Categories
SOCIETY & POLITICS

ยังมีที่เรียน สพฐ. ยัน ม.1/ม.4 ว่าง 3 แสนที่ พร้อมเงินอุดหนุน

สพฐ. ยืนยันนักเรียนทุกคนมีที่เรียน พร้อมจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ปกครองก่อนเปิดเทอมปี 2568

การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจาก สพฐ. ย้ำ “เด็กไทยไม่มีใครถูกทิ้ง”

ประเทศไทย, 23 เมษายน 2568 – ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินกระบวนการสอบคัดเลือกและมอบตัวเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนที่ได้ที่เรียนแล้วทั้งสิ้น 1,097,902 คน ครอบคลุมทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย

ตัวเลขนักเรียนที่มีที่เรียน ยืนยันคุณภาพและความครอบคลุม

ในการจัดสรรที่เรียนครั้งนี้ สพฐ. ได้จัดระบบรองรับที่เรียนตามแผนการรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ดังนี้:

  • อนุบาล: 218,426 คน ใน 23,862 ห้องเรียน
  • ประถมศึกษาปีที่ 1: 266,846 คน ใน 21,699 ห้องเรียน
  • มัธยมศึกษาปีที่ 1: 372,206 คน ใน 14,826 ห้องเรียน
  • มัธยมศึกษาปีที่ 4: 240,324 คน ใน 8,116 ห้องเรียน

รวมทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านคนที่ได้รับการจัดสรรที่เรียนแล้ว โดย สพฐ. ยืนยันว่า เด็กทุกคนมีที่เรียนอย่างแน่นอน

ยังมีที่นั่งว่างอีกกว่า 3 แสนที่ สพฐ. ย้ำสามารถรองรับได้ทุกคน

แม้จะมีจำนวนนักเรียนที่ได้ที่เรียนแล้วจำนวนมาก แต่ สพฐ. เปิดเผยว่า ยังมีที่นั่งว่างเหลือในระบบอีกกว่า 300,000 ที่นั่ง โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 217,286 ที่นั่ง และมัธยมศึกษาปีที่ 4 อีก 97,511 ที่นั่ง ซึ่งนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียนสามารถยื่นความจำนงได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

ล่าสุด ณ วันที่ 21 เมษายน 2568 มีนักเรียนยื่นความจำนงเพื่อขอที่เรียนเพิ่มเติมจำนวน 18,737 คน แบ่งเป็น:

  • ม.1: 14,844 คน
  • ม.4: 3,893 คน

โดยการจัดสรรจะแล้วเสร็จและประกาศผลภายในวันที่ 27 เมษายน 2568 ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะประกาศผลระหว่างวันที่ 23-24 เมษายนนี้ และคาดว่าจะยังเหลือที่นั่งว่างในโรงเรียนอีกกว่า 6,500 ที่นั่ง

นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” และการขับเคลื่อน OBEC Zero Dropout

ภายใต้การนำของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” และ OBEC Zero Dropout หรือ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” เพื่อให้เด็กทุกคนกลับเข้าสู่ระบบและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

นโยบายนี้ครอบคลุมเด็กอายุตั้งแต่ 3 – 18 ปี ที่เคยหลุดจากระบบ และยังคงเปิดโอกาสให้สมัครเรียนได้แม้โรงเรียนจะเปิดภาคเรียนไปแล้ว หากโรงเรียนมีที่นั่งว่าง

สพฐ. อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือนักเรียนครบทุกด้านก่อนเปิดเทอม

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อบรรเทาภาระของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปี 2568 สพฐ. ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาใน 5 รายการหลัก ได้แก่:

  1. ค่าจัดการเรียนการสอน
  2. ค่าหนังสือเรียน
  3. ค่าอุปกรณ์การเรียน
  4. ค่าเครื่องแบบนักเรียน
  5. ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับสิ่งจำเป็นครบถ้วนก่อนเปิดภาคเรียน และสามารถเข้าชั้นเรียนได้อย่างมีคุณภาพ

แนวทางยืดหยุ่นเรื่องการแต่งกายนักเรียน เพื่อลดภาระผู้ปกครอง

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ สพฐ. ได้กำชับไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทุกแห่ง คือ การยืดหยุ่นเรื่องการแต่งกายของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน โดยให้สถานศึกษาพิจารณาผ่อนผันหรือยกเว้นได้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่นักเรียนยังไม่มีเครื่องแบบใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียน และเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

บทวิเคราะห์ ระบบการศึกษาที่ขยับสู่ความเท่าเทียมอย่างจริงจัง

การจัดสรรที่เรียนอย่างครอบคลุม และการสนับสนุนงบประมาณในทุกมิติของการเรียนรู้ สะท้อนถึงความพยายามของ สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการในการลดช่องว่างด้านการศึกษา

มาตรการ OBEC Zero Dropout และการส่งเสริมให้นักเรียนที่หลุดจากระบบได้กลับเข้ามาเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาคนได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ขณะที่แนวทางการเปิดให้โรงเรียนพิจารณาผ่อนผันการแต่งกาย ก็ถือเป็นการปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงของสังคม และช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็นจากผู้ปกครอง ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • นักเรียนที่ได้รับการจัดสรรที่เรียนแล้ว:
    รวม 1,097,902 คน
    • อนุบาล: 218,426 คน
    • ประถมศึกษาปีที่ 1: 266,846 คน
    • มัธยมศึกษาปีที่ 1: 372,206 คน
    • มัธยมศึกษาปีที่ 4: 240,324 คน
  • ที่นั่งว่างในระบบยังสามารถรองรับได้:
    รวม 314,797 คน
    • ม.1: 217,286 คน
    • ม.4: 97,511 คน
  • นักเรียนที่ยื่นขอที่เรียนเพิ่มเติม ณ วันที่ 21 เม.ย. 2568:
    รวม 18,737 คน
    • ม.1: 14,844 คน
    • ม.4: 3,893 คน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
  • กระทรวงศึกษาธิการ
  • ศูนย์สารสนเทศการศึกษาแห่งชาติ
  • ข่าวจากสื่อหลัก: ไทยรัฐ, มติชน, ฐานเศรษฐกิจ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ทุจริตซ้ำซาก ครม. สั่งคุมเข้ม คนโกง ห้ามคืนสู่ระบบราชการ

ครม.ไฟเขียวมาตรการป้องกันทุจริต บล็อกข้าราชการทุจริตคืนสู่ระบบ

แนวทางใหม่เพื่อคัดกรองบุคลากรราชการ

ประเทศไทย,วันที่ 22 เมษายน 2568 – ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศศิกานต์ วัฒนจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการบรรจุบุคคลผู้ซึ่งเคยถูกให้ออกจากราชการจากกรณีทุจริตกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญตามข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

มอบสำนักงาน ก.พ. ขับเคลื่อนมาตรการร่วมหน่วยงานกลาง

นอกจากนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) รับเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาร่วมกับองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของรัฐ หน่วยงานกฎหมาย เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อนำไปสู่ข้อยุติในการปฏิบัติร่วมกัน โดยต้องสรุปผลและส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน

แนวทางคัดกรองบุคลากรที่เคยทุจริต

ตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีข้อเสนอที่ชัดเจนให้มีการใช้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็นแนวทางหลักในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของรัฐ โดยเสนอให้ระบุชัดเจนว่า ข้าราชการที่เคยถูกให้ออกจากราชการด้วยเหตุทุจริตถือเป็น “ลักษณะต้องห้าม” ไม่สามารถกลับเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐได้อีก

บังคับใช้ทั่วทุกหน่วยงานรัฐ

ข้อเสนอของ ป.ป.ช. กำหนดให้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐทุกประเภท โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีบทลงโทษต่อผู้บังคับบัญชาที่ฝ่าฝืน เช่น กรณีรับผู้ที่เคยกระทำทุจริตกลับเข้ารับราชการ

ขอความร่วมมือใช้แนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมติ ก.พ. ลงวันที่ 23 กันยายน 2556 เรื่องการบรรจุบุคคลผู้เคยกระทำผิดวินัยฐานทุจริตกลับเข้ารับราชการ มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดการแต่งตั้งบุคคลที่เคยกระทำผิดเข้าระบบราชการอีก

บังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ การเสนอแนวทางเหล่านี้ เป็นไปตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการเสนอแนะมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

ครม.ต้องตอบกลับภายในกรอบเวลา

เมื่อ ครม. ได้รับแจ้งข้อเสนอจาก ป.ป.ช. หากมีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ จำเป็นต้องแจ้งเหตุผลและอุปสรรคให้ ป.ป.ช. ทราบภายใน 90 วัน ซึ่งในกรณีนี้ครบกำหนดวันที่ 8 มิถุนายน 2568

จุดยืนของรัฐบาลต่อปัญหาทุจริต

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลปัจจุบันมีจุดยืนที่เข้มงวดต่อปัญหาการทุจริตในระบบราชการ โดยการป้องกันการกลับเข้ารับราชการของผู้กระทำผิดในอดีต ถือเป็นการเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบราชการไทย

ประเด็นถกเถียงและการวิเคราะห์

ในแง่มุมของนักวิชาการ บางฝ่ายตั้งคำถามถึงความสมดุลของมาตรการนี้ ระหว่างการป้องกันทุจริต กับหลักสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิในการกลับตัวหรือได้รับโอกาสครั้งที่สอง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสนับสนุนมองว่าหากไม่กำหนดแนวทางชัดเจน ระบบราชการอาจกลายเป็นแหล่งรวมผู้มีประวัติไม่โปร่งใส และกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

ตัวอย่างนโยบายใกล้เคียงในต่างประเทศ

ประเทศอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ต่างมีแนวทางคล้ายกันในการจำกัดโอกาสของข้าราชการที่เคยกระทำผิดทางวินัยให้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง โดยถือเป็นหลักการพื้นฐานในการควบคุมคุณภาพบุคลากรภาครัฐ

แนวโน้มในอนาคตของระบบบริหารงานบุคคล

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากมาตรการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการทั่วประเทศ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ และอาจนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายด้านระเบียบราชการให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ. ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2560 – 2567 มีข้าราชการที่ถูกให้ออกจากราชการด้วยเหตุทุจริตมากกว่า 2,100 ราย
  • รายงานจาก ป.ป.ช. ระบุว่า ในปี 2567 เพียงปีเดียว มีการร้องเรียนข้าราชการกระทำผิดวินัย รวม 527 กรณี
  • จากผลสำรวจโดยสำนักงาน ก.พ. ในปี 2566 ประชาชนกว่า 78.2% สนับสนุนนโยบายห้ามบรรจุข้าราชการที่เคยทุจริตกลับเข้าสู่ระบบ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
  • ราชกิจจานุเบกษา
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
  • ThaiPBS, Bangkok Post (รายงานข่าวย้อนหลังเกี่ยวกับการบรรจุข้าราชการทุจริต)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่ยาว-แม่สลองนอก อบจ. เร่งแก้ภัยแล้ง น้ำมีใช้

อบจ.เชียงรายเร่งเดินหน้าโครงการป้องกันและแก้ไขภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่จังหวัด

เปิดโครงการสร้างฝายชะลอน้ำพื้นที่แม่ยาว เสริมแกร่งระบบจัดการน้ำชุมชน

เชียงราย, 22 เมษายน 2568 – ที่บ้านป่าอ้อ หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อชุมชนแม่ยาว ตามนโยบาย 7 เรือธงของจังหวัดเชียงราย โดยมีนายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมพร้อมหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมในครั้งนี้อยู่ภายใต้การดำเนินการของกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีนางสาวปราณปรียา โพธิเลิศ ผู้อำนวยการกองฯ เป็นผู้ควบคุมดูแลและดำเนินการร่วมกับจิตอาสาผู้ก้าวพลาดจากเรือนจำกลางเชียงรายตามโครงการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคสังคมอย่างแท้จริง

วัตถุประสงค์ของโครงการ: ป้องกันภัยแล้ง – ฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำ

โครงการฝายชะลอน้ำเพื่อชุมชนแม่ยาว มีจุดประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ ส่งเสริมระบบนิเวศน้ำ และช่วยลดความรุนแรงของภัยแล้งในพื้นที่เสี่ยง โดยฝายที่สร้างขึ้นนี้เป็นฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร ใช้วัสดุจากธรรมชาติร่วมกับวัสดุพื้นบ้านซึ่งสามารถก่อสร้างได้รวดเร็วในงบประมาณจำกัด ทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นระบบฝายถาวรได้ในอนาคต

ในระยะยาว ฝายชะลอน้ำจะทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำใต้ดิน ส่งผลดีต่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของชุมชน ทั้งยังช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน และสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบลุ่มน้ำแม่ยาวอีกด้วย

สำรวจแหล่งน้ำใต้ดินเสริมระบบการจัดการน้ำในพื้นที่สูง

ต่อมาเวลา 12.00 น. นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ อบจ. ลงพื้นที่ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบสภาพแหล่งน้ำและความเหมาะสมในการขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่สูงที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

จากการสำรวจเบื้องต้น พบแหล่งน้ำใต้ดินที่มีศักยภาพในการขุดเจาะจำนวน 2 จุด ซึ่งจะถูกบรรจุไว้ในแผนการดำเนินการตามโครงการขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาภัยแล้งระยะที่ 2 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในปีงบประมาณ 2568

บูรณาการความร่วมมือภาครัฐและประชาชนเพื่อความยั่งยืนด้านทรัพยากรน้ำ

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย อบจ. เชียงรายมีเป้าหมายที่จะสร้างฝายชะลอน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำใน 18 อำเภอ และขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเพิ่มเติมกว่า 60 จุดภายในปี 2568

สถิติและแหล่งข้อมูลสนับสนุน

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล (2567) ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งระดับรุนแรงจำนวน 34 ตำบล ครอบคลุมประชากรประมาณ 126,000 คน โดยเฉพาะในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สรวย และเวียงป่าเป้า

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) รายงานว่า การจัดการน้ำในพื้นที่สูงผ่านระบบฝายชะลอน้ำสามารถเพิ่มระดับน้ำใต้ดินเฉลี่ย 30-50 เซนติเมตรต่อปี และช่วยฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ลุ่มน้ำระดับตำบลได้ภายใน 1-2 ปี

ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ภัยแล้งในจังหวัดเชียงรายทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงเฉลี่ยปีละ 7-10% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้ในพื้นที่สูง

โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งของ อบจ.เชียงราย ภายใต้การดำเนินการของศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับวิกฤติภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

  •  

    สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO)

  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เวียงแก่นไม่ทิ้งใคร! หน่วยงานรัฐลงพื้นที่ เยี่ยมผู้ป่วย

เชียงรายบูรณาการทุกภาคส่วนออกหน่วยบริการพื้นที่ห่างไกล ต.ปอ อ.เวียงแก่น พร้อมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียง

จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมจังหวัดเคลื่อนที่ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน”

เชียงราย, 22 เมษายน 2568 – ที่โรงเรียนปอวิทยา บ้านปอกลาง หมู่ที่ 5 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทย หน่วยงานภาคท้องถิ่น และภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการภาครัฐในพื้นที่ห่างไกล โดยบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย รวมถึงจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้มีรายได้น้อย และผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่

มอบถุงยังชีพ-สนับสนุนสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง

หลังพิธีเปิด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมคณะ ได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่เดือดร้อน โดยถุงยังชีพประกอบด้วยข้าวสารจากวัดห้วยปลากั้ง หมอนจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พันธุ์ปลาจากสำนักงานประมง และเงินช่วยเหลือจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย ซึ่งมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือทั้งด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง และการพัฒนาอาชีพของประชาชนในชุมชน

เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงถึงบ้าน รับฟังปัญหาและมอบความช่วยเหลือ

ต่อมา คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุจำนวน 5 รายในตำบลปอ เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิสวัสดิการ การรักษาพยาบาล และแนวทางการดูแลแบบองค์รวม โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งครอบครัว ชุมชน และเจ้าหน้าที่ อสม.ในพื้นที่

เวียงแก่น อำเภอห่างไกลที่สุดของเชียงรายกับประชากรหลากหลายชาติพันธุ์

อำเภอเวียงแก่นตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงรายกว่า 139 กิโลเมตร ประกอบด้วย 5 ตำบล 44 หมู่บ้าน และ 4 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีประชากรประมาณ 37,284 คน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์รวม 9 กลุ่ม ได้แก่ คนพื้นเมือง ม้ง เมี่ยน จีนฮ่อ ไทยใหญ่ อาข่า ไทยลื้อ ขมุ และลาว

ชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำไร่ ทำสวน และรับจ้างทั่วไป ความห่างไกลของพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ยาก การจัดกิจกรรมจังหวัดเคลื่อนที่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดช่องว่างการพัฒนาและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

วิเคราะห์แนวโน้มการพัฒนาและผลกระทบเชิงพื้นที่

การออกหน่วยให้บริการในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นอย่างทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขในพื้นที่ชายขอบ

กิจกรรมดังกล่าวยังมีผลต่อการเสริมสร้างศรัทธาและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ซึ่งต้องการรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูล

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรทั้งหมดประมาณ 1.28 ล้านคน โดยกว่า 70% อาศัยในพื้นที่ชนบท และมีอำเภอที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองกว่า 5 อำเภอ รวมทั้งเวียงแก่น

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ในปี 2567 มีครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนรับความช่วยเหลือกว่า 36,000 ครัวเรือน โดยเวียงแก่นจัดอยู่ใน 5 อำเภอที่มีอัตราผู้มีรายได้น้อยสูงสุดของจังหวัด

ขณะที่ข้อมูลจากกรมอนามัย (2567) ชี้ว่ามีผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมากกว่า 2,800 ราย โดยกระจุกตัวอยู่ในอำเภอชายขอบซึ่งเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ยาก ดังนั้น การลงพื้นที่เยี่ยมบ้านจึงถือเป็นแนวทางสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการในเชิงพื้นที่แบบองค์รวม

กิจกรรม “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน” ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความพยายามของจังหวัดเชียงรายในการเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ห่างไกลให้มีความเท่าเทียมกับเมือง และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบูรณาการในอนาคต.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย มอบนโยบาย พร้อมรดน้ำดำหัวปี๋ใหม่

นายก อบจ.เชียงราย มอบนโยบายราชการ พร้อมรดน้ำดำหัวผู้บริหาร สืบสานประเพณีสงกรานต์ล้านนา

เชียงรายจัดประชุมบุคลากร อบจ. พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ

เชียงราย, 21 เมษายน 2568 – ที่อาคารคชสาร สนามกีฬากลาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมบุคลากรประจำเดือนมีนาคมและเมษายน 2568 เพื่อมอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ และบุคลากรขององค์กร เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในที่ประชุม นางอทิตาธร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารราชการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และเน้นการให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ของ อบจ.เชียงราย ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณะและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้มีการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรแก่บุคลากรที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีผลงานดีเด่นประจำปี 2568 โดยคัดเลือกจากการเสนอชื่อของแต่ละหน่วยงานภายในองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่บุคลากรอื่นและส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดีภายในองค์กร

พิธีรดน้ำดำหัว คณะผู้บริหารและผู้อาวุโส สืบสานประเพณีปี๋ใหม่เมือง

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ได้มีการจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ และผู้อาวุโส ประจำปี 2568 โดยมีนายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำหัวหน้าส่วนราชการ และบุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม

พิธีรดน้ำดำหัวจัดขึ้นตามประเพณีล้านนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปี๋ใหม่เมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความเคารพนบน้อมต่อผู้มีพระคุณ แสดงความกตัญญูกตเวที และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง การจัดพิธีครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น แสดงถึงความรักความสามัคคีในองค์กร และเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันของบุคลากรทุกระดับ

การบริหารที่ยึดหลักคุณธรรมและการสืบสานวัฒนธรรมในองค์กรท้องถิ่น

กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในการยกระดับคุณภาพการบริหารงานในทุกมิติ โดยเน้นให้บุคลากรทุกระดับตระหนักในบทบาทหน้าที่และร่วมกันผลักดันนโยบายสาธารณะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในพื้นที่

การมอบรางวัลแก่บุคลากรที่มีคุณธรรมและจริยธรรมดีเด่นยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรในองค์กรเกิดความภาคภูมิใจในบทบาทของตน ส่วนกิจกรรมรดน้ำดำหัวนั้น ถือเป็นการเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมเข้ากับภารกิจราชการได้อย่างเหมาะสม สร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับการบริหารงานภาครัฐยุคใหม่

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในปี 2567 พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินงานด้านคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมองค์กร มีแนวโน้มสร้างความพึงพอใจของประชาชนในระดับสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 76.5% เป็น 81.2% ภายในระยะเวลา 1 ปี (ที่มา: สำนักงาน ก.พ.ร., 2567)

ดังนั้น การจัดประชุมและกิจกรรมในครั้งนี้ จึงถือเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรภาครัฐให้มีความเข้มแข็ง ทั้งในด้านประสิทธิภาพและคุณธรรมควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สงกรานต์เชียงราย สรงน้ำพระเถระ สูมาคารวะผู้ว่าฯ

พิธีสรงน้ำสงกรานต์และสูมาคารวะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เนื่องในปี๋ใหม่เมือง 2568

เชียงรายจัดใหญ่ พิธีสงกรานต์สืบสานประเพณีล้านนา

เชียงราย, 21 เมษายน 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดพิธีถวายสักการะและสรงน้ำพระเถรานุเถระ พร้อมสรงน้ำพระราชานุสาวรีย์พญามังรายมหาราช และพิธีสูมาคารวะสระเกล้าดำหัวผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2568 โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ตลอดจนรองผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ หัวหน้าหน่วยงาน และประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีถวายน้ำพระเถรานุเถระ ณ วัดเจ็ดยอด

ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. พิธีเริ่มต้นที่วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วน ถวายน้ำสรงแด่พระเถรานุเถระอาวุโสในจังหวัด เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย-ล้านนาอันดีงามที่มีมาแต่โบราณ

ขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะและพิธีสรงน้ำพญามังรายมหาราช

หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนา ขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ได้เคลื่อนจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 ผ่านถนนสิงหไคล ไปยังพระราชานุสาวรีย์พญามังรายมหาราช ณ ห้าแยกพ่อขุน ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย

นายชรินทร์ ทองสุข เป็นประธานในพิธีสรงน้ำพระราชานุสาวรีย์ โดยมีการกล่าวคำสูมาคารวะพญามังรายมหาราช จากนั้นหัวหน้าส่วนราชการ อำเภอ คหบดี กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนต่างทยอยถวายเครื่องสักการะและสรงน้ำตามลำดับ เป็นบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความจงรักภักดีต่อบรรพชนผู้สร้างเมือง

พิธีสูมาคารวะดำหัว ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัด

ในเวลา 11.00 น. ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าหน่วยงานราชการ นายอำเภอ กลุ่มพ่อค้า กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนทั่วไป ได้พร้อมใจกันกล่าวคำสูมาคารวะ และทำพิธีสระเกล้าดำหัวนายชรินทร์ ทองสุข และนางสินีนาฏ ทองสุข เพื่อขอขมาขอพรจากผู้อาวุโสตามประเพณีล้านนา ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีและการเคารพผู้อาวุโส โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวให้พรแก่ผู้ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล

วิเคราะห์มิติทางวัฒนธรรมและความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ

พิธีในครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรท้องถิ่น ที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวเชียงราย โดยเฉพาะประเพณีปี๋ใหม่เมือง ที่นอกจากจะสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คนในสังคมแล้ว ยังเป็นการเชิดชูเกียรติของพญามังรายมหาราช ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงราย

การมีส่วนร่วมของประชาชนจากทั้ง 18 อำเภอ สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธา ความพร้อมเพรียง และการสืบสานวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวาในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสำคัญของภาคเหนืออีกด้วย

สถิติและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

จากรายงานของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ระบุว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีปี๋ใหม่เมืองกว่า 125,000 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่กว่า 230 ล้านบาท โดยกิจกรรมสำคัญ เช่น พิธีสรงน้ำพระ การฟ้อนแห่ปี๋ใหม่เมือง และพิธีดำหัวผู้อาวุโส ล้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี (ที่มา: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, 2567)

การจัดงานในปี 2568 จึงถูกคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกของความยั่งยืนในมิติของวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

หนองแรดสุดคึก แข่งเรือปูน ยิงหนังสติ๊ก ส่งท้ายสงกรานต์

เชียงรายจัดใหญ่ กีฬาพื้นบ้าน ตำบลหนองแรด ส่งเสริมสามัคคี ชุมชนร่วมคึกคัก

เปิดฉากแข่งขันกีฬาพื้นบ้านส่งท้ายสงกรานต์

เชียงราย, 20 เมษายน 2568 – ที่หนองทรง บ้านหนองแรดใต้ หมู่ที่ 3 ตำบลหนองแรด อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน โดยมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายนฤเดช ศิริแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแรด (อบต.หนองแรด) เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน และมีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เขต 1 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น

ส่งเสริมความสามัคคีผ่านกีฬาพื้นบ้าน

นายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง กล่าวว่า การจัดการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีของประชาชนในพื้นที่ตำบลหนองแรด โดยเฉพาะหลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา กิจกรรมในครั้งนี้ช่วยให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ สร้างความรัก ความสามัคคี ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การแข่งขันพายเรือหาปลา แข่งขันพายเรือกระบะปูน มวยทะเล แข่งขันยิงหนังสติ๊ก และการแข่งขันปากระป๋อง

หนองซง แหล่งน้ำสำคัญของชุมชน

นายอำเภอเทิงยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หนองซงเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการอุปโภคบริโภคของตำบลหนองแรดและอำเภอเทิง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาหนองซงให้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของพื้นที่ เพื่อรองรับการเติบโตของชุมชนอย่างยั่งยืน

แผนพัฒนาหนองซงเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทางด้านนายนฤเดช ศิริแสน นายก อบต.หนองแรด เปิดเผยว่า ปัจจุบันหนองซงมีพื้นที่ประมาณ 1,400 ไร่ โดยในช่วงฤดูแล้งหนองซงจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับใช้ในการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งทาง อบต.หนองแรดได้วางแผนการพัฒนาหนองซงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะขออนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นที่สาธารณะ และจะร่วมกับกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมพัฒนาที่ดินในการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริ ขณะนี้ได้รับงบประมาณเบื้องต้น 30 ล้านบาทสำหรับการปรับปรุงพื้นที่และการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม

กิจกรรมแข่งขันสนุกสนาน ชาวบ้านร่วมเชียร์คึกคัก

กิจกรรมการแข่งขันที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีชาวบ้านให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการแข่งขันมวยทะเลที่สร้างความสนุกสนานและเรียกเสียงเชียร์จากกองเชียร์ของแต่ละหมู่บ้านได้อย่างคึกคัก นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันอื่นๆ ที่สร้างความสนุกสนานและกระชับความสัมพันธ์ในชุมชนได้เป็นอย่างดี

จุดวิเคราะห์และแนวทางการพัฒนาต่อไป

จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าชุมชนมีความต้องการกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในพื้นที่ ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อ และในอนาคตควรมีการขยายผลไปสู่กิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่าจังหวัดเชียงรายมีการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมชุมชน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นมีการขยายตัวและสร้างรายได้เฉลี่ยมากขึ้น (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567)

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมกีฬาพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหนองแรด อำเภอเทิง จึงถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแรด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่สาย-รวก ขุดลอก สร้างแนวกันท่วม รับมือน้ำหลาก

เชียงรายเร่งเดินหน้าขุดลอกแม่น้ำรวก-แม่น้ำสาย สร้างแนวป้องกันน้ำท่วมก่อนฤดูฝน

สถานการณ์น้ำท่วมและความจำเป็นในการดำเนินโครงการ

เชียงราย, 20 เมษายน 2568 – จากสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทางจังหวัดเชียงรายจึงได้เร่งดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยล่าสุดได้ดำเนินการขุดลอกแม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย รวมถึงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญของอำเภอแม่สาย

ความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมาในการขุดลอกแม่น้ำ

โครงการขุดลอกแม่น้ำรวกและแม่น้ำสายเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยทหารช่าง กองทัพบก กองทัพภาคที่ 3 และทางการเมียนมา โดยได้เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือฤดูน้ำหลากที่กำลังจะมาถึง

การขุดลอกแม่น้ำมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตลอดแนวรวมระยะทางกว่า 44.8 กิโลเมตร แบ่งเป็นความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการในพื้นที่แม่น้ำรวกระยะทาง 14 กิโลเมตร ขณะที่กรมการทหารช่างดำเนินการต่อเนื่องอีก 18 กิโลเมตร ส่วนทางการเมียนมารับผิดชอบแม่น้ำสายระยะทาง 12.8 กิโลเมตร

การก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

นอกจากการขุดลอกแม่น้ำแล้ว ทางจังหวัดเชียงรายยังมีการดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมบริเวณเขตเศรษฐกิจของอำเภอแม่สาย ซึ่งในอดีตเคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำป่าและดินโคลนหลาก โดยแนวป้องกันดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 3,600 เมตร มีเนื้องานจริง 2,193 เมตร โดยเริ่มจากจุดแนวเขตแดนไทย-เมียนมา ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ไปจนถึงบริเวณประตูน้ำชลประทาน

แนวป้องกันที่ออกแบบในครั้งนี้เน้นการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันน้ำได้อย่างดี โดยใช้โครงสร้างหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ เขื่อนป้องกันตลิ่งด้วยเข็มไอและแผ่นคอนกรีตหล่อสำเร็จ กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมฐานราก เสริมความแข็งแรงแนวคันดินด้วยถุง Big Bag รวมถึงการดัดแปลงแนวป้องกันเชื่อมโยงกับอาคารบ้านเรือนด้วยการติดตั้งแผ่นเหล็กปิดช่องน้ำและกำแพงป้องกันแบบประกอบสำเร็จ

ความคืบหน้าและการบริหารโครงการโดย สทนช.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เปิดเผยว่า กรมการทหารช่าง กองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราว-กึ่งถาวร และขุดลอกแม่น้ำสายตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2568 โดยได้รับจัดสรรงบประมาณดำเนินการแล้วจำนวนกว่า 74 ล้านบาท ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ประเทศไทยมีแผนการขุดลอกแม่น้ำรวก ความยาวกว่า 30 กิโลเมตร โดยกรมการทหารช่างดำเนินการใน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดที่ 1 บริเวณพนังกั้นน้ำชั่วคราวน้ำแม่สาย สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จุดที่ 2 ขุดลอกแม่น้ำรวกในตำบลเกาะช้าง และจุดที่ 3 ขุดลอกแม่น้ำรวก บ้านวังลาว ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

จุดวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในอนาคต

โครงการขุดลอกแม่น้ำและสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรมีการดำเนินงานเชิงรุกและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบำรุงรักษาแนวป้องกันน้ำท่วม และการให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 4 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 20,000 ครัวเรือน และพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายกว่า 30,000 ไร่ (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, 2567)

การดำเนินโครงการนี้จึงถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่แม่สายอย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย เยี่ยมผู้ประสบภัย ช่วยเหลือด่วน อ.พาน

ผู้ว่าฯ เชียงราย ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยอำเภอพานอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์วาตภัยในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 20 เมษายน 2568 – จากเหตุการณ์วาตภัยที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 เมษายน 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทางจังหวัดจึงได้มีคำสั่งด่วนให้ทุกอำเภอเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ประสบภัย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นายอำเภอพาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้พบปะพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รับฟังปัญหาความเดือดร้อน รวมทั้งประเมินสภาพความเสียหายและความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางช่วยเหลือในระยะต่อไป

การช่วยเหลือเร่งด่วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบภัยในครั้งนี้ ทางจังหวัดเชียงรายได้มีการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ ให้แก่ผู้ประสบภัยในเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พมจ.) ยังได้มอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้เน้นย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจอย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

สรุปความเสียหายเบื้องต้นในภาพรวม

จากการสำรวจของจังหวัดเชียงรายในเบื้องต้น พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์วาตภัยครั้งนี้จำนวนรวมทั้งสิ้น 3,079 ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายในระดับที่ยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ และในขณะนี้ หน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งแจกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัยครบถ้วนแล้ว

จุดวิเคราะห์และแนวทางการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะการวางแผนรับมือที่ครอบคลุมทั้งการเตือนภัยล่วงหน้า การเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

ในอนาคต จังหวัดเชียงรายจึงได้เตรียมแผนการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่องการป้องกันภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการภัยพิบัติของชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย

จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ในช่วงปี 2567 จังหวัดเชียงรายประสบภัยจากวาตภัยรวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายรวมกว่า 7,500 หลังคาเรือน และมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, 2567)

ทั้งนี้ ทางจังหวัดเชียงรายยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตในทุกเหตุการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขโดยเร็วที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

  • กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย เร่งเคลียร์แม่กก สกัดภัยป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

อบจ.เชียงรายเร่งสำรวจ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำแม่กก ป้องกันน้ำท่วมซ้ำรอย

อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ตรวจสอบเร่งด่วน

เชียงราย,วันที่ 18 เมษายน 2568 – เวลา 09.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายวสันต์ วงศ์ดี ผู้อำนวยการสำนักช่าง และนางสาวปราณปรียา โพธิเลิศ ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่สำรวจจุดสนับสนุนการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณแม่น้ำกก อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อเตรียมการป้องกันปัญหาอุทกภัยอย่างเร่งด่วน

ต้นเหตุการเร่งสำรวจและดำเนินการ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้มีข้อสั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำแม่กก โดยพบสิ่งกีดขวางจำนวน 20 จุด ตั้งแต่สะพานถนนเลี่ยงเมืองตะวันตก ถึงสะพานเฉลิมพระเกียรติ (โรงเรียนเทศบาล 6)

จังหวัดเชียงรายจึงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 โดยมอบหมายให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางใน 3 จุดหลัก ได้แก่ โรงแรมเดอะเลเจนด์ ร้านลีลาวดี และเกาะกลางน้ำชุมชนป่าแดง

การดำเนินงานสำรวจและประเมินปัญหาอย่างรอบคอบ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้นำทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณภัย ลงสำรวจและเก็บข้อมูลรายละเอียดสภาพพื้นที่อย่างรอบคอบ เพื่อวางแผนและออกแบบการดำเนินงานที่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้เครื่องจักรกลหนักขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อการกำจัดสิ่งกีดขวางให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็ว

บูรณาการความร่วมมือท้องถิ่น แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มีการประสานความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และช่วยกันดูแลรักษาสภาพลำน้ำในระยะยาว รวมทั้งให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอุทกภัย

ความเชื่อมั่นและการดำเนินงานตามนโยบายจังหวัด

การที่จังหวัดเชียงรายมอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายดำเนินการ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของหน่วยงานจังหวัดที่มีต่อการบริหารงานของ อบจ.เชียงราย ภายใต้การนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ซึ่งมีนโยบายหลักในการ “กระจายเครื่องจักรกลและบุคลากรสู่ชุมชน” เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

จุดวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขในระยะยาว

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าสิ่งกีดขวางทางน้ำส่วนใหญ่เกิดจากเศษวัสดุธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ลำน้ำ การแก้ไขในระยะยาวจึงต้องเน้นที่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น และการสร้างจิตสำนึกของชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมของลำน้ำ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการลำน้ำแม่กก

จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี 2567 ระบุว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมบ่อยครั้งในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะลุ่มน้ำกกมีประวัติการเกิดอุทกภัยมากกว่า 3 ครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 10,000 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรกว่า 20,000 ไร่ (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, 2567)

ดังนั้น การดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยบรรเทาความเสียหายจากปัญหาอุทกภัยแล้ว ยังเป็นมาตรการป้องกันที่จำเป็นต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวเชียงรายในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE