Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

‘พิสันต์’ ดันภาพปิดทอง สินค้าศาสนาระดับจังหวัดเชียงราย

เชียงรายเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ศาสนา “ภาพเทคนิคการปิดทอง” หวังปั้นสินค้าระดับจังหวัด สร้างรายได้ชุมชน

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ในมิติศาสนาให้เป็นสินค้าระดับจังหวัด ภายใต้โครงการพลังบวรในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ภาพเทคนิคการปิดทอง” ของชุมชนคุณธรรมพลังบวรวัดดงชัย ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

เวทีประชุมบูรณาการรัฐ–ศาสนา–ชุมชน

การประชุมจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมวัดดงชัย โดยได้รับความเมตตาจากพระครูวิสิฐวรนารถ เจ้าคณะอำเภอเวียงเชียงรุ้ง และเจ้าอาวาสวัดดงชัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการศึกษา และผู้นำชุมชน เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันวางแนวทางและกำหนดบทบาทของแต่ละหน่วยงานในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เชิงศาสนาให้เกิดความยั่งยืน

ภาพเทคนิคการปิดทอง – อัตลักษณ์ทางศิลป์ควบศรัทธา

ผลิตภัณฑ์ภาพเทคนิคการปิดทอง ถือเป็นศิลปกรรมพื้นถิ่นที่ผสมผสานศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งชุมชนวัดดงชัยมีการสืบทอดมาช้านาน โดยเฉพาะในรูปแบบของการวาดภาพพระพุทธเจ้า เทวดา และสัญลักษณ์มงคลต่าง ๆ ประดับตกแต่งวัด รวมถึงการจัดทำเป็นของที่ระลึกและงานประณีตศิลป์เพื่อใช้ในงานบุญ งานประเพณี และงานพิธีกรรมทางศาสนา

ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายจึงได้เสนอแนวทางผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นี้ก้าวสู่การเป็น “สินค้าระดับจังหวัด” ที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

หน่วยงานภาครัฐหนุนหลัง สนับสนุนงบ–องค์ความรู้

กรมการศาสนาได้จัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการพลังบวรในมิติศาสนา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และสามารถเข้าถึงตลาดระดับจังหวัดหรือระดับประเทศได้ โดยมีแผนการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่กลุ่มช่างในพื้นที่ พร้อมกับส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงกับช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน อาทิ

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ดำเนินการเชื่อมโยงกลุ่มผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบ OTOP
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย สนับสนุนการวิเคราะห์ตลาดและแผนกลยุทธ์การขาย
  • สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ส่งเสริมการบูรณาการผลิตภัณฑ์เข้ากับเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล เตรียมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานฝึกอบรมและการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต

โรงเรียนในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจสู่เยาวชน

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการนำเสนอแผนความร่วมมือกับโรงเรียนบ้านทุ่งก่อ (ใจประชานุเคราะห์) และโรงเรียนวัดดงชัยพิทยา เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมเข้ากับหลักสูตรท้องถิ่น โดยจัดกิจกรรมฝึกอบรมศิลปะการปิดทองให้แก่เยาวชน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และอาจต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุน
มองว่าโครงการนี้เป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้วัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง “บวร” คือ บ้าน–วัด–โรงเรียน

ฝ่ายตั้งข้อสังเกต
มีความเห็นว่าแม้แนวคิดการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมสู่สินค้าเชิงพาณิชย์จะน่าสนใจ แต่ยังต้องคำนึงถึงการรักษาความศักดิ์สิทธิ์และคุณค่าทางจิตใจของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการจำหน่ายสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ควรมีมาตรฐานกำกับดูแลไม่ให้ผลิตภัณฑ์เชิงศาสนาถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หรือขาดความเคารพต่อความเชื่อของประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้อง (อัปเดต ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568)

  • จำนวนผลิตภัณฑ์ “ภาพเทคนิคการปิดทอง” ที่มีอยู่ในชุมชน: 57 ชิ้น (สำรวจโดยสำนักงานวัฒนธรรมฯ)
  • กลุ่มช่างศิลป์ในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ: 12 คน
  • จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมฝึกอบรมเบื้องต้น: 38 คน จาก 2 โรงเรียน
  • งบประมาณสนับสนุนจากกรมการศาสนา: 240,000 บาท
  • เป้าหมายยอดผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่ายในปี 2568: 150 ชิ้น
  • เป้าหมายการยกระดับสู่ OTOP ระดับจังหวัด: ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2568

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • รายงานการประชุมวันที่ 24 มีนาคม 2568 ณ วัดดงชัย
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายรับมือ PM2.5 คุมเผา-แล้งเข้ม สั่งปิดป่าบางพื้นที่

เชียงรายประชุมคณะกรรมการป้องกันภัย ยกระดับมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 และภัยแล้ง เตรียมการเชิงรุกปกป้องสุขภาพประชาชน

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ครั้งที่ 1/2568 เพื่อยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และภัยแล้งที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 แบบเข้มข้น

การประชุมได้เน้นย้ำแผนการป้องกันไฟป่าและฝุ่นละออง โดยมีมาตรการเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง จัดชุดเฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร หรือชุมชนเมือง รวมถึงการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน เตาเผาถ่าน และเตาเผาขยะ พร้อมตั้งจุดตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะในจุดเสี่ยงสำคัญ

ดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง – แจกหน้ากาก N95 ครอบคลุม

ในด้านสุขภาพประชาชน จังหวัดได้ดำเนินมาตรการแจกจ่ายหน้ากากอนามัย N95 และยาขยายหลอดลมให้กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และเด็กในสถานศึกษา พร้อมทั้งจัดบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และจัดระบบส่งยาถึงบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทาง

หากค่าฝุ่น PM 2.5 เกินระดับ 75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 2 วัน จะมีการพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอน หรือปิดสถานศึกษาชั่วคราว พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) และลดกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมแพทย์ 3 หมอ และ อสม. เคลื่อนที่เร็ว ออกตรวจเยี่ยมบ้านประชาชน พร้อมแจกหน้ากากและมุ้งสู้ฝุ่นให้ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง

การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นและภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์จังหวัด ได้รับมอบหมายให้เร่งกระจายข่าวสารผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และแนวทางการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย พร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบจากการเผาในที่โล่งที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ

ปิดป่า คุมเข้มบุคคลเข้าออก พร้อมวิจัยทางเลือกการเกษตร

เพื่อควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จังหวัดมีนโยบาย “ปิดป่า” ชั่วคราว ยกเว้นแหล่งท่องเที่ยว โดยพื้นที่ป่าสงวนจะมีการควบคุมบุคคลเข้าออกอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันมีการประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อคิดค้นสารอินทรีย์ย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตร ใช้แทนการเผาในพื้นที่สูง

ด้านการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร มีการผลักดันให้เปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวเป็นการทำเกษตรผสมผสานหรือเกษตรมูลค่าสูง เพื่อลดการเผาเศษพืชที่ก่อฝุ่นอย่างยั่งยืน

รับมือภัยแล้ง – จัดการน้ำ บูรณาการข้อมูลภาคเกษตร

โครงการชลประทานเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาค ได้รับมอบหมายให้ติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าน้ำมีแนวโน้มต่ำกว่า 50% ต้องแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าและจัดแผนสำรองน้ำให้เพียงพอ

สำนักงานเกษตรจังหวัดร่วมสำรวจพื้นที่เพาะปลูก แยกตามการใช้น้ำฝนและน้ำชลประทาน เพื่อใช้ในการวางแผนส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้ง

สำหรับแหล่งน้ำที่ตื้นเขิน มีการเตรียมแผนขุดลอกเร่งด่วน ได้แก่

  • หนองฮ่าง ตำบลทานตะวัน
  • อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว อำเภอพาน
  • ท้ายอ่างเก็บน้ำแม่ฉางข้าว อำเภอเวียงป่าเป้า

สร้างแรงจูงใจชุมชนต้นแบบ – ให้รางวัลหมู่บ้านไร้หมอกควัน

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาหมอกควัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวทาง “หมู่บ้านต้นแบบไร้หมอกควัน” โดยให้รางวัลกับหมู่บ้านที่สามารถจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้สำเร็จ สร้างแรงจูงใจและต้นแบบให้กับชุมชนอื่นในพื้นที่

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน – เส้นทางสู่การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

นอกจากการประสานภายในจังหวัด เชียงรายยังดำเนินการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและหน่วยงานระดับประเทศ เพื่อร่วมกันสนับสนุนการเพาะปลูก การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และส่งเสริมเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความคิดเห็นจากสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการ
มองว่าการยกระดับมาตรการของจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่สาธารณสุข เกษตร ไปจนถึงงานชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดการวิกฤติอย่างรอบด้าน การแจกจ่ายหน้ากากและบริการแพทย์ทางไกลยังแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นหลัก

ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกต
ชี้ว่ามาตรการเหล่านี้ แม้จะมีความรัดกุม แต่หากขาดการบังคับใช้อย่างจริงจังโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือเขตภูเขา จะไม่สามารถลดปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องงบประมาณสนับสนุนที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินการอย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงในชนบท

สถิติที่เกี่ยวข้อง (อัปเดต 25 มีนาคม 2568)

  • ค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยรายวัน (พื้นที่เมืองเชียงราย): 78–92 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำค่ามาตรฐาน PM 2.5: ไม่เกิน 15 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • พื้นที่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงไฟป่าและฝุ่นละออง: อำเภอแม่สรวย, เวียงป่าเป้า, แม่ฟ้าหลวง
  • จำนวนอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในระดับน้ำต่ำกว่า 50%: 3 แห่ง (ข้อมูลจากโครงการชลประทานเชียงราย)
  • จำนวนหมู่บ้านเป้าหมายในการแจกมุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก N95: 67 หมู่บ้าน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศกรมควบคุมมลพิษ
  • รายงานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1/2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไทย-จีน จับมือ! บริหารน้ำข้ามแดน แม่น้ำโขง-สาย-รวก

ไทย-จีนเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน เสริมแกร่งระบบเตือนภัยในลุ่มน้ำสาย-รวก

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมหารือความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของชุมชนลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน

สทนช. – จีน หารือระดับสูง หวังต่อยอดความร่วมมือ

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับ นายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำจีน และคณะ ในโอกาสเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 20–22 มีนาคม 2568 ว่า การหารือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างสองประเทศ

คณะรัฐมนตรีจีนได้เยี่ยมชมสถานีตรวจวัดระดับน้ำแม่น้ำโขงในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาแนวทางบริหารจัดการน้ำในเขตชายแดน และเข้าใจบริบทปัญหาน้ำที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคี ก้าวสู่ความยั่งยืน

ในระดับทวิภาคี ไทยและจีนได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานร่วมกันผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุด มีการหารือถึงการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง สทนช. กับกระทรวงทรัพยากรน้ำจีน โดยตรง เพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ระดับพหุภาคีผ่านกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation: MLC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมโครงการด้านน้ำอย่างยั่งยืน

โครงการจากกองทุน MLC เสริมรับมืออุทกภัยในลุ่มน้ำสาย–รวก

ที่ผ่านมา สทนช. ได้เสนอโครงการต่อกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (MLC Special Fund) และได้รับการอนุมัติให้ดำเนิน “โครงการวิจัยร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนด้านอุทกภัยและภัยแล้ง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวก ซึ่งเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเขตชายแดนไทยและเมียนมา

แม้โครงการดังกล่าวจะประสบปัญหาในการดำเนินการช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้แผนงานล่าช้า แต่ในปี 2567 สทนช. ได้เสนอ “โครงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของชุมชนเมืองต่ออุทกภัยในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนดังกล่าวในปี 2568 โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการจีน

ระบบเตือนภัยล่วงหน้า – เครื่องมือสำคัญของประชาชน

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการพัฒนา “ระบบแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้า (Early Warning System)” ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีตรวจวัดน้ำชายแดน และใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนสามารถเตรียมการรับมือกับภัยน้ำท่วมและภัยแล้งได้ทันท่วงที

เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและข้อมูลระหว่างประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสภาวะอากาศที่แปรปรวน และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

มุมมองจากสองฝ่าย: ประโยชน์–ข้อควรระวังจากความร่วมมือข้ามพรมแดน

ฝ่ายสนับสนุน
มองว่าความร่วมมือด้านน้ำระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการในลุ่มน้ำสาย–รวก ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้เทคโนโลยีทันสมัยจากจีนมาใช้ในการคาดการณ์ภัยพิบัติ ช่วยลดต้นทุนการเยียวยาภายหลัง และปกป้องชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดนที่เผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้ง

ฝ่ายตั้งข้อสังเกต
แม้การร่วมมือด้านน้ำจะมีข้อดี แต่ก็มีความกังวลเรื่องการเข้าถึงข้อมูลน้ำที่อาจไม่สมดุลระหว่างประเทศต้นน้ำ (จีน) กับปลายน้ำ (ไทย) หากไม่มีความโปร่งใสในการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง อาจทำให้การบริหารน้ำไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในภาวะภัยแล้งที่จีนมีอำนาจในการปล่อยหรือกักเก็บน้ำจากเขื่อนต้นน้ำ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • ปีที่สานความสัมพันธ์ไทย–จีน: ครบรอบ 50 ปี (พ.ศ. 2518–2568)
  • สมาชิกกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (MLC): 6 ประเทศ
  • โครงการจากกองทุนพิเศษ MLC ที่ไทยเสนอปี 2567:
    • โครงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของชุมชนลุ่มน้ำสาย–รวกต่ออุทกภัย
    • ชื่อเต็ม: Strengthening Urban Community Resilience against Flashflood under Changing Climate and Extreme Events in Sai and Ruak Transboundary River
  • ประเทศที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำสาย–รวก: ไทย และ เมียนมา
  • พื้นที่ศึกษาระบบเตือนภัยและวางระบบตรวจวัดน้ำ: อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • โครงการที่แล้ว (ปี 2561): โครงการวิจัยร่วมด้านน้ำข้ามพรมแดน ระหว่างไทย–เมียนมา (ลุ่มน้ำสาย–รวก)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

  • กระทรวงทรัพยากรน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีน

  • เอกสารข้อเสนอโครงการปี 2567 ของ สทนช.

  • กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อนันตราเปิดเต็นท์หรู สัมผัสธรรมชาติสามเหลี่ยมทองคำ

อนันตราเปิดตัว The Mekong Explorer Tent เต็นท์แคมป์ลักชัวรี่ใจกลางธรรมชาติสามเหลี่ยมทองคำ

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย เปิดตัวเต็นท์แคมป์สุดหรูแห่งใหม่ “The Mekong Explorer Tent” อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหนึ่งในที่พักแบบเต็นท์ที่หรูหราที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงสุดของรีสอร์ท บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ โอบล้อมด้วยป่าไผ่อันเขียวขจี มองเห็นแม่น้ำโขงและทิวทัศน์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมาร์ ได้อย่างชัดเจนแบบพาโนรามา

เต็นท์สุดหรูสไตล์โคโลเนียลผสานล้านนา

The Mekong Explorer Tent ได้รับแรงบันดาลใจจากนักสำรวจในอดีต ผสานศิลปะตะวันตกแบบโคโลเนียลกับความงามแบบล้านนา ห้องพักออกแบบอย่างประณีตด้วยวัสดุไม้สีเข้ม หนังแท้ และผ้าไหมจิม ทอมป์สัน เพิ่มความหรูหรา กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว

ภายในประกอบด้วย 2 ห้องนอนขนาดใหญ่ เตียงคิงไซส์ พร้อมห้องน้ำในตัวและอ่างอาบน้ำกลางแจ้งบนระเบียงส่วนตัวขนาด 22 ตารางเมตร รวมพื้นที่ใช้สอย 75 ตารางเมตรต่อห้อง มีสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาด 3×5 เมตร รองรับผู้ใหญ่สูงสุด 3 ท่าน และเด็ก 1 คน หรือผู้ใหญ่ 2 ท่านกับเด็ก 2 คน

เปิดประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับ

แพ็คเกจการเข้าพักเริ่มต้นที่ราคา 110,000 บาทต่อคืน ซึ่งรวมบริการพิเศษมากมาย อาทิ

  • บัตเลอร์ส่วนตัว
  • อาหารเช้าสไตล์ In-Tent Dining
  • ดินเนอร์สุดพิเศษแบบ 3 คอร์ส ณ ห้องอาหารแสมสาร
  • อาหารครบ 3 มื้อ พร้อมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ไม่จำกัด
  • Sky Bite Adventure ชมทัศนียภาพแม่น้ำโขงและฝูงช้างบนความสูง 40 เมตร
  • เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หอฝิ่นเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์สามเหลี่ยมทองคำ
  • ล่องเรือหางยาวบนแม่น้ำโขง

ของที่ระลึกสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ในห้องพักมีของที่ระลึกที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชุมชนของภาคเหนือ อาทิ

  • ชาสวรรค์บนดิน จากกลุ่มชาวบ้าน
  • ช็อกโกแลตจาก Kad Kokoa จังหวัดเชียงใหม่
  • คุกกี้เนยรูปช้างโฮมเมด
  • ผลิตภัณฑ์เห็ดอบกรอบจากดอยตุง
  • ถุงผ้าทอมือแพรวา อัตลักษณ์ของชนเผ่าภาคเหนือ

ทั้งหมดเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน สื่อถึงความเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมของรีสอร์ท

กิจกรรมหลากหลายเติมเต็มการพักผ่อน

อนันตราสามเหลี่ยมทองคำ ยังมีกิจกรรมมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม เช่น

  • Walking with Giants เดินเคียงข้างช้างพร้อมควาญ
  • คลาสเรียนทำอาหารไทย Spice Spoons
  • รับประทานอาหารบนกระเช้าลอยฟ้า Canopy
  • คลาสโยคะ พิลาทิส และแพคเกจสปาทรีตเมนต์ส่วนตัว

เชียงรายยกระดับสู่จุดหมายลักชัวรี่ระดับโลก

การเปิดตัว The Mekong Explorer Tent เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนที่มองหาประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ราคาเริ่มต้นการเข้าพัก: 110,000 บาท/คืน (ข้อมูลจาก Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort)
  • ขนาดห้องพัก: 75 ตารางเมตร/ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว
  • จำนวนห้องพักในโครงการ The Mekong Explorer Tent: 1 ยูนิต (เต็นท์แบบ Exclusive)
  • พื้นที่รีสอร์ทโดยรวม: กว่า 16 ไร่ (ข้อมูลจาก อนันตรา เชียงราย)
  • จำนวนกิจกรรมภายในรีสอร์ท: มากกว่า 10 รายการ (ข้อมูล ณ มีนาคม 2568)

Anantara Golden Triangle Unveils The Mekong Explorer Tent: Where Luxury Meets Adventure in the Heart of Northern Thailand

 

Bangkok, 24th February 2025 – Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort unveils one of Thailand’s most unique and luxurious stays – The Mekong Explorer Tent. The exceptional hillside retreat offers unrivaled panoramic views of Northern Thailand’s breathtaking landscapes, serving as a serene haven for stargazers, nature enthusiasts, and intrepid explorers alike.

Located just 4 km from the iconic Golden Triangle, The Mekong Explorer Tent sits where the borders of Thailand, Laos, and Myanmar converge. Nestled in a 160-acre bamboo forest, the tent offers sweeping views of the verdant jungle, the mighty Mekong River, and the Golden Triangle Asian Elephant Foundation’s 20 rescued elephants roaming below.

The two-bedroom luxury retreat is thoughfully designed with explorers in mind, featuring a tasteful mix of leather, wood, and accents of Jim Thompson fabrics that exude timeless elegance. Handcrafted furniture and locally sourced amenities immerse guests in the region’s rich culture, including locally made, sustainable teas from Sawanabondin, chocolates from Kad Kakao in Northern Thailand, homemade elephant shaped butter cookies, crispy mushrooms in collaboration with DoiTung, and a Praewa cloth bag, traditionally used by hilltribes in the Lanna region. Each spacious bedroom boasts an en-suite bathroom and oversized king-size beds for unparalleled comfort. Outside, two private terraces each feature a 5m x 3m infinity pool and an outdoor bathtub, offering a serene soak amidst nature.

Guests of The Mekong Explorer Tent also enjoy tailored luxuries, including an Explorer’s Arrival via traditional longtail boat, a Sky Bike adventure, full-board gourmet dining, unlimited non-alcoholic beverages, a fully stocked minibar, and access to the Hall of Opium Museum. Additionally, each night’s stay includes a choice of unforgettable activities, such as the Walking with Giants elephant experience, a Spice Spoons cooking class with a local market visit, a 60-minute spa treatment, or a private yoga or Pilates session.

The resort will further elevate its offerings with the introduction of the Mekong Explorer Suites. These suites, inspired by intrepid explorers of the Mekong River, blend Thai Lanna elements with colonial influences. Dark wood paneling, elephant-inspired décor, and antique-style travel trunks evoke a sense of tradition and adventure. Each suite features a balcony with jungle views, a cantilevered Thai daybed, a rain shower, a terrazzo soaking tub, and locally sourced amenities.

The Mekong Explorer Tent is part of the resort’s array of unique luxury accommodations, including the Jungle Bubble and Jungle Bubble Lodge, which offer guests an unforgettable safari-style experience. Guests can dine on a private deck overlooking elephants and enjoy personalized butler service, two bedrooms, and a private plunge pool in these off-the-grid retreats.

 

Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort is renowned for its commitment to sustainable tourism and wildlife conservation. The resort provides sanctuary for 20 rescued elephants through the Golden Triangle Asian Elephant Foundation, offering guests ethical and educational interactions with these gentle giants. Guests can also enjoy world-class amenities, including luxurious suites, fine dining inspired by the region’s three countries, a rejuvenating spa, and a 30-meter infinity pool overlooking the elephant plains. From birdwatching in the 160-acre bamboo forest to breakfast in the treetops with the Canopy dining experience, every moment at Anantara Golden Triangle is extraordinary. The resort also offers a truly sustainable experience. From the complete elimination of single-use plastic to a reliance on solar power, the resort is also home to its own farm, complete with herb and vegetable gardens, grey Oyster mushroom farm, bee hives, and free-range chickens.

A stay in The Mekong Explorer Tent* starts from $3,800++ per night, including an Explorer’s Arrival, a Sky Bike adventure, full-board gourmet dining, unlimited non-alcoholic beverages, a fully stocked minibar, and access to the Hall of Opium Museum. Additionally, each night’s stay includes a choice of unforgettable activities. For more information and the best available rates, visit anantara.com/en/golden-triangle-chiang-rai, email goldentriangle.ccc@contact.anantara.com, or call +66 53 784 084. For the latest news, follow the resort on Instagram @anantara_goldentriangle

*The Mekong Explorer Tent

  • 2 King Bedrooms 52 sqm with a 22 sqm private balcony, totaling 75 sqm per unit.
  • 2 x oversized king-size beds
  • 2 x bathrooms
  • Outdoor bathtub on the deck for a serene soak amidst nature
  • Private swimming pool measuring L4.8m x W3.15m.
  • Maximum 3 adults & 1 child or 2 adults & 2 children

**The Golden Triangle Luxury Explorer Package includes return luxury airport transfers, full board dining, inclusive of breakfast, lunch and dinner, as well as in-room dining, unlimited non-alcoholic beverages, in-room minibar and admission to the Hall of Opium Museum. Every guest also receives one unforgettable activity for every night stayed including an elephant experience, Spice Spoons cooking class, a 60-minute spa treatment or a 60-minute private yoga or Pilates class.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • อนันตราสามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท – www.anantara.com

  • ข้อมูลรีวิวจาก TripAdvisor และ Booking.com

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

‘โรงเรียนดำรงฯ’ เชียงรายลุยเวทีโลก! แข่งวิทย์ฯ ตูนิเซีย ลุ้นผล 26 มี.ค

ตัวแทนเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ร่วมเวที I-FEST 2025 ที่ตูนิเซีย

เยาวชนไทยแสดงศักยภาพเวทีโลก

สาธารณรัฐตูนิเซีย, 25 มีนาคม 2568 – ทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ The International Festival of Engineering Science and Technology (I-FEST) 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–27 มีนาคม 2568 ณ เมืองมอนัสเตียร์ ประเทศตูนิเซีย

โครงงานวิทยาศาสตร์ไทยเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ

นักเรียนไทยจาก 3 สถาบัน ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ได้รับการคัดเลือกผ่านเวที Thailand Innovation Award ครั้งที่ 24 และ Thailand Young Scientist Festival (TYSF) ครั้งที่ 20 โดยความร่วมมือของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

รายชื่อทีมจากเชียงราย

ทีมตัวแทนจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ประกอบด้วย

  1. นายพิธิวัฒน์ ฉิมพลี นักเรียนชั้น ม.6.1
  2. นายธนภัทร สมญาพรเจริญชัย นักเรียนชั้น ม.6.1
  3. นางสาวณัฏฐ์ชฎา คำดี นักเรียนชั้น ม.5.2
    พร้อมครูที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูเกียรติศักดิ์ อินราษฎร

งาน I-FEST 2025 มีผู้ร่วมมากกว่า 40 ประเทศ

เวที I-FEST 2025 เป็นกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีที่จัดขึ้นโดย Tunisian Association for the Future of Sciences and Technology (TASFST) ร่วมกับหน่วยงานรัฐของตูนิเซีย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเยาวชน กระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรระหว่างประเทศอย่าง MILSET AFRICA และ BRISEC โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ พร้อมพัฒนาทักษะการนำเสนอและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

ปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน จากกว่า 40 ประเทศ โดยประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงผลงาน และร่วมแลกเปลี่ยนทางวิชาการในระดับนานาชาติ

ผู้บริหารร่วมให้กำลังใจถึงสนามบิน

ก่อนออกเดินทางเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ผู้บริหารระดับสูงของวงการวิทยาศาสตร์ไทยเดินทางมาร่วมส่งกำลังใจ ได้แก่

  • ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ อพวช.
  • รศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ
  • รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ
  • รศ.ดร.วรวรรณ พันธุมนาวิน อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ

โดยทั้งหมดร่วมเดินทางไปส่งเยาวชน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน

ติดตามและส่งแรงใจผ่านเพจ NSM Thailand

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการแข่งขันได้ทาง เพจ Facebook: NSM Thailand ซึ่งมีการอัปเดตข่าวสาร บรรยากาศการแข่งขัน และกำหนดการประกาศผลรางวัลในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทัศนคติแบบเป็นกลางต่อเวทีนานาชาติ

การแข่งขันในเวทีนานาชาตินั้นถือเป็นโอกาสสำคัญที่เปิดให้เยาวชนจากหลากหลายประเทศได้แสดงออกซึ่งศักยภาพ ทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และวัฒนธรรม แต่ละทีมต่างมีจุดแข็งและแนวคิดที่หลากหลาย ทำให้การตัดสินเป็นไปด้วยเกณฑ์วิชาการที่เข้มข้นและเป็นธรรม ทั้งนี้ แม้ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร เยาวชนไทยก็ได้แสดงศักยภาพเต็มที่และได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่า

จากอีกมุมหนึ่ง ประเทศเจ้าภาพอย่างตูนิเซีย ก็ได้แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน และเปิดพื้นที่ระหว่างประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับโลกอย่างแท้จริง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้เข้าร่วมงาน I-FEST 2025: กว่า 1,500 คน
  • จำนวนประเทศที่เข้าร่วม: 40 ประเทศ
  • เวทีคัดเลือกตัวแทนไทย: Thailand Innovation Award ครั้งที่ 24 และ Thailand Young Scientist Festival (TYSF) ครั้งที่ 20

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) – www.nsm.or.th
  • เพจ Facebook: NSM Thailand
  • โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย
  • TUNISIAN ASSOCIATION FOR THE FUTURE OF SCIENCES AND TECHNOLOGY – www.tasfst.tn
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับน้ำใจ ‘หมูเด้ง’ สวนสัตว์ฯ ช่วย ร.ร. 17 แห่ง

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยสรุปความสำเร็จโครงการ “หมูเด้ง” เฟสแรก ช่วยเหลือผู้ประสบภัย-พัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ มอบเงินช่วยเหลือกว่า 5 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเฟส 2

กรุงเทพฯ, 21 มีนาคม 2568 – องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศความสำเร็จของโครงการ “หมูเด้ง” เฟสแรก ซึ่งสามารถระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด รวมทั้งสนับสนุนการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ในสวนสัตว์ได้มากกว่า 5 ล้านบาท โดยเงินบริจาคดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้แก่โรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ รวมทั้งผ่านทางสภากาชาดไทยและมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการ “หมูเด้ง” เกิดขึ้นจากความตั้งใจขององค์การสวนสัตว์ฯ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2567 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่หลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงราย และภาคใต้บางพื้นที่

การระดมทุนในโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนมากถึง 98 ราย ส่งผลให้สามารถบริจาคสิ่งของและเงินสนับสนุนให้แก่โรงเรียนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึงดำเนินกิจกรรมด้านการดูแลสัตว์ในสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดการช่วยเหลือภายใต้โครงการ “หมูเด้ง” เฟสแรก

  • ครั้งที่ 1: บริจาคที่นอนจำนวน 200 ชุด ให้แก่โรงเรียน 8 แห่งในจังหวัดเชียงราย
  • ครั้งที่ 2: บริจาคเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่
  • ครั้งที่ 3: บริจาคเงินจำนวน 1,450,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 14 แห่งในภาคใต้
  • ครั้งที่ 4: บริจาคเงินจำนวน 1,150,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 9 แห่งในจังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ เงินบริจาคส่วนที่เหลือยังถูกจัดสรรเพื่อนำไปสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทยและมูลนิธิชัยพัฒนาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อื่น ๆ

เชียงรายเป็นพื้นที่หลักในการรับการสนับสนุนจากโครงการ

จังหวัดเชียงรายได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ใน 2 ช่วง คือ การบริจาคที่นอนในระยะแรก และการมอบเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียน 9 แห่งในระยะต่อมา ซึ่งช่วยให้การฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยังมีการประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต

ด้านการดูแลสวัสดิภาพสัตว์

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยยังได้ใช้งบประมาณจากโครงการดังกล่าวในการปรับปรุงพื้นที่จัดแสดงฮิปโปโปเตมัสแคระ “หมูเด้ง” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี โดยเน้นการยกระดับความเป็นอยู่ของสัตว์ตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งกระจายทรัพยากรไปยังสวนสัตว์อีก 5 แห่งในเครือ เพื่อส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์หายาก และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในสวนสัตว์ให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า

แผนดำเนินโครงการ “หมูเด้ง” เฟส 2

องค์การสวนสัตว์ฯ ได้เปิดตัวโครงการ “หมูเด้ง เฟส 2” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ภายใต้แนวคิด “ชวนช่วยเพื่อนสัตว์ป่าและสนับสนุนการศึกษา” ซึ่งมีเป้าหมายในการระดมทุนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการดูแลสัตว์ทั้งในสวนสัตว์และในธรรมชาติ ตลอดจนสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ป่าในระดับเยาวชนและชุมชนท้องถิ่น

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วน

ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะในเขตโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุน ได้แสดงความขอบคุณต่อองค์การสวนสัตว์ฯ ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินของโรงเรียนและผู้ปกครองในช่วงที่ประสบภัยพิบัติ ในขณะที่ภาคประชาสังคมบางส่วนเสนอให้มีการเปิดเผยรายชื่อโรงเรียนและรายละเอียดการใช้เงินเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ

ด้านนักอนุรักษ์บางรายแสดงความเห็นว่า การที่องค์การสวนสัตว์ฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการสวนสัตว์ในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันก็ควรมีมาตรการติดตามผลในระยะยาวเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความยั่งยืนของโครงการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

  • ยอดเงินบริจาคโครงการหมูเด้ง เฟสแรก: 5,100,000 บาท
  • จำนวนพันธมิตรภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุน: 98 ราย
  • จำนวนโรงเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือ: 41 แห่ง (เชียงราย 17 แห่ง, เชียงใหม่ 10 แห่ง, ภาคใต้ 14 แห่ง)
  • จำนวนที่นอนบริจาค: 200 ชุด (เชียงราย)
  • จำนวนสวนสัตว์ที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์: 6 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (แถลงข่าววันที่ 21 มีนาคม 2568)
  • สำนักงานสภากาชาดไทย
  • มูลนิธิชัยพัฒนา
  • รายงานภาคสนามจากจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ล่องแพแม่น้ำคำ เชียงราย พัฒนาท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

อบจ.เชียงราย ร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยว “ล่องแพลำน้ำคำ” ตำบลแม่ฟ้าหลวง ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น สร้างรายได้ชุมชน

ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เปิดเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ พายเรือเก็บขยะ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายนายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวตำบลแม่ฟ้าหลวง ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ณ ลำน้ำคำ บ้านสามัคคีใหม่ หมู่ที่ 13 ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชียงราย (อพท.เชียงราย) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ล่องแพลำน้ำคำ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นที่รู้จัก กระตุ้นการท่องเที่ยวในเขตภาคเหนือ และยกระดับรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เปิดเส้นทาง “ลำน้ำคำ” เส้นเลือดธรรมชาติ เชื่อมชุมชนสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

กิจกรรมหลักภายในงาน ได้แก่ การล่องแพสำรวจเส้นทางธรรมชาติของลำน้ำคำ ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านชุมชนบ้านสามัคคีใหม่ บรรยากาศโดยรอบยังคงอุดมด้วยธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ ภูเขา และวิถีชีวิตพื้นบ้านที่เรียบง่ายและมีเสน่ห์ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมพายเรือคายัคเก็บขยะในลำน้ำ เพื่อรณรงค์ให้เกิดความตระหนักในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและแหล่งน้ำในพื้นที่

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมงาน คือการ “สร้างฝ่ายเบี่ยงทางน้ำ” เพื่อควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันตลิ่งพังและช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของลำน้ำในระยะยาว

ย้ำการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ต้องควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ละเลยประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยโครงการในลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่

“เราต้องการให้ชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นสร้างรายได้ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะความงดงามของธรรมชาติ คือหัวใจของการท่องเที่ยวเชียงราย” นายรามิลกล่าว

ด้านผู้แทนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ระบุว่า เส้นทาง “ล่องแพลำน้ำคำ” เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบ “Eco Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน และการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้คงอยู่ในระยะยาว

เสียงจากคนในพื้นที่ – การท่องเที่ยวช่วยฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

นางสาคร สมบุญ อายุ 54 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 13 ตำบลแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า หลังจากที่มีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ รายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าแปรรูป เช่น กล้วยตาก ผ้าทอพื้นเมือง และอาหารท้องถิ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจอย่างมาก

“เมื่อก่อนลำน้ำคำแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนนี้คนเริ่มมาเที่ยวมากขึ้น ชาวบ้านก็ได้มีโอกาสขายของ บางคนก็เอาเรือมาพายให้บริการล่องแพ เป็นรายได้เสริมที่สำคัญมากในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้” นางสาครกล่าว

ในขณะเดียวกัน นายสุริยา แก้วคำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามัคคีใหม่ กล่าวว่า การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุนทำให้ชาวบ้านมีความเชื่อมั่นและพร้อมจะร่วมมือในการพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีกครั้ง

มุมมองจากนักอนุรักษ์ – ควรติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่นักสิ่งแวดล้อมบางรายให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องมีการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องความสมดุลของระบบนิเวศในลำน้ำคำ การสร้างฝ่ายเบี่ยงน้ำและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ ควรมีการศึกษาและวางแผนร่วมกับนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติเพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว

ทัศนคติอย่างเป็นกลาง – ข้อดีควบคู่กับความระมัดระวัง

ในภาพรวม โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวลำน้ำคำของตำบลแม่ฟ้าหลวงนับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่สามารถสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล แต่ในขณะเดียวกันต้องมีการวางระบบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน ควบคู่กับมาตรการอนุรักษ์และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาและขยายรูปแบบการท่องเที่ยวลักษณะเดียวกันไปยังพื้นที่อื่นของจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในแต่ละชุมชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมพื้นที่แม่ฟ้าหลวง ปี 2567: ประมาณ 85,000 คน (สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย)
  • รายได้เฉลี่ยจากการขายสินค้าชุมชนต่อครัวเรือน/เดือน ในพื้นที่ตำบลแม่ฟ้าหลวง: 4,500 บาท (จากการสำรวจโดย อพท.เชียงราย)
  • จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรมล่องแพและพายเรือเก็บขยะ: 37 ครัวเรือน
  • พื้นที่ลำน้ำคำที่ใช้ในการจัดกิจกรรม: ประมาณ 3.5 กิโลเมตร
  • งบประมาณที่ใช้ในกิจกรรม “ล่องแพลำน้ำคำ” ครั้งนี้: 350,000 บาท (จาก อบจ.เชียงราย และการสนับสนุนร่วมจากภาคีเครือข่าย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.เชียงราย)
  • ข้อมูลภาคประชาชนจากบ้านสามัคคีใหม่ ตำบลแม่ฟ้าหลวง
  • รายงานผลกิจกรรม “ล่องแพลำน้ำคำ” ประจำปีงบประมาณ 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘อบจ.เชียงราย’ มอบบ้าน ยกระดับ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ-พิการ

อบจ.เชียงราย เร่งยกระดับที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการ สร้างสังคมเข้มแข็งและปลอดภัย

ลงพื้นที่อำเภอป่าแดด ติดตามผลโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ปีงบประมาณ 2567

เชียงราย, 23 มีนาคม 2568 – นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอป่าแดด เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ ตามแผนงานประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีการมอบบ้านที่ได้รับการปรับปรุงเรียบร้อยแล้วให้แก่ผู้รับการสนับสนุนทั้ง 4 รายในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายมงคล เชื้อไทย นายกเทศมนตรีตำบลป่าแงะ ผู้นำชุมชน ตัวแทนหน่วยงานสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่จากกองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งร่วมกันสำรวจ ตรวจสอบ และมอบสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันของผู้พักอาศัย

กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

โครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสาธารณสุข และกลุ่มเป้าหมายในระดับชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย ซึ่งเปิดให้หน่วยงานในท้องถิ่นเสนอแผนงานที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

ในพื้นที่ตำบลป่าแงะ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและเทศบาลตำบลป่าแงะได้รับคำร้องจากประชาชนจำนวน 4 ราย ซึ่งล้วนเป็นผู้สูงอายุและคนพิการที่ประสบปัญหาสภาพที่อยู่อาศัยชำรุดทรุดโทรม และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้ชีวิต

หลังจากรับเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับผู้นำชุมชนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน จึงดำเนินการขอรับงบประมาณสนับสนุนเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละราย

เน้น “อยู่ดี มีสุข” ด้วยการปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้ใช้ชีวิตอย่างจำกัด

การปรับปรุงที่อยู่อาศัยครั้งนี้เน้นการเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุและคนพิการ เช่น การทำทางลาดสำหรับรถเข็น การติดตั้งราวจับในห้องน้ำ การปรับพื้นบ้านให้เรียบเสมอเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้ม รวมถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอุปกรณ์ภายในบ้านให้เหมาะกับการใช้งานของผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย

โดยการดำเนินโครงการไม่เพียงมุ่งหวังให้ผู้รับการสนับสนุนสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลสามารถดูแลผู้สูงอายุและคนพิการได้ง่ายขึ้น ลดภาระการดูแลในระยะยาว และส่งเสริมสุขภาวะจิตที่ดีให้กับทั้งผู้พักอาศัยและสมาชิกในบ้าน

ผู้นำชุมชน – หน่วยงานท้องถิ่นร่วมแรงร่วมใจ ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

นายมงคล เชื้อไทย นายกเทศมนตรีตำบลป่าแงะ กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระดับท้องถิ่น ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน

“เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่การสร้างหรือซ่อมบ้าน แต่เรากำลังคืนศักดิ์ศรีการใช้ชีวิตให้กับคนในชุมชน และช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและปลอดภัยในบ้านของตนเอง” นายมงคล กล่าว

ด้านนายอำนาจ อินทร์ทอง ผู้แทนจากกองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย กล่าวว่า กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงรายมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งในอนาคตจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย

เสียงสะท้อนจากประชาชน – ความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

นางคำปัน อินทชัย อายุ 72 ปี หนึ่งในผู้ที่ได้รับการปรับปรุงบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า “แต่ก่อนเดินลำบากมาก ห้องน้ำก็ไม่มีราวจับ พอมีบ้านใหม่แบบนี้ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวล้ม แล้วก็อุ่นใจที่มีคนมาช่วยดูแล”

ลูกหลานของนางคำปันยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ก่อนหน้านี้เวลาจะอาบน้ำหรือพาแม่ไปไหน ต้องช่วยกันหลายคน แต่ตอนนี้แม่สามารถทำอะไรได้เองหลายอย่าง ก็สบายใจขึ้นทั้งบ้าน”

ทัศนคติอย่างเป็นกลาง – สะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัด

แม้โครงการดังกล่าวจะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนและผู้นำชุมชนว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากบางภาคส่วนว่า งบประมาณสนับสนุนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในภาพรวม และการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ยังมีข้อจำกัดจากระเบียบราชการที่เข้มงวด

ผู้แทนจากเครือข่ายผู้พิการในจังหวัดเชียงราย ให้ความเห็นว่า “โครงการดี แต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือก็ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือในครัวเรือนที่ไม่มีคนกลางช่วยประสานกับหน่วยงานท้องถิ่น”

ในด้านของหน่วยงานราชการ ยืนยันว่า กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงรายพร้อมเปิดรับข้อเสนอใหม่จากทุกพื้นที่ หากหน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดทำแผนที่ชัดเจน และมีข้อมูลสนับสนุนอย่างครบถ้วน โดยกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาจะยึดตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้รับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในตำบลป่าแงะ: 4 ราย (ปีงบประมาณ 2567)
  • งบประมาณเฉลี่ยต่อหลัง: ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท/หลัง (ขึ้นอยู่กับสภาพบ้าน)
  • ผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงราย (ปี 2567): ประมาณ 195,000 คน (คิดเป็นร้อยละ 21 ของประชากรทั้งหมด)
  • คนพิการที่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดเชียงราย: ประมาณ 49,000 คน (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ)
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก: กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลตำบลป่าแงะ, กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ข้อมูลประชากร)
  • กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  • เทศบาลตำบลป่าแงะ
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เบื้องต้นคุณภาพน้ำ ‘แม่น้ำกก’ ดี แต่รอผลตรวจสารโลหะหนัก

ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่งหน่วยงานเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก หวังสร้างความมั่นใจประชาชนหลังข่าวเหมืองทองพม่ากระทบแหล่งน้ำ

เน้นเก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดสำคัญ พร้อมตรวจสารโลหะหนักและสารเคมีในแล็บ ใช้เวลาประเมิน 1–3 สัปดาห์

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มีคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการทำเหมืองทองในเมืองยอน รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทยบริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายเกิดความกังวลต่อคุณภาพน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (ทสจ.เชียงราย) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายบุญเกิด ร่องแก้ว ผู้อำนวยการ ทสจ.เชียงราย, นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1, พ.อ. พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และนายทวีศักดิ์ สุขก้อน ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย

เก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดหลัก เพื่อประเมินเบื้องต้น

ในการตรวจสอบครั้งนี้ หน่วยงานได้เก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดสำคัญ ได้แก่

  1. บริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวง (หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย) ตำบลริมกก
  2. บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ตำบลดอยฮาง
  3. หมู่บ้านโป่งนาคำ ตำบลดอยฮาง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

นายอาวีระ ภัคมาตร์ เปิดเผยผลการตรวจเบื้องต้นว่า ค่าคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยค่าออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 7–8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างดี, ค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) อยู่ในระดับกลางประมาณ 7.0 และค่าการนำไฟฟ้าอยู่ที่ 100 ไมโครซิเมนต์ต่อเซนติเมตร ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นำตัวอย่างน้ำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารปนเปื้อน

แม้ผลตรวจเบื้องต้นจะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่เพื่อความมั่นใจในคุณภาพน้ำ สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้นำตัวอย่างไปตรวจหาสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยคาดว่าผลการตรวจในห้องแล็บจะแล้วเสร็จภายใน 1–3 สัปดาห์

ทสจ. และ กอ.รมน. ลงพื้นที่เน้นย้ำเฝ้าระวัง – ปชช. ร้องขอตรวจบ่อบาดาลเพิ่มเติม

พ.อ. พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หัวหน้าฝ่ายนโยบาย กอ.รมน. จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ได้รับรายงานจากประชาชนบางพื้นที่ว่าคุณภาพน้ำจากบ่อบาดาลเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสีและกลิ่น ซึ่งหน่วยงานจะลงพื้นที่เพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้ชายแดน และหากจำเป็นอาจมีการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินในเชิงลึก

ผู้จัดการการประปาฯ ยืนยันน้ำประปาสะอาดตามมาตรฐาน

นายทวีศักดิ์ สุขก้อน ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย ยืนยันว่า น้ำประปาที่จ่ายให้กับประชาชนผ่านระบบการประปาได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ผ่านการตรวจจากห้องแล็บทุกวัน และใช้เทคโนโลยีกรองน้ำที่สามารถกำจัดตะกอน สารเคมี และสิ่งเจือปนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำประปาที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคนั้นสะอาดและปลอดภัย

แม่น้ำกก เส้นเลือดใหญ่ของเชียงราย สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมชายแดน

แม่น้ำกก เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีต้นน้ำอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน รวมระยะทางในประเทศไทยประมาณ 130 กิโลเมตร โดยมีลำน้ำสาขาสำคัญ เช่น น้ำแม่ลาว น้ำแม่กรณ์ และน้ำแม่สรวย ทำให้แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำดิบหลักของจังหวัดเชียงรายในการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม

การทำเหมืองทองในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำกกที่เมืองยอน รัฐฉานใต้ จึงเป็นที่จับตา เพราะแม้จะอยู่นอกเขตแดนไทย แต่หากมีสารพิษหลุดรอดลงในลำน้ำ ก็สามารถไหลเข้าสู่แม่น้ำกกในเขตไทยได้โดยตรง

ประชาชนบางส่วนยังคงกังวล – นักสิ่งแวดล้อมชี้ต้องมีมาตรการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ประชาชนในเขตอำเภอเมืองเชียงรายจำนวนหนึ่ง ยังคงแสดงความกังวลผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและการร้องเรียนตรงไปยังหน่วยงาน โดยระบุว่าแม้ค่ามาตรฐานจะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่สภาพน้ำที่มีความขุ่น สีผิดปกติ และกลิ่นแปลก ๆ ยังคงพบเห็นได้ในบางพื้นที่

นักสิ่งแวดล้อมจากเครือข่ายลุ่มน้ำโขงตอนบนในเชียงรายแสดงความคิดเห็นว่า การตรวจสอบเพียงภายในประเทศอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากต้นทางของแม่น้ำกกอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีข้อตกลงร่วมกันในระดับทวิภาคีหรืออาเซียน การป้องกันมลพิษจากแหล่งต้นน้ำจะทำได้ยาก

เสียงจากฝ่ายรัฐและประชาชน – ต้องเฝ้าระวังร่วมกัน

ฝ่ายหน่วยงานรัฐยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าแม่น้ำกกในเขตไทยมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย แต่พร้อมดำเนินการหากพบความผิดปกติ และย้ำว่า การร่วมมือกับประชาชนในการสังเกตสภาพน้ำ การรายงานสิ่งผิดปกติ และการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ

ในขณะที่ฝ่ายประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบทุกระดับอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาโลหะหนักและสารเคมีที่อาจสะสมในน้ำได้ในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าคุณภาพน้ำเบื้องต้น ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568:
    • ค่า DO (ออกซิเจนละลายในน้ำ): 7–8 มิลลิกรัม/ลิตร
    • ค่า pH: อยู่ในระดับกลางประมาณ 7.0
    • ค่าการนำไฟฟ้า: 100 ไมโครซิเมนต์/เซนติเมตร
    • (แหล่งข้อมูล: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1)
  • ระยะทางแม่น้ำกกในเขตประเทศไทย: ประมาณ 130 กิโลเมตร
  • แหล่งรับน้ำจากแม่น้ำกกในเขตเชียงราย: ระบบประปาในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง
  • สถิติการร้องเรียนของประชาชนเรื่องคุณภาพน้ำ: ยังไม่มีตัวเลขทางการ แต่มีการส่งเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย
  • กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.)
  • เครือข่ายสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขงตอนบน
  • ข้อมูลภาคประชาชนจากโซเชียลมีเดียและการร้องเรียนท้องถิ่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จีนทำหอมหัวใหญ่ราคาดิ่ง พาณิชย์เชียงรายเร่งช่วยเกษตรกร

เชียงรายเร่งช่วยเกษตรกรหอมหัวใหญ่ ราคาตกต่ำหนัก เหลือเพียง 6 บาท/กิโลกรัม

พาณิชย์จังหวัดจับมือกรมการค้าภายในประกันราคารับซื้อ 10 บาท/กก.

เชียงราย, 23 มีนาคม 2568 – สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย บูรณาการร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเร่งด่วนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หลังราคาผลผลิตดิ่งลงเหลือเพียง 6 บาทต่อกิโลกรัม จากผลกระทบการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน

โดยกิจกรรมรับซื้อผลผลิตหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาด เริ่มดำเนินการ ณ วัดปางอ่าย ตำบลเจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 เป็นการรับซื้อเบื้องต้นจำนวน 10,000 กิโลกรัมในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และจะดำเนินการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและประคองรายได้เกษตรกรในช่วงวิกฤต

เกษตรกรรวมตัวร้องเรียน ราคาหน้าสวนต่ำสุดในรอบ 40 ปี

จากการรายงานเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 เกษตรกรในพื้นที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ และบริเวณใกล้เคียง รวมตัวกันกว่า 300 คน ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายฐากูร ยะแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดเชียงราย พรรคประชาชน เพื่อให้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ

เกษตรกรระบุว่า “หอมหัวใหญ่” เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ มีประวัติการปลูกมายาวนานกว่า 40 ปี โดยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ราคาหน้าสวนจะไม่ต่ำกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในปีนี้ ราคาดิ่งลงเหลือเพียง 6 บาท/กก. ถือเป็นราคาต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

นำเข้าจากจีนกระทบหนัก ต้นทุนสูง-หนี้สะสมพุ่ง

เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบให้ข้อมูลว่า ราคาตกต่ำในปีนี้มีสาเหตุจากการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากประเทศจีนจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าในประเทศถูกกดลง ขณะที่เกษตรกรไทยต้องแบกรับต้นทุนสูง ทั้งค่ายา ค่าปุ๋ย และค่าแรงงาน

นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้จากการลงทุนในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน โครงการ SML หรือการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์และแหล่งเงินกู้อื่น ๆ โดยใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดได้

มาตรการเร่งด่วนจากรัฐ รับซื้อในราคานำตลาด

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย พร้อมกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการประสานผู้รับซื้อภาคเอกชนให้รับซื้อหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาด เพื่อช่วยพยุงราคาตลาดที่เหลือเพียง 5–6 บาท/กก. ณ วันที่ 22 มีนาคม 2568 ให้สูงขึ้นมาอยู่ที่ 10 บาท/กก.

เบื้องต้น มีการรับซื้อหอมหัวใหญ่จำนวน 10,000 กิโลกรัม และจะดำเนินการรับซื้อเพิ่มเติมในระยะถัดไป โดยวางแผนกระจายผลผลิตไปยังตลาดใหม่และเชื่อมโยงเครือข่ายการค้า เพื่อบรรเทาปัญหาอุปทานล้นตลาด

ตั้งคณะกรรมการ คพจ. เชียงราย เร่งหาทางออกระยะยาว

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายประกาศเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในวันที่ 26 มีนาคม 2568 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการระยะยาวในการดูแลเกษตรกร

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การวางแผนตลาดล่วงหน้า การจัดทำระบบประกันรายได้ การสร้างเครือข่ายตลาดค้าส่งและตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหารือแนวทางควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงฤดูผลผลิตออกมาก

เสียงจากภาคประชาชน ขอรัฐยืนหยัดช่วยเหลืออย่างจริงจัง

นายฐากูร ยะแสง ส.ส.เชียงราย เขต 3 กล่าวว่า “เมื่อเกษตรกรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ผมในฐานะตัวแทนประชาชนจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หาทางช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมและทันต่อสถานการณ์”

ขณะที่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเร่งด่วน อาทิ หยุดนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือให้มีระบบโควตาควบคุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตในประเทศซ้ำซากทุกปี

สถิติและแหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ราคาหอมหัวใหญ่หน้าสวน ปี 2567: 12 บาท/กก.
  • ราคาหน้าสวน ปี 2568: 6 บาท/กก.
  • ราคาตลาด ณ วันที่ 22 มี.ค. 2568: 5 บาท/กก.
  • ราคานำตลาดที่รัฐรับซื้อ: 10 บาท/กก.
  • ปริมาณผลผลิตรับซื้อเบื้องต้น: 10,000 กิโลกรัม
  • จำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ: กว่า 300 ราย
  • ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย, กรมการค้าภายใน, นายฐากูร ยะแสง ส.ส.เชียงราย เขต 3

ความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง

ฝ่ายเกษตรกรต้องการความคุ้มครองและราคาที่เป็นธรรม ขณะที่ฝ่ายรัฐพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้หากมีการวางแผนตลาดอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการเจรจาระหว่างประเทศในด้านการค้าและการเกษตร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย , ส.ส. ฐากูร ยะแสง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News