Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายลุย! โครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย” สกัดพิษสุนัขบ้าถวายพระปณิธาน

เชียงรายลุย! ปศุสัตว์เดินหน้า “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย” ตามพระปณิธานกรมพระศรีสวางควัฒนฯ สกัดพิษสุนัขบ้าให้หมดสิ้น

เชียงราย, 9 กรกฎาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย ร่วมเทิดพระเกียรติฯ พร้อมลงมือแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยั่งยืน เดินหน้าเต็มกำลังในการขับเคลื่อนโครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า” เพื่อน้อมถวายพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงห่วงใยสุขภาพของประชาชนและสัตว์เลี้ยง และทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขจัด “โรคพิษสุนัขบ้า” ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

พิธีเปิดโครงการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ หอประชุมเทศบาลตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม

โรคพิษสุนัขบ้าภัยเงียบที่ยังคร่าชีวิตได้ หากละเลย

แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าลงได้มาก แต่ “โรคกลัวน้ำ” นี้ยังคงเป็นภัยเงียบที่สามารถคร่าชีวิตมนุษย์และสัตว์ได้อย่างรุนแรง และยังคงมีการแพร่ระบาดในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่สัตว์เลี้ยงยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง

ด้วยพระเมตตาและวิสัยทัศน์ของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ที่ทรงเน้นการป้องกันโรคก่อนเกิดภัย ภาครัฐจึงได้น้อมนำพระปณิธานมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ปศุสัตว์เชียงรายเคลื่อนทัพบริการเชิงรุกถึงชุมชน

นำโดย นายอนุสรณ์ รัฐอนันต์พินิจ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจิตอาสา ลงพื้นที่ให้บริการประชาชนแบบเชิงรุก ครอบคลุมกิจกรรมสำคัญ 3 ด้าน:

  1. บริการผ่าตัดทำหมันสัตว์เลี้ยง

เพื่อลดปัญหาการเพิ่มจำนวนของสุนัขและแมวจรจัด ซึ่งเป็นพาหะสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า การทำหมันยังช่วยให้สัตว์มีสุขภาพดี และลดพฤติกรรมเสี่ยงในช่วงฤดูผสมพันธุ์

  1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุมให้กับสุนัขและแมวในชุมชน ถือเป็นหัวใจของโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่ยังพบการระบาดของโรค การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะเป็นเกราะป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพที่สุด

  1. ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน

เจ้าหน้าที่ได้ให้ความรู้เรื่องอาการของโรค กฎหมายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อถูกสัตว์กัดหรือสัมผัสสัตว์ต้องสงสัย เพื่อส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องและยกระดับความตระหนักของสังคม

ชาวบ้านแห่ร่วมงานแน่น หวังให้สัตว์เลี้ยงได้รับวัคซีนครบ

ในวันเปิดโครงการ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ชาวบ้านจากหลายตำบลได้นำสุนัขและแมวมารับบริการฉีดวัคซีนและทำหมันอย่างต่อเนื่อง การตอบรับที่ดีแสดงถึงความพร้อมของประชาชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการขจัดโรคนี้ให้หมดไปจากชุมชน

เป้าหมายใหญ่ของโครงการ”สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย” อย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์แห่งชาติและพระปณิธานของพระองค์ โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อทำให้ ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถาวร ภายในระยะเวลาอันใกล้ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง ดังนี้:

  • ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ: ไม่ปล่อยปละละเลยหรือปล่อยสัตว์ออกนอกบ้านโดยไม่มีการดูแล
  • สร้างความรู้ในการเฝ้าระวัง: ชี้แจงสัญญาณของโรค วิธีปฏิบัติเมื่อพบสัตว์ป่วย หรือเมื่อถูกกัด
  • ขยายจุดบริการครอบคลุมทุกหมู่บ้าน: ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการฉีดวัคซีนและทำหมันได้ง่ายขึ้น
  • ลดจำนวนสัตว์จรจัด: เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในที่สาธารณะ เช่น ตลาด วัด โรงเรียน

ปัจจัยสำเร็จของการแก้ไขปัญหา

จากการลงพื้นที่และติดตามการดำเนินงานพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีแนวโน้มประสบผลสำเร็จ ได้แก่:

  • การนำพระปณิธานมาสู่แผนปฏิบัติที่ชัดเจน: การเชื่อมโยงพระราชปณิธานกับแผนงานที่วัดผลได้
  • การบูรณาการหน่วยงานแบบไร้รอยต่อ: การทำงานร่วมกันของสำนักงานปศุสัตว์ องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยสาธารณสุข และภาคประชาชน
  • การสื่อสารที่เข้าถึงง่าย: การใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายในการรณรงค์ และการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
  • การสร้างแรงจูงใจในชุมชน: เช่น การแจกของรางวัลเล็กน้อย หรือประกาศเกียรติคุณแก่ชุมชนปลอดโรค

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขยายผลสู่ระดับประเทศ

เพื่อให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทยอย่างแท้จริง ข้อเสนอที่ควรพิจารณา ได้แก่:

  • ขยายการจัดโครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย” ครอบคลุมทุกอำเภอ
  • เพิ่มงบประมาณสนับสนุนวัคซีนคุณภาพสูง
  • พัฒนาแอปพลิเคชันลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงระดับชาติ
  • สนับสนุนการศึกษาวิจัยวัคซีนสายพันธุ์ใหม่ที่ตอบสนองไวรัสกลายพันธุ์
  • จัดให้มีวัน “สัตว์ปลอดโรคแห่งชาติ” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระดับชาติ

 

เมื่อพระปณิธานกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อชีวิตที่ปลอดภัย

โครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า” ไม่เพียงเป็นการเทิดพระเกียรติพระราชวงศ์ หากแต่เป็นการส่งต่อความห่วงใยสู่ประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง เชียงรายอาจเป็นเพียงจังหวัดหนึ่ง แต่กำลังแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศเริ่มต้นได้จากการร่วมมืออย่างจริงจังในระดับชุมชน

หากทุกจังหวัดนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ ร่วมกับการขับเคลื่อนจากภาครัฐ ประชาชน และภาคส่วนต่างๆ เชื่อได้ว่า “โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เคยเป็นฝันร้ายของคนไทยมาหลายทศวรรษ จะหมดไปจากแผ่นดินไทยได้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า
  • สำนักงานควบคุมโรคติดต่อ กรมปศุสัตว์
  • รายงานการประชุมขับเคลื่อนพระปณิธานฯ ปี 2567
  • ข้อมูลโรคพิษสุนัขบ้า จากองค์การอนามัยโลก (WHO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สัญญาณอันตรายจากแม่กก สารหนูปนเปื้อน! รัฐ-ชุมชนผนึกกำลังกอบกู้สายน้ำ

เฝ้าระวังแม่กก” รัฐลุยแก้มลพิษน้ำ โลหะหนักเกินมาตรฐาน กระตุ้นชุมชนมีส่วนร่วม

สัญญาณอันตรายจากสายน้ำแม่กก จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการเชิงรุก

เชียงราย, 9 กรกฎาคม 2568 – สายน้ำแม่กก ซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเชียงราย กำลังเผชิญกับภัยคุกคามเชิงสิ่งแวดล้อม เมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ตรวจพบสารโลหะหนักบางชนิดในแม่น้ำกกเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู (Arsenic) ที่อาจสะสมในระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ด้วยความตระหนักถึงอันตรายที่อาจตามมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ จึงจัดกิจกรรม “ออกหน่วยเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชน” ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ วิเคราะห์สารปนเปื้อน และสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง

จากความวิตกของประชาชน สู่การขับเคลื่อนโดยหน่วยงานรัฐ

การตรวจพบค่าปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ไม่เพียงแต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงหน่วยงานรัฐ หากแต่ยังสร้างความวิตกกังวลในวงกว้างของชาวบ้านที่อาศัยและพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายนี้โดยตรง

โดยมี นายสุรศักดิ์ วณิชอนุกูล ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และ นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนการจัดการคุณภาพน้ำ อากาศและเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ วิเคราะห์ผลแบบทันที และให้ความรู้กับประชาชน

ปฏิบัติการ 7 ครั้ง 5 อำเภอ เฝ้าระวังน้ำจากต้นทาง

กิจกรรมจะจัดขึ้นทั้งหมด 7 ครั้ง ครอบคลุม 5 อำเภอหลักของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ เมืองเชียงราย เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอยหลวง และแม่จัน

ภารกิจหลักคือการเก็บตัวอย่างน้ำจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำบริโภค น้ำประปา หรือน้ำในแม่น้ำสาขา เพื่อวิเคราะห์ค่ามาตรฐานในระดับทันที ณ จุดตรวจสอบ ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความผิดปกติได้รวดเร็วและตรงจุด

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่แม่น้ำกกยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจพบสารโลหะหนักที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพและระบบนิเวศโดยรวม

ไม่ใช่แค่ตรวจน้ำ แต่สร้างความรู้ สื่อสาร และฟังเสียงชุมชน

ในกิจกรรมยังมีการจัดนิทรรศการ สื่อความรู้ และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา และตระหนักรู้ถึงอันตรายของสารปนเปื้อน พร้อมเรียนรู้วิธีการเฝ้าระวังในระดับชุมชน

เป้าหมายหลักคือการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์แหล่งน้ำ และรู้จักการสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในชุมชนของตน รวมถึงรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การมีส่วนร่วมของประชาชน คือกุญแจสำคัญในการสร้างระบบเฝ้าระวังที่ยั่งยืน เพราะชุมชนที่ตื่นรู้และพร้อมมีส่วนร่วม จะช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น

แผนป้องกันระยะยาว ระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 ยังมีแผนต่อเนื่องในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแบบเชิงพื้นที่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน และภาควิชาการ เพื่อป้องกันปัญหามลพิษจากต้นทาง

นอกจากนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์จะถูกรวบรวมเพื่อใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง สำนักงานสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าจะดำเนินการประเมินและสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

บทเรียนจากแม่กก จากวิกฤติสู่โอกาสของการพัฒนา

แม่น้ำกกในวันนี้อาจกำลังเผชิญกับภาวะปนเปื้อน แต่ปฏิบัติการเชิงรุกของหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากรากฐาน

หากชุมชนสามารถยืนหยัดและร่วมมือกับภาครัฐอย่างเข้มแข็ง ปัญหานี้จะไม่เพียงแต่ได้รับการแก้ไขเฉพาะหน้า แต่จะนำไปสู่การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

เชียงรายในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงเมืองที่ลุ่มน้ำแม่กกหล่อเลี้ยงชีวิต แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการปกป้องแม่น้ำด้วยพลังของประชาชนและความรู้ที่เข้าถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • ข่าวประชาสัมพันธ์และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว
  • รายงานวิเคราะห์คุณภาพน้ำประจำเดือนกรกฎาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

อุโมงค์ดอยหลวงเจาะทะลุฉลุย! เร็วกว่ากำหนด 19 เดือน ความหวังใหม่เชื่อมโลก

แสงแรกแห่งล้านนา” อุโมงค์ดอยหลวงทะลุฉลุย! รถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ความหวังใหม่เชื่อมไทย-ลาว-จีน

เชียงราย, 8 กรกฎาคม 2568 – “ทะลุแล้ว…อีกหนึ่งความก้าวหน้า อีกขั้นของความสำเร็จ” เสียงแห่งความยินดีดังกึกก้องที่อุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เมื่อการเจาะทะลุ (Breakthrough) อุโมงค์ขนาดมหึมาได้สำเร็จก่อนกำหนดถึง 19 เดือน ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางวิศวกรรม แต่คือแสงแห่งความหวังที่จะฉายส่องอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือของไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

อุโมงค์ดอยหลวง สัญลักษณ์แห่งศักยภาพไทย ก้าวข้ามความท้าทายทางธรณีวิทยา

อุโมงค์ดอยหลวง ซึ่งมีความยาว 3,400 เมตร เป็นหนึ่งในสี่อุโมงค์หลักของโครงการรถไฟทางคู่สายเหนือเส้นใหม่นี้ การก่อสร้างถือเป็นงานวิศวกรรมที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากภูมิประเทศและธรณีวิทยาบริเวณดังกล่าวเป็น หินภูเขาไฟและดินเหนียว ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคนิคขั้นสูงอย่าง Drill & Blast (เจาะและระเบิด) ร่วมกับการขุดด้วยเครื่องจักร (Excavator)

เดิมที การขุดเจาะและงานคอนกรีตภายในอุโมงค์ถูกประมาณการว่าจะใช้เวลาถึง 40 เดือน (3 ปี 4 เดือน) ทว่าด้วยศักยภาพของทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญชาวไทย รวมถึงการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้งานนี้สำเร็จได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ถึง 19 เดือน ณ เดือนมิถุนายน 2568 ความคืบหน้าโดยรวมของงานก่อสร้างอุโมงค์ดอยหลวงอยู่ที่ประมาณ 54% ซึ่งเร็วกว่าแผนที่ตั้งไว้ 7%

“การเจาะทะลุอุโมงค์ดอยหลวงได้เร็วกว่ากำหนดถึง 19 เดือน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของบุคลากรไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์” นายอธิรัฐ กะตังค์ หัวหน้าโครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ กล่าว “นี่คือสัญญาณที่ดีว่าโครงการจะสามารถเปิดให้บริการได้ตามกำหนดการในปี 2571 เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคเหนือสู่ประตูการค้ากับลาวและจีน”

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและมาตรฐานสากล โดยมีการเสริมกำแพงโครงเหล็กและผนังคอนกรีต ติดตั้งแผ่นกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม รวมถึงระบบระบายน้ำที่ครอบคลุมทั้งภายในและภายนอกอุโมงค์ มีการศึกษาแนวการไหลของน้ำเพื่อรองรับน้ำป่าในฤดูฝนอย่างละเอียด และเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ยังมีการจัดสร้าง ทางเชื่อมฉุกเฉิน (Cross Passages) จำนวน 14 จุด สำหรับการอพยพตามมาตรฐานสากลในทุกๆ ระยะ 240 เมตร

ความคืบหน้าภาพรวมแม้มีอุปสรรคแต่เดินหน้าไม่หยุด

จากข้อมูลล่าสุด (ณ เดือนมกราคม 2568) โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งมีระยะทางรวม 323.1 กิโลเมตร และมูลค่าโครงการรวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากงบประมาณอนุมัติเบื้องต้น 85,845 ล้านบาท ในปี 2561) มีความคืบหน้าโดยรวมกว่า 25% แม้ว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 กรมการขนส่งทางราง (ขร.) จะรายงานว่าภาพรวมโครงการยังล่าช้ากว่าแผนประมาณ 3.7% แต่ความสำเร็จในการเจาะอุโมงค์ดอยหลวงที่รวดเร็วกว่ากำหนดมาก แสดงให้เห็นถึงการเร่งรัดในงานโครงสร้างสำคัญที่มีความซับซ้อนสูง

สำหรับงานโครงสร้างสำคัญอื่นๆ:

  • อุโมงค์แม่กา (พะเยา): ณ เดือนพฤศจิกายน 2566 มีความคืบหน้าประมาณ 17.8% และมีการจัดซ้อมแผนกรณีอุโมงค์ถล่มเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน
  • งานระบบราง: คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2571
  • สะพานและทางยกระดับ/ทางลอด: มีการนำเทคโนโลยีอย่าง Curved Precast Reinforced Concrete Railway Arch Culverts (BEBO) มาใช้ เพื่อความแข็งแรงและลดระยะเวลาการก่อสร้าง

ปมร้อนเวนคืนที่ดินโจทย์ใหญ่ที่ต้องคลี่คลาย

แม้การก่อสร้างจะคืบหน้าไปมาก แต่โครงการยังคงเผชิญกับประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ การเวนคืนที่ดิน ซึ่งคืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว แต่ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องมีการประชุมหารือเพื่อแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาหลักคือ ข้อร้องเรียนจากชาวบ้านเกี่ยวกับการประเมินค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม โดยมีการเปรียบเทียบกับราคาการเวนคืนของกรมทางหลวงและโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการคิดราคา นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังได้ลงพื้นที่ประกาศเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์อสังหาริมทรัพย์ก่อนการเวนคืนในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจและความขัดแย้งในชุมชนได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ท้องถิ่น ให้ความเห็นว่า “การแก้ไขปัญหาการเวนคืนที่ดินที่เหลืออยู่ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากชุมชนในระยะยาว หากปัญหานี้ยังคงอยู่ อาจนำไปสู่ความล่าช้าในบางพื้นที่ ความท้าทายทางกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของโครงการ แม้ว่าการก่อสร้างทางกายภาพจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วในส่วนอื่นๆ ก็ตาม”

แสงสว่างทางเศรษฐกิจโอกาสมหาศาลสู่ล้านนาและภูมิภาค

โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ไม่ใช่แค่เส้นทางคมนาคม แต่คือ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาคเหนือตอนบน ด้วยประโยชน์และโอกาสที่หลากหลาย

  • กระตุ้นการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ เส้นทางนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ จากไทยไปยัง สปป.ลาว, เมียนมา, และจีนตอนใต้ ผ่าน ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ ซึ่งเชื่อมต่อกับเส้นทางถนน R3A (เชียงของ-โม่ฮาน-คุนหมิง) และรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรของไทย
  • ฟื้นฟูและส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามตลอดเส้นทาง รถไฟจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้าถึงภาคเหนือตอนบนได้สะดวกสบายขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดรายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น
  • ลดต้นทุนและเพิ่มขีดแข่งขัน คาดการณ์ว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าระยะไกล ทำให้สินค้าไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาด E-commerce ขนาดใหญ่ของจีนได้ง่ายขึ้น
  • สร้างงานและกระจายรายได้ การก่อสร้างและการดำเนินงานโครงการจะสร้างงานและกระจายรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอย่างมหาศาล
  • โลจิสติกส์สีเขียว การขนส่งทางรางช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระบบการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนนถึง 6 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เชิงกลยุทธ์ปูทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

เพื่อให้โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และสร้างประโยชน์สูงสุด รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินงานเชิงรุกในหลายด้าน:

  1. เร่งรัดและแก้ไขปัญหาการก่อสร้าง วิเคราะห์ความล่าช้าเชิงลึกในแต่ละสัญญา และพิจารณากลไกแรงจูงใจหรือบทลงโทษผู้รับจ้าง เพื่อกระตุ้นให้งานเดินหน้าตามแผน รวมถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
  2. จัดการปัญหาเวนคืนที่ดินอย่างเป็นธรรม จัดตั้งช่องทางการสื่อสารที่โปร่งใสกับชุมชน ทบทวนหลักเกณฑ์การประเมินค่าชดเชยให้สอดคล้องกับราคาตลาด และจัดทำแผนการเยียวยาและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม
  3. พัฒนาระบบป้องกันภัยธรรมชาติที่ยั่งยืน เร่งนำมาตรฐานระบบระบายน้ำและมาตรการลดความเสี่ยงภัยในระบบรางไปปฏิบัติใช้ ติดตั้งระบบ “DRT Alert” เพื่อแจ้งเตือนภัยพิบัติ และจัดการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ
  4. ส่งเสริมการเชื่อมโยงโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเสริม เช่น ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ (Dry Port) ผลักดันการเจรจาและประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน และพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลในห่วงโซ่อุปทาน
  5. เตรียมความพร้อมของภาคส่วนในพื้นที่ หน่วยงานท้องถิ่นควรจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ ส่งเสริมการท่องเที่ยวรอง พัฒนาทักษะแรงงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นในการปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ความสำเร็จของการเจาะทะลุอุโมงค์ดอยหลวงเป็นเพียง “แสงแรก” ที่ส่องนำทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองของภาคเหนือ การสานต่อโครงการให้แล้วเสร็จตามแผน พร้อมกับการแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอย่างเป็นธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไทยสู่เวทีโลกได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กรมการขนส่งทางราง (ขร.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • ธนารักษ์พื้นที่เชียงราย
  • TEAM GROUP
  • ผู้รับจ้างโครงการ: กิจการร่วมค้า ไอทีดี-เนาวรัตน์, กิจการร่วมค้า ซีเคเอสที-ดีซี 2, กิจการร่วมค้า ซีเคเอสที-ดีซี 3
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงรายผนึกกำลัง MOU ยกระดับจัดการสาธารณภัย สร้างความปลอดภัยยั่งยืน

อบจ.เชียงรายผนึกกำลัง! ลงนาม MOU บูรณาการการจัดการสาธารณภัย ยกระดับความปลอดภัยให้ชาวเชียงราย

ก้าวย่างใหม่ของระบบป้องกันภัยพิบัติในเชียงราย

เชียงราย, 7 กรกฎาคม 2568 – ในบรรยากาศของวันฝนพรำที่แฝงไว้ด้วยความหวัง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงราย ภายใต้การนำของนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนวงการบริหารท้องถิ่น นั่นคือ การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการบูรณาการการบริหารจัดการสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์ในวันนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่คือการเริ่มต้นของยุคใหม่ในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า “เชียงรายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

จากโต๊ะประชุมสู่ความร่วมมือในภาคสนาม

จุดเริ่มต้นของ MOU ฉบับนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการและฝึกซ้อม Table-Top Exercise (TTX) เพื่อจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินและเสริมสร้างทักษะการรับมือภัยพิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การแลกเปลี่ยนความรู้ การจำลองสถานการณ์ และการฝึกตัดสินใจภายใต้ความกดดัน ทำให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าความร่วมมือแบบบูรณาการคือหัวใจสำคัญ

บรรยากาศของการประชุม TTX เปรียบเสมือน “สนามซ้อมรบ” ให้ทุกหน่วยงานได้ทดสอบความพร้อมและประสานงานจริง ตั้งแต่การเตรียมแผน การระดมทรัพยากร ไปจนถึงการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ประสบการณ์ที่ได้ถูกนำมาต่อยอดเป็น MOU ฉบับประวัติศาสตร์ในวันนี้

ทีมเชียงราย” บนเส้นทางความปลอดภัย

การลงนาม MOU ฉบับนี้ เป็นการรวมตัวของพันธมิตรหลักในระบบการบริหารสาธารณภัยของจังหวัดเชียงราย ได้แก่

  • จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ. 37)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภา) สภากาชาดไทย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)

การหลอมรวมศักยภาพและทรัพยากรจากทุกหน่วยงาน ทำให้ระบบป้องกันภัยพิบัติของจังหวัดมีความแข็งแกร่งรอบด้าน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมเชิงรุก การเฝ้าระวัง การสนับสนุนกำลังพลและอุปกรณ์ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเกิดภัย

อบจ.เชียงราย แกนกลางของระบบความปลอดภัย

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เน้นย้ำบทบาทขององค์กรว่า “อบจ.เชียงราย คือศูนย์กลางประสานงานและขับเคลื่อนการบูรณาการทรัพยากรเพื่อประชาชน” โดยเป้าหมายคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนเชียงรายมีภูมิคุ้มกันภัยพิบัติทุกรูปแบบ ผ่านการสนับสนุนบุคลากร อุปกรณ์ และการฝึกอบรมต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน

นายก อบจ.เชียงราย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของ ‘หน่วยใดหน่วยหนึ่ง’ แต่เป็นภารกิจของ ‘ทุกคน’ ที่ต้องทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง”

มิติของความร่วมมือบูรณาการสู่มาตรฐานระดับชาติ

สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ ครอบคลุมมิติหลัก ดังนี้

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและบทเรียน
    การแบ่งปันข้อมูลสภาพอากาศ แนวโน้มภัยพิบัติ และประสบการณ์รับมือในอดีต จะทำให้ทุกฝ่ายวางแผนและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
  2. การสนับสนุนกำลังพลและเครื่องมือ
    บูรณาการบุคลากร ยานพาหนะ อุปกรณ์กู้ภัย และเครื่องมือสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  3. การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
    จัดฝึกอบรม สัมมนา และฝึกซ้อมร่วมกันเป็นประจำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยมีทักษะและความเชี่ยวชาญที่ทันต่อเหตุการณ์
  4. กลไกการประสานงาน
    สร้างระบบประสานงานและการตัดสินใจที่รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การตอบสนองต่อภัยพิบัติมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผลลัพธ์ของความร่วมมือจะทำให้เชียงรายเป็นจังหวัดที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบ ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

วิเคราะห์ผลลัพธ์และก้าวต่อไป

การลงนาม MOU ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ สู่การบริหารจัดการที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลที่คาดหวังในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

  • ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย: ระบบเตือนภัยและแผนรับมือภัยพิบัติจะมีความชัดเจน รวดเร็ว และเทียบเท่ามาตรฐานสากล
  • สร้างความมั่นใจให้ประชาชน: ประชาชนเชียงรายจะใช้ชีวิตอย่างมั่นใจมากขึ้น ทราบวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติและได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
  • พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น: การอบรมและฝึกซ้อมร่วมกันจะเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้เจ้าหน้าที่ในทุกระดับ
  • ลดผลกระทบและความสูญเสีย: การประสานงานที่ดีจะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ต้นแบบความร่วมมือ: เชียงรายจะกลายเป็นต้นแบบในการจัดการสาธารณภัยของประเทศ

ในอนาคต เราจะได้เห็นโครงการอบรมร่วม การพัฒนาเทคโนโลยีเตือนภัยอัจฉริยะ และแผนเผชิญเหตุใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายปลอดภัย มั่นใจ สู่อนาคตที่เข้มแข็ง

“เชียงรายจะเป็นจังหวัดที่ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจ ปลอดภัยจากภัยพิบัติ และพร้อมเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกสถานการณ์” คือวิสัยทัศน์ใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือในวันนี้

การลงนาม MOU ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการเริ่มต้นของระบบความปลอดภัยที่บูรณาการอย่างแท้จริง “เชียงรายโมเดล” กำลังถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่น ๆ ได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภา) สภากาชาดไทย
  • มณฑลทหารบกที่ 37
  • รายงานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ZINEWICH นิทรรศการศิลปะเชียงราย ดึงอดีต สู่เรื่องเล่าใหม่ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน

เชียงราย เมืองศิลปะที่ไม่หยุดนิ่ง กับบทบาทของ “ZINEWICH” นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย เชื่อมอดีต สร้างเรื่องเล่าใหม่ของเชียงราย

เชียงราย, 6 กรกฎาคม 2568 – ในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นเสี่ยงต่อการจางหาย จังหวัดเชียงรายกลับเลือกขับเคลื่อนอดีตให้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบันและอนาคต ผ่านนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ZINEWICH” แอ่วของเก่า เล่าของใหม่ ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ใจกลางเมืองเชียงราย งานนี้ไม่ใช่แค่การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ แต่เป็น “การปักหมุด” ให้เชียงรายบนแผนที่เมืองศิลปะของไทยอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา นิทรรศการ “ZINEWICH” ได้รับเกียรติจากนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย ผู้แทนนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เข้าร่วมในกิจกรรมท่ามกลางนักเรียน นักประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยว ศิลปิน และผู้หลงใหลศิลปะท้องถิ่นที่หลั่งไหลเข้าร่วมอย่างคึกคัก งานนี้ไม่เพียงแต่เติมสีสันให้เมืองเชียงรายในช่วงฤดูฝน แต่ยังสร้างบทสนทนาระหว่าง “อดีต” และ “ปัจจุบัน” ผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบเดิม

บ้านสิงหไคลจากเรือนเก่า สู่ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัย

บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย เป็นมากกว่าบ้านโบราณหรือพิพิธภัณฑ์ ด้วยภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้และรณรงค์เรื่องสถาปัตยกรรมกับภัยพิบัติ ที่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นจุดนัดพบของกิจกรรมทางสังคมและศิลปวัฒนธรรม บ้านสิงหไคลยืนหยัดเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นและนักเรียน นักศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสผลงานศิลปะหมุนเวียนตลอดปีและเป็นจุดตั้งต้นของการสืบสานวัฒนธรรมด้วยวิธีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล

“Illus Illy” พลังใหม่ของวงการสร้างสรรค์เชียงราย

เบื้องหลังนิทรรศการ “ZINEWICH” คือกลุ่ม “Illus Illy” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของศิลปินรุ่นใหม่ในเชียงรายเมื่อปี 2565 พวกเขาเชื่อว่าศิลปะคือสะพานที่เชื่อมอดีตและอนาคต โดยไม่ผูกติดกับขนบเดิม กลุ่มนี้เคยสร้างชื่อในเทศกาลสำคัญอย่าง Chiangrai Sustainable Design Week (CRSDW) และงาน Collateral event ในมหกรรม Thailand Biennale, Chiangrai 2023 จุดยืนสำคัญของ Illus Illy คือการผลักดัน “ศิลปะที่เล่าเรื่องท้องถิ่น” ให้กลายเป็นสิ่งร่วมสมัย ผ่านงานวาด ภาพประกอบ และหนังสือทำมือขนาดเล็ก (Zine)

“ZINEWICH”หนังสือเล่มเล็กกับการเล่าเรื่องใหญ่

ไฮไลต์ของนิทรรศการนี้อยู่ที่ Zine หรือหนังสือทำมือขนาดเล็กและภาพประกอบจาก 16 นักสร้างสรรค์ ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเชียงรายในมุมมองร่วมสมัย “ZINEWICH” ไม่เพียงเป็นเวทีให้ศิลปินท้องถิ่นทดลองและถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเชิญชวนให้ผู้ชมโดยเฉพาะเยาวชน “อ่าน” และ “สัมผัส” ประวัติศาสตร์ในรูปแบบที่จับต้องได้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “อิล-ลี-ลี้ อิลัสเชียงราย แอ่วของเก่า เล่าของใหม่” ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนถึงการบูรณาการนโยบายของรัฐกับพลวัตศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่จริง

นายวิญญู ทองทัน ตัวแทน อบจ.เชียงราย กล่าวว่า “นิทรรศการนี้เป็นการผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่เรียนจากตำรา แต่ได้สัมผัสผ่านมุมมองร่วมสมัย ซึ่ง อบจ. พร้อมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์เช่นนี้ให้ต่อเนื่อง”

ศิลปะร่วมสมัยพลังขับเคลื่อนเมืองและผู้คน

ความสำคัญของ “ZINEWICH” ไม่ได้อยู่แค่ในตัวผลงานศิลปะ แต่ยังอยู่ที่การขยายพื้นที่ศิลปะในสังคมเชียงราย ศิลปินและนักเรียนที่เข้าร่วม ได้เรียนรู้การสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการเล่าเรื่องอดีตให้คนรุ่นใหม่สนใจ

การใช้ Zine เป็นสื่อกลางในครั้งนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างประวัติศาสตร์กับผู้ชม ศิลปะจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับนักเรียนหรือประชาชนอีกต่อไป นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมฟรี กลางเมืองเชียงราย ทำให้ทั้งนักท่องเที่ยว นักเรียน และชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลดีต่อการสร้างเมืองศิลปะและท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ผลลัพธ์และความยั่งยืนศิลปะกับการพัฒนาเมืองเชียงราย

นิทรรศการ “ZINEWICH” เป็นตัวอย่างของการนำอดีตมาหลอมรวมกับปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายมากกว่าการโชว์ผลงาน นั่นคือการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้เยาวชนเชียงรายตระหนักถึงรากเหง้าของตนเอง พร้อมเปิดกว้างรับความคิดใหม่ๆ จากศิลปะร่วมสมัย เชียงรายในวันนี้กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านของการเป็น “เมืองศิลปะ” ที่เชื่อมโยงรากวัฒนธรรมกับโลกสมัยใหม่

นิทรรศการ “ZINEWICH” แอ่วของเก่า เล่าของใหม่ จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย เปิดให้ชมฟรี (เว้นวันจันทร์) 10.00-16.00 น.

ข้อคิดและคำถามถึงสังคม

“คุณคิดว่าการนำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านศิลปะที่เข้าถึงง่ายเช่นนี้ จะกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่สนใจรากเหง้าของตนเองได้หรือไม่ และเชียงรายจะก้าวเป็นเมืองศิลปะอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • กลุ่ม Illus Illy
  • กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เยาวชนไทยในสหรัฐฯ คืนถิ่นสานวัฒนธรรม

โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14 สานสายใยวัฒนธรรม สร้างรากเหง้าในหัวใจลูกหลานไทยโพ้นทะเล

เชียงราย, 5 กรกฎาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่คณะโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14 หรือ Thai American Youth Heritage Program 2024 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2568 โดยมีเยาวชนไทยและผู้ปกครองที่เกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางกลับสู่ประเทศไทย เพื่อทัศนศึกษา ศึกษาวัฒนธรรม และทำกิจกรรมจิตอาสาบนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ

การเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจและการต้อนรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ วัดวาอาราม ชุมชน และสถานศึกษา โดยคณะเยาวชนได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญหลากหลาย อาทิ วัดห้วยปลากั้ง วัดพระธาตุผาเงา พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย และโรงเรียนในอำเภอแม่จัน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตไทยจากหลายมิติ

ต้นกำเนิดโครงการจากวัดไทยในลอสแอนเจลิส สู่การคืนถิ่นแห่งศรัทธา

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เกิดขึ้นจากความพยายามของชาวไทยในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการสืบทอดรากวัฒนธรรมไทยสู่รุ่นลูกหลานที่เกิดในต่างแดน โดยริเริ่ม “โครงการวัฒนธรรมไทยคืนถิ่น” ครั้งแรกในปี พ.ศ.2533 ด้วยการนำนักเรียนจากโรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยลอสแอนเจลิส มาเปิดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศไทย และได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวไทย

จากจุดเล็ก ๆ ในวัดไทยแห่งหนึ่ง โครงการนี้ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จัดขึ้นทุก 2 ปี ด้วยความร่วมมือจากชุมชนไทยในรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นโครงการระดับชาติที่มีความสำคัญทั้งในด้านการสืบสานวัฒนธรรม และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตแบบประชาชนสู่ประชาชน

ผู้บริหารโครงการ: แรงใจและความทุ่มเทเพื่อ “รากไทย” ในใจเยาวชน

สำหรับการเดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งที่ 14 นี้ คณะโครงการประกอบด้วยบุคคลสำคัญ ได้แก่

  • นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานโครงการ
  • นายชนะ เมี้ยนเจริญ กงสุล สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส
  • นายสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง ประธานฝ่ายสหรัฐอเมริกา
  • นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล เลขานุการโครงการ

โดยมีเป้าหมายในการให้เยาวชนเรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก รวมถึงสร้างความตระหนักถึงคุณค่าความเป็นไทย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสามารถนำความรู้กลับไปเผยแพร่ต่อในชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา

กิจกรรมบนแผ่นดินแม่สัมผัสรากเหง้า บำเพ็ญประโยชน์ด้วยหัวใจ

หนึ่งในกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของการมาเยือนจังหวัดเชียงราย คือการเข้าเยี่ยมชมวัดห้วยปลากั้งและวัดพระธาตุผาเงา ซึ่งเยาวชนได้มีโอกาสสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศึกษาศิลปกรรมล้านนา และแลกเปลี่ยนความรู้กับพระสงฆ์ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้ไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียนในอำเภอแม่จัน เรียนรู้วิถีชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ชนบท และนำบทเรียนกลับไปถ่ายทอดยังชุมชนของตนในต่างประเทศ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย หรือบ้านของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สร้างความประทับใจให้เยาวชน โดยเฉพาะในแง่ของการนำเสนอความเป็นไทยผ่านมุมมองของศิลปะร่วมสมัย

จากรุ่นสู่รุ่นโครงการแห่งความต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ถูกยกระดับเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญระดับชาติหลายครั้ง เช่น ปี พ.ศ.2547 ซึ่งจัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในวาระพระชนมพรรษา 6 รอบ และในปี พ.ศ.2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี

แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โครงการจะต้องเว้นช่วงไป แต่ในปี พ.ศ.2566 และปีนี้ (พ.ศ.2568) โครงการได้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ด้วยรูปแบบที่เข้มข้นและหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและวิถีชีวิตของเยาวชนยุคใหม่

วิเคราะห์ผลลัพธ์ สายสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ผ่านพลังเยาวชน

โครงการนี้มิได้เป็นเพียงแค่การเดินทางมาเยือนบ้านเกิดของบรรพบุรุษเท่านั้น หากแต่เป็นการ “ลงทุนระยะยาว” เพื่อสร้างเครือข่ายคนไทยในต่างแดนที่มีความผูกพันกับประเทศไทย รู้จักรากเหง้าของตน และพร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวัฒนธรรม — ไทยและอเมริกัน — ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังถือเป็นแนวทางหนึ่งของ “Soft Power” ที่มีผลจริงในระดับปัจเจก ผ่านความผูกพันทางอารมณ์และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ซึ่งในระยะยาว จะส่งผลต่อการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการต่างประเทศ: www.mfa.go.th
  • คณะกรรมการโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส
  • ข้อมูลพื้นฐานจาก วัดไทยนครลอสแอนเจลิส
    (เรียบเรียงโดยทีมข่าว นครเชียงรายนิวส์)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 จัด Open House ทหารใหม่

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ Open House” เชื่อมสายใยครอบครัว – ทหาร – สังคม เสริมศักยภาพกองทัพแห่งอนาคต

เชียงราย, 5 กรกฎาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จังหวัดเชียงราย เปิดบ้านต้อนรับครอบครัวทหารใหม่ในกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ Open House” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ณ สนามฝึกหน้ากองร้อย มทบ.37 โดยมี พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการ มทบ.37 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมเป็นเจ้าภาพ ถ่ายทอดความอบอุ่น ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของครอบครัวในเส้นทางของชายชาติทหาร

 

เปิดบ้านครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธี แต่คือการ “สื่อสารใจ” ระหว่างครอบครัวกับกองทัพ

ภายใต้แนวนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มุ่งให้กองทัพเป็นที่พึ่งของประชาชนและยึดโยงกับสังคม “กิจกรรมเปิดบ้านทหารใหม่” จึงไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือพื้นที่ที่เปิดให้ครอบครัวของทหารใหม่ ได้มาสัมผัสชีวิตและวิถีของกองทัพด้วยสายตาตนเอง

เนื่องในโอกาสวันเสร็จสิ้นการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 1/2568 การเปิดบ้านครั้งนี้ไม่เพียงต้อนรับครอบครัวและญาติพี่น้องของทหารใหม่ แต่ยังต้อนรับประชาชนทั่วไปให้เข้ามามีส่วนร่วมกับบทบาทของกองทัพบกในสังคมผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ผสานทั้งความรู้ ความสนุก และการเรียนรู้ด้านทหารอย่างรอบด้าน

 

โชว์ศักยภาพทหารใหม่ – ผสมผสานมิติฝึกวินัยและความเป็นคน

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเริ่มจากการนำเสนอผลการฝึกของทหารใหม่ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความอดทน และระเบียบวินัย ผ่านการแสดง 3 ชุดหลัก ได้แก่

  • การยิงปืนฉับพลัน
  • การแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย
  • การร้องเพลงประสานเสียง “เพื่อผืนดินไทย”

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงของหมวดดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 37 การสาธิตยุทโธปกรณ์ การแสดงของชุด Robocop และทหารสารวัตรที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในทุกสถานการณ์

 

สานสัมพันธ์ครอบครัว – เปิดมุมมองใหม่สู่ “ชีวิตทหาร”

สิ่งที่โดดเด่นในงานนี้ คือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ร่วมเยี่ยมชมหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โครงการทหารพันธุ์ดี นิทรรศการวิถีชีวิตและวิชาชีพของทหารใหม่ เช่น การซ่อมจักรยานยนต์ งานช่าง การเกษตร ตลอดจนบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบกฯ

นอกจากนี้ยังมีบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และครัวสนามที่เปิดให้ครอบครัวร่วมรับประทานอาหารกับบุตรหลานทหารใหม่ สะท้อนถึงความเอาใจใส่ในมิติด้านสุขภาพและสังคมที่กองทัพบกได้เตรียมไว้

 

ปลายทางไม่ใช่แค่การฝึกสำเร็จ แต่คือการเติบโตเป็น “พลเมืองดีของชาติ”

เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองจำนวนมากให้ความเห็นตรงกันว่า บุตรหลานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ โดยเฉพาะการมีระเบียบวินัย ความอดทน การรู้จักกตัญญู และการเสียสละเพื่อส่วนรวม

หนึ่งในผู้ปกครองกล่าวว่า “สิ่งที่ลูกชายได้จากกองทัพ ไม่ใช่แค่กล้ามแขนหรือความแข็งแรง แต่คือความเป็นผู้ใหญ่ รู้หน้าที่ รู้คุณพ่อแม่ และมองชีวิตด้วยมุมใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้น”

 

กองทัพไทยในศตวรรษที่ 21 – ทหารกับบทบาทใหม่ในสังคมประชาธิปไตย

กิจกรรม “Open House” ครั้งนี้ สะท้อนทิศทางใหม่ของกองทัพไทยที่ต้องการลดช่องว่างระหว่างหน่วยทหารกับประชาชน และเน้นการมีส่วนร่วมกับสังคมอย่างเป็นระบบ ผ่านการเปิดบ้าน พัฒนาโครงการร่วมกับชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ของกองทัพที่ยึดโยงกับสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรม

จากงานที่ดูเหมือนเล็กในพื้นที่หนึ่งของเชียงราย กลับมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาแนวคิดกองทัพไทยให้ “รับใช้ประชาชน” อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองประชาสัมพันธ์ มณฑลทหารบกที่ 37
  • สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มทบ.37
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งช่วยน้ำท่วม เปิดศูนย์ PREDOS

เชียงรายเร่งส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่าหลาก แม่เปา อ.พญาเม็งราย
อบจ.เชียงราย ผนึกกำลังท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายวางแผนรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 4 กรกฎาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำโดยนางอทิตธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ. ลงพื้นที่มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยน้ำป่าไหลหลากในตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากฝนตกต่อเนื่องเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

พิธีส่งมอบสิ่งของจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 12.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอพญาเม็งราย โดยมีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอพญาเม็งราย ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์และแนวทางการรับมือภัยพิบัติในพื้นที่

ชื่นชมการประสานงานฉับไว หนุนระบบเตือนภัยทันท่วงที

นายอำเภอพญาเม็งราย กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมวางแผนล่วงหน้าในทุกมิติ ทั้งการเตรียมกำลังพลและเครือข่ายหน่วยงานต่าง ๆ ที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ โดยเฉพาะ อบจ.เชียงรายและมูลนิธิต่าง ๆ ที่เข้าพื้นที่รวดเร็วมากทันทีหลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ”

เขายังกล่าวถึงแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัย อาทิ การสำรวจและเยียวยาความเสียหายในด้านชีวิตและความเป็นอยู่ เช่น เครื่องครัว เครื่องนอน รวมถึงบ้านเรือนและทรัพย์สินต่าง ๆ ตามระเบียบของกระทรวงการคลัง โดยมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งเรื่องเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

เปิดนโยบายศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ “PREDOS” รับมือภัยธรรมชาติระยะยาว

นางอทิตธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในพิธีว่า “เชียงรายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและมีภูมิประเทศซับซ้อน การเกิดน้ำป่าไหลหลากจึงเป็นสิ่งที่ต้องรับมืออย่างต่อเนื่อง ดังนั้น อบจ. ได้จัดตั้ง ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ ‘PREDOS’ ซึ่งเป็นนโยบายหลักในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่กักเก็บน้ำ แก้มลิง การสร้างระบบเตือนภัยร่วมกับ สสน. และการใช้ดาวเทียมของ GISTDA ในการเฝ้าระวังลุ่มน้ำต่าง ๆ”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อร่วมสำรวจและวางแผนพัฒนาระบบระบายน้ำ รวมถึงการจัดทำข้อมูลร่วมกันผ่านระบบศูนย์กลาง ซึ่งจะถูกส่งต่อถึงระดับอำเภอและท้องถิ่นเพื่อดำเนินการอย่างทันที

เร่งฟื้นฟูพื้นที่และเยียวยาสุขภาพประชาชน

อบจ.เชียงรายยังได้ส่งเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 เพื่อเร่งขุดลอก ล้างดินโคลน และฟื้นฟูพื้นที่ ซึ่งใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องถึง 6 วัน โดยหลังจากเสร็จสิ้นจะทยอยย้ายเครื่องมือไปช่วยเหลือพื้นที่อื่นที่ประสบภัยเช่นกัน

ในส่วนของสุขภาพ อบจ. ยังจัดทีมจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด ลงพื้นที่ให้บริการด้านจิตวิทยา การดูแลสุขภาพ และการแจกจ่ายยาให้กับผู้ประสบภัยโดยตรง

ย้ำการทำงานแบบบูรณาการ-เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างครอบคลุม

นางอทิตธร ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราจะไม่หยุดแค่การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า แต่ยังวางแผนระบบฟื้นฟู เยียวยา และป้องกันภัยพิบัติในอนาคตให้ครอบคลุมทั้งน้ำท่วมและปัญหาอื่น ๆ เช่น PM2.5 โดยยกระดับศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นแบบ One Stop Service พร้อมดำเนินการร่วมกับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่น ปภ., ชลประทาน, เกษตร ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที”

สถานการณ์ยังคงต้องติดตามใกล้ชิด – มีผู้สูญหายจากน้ำป่าหลาก

แม้การช่วยเหลือจะดำเนินการอย่างรวดเร็วและครอบคลุม แต่จากรายงานของผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ ยังพบว่ามีผู้สูญหายจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมค้นหายังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องในการค้นหาร่างผู้สูญหาย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วนในช่วงเวลานี้

สรุปสถานการณ์ (ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2568)

  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ตำบลแม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย
  • สาเหตุ: น้ำป่าไหลหลากจากฝนตกหนักต่อเนื่อง
  • การดำเนินการ: อบจ.เชียงรายส่งทีม เครื่องจักร สิ่งของช่วยเหลือ ลงพื้นที่ทันที
  • มาตรการระยะยาว: จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ (PREDOS)
  • ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง: การค้นหาผู้สูญหาย และการฟื้นฟูระบบน้ำ-สุขภาพในชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ที่ว่าการอำเภอพญาเม็งราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาภาคพลเรือน อบจ.เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 มอบกายอุปกรณ์เสริมทหารผ่านศึกเชียงราย

มทบ.37 ส่งมอบกายอุปกรณ์เสริมและเทียม แก่ทหารผ่านศึกพิการเชียงราย-พะเยา เสริมคุณภาพชีวิตด้วยบริการทางการแพทย์ครบวงจร

เชียงราย, 4 กรกฎาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) เดินหน้าเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีให้กับทหารผ่านศึกพิการในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านภารกิจ “มอบกายอุปกรณ์เสริมและเทียม” ที่ศาลาอเนกประสงค์ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย โดยมีพลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการ มทบ.37 ในฐานะหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย เป็นประธานในพิธีครั้งนี้

ภายในงานได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงจิตติมา ปรีชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และ นางมณธิยา กำจาย รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากกองออร์โธปิดิกส์และกายอุปกรณ์โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ร่วมลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ภาคสนาม จัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อให้บริการตรวจประเมินและจัดทำกายอุปกรณ์เสริมและเทียมแก่ทหารผ่านศึกอย่างครบวงจร

เดินหน้านโยบาย “เข้าถึง-ทั่วถึง-อุ่นใจ” สู่ทหารผ่านศึกทุกพื้นที่

ภารกิจในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ที่เน้นการดูแลแบบเชิงรุก โดยนำหน่วยแพทย์ หน่วยทันตกรรม หน่วยกายภาพบำบัด และหน่วยจัดทำกายอุปกรณ์เคลื่อนที่ ออกให้บริการถึงท้องถิ่น เพื่อให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวในพื้นที่ห่างไกลได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงทั้งการตรวจรักษาโรคทั่วไป โรคกระดูกและข้อ บริการทันตกรรม ตลอดจนการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ช่วยเหลือความพิการและฟื้นฟูสมรรถภาพ

ในการให้บริการครั้งนี้ มีทหารผ่านศึกและครอบครัวเข้ารับบริการทั้งสิ้น 83 ราย แบ่งเป็นผู้ที่มารับคำปรึกษาและประเมินด้านกายอุปกรณ์เสริมและเทียม 16 ราย และผู้ที่ได้รับการสงเคราะห์กายอุปกรณ์แล้ว 67 ราย โดยอุปกรณ์ที่มอบให้ในครั้งนี้มีทั้งขาเทียมใต้เข่าแบบแกนในใช้กับฝ่าเท้าวิจัย S-pace จำนวน 5 ข้าง, ขาเทียมใต้เข่าแบบแกนใน 25 ข้าง, ขาเทียมเหนือเข่าแบบแกนใน 6 ข้าง, รถเข็นสำหรับผู้พิการ 9 คัน รวมถึงอุปกรณ์เสริมและเครื่องช่วยความพิการอื่น ๆ ที่จำเป็นเฉพาะบุคคล

กำลังใจ–ความห่วงใย” ที่ส่งถึงคนกล้า

พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ กล่าวในพิธีว่า “ทหารผ่านศึกทุกคน คือผู้เสียสละที่ควรได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี กายอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ส่งมอบในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางกายภาพ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของกำลังใจและความห่วงใยจากกองทัพ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราตั้งใจให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระและเข้มแข็งในสังคม”

การแพทย์ครบวงจรถึงพื้นที่ – ฟื้นฟูสุขภาพ-จิตใจ-สังคม

กิจกรรมครั้งนี้ตอกย้ำพันธกิจขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและโรงพยาบาลทหารผ่านศึกที่พร้อมลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน โดยเน้นการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ด้วยการให้ความรู้ในการดูแลตนเอง การฝึกกายภาพบำบัด การประเมินความต้องการเฉพาะด้าน รวมถึงการให้คำแนะนำด้านสิทธิประโยชน์เพื่อเข้าถึงการรักษาและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

ผู้รับกายอุปกรณ์ในวันนี้ต่างแสดงความซาบซึ้งในน้ำใจและความห่วงใยจากทุกภาคส่วน มีเสียงสะท้อนจากครอบครัวทหารผ่านศึกหลายรายว่า อุปกรณ์ที่ได้รับช่วยให้ผู้พิการสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและมีชีวิตที่มั่นใจอีกครั้ง

วิเคราะห์ความสำคัญ–การขยายผลในอนาคต

การจัดกิจกรรมมอบกายอุปกรณ์และบริการทางการแพทย์เชิงรุกในพื้นที่ห่างไกล ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตทหารผ่านศึก แต่ยังสะท้อนถึงการขับเคลื่อนนโยบายรัฐในการสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตลอดจนเป็นต้นแบบความร่วมมือข้ามหน่วยงานทั้งด้านสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และชุมชนในพื้นที่

อนาคต การดำเนินโครงการในลักษณะนี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ตามจำนวนผู้พิการสูงวัยและทหารผ่านศึกที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งในมิติการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการคืนคุณภาพชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย

  • โรงพยาบาลทหารผ่านศึก

  • องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สาธารณสุขเชียงรายลุย เร่งตรวจคัดกรองสารหนู แม่น้ำกก-แม่น้ำสาย หลังพบปนเปื้อน

เชียงรายเดินหน้าเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงสารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย วางระบบเชิงรุก–บูรณาการเครือข่าย เตรียมตรวจคัดกรองกว่า 1,600 ราย ย้ำมาตรฐานปลอดภัยต่อชีวิต

เชียงราย, 1 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์ปัญหาสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย สร้างความห่วงกังวลต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง จัดระบบเฝ้าระวังเชิงรุก ตรวจคัดกรองสุขภาพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ตั้งเป้าครอบคลุม 1,600 รายใน 7 อำเภอสำคัญ

จุดเริ่มต้นของมาตรการเชิงรุก

ความตื่นตัวของหน่วยงานภาครัฐต่อภัยสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กรมควบคุมโรค และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ระดมกำลังประชุมหารือวางแผนร่วมกัน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 โดยนายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมคณะทำงานจากกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ และสาธารณสุขอำเภอทั่วพื้นที่

การตรวจคัดกรองสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง

การดำเนินการระยะแรก ลงพื้นที่บ้านรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มแรก 30 ราย ที่อาศัยในรัศมี 1 กิโลเมตรจากแม่น้ำ พบว่า มีความเสี่ยงสัมผัสสารหนูสูง 2 ราย (6.67%) เสี่ยงปานกลาง 10 ราย (33.33%) และเสี่ยงต่ำ 18 ราย (60%) โดยการตรวจเน้นที่การสัมภัสและอุปนิสัยการใช้น้ำในครัวเรือน

สำหรับแผนงานต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1 – 10 กรกฎาคม 2568 จะขยายการคัดกรองไปยัง 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองเชียงราย, เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, แม่สาย, แม่จัน, เชียงแสน และดอยหลวง ครอบคลุม 40 หมู่บ้าน ๆ ละ 40 ราย รวมทั้งสิ้น 1,600 ราย พร้อมเก็บข้อมูลแบบสอบถามประเมินความเสี่ยง หลังจากนั้น วันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2568 จะมีการตรวจปัสสาวะของประชาชนกลุ่มเสี่ยงสูงและปานกลางจำนวน 400 ราย เพื่อวิเคราะห์ค่าความเข้มข้นของสารหนูและใช้ประเมินแนวโน้มสุขภาพในระยะยาว

ผลตรวจเชิงวิชาการและมาตรฐานความปลอดภัย

ข้อมูลผลตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยง ในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสาย เมื่อวันที่ 5 – 6 มิถุนายน 2568 ระบุว่า

  • กลุ่มประชาชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำกก จำนวน 5 ราย พบค่าความเข้มข้นของสารหนูระหว่าง 45.7 – 93.2 มิลลิกรัม/ลิตร อยู่ในระดับไม่เกินมาตรฐาน (ค่ามาตรฐาน 100 มิลลิกรัม/ลิตร)
  • กลุ่มประชาชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำสาย 5 ราย พบค่าความเข้มข้นของสารหนูระหว่าง 27.1 – 43.6 มิลลิกรัม/ลิตร อยู่ในระดับปลอดภัย
    ทั้งนี้ ผลดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเบื้องต้นต่อประชาชนในพื้นที่ว่าระบบเฝ้าระวังสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

วิเคราะห์ผลลัพธ์และทิศทางต่อไป

การบูรณาการหน่วยงานระดับพื้นที่และส่วนกลางร่วมกันขับเคลื่อนการเฝ้าระวังเชิงรุก นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ยั่งยืน ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและปรับปรุงแผนป้องกันในระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในชุมชนลุ่มน้ำที่มีความเสี่ยงสูงสุดของจังหวัดเชียงราย

นอกจากมาตรการคัดกรองและวินิจฉัยโรคในประชาชนกลุ่มเสี่ยงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกด้านการสื่อสาร ให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้ในประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการประเมินข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

สรุป

วิกฤตการณ์สารหนูในลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสาย เป็นบททดสอบสำคัญของระบบสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายในการสร้างมาตรการป้องกันเชิงรุกที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ การบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ประชาชาติธุรกิจ: รายงานสถานการณ์สุขภาพจากสารหนูปนเปื้อน
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News