม่สรวย ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่า จังหวัดไม่ได้มองปัญหาสารปนเปื้อนเป็นเรื่องแยกขาดจากการบริหารจัดการน้ำอีกแล้ว แต่เริ่มวางเรื่องคุณภาพน้ำ ปริมาณตะกอนดิน และความมั่นคงทางน้ำไว้ในสมการเดียวกันมากขึ้น

การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าปัญหาตะกอนดินและสารหนูยังดำรงอยู่ในลำน้ำหลักของเชียงราย การวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวย่อมต้องคิดทั้งมิติแหล่งน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมลุ่มน้ำไปพร้อมกัน การประชุมลุ่มน้ำโขงเหนือในวันเดียวกับการถกเรื่องสารปนเปื้อน จึงเหมือนกำลังบอกว่าเชียงรายเริ่มมองปัญหานี้เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ในวันนี้ คือยังใช้ชีวิตได้ แต่ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเคยชิน

เมื่อรวบทุกชั้นของข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาพรวมของสถานการณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงออกมาชัดในสามประเด็น ประเด็นแรก ผลตรวจตะกอนดินในบางจุด โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำรวก มีค่าสารหนูสูงในระดับน่ากังวลจริง ประเด็นที่สอง ผลตรวจสัตว์น้ำยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศห้ามบริโภคเนื้อปลาในภาพรวม แต่เครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดินยังเป็นจุดที่ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่สาม พื้นที่เกษตรในบางตำบลของอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มมีข้อมูลความเสี่ยงชัดขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม

ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าประชาชนยังไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตหรือหยุดกินปลาทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ชีวิตตามความเคยชินโดยไม่ติดตามข้อมูลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีความเสี่ยง” อีกแล้ว หากอยู่ในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยงและต้องบริหารมันด้วยข้อมูล” การที่รัฐเลือกใช้คำว่าหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา จึงอาจฟังดูเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่ในความเป็นจริงมันคือสัญญาณเตือนสำคัญว่า ห่วงโซ่อาหารของลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกคำแนะนำด้านการบริโภคต้องอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุปของเชียงรายในจังหวะนี้ คือระวังให้พอ และสื่อสารให้ตรง

สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปัญหาสารหนูในแม่น้ำ แต่เป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะสื่อสารความเสี่ยงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจพอดี ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และไม่ประมาทเกินจริง หากพูดเบาไป ประชาชนอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากพูดแรงไปโดยยังไม่มีข้อมูลครบ ก็อาจกระทบวิถีชีวิตประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่จำเป็น

การประชุมของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายนจึงเป็นจุดสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นของรัฐออกมาชัดขึ้นว่า วันนี้ยังบริโภคเนื้อปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ต้องเร่งเก็บข้อมูลปลาย้ำซ้ำในฤดูฝนและฤดูแล้ง ต้องจำแนกพื้นที่เกษตรเสี่ยงให้ชัด และต้องสื่อสารประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงวิจารณ์จากภาคการเมืองก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้รัฐอย่าปล่อยให้การเฝ้าระวังกลายเป็นข้ออ้างของความล่าช้า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำยืนยันสั้น ๆ ว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย หากคือข้อมูลที่ชัดพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยืนยันน้ำประปา กปภ. และผักผลไม้ปลอดภัยจากสารหนู แต่ยังคุมเข้มตรวจซ้ำและเฝ้าระวังเครื่องในปลา

Summary
  • ผลตรวจล่าสุดยันน้ำประปา กปภ. เชียงราย-แม่สาย-เชียงแสน ปลอดภัย สารหนูต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

  • สินค้าเกษตร พืช ผัก ผลไม้ และข้าว ที่สุ่มตรวจในจังหวัดยังไม่พบการปนเปื้อนเกินกำหนด

  • พบจุดเสี่ยงสารหนูในดิน 18 จุด พื้นที่ตำบลห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง เร่งวางแผนบำบัด

  • กรมประมงแนะงดบริโภค “เครื่องในปลา” จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แม้เนื้อปลาส่วนใหญ่ยังผ่านเกณฑ์

  • จังหวัดรุกตั้งแล็บกลางที่ มทร.ล้านนา และ มฟล. เพื่อยกระดับการตรวจโลหะหนักในพื้นที่เอง

เชียงรายเร่งตรึงความเชื่อมั่นลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง หลังผลตรวจรอบใหม่ชี้น้ำประปาและสินค้าเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ แต่ปลาและพื้นที่ดินเสี่ยงยังต้องติดตามต่อ

เชียงราย,8 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่คำว่า “สารหนู” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นคำที่ผูกอยู่กับชีวิตประจำวันของคนริมกก สาย รวก และโขง การประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำของจังหวัดเชียงรายครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จึงไม่ใช่แค่เวทีรายงานผลตรวจเชิงเทคนิค หากเป็นเวทีที่ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามเดียวกันให้ได้ว่า ประชาชนยังใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจเพียงใด และจังหวัดจะเดินต่ออย่างไรโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลวิ่งนำหน้าข้อเท็จจริง ในการประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เกษตร ประมง การประปา มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุชัดว่าได้เสนอผลตรวจน้ำผิวดินครั้งที่ 17 เพื่อใช้ประกอบการสื่อสารกับสาธารณะ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนงานโครงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเพื่อส่งต่อให้มีการพิจารณาในระดับลุ่มน้ำต่อไป

สิ่งที่ทำให้การประชุมวันนั้นมีน้ำหนักมากกว่ารอบก่อน ๆ คือ ภูมิทัศน์ของปัญหาได้เปลี่ยนจากการเฝ้าระวังน้ำอย่างเดียว ไปสู่การเฝ้าระวังทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำประปา ดิน พืชอาหาร สัตว์น้ำ สุขภาพคน ไปจนถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น จังหวัดเชียงรายกำลังเรียนรู้ว่า การตรวจพบสารเกินมาตรฐานในแม่น้ำธรรมชาติแม้เพียงบางจุด ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้น้ำริมฝั่ง แต่สามารถลามไปถึงความรู้สึกของผู้บริโภค ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เกษตรกร และชาวประมงได้ในเวลาเดียวกัน ข่าวดีจากห้องประชุมคือ ระบบน้ำประปาที่เข้าสู่ครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันข่าวที่ยังต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ แม่น้ำธรรมชาติบางช่วงยังมีจุดเสี่ยง และคำแนะนำเรื่องการบริโภคปลายังไม่ปิดจบในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเครื่องในปลา ซึ่งผู้แทนกรมประมงเสนอให้หลีกเลี่ยงแต่ยังต้องรอการพิจารณาอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งถัดไป ตามข้อมูลประกอบการประชุม

น้ำธรรมชาติยังมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง แต่น้ำประปายังยืนอยู่บนฐานมาตรฐาน

ผลตรวจน้ำผิวดินที่ถูกรายงานเข้าสู่การประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อย นี่คือข้อเท็จจริงที่จังหวัดไม่ได้ปิดบัง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการติดตามจึงต้องทำต่อแบบถี่และต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การมีจุดตรวจบางแห่งเกินเกณฑ์ในน้ำผิวดิน ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำทุกประเภทที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันไม่ปลอดภัย เพราะระบบน้ำประปามีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพแยกต่างหาก การประชุมครั้งนี้จึงย้ำชัดในอีกด้านว่า น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน และเวียงเชียงของ ยังผ่านมาตรฐาน และยังเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างความเสี่ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติกับความปลอดภัยในระบบสาธารณูปโภคที่ผ่านการบำบัดแล้ว

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับอินโฟกราฟิกผลตรวจคุณภาพน้ำประปาที่คุณแนบมา ซึ่งระบุผลเฝ้าระวังสารโลหะหนักในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ของ กปภ. พื้นที่เสี่ยง โดยค่าสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในน้ำประปาทั้ง 4 ระบบยังต่ำกว่ามาตรฐานน้ำประปาอย่างมีนัยสำคัญ อินโฟกราฟิกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หน่วยบริการเชียงแสนและเวียงเชียงของซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำโขงพบค่าสารหนูสูงสุด 0.0050 และ 0.0073 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนพื้นที่แม่สายและเกาะช้างพบค่าสารหนูสูงสุดเพียง 0.0023 มิลลิกรัมต่อลิตร และสาขาเชียงรายที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกกก็รายงานค่าสารหนูสูงสุดในรอบดังกล่าวเพียง 0.0026 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ตะกั่วและแคดเมียมอยู่ในระดับต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจวัดได้ตามเกณฑ์ที่รายงานในภาพประกอบของ กปภ. ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน้าสาธารณะของศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงรายที่ย้ำว่า น้ำประปา กปภ. ยังสะอาดและปลอดภัยตามผลตรวจรอบล่าสุด

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ แม้น้ำประปาจะยังผ่านเกณฑ์ แต่ภาครัฐไม่ได้หยุดเพียงการยืนยันผลตรวจ กปภ. เชียงรายยังมีแผนปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปใช้แหล่งอื่นในอนาคตเพื่อลดความเปราะบางของระบบระยะยาว แปลความในเชิงนโยบายได้ว่า จังหวัดไม่ได้เลือกสื่อสารแบบสร้างความอุ่นใจอย่างเดียว แต่กำลังพยายามลดความเสี่ยงต้นทางควบคู่กันไป นี่เป็นสัญญาณที่สำคัญ เพราะในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็ว ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดจากสองอย่างพร้อมกัน คือ การบอกความจริงว่ามีจุดเสี่ยง และการแสดงให้เห็นว่าระบบรัฐยังขยับรับมืออยู่จริง ไม่ใช่แค่ขอให้ประชาชนเชื่อใจโดยไม่มีแผนรองรับ

ดินริมแม่น้ำกกไม่ใช่ประเด็นรองอีกต่อไป หลังแผนที่เสี่ยงเริ่มชัดขึ้น

หากน้ำเป็นภาพที่สังคมจับตาทุกวัน ดินคือความเสี่ยงที่มักเคลื่อนตัวช้ากว่า แต่ฝังลึกกว่า เอกสารการตรวจดินในพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณลุ่มแม่น้ำกกจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ระบุว่า กรมพัฒนาที่ดินได้เก็บตัวอย่างดินในเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 172 ตัวอย่าง โดยวางแนวเก็บตัวอย่างตามระยะห่างจากแม่น้ำกกที่ 100 เมตร 200 เมตร 500 เมตร 1,000 เมตร และ 2,000 เมตร เพื่อประเมินการกระจายตัวของสารในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้การพูดเรื่อง “ดินเสี่ยง” เลื่อนจากระดับความรู้สึกไปสู่ระดับแผนที่และตำแหน่งที่อ้างอิงได้จริง

ผลจากเอกสารดังกล่าวชี้ว่า จังหวัดเริ่มเห็นพื้นที่เสี่ยงชัดขึ้น โดยแบ่งเกณฑ์ปฏิบัติการเป็น 3 ระดับ ได้แก่ พื้นที่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 0 ถึง 14.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พื้นที่เฝ้าระวังที่ 15 ถึง 24.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพื้นที่เสี่ยงที่มากกว่า 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่สำคัญ เอกสารยังระบุพื้นที่เสี่ยงใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง รวม 18 จุด แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วม 11 จุด และพื้นที่น้ำไม่ท่วม 7 จุด พร้อมข้อสังเกตสำคัญว่า พื้นที่เสี่ยงที่พบสารหนูมีการกระจายตัวในระยะ 0 ถึง 1,000 เมตรจากแม่น้ำกก ข้อมูลนี้ตรงกับสิ่งที่กรมพัฒนาที่ดินเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามข้อมูลพบว่า พื้นที่ทั้งสามตำบลต้องมีมาตรการด้านการปลูกพืชและการบำบัดสารหนูในดินอย่างเหมาะสมต่อไป ไม่ใช่รอให้ปัญหากลายเป็นภาวะเรื้อรังของพื้นที่เกษตรกรรมเสียก่อน

ความหมายของผลตรวจดินจึงไปไกลกว่าคำว่า “พบหรือไม่พบ” เพราะมันกระทบต่อคำถามพื้นฐานของชุมชนว่า จะปลูกอะไรต่อได้บ้าง พื้นที่ใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่ใดต้องจำกัดการใช้ประโยชน์ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู หากวันนี้ดินในบางจุดเริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น พรุ่งนี้โจทย์จะย้ายไปสู่การออกมาตรการเฉพาะพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านการเกษตร ความปลอดภัยอาหาร และการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนในแต่ละตำบล ซึ่งต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ในระดับละเอียดกว่าการสรุปภาพรวมทั้งจังหวัด

ปลาในแม่น้ำยังเป็นคำถามใหญ่ของสังคม และเครื่องในปลาคือจุดอ่อนไหวที่สุด

ประเด็นที่สังคมจับตามากที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่น้ำดื่ม แต่คือปลา เพราะปลาไม่ใช่แค่อาหาร หากเป็นทั้งรายได้ วัฒนธรรม และตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ กรมประมงเคยประกาศแผนตรวจติดตามและเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกอย่างเข้มข้น ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในเชียงใหม่และเชียงราย โดยเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พร้อมรายงานว่า ผลตรวจในช่วงหนึ่งยังไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมประมงในเวลานั้นก็แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกไปก่อน แม้จะย้ำว่าสัตว์น้ำจากระบบเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย นี่สะท้อนว่า ต่อให้ผลตรวจ “ยังไม่เกิน” หน่วยงานก็ยังเลือกใช้หลักระมัดระวังไว้ก่อนในเรื่องการบริโภคจากแหล่งธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 แนวทางสื่อสารสาธารณะก็เริ่มละเอียดขึ้นมากกว่าเดิม โดยข้อมูลเผยแพร่สาธารณะในช่วงกุมภาพันธ์และมีนาคมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หากประชาชนจะบริโภคปลาจากแม่น้ำ ควรระวังอวัยวะภายในมากกว่าเนื้อปลา สอดคล้องกับข่าวรายงานภาคสนามที่อ้างผลตรวจและคำแนะนำจากหน่วยงานซึ่งให้เลี่ยงหัวและตับปลา ขณะที่ข้อมูลประกอบการประชุมวันที่ 8 เมษายนที่คุณแนบระบุว่า ผู้แทนกรมประมงเสนอให้ “งดกินเครื่องในปลา” ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง แม้ผลตรวจในตัวปลาโดยรวมยังไม่เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากอวัยวะภายในเป็นส่วนที่สะสมโลหะหนักได้มากที่สุด แต่ประเด็นนี้ยังไม่ได้เข้าสู่มติที่ประชุมเพราะหมดเวลาประชุมเสียก่อน นั่นทำให้คำแนะนำล่าสุดอยู่ในสภาพ “กำลังขยับไปสู่ความเข้มขึ้น” แต่ยังต้องรอการรับรองเป็นทางการอีกครั้ง

เอกสารประกอบการหารือจากกรมประมงที่คุณแนบยังช่วยอธิบายเหตุผลเชิงวิชาการของข้อเสนอเช่นนี้ได้ดี โดยเนื้อหาในเอกสารชี้ว่า การสะสมสารพิษในปลาไม่ได้เกิดสม่ำเสมอทุกส่วนของร่างกาย และอวัยวะภายในโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ตับ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมและกำจัดสาร เป็นจุดที่มีโอกาสพบการสะสมสารมากกว่ากล้ามเนื้อปลา ข้อมูลลักษณะนี้ทำให้ข้อเสนอ “หลีกเลี่ยงเครื่องในปลา” ไม่ใช่แค่คำเตือนแบบกว้าง ๆ แต่เป็นข้อเสนอที่วางอยู่บนตรรกะทางพิษวิทยาและการสะสมสารในสิ่งมีชีวิตอย่างมีหลักฐานรองรับระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ความท้าทายใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่การออกคำเตือน แต่อยู่ที่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจความต่างระหว่างปลาเลี้ยงกับปลาธรรมชาติ ความต่างระหว่างเนื้อปลากับเครื่องในปลา และความต่างระหว่าง “ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน” กับ “ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว” เพราะสองประโยคหลังนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง หากหน่วยงานรัฐสื่อสารแบบสั้นเกินไป คนจะตีความเป็นสองขั้วทันที คือไม่เชื่ออะไรเลย หรือเชื่อจนหยุดระวัง ทั้งสองด้านล้วนเสี่ยงต่อสังคมเท่ากัน

สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินเกณฑ์ แต่ยังเท่ากับต้องตรวจต่อ ไม่ใช่จบเรื่อง

อีกประเด็นที่ประชาชนต้องการคำตอบมากไม่แพ้กันคือ พืชผัก ข้าว ผลไม้ และสัตว์น้ำที่วางขายหรือผลิตในจังหวัดยังปลอดภัยหรือไม่ คำตอบล่าสุดจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานเกษตรและประมงสุ่มตรวจพืช ผัก ผลไม้ ข้าว และสัตว์น้ำ แล้วพบว่าตัวอย่างที่ตรวจทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ข้อเท็จจริงข้อนี้สำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างมาก เพราะหากไม่มีผลตรวจยืนยันในระดับห่วงโซ่อาหาร ผลกระทบจะลุกลามจากประเด็นสิ่งแวดล้อมไปสู่การตีตราสินค้าท้องถิ่นทั้งจังหวัดได้ทันที

แต่คำว่า “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ต้องอ่านให้ครบความหมาย มันหมายถึง ตัวอย่างที่สุ่มตรวจในรอบนั้นยังไม่เกินเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ ทุกชนิด และทุกช่วงเวลาจะไม่มีความเสี่ยงอีกต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคสาธารณสุขยังต้องเดินหน้าแผนเฝ้าระวังระยะยาว ข้อมูลสาธารณะปลายเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขขยายวงตรวจคนเพิ่มกว่า 1,400 คน และวางแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง 5 ปี โดยย้ำว่ายังไม่พบสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อประชาชนในรอบรายงานดังกล่าว ภาพนี้บอกเราว่า ภาครัฐกำลังพยายามแยกสองเรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องหนึ่งคือผลตรวจปัจจุบันที่ยังไม่ชี้ถึงอันตรายเฉียบพลัน อีกเรื่องหนึ่งคือความจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ความเสี่ยงเชิงสะสมหลุดจากระบบตรวจสอบ

ในทางปฏิบัติ ประโยคที่ประชาชนควรจำจึงอาจไม่ใช่ “ปลอดภัยแล้ว” แต่เป็น “ผลตรวจรอบนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ และต้องตรวจซ้ำอย่างสม่ำเสมอ” วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้สังคมไม่ตื่นตระหนกเกินจริง และไม่ลดการเฝ้าระวังเร็วเกินไป โดยเฉพาะกับจังหวัดที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวเนื่องทั้งน้ำ ดิน อาหาร และการรับรู้ของสาธารณะไปพร้อมกัน ความน่าเชื่อถือของรัฐในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้มาจากการยืนยันว่าทุกอย่างปกติ แต่มาจากการอัปเดตข้อมูลให้ทันและพูดให้ครบว่าข้อมูลชุดใดตอบคำถามอะไรได้บ้าง และตอบอะไรไม่ได้บ้าง

แล็บกลางเชียงรายคือหัวใจใหม่ของการรับมือระยะยาว

หนึ่งในผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญที่สุดจากการประชุม 8 เมษายน คือ การผลักดันให้เชียงรายมีศักยภาพตรวจวิเคราะห์ในพื้นที่ของตนเองมากขึ้น ข้อมูลระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ทำหน้าที่เป็นแล็บกลางแห่งที่ 2 ต่อจากโครงการจัดตั้งแล็บกลางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยจะรับภารกิจตรวจดิน ผลผลิตเกษตร และสัตว์น้ำในกรณีปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง พร้อมมีการประสานให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มทร.ล้านนา เชียงราย วางแผนด้านงบประมาณร่วมกันเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไป ขณะที่ข้อมูลสาธารณะจากสื่อและเพจหน่วยงานในวันเดียวกันก็ยืนยันตรงกันว่า จังหวัดกำลังเดินหน้าแนวคิดจัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบโลหะหนัก ณ มทร.ล้านนา เชียงราย เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกระยะยาว

ความสำคัญของแล็บกลางไม่ได้อยู่ที่การมีอาคารหรือเครื่องมือเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การลดระยะเวลารอผล ลดต้นทุนการส่งตรวจ และทำให้จังหวัดสามารถเชื่อมข้อมูลน้ำ ดิน อาหาร และสุขภาพคนเข้าด้วยกันได้เร็วขึ้น ปัญหาสารปนเปื้อนเป็นปัญหาที่เวลาเท่ากับความเชื่อมั่น ยิ่งผลตรวจออกช้า ความกังวลยิ่งเดินเร็วกว่าเอกสาร และเมื่อความกังวลเดินนำหน้า ตลาด ชุมชน และชื่อเสียงของจังหวัดก็เสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะมาถึง การสร้างขีดความสามารถด้านห้องปฏิบัติการในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะทางอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในความเชื่อมั่นของสังคม และเป็นเส้นเลือดสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อจากนี้ด้วย

เสียงจากชาวประมงและงานวิจัยชาวบ้านกำลังเติมช่องว่างที่ข้อมูลรัฐยังตอบไม่ครบ

ท่ามกลางข้อมูลทางการที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือเสียงจากชุมชนที่ใช้แม่น้ำเลี้ยงชีวิตจริง สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับกลุ่มชาวประมงแม่น้ำกกในพื้นที่บ้านเชียงแสนน้อยและบ้านท่ากอบง ลงสำรวจพันธุ์ปลาในช่วงวันที่ 29 ถึง 30 มีนาคม 2569 ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “งานวิจัยชาวบ้าน” เพื่อรวบรวมข้อมูลพันธุ์ปลา องค์ความรู้ท้องถิ่น สถานการณ์ภัยคุกคาม และข้อเสนอเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรประมง ผลเบื้องต้นพบพันธุ์ปลาน้ำกก 94 ชนิด รวมถึงปลาหายากที่มีความสำคัญหลายชนิด สะท้อนให้เห็นว่าแม่น้ำกกตอนปลายไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำทั่วไป แต่เป็นพื้นที่นิเวศที่มีความซับซ้อนสูงและมีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลจากชุมชนชุดนี้มีคุณค่าในอีกมิติหนึ่ง เพราะมันทำให้ประเด็นสารปนเปื้อนไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแล็บและเอกสารราชการเท่านั้น แต่โยงกลับมาสู่ปากท้องและความทรงจำร่วมของผู้คนที่อยู่กับแม่น้ำมานาน ชาวประมงไม่ได้ถามแค่ว่าปลายังกินได้หรือไม่ แต่ถามต่อด้วยว่า ปลาอพยพยังกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ปลาที่เคยเป็นรายได้หลักลดลงเพราะสารปนเปื้อน ความขุ่นของน้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศด้านอื่นกันแน่ และใครจะรับผิดชอบหากอาชีพที่สืบทอดกันมานานสูญเสียฐานทรัพยากรไปทีละน้อย งานวิจัยชาวบ้านจึงไม่ใช่งานเสริมจากภาคประชาชน หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐเห็น “ต้นทุนทางสังคม” ของปัญหานี้ชัดขึ้นกว่าตัวเลขทางเคมีเพียงอย่างเดียว

โจทย์ต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ตรวจให้พบ แต่ต้องขยายจุดตรวจและทำข้อมูลให้พูดภาษาเดียวกัน

ในข้อมูลยังมีอีกประเด็นที่สะท้อนว่าระบบเฝ้าระวังของเชียงรายยังอยู่ระหว่างการขยายตัว นั่นคือข้อเสนอให้เพิ่มจุดตรวจน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขงให้ครอบคลุมอำเภอเชียงของและเวียงแก่น ซึ่งเป็นสองอำเภอสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านในจังหวัด โดยผู้แทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะกลับไปหารือต้นสังกัดก่อนนำผลมารายงานที่ประชุมในเดือนพฤษภาคม ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่มีฐานข้อมูลครบทุกช่วงแม่น้ำ การประเมินความเสี่ยงของทั้งจังหวัดจะยังมีช่องว่าง และช่องว่างในทางวิทยาศาสตร์มักกลายเป็นช่องว่างของความเชื่อมั่นในทางสังคมเสมอ

พร้อมกันนั้น ยังมีความคืบหน้าอีกด้านในระดับนโยบายที่ต้องจับตา คือการทบทวนโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังมีการรับทราบข้อเสนอในระดับคณะรัฐมนตรีและให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกลับไปปรับรายละเอียดให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลสาธารณะรายงานวงเงินโครงการเร่งด่วนไว้ที่ 188.36 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ารัฐเริ่มขยับจากการตรวจและเฝ้าระวัง ไปสู่การจัดชุดโครงการแก้ปัญหาในเชิงระบบมากขึ้น แต่ประสิทธิผลของงบประมาณเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเชื่อมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างตรวจ ต่างคนต่างสื่อสาร แล้วปล่อยให้ประชาชนต่อจิ๊กซอว์เองจากข่าวหลายชิ้นที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน

เชียงรายยังไม่ถึงจุดสรุป แต่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลแล้ว

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดให้ครบ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายในวันที่ 8 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ในภาวะที่ทุกอย่างเลวร้ายจนควบคุมไม่ได้ และก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถประกาศว่าปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว ความจริงอยู่ตรงกลางและซับซ้อนกว่านั้นมาก แม่น้ำธรรมชาติบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์เล็กน้อย น้ำประปาในระบบผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินมาตรฐาน ดินบางพื้นที่เริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น ปลาในแหล่งธรรมชาติยังต้องใช้หลักระมัดระวัง โดยเฉพาะอวัยวะภายใน และภาครัฐกำลังเร่งสร้างแล็บกลางเพื่อให้จังหวัดมีอำนาจตรวจสอบและตอบคำถามได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทุกประโยคนี้จริงพร้อมกัน และการมองเพียงบางมุมย่อมทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนทันที

สิ่งที่เชียงรายต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “สร้างความมั่นใจ” กับ “พูดความจริง” เพราะสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน จังหวัดต้องยืนยันข้อมูลที่ตรวจได้จริงอย่างตรงไปตรงมา ต้องแยกให้ออกว่าน้ำผิวดิน น้ำประปา ดิน สินค้าเกษตร และปลา เป็นคนละชั้นของความเสี่ยง ต้องยอมรับว่าบางประเด็นยังไม่มีคำตอบสุดท้าย และต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอัปเดตได้โดยไม่ต้องอาศัยข่าวลือหรือโพสต์ตัดตอน ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ ชุมชน และภาควิชาการพูดด้วยภาษาชุดเดียวกัน และแสดงให้เห็นว่าการเฝ้าระวังครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อผ่านวิกฤตข่าวระยะสั้น แต่ทำเพื่อปกป้องแม่น้ำ ชุมชน และอนาคตของจังหวัดในระยะยาวจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมประมง
  • อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ปลาเชียงรายปลอดภัย! กรมประมงยันขยายเฝ้าระวัง 22 จุด พบพยาธิในปลาแค้แต่กินสุกได้

กรมประมงยกระดับมาตรการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำแม่น้ำสาย-แม่น้ำกก ขยายจุดตรวจ 22 จุด ครอบคลุมเชียงราย-เชียงใหม่ แจงผลตรวจ “ปลาแค้มีตุ่มแดง” เกิดจากพยาธิใบไม้ ไม่ใช่สารพิษ

เชียงราย, 22 มิถุนายน 2568 – ภายใต้สถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมจากมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก กรมประมงประกาศเดินหน้ายกระดับมาตรการติดตามและเฝ้าระวังความปลอดภัยของสัตว์น้ำอย่างเข้มข้น โดยขยายจุดเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์คุณภาพสัตว์น้ำเป็น 22 จุด ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในสองจังหวัดหลักของภาคเหนือ ได้แก่ เชียงรายและเชียงใหม่ สร้างความมั่นใจด้านอาหารและสุขภาพประชาชน ตอบโจทย์ข้อกังวลที่เกิดขึ้นในสังคม หลังมีการเผยแพร่ภาพ “ปลาแค้มีตุ่มแดง” สร้างกระแสวิตกกังวลว่าอาจเป็นผลมาจากสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำ

จากเหตุการณ์ถึงมาตรการ – ขยายจุดเฝ้าระวังและสื่อสารความจริง

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงเบื้องหลังมาตรการยกระดับการตรวจสอบว่า ภายใต้ข้อสั่งการของนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ได้ขยายจุดเฝ้าระวังภายใต้ “โครงการติดตามและเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดน” จาก 4 จุด เป็น 22 จุดในพื้นที่เสี่ยงทั้งจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ และเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจทุก 2 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้นในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์น้ำ รวมถึงคุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภค

การสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำครั้งล่าสุดดำเนินการระหว่างวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ใน 6 จุดสำคัญริมแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง อ.เมืองเชียงราย อ.ดอยฮาง อ.เชียงแสน โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของกรมประมง เก็บตัวอย่างปลา 12 ชนิด รวม 49 ตัว

ผลตรวจชี้ “ปลาแค้” มีตุ่มแดงเพราะพยาธิใบไม้ ไม่ใช่สารพิษ

จากผลการตรวจวิเคราะห์สุขภาพสัตว์น้ำโดยละเอียด พบว่าปลาส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรงและสภาพภายนอกปกติ ยกเว้นปลาแค้ขนาดเล็ก 2 ตัว พบตุ่มแดงที่ผิวหนัง เมื่อตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง (wet mount) พบว่าตุ่มดังกล่าวเกิดจากการฝังตัวของพยาธิใบไม้และปรสิตปลิงใสบริเวณครีบต่าง ๆ ไม่พบความเชื่อมโยงกับการปนเปื้อนของโลหะหนักหรือสารพิษตกค้างในน้ำ ความชุกของปรสิตในตัวอย่างครั้งนี้อยู่ที่ร้อยละ 7.14 (2/28 ตัว)

ทั้งนี้ จากการสอบถามชาวประมงท้องถิ่นที่มีประสบการณ์สูง ต่างยืนยันตรงกันว่าลักษณะตุ่มแดงในปลาแค้ขนาดเล็กนั้นพบได้ประจำในธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปลาชนิดอื่นหรือการบริโภคปลาในชุมชนแต่อย่างใด ปลาที่มีพยาธิใบไม้หากปรุงให้สุกก่อนบริโภคสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย

ย้ำมาตรการเข้มข้น – ผลักดันความร่วมมือและสร้างความเข้าใจ

รองอธิบดีกรมประมงเน้นย้ำว่า กรมฯ จะดำเนินมาตรการติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สุขภาพสัตว์น้ำและสารปนเปื้อนในทุกระยะ พร้อมเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำกก สำหรับปรสิตและพยาธิในสัตว์น้ำ แม้จะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาดิบ และเน้นปรุงให้สุกเสมอ

บทสรุป – สร้างหลักประกันความปลอดภัยอาหารและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กรณี “ปลาแค้มีตุ่มแดง” จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเน้นย้ำบทบาทของงานวิจัยและมาตรการเฝ้าระวังสัตว์น้ำจากหน่วยงานรัฐ ในการสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยทั้งด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม และเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมประมงในการตอบโจทย์สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการบูรณาการกับภาคประชาชน และสื่อสารข้อเท็จจริงสู่สาธารณชนเพื่อคลี่คลายความวิตกกังวล ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมประมง
  • สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย
  • กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด
  • กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

กรมประมงเฝ้าระวังน้ำกก-สาย สรุปขอเลี่ยงหรือกินปลาได้

กรมประมงเข้มตั้งทีมเฉพาะกิจเฝ้าระวังสัตว์น้ำแม่น้ำกก-สาย ชี้ผลตรวจยังไม่เกินมาตรฐาน แต่ขอประชาชนเลี่ยงบริโภคชั่วคราว

เชียงราย, 2 มิถุนายน 2568 – ท่ามกลางความกังวลของประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ต่อสถานการณ์สารปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมงเดินหน้ายกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” ตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแนะประชาชนเลี่ยงบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำสองสายนี้ชั่วคราว แม้ผลตรวจเบื้องต้นยังไม่เกินค่ามาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน

จุดเริ่มต้นของปัญหาและมาตรการรับมือ

สถานการณ์การปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกเริ่มกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ หลังมีรายงานปลาบางชนิดมีตุ่มแดงผิดปกติ รวมถึงมีประชาชนในเขตอำเภอแม่สายเกิดอาการผื่นแดงหลังใช้น้ำจากบ่อในครัวเรือน สร้างความวิตกกังวลในวงกว้าง ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพประมงและชาวบ้านที่อาศัยแหล่งน้ำเป็นหลัก

กรมประมงโดยนางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดี ได้เปิดเผยถึง “แผนเฉพาะกิจตรวจติดตามและเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำ” ในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง 4 จุดหลักทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่ ได้แก่ บ้านโป่งนาคำ, สะพานแม่ฟ้าหลวง, หลังวัดสันธาตุถึงสบกก (เชียงราย) และชายแดนไทย-เมียนมา หมู่บ้านแก่งตุ๋ม อำเภอแม่อาย (เชียงใหม่) โดยเน้นการเก็บตัวอย่างปลาสำคัญ เช่น ปลาสร้อย ปลาซ่า ปลาค้าว และปลากด ทุก 2 สัปดาห์ ตั้งแต่พฤษภาคมถึงกันยายน 2568

ข้อมูลผลการตรวจสอบล่าสุด

จากการเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า สารพิษสำคัญ ได้แก่ สารหนู (As), ปรอท (Hg), ตะกั่ว (Pb) และแคดเมียม (Cd) รวมถึงการตรวจเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิวิทยาในปลายังคงอยู่ในระดับที่ “ไม่เกินค่ามาตรฐาน” ตามเกณฑ์สากล โดยเฉพาะในปลากินพืชมีการตกค้างของโลหะหนักในระดับต่ำ ส่วนปลากินเนื้อ พบค่าสารปรอทสูงกว่าปลากินพืชแต่ยังไม่เกินมาตรฐาน

กรณีปลามีตุ่มแดง จากการวินิจฉัยพบว่าเกิดจากปรสิตและเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ไม่พบในอวัยวะภายใน และยังไม่พบการติดเชื้อไวรัส ขณะที่ผลตรวจสารปนเปื้อนในปลาทั้ง 3 รอบที่เก็บมา ยังคงต่ำกว่าค่ามาตรฐาน อันเป็นข้อมูลสำคัญยืนยันว่าสถานการณ์ยังไม่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง

คำแนะนำและการสื่อสารกับสาธารณชน

ถึงแม้ผลการตรวจสอบจะยังไม่พบอันตราย กรมประมงได้แนะนำประชาชน “หลีกเลี่ยงบริโภคสัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกในระยะนี้” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงฤดูปลามีไข่ที่ควรให้ธรรมชาติฟื้นฟู และป้องกันการสะสมของโลหะหนักในห่วงโซ่อาหาร

พร้อมกันนี้กรมประมงยังย้ำว่าสัตว์น้ำที่จำหน่ายตามท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงในระบบปิด ไม่ใช้น้ำจากแม่น้ำทั้งสองสาย ดังนั้นประชาชนยังสามารถมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารทะเลและสัตว์น้ำที่ซื้อบริโภคได้ตามปกติ

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและเสียงสะท้อนของชุมชน

ประมงอำเภอเชียงแสนร่วมเวทีเสวนา “ทวงคืนสายน้ำกกขอคนปลายน้ำ” เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจัดโดยเครือข่ายประชาชนเชียงแสน-แม่สาย และศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มีการพูดคุยถึงมาตรการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมทั้งน้ำ พืช ดิน และสัตว์ เป็นระยะ รวมถึงแผนรับมือภัยพิบัติและการร่วมมือของรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่

เสียงสะท้อนจากคนในชุมชนระบุว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อรายได้และจิตใจของผู้ประกอบอาชีพประมง ราคาปลาตกต่ำและขายยากเนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น แม้หน่วยงานรัฐจะเร่งชี้แจงข้อมูลและลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเป็นระยะ แต่ความวิตกกังวลยังคงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการสะสมของสารพิษในปลากินเนื้อและความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

มาตรการเพิ่มเติมด้านสาธารณสุขและการติดตามผู้ได้รับผลกระทบ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสอบกรณีประชาชนในบ้านแม่สาย ตำบลเวียงพางคำ ที่มีอาการผื่นแดงหลังใช้น้ำจากบ่อ โดยทีมแพทย์เฉพาะทางลงพื้นที่ตรวจร่างกาย เบื้องต้นพบว่าเป็นผื่นแพ้เหงื่อและยังไม่พบความผิดปกติรุนแรง พร้อมกับเก็บตัวอย่างน้ำในบ่อ 6 จุดเพื่อนำส่งตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติที่ยังไม่ได้ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ หากพบอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน แสบผิวหนัง หรืออ่อนเพลีย ให้รีบพบแพทย์ทันที

แนวทางแก้ไขและผลกระทบในระยะยาว

แม้ข้อมูลทางวิชาการในขณะนี้จะระบุว่าสารปนเปื้อนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ควรดำเนินการเฝ้าระวังระยะยาว พร้อมเสริมความเข้มแข็งในการฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ พัฒนาแผนรับมือร่วมกับภาคประชาชน และสนับสนุนงานวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบสะสมของสารโลหะหนักในห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งด้านความรู้ การสื่อสารความเสี่ยง และสร้างทางเลือกในอาชีพให้แก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพประมงที่ได้รับผลกระทบ

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • กรมประมงเก็บตัวอย่างปลาทุก 2 สัปดาห์ใน 4 จุดเสี่ยงหลักตั้งแต่ พ.ค.–ก.ย. 2568
  • ผลตรวจปลากินพืช-กินเนื้อ 3 รอบ ไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐาน (กรมประมง)
  • กลุ่มชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพประมงในลุ่มน้ำกก-สายได้รับผลกระทบรายได้ตกต่ำ (ข้อมูลจากเครือข่ายประชาชนเชียงแสน-แม่สาย)
  • ประชาชนบ้านแม่สาย 1 หมู่ 1 พบอาการผื่นแดงหลังใช้น้ำบ่อในครัวเรือน ตรวจสอบโดย สสจ.เชียงราย รพ.แม่สาย และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมประมง
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลแม่สาย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย
  • เครือข่ายประชาชนเชียงแสน-แม่สาย
  • ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายยันเอง น้ำ-ผัก-ปลา ปลอดสารหนู

เชียงรายยืนยัน “น้ำประปา-ผัก-ปลา” ปลอดภัย ไร้สารหนูปนเปื้อน ตรวจสอบมาตรฐานสากล พร้อมทหารเดินหน้าป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงยืนยันคุณภาพน้ำประปา ผัก และปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก “ปลอดภัย” หลังดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล โดยไม่พบการปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน ทั้งยังมีมาตรการเฝ้าระวังและการจัดการปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

การแถลงข่าวความปลอดภัยด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เฝ้าระวัง

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2568) ณ ห้องประชุมศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ร่วมแถลงข่าวถึงสถานการณ์คุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน อาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และการตรวจสอบความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่

นายชรินทร์ ทองสุข ระบุว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายจุด แต่ผลการทดสอบโดยเครื่องมือเบื้องต้น (Test Kit) ไม่สามารถนำมาอ้างอิงอย่างเป็นทางการได้ จำเป็นต้องอาศัยผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017 สามารถตรวจวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้

ข้อมูลการตรวจสอบและผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์

นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า หลังมีข่าวการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานกำหนด กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแหล่งน้ำใกล้เคียงใน 6 อำเภอ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน โดยพบปริมาณน้อยกว่า 0.001 – 0.009 มิลลิกรัมต่อลิตร

ต่อมา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ได้ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านบริเวณใกล้แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกในอำเภอแม่สายและเชียงแสน รวม 6 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบปริมาณสารหนูน้อยกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด

ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2568 ได้วางแผนเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้าน พืชผัก และปลา รวมชนิดละไม่น้อยกว่า 19 ตัวอย่าง ตรวจวิเคราะห์โดยวิธีมาตรฐานสากล (Standard Methods For the Examination of Water and Wastewater. 24TH Edition. Washington DC: APHA Press; 2023. part 3030, 3110 : p 3-10) ด้วยเทคนิค AAS และ AOAC 2015.01 เทคนิค ICP-MS ในระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025:2017

ผลการตรวจสอบครั้งแรกจำนวน 80 ตัวอย่าง แบ่งเป็นน้ำประปาหมู่บ้าน 36 ตัวอย่าง พืชผัก 21 ตัวอย่าง และปลาแม่น้ำ 23 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ ผลการตรวจโลหะหนักชนิดอื่น ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว เหล็ก ฟลูออไรด์ คลอไรด์ ไนเตรท และแมงกานีส ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานเช่นกัน

การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและการดูแลประชาชน

จากกรณีประชาชนในอำเภอแม่สายบางรายมีอาการผื่นแดงหลังใช้น้ำจากบ่อในครัวเรือน เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำตรวจสารหนูเบื้องต้นด้วย Test Kit จำนวน 3 จุด ไม่พบการปนเปื้อนแต่อย่างใด และเก็บตัวอย่างบ่อน้ำบาดาล 6 จุด ตรวจหาสารปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจยืนยันว่าไม่พบเกินค่ามาตรฐานทั้งน้ำประปา พืชผัก และปลา

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนใช้เฉพาะน้ำที่ผ่านการกรองหรือปรับปรุงคุณภาพตามมาตรฐาน พร้อมแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การบริหารจัดการสถานการณ์และการสื่อสารสาธารณะ

นายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ยืนยันถึงการเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการด้านสุขภาพอย่างเข้มข้น โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งมีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลการดำเนินการอย่างโปร่งใสแก่ประชาชนทุกระยะ

มาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายฝากถึงประชาชนในพื้นที่ ให้มั่นใจในผลการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการที่มีความเชี่ยวชาญ โดยจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการป้องกันเฝ้าระวังและสร้างความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกด้าน

ทหารบกเดินหน้าป้องกันน้ำท่วมพื้นที่แม่สาย

ในวันเดียวกัน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการก่อสร้างพนังคอนกรีตและคันดินริมแม่น้ำสาย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำรอยจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีข้าราชการทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ให้การต้อนรับ

การดำเนินงานของทหารช่างในพื้นที่แม่สาย มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวเพื่อป้องกันน้ำท่วมทะลักเข้าชุมชน ในพื้นที่ที่มีอาคารติดแม่น้ำสาย ได้มีการเชื่อมเหล็กปิดช่องประตูหน้าต่างอย่างเข้มงวด ขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ได้มอบดอกไม้และป้ายขอบคุณแก่เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาช่วยเหลือในทุกมิติ

สถานการณ์ปัจจุบันและข้อเสนอแนะต่อสาธารณชน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำว่า สถานการณ์สารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำจังหวัดเชียงรายขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าเฝ้าระวังต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพและใช้เฉพาะน้ำประปาที่ผ่านการรับรอง พร้อมติดตามข่าวสารจากราชการอย่างใกล้ชิด

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

  • ผลตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน พืชผัก ปลา จำนวนรวม 80 ตัวอย่าง ไม่พบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน
  • ปริมาณสารหนูในน้ำประปาเฉลี่ยน้อยกว่า 0.001–0.009 มก./ลิตร ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด (อ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)
  • ผลตรวจโลหะหนักอื่นๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เหล็ก ฟลูออไรด์ คลอไรด์ ไนเตรท แมงกานีส ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (อ้างอิง: ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย)
  • ข้อมูลอ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร, Standard Methods For the Examination of Water and Wastewater. 24TH Edition. Washington DC: APHA Press; 2023, ISO/IEC 17025:2017

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH

โล่งใจ! สัตวแพทย์ยืนยัน กินหมูสุก ปลอดภัย แอนแทรกซ์

กินสุกเพื่อสุขภาพ: ปลอดภัยจากเชื้อโรค อร่อยไม่เปลี่ยน

ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเนื้อหมู

ในช่วงหน้าร้อนปี 2568 ความกังวลเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ เช่น โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) และโรคไข้หูดับ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ชี้แจงว่า โรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย Bacillus anthracis ไม่พบในหมู แต่พบในสัตว์กินพืช เช่น วัว ควาย แพะ และแกะ เนื้อหมูจึงปลอดภัยสำหรับการบริโภคหากปรุงสุกอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม การบริโภคเนื้อหมูดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ลาบดิบหรือก้อย อาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากเชื้อ Streptococcus suis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับ อันอาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สูญเสียการได้ยิน หรือถึงขั้นเสียชีวิต การเลือกบริโภคเนื้อหมูที่ปรุงสุกจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและจำเป็น

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคเนื้อหมู

เนื้อหมูเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นที่นิยมในเมนูอาหารไทย เช่น ลาบ ก้อย และหมูกระทะ แต่การบริโภคแบบดิบหรือปรุงไม่สุกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus suis ซึ่งพบในหมูที่ป่วยและสามารถแพร่สู่มนุษย์ผ่านการบริโภคหรือการสัมผัสเนื้อดิบ นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ระบุว่า การปรุงเนื้อหมูให้สุกที่อุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในความสะอาดและคุณภาพของเนื้อหมู

แนวทางการป้องกันเพื่อความปลอดภัย

เพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคและรักษาสุขภาพที่ดี สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติแนะนำแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้:

  1. ปรุงเนื้อหมูให้สุกทั่วถึง ใช้ความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus suis และป้องกันโรคไข้หูดับ
  2. เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ซื้อเนื้อหมูจากร้านค้าหรือตลาดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย หลีกเลี่ยงเนื้อที่มีกลิ่นหรือสีผิดปกติ
  3. ป้องกันการปนเปื้อน สวมถุงมือเมื่อสัมผัสเนื้อดิบ ล้างมือและอุปกรณ์ให้สะอาด และแยกเขียงสำหรับเนื้อดิบและสุก
  4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย ในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสซากสัตว์หรือสัตว์ที่สงสัยว่าติดเชื้อ
  5. รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการ หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือสูญเสียการได้ยินหลังบริโภคหรือสัมผัสเนื้อดิบ ควรรีบไปโรงพยาบาลและแจ้งประวัติความเสี่ยง

ความอร่อยที่ปลอดภัยด้วยการกินสุก

การเปลี่ยนเมนูดิบมาเป็นเมนูสุกไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค แต่ยังคงรักษาความอร่อยและเอกลักษณ์ของรสชาติไว้ได้อย่างครบถ้วน เมนูอย่างลาบคั่ว ก้อยย่าง หรือหมูย่าง สามารถนำเสนอรสชาติที่เข้มข้นและหอมกรุ่นโดยไม่ต้องพึ่งความดิบ แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” จึงเชิญชวนทุกคนลองปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหาร โดยไม่ห้ามการบริโภคเมนูดิบ แต่เน้นย้ำให้ลดการบริโภคแบบดิบและหันมาสร้างสรรค์เมนูสุกที่ทั้งปลอดภัยและน่ารับประทาน การปรุงสุกไม่เพียงปกป้องสุขภาพ แต่ยังเป็นการรักษาความสุขในการรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง

กินสุกไม่ใช่เรื่องยาก รสชาติยังคงน่าจดจำ

การเลือกบริโภคอาหารที่ปรุงสุกไม่ใช่เรื่องซับซ้อนและไม่ทำให้สูญเสียรสชาติที่คุ้นเคย แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” ส่งเสริมให้ทุกคนหันมาปรุงเมนูโปรดให้สุก เช่น ลาบคั่วที่หอมด้วยเครื่องเทศ ก้อยย่างที่สุกกำลังดี หรือหมูกระทะที่ย่างจนฉ่ำ การกินสุกไม่ได้หมายถึงการห้ามบริโภคเมนูดิบอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการเชิญชวนให้ลดความเสี่ยงด้วยการปรุงอาหารให้สุกเพื่อสุขภาพที่ดี ในช่วงหน้าร้อนนี้ มาร่วมกันเปลี่ยนความอร่อยให้เป็นความสุขที่ปลอดภัยด้วยการเลือกกินสุก เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและความมั่นใจในทุกมื้ออาหาร

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการสื่อสาร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) รุ่นที่ 6

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI

บทความ “กินสุก เป็นสุข” วัฒนธรรม “อาหาร” ของคนไทย โดย “พิสันต์ จันทร์ศิลป์” วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

กินสุก เป็นสุข (กิ๋นสุก เป๋นสุข) บทความโดย พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

          วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทย โดยเฉพาะคนไทยภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือชาวอีสาน นิยมรับประทานอาหารปรุงดิบ เช่น ลาบ หลู้ ส้า ซกเล็ก ซอยจุ๊ เป็นต้น ซึ่งหากวัตถุดิบโดยเฉพาะเนื้อวัว เนื้อควาย ปนเปื้อนจากเชื้อพยาธิ หรือเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้เกิดโรคระบาดคือ โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) หรือมีอีกชื่อว่า โรคกาลี คือโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสัตว์กินหญ้าเป็นอาหารแทบทุกชนิด โดยสัตว์พาหะหลักคือ โค กระบือ แพะ แกะ โดยสามารถถูกแพร่กระจายไปยังสัตว์ชนิดอื่น ๆ และคนได้ ผ่าน 3 ทางคือ การสัมผัส การรับประทาน และการสูดหายใจเอาสปอร์เข้าไป อย่างไรก็ตาม เชื้อไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โรคดังกล่าวเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Bacillus anthracis

ซึ่งสามารถพบได้ในดิน น้ำ และพืช โดยเชื้อโรคมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมทั้งความร้อนสูง และความเย็นจัด อาการที่เกิดขึ้นจากโรคแอนแทรกซ์ สามารถบ่งบอกเส้นทางการได้รับเชื้อโรคได้ เช่น การมีแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้บริเวณผิวหนัง คือลักษณะการติดเชื้อผ่านทางผิวหนัง หรือหากติดเชื้อผ่านทางการรับประทาน อาจเกิดการท้องเสีย หรือถ่ายเหลวปนเลือด และหากเป็นการติดเชื้อจากการหายใจ อาการก็จะเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเช่น การไอ หรือหายใจติดขัด โดยเว็บไซต์ของกรมอนามัยระบุว่า หากมีอาการรุนแรง โอกาสเสียชีวิตมีสูงถึง 80%

          เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ประกาศพื้นที่ควบคุมโรคระวังแอนแทรกซ์ หลังมีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันอีก 2 ราย และมีกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 638 ราย ทั้งนี้กรมควบคุมโรค ระบุว่า ผู้เสียชีวิตติดเชื้อจากการชำแหละโค และมีการนำเนื้อโคที่ชำแหละไปแจกจ่ายเพื่อรับประทานกันในหมู่ชาวบ้าน

          โรคแอนแทรกซ์ จึงถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนได้โดยตรง และมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ดังนั้น เราจึงต้องระมัดระวังไม่รับประทานอาหารดิบๆ แม้กระทั่งการรับประทานอาหารประเภท สเต็ก ก็ควรปรุงให้สุก ไม่ใช่ย่างแค่ระดับ แรร์(Rare) มีเดียม แรร์ (Medium Rare) ที่สุกแค่ผิวด้านนอกด้านในเนื้อยังไม่สุก เชื้อโรคอาจจะยังตกค้างอยู่ก็ได้ และที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือขณะปรุงอาหาร เราไม่ควรใช้มือสัมผัสกับเนื้อดิบโดยตรง ควรสวมถุงมือป้องกันด้วย หรือการทานอารหารประเภทปิ้งย่างหรือหม้อไฟในร้านบุฟเฟ่

เรามักจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อไปปิ้งย่างในกระทะ หรือในหม้อชาบู แล้วใช้ตะเกียบนั้นคีบอาหารเข้าปาก ก็อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน ดังนั้น เราควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ชีวิตเราก็จะพบกับความสุข มีสุขภาพแข็งแรง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

บทความโดย พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

จิ้นส้มหมกไข่อร่อยเด็ด! ปลอดภัย สไตล์คนเหนือ

กิ๋นสุก เป๋นสุข เปลี่ยนเมนูดิบสู่เมนูสุกเพื่อสุขภาพ

ความอร่อยไม่ต้องดิบก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าลืมลอง

อาหารดิบเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน เช่น ลาบดิบ ก้อยเนื้อ หรือส้มตำปูดิบ ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารดิบอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การติดเชื้อพยาธิหรือแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนในวัตถุดิบ แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” จึงเกิดขึ้นเพื่อชวนทุกคนหันมาปรุงอาหารให้สุก ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ยังคงรักษารสชาติที่คุ้นเคยและความอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ การเปลี่ยนเมนูดิบให้เป็นเมนูสุกไม่ใช่เรื่องยาก และยังคงความสนุกในการลิ้มลองรสชาติที่หลากหลายได้อย่างปลอดภัย

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริโภคอาหารดิบและความเสี่ยงต่อสุขภาพ

จากการสำรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบของประชาชน พบว่า:

  • ประชาชนร้อยละ 28 บริโภคอาหารดิบอย่างน้อย 1 อย่าง
  • ร้อยละ 22.2 นิยมบริโภคอาหารทะเลดิบ เช่น ตำกุ้งสด ปลาหมึกช็อต หรือยำปูทะเล
  • ร้อยละ 10.9 ชอบอาหารจากสัตว์น้ำจืดดิบ เช่น ก้อยปลาดิบ หรือยำหอยดิบ
  • ร้อยละ 7.3 บริโภคเนื้อวัวดิบ เช่น ซอยจุ๊ หรือลาบเลือด
  • ร้อยละ 5.9 บริโภคเนื้อหมูดิบ เช่น ก้อยหมู หรือหลู้หมู

นอกจากนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า การบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ อาจนำไปสู่โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ หรือการติดเชื้อพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ ซึ่งพบในผู้ที่บริโภคปลาน้ำจืดดิบ ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ ยังเตือนว่า การกินอาหารดิบ เช่น หมูดิบซาชิมิ หรือปลาไทยซาชิมิ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไข้หูดับจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอิส ซึ่งอาจทำให้หูหนวกหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

กินอาหารสุก ไม่ยากและไม่เสียรสชาติ

การปรุงอาหารให้สุกไม่จำเป็นต้องสูญเสียรสชาติที่คุ้นเคย การใช้ความร้อนในการปรุงอาหาร เช่น ต้ม ผัด นึ่ง หรือย่าง สามารถฆ่าเชื้อโรคและพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาความอร่อยและเอกลักษณ์ของเมนูไว้ได้ ตัวอย่างเช่น:

  • ลาบหมูสุก: จากลาบดิบที่ใช้เนื้อหมูดิบ สามารถปรับเป็นลาบหมูสุกโดยการผัดเนื้อหมูให้สุกก่อนปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว พริก และข้าวคั่ว ยังคงได้รสชาติเผ็ดแซ่บแบบเดิม
  • ก้อยปลาสุก: แทนที่จะใช้ปลาดิบ สามารถนำปลาไปย่างหรือนึ่งให้สุก แล้วปรุงรสด้วยเครื่องปรุงแบบก้อย ได้ทั้งความหอมและความปลอดภัย
  • ส้มตำกุ้งสุก: เปลี่ยนจากกุ้งสดเป็นกุ้งลวกสุก ยังคงความกรอบและรสชาติที่ลงตัวเมื่อคลุกเคล้ากับน้ำส้มตำ

การปรุงสุกยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้ดีขึ้น เช่น ผักโขมที่ปรุงสุกจะช่วยลดกรดออกซาลิก ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมได้ดีกว่าการกินดิบ

จิ้นส้มหมกไข่คืออะไร

จิ้นส้มหมกไข่ เป็นเมนูพื้นบ้านของภาคเหนือที่นำ “จิ้นส้ม” (แหนมหมู) มาปรุงสุกโดยการหมกหรืออบกับไข่ไก่ เมนูนี้เป็นตัวอย่างของการปรับเมนูดิบให้เป็นเมนูสุกที่ทั้งอร่อยและปลอดภัย จิ้นส้มดิบอาจมีความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียหากไม่ผ่านการหมักอย่างถูกวิธี แต่เมื่อนำมาหมกกับไข่และเครื่องปรุง เช่น ข่า ตะไคร้ และใบมะกรูด แล้วอบหรือนึ่งให้สุก จะได้เมนูที่มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวเค็มกลมกล่อม และเนื้อสัมผัสที่นุ่มจากไข่ที่ผสมผสานกับจิ้นส้ม เมนูนี้เป็นที่นิยมในครัวเรือนภาคเหนือและเป็นตัวอย่างของการรักษารสชาติท้องถิ่นไว้ได้โดยไม่ต้องกินดิบ

วิธีทำจิ้นส้มหมกไข่ (สูตรง่ายๆ)

ส่วนผสม:

  • จิ้นส้ม (แหนมหมู) 200 กรัม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด (ซอยละเอียด) อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนู 5-10 เม็ด (ตามชอบ)
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
  • ใบตองสำหรับห่อ (หรือภาชนะทนความร้อน)

วิธีทำ:

  1. หั่นจิ้นส้มเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับไข่ไก่ในชาม
  2. ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกขี้หนู ปรุงรสด้วยน้ำปลา
  3. ตีส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วห่อด้วยใบตองหรือใส่ในภาชนะทนความร้อน
  4. นึ่งในหม้อนึ่งประมาณ 15-20 นาที หรือจนไข่สุก
  5. เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมข้าวเหนียวหรือข้าวสวย

เมนูนี้ไม่เพียงแต่อร่อย แต่ยังลดความเสี่ยงจากจิ้นส้มดิบ และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการจากไข่ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี

แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” ชวนเปลี่ยนเมนูดิบสู่เมนูสุก

แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” มุ่งส่งเสริมให้คนไทยปรับพฤติกรรมการกินโดยลดการบริโภคอาหารดิบและหันมาปรุงอาหารให้สุกมากขึ้น โดยไม่ห้ามการกินดิบอย่างสิ้นเชิง แต่เน้นการสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยและสุขภาพ ผ่านแนวคิด:

  • ปรุงสุก อร่อยเหมือนเดิม: ใช้เทคนิคการปรุง เช่น นึ่ง ย่าง หรือผัด เพื่อรักษารสชาติและเนื้อสัมผัส
  • เลือกวัตถุดิบสะอาด: ล้างวัตถุดิบให้สะอาดก่อนปรุงเพื่อลดการปนเปื้อน
  • ปรับเมนูท้องถิ่น: นำเมนูดิบที่คุ้นเคยมาปรุงสุก เช่น จากก้อยดิบเป็นก้อยย่าง หรือจากลาบดิบเป็นลาบผัด
  • สร้างความหลากหลาย: ลองเมนูใหม่ๆ ที่ปรุงสุก เช่น จิ้นส้มหมกไข่ หรือยำปลานึ่ง เพื่อเพิ่มความสนุกในการกิน

แคมเปญนี้ยังสนับสนุนให้ร้านอาหารและผู้บริโภคเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปรุงอาหารตามหลักสุขอนามัย เช่น การใช้ความร้อนให้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงการปรุงรสจัดเกินไปเพื่อรักษาสุขภาพโดยรวม

กินสุกเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

การกินอาหารสุกไม่ใช่การละทิ้งวัฒนธรรมหรือรสชาติที่เรารัก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” ชวนทุกคนลองเปลี่ยนเมนูดิบให้เป็นเมนูสุก ลิ้มลองความอร่อยที่ยังคงเอกลักษณ์ และสัมผัสความสุขจากการมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจิ้นส้มหมกไข่ ลาบสุก หรือก้อยย่าง ทุกเมนูสามารถเป็นทั้งความอร่อยและความปลอดภัยได้ในจานเดียว ลองเริ่มต้นวันนี้เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, สำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบ
  • กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, แนะนำการบริโภคอาหารสุก
  • ดร.สง่า ดามาพงษ์, นักวิชาการโภชนาการอิสระ, ความเสี่ยงจากอาหารดิบ
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, คุณค่าทางโภชนาการของผักปรุงสุก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายโล่ง! ปลาน้ำกกปลอดภัย สารหนูในตัวปลาต้องใช้นาน 10 ปี

ประมงฯ เชียงรายยืนยัน “ปลาน้ำกกยังปลอดภัยบริโภคได้” แม้พบสารหนูในระดับต่ำ – เตรียมเฝ้าระวังระยะยาว

ประเทศไทย, 10 เมษายน 2568 – ภายหลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการพบสัตว์น้ำตายและข่าวสารการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ล่าสุด สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย ยืนยันว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ และปลายังคงสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตรายในระยะสั้น พร้อมย้ำถึงแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในระยะยาวเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก จากภาพข่าวสู่การลงพื้นที่

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 นายณัฐรัฐ พรเดชอนันต์ ประมงจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ได้ลงพื้นที่บริเวณแม่น้ำกก ด้านหน้าสำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำและตรวจสอบสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หลังมีข่าวเผยแพร่ภาพเต่าตายและความกังวลของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคปลาจากแม่น้ำสายนี้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า

  • ลูกปลาวัยอ่อนว่ายน้ำได้ตามปกติ
  • ไม่มีปลาที่แสดงอาการอ่อนแอ สีซีด หรือผิดปกติ
  • ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • แม้ระดับความขุ่นของน้ำจะเพิ่มขึ้นในช่วงน้ำหลาก แต่ยังไม่ส่งผลร้ายแรงต่อสัตว์น้ำ

ชี้แจงภาพ “เต่านาตาย” ไม่ใช่ผลจากสารพิษ

ประเด็นภาพข่าวเต่าตายที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์นั้น นายณัฐรัฐชี้แจงว่า เต่าที่พบเป็น “เต่านา” ซึ่งไม่ควรนำมาปล่อยลงแม่น้ำ เนื่องจากไม่ใช่ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ เต่าจึงมีโอกาสจมน้ำตายได้หากไม่มีพื้นที่ขึ้นหายใจที่เพียงพอ โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความตั้งใจของประชาชนที่ปล่อยสัตว์น้ำเพื่อทำบุญ แต่ไม่ได้ประเมินความเหมาะสมของแหล่งน้ำ

ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำ พบ “สารหนู” ในระดับต่ำ

จากการเก็บตัวอย่างน้ำในบริเวณสวนสาธารณะใกล้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พบว่า

  • ตรวจพบสารหนู (Arsenic) ที่ระดับ 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แม้จะเกินค่ามาตรฐานของน้ำดื่ม (0.01 มก./ลิตร) เล็กน้อย แต่ยังต่ำกว่าระดับอันตรายสำหรับสัตว์น้ำ
  • ยังไม่พบผลกระทบในลักษณะที่รุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ
  • อย่างไรก็ตาม หากมีการสะสมในตัวปลานานหลายปี อาจส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภค

ยังไม่พบสารพิษในตัวปลาโดยตรง แต่เตรียมตรวจเชิงลึก

ในประเด็นสารพิษสะสมในตัวปลา นายณัฐรัฐ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเก็บตัวอย่างปลาจากแม่น้ำกกไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารหนูโดยตรง แต่มีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไปเพื่อยืนยันความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม และจะเร่งประสานกับหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือศูนย์วิจัยประมงในภูมิภาค

ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถบริโภคปลาจากแม่น้ำกกได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน และควรปรุงสุกก่อนบริโภคเสมอ เพื่อความปลอดภัย

ข้อมูลสัตว์น้ำในพื้นที่ แม่น้ำกกไม่ใช่แหล่งเลี้ยงปลาในกระชัง

ประมงจังหวัดเชียงรายระบุว่า ปัจจุบันแม่น้ำกกไม่ได้เป็นแหล่งเลี้ยงปลาในกระชัง โดยปลาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลาธรรมชาติ และมีปริมาณไม่มาก คิดเป็นไม่ถึง 10% ของปลาทั้งหมดที่บริโภคในจังหวัดเชียงราย ส่วนปลาที่บริโภคทั่วไปมาจากแหล่งเพาะเลี้ยงในบ่อดิน อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชน

เตรียมแผนเฝ้าระวังระยะยาว ติดตามต่อเนื่องตลอดฤดูน้ำหลาก

เนื่องจากแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย และมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่อาจเกิดน้ำหลากและน้ำขุ่นมาก ประมงจังหวัดเชียงรายได้เตรียมแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในระยะยาว ร่วมกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดพะเยา และหน่วยงานชายแดน เพื่อสำรวจต้นน้ำจากฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำกก และอาจมีส่วนต่อการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก

บทวิเคราะห์ แม่น้ำกกในมิติเชิงสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

แม่น้ำกกมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของชุมชนในจังหวัดเชียงรายอย่างมาก ทั้งในด้านการประมง การใช้น้ำอุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การพบสารหนูในระดับต่ำเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ปลาจะยังบริโภคได้ในขณะนี้ แต่การบริหารจัดการความเสี่ยง และการสื่อสารสาธารณะที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินเหตุ และในขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่ารัฐติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว

  • ค่าเฉลี่ยสารหนูในน้ำที่ปลอดภัยต่อการบริโภค: ไม่เกิน 0.01 มก./ลิตร (กรมอนามัย, 2567)
  • ระดับที่พบในแม่น้ำกก: 0.013 มก./ลิตร (ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา, เม.ย. 2568)
  • สัตว์น้ำในแม่น้ำกก: ยังไม่พบอาการผิดปกติจากผลกระทบสารพิษ (สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย, 9 เม.ย. 2568)
  • ปลาที่จับจากแม่น้ำกก: คิดเป็นไม่ถึง 10% ของปลาที่บริโภคในจังหวัดเชียงราย (สถิติประมงภาคเหนือ, 2566)
  • แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลักของจังหวัดเชียงราย ที่ใช้ในระบบประปาในบางพื้นที่ และการประมงพื้นบ้าน
  • เชียงรายมีแหล่งเพาะเลี้ยงปลาในบ่อดินและอ่างเก็บน้ำ มากกว่า 3,000 แห่ง ทั่วจังหวัด (กรมประมง, 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา
  • กรมประมง
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดเชียงราย
  • รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมภาคเหนือ ปี 2566 – 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE