Categories
NEWS UPDATE

ของขวัญปีใหม่ 4 จังหวัดนำร่อง “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่” เริ่ม 8 ม.ค. 67

 
20 ธันวาคม 2566  โฆษกกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายการเมือง เผย “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่” 4 จังหวัดนำร่องใน 4 ภูมิภาค พร้อมส่งมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 8 มกราคม 2567 นี้ เตรียมเปิดตัวที่จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเปิดตัวออนไลน์จากแพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส ชี้เป็นการปฏิรูประบบข้อมูลการให้บริการครั้งใหญ่ที่สุด และขยายบริการที่เป็นนวัตกรรมการอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชน
 

          นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า จากการติดตามความคืบหน้านโยบาย “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่” โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นนโยบายสำคัญ ทำความเข้าใจกับผู้บริหารของกระทรวง เดินทางไปตรวจเยี่ยมเพื่อรับฟังปัญหาและความก้าวหน้า 4 จังหวัดนำร่องทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรีและนราธิวาส พร้อมแล้ว 100% ที่จะเปิดให้บริการครบวงจร เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้กับประชาชน โดยวันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2567 จะเป็นวันเริ่มต้น หรือ Kick off พร้อมกัน ใช้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นจุดเปิดนอกสถานที่และเปิดระบบออนไลน์ไปยังอีก 3 จังหวัด คือ แพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส
 

          นางสาวตรีชฎากล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ที่นพ.ชลน่านและบุคลากรในสังกัดกระทรวงมีความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะมอบให้พี่น้องประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ใน 2 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูประบบข้อมูลการให้บริการครั้งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อน บัตรประชาชนใบเดียวสามารถเข้าถึงการบริการได้ ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข 2.ขยายบริการที่เป็นนวัตกรรมการอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชน ทั้งนี้ หน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้ประสบความสำเร็จ คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สปสช.ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย สปสช.ซึ่งมีสำนักงานเขตในภูมิต่างๆ จะร่วมมือกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่
 

          “นับจากนี้ขอให้พี่น้องประชาชนเตรียมตัวเตรียมใจหากเจ็บป่วยต้องการรับบริการตรวจรักษาและรับยา 4 จังหวัดนำร่องพร้อมจะให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ ร้านยา ที่เข้าร่วมโครงการ” นางสาวตรีชฎากล่าว
 

          อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่านได้ฝากแสดงความชื่นชมและส่งกำลังใจไปยังบุคลากรทุกคน ทุกส่วนที่จะร่วมกันมอบสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะการประชุมระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย 2566 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ออกแถลงการณ์ 12 ข้อ ที่ประกาศจะ “ทำทันที” ในการยกระดับและขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่ง 1 ใน 12 ข้อของแถลงการณ์ คือการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ นางสาวตรีชฎา กล่าวทิ้งท้าย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

รพ.สมเด็จพระญาณสังวร จ.เชียงราย เปิดหน่วยไตเทียมใหญ่สุดในจังหวัด

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย เปิดหน่วยฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมใหญ่ที่สุดในจังหวัด ให้บริการได้ถึงวันละ 160 คน ช่วยผู้ป่วยโรคไตไม่ต้องเดินทางไกล ได้เข้าถึงการรักษามากขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริการประชาชน


          นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ดูแลประชาชน ในอำเภอเวียงชัย และข้างเคียง คือ อำเภอพญาเม็งราย และ กิ่งอำเภอเวียงเชียงรุ้ง มีการพัฒนายกระดับบริการเพื่อดูแลประชาชนที่โดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยโรคไต ได้เปิดหน่วยบริการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย จำนวน 40 เตียง ให้บริการตั้งแต่เวลา 03.00-21.00 น. วันละ 4 รอบ รวม 160 คนต่อวัน ทำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 5  ในอำเภอเวียงชัย อำเภอใกล้เคียง และตัวเมืองเชียงราย ซึ่งอยู่ห่างเพียง 15 กิโลเมตร ได้เข้าถึงบริการฟอกไตมากขึ้น ช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้ส่วนหนึ่ง

 

          นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร ยังเป็นโรงพยาบาลนำร่องอันดับต้นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ ทั้ง  OPD /IPD  Paperless มีการพัฒนา Home Ward ในกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด 19 โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และปอดอักเสบ โดยมีพยาบาลติดตามอาการทั้งการเยี่ยมบ้านและผ่านระบบ Telemedicine ช่วยลดการเดินทางมาโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังเป็นหน่วยรับฝึกด้านแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเพื่อป้อนเข้าระบบสาธารณสุขด้วย โดยปัจจุบันมีแพทย์ที่อยู่ระหว่างเข้ารับการฝึกฝนจำนวน 5 คน 


          “โรงพยาบาลยังมีแผนพัฒนาด้านดิจิทัลสุขภาพต่อเนื่อง เพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลการเบิกจ่ายพัสดุ ระบบ AI ช่วยอ่านฟิล์ม เป็นต้น ซึ่งได้ย้ำความสำคัญเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล มีระบบสำรองข้อมูล ระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจาก Hacker เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ดีอี ร่วม ตำรวจไซเบอร์ แก้ไขปัญหา อาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ

 

 

นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ดีอี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒนครบัญชา ผบช.สอท. เร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะกรณีแก๊งคอลเซนเตอร์และการพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ ด้วยการตั้งศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ตั้งแต่ 1 พ.ย. 66 ที่ผ่านมา เพื่อให้เป็น One Stop Service แก้ปัญหาออนไลน์แก่ประชาชน โดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมี War-room เพื่อใช้บูรณาการในการติดตามสถานการณ์ สั่งการ ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามโจรออนไลน์อย่างทันเวลา โดยเน้นมาตรการเชิงรุก คือ “ระงับ” หรือ “อายัด” บัญชีของคนร้ายให้แก่ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ทันที โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. ติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหายทุกขั้นตอนได้ทันที
2. เร่งรัดการติดตามเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายให้เร็วที่สุด
3. เพิ่มประสิทธิภาพการจับกุม การดำเนินคดี และการขยายผลคดี โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยในการดำเนินการ
4. เริ่มบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย

 

ทั้งนี้ จากความร่วมมือกันทำงานอย่างเข้มข้น ได้นำมาสู่การแถลงปฏิบัติการ Cyber Guardian เป็นการบุกตรวจค้นจับกุมผู้กระทำผิดจำนวน 4 กรณี

 

1. กรณีจับกุมแก๊งหลอกโหลดแอปดูดเงิน อายัดเงินได้ทัน 9.6 แสนบาท เพื่อคืนผู้เสียหาย สำหรับพฤติกรรมคนร้ายในการหลอกลวงให้ผู้เสียหายโหลดแอปพลิเคชันนั้น คนร้ายได้โทรศัพท์มาหลอกลวงผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่ารัฐบาลจะให้รับเงินบําเหน็จ บํานาญ เดือนละ 2 ครั้ง และจะช่วยดําเนินการให้ จากนั้นคนร้ายให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ แล้วมีการให้ทําตามขั้นตอนที่คนร้ายบอก ปรากฏว่าโทรศัพท์เครื่องค้างไม่สามารถปิดเครื่องหรือทําอะไรได้ ผู้เสียหายจึงรีบเดินทางไปที่ธนาคารและพบว่าเงินในบัญชีธนาคาร 2 บัญชีถูกโอนไปยังบัญชีคนร้าย 5 ครั้ง

2. กรณีจับกุมเครือข่ายพนันออนไลน์ Slotkub พบเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท พบการกระทำผิดในการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จำนวน 3 เว็บไซต์ ได้แก่ slotkub789.com, slotkub88.com และ like365.com ซึ่งเครือข่ายดังกล่าว มีสมาชิกผู้เล่นรวมกันกว่า 100,000 คน มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาทต่อปี จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ทั้ง 3 เว็บไซต์ดังกล่าวนั้น เป็นเครือข่ายเดียวกัน จึงได้ลงพื้นที่หาข้อมูลพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออำนาจศาลออกหมายหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมจำนวน 10 ราย โดยมีทั้ง เจ้าของเว็บไซต์ โปรแกรมเมอร์ เจ้าหน้าที่ดูแลการเงิน และบัญชีม้า นอกจากนี้ ยังได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาล เพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง กระทั่งเช้ามืดของวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตํารวจไซเบอร์ได้ระดมกำลังเพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมาย และจับกุมผู้กระทําความผิดที่เกี่ยวข้อง โดยได้เข้าตรวจค้นพื้นที่ทั้งหมด จำนวน 6 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้หลายรายการ มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

3. กรณีบุกค้นโกดังใหญ่ย่านบางบอน ขยายผลจากกรณีจับตัวการส่งพัสดุ หลอกเก็บเงินปลายทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บุกตรวจค้นโกดังสินค้าขนาดใหญ่ย่านบางบอน ขยายผลจากกรณีจับกุมตัวการตีเนียนส่งพัสดุหลอกเก็บเงินปลายทางโดยที่ไม่ได้สั่งซื้อ และส่งสินค้าที่ไม่ตรงปกเพื่อหลอกเก็บเงินปลายทาง ตำรวจไซเบอร์ได้เร่งกวาดล้างจับกุมผู้กระทำผิด โดยสืบเนื่องจาก ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center) หรือ AOC 1441 ได้รับร้องเรียนจากการประชาชนเป็นจำนวนมาก ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการเรียกเก็บเงินค่าพัสดุปลายทางโดยที่ไม่ได้สั่งซื้อ หรือ เคยสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มบนโซเชียล แต่ไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่ได้สั่งซื้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายอนุศาสน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ซึ่งได้ใช้แพลตฟอร์ม TikTok จำนวน 4 บัญชีในการขายสินค้า มีการส่งพัสดุในรอบ 1 เดือน ประมาณ 8,000 ชิ้น และมีพัสดุตีกลับประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังมียอดระงับการเก็บเงินปลายทางกว่า 8 แสนบาท จึงได้นำตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดี ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลแขวงบางบอน เข้าตรวจค้นโกดังสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในซอย เอกชัย 109 แขวงบางบอนใต้ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร พบนางสาวกัญญารัตน์ อายุ 24 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ อ้างว่าเป็นผู้ดูแล โดยได้ให้ความร่วมมือพาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในโกดังดังกล่าว จากการตรวจค้นพบของกลางสินค้านำเข้าจากประเทศจีนที่ไม่มีมาตรฐานกว่า 30 รายการ รวมทั้งสิ้นกว่า 4 พันชิ้น อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำหอม ครีมทาผิว และสินค้าอื่นๆ อีกหลายรายการ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมจะทำการขยายผลเพิ่มเติมจากหลักฐานที่ได้จากปฏิบัติการดังกล่าวต่อไป

 

4. กรณีจับแก๊งรับจ้างตัดต่อภาพลามกอนาจารผ่านกลุ่มลับแอป VK โดยใช้ชื่อบัญชี “รบกวนตัดออกให้ที” ซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 1.2 แสนราย นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ข้อความรับจ้างตัดต่อภาพผู้อื่นให้เป็นภาพโป๊เปลือย หรือรับเข้าเป็นสมัครชิกกลุ่มวีไอพีชื่อ “ชุมชนช่างตัดเสื้อ” รวมทั้งเปิดให้เช่าใช้งานโปรแกรม AI สำหรับตัดต่อภาพโป๊เปลือย โดยรับชําระเงินผ่านระบบทรูมันนี่ วอลเล็ท ในรูปแบบของอั่งเปา ทั้งนี้ สมาชิกที่เสียเงิน สามารถดูภาพตัดต่อโป๊เปลือยของผู้อื่น ซึ่งถูกตัดต่อไว้แล้วโดยใช้โปรแกรมระบบ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” โดยมีแอดมินที่เชื่อว่ามีความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดีในการทําหน้าที่ควบคุมกลุ่มดังกล่าว

 

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน สามารถนําไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาได้จํานวน 2 ราย ซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการร่วมกันกระทําความผิดดังกล่าว โดยในครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 2 ราย พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการกระทําความผิด นอกจากนี้ จากการสืบสวนยังพบอีกว่า คนร้ายดังกล่าวมีพฤติกรรมนําภาพของผู้อื่นมาตัดต่อให้มีลักษณะโป๊เปลือยและนําเข้าข้อมูลภาพดังกล่าวลงในกลุ่มในลักษณะลามกอนาจารแล้วหลายราย ทั้งดารา และบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยการตัดต่อเป็นภาพลามกและนําไปโพสต์ขายในสื่อสังคมออนไลน์เป็นการกระทําความผิดหลายข้อหา ได้แก่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์14(4) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับและมาตรา 16 นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปีปรับไม่เกิน 200,000 บาท

 

“ผมและพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน มีความมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างอาชอาญกรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ทั้งเว็บไซต์พนันออนไลน์ หลอกโหลดแอป และอื่นๆ เพื่อลดความเสียหายและลดความเสี่ยงให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน รวมทั้งหามาตรการใหม่ๆ เพื่อยับยั้งการทำงานของมิจฉาชีพด้วย และบูรณาการการทํางานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เมื่อได้รับแจ้งจาก ผู้เสียหาย” นาย ประเสริฐ กล่าว

 

ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข่าวดี! ส่งท้ายปี หญิงไทยกว่า 1 ล้านคน ได้รับภูมิคุ้มกันมะเร็งปากมดลูก

 
 

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ข่าวดี! ส่งท้ายปี หญิงไทยกว่า 1 ล้านคน ได้รับภูมิคุ้มกันมะเร็งปากมดลูกเกินเป้าหมาย “หมอชลน่าน” มอบของขวัญปีใหม่คนไทยก่อนใคร ฉีดวัคซีน HPV เกิน 1 ล้านโดส ให้ผู้หญิงไทยอายุ 11-20 ปี ครบแล้ว เดินหน้าวางมาตรการสานต่อนโยบาย “มะเร็งครบวงจร” จัดหาวัคซีนเพิ่มเป็นเข็มที่ 2 ในอีก 6 เดือน ควบคู่กับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงอายุ 30-60 ปี

 

           จากนโยบายมะเร็งครบวงจร ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Win ที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน 100 วัน วันนี้ (9 ธันวาคม 2566) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศชัยชนะของหนึ่งในโครงการภายใต้นโยบายมะเร็งครบวงจรที่ประสบความสำเร็จล่วงหน้าไปแล้ว ก่อนที่จะครบ 100 วัน คือ การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงไทยอายุ 11-20 ปี โดยกล่าวว่า หลังจากเริ่ม kick-off การฉีดวัคซีน HPV 1 ล้านโดสภายใน 100 วัน ไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้ทุกจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครจัดให้มีการรณรงค์ฉีดวัคซีน HPV ให้กับนักเรียนหญิงกลุ่มเป้าหมายอายุ 11-20 ปีอย่างต่อเนื่อง และขยายการฉีดไปกลุ่มอายุเดียวกันที่อยู่นอกระบบโรงเรียนในเดือนธันวาคม ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ส่งผลให้วันนี้กระทรวงสาธารณสุขสามารถฉีดวัคซีนได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านโดสแล้ว โดยตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2566 มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1,036,891 โดส ถือเป็นความสำเร็จที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเร็วกว่ากำหนดที่คิดว่าจะทำให้สำเร็จ

 

          “เดิมเราคิดว่าจะพยายามฉีดวัคซีน HPV ให้ครบล้านโดสภายในสิ้นปี 2566 แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทำให้เราประสบความสำเร็จเกินคาด วันนี้ผู้หญิงไทยอายุ 11-20 ปี มากกว่า 1 ล้านคน ได้รับการปกป้องจากมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งของผู้หญิงเป็นอันดับหนึ่งแล้ว อยากให้ทุกคนร่วมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ด้วยกัน และขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานที่ช่วยกันจัดหาวัคซีน ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค” นพ.ชลน่าน กล่าว

 

           ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียนหญิงอายุ 11-20 พร้อมกัน 1 ล้านคน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลดีไปในภายหน้าหลายสิบปี ทำให้ประชากรกลุ่มฉีดวัคซีนนี้มีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกลดลงมากกว่า 10,000 ราย และหากกลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีน HPV เข็มที่ 2 โดยห่างจากเข็มที่ 1 อย่างน้อย 6 เดือน จะมีภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มเป้าหมายหญิง 11-20 ปีในประเทศไทยมีจำนวน 3.8 ล้านคน ได้รับวัคซีนในปีนี้รวมกับที่เคยได้วัคซีนมาแล้วในอดีตทั้งหมด 2.2 ล้านคน จึงเหลือกลุ่มเป้าหมายเพียง 1.6 ล้านคน ที่จะทยอยเข้ารับวัคซีนต่อ รวมถึงการจัดหาวัคซีนเพิ่มเป็นเข็มที่ 2 ในอีก 6 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ จะมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงอายุ 30-60 ปี เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป้าหมายสตรีไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก ตามนโยบายมะเร็งครบวงจรของกระทรวงสาธารณสุข

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ ยืนยันความยิ่งใหญ่ศิลปะร่วมไทย Thailand Biennale, Chiang Rai 2023

 
 

9 ธันวาคม 2566 เวลา 19.00 น. ณ หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย หรือ Chiang Rai International Art Museum (CIAM) ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ภายใต้แนวคิด ‘เปิดโลก’ หรือ ‘The Open World’ ซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับจังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2554 เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ศิลปินเชียงราย และประชาชนชาวเชียงราย ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย ได้ชมการแสดงศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย และทำพิธีเปิดงานโดยการตีกลองสะบัดชัย 3 ครั้ง ต่อด้วยรับฟังรายงานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวในโอกาสการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ว่า ในนามของรัฐบาลรู้สึกยินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติฯ ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมและจังหวัดเชียงรายจัดงานนี้ขึ้นในวันนี้ กระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้นำแนวคิดการจัดงานมหกรรมร่วมสมัยระดับโลกในต่างประเทศให้ปรากฏขึ้นในประเทศไทย ครั้งที่ 3 และจังหวัดเชียงราย นับจากจังหวัดกระบี่และจังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นความภาคภูมิใจและยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ในการเป็นศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทยให้ชาวโลกได้รับรู้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยฯ ครั้งนี้ จะเป็นวาระสำคัญในการจุดประกายให้คนไทยศิลปินชาวไทย นำจุดเด่นทางด้านศิลปวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรามาแสดงศักยภาพเพื่อนำพาประเทศไปสู่การเป็นสังคมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป เหมือนกับประเทศต่าง ๆ ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว งานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการนำทุนทางวัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Soft Power มาเป็นเครื่องมือในการสร้างงานสร้างรายได้ในภาพรวม โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง เป็นการระดมความคิดเห็น ประสานมุมมองและความคิดสร้างสรรค์จากศิลปิน หน่วยงาน และชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานผ่านการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ให้เกิดเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ ซึ่งทุกท่านจะได้รับชมผลงานต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทยขอขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่นำวิสัยทัศน์จากการศึกษางานศิลปะระดับโลกมาจัดเป็นงานศิลปะระดับนานาชาติในประเทศไทยได้สำเร็จอย่างต่อเนื่อง และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หน่วยงานทุกภาคส่วนและประชาชนชาวเชียงราย ที่ได้มีส่วนร่วมในการบูรณาการงานครั้งนี้อย่างเข้มแข็งตลอดจนขอบคุณหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดงานและร่วมมือกันในการสนับสนุนอำนวยความสะดวกในการจัดงานด้วยดี และที่สำคัญยิ่งขอขอบคุณศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ทุ่มเทอุทิศแรงกาย แรงใจ กำลังทรัพย์และเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการจัดการในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลังและศักยภาพของศิลปะที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงรายและประเทศไทย รวมทั้งขอบคุณศิลปินทุกท่านที่ได้ถ่ายทอดมุมมองความคิดสร้างสรรค์ในตัวของท่านเอง สื่อสารสุนทรียะออกมาเป็นรูปธรรม สร้างความปิติและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้รับชมอย่างถ้วนหน้า จากนั้น นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมผลงานศิลปะและกิจกรรมบริเวณงาน ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร 

 

ทั้งนี้ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2566 – 30 เมษายน 2567 ภายใต้ชื่องาน Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ด้วยแนวคิด “เปิดโลก” (The open World) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางเปิดโลกที่โบราณสถาน วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน คัดเลือกผลงานจากศิลปิน 60 คน จาก 21 ประเทศทั่วโลก จัดแสดงเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 

1) นิทรรศการหลัก แสดงผลงานศิลปะการจัดวางเฉพาะพื้นที่ (Site Specific Installation) จัดแสดงในเขตอำเภอเมืองและเชียงแสน 

2) Pavilion หรือ ศาลา แสดงผลงานนิทรรศการกลุ่มของศิลปิน พิพิธภัณฑ์ และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 10 แห่งในอำเภอเมืองและอำเภอใกล้เคียง 

3) Collateral Events เป็นกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในช่วงงาน เช่น ดนตรีชาติพันธุ์ งานฉายภาพยนตร์ การแสดงอื่น ๆ และการเยี่ยมชมบ้านหรือสตูดิโอของศิลปินในจังหวัดเชียงรายตามอำเภอต่าง ๆ 

โดยการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยมิติทางวัฒนธรรม และพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมวัฒนธรรมไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พัฒนาสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างสรรค์งานด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ และยกระดับบทบาทด้านวัฒนธรรมของไทยในเวทีโลก และพัฒนางานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทยสู่ความเป็นสากลในอนาคต 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :Thailand Biennale

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงราย จัดพิธีเนื่องในวันคล้าย วันสถาปนา 52 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิตราภรณ์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักประกันคุณภาพการศึกษา ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานในพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พร้อมด้วยนายศรัญยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานชมรมรามคำแหงเชียงราย นายประจญ ปรัชญ์สกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประธานที่ปรึกษาชมรมรามคำแหงเชียงราย อาจารย์กุลทิตา ยุวะหงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยบริการ จังหวัดอุทัยธานี และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี จากนั้นร่วมประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีพระครูขันติพลาธร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น เป็นประธานสงฆ์ นำพระสงฆ์รวม 5 รูปประกอบพิธีทางศาสนา

 
 
มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามรูปแบบ “ตลาดรายวิชา” โดยมีปรัชญาการดำเนินงานเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมกันให้กับคนไทย มหาวิทยาลัยตั้งชื่อตามพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ทรงสร้างอักษรไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย สีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยคือสีน้ำเงินและสีทอง และมีต้นไม้สัญลักษณ์คือไม้ดอกสุพรรณิการ์ (ฝ้ายคำ)
 
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อตั้งเพื่อบรรเทาปัญหาที่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยมีขีดความสามารถจำกัดในการตอบสนองความต้องการเข้าศึกษาในระดับที่สูงขึ้นของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสถาบันการศึกษาในรูปแบบของ “ตลาดรายวิชา” ที่ทำให้นักศึกษาจำนวนมากสามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรอุดมศึกษาที่ประสงค์จะเข้าศึกษาได้
 
 
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหง นับเป็น วันอันเป็นมงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปีดอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) พระองค์ยังทรงพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี พ.ศ. 2514 มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 26 พฤศจิกายน เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหง และในวันที่ 26พฤศจิกายน 2566 นี้ ถือเป็นวันครบรอบปีที่ 52 ของมหาวิทยาลัย นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2514
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ไทยยังคงเฝ้าระวัง การระบาด โรคปอดอักเสบในเด็กที่จีน

 

25 พฤศจิกายน 2566 จากการระบาดของโรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีน ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการแพร่ระบาดมายังประเทศไทย ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ และ รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ และหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรครองรับ

           โดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ยืนยันชัดเจนว่า โรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีน เกิดจากเชื้อก่อโรคตัวเดิมที่ว่างเว้นการระบาดช่วง 3 ปีในช่วงของการเข้มงวดมาตรการโควิด แต่เพื่อความไม่ประมาท ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อมาหารือ เพื่อเตรียมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคแล้ว

          รมว.สาธารณสุข ระบุว่า หากสถานการณ์มีความจำเป็น จะเพิ่มความเข้มข้นใน 4 มาตรการ คือ 1.มาตรการเฝ้าระวังโรค ให้ทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ติดตามสถานการณ์โรคปอดอักเสบในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด กรณีพบผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ให้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรค หากพบผู้ป่วยปอดอักเสบจำนวนมากผิดปกติ หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นปอดอักเสบ หรือพบผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันหรือเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุให้รีบสอบสวนและเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและควบคุมโรคต่อไป

          2.มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล ให้สื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน ทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยการล้างมือบ่อยๆ สำหรับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ 3.มาตรการด้านการรักษา ให้โรงพยาบาลเตรียมชุดอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ยา เวชภัณฑ์และเตียง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินตามแผนการตอบโต้สถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เมืองท่องเที่ยว และ 4.กรณีพบการระบาดของโรคปอดอักเสบรุนแรงไม่ทราบสาเหตุเป็นวงกว้างในต่างประเทศ จะยกระดับการเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค โดยด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศที่สนามบินนานาชาติคัดกรองผู้มีอาการทางเดินหายใจและเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อก่อโรค รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทันที

          ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนตระหนักเพื่อระมัดระวังป้องกันแต่ไม่ต้องวิตกกังวล ติดตามข้อมูลสถานการณ์ และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กรมสรรพากร ได้รับเลือกเป็น “ประธาน SGATAR” การประชุมผู้บริหารจัดเก็บภาษี

 

 

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ที่ประชุม SGATAR ประจำปี ครั้งที่ 52 ได้เลือกไทยเป็นประธาน SGATAR สืบต่อจากมาเลเซีย โดยทำหน้าที่ในช่วง 1 ปีนับจากนี้

 

ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้กล่าวขอบคุณสมาชิก SGATAR ที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประธาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่มาเลเซียที่จัดการประชุม SGATAR ประจำปี ครั้งที่ 51 ได้สำเร็จลุล่วง และกล่าวแสดงความชื่นชมแก่คณะทำงาน SGATAR (SGATAR Taskforce) ที่พยายามอย่างอุตสาหะให้การจัดการประชุม SGATAR ประจำปีสำเร็จด้วยดี

 

ดร.กุลยา ตันติเตมิท ยังได้เน้นความสำคัญของ SGATAR ในการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการอภิปรายอย่างเปิดกว้าง การแลกเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ และการระบุความท้าทายร่วมกันของหน่วยงานบริหารการจัดเก็บภาษี รวมทั้งการร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อความก้าวหน้าของการบริหารการจัดเก็บภาษีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยไทยในฐานะประธานจะพยายามอย่างเต็มที่ให้ภารกิจอันมีวิสัยทัศน์นี้ ของ SGATAR บรรลุเป้าหมาย

 

ทั้งนี้ ประธาน SGATAR ได้แต่งตั้งนายนิรันดร์ ประจวบเหมาะ ให้ทำหน้าที่เลขาธิการในการประชุม SGATAR ประจำปีครั้งนี้

SGATAR จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) เป็นที่ประชุมประจำปีของผู้บริหารการจัดเก็บภาษี เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือของหน่วยงานบริหารการจัดเก็บภาษี ปรับปรุงการบริหารการจัดเก็บภาษี และอภิปรายประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษี ปัจจุบันมีสมาชิก 18 เขตเศรษฐกิจ และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม SGATAR ประจำปี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานบริหารการจัดเก็บภาษีของ 18 เขตเศรษฐกิจและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ รวมกว่า 150 คน

 

 

 

Thailand has been elected as the Chair of SGATAR

Yesterday (31st October 2023), during the 52nd SGATAR Annual Meeting, Thailand was elected as the Chair of SGATAR, succeeding Malaysia, and will serve in this capacity one year from now.

Dr.Kulaya Tantitemit, the Director-General of the Comptroller General’s Department acting Director-General of the Revenue Department and the Head of Thai Delegation, expressed gratitude to SGATAR members for entrusting Thailand with the Chairmanship.

She also extended congratulations to Malaysia for successfully hosting the 51st SGATAR Annual Meeting and commended the SGATAR Taskforce for their dedicated efforts in ensuring the success of the the SGATAR Annual Meeting.

Dr.Kulaya also emphasised the importance of SGATAR as a platform for open discussions, exchange of best practices, and identification of common challenges among tax administrations as well as collaboration with international organisations to advance tax administration in the Asia-Pacific region. In her role as Chair, Thailand will fully commit to achieving this SGATAR’s visionary mission.

The Chair of SGATAR appointed Mr.Nirandara Prachuabmoh from Thailand to act as the Secretary-General for the SGATAR Annual Meeting this year.

SGATAR was established in 1970 as an annual forum for tax administrators to enhance cooperation among tax administrations, improve tax administration, and discuss issues related to tax administration. At present, there are 18 member jurisdictions. This year marks the 6th time Thailand has hosted the SGATAR Annual Meeting. There are over 150 participants, including executives and officials from tax administrations in 18 member jurisdictions, as well as representatives from various international organisations.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมสรรพากร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“รมว.ธรรมนัส” เผย คปก. เคาะชื่อ “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม”

 
 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 6/2566 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ว่า การประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการยกระดับเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามที่ประชุม คปก. ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 11 ข้อ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายและระเบียบ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ประชุมพิจารณาแก้ไขระเบียบ คปก. ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 เพื่อเสนอ คปก. พิจารณาในวันนี้ 
 

        โดยที่ประชุม คปก. ในวันนี้ ได้มีมติรับทราบความก้าวหน้าในการแก้ไขระเบียบ คปก. ทั้ง 3 ฉบับ ตามที่คณะอนุกรรมการเสนอ ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าตาม Roadmap ที่ได้วางไว้ในการยกระดับเอกสารสิทธิเป็น “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม” ซึ่งหลังจากนี้ ส.ป.ก. จะได้นำร่างระเบียบ คปก. ทั้ง 3 ฉบับ ไปดำเนินการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป และจะนำกลับมาให้ คปก. เห็นชอบร่างฉบับสุดท้าย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 และจะเริ่มแจกโฉนดเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกได้ทันวันที่ 15 มกราคม 2567 อย่างแน่นอน
 

        ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการปรับปรุงระเบียบ คปก. ภายใต้กรอบแนวทางจำนวน 4 ข้อ ดังนี้
        1) เห็นควรกำหนดชื่อเอกสารว่า “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม 2) กำหนดแนวทางในการเปลี่ยนมือไว้ 2 วิธี คือ การตกทอดทางมรดก และการซื้อขายหรือการจำนองแบบมีเงื่อนไข โดยไม่ใช่การซื้อขายหรือจำนองกับนายทุน 3) กำหนดให้มีการตรวจสอบติดตามการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยกำหนดโครงสร้างการตรวจสอบที่มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยอาจแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบติดตามทุก 5 ปี โดยมีคณะกรรมการจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และปฏิรูปที่ดินจังหวัด เป็นฝ่ายเลขานุการ และ 4) กำหนดให้มีการบูรณาการโดยนำสหกรณ์การเกษตร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เป็นการสร้างองค์กรใหม่
 

        “ สำหรับการเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรมต้องมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสหกรณ์ และถือครองทำประโยชน์เกิน 5 ปี ขึ้นไป โดยมอบหมายให้ ส.ป.ก. ทุกจังหวัด เร่งสำรวจตัวเลขว่ามีกี่ราย ทั้งนี้ จะต้องมีแนวทางป้องกันไม่ให้โฉนดตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน โดยจะต้องมีการตรวจสอบทุก 5 ปี ว่าเกษตรกรนำที่ดินไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้กฎหมาย แต่เป็นการใช้ระเบียบของ ส.ป.ก. อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุม คปก. อีกครั้ง ในวันที่ 23 พ.ย.66 นี้” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว
 

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวย้ำว่า พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้และจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน และโฉนดเพื่อเกษตรกรรมนั้นมีสิทธิไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโฉนดที่ดินของกระทรวงมหาดไทย เพราะนอกจากพี่น้องเกษตรกรจะได้รับที่ดินทำกินแล้ว ส.ป.ก. ยังเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นทั้งถนน แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ระบบไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพ และขอฝากทิ้งท้าย เชิญชวนให้เกษตรกรเข้ามาทำประชาพิจารณ์ด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

รมว.สธ. นำคณะวางพานพุ่มถวายราชสักการะ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

 

วันนี้ (21 ตุลาคม 2566) ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล และ ศ.ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สภาการพยาบาล สภาวิชาชีพด้านสุขภาพ สถานพยาบาล สถาบันทางการศึกษาด้านการพยาบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร/เทศบาลเมือง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพและวันพยาบาลแห่งชาติ ณ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประดิษฐานบนแท่นฐานเดียวกัน

 


          นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในประเทศไทย เนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวันพยาบาลแห่งชาติ กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกับสภาการพยาบาล และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ จัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล อีกทั้งทรงมีพระเมตตาต่อวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์อย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสำเร็จการศึกษาด้านวิชาการพยาบาล จากโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้ (ปัจจุบันคือ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) จากนั้นทรงศึกษาเพิ่มเติมที่วิทยาลัยซิมมอนส์ และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซทท์ เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตลอดพระชนม์ชีพพระองค์ทรงมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างและพัฒนางานด้านสุขอนามัยแก่ประชาชนในประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักในปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนด้านสุขอนามัยโรคภัยต่างๆ ของประชาชน 

 


          ในทุกปี ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทั่วประเทศ จึงพร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติให้แผ่ไพศาล โดยในปีนี้ สภาการพยาบาลได้จัดกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิต ในโครงการ “พยาบาลไทยบริจาคโลหิต ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ปีที่ 2” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม – 21 ตุลาคม 2566 เพื่อแสดงพลังของพยาบาลนิสิต/นักศึกษาพยาบาลทั่วประเทศ ในการบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เหล่ากาชาดประจำจังหวัด และศูนย์รับบริจาคโลหิตประจำจังหวัด โดยถ่ายภาพตนเองขณะบริจาคโลหิตและถือป้ายกิจกรรม และเขียนข้อความเชิญชวนสั้น ๆ โพสต์ลง Social Media อาทิ Facebook, Instagram, Twitter, TikTok พร้อมติดแฮชแท็กโครงการ คือ #Nationalnursesday #Bloodforlife #พยาบาลไทยบริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ปีที่ 2 เพื่อร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News