Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

“ศุภชัย” บูรณาการเชียงราย พัฒนาท้องถิ่น วิทย์-วิจัย-นวัตกรรม

อว. ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามขับเคลื่อน อววน. เร่งพัฒนาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจฐานความรู้

เชียงราย – 8 เมษายน 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) โดยมีหน่วยงานการศึกษาระดับอุดมศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย เข้าร่วมรายงานผลและจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานเชิงรูปธรรม

ผลักดันเชียงรายสู่โมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนือ

กิจกรรมภาคเช้าจัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มีการนำเสนอผลการดำเนินงานของแต่ละมหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์จังหวัด และเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ได้แก่ การยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การสนับสนุน Soft Power ท้องถิ่น และการพัฒนากำลังคนให้สอดรับกับภาคการผลิตจริง

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้นำเสนอโครงการที่สะท้อนการบูรณาการ อววน. กับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เช่น โครงการ “เชียงรายแบรนด์”, โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย และ “สันสลีโมเดล” ที่ใช้การเรียนการสอนแบบไร้รอยต่อระหว่างห้องเรียน ชุมชน และธุรกิจ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ได้นำเสนอผลงานเด่นด้านวิจัยเชิงพาณิชย์และเทคโนโลยีประยุกต์ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ, การใช้ IoT และ AI คาดการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์

พิธีมอบรางวัลชุมชนสร้างสรรค์ และ Smart Student

นายศุภชัยได้มอบรางวัล “ชุมชนสร้างสรรค์” ให้แก่หมู่บ้านและภาคีเครือข่ายที่มีการนำผลการวิจัยและองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปต่อยอดในเชิงพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการนำภูมิปัญญามาพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ ยังได้มอบรางวัล “Smart Student 2568” ให้แก่นักศึกษาที่มีความโดดเด่นด้านวิชาการและนวัตกรรม

ภาคบ่ายเยี่ยมชม ‘มหาวิทยาลัยวัยที่สาม’ ต้นแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

คณะฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยวัยที่สาม นครเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนฐานชุมชน โดยมีทั้งหลักสูตรสำหรับผู้สูงอายุ, การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน, โครงการเกษตรปลอดภัย Farm to Table และศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน ภายใต้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย

ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. ยืนยันหนุนเชียงรายพัฒนาเป็น Hub ด้านการศึกษา-นวัตกรรมของภาคเหนือ

นายศุภชัยให้สัมภาษณ์ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้เห็นถึง “ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม” ระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของเชียงราย พร้อมยืนยันว่า อว. จะสนับสนุนงบประมาณและโครงสร้างให้แก่โครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้

เมื่อสอบถามถึงบทบาทของ อว. ในการรับมือภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยง เช่น แผ่นดินไหว ไฟป่า และหมอกควัน ท่านระบุว่า กระทรวงจะเร่งผลักดันการใช้ Big Data และ IoT ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อเป็นระบบแจ้งเตือนและบริหารจัดการภัยอย่างแม่นยำ

บทบาทของ RMUTL เชียงราย เด่นทั้งในเชิงวิชาการและเทคโนโลยี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชไมพร รัตนเจริญชัย ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา เชียงราย นำเสนอผลการดำเนินงานทั้ง 3 ด้าน ได้แก่:

  • ด้านการศึกษา – หลักสูตร WIL และ Co-op ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการจริง
  • ด้านวิจัยและนวัตกรรม – ผลงานวิจัยเชิงประยุกต์ เช่น ระบบ Smart Water Management และอาหารแปรรูปจากผลผลิตท้องถิ่น
  • ด้านภัยพิบัติ – มีศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ ใช้เทคโนโลยีตรวจจับ และระบบวิเคราะห์ล่วงหน้า โดยร่วมมือกับ ปภ. และท้องถิ่น

ความคิดเห็นสองมุมมองต่อทิศทาง อววน. เชียงราย

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า การมีสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และการศึกษาเข้ากับการพัฒนาท้องถิ่นได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ยั่งยืน

ในขณะที่ฝ่ายกังวล เห็นว่ายังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงโครงการบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่อยู่นอกเขตเมือง หรือมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ รวมถึงอุปสรรคในการนำผลงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์ที่ยังต้องได้รับการสนับสนุนด้านกฎหมายและตลาด

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษา 156 แห่งทั่วประเทศ (ที่มา: สำนักงานปลัดกระทรวง อว., 2567)
  • จังหวัดเชียงรายมีมหาวิทยาลัย 4 แห่งหลัก และวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาอีกกว่า 20 แห่ง (ที่มา: อว. ส่วนหน้าจังหวัดเชียงราย)
  • โครงการภายใต้ อววน. ในพื้นที่เชียงราย ได้รับงบประมาณสนับสนุนรวมกว่า 120 ล้านบาท ในช่วงปี 2566–2568 (ที่มา: สกสว.)
  • ประเทศไทยมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งหมดประมาณ 1.7 ล้านคน โดยกว่า 55% อยู่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2566)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

น้องเบียร์ – พัดชา – ไอซ์ วง Belebt รร.อบจ.เชียงราย ขึ้นร้องเพลงกับ BODYSLAM

“BODYSLAM POWER OF THE B-SIDE CONCERT” จุดประกายฝัน สานพลังดนตรีเยาวชน ร่วมเวทีระดับชาติ

เชียงราย, 4 เมษายน 2568 – ในอีกไม่กี่อึดใจ คอเพลงร็อกทั่วประเทศเตรียมสัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ กับคอนเสิร์ต “BODYSLAM POWER OF THE B-SIDE CONCERT ความฝันกับจักรวาล With The Orchestra” จัดโดย King Power Thai Power พลังคนไทย ซึ่งในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงดนตรีสุดอลังการจากวงดนตรีร็อกระดับตำนานอย่าง Bodyslam เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดเวทีแห่งโอกาสให้กับเยาวชนไทยจากเวทีการประกวด THE POWER BAND 2024 SEASON 4 ได้ร่วมสร้างสีสันบนเวทีจริงเคียงข้างศิลปินมืออาชีพ

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 เมษายน 2568 ณ One Bangkok Forum กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมทุนสนับสนุน “โครงการก้าวเพื่อน้อง ปีที่ 5” ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

เยาวชนเชียงรายร่วมเวทีคอนเสิร์ตระดับประเทศ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือการปรากฏตัวของ 4 เยาวชนมากความสามารถจากเวที THE POWER BAND ซึ่งได้รับเลือกให้ร่วมแสดงสดเคียงข้าง Bodyslam ได้แก่

  • น้องคุณ – นรภัทร อภัยจิตต์ มือกีตาร์จากวง New Cluster Band
  • 3 นักร้องนำหญิงจากวง Belebt ได้แก่
    • น้องเบียร์ – นิตยา ยอดสิงห์
    • น้องพัดชา – พัดชา มหาวงศ์
    • น้องไอซ์ – อัญชิสา สมศรี

ทั้งสามคนเป็นนักเรียนจาก โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้การสนับสนุนเต็มที่ในกิจกรรมด้านดนตรี โดยมี ครูเพียว (เจริญศักดิ์ กันสม) เป็นผู้ควบคุมและฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาเตรียมความพร้อม

วง Belebt เสียงประสานและทีมเวิร์กสู่รางวัล Outstanding Player

วง Belebt เป็นวงดนตรีประเภท String Combo ที่สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการ THE POWER BAND 2024 ด้วยเสียงร้องหลักที่ชัดเจน โดดเด่น ประสานเสียงกลมกลืน และทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง จนสามารถคว้ารางวัล Outstanding Player รุ่นมัธยมศึกษา มาครองได้สำเร็จ

ในเวทีคอนเสิร์ต Bodyslam พวกเธอได้รับเกียรติให้ขึ้นแสดงร่วมกับวงดนตรีระดับประเทศอย่างมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าและหาได้ยากสำหรับเยาวชนในวัยมัธยมศึกษา

เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ การสนับสนุนจากโรงเรียนและครอบครัว

เบียร์ พัดชา และไอซ์ ต่างเติบโตมาในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ส่งเสริมให้พวกเธอได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายมีนโยบายส่งเสริมกิจกรรมพิเศษนอกห้องเรียนอย่างจริงจัง ทั้งในด้านดนตรี กีฬา และศิลปะ ส่งผลให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝน พัฒนาทักษะ และลงสนามแข่งขันในหลายเวที ทั้งแพ้และชนะ กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สั่งสมจนถึงปัจจุบัน

โครงการ “ก้าวเพื่อน้อง ปีที่ 5” และบทบาทของ King Power Thai Power

คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีดนตรีสำหรับแฟนเพลงเท่านั้น หากแต่มีเป้าหมายเพื่อการกุศล ภายใต้ โครงการ “ก้าวเพื่อน้อง” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดหาทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน และสาธารณูปโภคให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

King Power Thai Power พลังคนไทย คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทั้งโครงการ “ก้าวเพื่อน้อง” และการประกวด THE POWER BAND ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสและการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนทุกภูมิภาค

ความคิดเห็นจากสังคม เสียงสะท้อนสองมุมมอง

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า โครงการนี้เป็น “ตัวอย่างของการสร้างแรงบันดาลใจ” ที่ผสมผสานดนตรี การกุศล และเยาวชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่เพียงส่งเสริมให้เด็กกล้าฝัน แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของวงการดนตรีไทยที่มีจิตสาธารณะและห่วงใยสังคม

ฝ่ายที่มีข้อสังเกต เสนอว่าการผลักดันเยาวชนเข้าสู่เวทีขนาดใหญ่ อาจต้องมีระบบการดูแลทางจิตวิทยาเพิ่มเติม เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาวะความกดดันและการคาดหวังจากสังคม เพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว พร้อมแนะให้มีระบบติดตามหลังจบเวที เพื่อพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง

แม้มุมมองจะแตกต่าง แต่ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าการมอบเวทีที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้เยาวชนได้แสดงออก ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สังคมไทยควรให้ความสำคัญ

ตัวเลขและสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้ชมคอนเสิร์ต Bodyslam Power of The B-Side Concert ปี 2567: ประมาณ 18,000 คน
  • จำนวนเยาวชนเข้าร่วมโครงการ THE POWER BAND 2024: 1,238 วง จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ
  • จำนวนทุนการศึกษาที่มอบให้ผ่านโครงการ “ก้าวเพื่อน้อง ปีที่ 4” (2567): 10,000 ทุน รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท
  • จำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจาก King Power Thai Power ตั้งแต่ปี 2561 – 2567: มากกว่า 2,300 โรงเรียน
  • สถิติการเข้าชมคอนเทนต์โซเชียลมีเดียของโครงการ THE POWER BAND 2024: มากกว่า 12 ล้านวิว (Facebook/YouTube รวมกัน)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • King Power Thai Power (www.kingpowerthaipower.com)

  • เพจ THE POWER BAND Official

  • สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

  • สถิติจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ คอนเสิร์ต Bodyslam ปี 2567

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

กทม.สั่นสะเทือน! นักวิชาการจี้ปรับระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว

ราชดำเนินเสวนา “สังคายนาระบบเตือนภัย” จุดประกายการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว เสนอยกระดับระบบ Cell Broadcast สู่ระบบแจ้งเตือนพิบัติภัยที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

เชียงราย, 2 เมษายน 2568 – จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นำไปสู่การจัดเวที “ราชดำเนินเสวนา” ในหัวข้อ สังคายนาระบบเตือนภัย” โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อถอดบทเรียนและหาแนวทางพัฒนา “ระบบเตือนภัยพิบัติ” ให้ทันสมัย ครอบคลุม และสามารถใช้งานได้จริงในเวลาฉุกเฉิน

เวทีวิชาการ ชำแหละปัญหา เตือนภัยไทยยังไม่ทันเวลา

เวทีเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ

  • ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว
  • รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ภัยพิบัติ ม.รังสิต
  • รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล.
  • นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค

เวทีชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยมีระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว แต่ยังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีแผ่นดินไหวที่เมียนมาส่งผลให้ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในเวลาเพียง 7 นาทีหลังเกิดเหตุ แต่การแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยามาถึงประชาชนล่าช้ากว่าครึ่งชั่วโมง ส่งผลให้ไม่มีเวลาเตรียมตัวหรืออพยพ

ระบบ Cell Broadcast คือความหวังใหม่ของการเตือนภัย

รศ.ดร.เสรี ย้ำว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนา ระบบ Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านเสาสัญญาณโทรคมนาคมถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที ภายใน 1 นาที โดยไม่ต้องขออนุญาตหลายขั้นตอนหรือผ่านระบบ SMS ที่ล่าช้าและจำกัดจำนวนการส่ง

แม้รัฐบาลจะมีแผนเริ่มใช้งานระบบ Cell Broadcast ภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่ในช่วงระหว่างนี้ต้องมีแนวทางสำรอง เช่น การแจ้งเตือนผ่านโซเชียลมีเดีย ทีวี วิทยุ และการส่ง SMS ทันที โดยไม่ต้องรอผ่าน กสทช.

3 รอยเลื่อนใหญ่ เสี่ยงแผ่นดินไหวกระทบไทย

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจาก 3 รอยเลื่อนหลัก ได้แก่

  1. รอยเลื่อนจังหวัดกาญจนบุรี – เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 และอาจรุนแรงถึง 7.5
  2. รอยเลื่อนสกาย – ผ่ากลางเมียนมา มีความเคลื่อนไหวสูง
  3. รอยเลื่อนอาระกัน – อาจก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด มากกว่า 8.5 ครั้งล่าสุดเมื่อ 260 ปีก่อน

ทั้งนี้ กทม. เป็นพื้นที่ที่มี แอ่งดินอ่อนขนาดใหญ่” ที่สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ถึง 3-4 เท่า โดยเฉพาะอาคารสูงจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากโครงสร้างอาจเกิดการสั่นในจังหวะที่ขยายแรงสั่นสะเทือน

ข้อเสนอ: ตรวจสอบอาคารสูง – เสริมความแข็งแกร่งพื้นที่เสี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารเสี่ยงในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ โดยเฉพาะโรงเรียนในเชียงราย ซึ่งอาจไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การเสริมความแข็งแกร่งของอาคารเดิมใช้ค่าใช้จ่ายเพียง 10-20% ของการก่อสร้างใหม่ จึงควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม

ปัจจุบันมีการทดลองติดตั้งอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนที่

  • โรงพยาบาลเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงใหม่
  • โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง
  • และเตรียมติดตั้งที่โรงพยาบาลกลาง กรุงเทพมหานคร

อุปกรณ์นี้สามารถแจ้งเตือนสถานะความมั่นคงของอาคารภายใน 5 นาทีหลังเกิดเหตุ

ภาคประชาชน-สภาผู้บริโภค เรียกร้องโปร่งใสและเร่งติดตั้ง

นายอิฐบูรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องทำระบบให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณที่ระบุว่าใช้กองทุน USO จาก กสทช. กว่า 1,000 ล้านบาท จึงควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ และไม่ควรโยนภาระให้ประชาชนรับมือภัยพิบัติด้วยตนเอง

ประชาชนควรรู้วิธีปฏิบัติตัว แต่รัฐต้องจัดทำ ชุดความรู้ความเข้าใจ” อย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสอนเด็กๆ ให้รับมือภัยพิบัติตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวในประเทศไทย

จากรายงานของ กรมทรัพยากรธรณี (2566) และ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า

  • ประเทศไทยเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.0 ขึ้นไปมากกว่า 70 ครั้งต่อปี
  • กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ทางอ้อมมากที่สุด เนื่องจากสภาพชั้นดินอ่อน
  • เหตุแผ่นดินไหวที่เมียนมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ส่งผลแรงสั่นสะเทือนระดับ 4–5 ในกรุงเทพฯ
  • อาคารสูงในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ออกแบบตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ปี 2550 ยังคงมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 60

(ที่มา: กรมทรัพยากรธรณี, กรมอุตุนิยมวิทยา, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ)

บทสรุป: ความเห็นอย่างเป็นกลางจากสองมุมมอง

ฝ่ายหนึ่ง สนับสนุนให้พัฒนาระบบ Cell Broadcast และติดตั้งอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง พร้อมเสนอให้รัฐเร่งจัดการโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มมาตรฐานการก่อสร้างอาคารเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

อีกฝ่ายหนึ่ง แม้เห็นด้วยกับการพัฒนาระบบ แต่เสนอให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ให้ภาระทั้งหมดตกแก่ประชาชนโดยลำพัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเตือนภัยจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจวิธีการปฏิบัติตัว และมีเครื่องมือที่เข้าถึงทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

ข้อเสนอแนะร่วม

  • ปรับระบบเตือนภัยให้เร็วกว่าเดิม โดยใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast
  • ตรวจสอบและเสริมความแข็งแกร่งของอาคารสูงและอาคารเรียนในเขตเสี่ยง
  • สร้างแผนฝึกอบรมการรับมือแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ
  • สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดแนวทางเตือนภัย
  • เปิดเผยการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสต่อสาธารณชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

รู้ทันสื่อ AI! กองทุนสื่อฯ เร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั่วประเทศ

กองทุนพัฒนาสื่อฯ เร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสื่อ” เผยบทสรุปเสวนาสัญจร “รู้จัก รู้ใช้ รู้ทัน รู้รอบสื่อ AI” ทั้ง 5 ภูมิภาค

นนทบุรี,27 มีนาคม 2568 – กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานสรุปผลการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด รู้จัก รู้ใช้ รู้ทัน รู้รอบสื่อ AI” ณ ห้องไดมอนด์รูม 2 ชั้น 4 โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และเสนอแนวทางการป้องกันภัยจากสื่อ AI เพื่อยกระดับการใช้สื่ออย่างมีสติและปลอดภัยในสังคมไทย

บทบาทของ AI และความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ

ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ประธานอนุกรรมการเกี่ยวกับการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในการผลิตเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูล หรือแม้แต่การสร้างข่าวปลอม ดังนั้นการรู้เท่าทันสื่อจึงเป็น ทักษะสำคัญที่ทุกคนควรมี โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางในสังคม

“สื่อไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังสำคัญที่กำหนดทิศทางความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของสังคม” — ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เสวนาสัญจร 5 ภูมิภาค: การเรียนรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ในปี 2567 กองทุนพัฒนาสื่อฯ ได้จัด เสวนาสัญจรทั้ง 5 ภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง สังคมแห่งการรู้เท่าทันสื่ออย่างยั่งยืน และในปี 2568 ได้มีการจัดเสวนาสัญจรระยะที่ 2 ภายใต้แนวคิด รู้จัก รู้ใช้ รู้ทัน รู้รอบสื่อ AI” เพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

หัวข้อการเสวนาและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ

ในงานนี้ มีการจัดเวทีเสวนาในหลากหลายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI และการรับมือกับภัยจากสื่อ เช่น:

  • TMF Talk: เสวนาเกี่ยวกับการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ AI โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  • เสวนา “รู้เท่าทัน รู้รอบสื่อ AI”: การป้องกันภัยจากการใช้ AI อย่างไม่ระวัง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การสื่อสาร และเทคโนโลยี

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมงาน

  • ฝ่ายสนับสนุน: ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าการจัดเสวนาเช่นนี้เป็น โอกาสสำคัญในการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังเสริมสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเยาวชนและผู้สูงอายุที่อาจขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI
  • ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการกำกับดูแลและการใช้ AI ในเชิงพาณิชย์ โดยระบุว่า การออกกฎระเบียบที่เหมาะสมและการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันการใช้ AI อย่างไม่ถูกต้อง

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนผู้เข้าร่วมงานเสวนาสัญจร 5 ภูมิภาคในปี 2567: มากกว่า 1,200 คน (ที่มา: กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์)
  • อัตราการใช้ AI ในสื่อและการสื่อสารในประเทศไทย: เพิ่มขึ้นกว่า 40% ภายใน 2 ปีที่ผ่านมา (ที่มา: สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์)
  • ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการใช้ AI ในการผลิตข่าวปลอม: 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีความกังวล (ที่มา: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมไทย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

‘โรงเรียนดำรงฯ’ เชียงรายลุยเวทีโลก! แข่งวิทย์ฯ ตูนิเซีย ลุ้นผล 26 มี.ค

ตัวแทนเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ร่วมเวที I-FEST 2025 ที่ตูนิเซีย

เยาวชนไทยแสดงศักยภาพเวทีโลก

สาธารณรัฐตูนิเซีย, 25 มีนาคม 2568 – ทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ The International Festival of Engineering Science and Technology (I-FEST) 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–27 มีนาคม 2568 ณ เมืองมอนัสเตียร์ ประเทศตูนิเซีย

โครงงานวิทยาศาสตร์ไทยเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ

นักเรียนไทยจาก 3 สถาบัน ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ได้รับการคัดเลือกผ่านเวที Thailand Innovation Award ครั้งที่ 24 และ Thailand Young Scientist Festival (TYSF) ครั้งที่ 20 โดยความร่วมมือของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

รายชื่อทีมจากเชียงราย

ทีมตัวแทนจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ประกอบด้วย

  1. นายพิธิวัฒน์ ฉิมพลี นักเรียนชั้น ม.6.1
  2. นายธนภัทร สมญาพรเจริญชัย นักเรียนชั้น ม.6.1
  3. นางสาวณัฏฐ์ชฎา คำดี นักเรียนชั้น ม.5.2
    พร้อมครูที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูเกียรติศักดิ์ อินราษฎร

งาน I-FEST 2025 มีผู้ร่วมมากกว่า 40 ประเทศ

เวที I-FEST 2025 เป็นกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีที่จัดขึ้นโดย Tunisian Association for the Future of Sciences and Technology (TASFST) ร่วมกับหน่วยงานรัฐของตูนิเซีย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเยาวชน กระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรระหว่างประเทศอย่าง MILSET AFRICA และ BRISEC โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ พร้อมพัฒนาทักษะการนำเสนอและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

ปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน จากกว่า 40 ประเทศ โดยประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงผลงาน และร่วมแลกเปลี่ยนทางวิชาการในระดับนานาชาติ

ผู้บริหารร่วมให้กำลังใจถึงสนามบิน

ก่อนออกเดินทางเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ผู้บริหารระดับสูงของวงการวิทยาศาสตร์ไทยเดินทางมาร่วมส่งกำลังใจ ได้แก่

  • ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ อพวช.
  • รศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ
  • รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ
  • รศ.ดร.วรวรรณ พันธุมนาวิน อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ

โดยทั้งหมดร่วมเดินทางไปส่งเยาวชน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน

ติดตามและส่งแรงใจผ่านเพจ NSM Thailand

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการแข่งขันได้ทาง เพจ Facebook: NSM Thailand ซึ่งมีการอัปเดตข่าวสาร บรรยากาศการแข่งขัน และกำหนดการประกาศผลรางวัลในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทัศนคติแบบเป็นกลางต่อเวทีนานาชาติ

การแข่งขันในเวทีนานาชาตินั้นถือเป็นโอกาสสำคัญที่เปิดให้เยาวชนจากหลากหลายประเทศได้แสดงออกซึ่งศักยภาพ ทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และวัฒนธรรม แต่ละทีมต่างมีจุดแข็งและแนวคิดที่หลากหลาย ทำให้การตัดสินเป็นไปด้วยเกณฑ์วิชาการที่เข้มข้นและเป็นธรรม ทั้งนี้ แม้ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร เยาวชนไทยก็ได้แสดงศักยภาพเต็มที่และได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่า

จากอีกมุมหนึ่ง ประเทศเจ้าภาพอย่างตูนิเซีย ก็ได้แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน และเปิดพื้นที่ระหว่างประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับโลกอย่างแท้จริง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้เข้าร่วมงาน I-FEST 2025: กว่า 1,500 คน
  • จำนวนประเทศที่เข้าร่วม: 40 ประเทศ
  • เวทีคัดเลือกตัวแทนไทย: Thailand Innovation Award ครั้งที่ 24 และ Thailand Young Scientist Festival (TYSF) ครั้งที่ 20

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) – www.nsm.or.th
  • เพจ Facebook: NSM Thailand
  • โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย
  • TUNISIAN ASSOCIATION FOR THE FUTURE OF SCIENCES AND TECHNOLOGY – www.tasfst.tn
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

เหนือวิกฤต ฝุ่น PM2.5 สูง ลำพูนนำ-แม่ฮ่องสอนท้าทาย

คนเหนือระทม! ฝุ่นพิษ-สังคมแก่-รายได้ฝืด

กรุงเทพฯ, 20 มีนาคม 2568 – สกสว. หนุน SDG Move จัดเวทีระดมสมองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเหนือ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ให้การสนับสนุน ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการจัดเวที นำเสนอข้อมูลความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับภูมิภาค และรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับพื้นที่ (ภาคเหนือ)”สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทีมงานระดับภาคเหนือ

ภาควิชาการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผศ. ดร.ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการวิจัยและนวัตกรรมที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

ด้าน ศ.สุริชัย หวันแก้ว ประธานเครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนประเทศไทย (SDSN Thailand) กล่าวถึงความสำคัญขององค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ในการเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน พร้อมผลักดันให้เกิด นโยบายแบบบูรณาการ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับนานาชาติ

SDG Index เผยลำพูนคะแนนสูงสุดในภาคเหนือ แต่แม่ฮ่องสอนยังเผชิญปัญหา

จากการนำเสนอข้อมูล SDG Index ระดับจังหวัดและภูมิภาค ของทีม SDG Move พบว่า ภาคเหนือเผชิญกับปัญหาหลักที่เกี่ยวข้องกับ 8 เป้าหมายของ SDGs ได้แก่:

  • SDG 1: การขจัดความยากจน
  • SDG 2: การขจัดความหิวโหย
  • SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
  • SDG 8: งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • SDG 9: โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
  • SDG 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
  • SDG 12: การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
  • SDG 17: หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ค่าฝุ่น PM2.5 ที่สูงขึ้น ถูกจัดอยู่ใน SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) ซึ่งสะท้อนถึง ปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงในหลายจังหวัดของภาคเหนือ

แม่ฮ่องสอนมีคะแนน SDG Index ต่ำสุด และเป็นจังหวัดที่เผชิญความท้าทายอย่างมากในเรื่อง:

  • SDG 1: การขจัดความยากจน
  • SDG 5: ความเท่าเทียมทางเพศ
  • SDG 6: น้ำสะอาดและสุขาภิบาล
  • SDG 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
  • SDG 13: การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • SDG 15: ระบบนิเวศบนบก

ขณะที่ ลำพูนมีคะแนน SDG Index สูงสุด ในภาคเหนือ แต่ยังต้องแก้ไขปัญหา สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) และเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (SDG 11) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

3 ปัญหาเร่งด่วนที่ภาคเหนือเผชิญ

  1. มลพิษ PM 2.5 ที่รุนแรงขึ้นทุกปี
    • ภาคเหนือประสบปัญหาค่าฝุ่นสูงสุดในประเทศ
    • มีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ
  2. สังคมสูงวัย และมาตรการรองรับที่ยังไม่เพียงพอ
    • ต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ
    • เพิ่มมาตรการสนับสนุนด้านสุขภาพและสวัสดิการ
  3. รายได้ต่ำและค่าครองชีพสูง
    • รายได้ของประชาชนไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
    • ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

แนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะ

  1. ศึกษาวิจัยผลกระทบและสาเหตุของ PM2.5
    • พัฒนานโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างมีประสิทธิภาพ
    • สนับสนุนเกษตรกรเปลี่ยนไปใช้วิธีการเผาที่ลดมลพิษ
  2. ปรับปรุงการจัดการศึกษาสู่ตลาดแรงงาน
    • เชื่อมโยงการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
    • ส่งเสริมอาชีพใหม่ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล
  3. เพิ่มการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย
    • วิจัยแนวทางช่วยให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม
    • ลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน

สถิติที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า:

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือสูงกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 4 เท่า ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
  • ประชากรสูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ในภาคเหนือคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
  • รายได้เฉลี่ยของประชาชนในภาคเหนืออยู่ที่ 8,500 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 12,000 บาท

สรุป

การพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเหนือยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะ ปัญหาฝุ่น PM2.5 สังคมสูงวัย และค่าครองชีพสูง ขณะที่ ลำพูนมีความก้าวหน้า แต่แม่ฮ่องสอนยังคงเป็นจังหวัดที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก เวทีระดมสมองครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการออกแบบแนวทางพัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567 / สกสว.

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

ไขความลับธุรกิจสำเร็จ 3 ผู้นำ พร้อมเข้าสู่ความท้าทายในโลกธุรกิจ

3 Keys to Success in Challenging Business และโอกาสในการศึกษาปริญญาโทที่ PIM

เปิดประตูสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ กับ 3 ผู้นำแห่งวงการ

งานเสวนา “3 Keys to Success in Challenging Business ไขความลับสู่วิธีสร้างความสำเร็จของธุรกิจ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568 ณ CP ALL Academy สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักบริหาร และผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจเป็นอย่างมาก งานนี้ได้เชิญ 3 ผู้นำธุรกิจระดับแนวหน้า มาถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดสำคัญที่ช่วยสร้างความสำเร็จท่ามกลางความท้าทายของโลกธุรกิจยุคใหม่

ประสบการณ์จริงจาก 3 ผู้นำองค์กรธุรกิจ

  1. คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO บริษัท Queue (Thailand) Co.,Ltd.

จาก Software House สู่ Startup ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด คุณรังสรรค์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ QueQ แอปพลิเคชันจองคิวที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ปลดล็อกปัญหาการรอคิวนานในร้านอาหาร โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญต่าง ๆ พร้อมเผยความแตกต่างระหว่าง Startup และ SME ที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้เร็วและยั่งยืน

  1. คุณจักรพันธ์ ศรีจันทร์ทัพ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ฮับไวเซอร์ จำกัด

Digital Participation & Business Opportunity คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล คุณจักรพันธ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกใช้แพลตฟอร์มและช่องทางการสื่อสารให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างการมีส่วนร่วมที่แท้จริง

  1. คุณวิชชุพันธ์ จันทร์มณี AVP Human Resource Management บริษัท เพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด

Learning & Development คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง คุณวิชชุพันธ์แชร์แนวทาง การจัดวางระบบการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงผู้บริหาร เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งและพร้อมเผชิญความท้าทายในอนาคต

 

PIM – โอกาสแห่งการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่มั่นคง

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการบริหารธุรกิจด้วยหลักสูตรปริญญาโทที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ได้แก่:

  1. MBA PIM – นวัตกรรมธุรกิจและการจัดการ 3 Tracks
  • Transform Your Business – เน้นกลยุทธ์ทางธุรกิจในทุกประเภท
  • MBA Vitality Boost – วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
  • MBA Consulting Design – เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหาร
  1. MBA-POS – การบริหารคนและกลยุทธ์องค์การ
  • เน้น Project-Based Learning และ Current Business Issues
  • เชื่อมโยงทฤษฎีสู่การแก้ปัญหาธุรกิจจริง
  • มีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจกว่า 2,000 องค์กร พร้อมโอกาสศึกษาดูงานระดับโลก
  1. MCA – นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ด้านนวัตกรรมการสื่อสาร
  • สร้างนักสื่อสารที่มีจริยธรรมและตอบโจทย์ธุรกิจ
  • เรียนรู้ผ่าน Work-based Researching
  • ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

โอกาสพิเศษ! รับทุนการศึกษาสูงสุด 30,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อปริญญาโทกับ PIM ภายในงานนี้มีการเปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมโอกาสรับทุนการศึกษาสูงสุดถึง 30,000 บาท เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการพัฒนาตัวเองและต่อยอดธุรกิจให้เติบโตไปอีกระดับ

หากคุณกำลังมองหาโอกาสทางการศึกษาที่จะช่วยยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) คือคำตอบของคุณ สมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pim.ac.th

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

AOT เปิดลงทุนรอบสนามบิน โอกาสทองอสังหาฯ 29 เม.ย. 68

AOT Property Showcase 2025: เปิดประตูสู่โอกาสทองด้านการลงทุนรอบสนามบิน

โอกาสครั้งสำคัญของนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์

AOT หรือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดม่านงาน “AOT Property Showcase: The Six Pillars of Opportunity” งานแสดงโอกาสการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี เปิดโอกาสให้นักลงทุนและภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ศักยภาพสูงรอบท่าอากาศยานทั่วประเทศ งานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 29 เมษายน 2568 เวลา 09:30 – 12:00 น.Harmony Grand Ballroom, BDMS Connect Center, Movenpick BDMS Wellness Resort Bangkok

ขยายวิสัยทัศน์สู่ Aviation Hub แห่งภูมิภาค

การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ของ AOT ในการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยรอบท่าอากาศยานหลัก 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่, หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ซึ่งล้วนเป็น ทำเลทอง สำหรับการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

จุดเด่นของงาน: The Six Pillars of Opportunity

AOT ได้นำเสนอแนวคิด “The Six Pillars of Opportunity” หรือ 6 เสาหลักแห่งโอกาส ที่จะช่วยผลักดันให้นักลงทุนได้รับข้อมูลเชิงลึกในการพัฒนาพื้นที่ โดยประกอบไปด้วย:

  1. ทำเลยุทธศาสตร์ระดับพรีเมียม – การเข้าถึงพื้นที่สำคัญรอบท่าอากาศยานที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางและขนส่ง
  2. สาธารณูปโภคครบครัน – รองรับการพัฒนาพื้นที่ในหลากหลายรูปแบบ
  3. โลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งระหว่างประเทศ
  4. โอกาสการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน
  5. การสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุน
  6. การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่อยู่รอบสนามบิน

การเสวนาพิเศษ: เจาะลึกศักยภาพอสังหาริมทรัพย์รอบสนามบิน

ภายในงานจะมีการเสวนาหัวข้อ โอกาสทองอสังหาริมทรัพย์ของ AOT ก้าวสู่การเป็น AVIATION HUB” โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่:

  • คุณยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ – กรรมการอิสระและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง AOT
  • ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ – กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT
  • ดร.กิริฎา เภาพิจิตร – ผู้อำนวยการโครงการ TDRI Economic Intelligence Service

นักลงทุนได้รับอะไรจากงานนี้?

นักลงทุนที่เข้าร่วมงานจะได้รับ:  การเข้าถึง ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับที่ดินโดยรอบท่าอากาศยาน โอกาสในการลงชื่อเพื่อ เยี่ยมชมพื้นที่จริง และสิทธิพิเศษและข้อเสนอเฉพาะสำหรับนักลงทุนในงาน รวมไปถึง Networking กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • ปัจจุบัน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีจำนวนผู้โดยสารมากกว่า 60 ล้านคนต่อปี (ที่มา: AOT Annual Report 2024)
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง รองรับเที่ยวบินภายในประเทศมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี (ที่มา: กรมท่าอากาศยาน)
  • การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบสนามบินในประเทศญี่ปุ่น เช่น นาริตะ และฮาเนดะ มีมูลค่าการเติบโตสูงกว่า 15% ต่อปี (ที่มา: Japan Civil Aviation Bureau)

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้

นักลงทุนและผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งเข้าร่วมงาน AOT Property Showcase 2025 ได้แล้ววันนี้ที่:

Line Official Account: https://lin.ee/rWBrKhe  Email: [email protected]

หรือติดต่อ: น.ส.ปัทมา สินประเสริฐพร (08 1912 8358) และ น.ส.นภสร มากช่วย (09 7294 4245)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : AOT Property Showcase 2025

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

กฎหมายป้องกันฟ้องปิดปากสำเร็จ ไทยชาติแรกเอเชีย ACT หนุนต่อยอด

ACT สนับสนุนกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ปลดล็อก 10 ปีแห่งการรอคอย

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันชื่นชม “รัฐสภา-ป.ป.ช.” พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มเติม

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ออกแถลงการณ์ต้อนรับการบังคับใช้ มาตรการป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ซึ่งช่วยปกป้องผู้แจ้งเบาะแส คุ้มครองสิทธิในการแสดงออก และเสริมสร้างความมั่นใจในการต่อต้านคอร์รัปชัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีกฎหมายนี้

มาตรการป้องกันการฟ้องปิดปาก” สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT ระบุว่า กฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้แจ้งเบาะแส นักกิจกรรม และสื่อมวลชนถูกฟ้องร้องหรือคุกคามโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งกฎหมายนี้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนกล้าตรวจสอบและเปิดเผยพฤติกรรมทุจริตมากขึ้น

3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งศึกษาเพิ่มเติม

  1. สิทธิผู้บริโภค – ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและการปกปิดข้อมูลสำคัญของสินค้าและบริการ
  2. สิ่งแวดล้อม – การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการบุกรุกพื้นที่ป่า
  3. สิทธิมนุษยชน – การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยภาครัฐและเอกชน

ที่มาของกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก

กฎหมายนี้มีต้นกำเนิดจากข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมที่เห็นถึงปัญหาการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่และปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก โดยเริ่มต้นจากข้อเสนอของ สภาปฏิรูปแห่งชาติในปี 2558 และได้รับการผลักดันจนผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในปี 2568

หลักการสำคัญของกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก

  1. การปกป้องสิทธิในการแสดงออก – ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์และร้องเรียนเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะได้โดยไม่ถูกฟ้องร้องโดยไม่มีเหตุผล
  2. การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส – ให้การป้องกันบุคคลที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
  3. การเร่งพิจารณาคดี – ศาลสามารถพิจารณายุติคดีที่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดภาระของผู้ถูกฟ้อง

บทบาทของ “ป.ป.ช.” ในการบังคับใช้กฎหมาย

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก โดยมีหน้าที่ดังนี้:

  • ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ถูกฟ้องร้อง
  • สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
  • ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อป้องกันการใช้กฎหมายโดยมิชอบ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

  1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน – ผู้คนจะกล้าออกมาร้องเรียนและตรวจสอบการทุจริตมากขึ้น
  2. ลดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่ – นักธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตจะไม่สามารถใช้กฎหมายเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างได้
  3. เพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติ – การมีกฎหมายนี้ช่วยให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จากรายงานของ Transparency International ปี 2567 พบว่า 85% ของประชาชน เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาหลักของประเทศ
  • สถาบันเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีกรณีฟ้องปิดปากเพิ่มขึ้น กว่า 150% ในภูมิภาคเอเชีย
  • สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กว่า 60 ประเทศทั่วโลก ได้ออกกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สรุป

กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิของประชาชนและส่งเสริมธรรมาภิบาลในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องเร่งศึกษาแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพสูงสุด และครอบคลุมประเด็นสิทธิผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนอย่างทั่วถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) / องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ซ่อมใหม่ “สะพานฮาแหล่จะ” แลนด์มาร์คเชียงราย เริ่มมีนา 68

อบจ.เชียงราย ร่วมลงนาม MOU ดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ เชื่อมบ้านแคววัวดำ – บ้านผาเสริฐ

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ผู้าื่อข่าวรายงานว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ เชื่อมระหว่างบ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว และบ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมี นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นที่ปรึกษาโครงการ

วัตถุประสงค์ของโครงการ

การซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะเป็นไปเพื่อฟื้นฟูการใช้งานให้สามารถใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน

ปัจจุบันทางคณะกรรมการโครงการได้คัดเลือก บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างภายใต้งบประมาณ 6,170,000 บาท ซึ่งได้รับเงินบริจาคจากเอกชน 2 แห่ง ได้แก่:

  1. สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการ “ช่อง 8 ปันน้ำใจ” จำนวน 6,000,000 บาท
  2. โรงแรมโฆษะขอนแก่น และกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท

รายละเอียดของการก่อสร้าง

โครงการนี้ประกอบด้วย:

  • การสร้างสะพานแขวนใหม่โดยใช้โครงสร้างลวดสลิงเดิม
  • การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะ
  • การปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เอื้อต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว

โครงการคาดว่าจะเริ่มต้นก่อสร้างภายในเดือนมีนาคม 2568 และแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 หากไม่มีอุปสรรคใดๆ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อโครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเดินทางไกลขึ้นเนื่องจากสะพานพัง รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของตำบลแม่ยาวและตำบลดอยฮาง โดยเฉพาะธุรกิจท้องถิ่น ร้านอาหาร และสินค้า OTOP ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น

ประโยชน์ของโครงการ

  • อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน: สะพานแขวนฮาแหล่จะเป็นเส้นทางหลักของชาวบ้านจากตำบลแม่ยาว, ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู ที่ต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน, ไปโรงเรียน และไปยังสถานพยาบาล
  • ลดระยะทางการเดินทาง: สะพานช่วยร่นระยะทางไปกลับได้ถึง 10 กิโลเมตร ทำให้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว: คณะกรรมการโครงการตั้งเป้าหมายให้สะพานฮาแหล่จะเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ความเป็นมาของสะพานแขวนฮาแหล่จะ

สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2541 ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากสถานทูตญี่ปุ่น เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทไทย โดยสะพานเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งพืชผลทางการเกษตรและการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ของชุมชน

อย่างไรก็ตาม สะพานได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ที่ระดับน้ำในแม่น้ำกกเพิ่มสูงขึ้นจนสะพานพังเสียหาย ไม่สามารถใช้สัญจรได้ ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้เส้นทางอ้อมที่มีระยะทางไกลขึ้นและอาจมีอันตรายในการเดินทาง

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากจิตอาสา 100% จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ โดยคณะกรรมการโครงการและผู้เกี่ยวข้องต่างมุ่งมั่นให้สะพานกลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ทางคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ และมั่นใจว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จตามกำหนด และสะพานแขวนฮาแหล่จะจะกลับมาเป็นเส้นทางหลักที่ปลอดภัยและเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาในจังหวัดเชียงรายต่อไป

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง:

  • สะพานแขวนฮาแหล่จะ ถูกสร้างขึ้นในปี 2541 และใช้สัญจรมากกว่า 1,000 คน/วัน ก่อนจะได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
  • งบประมาณโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ 6,170,000 บาท ได้รับการสนับสนุนจาก 2 องค์กรเอกชน
  • สะพานแห่งนี้ช่วยร่นระยะทางเดินทางของประชาชนในพื้นที่ได้ถึง 10 กิโลเมตร
  • การซ่อมแซมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน กรกฎาคม 2568 และคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น 20-30% ในปีแรกหลังเปิดใช้งาน

อ้างอิง: ข้อมูลจากคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะ, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลแม่ยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE