
เชียงรายเร่งอัปสกิลแรงงานรับโลกงานใหม่ แม้ว่างงานต่ำเพียง 0.44 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชัดว่าทักษะเดิมอาจไม่พออีกต่อไป
เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อตัวเลขว่างงานต่ำ ไม่ได้แปลว่าโจทย์แรงงานจบลงแล้ว ในสายตาของหลายคน ตัวเลขว่างงานระดับร้อยละ 0.44 อาจดูเป็นข่าวดีที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเดินหน้าได้ และคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายแรงงานในจังหวัดเชียงราย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นเหตุให้วางใจ ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่มีงานทำอยู่วันนี้จะยังแข่งขันในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่
ข้อมูลจากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารและพัฒนาแรงงานระดับจังหวัดเชียงราย หรือ กพรง.ปจ. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรวัยทำงานกว่า 9.5 แสนคน และมีผู้มีงานทำสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมีเพียง 2,632 คน หรือร้อยละ 0.44 เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนภาพว่า เชียงรายยังรักษาการจ้างงานได้ต่อเนื่องในภาพรวม แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าแรงงานเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 49.4 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคนอกเกษตรที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่มค้าปลีกค้าส่งและการก่อสร้าง
นั่นหมายความว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังมีงานทำ แต่โครงสร้างการจ้างงานของเชียงรายยังพึ่งพางานที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมไม่น้อย หากตลาดแรงงานในอนาคตต้องการทักษะใหม่มากขึ้น จังหวัดที่ยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคดั้งเดิมก็ย่อมต้องเร่งขยับเร็วกว่าที่ผ่านมา
เชียงรายเห็นสัญญาณล่วงหน้า จึงเร่งวางแผนแรงงานเชิงรุก
เหตุผลที่เชียงรายหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ไม่ได้มาจากการว่างงานพุ่งขึ้น แต่มาจากการมองเห็นล่วงหน้าว่า ตลาดงานกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างเงียบ ๆ และคนทำงานจำนวนมากอาจเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลจากจังหวัดระบุชัดว่า ขณะนี้มีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานฝีมือ ทำให้ภาครัฐต้องระดมความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการฝึกทักษะใหม่ หรือ Reskill และ Upskill ให้ตอบโจทย์ตลาดเทคโนโลยีมากขึ้น
ภาพนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกงานในระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกประเมินจากเพียงวุฒิการศึกษาหรือจำนวนปีที่เคยทำงานอีกต่อไป แต่ถูกจับตามองจากความสามารถในการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวได้ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากจังหวัดรอให้ปัญหาปะทุขึ้นก่อนค่อยลงมือ อาจสายเกินไปสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ทักษะเดิมเริ่มไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังแปรเปลี่ยน
การประชุมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงพิธีการเชิงระบบราชการ หากแต่เป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า จังหวัดกำลังมองเรื่องแรงงานในกรอบใหม่ คือไม่รอแก้เฉพาะปัญหาคนตกงาน แต่พยายามทำให้คนที่ยังมีงานอยู่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน
แรงงานเชียงรายยังอยู่ในภาคเกษตรเกือบครึ่ง สะท้อนจุดแข็งและจุดเปราะบางในเวลาเดียวกัน
การที่แรงงานเชียงรายร้อยละ 49.4 ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม อาจตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่ง มันสะท้อนรากฐานเศรษฐกิจของจังหวัดที่ยังผูกพันกับภาคการผลิตดั้งเดิม วิถีชุมชน และทรัพยากรในพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็เตือนว่าหากภาคเกษตรไม่สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี การแปรรูป หรือห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้ ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อรายได้และความมั่นคงของแรงงานจำนวนมาก
ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีขาย และวิธีบริหารจัดการ งานเกษตรแบบเดิมอาจไม่เพียงพอจะสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกต่อไป จังหวัดจึงต้องคิดไกลกว่าการหางานให้คนทำ แต่ต้องคิดถึงการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะของแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การบริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ การใช้ข้อมูล หรือแม้แต่ภาษา เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดใหม่
ตรงนี้เองที่ทำให้ประเด็น Reskill และ Upskill ของเชียงรายมีความสำคัญ เพราะมันไม่ใช่แค่การฝึกช่างหรือฝึกอาชีพเสริม แต่คือการพยายามทำให้แรงงานในโครงสร้างดั้งเดิมขยับเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
อัตราว่างงานต่ำ แต่แรงงานต่างด้าวและแรงงานไปต่างประเทศยังเป็นภาพสะท้อนสำคัญ
ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุว่า เชียงรายมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานรวม 45,799 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมติคณะรัฐมนตรีและกลุ่มพื้นที่สูง ขณะเดียวกัน แรงงานเชียงรายเองก็ยังนิยมออกไปทำงานต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้แจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศกว่า 660 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชายและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
สองตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการรายงานจำนวนคนเข้าออกของตลาดแรงงาน เพราะสะท้อนว่าระบบแรงงานของเชียงรายกำลังอยู่บนทางแยกหลายชั้น แรงงานบางส่วนยังต้องพึ่งพาแรงงานจากภายนอกเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่แรงงานในพื้นที่อีกส่วนยังมองว่าการไปทำงานต่างประเทศคือโอกาสในการยกระดับรายได้มากกว่าการอยู่ในตลาดท้องถิ่น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ภารกิจของจังหวัดจึงไม่ได้มีแค่การผลิตแรงงานให้เพียงพอ แต่ต้องทำให้ตลาดแรงงานในพื้นที่มีคุณภาพและมีแรงจูงใจพอที่จะดึงคนให้อยู่ทำงานในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดได้มากขึ้นด้วย หากทักษะดีขึ้นแต่รายได้และโอกาสยังไม่เปลี่ยน คนจำนวนหนึ่งก็อาจยังเลือกออกไปทำงานนอกพื้นที่หรือต่างประเทศเหมือนเดิม
สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกจริง
ท่ามกลางโจทย์ที่ซับซ้อน สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณบวกของเชียงราย คือผลสำเร็จของการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย ซึ่งข้อมูลระบุว่า มีผู้ผ่านการทดสอบมากกว่าร้อยละ 92 และกลุ่มอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง กลุ่มธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดในปัจจุบัน
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการเรียนรู้ของแรงงานยังมีอยู่จริง และหลักสูตรที่เชื่อมกับตลาดงานก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ หากออกแบบให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ จุดสำคัญอยู่ที่การไม่มองการฝึกอบรมเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้ได้ตัวเลขผู้เข้าอบรม แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของคนทำงาน
เมื่อเทียบกับโลกงานที่เปลี่ยนเร็ว สาขาอย่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และบริการ จึงไม่ใช่แค่ทักษะวิชาชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่คือฐานของการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ การให้บริการเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในระดับจังหวัดและระดับข้ามพรมแดน

โลกงานต่างประเทศกำลังเตือนว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่พอแล้ว
ข้อมูลต่างประเทศที่แนบมาด้วยจากการสำรวจของ Intelligent.com ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจเกือบ 1,000 คนในสหรัฐ และพบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า นายจ้างจำนวนมากกำลังกังวลต่อความพร้อมของบัณฑิตจบใหม่ในตลาดงานจริง ร้อยละ 75 ของบริษัทที่สำรวจระบุว่า บัณฑิตจบใหม่ที่รับเข้ามาในปีนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด “ไม่น่าพอใจ” ขณะที่ 6 ใน 10 บริษัทเคยเลิกจ้างบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้าทำงาน และ 1 ใน 6 ของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานยอมรับว่าลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่ในอนาคต
เหตุผลที่นายจ้างหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่การขาดแรงจูงใจและความคิดริเริ่ม ร้อยละ 50 การขาดความเป็นมืออาชีพ ร้อยละ 46 การสื่อสารไม่ดี ร้อยละ 39 ไปจนถึงปัญหาเรื่องการรับมือกับฟีดแบ็ก ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการภาระงานจริงในที่ทำงาน
สำหรับเชียงราย ข้อมูลนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะมันกำลังบอกว่า จังหวัดที่อยากพัฒนาแรงงานให้พร้อมต่อโลกงานใหม่ ไม่สามารถหยุดอยู่แค่การฝึกทักษะทางเทคนิค แต่ต้องพัฒนา ทักษะอ่อน หรือ Soft Skills ควบคู่กันไปด้วย เช่น วินัย การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะ
คำเตือนจากต่างประเทศ สอดรับกับโจทย์ Reskill และ Upskill ในเชียงราย
เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นว่า สิ่งที่นายจ้างสหรัฐสะท้อนออกมานั้นแทบไม่ต่างจากโจทย์ที่หลายจังหวัดในไทยกำลังเผชิญ แรงงานรุ่นใหม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม มีการศึกษาสูงขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ดิจิทัลคล่องขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะพร้อมทำงานในสภาพแวดล้อมจริงโดยอัตโนมัติ
ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานเชื่อว่า บัณฑิตควรได้รับการฝึกมารยาทและการวางตัวในที่ทำงาน ขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้บัณฑิตน่าจ้างมากขึ้น ได้แก่ การแสดงความคิดริเริ่ม ร้อยละ 57 ทัศนคติเชิงบวก ร้อยละ 56 จรรยาบรรณในการทำงาน ร้อยละ 54 และความสามารถในการปรับตัว ร้อยละ 53
หากเชียงรายต้องการสร้างแรงงานที่แข่งขันได้จริง หลักสูตรระยะสั้นในอนาคตจึงควรผสานทั้งทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพ และทักษะในการทำงานกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เพราะในที่สุดแล้ว ตลาดงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ทำงานเป็น แต่ต้องการคนที่ พร้อมทำงาน ด้วย
ข้อมูลดิจิทัลไทยกำลังบอกว่า สังคมพร้อมแล้ว แต่แรงงานต้องพร้อมตามให้ทัน
อีกชุดข้อมูลสำคัญที่ช่วยอธิบายทิศทางอนาคต คือผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุว่า ประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปจำนวน 66.3 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วร้อยละ 92.3 ใช้โทรศัพท์มือถือร้อยละ 96.1 และมีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 89.9 ขณะที่ในระดับครัวเรือน มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 93.4 มีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 97.2 และมีคอมพิวเตอร์ร้อยละ 20.0 โดยข้อมูลยังชี้ว่า โทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นอุปกรณ์หลักแทนคอมพิวเตอร์ในหลายการใช้งาน
ข้อมูลนี้น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็วในเชิงการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย แต่การเข้าถึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีทักษะที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้เท่ากัน จังหวัดอย่างเชียงรายที่ต้องการยกระดับแรงงาน จึงไม่อาจมองแค่เรื่องมีอินเทอร์เน็ตหรือไม่มี แต่ต้องมองว่าแรงงานใช้เทคโนโลยีนั้นทำอะไรได้บ้าง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกดิจิทัลไทยอาจโตไปไกลแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ แรงงานไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โตทันหรือยัง หากไม่ทัน ช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง กับคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าในงาน จะยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ
เชียงรายจึงต้องขยายหลักสูตรสู่ไอที ภาษา และการบริหารธุรกิจ
ข้อมูลจากจังหวัดระบุว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เตรียมขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้น เพื่อจัดหลักสูตรระยะสั้นที่ตรงเป้าหมายในสาขาอย่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารธุรกิจ และภาษา เป้าหมายคือยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหัวใจของจังหวัดไม่ได้มองการฝึกแรงงานในกรอบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหันไปสู่ทักษะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยตรง เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้แรงงานเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลและทำงานได้หลากหลายขึ้น การบริหารธุรกิจช่วยให้คนทำงานหรือผู้ประกอบการรายเล็กคิดเรื่องต้นทุน การตลาด และการเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนภาษาคือประตูสู่โอกาสใหม่ทั้งในภาคบริการ การค้าชายแดน และงานที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ
สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย แนวทางนี้มีความได้เปรียบเชิงพื้นที่อย่างมาก เพราะหากแรงงานในจังหวัดมีทั้งทักษะเทคนิค ทักษะบริการ และภาษา โอกาสในการดึงดูดธุรกิจ การค้าข้ามแดน และการลงทุนใหม่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย
ข่าวดีของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ว่างงานต่ำ แต่คือการเริ่มมองเห็นโจทย์ก่อนปัญหาจะลุกลาม
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะเชียงรายมีอัตราว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.44 อย่างเดียว หากแต่เพราะจังหวัดเริ่มมองเห็นว่า ตัวเลขที่ดีในวันนี้อาจซ่อนความเสี่ยงของวันข้างหน้าไว้ หากไม่รีบปรับทิศทางการพัฒนาแรงงาน
ภายใต้โลกที่ดิจิทัลโตเร็ว นายจ้างต้องการมากกว่าวุฒิการศึกษา และแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม จังหวัดที่รอให้ปัญหามาถึงก่อนค่อยแก้ อาจเสียโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แต่เชียงรายกำลังพยายามเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คืออ่านเกมล่วงหน้า แล้วใช้การฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ตลาดแรงงานของตัวเอง
ในเชิงนโยบาย นี่คือความเคลื่อนไหวที่ควรจับตา เพราะถ้าหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นสามารถเชื่อมกับความต้องการของตลาดได้จริง และทำให้แรงงานมีทั้งทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล และทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เชียงรายก็อาจไม่เพียงรักษาระดับการจ้างงานได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพแรงงานและรายได้ของประชาชนได้ในระยะยาวด้วย
เมื่อโลกงานใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่ามีงานหรือไม่ แต่ถามว่าพร้อมหรือยัง
ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่จำนวนคนมีงานทำ แต่ตัดสินกันที่คุณภาพของงาน คุณภาพของคนทำงาน และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีและความคาดหวังใหม่ของนายจ้าง
เชียงรายในวันนี้มีดีตรงที่คนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ ว่างงานต่ำ และหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดก็ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งโครงสร้างแรงงานที่ยังกระจุกในภาคเกษตร การขาดแคลนแรงงานฝีมือ การไหลออกของแรงงานไปต่างประเทศ และโลกดิจิทัลที่กำลังเดินหน้าทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลัง
คำเตือนจากตลาดงานต่างประเทศยิ่งทำให้ชัดว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความสำเร็จในการทำงานอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลการใช้เทคโนโลยีของไทยก็บอกว่า สังคมทั้งระบบกำลังเคลื่อนไปเร็วมากกว่าที่บางภาคส่วนจะปรับตัวทัน
จึงไม่ได้จบลงที่การรายงานว่าจังหวัดเชียงรายจัดประชุมเรื่องแรงงาน แต่จบลงที่คำถามสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนว่า ในวันที่งานยังมีอยู่ แต่รูปแบบของงานกำลังเปลี่ยนไปทุกวัน เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีงานทำ แต่เป็นผู้ที่มีทักษะเพียงพอจะเติบโตไปพร้อมกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย
- Intelligent.com และบทความที่เผยแพร่บน Fortune.com ซึ่
- ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทย









