Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

CP Axtra ทุ่มพลิกโฉม! Lotus’s เชียงราย สู่ Happy Mall ศูนย์รวม Lifestyle Hub

“CP Axtra เร่งเครื่อง Happy Mall” เปิดเกมเชียงราย โมเดลใหม่พลิกโฉมค้าปลีก—จากห้างสู่ศูนย์รวมชีวิตชุมชน

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – วงการค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ขยับจากเกม “ขายของ” ไปสู่เกม “ขายประสบการณ์” ด้วยการพลิกโฉม Lotus’s สู่แนวคิด “Happy Mall”—จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และชุมชน (Lifestyle Hub / SMART Community Center) ที่ตั้งใจทำให้ศูนย์การค้าเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อสินค้า แต่เป็น “พื้นที่แห่งความสุขของชุมชน” ในทุกวัน

หัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเหนือคือ โครงการ Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย บนที่ตั้ง ตลาดนำสวัสดิ์เดิม ใกล้สี่แยกศรีทรายมูล ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ อำเภอเมือง—ทำเลที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า “เหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของเมือง” ทั้งในมิติการจับจ่าย พักผ่อน สุขภาพ และความบันเทิง

สารตั้งต้นโมเดล 4 เสาหลักแห่งความสุข—Complete Offering (ครบจบในที่เดียว),Food Destination (ศูนย์รวมอาหาร),Lifestyle Destination (แฟชั่น ฟิตเนส บันเทิง/โรงภาพยนตร์), และSpace Utilization (บริหารพื้นที่เพื่อกิจกรรมชุมชน/สุขภาพ/สิ่งแวดล้อม) Happy Mall จาก “Transaction” สู่ “Experience”

การเร่งเครื่อง Happy Mall ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือรีแบรนด์จาก Tesco Lotus เป็น Lotus’s หากแต่เป็นการย้ายจุดศูนย์ถ่วงของธุรกิจจาก Transaction ไปสู่ Experience—สอดรับความจริงใหม่ของผู้บริโภคที่ “ไปห้างเพื่อใช้เวลา” มากกว่า “ไปห้างเพื่อซื้อของอย่างเดียว”

ในระดับองค์กร CPAXT วางแผน เปิดสาขาใหม่ + ปรับปรุง 31 ศูนย์ ขยายคอนเซ็ปต์ Happy Mall ทั่วประเทศ โดยใช้ โมเดล Hybrid Wholesale ผสานจุดแข็งของ Makro (ค้าส่ง B2B/ซัพพลายเชน/ต้นทุน) เข้ากับ Mall Management ของ Lotus’s เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่าคุณภาพ (คลินิก, ฟิตเนส, ร้านอาหารแบรนด์ดัง, ไลฟ์สไตล์) ควบคู่รายได้ค้าปลีกอาหารที่มั่นคง

โครงสร้างการลงทุนถูกยกระดับด้วยบริษัทโฮลดิ้ง “AGP – Extra Growth Plus” เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน รองรับดีลพันธมิตรและการหมุนทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ของศูนย์การค้าในเครือ

เชียงราย เมืองรองศักยภาพสูง—ดีไซน์เป็น Lifestyle Hub ของจริง

Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย ถูกออกแบบบนที่ดิน เกือบ 18 ไร่, อาคาร 2 ชั้น, วาง “แม่เหล็ก” ดึงทราฟฟิกด้วย ตลาดโลตัส และ โรงภาพยนตร์ (คาด 5+ โรง) เพื่อสร้าง “วงจรการใช้เวลา” ตลอดวัน—เช้าเพื่อธุระครัวเรือนและสุขภาพ, กลางวัน/ค่ำเพื่ออาหารและความบันเทิง

ไทม์ไลน์สำคัญ

  • รื้อถอนอาคารเดิม ก.ย.–ต.ค. 2568
  • เริ่มก่อสร้าง พ.ย. 2568
  • ระยะก่อสร้าง 11–12 เดือน
  • คาดเปิดบริการ ปี 2569

แม้ไทม์ไลน์จะกระชั้น แต่การวางองค์ประกอบ Complete Offering (เพิ่มคลินิก/ร้านยา/ฟิตเนส/บริการชุมชน) และ Food & Lifestyle Destination (ศูนย์รวมอาหาร + โรงหนัง) จะขยายฐานลูกค้าทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัวและคนทำงานเมืองเชียงรายที่มองหาพื้นที่ใช้เวลากับคนรักมากขึ้น

แตะจุดอ่อนไหวชุมชน—เปลี่ยน “ตลาดนำสวัสดิ์” เป็น “พื้นที่ความทรงจำใหม่”

การทดแทนแลนด์มาร์กอย่าง “ตลาดนำสวัสดิ์” ย่อมมากับความรู้สึกทับซ้อนในชุมชน ระหว่าง “อาลัยอดีต” กับ “ยินดีต่ออนาคต” นักวิเคราะห์ชี้ว่า กุญแจความสำเร็จของ Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงคุณภาพร้านค้า แต่คือ วิธีใช้พื้นที่เพื่อสังคม” ตามเสาหลัก Space Utilization—เช่น

  • Happy Community Event แอโรบิก/ตรวจสุขภาพฟรี/ตลาดชุมชนผู้ประกอบการรายย่อย
  • Recycling Market (AXTRA Green Together) ยกระดับพฤติกรรมรักษ์โลก
  • Co-creation Space เวทีเล็กให้โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/ชุมชน นำกิจกรรมมา “เล่าเรื่องเชียงราย” ด้วยตัวเอง

แนวทางเช่นนี้ทำให้ มอลล์ = โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) มากกว่าจะเป็น “อาคารเชิงพาณิชย์”—ยิ่งคอนเซ็ปต์นี้บรรลุเป้าหมายความเป็น “ของทุกคน” ได้มากเท่าไร โอกาสสำเร็จของโครงการก็ยิ่งสูงเท่านั้น

เครื่องยนต์คู่ยังแรง ผลประกอบการ–ออนไลน์โต–ขยาย 100 สาขา

ตัวเลข 9 เดือนปี 2568 ของ CPAXT สะท้อนความแข็งแรงของเครื่องยนต์คู่—ค้าส่งและค้าปลีก

  • รายได้รวม 386,050 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 6,794 ล้านบาท
  • ขยายสาขา 100 แห่ง ทั่วประเทศ
  • ยอดขายออนไลน์ โต 31% YoY (ผนึก B2B + แพลตฟอร์มออนไลน์)
    พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Private Label เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นและความแตกต่างเชิงสินค้า

ในระดับภูมิภาค บริษัทประกาศร่วมมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (เช่น Ayala ในฟิลิปปินส์) และเข้าซื้อกิจการด้าน Food Service (เช่น Lucky Frozen ภายใต้ Renewed Hope Pte. Ltd.) เพื่อขยายพอร์ตและเสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนอาหารระดับอาเซียน สอดคล้องภาพการเป็น Regional Retail & Foodservice Leader

ด้านความยั่งยืน บริษัทได้รับการประเมิน MSCI ESG Rating 2025 ระดับ “A” (จาก “BBB” ปีก่อน) สะท้อนความก้าวหน้า ESG และช่วยดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสถาบันในมิติระยะยาว

ทำไม “Happy Mall Model” จึงตอบโจทย์ยุคอีคอมเมิร์ซ?

คำตอบสั้นที่สุดคือ—ประสบการณ์นอกบ้าน (Out-of-Home Experiences) แทนที่ออนไลน์ได้ยาก

  • Food Destination การพบปะ/รับประทานอาหารร่วมกัน
  • Lifestyle Destination โรงภาพยนตร์/ฟิตเนส/กิจกรรมเด็กและครอบครัว
  • Complete Offering คลินิก/ร้านยา/ธุรกรรม—บริการสัมผัสจริง
  • Space Utilization งานชุมชน/ตลาดคนตัวเล็ก/กิจกรรมสุขภาพ—สร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ”

ทั้งหมดนี้คือ เกราะกันความโภคภัณฑ์” (Commoditization Defense) ของศูนย์การค้า ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาบ่อยด้วยเหตุผลมากกว่าราคา—คือ ความสุข ความสะดวก และความสัมพันธ์กับชุมชน

ภาพใหญ่ปี 2569 17 โครงการ—เพิ่มพื้นที่เช่า >100,000 ตร.ม.—เป้าหมายทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี

โรดแมปที่ประกาศ เริ่มทรานส์ฟอร์มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ยาวไปทั้งปี 2569 ด้วย ปรับโฉมเดิม 7 แห่ง + โครงการใหม่ 10 แห่ง ในเมืองหลักและเมืองรอง (กทม., ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, หาดใหญ่, ภูเก็ต, นครสวรรค์, ขอนแก่น, เพชรบุรี ฯลฯ) เพื่อสร้างเครือข่าย “Happy Mall ใกล้บ้าน” ให้คนใช้ชีวิตจริงในทุกวัน

ตัวเลขเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี ชี้ถึงความทะเยอทะยานของเครือข่ายมอลล์ที่ต้องการเป็น จุดหมายประจำย่าน” มากกว่า “สถานที่ช้อปปิ้งเป็นครั้งคราว” และการเพิ่มพื้นที่เช่ารวม กว่า 100,000 ตร.ม. จะเป็นฐานรายได้ค่าเช่าให้ Mall Business เด่นชัดขึ้น ขณะที่ซัพพลายเชนอาหารจาก Makro คงความได้เปรียบด้านราคา/คุณภาพสำหรับโซนไฮเปอร์มาร์เก็ต

มุมมองความเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จ

  1. ไทม์ไลน์ก่อสร้าง 11–12 เดือนสำหรับโครงการ 18 ไร่ ถือว่า “ท้าทาย” ต้องบริหารสัญญา/ซัพพลาย/แรงงานอย่างรัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงเปิดล่าช้า
  2. Tenant Mix & Localization ต้องบาลานซ์แบรนด์ระดับประเทศกับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ “สะท้อนรสนิยมเชียงราย” ไม่ให้เป็นมอลล์ไร้ตัวตน
  3. Community Acceptance การแทนที่ตลาดนำสวัสดิ์จำเป็นต้องมี “แผนสื่อสารชุมชน” ตั้งแต่ต้นทาง—ออกแบบพื้นที่กิจกรรมฟรี/ตลาดชุมชน/ทุนเล็กให้ผู้ค้าเดิมเปลี่ยนผ่าน
  4. ESG & Social Impact ชี้วัดผลลัพธ์สังคมเป็นตัวเลขได้ (จำนวนกิจกรรมสุขภาพ/รายได้ตลาดชุมชน/ปริมาณขยะรีไซเคิล) เพื่อสร้าง “ความ正当” ทางสังคมและรายงานต่อผู้มีส่วนได้เสีย

เชียงรายในภาพโครงสร้าง ทำไมที่นี่? ทำไมตอนนี้?

เชียงรายกำลังอยู่ในลูปอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐาน—ทั้ง ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง (ตั้งเป้าความจุ 6–8 ล้านคน/ปี), รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และนโยบายดันเมืองรองด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ สร้าง “แรงหนุน” การบริโภค การเดินทาง การลงทุน

Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่แค่โครงการค้าปลีก แต่เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิต หากทำสำเร็จจะเป็น “ต้นแบบเมืองรอง” ที่โคลนได้ทั่วประเทศ

“แม้สภาวะเศรษฐกิจท้าทาย เราเดินเกมยืดหยุ่น—ผสานข้อมูล/AI/ออมนิแชนเนล ขยายสาขาและปรับพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพ เพื่อให้ ‘Happy Mall’ เป็นพื้นที่ความสุขของชุมชน และสร้างโอกาสเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป”

การทรานส์ฟอร์ม Lotus’s → Happy Mall คือการย้ายอัตลักษณ์จาก “ร้านค้าขนาดใหญ่” เป็น “พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ของชุมชน” ที่คนมาใช้ชีวิตจริง จุดต่างของผู้ชนะในยุคนี้ไม่ใช่ “ใครสินค้าถูกกว่า” แต่คือ “ใครทำให้ผู้คนอยากกลับมาบ่อยกว่า”—ด้วยอาหารที่หลากหลาย ประสบการณ์บันเทิงที่แทนออนไลน์ไม่ได้ บริการสุขภาพจำเป็น และพื้นที่ให้คนท้องถิ่นได้ “เล่าเรื่องของตัวเอง”

เชียงราย จึงกลายเป็น สนามพิสูจน์ ว่า โมเดล “Happy Mall” สามารถทำให้ห้าง “กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเมือง” ได้จริงเพียงใด และจะถูกคัดลอกไปยังเมืองรองอื่นอย่างมีความหมายอย่างไรในปี 2569 เป็นต้นไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CP Axtra (CPAXT)
  • Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าเชียงรายพุ่ง 135 คัน ชี้ผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัด

เชียงรายติดเทรนด์รักษ์โลก ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าเดือนตุลาคมพุ่ง 135 คัน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคประหยัดใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขนส่งฯ ชี้ทั้งประเทศแตะ 45.37 ล้านคัน รถใหม่พลังงานไฟฟ้าทะลุ 13.16% เร่งผลักดันบริการดิจิทัลลดแออัด

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – สัญญาณ “เขียว” ของระบบคมนาคมเชียงรายกำลังชัดกว่าที่เคย เพียงเดือนตุลาคม 2568 จังหวัดเชียงรายมีการจดทะเบียนรถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 135 คัน ขณะที่กลุ่มไฮบริดทุกรูปแบบ (HEV/PHEV) รวม 152 คัน ส่งผลให้ “ยานยนต์พลังงานสะอาด” ที่จดใหม่รวม 287 คัน จากรถใหม่ทั้งสิ้น 2,975 คัน ในเดือนเดียว ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนภาพผู้บริโภคที่หันมาพิจารณาค่าใช้จ่ายระยะยาว (Total Cost of Ownership) มากขึ้น แต่ยังชี้ถึงการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เมืองรองที่มีภูมิประเทศและระยะทางเดินทางสั้น กลางเหมาะกับสมรรถนะของรถไฟฟ้า

ในมุมมหภาค กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รายงานว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนสะสม 45,376,703 คัน ขณะที่รถใหม่พลังงานไฟฟ้าในเดือนกันยายนแตะ 24,891 คัน คิดเป็น 13.16% ของรถใหม่ทั้งหมด แบ่งเป็น HEV 11,629 คัน, BEV 11,907 คัน, PHEV 1,355 คัน สะท้อน “จุดพลิกผัน” ของตลาดที่พลังงานไฟฟ้าเข้าใกล้สถานะ “กระแสหลัก” ขนส่งฯ ยังรายงานใบอนุญาตขับรถออกใหม่เดือนกันยายน 143,114 ฉบับ เพิ่มขึ้น 18.08% และการขอ ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ 18,034 ฉบับ โดยเกือบ ครึ่งหนึ่ง (49.58%) ทำผ่านแอป “เป๋าตัง”—เป็นหลักฐานว่าบริการดิจิทัลของภาครัฐกำลังตอบโจทย์พฤติกรรมประชาชนยุคออนไลน์

ภาพใหญ่เริ่มจากภาพเล็ก ทำไม “เชียงราย” ถึงวิ่งไปกับ EV

1) โครงสร้างค่าใช้จ่ายและเส้นทางชีวิตประจำวัน
เชียงรายเป็นเมืองที่มีระยะเดินทางในชีวิตประจำวันไม่ยาวเท่ากรุงเทพฯ การใช้รถไฟฟ้าจึงคุ้มค่าในเชิงค่าไฟต่อกิโลเมตรและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์สันดาป ผู้ใช้จำนวนมากเป็นครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการ “ค่าดำเนินการที่คงที่และคาดการณ์ได้” ในช่วงราคาพลังงานผันผวน

2) เมืองรอง โอกาสใหม่ของโครงสร้างพื้นฐาน
แม้หัวใจของโครงสร้างชาร์จพลังงานยังกระจุกในหัวเมืองใหญ่ แต่การขยายสถานีชาร์จตามทางหลวงและจุดบริการภาคเอกชนเริ่มหนาแน่นขึ้นในภาคเหนือ เมื่อต้นทุนแบตเตอรี่ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงลดลงและระยะวิ่งเฉลี่ยต่อการชาร์จเพิ่มขึ้น “ความกังวลระยะทาง” (range anxiety) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ซื้อในเชียงรายพร้อมตัดสินใจมากขึ้น

3) อัตลักษณ์เมืองท่องเที่ยว เกษตร บริการ
เชียงรายคือจุดหมายท่องเที่ยวและเมืองบริการที่เติบโต การเลือกใช้ EV ช่วยเสริมภาพลักษณ์สถานประกอบการที่ต้องการสื่อสารด้านความยั่งยืน ทั้งโรงแรม คาเฟ่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และธุรกิจโลจิสติกส์เบา (last-mile) ในเขตเมือง

ตัวเลข “เดือนเดียว” ที่น่าคิด โครงสร้างรถใหม่เชียงราย ต.ค. 2568

ชนิดเชื้อเพลิง (รถใหม่)

จำนวน (คัน)

ไฟฟ้า 100% (BEV)

135

ไฮบริด (HEV)

141

ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)

11

รวม EV/Hybrid

287

เบนซิน

2,382

ดีเซล

296

รวมทั้งสิ้น

2,975

สัญญาณน่าสนใจ

  • สัดส่วน EV/Hybrid ต่อรถใหม่รวมเดือนตุลาคมอยู่ราว 9.6% (287/2,975) — ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรถพลังงานไฟฟ้า “ทั้งประเทศ” ในเดือนกันยายนที่ 13.16% แต่ BEV เพียวๆ ในเชียงรายมีจำนวน เฉียดเท่า HEV ในเดือนเดียว (135 vs 141) ซึ่ง “ไม่ธรรมดา” สำหรับเมืองรอง เพราะสะท้อนความมั่นใจต่อโครงสร้างชาร์จและประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้น
  • กลุ่มเบนซินยังครองสัดส่วนสูง (2,382 คัน) สอดคล้องกับโครงสร้างรายได้และความเคยชินการถือครอง แต่การไต่ระดับของ EV/Hybrid แปลว่าตลาดกำลัง “เปลี่ยนทิศอย่างเงียบๆ”

ประเทศไทยแตะเส้น “ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติ” ข้อมูลขนส่งฯ เดือนกันยายน 2568

  • รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 45,376,703 คัน
  • รถใหม่จดทะเบียนเดือนกันยายน 191,195 คัน (จากรถดำเนินการรวม 215,572 คัน) โดย รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 72.33% และ รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน 21.80%
  • รถใหม่พลังงานไฟฟ้า (รวม HEV/BEV/PHEV) 24,891 คัน (13.16% ของรถใหม่ทั้งหมด)
  • จังหวัดที่มีปริมาณการดำเนินการด้านทะเบียนและภาษีสูงสุด กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่

นอกจากพอร์ตยานยนต์เปลี่ยนเร็ว ตัวเลข “การออกใบขับขี่ใหม่” เดือนกันยายนที่ 143,114 ฉบับ (+18.08%) และการใช้บริการ DLT Smart Queue, อบรมออนไลน์, Drive Thru For Tax บ่งชี้ว่า “ดีมานด์จริง” ของการเคลื่อนย้ายคนและของยังคึกคัก ขณะที่ภาครัฐก็ “ขยับพร้อมกัน” ด้าน e-Service เพื่อให้ธุรกรรมรถยนต์เป็นเรื่องง่าย ลดต้นทุนเวลาและค่าเสียโอกาสของประชาชน

กรมฯ มุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระในการเดินทางมายังสำนักงานขนส่ง” —ถ้อยคำสรุปภาพรวมจาก นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่สะท้อนยุทธศาสตร์รัฐชัดเจน “บริการต้องไปหาประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องไปหาบริการ”

เชียงรายกับโจทย์ “EV เมืองรอง” โอกาส ข้อจำกัด การบ้านร่วม

โอกาส 1 เศรษฐกิจฐานบริการและท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
ที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการท่องเที่ยวที่รองรับจุดชาร์จ (AC 7–11 kW สำหรับข้ามคืน / DC 50–120 kW ในจุดทางผ่าน) จะดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูงขึ้นตามพฤติกรรมผู้ใช้ EV ที่วางแผนเส้นทางจากจุดชาร์จเป็นสำคัญ

โอกาส 2 โลจิสติกส์ระยะสั้น กลาง
งานขนส่งในเมือง/อำเภอใกล้เคียง (last-mile, e-commerce, ซัพพลายท่องเที่ยว) คือ sweet spot ของ BEV น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำและบำรุงรักษาง่าย

ข้อจำกัด/การบ้าน

  • ความหนาแน่นสถานีชาร์จ ยังไม่สม่ำเสมอในบางอำเภอ จำเป็นต้องเร่ง “แม็พพอยต์” ให้ครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยว—เศรษฐกิจ เช่น เมืองเชียงราย แม่จัน แม่สาย เชียงของ/เชียงแสน
  • ไฟฟ้า ที่จอด นิติฯ อาคาร อพาร์ตเมนต์/คอนโด/โฮมออฟฟิศ ต้องมีแนวทางติดตั้งปลั๊กชาร์จร่วม (shared charging) ที่โปร่งใสเรื่องค่าไฟ/การจองคิว
  • ทักษะบุคลากร อู่และศูนย์บริการอิสระควรอัปสกิลด้านแรงดันสูง ระบบความปลอดภัย เพื่อรองรับตลาดมือสอง EV ที่จะใหญ่ขึ้นใน 2–4 ปีข้างหน้า

 

ตัวเลขที่ “เล่าเรื่อง” การเปลี่ยนผ่าน

  1. BEV เชียงราย 135 คันใน 1 เดือน —สำหรับเมืองรอง นี่คือจุดตัดเชิงจิตวิทยา ประสบการณ์ผู้ใช้เริ่มส่งต่อปากต่อปาก ยอดไม่ได้เกิดจาก “ฮือฮารุ่นเดียว” แต่สะท้อนพอร์ตตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น
  2. สัดส่วน EV ใหม่ทั้งประเทศ 13.16% —เมื่อรถไฟฟ้าทุกแบบ (HEV/BEV/PHEV) เกิน 1 ใน 8 ของรถใหม่ ตลาดกำลังเข้าสู่ “ช่วงรับรู้ประโยชน์เป็นวงกว้าง” มากกว่ากลุ่มบุกเบิก
  3. ใบขับขี่ใหม่ +18% และใบขับขี่สากล 18,034 ฉบับ (49.58% ผ่าน ‘เป๋าตัง’) —คนไทยเดินทางมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ บริการดิจิทัลทำให้ต้นทุนเวลาในการทำธุรกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บริการดิจิทัลของขนส่งฯ เมื่อ “คิว ภาษี อบรม” อยู่ในมือ

  • DLT Smart Queue จองคิวธุรกรรมทะเบียน ใบขับขี่
  • อบรมออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์อบรมของกรมฯ ลดเวลาหน้างาน
  • ต่อภาษีปี เว็บไซต์ e-Service, แอป DLT Vehicle Tax Plus, ตู้ Kiosk, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ Drive Thru For Tax ที่ “ต่อโดยไม่ต้องลงจากรถ”
  • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ทำผ่านแอป เป๋าตัง” ได้แล้วเกือบครึ่งของธุรกรรมทั้งหมด

ความหมายต่อเชียงราย ผู้ใช้รถในจังหวัดสามารถปรับแผนธุรกรรมให้เข้ากับฤดูกาลท่องเที่ยว/ทำงาน ลดเวลาเดินทางมาสำนักงาน และหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ “เวลาคือรายได้”

สิ่งที่ผู้บริโภคเชียงรายควรรู้ ก่อนตัดสินใจ EV

  1. รูปแบบการใช้งานของคุณคือคำตอบ   หากวิ่งเฉลี่ยไม่เกิน 150–200 กม./วัน และมีที่จอด/ไฟบ้าน BEV จะให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำสุด ส่วนผู้ที่เดินทางไกลไม่แน่นอน HEV/PHEV ยังเป็นทางสายกลาง
  2. โครงสร้างชาร์จ   ตรวจจุดชาร์จใกล้บ้าน ที่ทำงาน เส้นทางประจำ (AC สำหรับข้ามคืน / DC สำหรับเดินทางไกล)
  3. บริการหลังการขายและการรับประกันแบตเตอรี่ – เปรียบเทียบเงื่อนไขรับประกัน เซอร์วิส และค่าอะไหล่ที่สำคัญ
  4. สิทธิประโยชน์ ค่าโอน ภาษี   ติดตามนโยบายภาครัฐและจังหวัดที่อาจสนับสนุนการติดตั้งชาร์จหรือสิทธิด้านภาษีท้องถิ่นในอนาคต
  5. ราคาขายต่อ   ตลาดมือสอง EV ขยายเร็ว เลือกรุ่นที่มีโครงข่ายบริการกว้างและการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่อง

นัยเชิงนโยบายท้องถิ่น เชื่อมเศรษฐกิจเขียวกับชีวิตประจำวัน

  • เทศบาล/อบจ. สามารถกำหนดแนวทาง “ที่จอดพร้อมจุดชาร์จสาธารณะ” ในพื้นที่ท่องเที่ยว/ตลาดชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรม
  • สถานศึกษา/โรงพยาบาล/ราชการ เป็น early adopter ของ fleet EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอน พร้อมเปิดจุดชาร์จให้ชุมชนใช้หลังเวลาราชการ
  • SME เชียงราย (โรงแรม คาเฟ่ รีเทล) การติดตั้ง AC charger 7–11 kW เพียง 1–2 หัวต่อสถานประกอบการ สามารถเปลี่ยน “เวลาชาร์จ” ให้เป็น “เวลาจับจ่าย” ได้จริง

มุมผู้กำกับดูแล วิสัยทัศน์ “ขนส่งทางบกดิจิทัล” ต้องไปพร้อม “ความปลอดภัย”

ถ้อยคำของ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 วางหมุดหมายสำคัญไว้ 3 ประการ

  1. คุณภาพ ความปลอดภัย ครอบคลุม  ระบบต้องมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  2. บริการต้องสะดวก  ลดงานเอกสาร แออัด ให้ทำได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะออนไลน์
  3. ตอบสนองความต้องการจริง  จากการต่อภาษี สอบใบขับขี่ ไปจนถึงบริการเฉพาะอย่าง ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ที่ครึ่งหนึ่งทำผ่าน “เป๋าตัง” แล้ว

ทิศทางนี้ส่งผลเชิงบวกต่อเมืองรองอย่างเชียงราย เพราะทำให้ “ต้นทุนธุรกรรม” ลดลงและเปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจเข้าถึงบริการรัฐอย่างเสมอภาค

ควรติดตามใน 6–12 เดือนข้างหน้า

  • สัดส่วน EV/Hybrid ในเชียงราย จะไต่ทะลุ 10–12%/เดือน ได้หรือไม่ หากโครงสร้างชาร์จและโปรโมชันผู้ผลิตเอื้อ?
  • BEV vs HEV ในเชียงราย ใครจะขึ้นนำ? ต.ค. 2568 ทั้งสองใกล้เคียงกัน (135 vs 141) อีกเพียงจังหวะเดียวตลาด BEV อาจแซง
  • บริการดิจิทัลของกรมฯ จะขยายไปสู่ “one-stop mobile” แค่ไหน เช่น การรวมอบรม สอบทฤษฎี คิวตรวจสภาพในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อย่นเวลาหน้างานให้มากขึ้นอีก

เมื่อ “ไฟฟ้า” ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือโครงสร้างใหม่ของการเดินทางเชียงราย

ตัวเลขเดือนตุลาคม 2568 ของเชียงรายบอกเราชัด—135 BEV ในเดือนเดียว พร้อม EV/Hybrid รวม 287 คัน คือแรงส่งที่มองเห็นได้ ไม่ใช่กระแสชั่วคราว ขณะที่ระดับประเทศ รถใหม่พลังงานไฟฟ้า 13.16% และ บริการดิจิทัลของขนส่งฯ ที่ทำให้ธุรกรรมรถง่ายขึ้น เป็น “รันเวย์นโยบาย” ที่ช่วยให้เมืองรองเดินหน้าได้เร็วขึ้น

ในปีถัดไป “สมการตัดสินใจ” ของผู้ใช้เชียงรายจะชัดเจนขึ้น หากเราเติม สถานีชาร์จให้ครอบคลุมเส้นทางชีวิต, ทำให้ บริการรัฐอยู่ในมือถือ, และสร้าง ระบบบริการหลังการขาย ความปลอดภัยมาตรฐานเดียว เมืองภาคเหนือแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ตามเทรนด์” แต่จะกลายเป็น ต้นแบบเมืองรองด้านการเดินทางไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง—ทั้งคุ้มค่า ประหยัด และหายใจได้สะอาดขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) – สถิติการดำเนินงานด้านการขนส่งทางบก เดือนกันยายน 2568:
    • รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 45,376,703 คัน
    • รถใหม่จดทะเบียน 191,195 คัน
    • รถใหม่พลังงานไฟฟ้า 24,891 คัน (HEV 11,629 / BEV 11,907 / PHEV 1,355 = 13.16%)
    • ใบอนุญาตขับรถออกใหม่ 143,114 ฉบับ (+18.08%)
    • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ 18,034 ฉบับ (49.58% ผ่านแอป “เป๋าตัง”)
    • ช่องทางบริการดิจิทัล: เว็บไซต์ e-Service กรมการขนส่งทางบก, แอป DLT Vehicle Tax Plus, DLT Smart Queue, ระบบอบรมออนไลน์, บริการ Drive Thru For Tax และข้อมูลสถิติผ่านเว็บไซต์ “กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก” (web.dlt.go.th/statistics)
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ท่ามกลางวิกฤตโกโก้โลก ไทยฉวยโอกาส ปั้นคลัสเตอร์เชียงราย เน้นแปรรูป-คุณภาพสูง

เชียงรายปั้น “โกโก้พรีเมียม” สู่เวทีโลก คลัสเตอร์ภาคเหนือเดินเกมคุณภาพ—ภาครัฐหนุนเชิงนโยบาย—ตลาดส่งออกพุ่งท่ามกลางภาวะขาดแคลนโกโก้โลก

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 — ในวันที่ “โกโก้โลก” กำลังเผชิญคลื่นสั่นสะเทือนจากภาวะอุปทานตึงตัว ราคาตลาดพุ่งแรง และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เมืองเหนืออย่างเชียงรายกลับเลือก “อ่านเกม” ต่างจากเดิม—ไม่แข่งที่ปริมาณ แต่ยกระดับ “คุณภาพ” ผ่านโมเดลคลัสเตอร์ แปรรูป และเอกลักษณ์เชิงถิ่น (single origin) เพื่อก้าวจาก “มวยรอง” สู่ “ดาวรุ่งรายใหม่” ในตลาดพรีเมียมโลก

แม้ประเทศไทยยังถูกจัดวางไว้ในฐานะผู้เล่นขนาดเล็กในห่วงโซ่โกโก้โลก—ผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 3,000–4,000 ตัน/ปี เทียบกับอุตสาหกรรมโลกกว่า 4,000,000 ตัน/ปี และส่งออกเมล็ดดิบยังต่ำกว่า 1,000 ตัน/ปี—แต่ความได้เปรียบใหม่กำลังก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญ ราคาตลาดโลกในเดือนตุลาคม 2567 ขยับสู่ 6.6 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. เพิ่มขึ้น 83.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ “สินค้าโกโก้แปรรูป” ของไทยทำผลงานโดดเด่นในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ด้วยมูลค่าส่งออก 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 16.4% โดยตลาดหลักอย่าง ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% สะท้อนโอกาสที่ชัดเจนของ “รสชาติ มาตรฐาน เรื่องเล่าเชิงถิ่น” มากกว่าการแข่งขันแบบสินค้าโภคภัณฑ์

ภายใต้ภาพใหญ่ดังกล่าว เชียงราย—จาก “เมืองกาแฟที่คนทั้งโลกคุ้นชื่อ”—กำลังก้าวสู่ “เมืองโกโก้” ผ่านสามคานงัดสำคัญ (1) คลัสเตอร์ที่ทำงานครบห่วงโซ่ (2) โมเดลแปรรูป craft/single origin ที่ใส่ใจการหมัก ตาก คุณภาพถ้วย (cup quality) และ (3) การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคุณภาพสูง เพื่อดึงทั้งรายได้และการรับรู้ของผู้บริโภคเข้าหาสินค้า “โกโก้เชียงราย”

จาก “มวยรอง” สู่ “จุดตั้งต้นใหม่”—ตัวเลขที่เปลี่ยนภูมิทัศน์

บทความเชิงวิเคราะห์ของ กรุงเทพธุรกิจ ตั้งคำถามสำคัญว่า “ทำไมเมล็ดโกโก้ไทยยังเป็นแค่ ‘มวยรอง’ ในตลาดโลก?” ทั้งที่ในความจริง เกษตรกรไทยหลายรายพัฒนาคุณภาพจนคว้ารางวัลนานาชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบางรายพลิกจากต้นทุน 20–30 บาท/กก. เป็นสินค้าคราฟต์มูลค่า 500–600 บาท/กก. รวมถึงส่งออกได้จริง

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ “โครงสร้างอุตสาหกรรมยังอยู่ในวัยตั้งไข่” — ความรู้หลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) และมาตรฐานหมัก ตากยังไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ พันธุ์ สิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตยังทำให้ “คุณภาพเหวี่ยง” เมื่อคุณภาพไม่นิ่ง ผู้ซื้อรายใหญ่ย่อมลังเล ขณะเดียวกัน “ภาพจำของผู้บริโภค” ในประเทศยังมองโกโก้เป็น “ของหวานรสนม น้ำตาล” มากกว่าจะดื่มโกโก้แท้แบบ specialty ส่งผลให้ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่มีเพียง “หยิบมือ”—เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ตรงกันข้ามกับร้านกาแฟแบบ slow bar/roaster ที่ผุดขึ้นมากมาย

แต่เมื่อ “ราคาตลาดโลก” พุ่ง 83.3% ในรอบปีล่าสุด—เกมก็เริ่มเปลี่ยน ผู้ผลิตที่เน้นคุณภาพมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อเริ่มเสาะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่เล่าเรื่อง “terroir” ได้จริง นี่คือช่วงเวลา “หน้าต่างโอกาส” ของเชียงราย

เชียงรายวางหมาก—ปั้นคลัสเตอร์ครบห่วงโซ่และยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ”

คลัสเตอร์โกโก้ภาคเหนือ (CocoaThai/Cocoa Doi) ในอำเภอแม่จัน—ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายฝึกอบรมและการจัดการแปรรูปแบบอินทรีย์—ทำหน้าที่หนุน “กลางน้ำ” ให้เกษตรกรเข้าใจการหมัก การตาก การคัดคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับจาก “ขายสด ราคาต่ำ” ไปสู่ “ขายเมล็ดหมักมาตรฐาน–มูลค่าสูง” และเชื่อมต่อกับผู้แปรรูป craft/single origin ทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่โครงการ Cocoa Land Chiang Rai บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ที่ห้วยสัก (อำเภอเมือง) ใช้โมเดล “เกษตร–ท่องเที่ยว” สมัยใหม่มีแปลงสาธิต 60 ไร่, พิพิธภัณฑ์โกโก้, ร้านอาหารอินทรีย์ และพูลวิลล่า—ทำให้ผู้บริโภค “สัมผัสประสบการณ์” ก่อนตัดสินใจซื้อ และช่วยสร้าง แบรนด์พื้นที่ (place branding) ให้ “โกโก้เชียงราย” เป็นมากกว่าวัตถุดิบ—แต่คือ “จุดหมายปลายทาง”

ปลายทางของห่วงโซ่ยังมีผู้เล่นแปรรูปคุณภาพอย่าง Boo Chocolate House ในแม่จัน ที่ย้ำหัวใจ “single origin” ให้ชัด—รสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสที่สะท้อนดิน ฝน ความสูง วิธีหมักเฉพาะถิ่น สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนความต่าง” ที่ประเทศผู้ผลิตปริมาณมากทำได้ยาก

ตลาดต่างประเทศตอบรับ—ญี่ปุ่นและจีนโตแรง แคนาดาพุ่งระดับสามร้อยเปอร์เซ็นต์

ข้อมูล 9 เดือนแรกปี 2567 สะท้อนศักยภาพฝั่งดีมานด์อย่างแจ่มชัด—มูลค่าการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งของไทยรวม 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4% y/y) โดย ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% ยังมีตลาดดาวรุ่งอย่าง แคนาดา โตถึง +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, และ สหรัฐฯ +46.3% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพียง “สวยงาม” ทางสถิติ แต่บอกเราว่า ตลาดพรีเมียมกำลัง มองหา โกโก้ที่เล่าเรื่องคุณภาพได้จริง—ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่เชียงรายกำลังเดิน

นอกจากนี้ โครงสร้างการค้าของไทยยัง “ปกป้องมูลค่า” โดยธรรมชาติ เพราะ 99% ของการส่งออกเป็น “ผลิตภัณฑ์แปรรูปและช็อกโกแลต” ไม่ใช่เมล็ดดิบ (ซึ่งไทยอยู่อันดับ 68 ของโลก มูลค่าเพียง 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566) โมเดลนี้ช่วยให้ไทย “หนี” การแข่งขันราคาแบบสินค้าดิบ และ “เข้าใกล้” ผู้บริโภคปลายทางมากขึ้น

จุดเปราะบางที่ต้องแก้—คุณภาพต้องนิ่ง คลัสเตอร์ต้องแน่น ผู้บริโภคต้องเข้าใจ

แม้โครงเรื่องเชิงบวกจะชัดเจน แต่อุปสรรคสำคัญยังมีอย่างน้อยสี่ประการ

  1. มาตรฐานหลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) — การหมัก ตาก คัดคุณภาพยังไม่สม่ำเสมอระหว่างแปลง หากคุณภาพเหวี่ยง “แบรนด์ถิ่น” จะสั่นคลอน
  2. โครงสร้างราคารับซื้อ — เกษตรกรจำนวนมากยังขายผลผลิตสด 20–30 บาท/กก. ต่างจากรายที่แปรรูปเองซึ่งทำได้ถึง 500–600 บาท/กก. ช่องว่างนี้สะท้อน “ความรู้ เครื่องมือ ตลาด” ที่ยังเข้าถึงไม่เท่ากัน
  3. รับรู้ของผู้บริโภค — ร้านโกโก้สเปเชียลตี้เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ทำให้คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจโกโก้ผ่าน “ช็อกโกแลตผสมนม–น้ำตาล” มากกว่า “โกโก้แท้” การศึกษาตลาด การสื่อสาร การสร้างประสบการณ์จึงสำคัญ
  4. การรวมกลุ่ม — หากไม่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือคลัสเตอร์ เพื่อรวมมาตรฐาน ต่อรองราคา เล่าเรื่องร่วมกัน ศักยภาพ single origin ระดับโลกจะเกิดได้ยาก

นโยบายรัฐคือคานงัด—เพิ่ม “โกโก้” เข้าคณะอนุกรรมการพืชสวน และขับเคลื่อนปลายน้ำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

ปี 2567 ถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน” เมื่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบให้เพิ่ม “โกโก้” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะอนุกรรมการพืชสวน (แต่เดิมดูแลเพียง 5 รายการเมล็ดกาแฟ, กาแฟสำเร็จรูป, ชา, พริกไทย, ลำไย) การยกระดับนี้หมายถึง “กรอบสนับสนุนระยะยาว” และ “มาตรฐานกลาง” ที่จะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมเติบโตอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับโจทย์ชัดเจนให้เร่งคุณภาพ “กลางน้ำ ปลายน้ำ” ตั้งแต่การยกระดับโรงงานหมัก ตาก การพัฒนา “รสชาติ” เป็นเป้าหมาย (เพราะรสคือหัวใจของตลาดพรีเมียม) ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี Smart Farming และโมเดล โรงงานขนาดเล็ก รองรับพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น—ทั้งหมดนี้คือ “ชิ้นส่วน” ของจิ๊กซอว์เดียวกันที่จะช่วยให้ “คลัสเตอร์เชียงราย” ไปไกลกว่าเดิม

เศรษฐศาสตร์เกษตรที่ “ใช่”—แรงจูงใจชัด รายได้รายเดือน และพันธุ์ที่สอดคล้องตลาด

บทเรียนจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะ จังหวัดน่าน ชี้ให้เห็นว่าโกโก้ “สร้างรายได้สม่ำเสมอ” ได้—สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี มีรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาท/ไร่/เดือน เทียบกับพืชผลตอบแทนต่ำอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเพียง 7 บาท/กก. ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้การ “เปลี่ยนพืช” เกิดขึ้นได้จริงเมื่อ “ความรู้ ตลาด เครื่องมือแปรรูป” พร้อม

ด้านพันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1” ถูกระบุว่าตอบโจทย์ตลาด—ให้ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่ และมีปริมาณไขมันสูงราว 57% ซึ่งสำคัญทั้งสำหรับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและการสกัดโคโค่บัตเตอร์ เมื่อ “พันธุ์” สอดคล้องกับ “การหมัก–ตาก” ที่เป็นมาตรฐาน โอกาสย่อมขยายตัวทั้งในประเทศและส่งออก

แผนแม่บท 2568–2570 สำหรับเชียงราย—ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ

เพื่อเร่งเครื่องให้เชียงราย “ขึ้นชั้น” เป็นเขตเศรษฐกิจโกโก้พรีเมียมของไทยและอาเซียนตอนบน ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สอดรับตัวเลขและนโยบายมีดังนี้

1) ลงทุนศูนย์หลังเก็บเกี่ยวมาตรฐาน (Fermentation & Drying Hubs)

  • เป้าหมายคุณภาพ “นิ่ง” ทั้งคลัสเตอร์ ลดความเหวี่ยงจากฤดูกาล อากาศ
  • บทบาทเป็นจุดทดสอบคุณภาพ (เช่น bean-cut test/ความชื้น) และศูนย์เรียนรู้ร่วม

2) ระบบรับรองคุณภาพ แบรนด์ถิ่น (GI/Organic/Fair Trade)

  • ยกระดับ “พรีเมียม” และต่อรองราคาได้ดี
  • เชื่อมการสื่อสารตลาดสากลจาก “เมล็ดเชียงราย” สู่ “ประสบการณ์เชียงราย”

3) ตลาดกลางโกโก้ภาคเหนือแบบโปร่งใส

  • เผยแพร่กรอบราคาอิงคุณภาพ—จูงใจให้เกษตรกรลงทุนการหมัก ตาก
  • ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นรายใหญ่ รายย่อย

4) Agri-Tourism & Cocoa Experience

  • ขยายบทเรียนจาก Cocoa Land ให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวโกโก้เชียงราย” (Cocoa Route)
  • ร้าน craft/โรงงานขนาดเล็ก/พิพิธภัณฑ์ เวิร์กช็อป สร้างดีมานด์ภายในและภาพจำระดับประเทศ

5) พันธมิตรการค้าต่างประเทศเชิงกลยุทธ์

  • รักษาฐาน ญี่ปุ่น–จีน (คุณภาพ/ความสม่ำเสมอ) พร้อม “เร่งต่อยอด” ตลาดที่โตผิดปกติ เช่น แคนาดา (+392%) และ สหรัฐฯ (+46.3%) ด้วยเส้นทาง single origin เฉพาะถิ่น
  • ใช้ “เรื่องเล่า” เป็นสะพานที่มา ชุมชน ภูมิอากาศ กระบวนการหมัก

ตัวเลข “มีชีวิต”—จากเมล็ดสู่เมือง

จุดแข็งที่หลายประเทศไม่มีคือ “เล่าเรื่องได้ครบ” จากสวนบนดินสูง—แปลงสาธิต—ศูนย์หมัก—โรงงานคราฟต์—คาเฟ่สเปเชียลตี้—พิพิธภัณฑ์—เส้นทางท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ “มัดรวม” เป็นหนึ่งเดียวในเชียงรายได้จริง หากคลัสเตอร์ยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ” และรัฐช่วย “เร่งเครื่อง เปิดทาง” ในจุดที่เป็นคอขวด (มาตรฐาน ทุนเครื่องมือ ตลาดกลาง) เมืองทั้งเมืองจะได้ประโยชน์จาก “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการ โลจิสติกส์

ในโลกที่ราคาโกโก้แกว่งแรง ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ผลิตที่ปลูกมากสุดเสมอไป—แต่คือผู้ที่ “ทำให้คุณภาพนิ่ง เล่าเรื่องชัด และส่งมอบประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซ้ำ” เชียงรายมีชิ้นส่วนทั้งหมดนี้อยู่แล้ว—เหลือเพียง “ประกอบร่าง” ให้แน่นหนา

บทสรุปเชิงนโยบายและภาคปฏิบัติ

  • ระยะสั้น (12 เดือน) ตั้งจุดหมัก ตากมาตรฐานต้นแบบ 1–2 จุด/คลัสเตอร์, วางเกณฑ์คุณภาพร่วม, ทำคู่มือหมัก ตากฉบับชุมชน, ออกแบบสตอรี่ไลน์ “Cocoa Route เชียงราย” สำหรับสื่อและนักท่องเที่ยว
  • ระยะกลาง (18–24 เดือน) เดินเรื่อง GI/Organic และมาตรฐานการค้า, เปิดตลาดกลางคุณภาพ, ทำโครงการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อในญี่ปุ่น จีน อเมริกาเหนือ
  • ระยะยาว (36 เดือน) ปั้น “เชียงราย มหานครโกโก้คุณภาพ” เชื่อมคลัสเตอร์น่าน ลำปาง เชียงใหม่ เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ภาคเหนือ สร้างงานวิจัยสายพันธุ์ การหมักเชิงวิทยาศาสตร์ และศูนย์เรียนรู้ระดับนานาชาติ

ข้อควรระวังเชิงยุทธศาสตร์เมื่อราคาตลาดโลกสูง—แรงจูงใจด้าน “ปริมาณ” จะถาโถมเข้ามา แต่เส้นทางที่ยั่งยืนสำหรับเชียงรายคือ “คุณภาพ เรื่องเล่า มาตรฐาน” เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง และป้องกันไม่ให้โกโก้ไทยเดินซ้ำรอย “ทุเรียนสดยุคบูม” ที่สูญเสียความได้เปรียบเชิงแปรรูปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

ตัวเลขชวนคิด (จากข้อมูลที่ผู้ขอข่าวจัดมาให้)

  • ราคาตลาดโลก (ต.ค. 2567) 6.6 ดอลลาร์/กก. (+83.3% y/y)
  • กำลังผลิตไทย3,000–4,000 ตัน/ปี; ส่งออกเมล็ดดิบ <1,000 ตัน/ปี
  • ส่งออกสินค้าโกโก้แปรรูป (ม.ค.–ก.ย. 2567) 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4%)
    • ญี่ปุ่น +42.2%, จีน +40.3%, เมียนมา +19.4%
    • แคนาดา +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, สหรัฐฯ +46.3%
  • โครงสร้างการส่งออกของไทย: 99% เป็นสินค้าปลายทาง/แปรรูป
  • เมล็ดดิบไทยปี 2566: 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับ 68 ของโลก)
  • พันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1”: ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่, ไขมัน ~57%
  • รายได้สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี: ~3,000 บาท/ไร่/เดือน (ตัวอย่างพื้นที่น่าน)
  • ราคาเปรียบเทียบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ~7 บาท/กก.
  • ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่: เฉลี่ยจังหวัดละ ไม่เกิน 10 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรุงเทพธุรกิจ: บทความ “ทำไมเมล็ดโกโก้ไทยยังเป็นแค่ ‘มวยรอง’ ในตลาดโลก?”
  • International Cocoa Organization (ICCO
  • กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)/กรมวิชาการเกษตร
  • เครือข่ายคลัสเตอร์โกโก้ภาคเหนือ (CocoaThai/Cocoa Doi)
  • โครงการ Cocoa Land Chiang Rai
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องศักยภาพ สนามบินเชียงรายรองรับ 3 ล้านคน ทอท. ย้ำผู้โดยสารโต 2.3%

ทอท.ทุ่มงบ 5,870 ล้านบาท ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย สร้างอาคารหลังที่ 2 เป้ารองรับ 8 ล้านคนต่อปี คาดเสร็จปี 2575

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการบินในภาคเหนือที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ด้วยงบประมาณสูงถึง 5,870 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6-8 ล้านคนต่อปี พร้อมยกระดับเชียงรายให้เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Hub) ของภาคเหนือและเป็นประตูสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS)

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับกับสถานการณ์การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่กำลังจะเข้าสู่จุดอิ่มตัวของขีดความสามารถเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตามข้อมูลของ ทอท. คาดการณ์ว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายจะมีผู้โดยสารเต็มขีดความสามารถ 3 ล้านคนภายในปี 2573-2574 ขณะที่โครงการขยายจะแล้วเสร็จในปี 2575 ซึ่งอาจเกิดช่วง “ช่องว่างความแออัด” เป็นระยะเวลา 1-2 ปี ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการและความสามารถในการแข่งขัน

ตัวเลักดันโครงการขยาย เติบโตช้าแต่ต้องเตรียมพร้อมรับอนาคต

ในปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีปริมาณผู้โดยสารรวม 1.94 ล้านคน เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 2.3 จากปีก่อน พร้อมทั้งมีจำนวนเที่ยวบิน 12,897 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.2 แม้ว่าตัวเลขการเติบโตดังกล่าวจะถือว่าอยู่ในระดับที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของท่าอากาศยานในเครือ ทอท. ที่มีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 11.76 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า อัตราการเติบโตของเที่ยวบินที่ร้อยละ 5.2 สูงกว่าการเติบโตของผู้โดยสารที่ร้อยละ 2.3 กว่าสองเท่า แสดงให้เห็นว่าสายการบินกำลังเพิ่มความถี่ในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการและเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตัวในอนาคต ขณะเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากท่าอากาศยานภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภูเก็ตและเชียงใหม่ ที่ได้แรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดระหว่างประเทศ

ปัจจุบันท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีอัตราการใช้ขีดความสามารถอยู่ที่ประมาณร้อยละ 64.67 จาก 3 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่สบาย แต่ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการท่าอากาศยาน การใช้งานที่เกินร้อยละ 70-80 ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างและขยายเพื่อป้องกันปัญหาคอขวดในอนาคต

รายละเอียดโครงการ ครบวงจรทุกมิติ

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ประกอบด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่

งานเขตการบิน (Airside) มีการก่อสร้างระบบทางขับขนานด้านทิศเหนือและการปรับปรุงทางขับท้ายหลุมจอด ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 การปรับปรุงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงการเพิ่มหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม เพื่อรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ขึ้นและลดระยะเวลาการปฏิบัติการภาคพื้นดิน

งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (อาคาร 2) การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิม และการก่อสร้างอาคารจอดรถ การพัฒนาครั้งนี้จะช่วยให้สามารถแยกกระบวนการผู้โดยสารระหว่างประเทศและภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

งานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนภายใน ระบบระบายน้ำ บำบัดน้ำเสีย ประปา และไฟฟ้า รวมถึงการสำรวจและออกแบบคลังสินค้าทดแทนและอาคารซ่อมอุปกรณ์ภาคพื้นดิน

โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในปี 2575 โดยมีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ 5 ล้านคน และผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศอย่างมากจากปัจจุบันที่มีเพียง 7,370 คนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 1

กลยุทธ์ดึงเที่ยวบินนานาชาติ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทอท. ได้วางกลยุทธ์หลายด้านเพื่อดึงดูดสายการบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศ

แรงจูงใจทางการเงิน ทอท. ได้จัดตั้ง Marketing Fund โดยเฉพาะสำหรับสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายและหาดใหญ่ ให้เงินสนับสนุนสูงถึง 300 บาทต่อผู้โดยสารระหว่างประเทศที่มาใช้บริการในเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมการบินร้อยละ 50 เป็นเวลา 3 ปี สำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่ การสนับสนุนทางการเงินในระดับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงในการสำรวจตลาดใหม่ของสายการบิน โดยเฉพาะในการเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ GMS

กลยุทธ์ Dual Hub แอร์เอเชียได้เปิดเส้นทางใหม่ “เชียงราย-สุวรรณภูมิ (CEI-BKK)” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยเสริมจากเส้นทางเดิม “เชียงราย-ดอนเมือง (CEI-DMK)” การเพิ่มการเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศหลักของประเทศ ช่วยให้ผู้โดยสารต่างชาติสามารถใช้ระบบ Fly-Thru เดินทางมายังเชียงรายทางอ้อมได้ง่ายขึ้น นับเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างฐานผู้โดยสารระหว่างประเทศก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จ

การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทอท. ได้เปิดให้เอกชนลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน โดยมีพื้นที่แปลงหน้าท่าอากาศยานขนาด 91 ไร่ ที่พร้อมให้สัมปทานสูงสุดถึง 30 ปี สำหรับธุรกิจหลากหลาย เช่น โรงแรม ศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO โครงการแบบ Mixed-use และ Logistics Hub

เชียงราย จุดหมายปลายทางในประเทศยอดนิยม

แม้การเติบโตจะชะลอตัว แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญในเครือข่ายการบินภายในประเทศ ตามข้อมูลจาก Flightradar24 เชียงรายติดอันดับ Top 10 สนามบินที่มีเที่ยวบินสูงสุดจากท่าอากาศยานดอนเมือง โดยอยู่ในอันดับที่ 8 รองจากภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ อุดรธานี สุราษฎร์ธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการเดินทางภายในประเทศที่มั่นคง

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเชียงรายที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (พม่า ลาว ไทย) ทำให้มีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการเชื่อมต่อในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สามเหลี่ยมทองคำ และดอยแม่สลอง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ลงทุนวันนี้เพื่ออนาคต

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า แม้ปัจจุบันท่าอากาศยานจะมีอัตราการใช้ขีดความสามารถเพียงร้อยละ 64.67 แต่การลงทุนเชิงป้องกันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระยะเวลาในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มักใช้เวลานานหลายปี และหากรอจนกระทั่งเกิดปัญหาความแออัดจริงๆ แล้วจึงเริ่มดำเนินการ จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างรุนแรง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและการบินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของเชียงรายจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางไปสู่การเป็นประตูการค้าและจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักวิเคราะห์ด้านการบินมองว่า การกำหนดเป้าหมายขีดความสามารถที่ 6 ล้านคนต่อปีนั้นสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับขนาดตลาดและศักยภาพของพื้นที่ โดยเป็นการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในฐานะศูนย์กลางระดับรอง (Secondary Regional Hub) ที่เสริมความแข็งแกร่งในตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) ที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน ซึ่งแตกต่างจากท่าอากาศยานหลักอย่างภูเก็ตที่มีแผนขยายไปสู่ 18 ล้านคนต่อปี หรือเชียงใหม่ที่ตั้งเป้า 20 ล้านคนต่อปี

ผลตอบแทนที่คาดหวัง เกินกว่าตัวเลขทางการเงิน

การลงทุน 5,870 ล้านบาทในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงินในทันที แต่เป็นการลงทุนที่มองไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง การเป็น “มหานครการบิน” (Aviation Metropolis) ที่มีขีดความสามารถ 6 ล้านคนต่อปีและมีบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจร จะช่วยสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และคลังสินค้าจะช่วยให้ ทอท. สามารถเพิ่มรายได้จากกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการบิน (Aeronautical) และธุรกิจอื่นๆ (Non-Aeronautical) ให้เป็น 50:50 นอกจากนี้ ผู้โดยสารระหว่างประเทศมักมีศักยภาพในการใช้จ่ายเชิงพาณิชย์สูงกว่า ทำให้รายได้ต่อผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความท้าทายและข้อควรระวัง

ถึงแม้โครงการจะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะช่วง “ช่องว่างความแออัด” ระหว่างปี 2573 ถึง 2575 ซึ่งท่าอากาศยานจะเข้าสู่ขีดความสามารถเต็มที่ 3 ล้านคน ขณะที่โครงการขยายยังไม่แล้วเสร็จ ทอท. จะต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการชั่วคราว เช่น การใช้ Remote Bay อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการ และการบริหารจัดการ Slot เพื่อรักษาคุณภาพการบริการ

นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงดูดสายการบินระหว่างประเทศให้มาเปิดเส้นทางใหม่ตามเป้าหมาย 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงรายในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง

การบริหารโครงการก่อสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การล่าช้าจะทำให้ช่องว่างความแออัดยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันของเชียงรายในระยะยาว ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

มองไปข้างหน้า เชียงรายบนแผนที่การบินภูมิภาค

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญในภูมิภาค การวางรากฐานที่แข็งแกร่งในขณะนี้จะช่วยให้เชียงรายสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ความสำเร็จของโครงการจะไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับ ทอท. และอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือ สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเชื่อมโยงกับเมืองใหญ่ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้จะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเข้าถึงเชียงรายได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างๆ

บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โครงการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นการขยายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานสมัยใหม่ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่จะได้รับการออกแบบให้รองรับระบบดิจิทัลที่ทันสมัย ตั้งแต่การเช็คอินอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบจัดการสัมภาระที่มีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ (Smart Building Management System) จะช่วยลดการใช้พลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ทอท. นอกจากนี้ ระบบข้อมูลและการสื่อสารที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในท่าอากาศยาน ทำให้การให้บริการมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

มิติด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ทอท. ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาท่าอากาศยานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคารใหม่จะเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ

ระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมได้รับการออกแบบให้รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์รอบบริเวณท่าอากาศยานจะช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการดำเนินงานของ ทอท. เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การประชาสัมพันธ์และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบเกี่ยวกับผลกระทบและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเป็นสิ่งสำคัญ

การจ้างงานแรงงานท้องถิ่นในระหว่างการก่อสร้างและการดำเนินงานจะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในพื้นที่ โครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการท้องถิ่นให้มีมาตรฐานและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เป็นโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เปรียบเทียบกับสนามบินภูมิภาคอื่นในภูมิภาคอาเซียน

เมื่อมองในภาพกว้างของภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามได้พัฒนาสนามบินในเมืองรองอย่าง ดานัง และเมืองโฮจิมินห์ให้เป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญ ขณะที่เมียนมาก็กำลังพัฒนาท่าอากาศยานในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์

การลงทุนของไทยในครั้งนี้จึงเป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันและตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินในภูมิภาค การมีท่าอากาศยานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในทุกภูมิภาคของประเทศจะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด

บทเรียนจากการขยายสนามบินในอดีต

ประสบการณ์จากการขยายท่าอากาศยานภูมิภาคอื่นๆ ของ ทอท. ให้บทเรียนที่มีค่า การวางแผนที่ดีและการคาดการณ์ความต้องการที่แม่นยำเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จ ท่าอากาศยานภูเก็ตซึ่งเคยประสบปัญหาความแออัดอย่างรุนแรงในอดีต ได้รับการขยายและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีของท่าอากาศยานเชียงใหม่ก็ให้ข้อคิดสำคัญเช่นกัน การเติบโตของตลาดระหว่างประเทศที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ทำให้ต้องมีการปรับแผนและเร่งการพัฒนา สำหรับเชียงราย ทอท. ได้เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้และวางแผนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเตรียมพร้อมสำหรับการขยายในระยะถัดไปหากความต้องการเพิ่มขึ้นเกินคาดการณ์

ผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการศึกษา

การพัฒนาท่าอากาศยานจะส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะความต้องการบุคลากรที่มีทักษะในอุตสาหกรรมการบิน การบริการ และการท่องเที่ยว สถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรและผลิตบุคลากรที่ตรงตามความต้องการของตลาด

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสถาบันการศึกษาอื่นๆ สามารถพัฒนาหลักสูตรด้านการจัดการการบิน การบริหารโรงแรมและการท่องเที่ยว การโลจิสติกส์ และธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรในอนาคต การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นในด้านต่างๆ เช่น การบริการลูกค้า ภาษาต่างประเทศ และทักษะดิจิทัล จะช่วยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีรายได้ดีขึ้น

แนวโน้มการท่องเที่ยวและโอกาสทางธุรกิจ

ตลาดการท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวในปัจจุบันมีความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และธรรมชาติมากขึ้น เชียงรายมีจุดเด่นในด้านนี้ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ชุมชนชนเผ่าที่หลากหลาย และธรรมชาติที่สวยงาม

การเข้าถึงที่สะดวกขึ้นจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อดี และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวหลัก ธุรกิจโรงแรมบูติค รีสอร์ทเชิงนิเวศ ร้านอาหารท้องถิ่น และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยจะมีโอกาสเติบโตอย่างมาก

นอกจากนี้ การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากภาคเหนือไปยังตลาดในจีนและอาเซียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โอกาสนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบริการ และมาตรฐานสากล การศึกษาตลาดเป้าหมายและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มจะช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อแบ่งปันทรัพยากรและความรู้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อ เช่น ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ท่าอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาสามารถสร้างประโยชน์สูงสุด การจัดทำแผนพัฒนาเมืองและการบริหารจัดการการเติบโตอย่างยั่งยืนจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับชุมชนท้องถิ่น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะ ภาษา และการบริการจะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น การอนุรักษ์และส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์แท้จริง

ข้อมูลสำคัญและสถิติสรุป

  • งบประมาณโครงการ: 5,870 ล้านบาท
  • ขีดความสามารถปัจจุบัน: 3 ล้านคนต่อปี
  • ขีดความสามารถเป้าหมาย: 6-8 ล้านคนต่อปี
  • ผู้โดยสารปีงบ 2568: 1.94 ล้านคน (เติบโต 2.3%)
  • จำนวนเที่ยวบินปีงบ 2568: 12,897 เที่ยวบิน (เติบโต 5.2%)
  • อัตราการใช้ขีดความสามารถปัจจุบัน: 64.67%
  • เป้าหมายผู้โดยสารระหว่างประเทศ: 1 ล้านคนต่อปี
  • กำหนดแล้วเสร็จ: ปี 2575
  • จุดอิ่มตัวขีดความสามารถเดิม: คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2573-2574

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) – ทอท. (AOT)
  • ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
  • Flightradar24
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไฮซีซัน เชียงราย CAAT รับข้อเสนอ ลดค่าธรรมเนียมการบิน เร่งเครื่องเที่ยวบินดันสัดส่วนต่างชาติ

ท่องเที่ยวเชียงรายพึ่งพาคนไทยหนัก Q3/2568 รายได้เฉียด 1 หมื่นล้าน แต่สัดส่วนต่างชาติเพียง 16%—โจทย์ใหม่ “Medical Tourism” และนโยบายค่าธรรมเนียมการบินกำหนดทิศไฮซีซัน

เชียงราย,13 พฤศจิกายน 2568 – การปิดไตรมาส 3/2568 ด้วยนักท่องเที่ยวรวม 1,195,635 คน สร้างรายได้ 9,763.48 ล้านบาท แต่รายได้ 84% มาจากคนไทย ขณะที่ต่างชาติคิดเป็นเพียง 16% สะท้อนโครงสร้างที่ “ยังเปราะบาง” ต่อดีมานด์ในประเทศ ททท.ประเมินไฮซีซันยังสดใสแม้ “ตลาดระยะใกล้” สะดุด ชี้ยุโรป–อเมริกามีแนวโน้มชดเชย ส่วนฝั่งการบิน CAAT รับข้อเสนอสมาคมสายการบินฯ ให้ “ชะลอขึ้นค่าธรรมเนียม–ลดภาษีน้ำมันอากาศยาน” เพื่อเร่งเครื่องเที่ยวบินในประเทศ คำถามสำคัญคือ เชียงรายจะใช้ “จุดแข็ง Medical Tourism และ Soft Power เมืองเหนือ” อย่างไร เพื่อขยับสัดส่วนรายได้ต่างชาติให้พ้น 16% ในรอบต่อไป

เมืองเหนือที่วิ่งด้วยแรงคนไทย

ยามบ่ายปลายฝนต้นหนาว ริมแม่น้ำกกยังเย็นสบาย ร้านกาแฟบนเนินเขาแน่นไปด้วยครอบครัว นักปั่น และนักเดินทางจากจังหวัดใกล้เคียง ภาพนี้อธิบาย “พลังตลาดในประเทศ” ของเชียงรายได้อย่างชัดเจน ตัวเลขจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อ้างข้อมูล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในไตรมาส 3/2568 (ก.ค.–ก.ย.) เชียงรายรับนักท่องเที่ยวรวม 1.196 ล้านคน รายได้รวม 9,763.48 ล้านบาท โดยคนไทยคิดเป็น 87.2% ของจำนวนนักท่องเที่ยว และ 84% ของรายได้ ขณะที่ต่างชาติคิดเป็น 12.8% ของจำนวนคน และ 16% ของรายได้ นั่นแปลว่า “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงโลว์ซีซันยังเป็นคนไทยอย่างแท้จริง

ความจริงข้อนี้มีทั้งด้านบวกและด้านเปราะบาง ด้านบวกคือฐานลูกค้าภายในประเทศแข็งแรง สามารถพยุงธุรกิจในช่วงที่เที่ยวบินระหว่างประเทศยังไม่เต็มศักยภาพ แต่ด้านเปราะบางคือ หากเศรษฐกิจครัวเรือนไทยชะลอ ตัวเลขทั้งระบบของเชียงรายก็จะสะเทือนทันที การยกระดับ “สัดส่วนต่างชาติ” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่คือ “เกราะกันกระแทก” ทางเศรษฐกิจ

ภาพรวมไตรมาส สิงหาคมพีคสุดทั้งคนและรายได้

เมื่อลงลึกเป็นรายเดือน ภาพรวม กรกฎาคม–กันยายน สะท้อนจังหวะ “ค่อยๆ เร่งก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน”

  • ก.ค. นักท่องเที่ยวรวมราว 407,471 คน (ไทย ~353,058 / ต่างชาติ ~54,413) รายได้รวม 3,333.80 ล้านบาท (ไทย ~2,787.23 / ต่างชาติ ~546.57)
  • ส.ค. ขยับขึ้นเป็น 419,584 คน (ไทย ~359,306 / ต่างชาติ ~60,278) รายได้รวม 3,435.08 ล้านบาท (ไทย ~2,811.96 / ต่างชาติ ~623.12)  เป็น “เดือนพีค” ของไตรมาส
  • ก.ย. ลดลงตามฤดูกาลเหลือ 368,580 คน (ไทย ~330,826 / ต่างชาติ ~37,754) รายได้รวม 2,994.60 ล้านบาท (ไทย ~2,601.18 / ต่างชาติ ~393.42)

ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า “แรงซื้อไทย” คือหัวรถจักรหลักในช่วงโลว์ซีซัน ส่วนต่างชาติชะลอตัวตามบริบทตลาดเอเชียที่ยังไม่ฟื้นเต็มอัตรา โดยเฉพาะจีน ตลาดคู่ค้าที่เคยหนุนภาคเหนืออย่างมีนัยสำคัญ

ททท.อ่านเกมไฮซีซัน ตลาดไกลชดเชยตลาดใกล้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประเมินแนวโน้มไฮซีซันปีนี้ว่า “ยังสดใส” จากแรงส่งแคมเปญระดับประเทศ (เช่น งานวิจิตรเจ้าพระยา 2568 และเทศกาลลอยกระทงที่ก่อเม็ดเงินสะพัดกว่า 6.5 พันล้านบาท) และกิจกรรมส่งท้ายปีที่จะยกระดับไทยสู่หมุดหมายเคานต์ดาวน์ในสายตานานาชาติ อย่างไรก็ดี ททท.ก็ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ต้องระวัง ตลาดระยะใกล้ บางส่วน “ซบเซา” โดยเฉพาะ จีนลดลง ~35% และ เกาหลีใต้/สิงคโปร์ ยังชะลอ ขณะที่ รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย มีสัญญาณบวกและถูกวางบทบาทให้ “ชดเชยเชิงโครงสร้าง” ในปีหน้า

สำหรับ ปี 2569 ททท.ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน รายได้รวม 2.79 ล้านล้านบาท โดยเปลี่ยน “เกมปริมาณ” สู่ “เกมคุณภาพ” ผ่าน 3 แกนยุทธศาสตร์

  1. Total Wellbeing & Medical Tourism – ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ/การรักษาเฉพาะทางที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง
  2. เส้นทางบินใหม่ – เพิ่มความถี่/จุดบินเพื่อขยายการเข้าถึงเมืองรอง
  3. Trust Thailand & Soft Power – เร่งมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างประสบการณ์เฉพาะถิ่น

หากเชื่อมโยงกับโจทย์เชียงราย ข้อ 1 และ 2 มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เมืองมีฐานบริการสุขภาพที่น่าเชื่อถือ มหาวิทยาลัยชั้นนำ และธรรมชาติที่เอื้อต่อการพักฟื้น ขณะที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงกำลังถูกผลักดันให้รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป การ “เสียบปลั๊ก” เข้ากับแผนประเทศจึงมีความเป็นไปได้สูง

นโยบายการบิน ค่าธรรมเนียม–ภาษีน้ำมัน คือคันเร่งเที่ยวบิน

ฝั่ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) รายงานการรับฟังข้อเสนอจาก สมาคมสายการบินประเทศไทย ณ กระทรวงคมนาคม (12 พ.ย. 2568) โดยมีแกนสำคัญคือ “ทำให้ต้นทุนสายการบินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” เพื่อเร่งเครื่องความถี่เที่ยวบินและบัตรโดยสารที่จับต้องได้ ซึ่งจะกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

ข้อเสนอหลักประกอบด้วย

  • ชะลอปรับขึ้นค่าบริการการเดินอากาศ (ANSC) และ ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) โดยเสนอเลื่อน ANSC ของดอนเมืองไปปี 2570 และของสนามบินภูมิภาคหลัก (เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่) ไปปี 2571
  • ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยาน จาก 4.726 บาท/ลิตร 0.20 บาท/ลิตร ช่วยลดราคาบัตรโดยสารในประเทศราว 100 บาท/เที่ยว และเพิ่มที่นั่งภายในประเทศ ~3.8 ล้านที่นั่ง (15 ม.ค.–15 พ.ค. 2569) คาดสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท
  • แคมเปญ “Buy International, Free Domestic Flights” มอบตั๋วภายในประเทศฟรีแก่ต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้าไทยช่วง 15 ม.ค.–12 เม.ย. 2569 คาดดึง ~200,000 คน สร้างเม็ดเงิน ~8,500 ล้านบาท
  • ปฏิรูปกฎระเบียบ เพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้าอากาศยาน และใช้กระบวนการ Public Consultation ในการพิจารณาค่าธรรมเนียมให้โปร่งใส

ในแง่เชียงราย ข้อเสนอเหล่านี้ หากรัฐบาลอนุมัติ จะ “เปลี่ยนเกมความถี่” ภายในประเทศทันที โดยเฉพาะไฟลต์เชื่อม กรุงเทพฯ–เชียงราย และไฟลต์เชื่อมระหว่างเมืองเหนือ–อีสาน/ใต้ ซึ่งเป็นฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพดีและเดินทางซ้ำบ่อย นอกจากนี้ หากแคมเปญ “บินข้ามประเทศ–แถมตั๋วในประเทศ” เกิดขึ้นจริง เชียงรายในฐานะ เมืองรองที่พร้อมเรื่องความปลอดภัย–ธรรมชาติ–วัฒนธรรม ย่อมมีโอกาส “ติดทริป” ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บินลงกรุงเทพฯ/เชียงใหม่ ได้มากขึ้น

โจทย์ของเชียงราย จะขยับ “สัดส่วนต่างชาติ” อย่างไร

เมื่อรู้ข้อเท็จจริงว่า รายได้ 84% ยังมาจากคนไทย และ ต่างชาติ 16% เป็น “เสาหลักที่ยังเตี้ย” แนวทางต่อไปของเชียงรายจึงควรอยู่บนกรอบคิด “คม–ครบ–เร็ว” ดังนี้

1) เน้น “Medical Wellness & Recovery” ที่จับต้องได้

  • แพ็กเกจพักฟื้น 7–14 คืน ร่วมมือโรงพยาบาล/คลินิกเฉพาะทางกับโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA/Wellness จัดแพ็กเกจ “ผ่าตัดเล็ก–กายภาพบำบัด–สุขภาพช่องปาก–ตรวจสุขภาพเชิงลึก” ผูกกับกิจกรรมเบาๆ (ชากาแฟพิเศษ วิถีชาติพันธุ์ โยคะบนดอย)
  • คลินิกเฉพาะทางสำหรับตลาดไกล สื่อสารจุดแข็งด้าน บริการอบอุ่น ค่ารักษาสมเหตุสมผล และสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการพักฟื้น เจาะกลุ่ม ยุโรป/สหรัฐ/ตะวันออกกลาง ที่ททท.ระบุว่ามีสัญญาณบวก
  • One-Stop Concierge ต่างชาติ ตั้งจุดบริการภาษาอังกฤษ/จีน/พม่า ที่สนามบินและในเมือง ช่วยประสานแพ็กเกจ, นัดหมายแพทย์, การเดินทาง, อาหารพิเศษ, ล่าม ลด “ความกลัว” ของผู้ป่วย/ผู้สูงวัยต่างชาติ

2) เติมเที่ยวบิน–เส้นทางบินรองรับดีมานด์

  • ร่วมมือสายการบิน ใช้ข้อมูล CTRD/MOTS จุดอัตราโหลดแฟคเตอร์ดีช่วงไฮซีซัน เจรจาเส้นทางตรง/เชื่อม (เช่น กรุงเทพฯ–เชียงราย–หลวงพระบาง/สิบสองปันนา ผ่านโค้ดแชร์) โดยยึดหลัก “เที่ยวบินแรกต้องรอด–งบโปรโมชันต้องพอ”
  • สลิงโปรโมชันกับแคมเปญประเทศ เช่น ถ้า “Buy International, Free Domestic Flights” ผ่าน ให้พ่วงแพ็กเกจเชียงราย 2 คืน + เส้นทางชา–กาแฟ + พักฟื้นเบาๆ ที่สปา/ออนเซ็นธรรมชาติ

3) สร้างประสบการณ์ Soft Power ที่ต่างชาติรัก

  • เส้นทางกาแฟ–ชา–งานคราฟต์ชาติพันธุ์ แบบคิวเรต (ไม่รีบ–ไม่โหม) ให้ “คุณภาพก่อนปริมาณ”
  • เทศกาลที่เป็นมิตรต่อการเดินทาง กำหนดเวลางานใหญ่ให้สัมพันธ์กับตารางบิน/ฤดูกาล และออกแบบ “โซนเงียบ/โซนสุขภาพ” สำหรับผู้สูงวัย/ผู้พักฟื้น จุดขายที่ต่างจากเมืองใหญ่

4) ขยายพาร์ตเนอร์ B2B ต่างประเทศ

  • เอเยนซีสุขภาพ/ประกันสุขภาพนานาชาติ ทำ MOU ส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการรอคิวในประเทศตนเองนาน ให้มาใช้บริการเชียงราย
  • เครือข่ายศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา เชื่อมทีม/ชมรมสมัครเล่นยุโรป–อเมริกา จัดค่ายฟื้นฟูสมรรถภาพบนภูเขาสูง ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงและอยู่นาน

5) จัดการ “ประสบการณ์เดินทาง” ให้ราบรื่นที่สุด

  • สนามบิน–เมือง 30 นาทีที่ปลอดฝุ่น/ปลอดฝน ทำความสะอาดถนนช่วงพีก (ก่อน–หลังเลิกเรียน/เที่ยวบินลง) ติดตั้งไฟส่องสว่าง–ป้ายภาษาอังกฤษชัดเจน เรื่องเล็กในมุมเมือง แต่คือ “เรื่องใหญ่” ของรีวิวต่างชาติ
  • มาตรฐานราคา–คุณภาพ ใช้ระบบรับรอง/ตราสัญลักษณ์ Trust Thailand ในร้าน–แท็กซี่–ไกด์–โรงแรมที่เข้าร่วม สื่อสารชัด–ร้องเรียนง่าย

 มุมมองความเสี่ยง หากยังพึ่งคนไทยเป็นหลัก

หากไม่ขยับ “เสาต่างชาติ” ให้สูงขึ้น ความเสี่ยงคือ วงจรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย มากเกินไป เมื่อใดที่กำลังซื้อหด เมืองก็หดตาม อีกทั้งการแข่งขันในตลาดในประเทศดุเดือด เมืองท่องเที่ยวจำนวนมากแย่งงบและความสนใจจากนักเดินทางกลุ่มเดียวกัน การมี “พอร์ตต่างชาติ” ที่มั่นคงขึ้นจะทำให้เชียงราย ปรับสมดุลรายได้ และ ยืดหยุ่นต่อความผันผวน ดีกว่าเดิม

นโยบายประเทศช่วยเมืองรองได้อย่างไร

ข้อมูลจาก ททท. และเวทีของ CAAT ชี้ให้เห็น “การประสานระดับชาติ” ที่จะส่งผลถึงเมืองรองอย่างเชียงรายใน 3 ชั้น

  1. ดีมานด์ – แคมเปญระดับประเทศและ Soft Power ทำให้ไทย “ติดเรดาร์” ของตลาดไกลมากขึ้น
  2. ซัพพลายการบิน – ลดต้นทุนสายการบิน → เพิ่มเที่ยวบิน/ความถี่ → บัตรโดยสารถูกลง → นักท่องเที่ยวเลือกเมืองรองได้ง่ายขึ้น
  3. โครงสร้างรายได้ – เน้น Medical/Wellness ทำให้ “ค่าใช้จ่ายต่อหัว” สูงขึ้นและอยู่นานขึ้น เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ลึกกว่าแค่รูปแบบ “แวะเช้า–เย็นกลับ”

หากนโยบายทั้งสามชั้นเดินพร้อมกัน เชียงรายจะ “เก็บเกี่ยวผล” ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเมืองมีทรัพยากรเด่นด้านธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย และมีต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวที่พร้อมต่อยอด

สรุปเชิงนโยบายสำหรับจังหวัด/เอกชนในเชียงราย (ทำได้ทันที)

  • ตั้งคณะทำงาน Medical Wellness เชียงราย รวบรัดโรงพยาบาล–คลินิก–สปา–โรงแรม–สายการบิน–สนามบิน วางแพ็กเกจและมาตรฐานบริการเดียวกัน (ภาษา–อาหาร–รถรับส่ง–การนัดหมาย)
  • เลือก 3 ตลาดเป้าหมายแรก รัสเซีย–อังกฤษ–สหรัฐ (สอดคล้องทิศทาง ททท.) ทำโปรโมชันร่วมสายการบิน/OTA ด้วยข้อความ “พักฟื้นเหนือสุดสยาม–ภูเขา–แม่น้ำ–กาแฟดี”
  • สร้างคอนเทนต์พยานหลักฐาน รีวิวผู้ป่วย/ผู้สูงวัยจริง (ยินยอมเผยแพร่) ใน 3 ภาษา อธิบายขั้นตอนการรักษา–การเดินทาง–ค่าใช้จ่าย–การดูแลหลังรักษา
  • ยกระดับ UX สนามบิน–เมือง เพิ่มเจ้าหน้าที่ภาษา, ป้ายทางสองภาษา, รถ EV รับส่งคงเส้นคงวา, จุดร้องเรียนฉุกเฉินต่างชาติแบบ 24 ชม.
  • วัดผลทุกไตรมาส เผยแพร่ตัวชี้วัด “สัดส่วนต่างชาติ/ค่าใช้จ่ายต่อหัว/วันพักเฉลี่ย/ความพึงพอใจ” ต่อสาธารณะ เพื่อปรับยุทธศาสตร์แบบ agile

จาก 16% ไปสู่สมดุลที่ยั่งยืน

เชียงรายปิดไตรมาส 3/2568 ด้วย “ภาพสวยครึ่งหนึ่ง”  รายได้รวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาท แต่อาศัยแรงซื้อในประเทศถึง 84% เมื่อไฮซีซันมาเยือน โอกาสในการดึงต่างชาติอยู่ “ตรงหน้า” ทั้งจากแคมเปญของ ททท., สัญญาณตลาดไกลที่ฟื้นตัว และนโยบายการบินที่กำลังคลายล็อกต้นทุน หากจังหวัด–เอกชน–ชุมชน จับมือกันเดินเกม Medical Wellness ที่เชื่อมสนามบิน–เมือง–บริการสุขภาพ อย่างตั้งใจ เชียงรายไม่เพียงเพิ่ม สัดส่วนรายได้ต่างชาติ แต่จะยกระดับ คุณภาพรายได้ ของทั้งระบบ ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น “อยู่ได้อย่างมั่นคง” และพลเมือง “อยู่ดีอย่างยั่งยืน”

สถิติสำคัญ (Q3/2568)

  • นักท่องเที่ยวรวม 1,195,635 คน | ไทย 1,043,190 (87.2%) | ต่างชาติ 152,445 (12.8%)
  • รายได้รวม 9,763.48 ล้านบาท | ไทย 8,200.37 (84%) | ต่างชาติ 1,563.11 (16%)
  • เดือนพีคของไตรมาส สิงหาคม (ทั้งจำนวนคนและรายได้)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (พ.ศ. 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) มช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

AOT เปิดแผนพัฒนาพื้นที่ 91 ไร่รอบสนามบินเชียงราย ดึงเอกชนร่วมลงทุน 30 ปี

เชียงราย–วาระแห่งสนามบิน “AOT เปิดพื้นที่รอบสนามบิน” จุดชนวนศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่—โอกาส การบ้าน และสมดุลที่ต้องทันเวลา

เชียงราย,11 พฤศจิกายน 2568 – AOT เปิดแผนปลดล็อกศักยภาพที่ดินรอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาวสูงสุด 30 ปี ดึงเอกชนร่วมลงทุน 16 โครงการ ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ MRO-โลจิสติกส์-โรงแรม-Mixed-use ถึง EV Hub โดยมี “เชียงราย” เป็นหนึ่งในทำเลเป้าหมายสำคัญ พร้อมพัฒนาแปลงหน้าสนามบินแม่ฟ้าหลวงกว่า 91 ไร่ เพื่อต่อยอดแผนเพิ่มขีดความสามารถผู้โดยสารจาก 3 เป็น 6 ล้านคน/ปี ในทศวรรษหน้า คำถามคือ—เชียงรายพร้อมแค่ไหน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เมือง และ “คน” ที่จะก้าวสู่ Aviation & Tourism Hub แห่งอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)

สนามบิน = หัวจักรเศรษฐกิจเมืองเหนือ

เช้าวันที่เชียงรายลมหนาวแตะ 20 องศา เงาของปีกเครื่องบินแต้มท้องฟ้าเหนือรันเวย์…ภาพคุ้นตาที่บอกเราว่า “สนามบิน” ไม่ใช่เพียงจุดขึ้น-ลง แต่คือ “หัวจักรเศรษฐกิจ” ที่ดึงนักท่องเที่ยว ทุน และโอกาสใหม่ๆ เข้าสู่เมือง ภายใต้บริบทเช่นนี้ การที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) เปิดแผนให้เอกชนเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ระยะยาวสูงสุด 30 ปี รอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง พร้อมรายงานว่ามีผู้สนใจยื่นข้อเสนอต่อเนื่อง และอยู่ในกระบวนการให้สิทธิประกอบกิจการ 16 โครงการ จึงเป็น “สัญญาณ” ของคลื่นลงทุนลูกใหญ่ที่กำลังวิ่งเข้าหาเชียงรายอย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่จับต้องได้ยิ่งกว่านั้นคือ รายละเอียด “พอร์ตที่ดิน” แปลงนำร่องของ AOT อาทิ สุวรรณภูมิ แปลง B 275 ไร่ (Airport Business) และ แปลง E 105 ไร่ (ศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการท่าอากาศยาน) ซึ่งถูกโปรโมตในฐานะทำเลพรีเมียม ขยายภาพความเป็นไปได้ของโมเดล Airport City/ Aerotropolis สำหรับเมืองใหญ่ และเป็น “ต้นแบบ” ให้สนามบินเมืองรองอย่างเชียงรายชี้ทิศทางตามมาในสเกลที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน สื่อธุรกิจรายงานตรงกันว่า เชียงราย เองก็ถูกระบุเป็นหนึ่งในทำเลเป้าหมาย โดยมี แปลงหน้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ขนาดราว 91 ไร่ สำหรับพัฒนาเชิงพาณิชย์ นี่คือหมุดหมายที่จะต่อจิ๊กซอว์ “เมืองสนามบิน” ให้ครบวงจร ทั้งที่พัก-บริการ-ธุรกิจรองรับโลจิสติกส์-ท่องเที่ยว ฯลฯ

และเพื่อรองรับ demand ในอนาคต แผนเพิ่มขีดความสามารถสนามบินแม่ฟ้าหลวง อยู่ระหว่างการพัฒนา ตั้งเป้าขยายความสามารถรองรับจาก 3 เป็น 6 ล้านคน/ปี ภายในปี 2576 (2033) ตามกรอบที่ ACI Asia-Pacific เผยแพร่—ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า หาก “พื้นที่รอบสนามบิน” เดินหน้าไปพร้อม “ขีดความสามารถตัวสนามบิน” เชียงรายจะยกระดับบทบาทจาก “จุดหมาย” สู่ “ศูนย์กลาง” เชื่อมไทย-ลาว-เมียนมา และจีนตอนใต้ได้จริง

ภาพใหญ่ AOT Property จากสุวรรณภูมิถึงเชียงราย

AOT Property Showcase/Property Tour เปิดหน้าต่างทรัพยากรที่ดินของ AOT ให้เอกชนร่วมพัฒนาในรูปแบบสัญญาเช่าระยะยาวทั่วประเทศ โดยสรุปรวมสาระสำคัญที่สะท้อนแนวโน้มได้ 3 ประการ

  1. พอร์ตที่ดินเรือธง – สุวรรณภูมิ แปลง B (275 ไร่) และ E (105 ไร่) ถูกวางบทบาทเป็น “ฟันเฟืองหลัก” ของระบบ Airport Business/Support ซึ่งโมเดล รายได้-คน-เทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นจะ “spillover” ไปสนามบินเมืองรองในเชิงองค์ความรู้ มาตรฐาน และพันธมิตรธุรกิจ (เช่น ผู้ให้บริการภาคพื้น, โลจิสติกส์, ดิจิทัล)
  2. ความหลากหลายของกิจการ – AOT เปิดทางสำหรับธุรกิจตั้งแต่ MRO (ศูนย์ซ่อมอากาศยาน), Logistics Hub, Private Jet Terminal, Training Center, Mixed-use/โรงแรม, EV service & charging, ไปจนถึง Attraction in Terminal โดยยืนยันว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอเช่าพื้นที่ทั้งนอก/ในอาคารผู้โดยสารแล้ว และกำลังดำเนินการให้สิทธิรวม 16 โครงการ
  3. จังหวัดเป้าหมายถัดไป – ข่าวเศรษฐกิจชี้ชัดว่า “เชียงราย” มี แปลงหน้า CEI 91 ไร่ อยู่ในรายการศักยภาพพัฒนาเชิงพาณิชย์เคียงข้างสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-เชียงใหม่-ภูเก็ต-หาดใหญ่ โดยบางสำนักพิมพ์ระบุรายละเอียด “ที่ดินเด่น” ของแต่ละสนามบินไว้ชัดเจน (เช่น ทางหลวงเชื่อม, ระยะเวลาเข้าถึงเทอร์มินัล) ซึ่งในทางปฏิบัติคือ “จุดขาย” ที่สำคัญสำหรับนักลงทุน

เชียงรายในสมการ AOT โอกาส 4 ชั้น

(1) Aviation & Tourism Hub – เมื่อสนามบินตั้งเป้าขยายจาก 3 → 6 ล้านคน/ปี ภายในปี 2576 เมืองต้องพร้อมรองรับ ดีมานด์นักเดินทาง ที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้ง “พัก-กิน-เที่ยว-ขนส่ง” หาก “แปลงหน้า CEI 91 ไร่” ถูกพัฒนาเป็น ศูนย์บริการผู้โดยสารและนักลงทุน (โรงแรมระดับกลาง-บน, Co-working/Trade Center, Retail, Food Destination) จะทำให้การใช้จ่ายต่อทริปยาวนานและลึกในท้องถิ่นมากขึ้น—เงินหมุนในเมืองไม่ “หลุด” ออกไปสนามบินใหญ่ใกล้เคียง

(2) Logistics & Cross-Border Trade – เชียงรายคือ “ประตู GMS” เชื่อม 3 ด่านสำคัญ (แม่สาย-เชียงของ-เชียงแสน) และโครงข่ายลุ่มน้ำโขง แนวคิด Airport + Dry Port ขนาดย่อม (เชื่อมคลังสินค้า/คีออสศุลกากร/Cold Chain สำหรับสินค้าเกษตร-อาหารปลอดภัย) จะเสริมความเร็วและความน่าเชื่อถือให้ซัพพลายเชน “เหนือสุดสยาม” ขยายตลาดผลผลิตและสินค้าแปรรูปไปนักท่องเที่ยว-ผู้โดยสาร และต่อเชื่อมสู่ภูมิภาคได้จริง

(3) MRO & Skilled Jobs – แม้เชียงรายยังไม่ใช่ฐาน MRO ใหญ่เช่นอู่ตะเภา แต่การมี ศูนย์ซ่อมเฉพาะทาง/ศูนย์ฝึกอบรม ที่ระดับ “Regional” จะจ้างงานทักษะสูง (ช่างอากาศยาน-อิเล็กทรอนิกส์-ความปลอดภัย) พร้อมสร้าง Talent Pipeline กับมหาวิทยาลัย/อาชีวศึกษาในพื้นที่—งานที่รายได้ดีและ “ผูก” คนเก่งไว้กับเมือง

(4) EV & Sustainable Mobility – โครงสร้างพื้นฐาน EV Service/Charging บนพื้นที่ AOT สามารถเป็น “โครงข่ายหลัก” เชื่อมสนามบิน-ตัวเมือง-แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (ดอยแม่สลอง-แม่สาย-เชียงแสน) รองรับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Low-carbon travel และยกระดับภาพลักษณ์เมืองสีเขียว

การบ้าน 5 ข้อของเชียงราย ทำอย่างไรให้ “โอกาส” ไม่กลายเป็น “ช่องโหว่”

ข้อ 1 – ถนน-ระบบรองรับต้องวิ่ง “ทันสนามบิน”
โครงการก่อสร้าง ทางลอดแยกศูนย์ราชการ (ชร.1023) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการด้วยงบประมาณราว 850 ล้านบาท ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ คอขวดหน้าสนามบิน—นี่คือ “งานคู่ขนาน” กับการพัฒนาแปลงหน้า CEI ต้องกำกับมาตรฐาน ความปลอดภัย-ฝุ่น-การจราจร ให้เข้มข้น ไม่เช่นนั้น ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวคุณภาพอาจถูกบั่นทอนด้วยประสบการณ์เดินทาง “ไม่ราบรื่น” ของผู้โดยสารและคนเมือง (หน่วยงานเจ้าของโครงการคือ กรมทางหลวงชนบท) ซึ่งย้ำในเชิงนโยบายเรื่องความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าต้องเร่งรัดและปฏิบัติจริงจังในพื้นที่

ข้อ 2 – ผังเมืองและน้ำท่วม “โตเร็วแต่ไม่ท่วมเร็ว”
เชียงรายมีพื้นที่ลุ่มริมน้ำกกและจุดเปราะบางด้านอุทกภัย การพัฒนาเชิงพาณิชย์ 91 ไร่ และบูมก่อสร้างโดยรอบ ต้องถูก “ล็อกระเบียบ” ด้วยมาตรการ ผังเมือง-ระบายน้ำ-พื้นที่รับน้ำ/แก้มลิง-Flood Mark ให้สอดคล้องแผนบริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด มิฉะนั้น “ความเจริญ” อาจกลายเป็น “ตัวเร่งปัญหาน้ำหลาก” ในฤดูกาลวิกฤต

ข้อ 3 – สิ่งแวดล้อม-สาธารณสุข Airport City ต้อง Low-Emission
มาตรฐาน อาคารเขียว/พลังงาน-น้ำ-ขยะ ควรถูกกำหนดเป็น เงื่อนไขข้อเสนอเช่า พื้นที่ AOT (เช่น มีระบบบำบัดน้ำเสีย, Solar Roof, จัดการขยะอาหาร, จุดชาร์จ EV) เพื่อให้โมเดลเศรษฐกิจเมืองสนามบินไม่เพิ่ม “รอยเท้าคาร์บอน” และต้นทุนสุขภาพต่อชุมชน

ข้อ 4 – Skill-Up คนเชียงราย งานรายได้ดีต้องเป็นของคนท้องถิ่นก่อน
แผน Reskill/Upskill ด้านภาษา (อังกฤษ-จีน/พม่า), การบริการ, ดิจิทัลโลจิสติกส์, ความปลอดภัยสนามบิน, และช่างเทคนิคอากาศยาน ควรถูกตั้งเป็น พันธกิจร่วม ระหว่าง AOT-เอกชนผู้เช่า-สถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อให้ประโยชน์รอบสนามบิน “ตกในเมือง” มากที่สุด

ข้อ 5 – กลไกมีส่วนร่วม สัญญา 30 ปีต้องมี “เสียงพลเมือง”
การปล่อยเช่าระยะยาวควรมี คณะทำงานร่วม ระหว่างรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น-ภาคประชาชน กำกับ ผลกระทบ-การจ้างงาน-การใช้พื้นที่สาธารณะ-สิทธิชุมชน ด้วย KPI ที่วัดได้ (เช่น สัดส่วนการจ้างคนท้องถิ่น, สัดส่วนพื้นที่สาธารณะ, เกณฑ์ฝุ่น-เสียง) เพื่อให้ สัญญา 30 ปี เป็น “สัญญาความเชื่อมั่น” ร่วมกัน ไม่ใช่แค่สัญญาทางพาณิชย์

ตัวเลขที่ควรรู้ (Key Stats)

  • 91 ไร่: ขนาด แปลงหน้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ที่ AOT โปรโมตว่าพร้อมพัฒนาเชิงพาณิชย์ (ตามรายงานสื่อเศรษฐกิจ)
  • 275/105 ไร่: ขนาดแปลง B/E สุวรรณภูมิ ที่ทำหน้าที่ “โชว์เคส” โมเดล Airport Business/Support ของ AOT
  • 16 โครงการ: จำนวนโครงการที่อยู่ในกระบวนการให้สิทธิประกอบกิจการของ AOT ทั่วเครือข่ายสนามบิน ณ ปี 2568 (ตามข่าวทางการ/สื่อหลัก)
  • 3 → 6 ล้านคน/ปี ภายในปี 2576: เป้าหมายขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของ สนามบินแม่ฟ้าหลวง (CEI) ตามข้อมูล ACI Asia-Pacific

เสียงจากเอกชน & นักวิเคราะห์ (ภาพรวมจากแผน AOT)

แม้แต่ละโครงการยังอยู่ในช่วงกระบวนการให้สิทธิ แต่ “ทิศทาง” ที่ AOT สื่อสารต่อสาธารณะทำให้ตลาดมองเห็น 3 โอกาสหลัก

  1. Hotel-Mixed Use – Demand นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ “ก่อน-หลังบิน” จะหนุนให้โรงแรมระดับกลาง-บน, Co-working, และ Retail ไลฟ์สไตล์ “ติดรันเวย์” เติบโตเร็ว
  2. Logistics-MRO-Training – โครงข่ายการค้า GMS + การท่องเที่ยวคุณภาพ ทำให้คลังสินค้า/Cold Chain/Training Center เกิด Ecosystem ใหม่ในเมือง
  3. EV & Green Services – การพัฒนา “เมืองสนามบินสีเขียว” คือจุดขายยุค Net-Zero ที่ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

(สาระดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบพอร์ตโฟลิโอที่ AOT ประกาศโปรโมตในงาน Showcase/Property Tour และข่าวสื่อเศรษฐกิจหลายฉบับ)

จาก “สนามบินเมืองรอง” สู่ “ศูนย์กลางใหม่”

ลองจินตนาการปลายปี 2576 เมื่ออาคารผู้โดยสารเชียงรายรองรับ 6 ล้านคน/ปี ผู้โดยสารลงเครื่อง—เดินไม่ถึง 10 นาทีถึง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว-โรงแรม-ศูนย์อาหารท้องถิ่นคุณภาพ ที่คัดสรรจากผู้ประกอบการ SME เชียงราย, Shuttle EV เชื่อมสนามบิน-ริมน้ำกก-ดอยแม่สลอง, สินค้าเกษตรปลอดภัยแพ็กส่งด่วนจาก Cold Chain Hub ข้างสนามบินสู่กรุงเทพฯ-สิงคโปร์—มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตลอดสายโซ่อุปทาน เม็ดเงิน “ค้างเมือง” มากขึ้น และที่สำคัญ “งานรายได้ดี” ของคนเชียงรายไม่ได้อยู่แค่ในเทศกาล แต่เกิดทุกวัน

สตอรี่ไลน์นี้ไม่ใช่ความฝันเกินจริง หาก 3 ราง เดินคู่กัน
(1) รางนโยบาย – AOT/AOT-Property เดินเร่งกลไกให้สิทธิอย่างโปร่งใส-แข่งขัน-มี KPI สังคม
(2) รางโครงสร้างพื้นฐาน – ถนน-ระบบน้ำ-ผังเมือง-น้ำท่วม-สิ่งแวดล้อม ต้อง “ทันเวลา”
(3) รางคน – Reskill/Upskill ให้ “คนเชียงราย” เป็นเจ้าบ้านของ Hub ใหม่อย่างแท้จริง

 “เชียงรายพร้อมหรือยัง?”

การเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบินของ AOT คือ “โอกาสศตวรรษ” ที่ไม่ได้ผ่านมาเสมอ การมี แปลง 91 ไร่หน้า CEI + แผนขยายสนามบิน 6 ล้านคน/ปี คือคู่หูทรงพลังที่จะลากเศรษฐกิจเชียงรายให้วิ่งเร็ว—แต่ “ยิ่งเร็ว” ยิ่งต้อง ปลอดภัย เป็นธรรม และยั่งยืน

สิ่งที่ควรทำทันที

  • ตั้ง คณะทำงานร่วม (AOT-จังหวัด-อบจ./เทศบาล-ภาคเอกชน-ภาคประชาชน) วาง Roadmap 3-5 ปี ของพื้นที่รอบสนามบิน กำหนด KPI ด้านสังคม-สิ่งแวดล้อม-การจ้างงานท้องถิ่น ควบคู่กับ KPI เชิงพาณิชย์
  • เร่ง มาตรการก่อสร้างปลอดฝุ่น-ปลอดอุบัติเหตุ ในทุกโครงการโครงสร้างพื้นฐาน “หน้าบ้านสนามบิน” ให้สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว-ชั่วโมงเรียนของโรงเรียนใกล้เคียง (รอบบ่าย/เย็นต้อง “ถนนสะอาด-สว่าง-ปลอดภัย”)
  • เปิด Fast-Track Reskilling ร่วมสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เตรียมแรงงานเฉพาะทางสำหรับงานที่จะเกิดขึ้นในพอร์ต AOT (บริการ-ภาษา-โลจิสติกส์-ดิจิทัล-ช่างเทคนิค)

สาระสำคัญที่สุด “เมืองสนามบิน” ที่ดีไม่ได้วัดที่ “ตึกสูงเท่าไร” แต่วัดที่ พลเมืองมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริง แค่ไหน—ถ้าเชียงรายยึดหลักนี้ไว้ได้ โครงการ AOT รอบสนามบินจะไม่ใช่แค่สิทธิเช่า 30 ปี แต่คือ “สัญญาความเจริญร่วมกัน” ของทั้งเมือง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • AOT
  • สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เปิดตัว “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” 15 เมตร สานภูมิปัญญา 4 ชนเผ่า ตอกย้ำ UNESCO City of Design

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ผลงานชิ้นเอกแห่งภูมิปัญญาล้านนาและการออกแบบระดับ UNESCO

เชียงราย,11 พฤศจิกายน 2568ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาสูง 15 เมตร ถักทอด้วยภูมิปัญญา 4 ชนเผ่า สืบสานพระปณิธานพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตอกย้ำสถานะ “City of Design” จังหวัดเชียงราย ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย บรรยากาศของการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในครั้งนี้มิได้เป็นเพียงงานรื่นเริงตามปกติธรรมดา แต่กลายเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านการออกแบบของจังหวัดเชียงรายในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design)” ของ UNESCO อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านงานศิลปะชิ้นเอกที่ชื่อว่า “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ซึ่งเป็นต้นคริสต์มาสไม้ไผ่สานสูงกว่า 15 เมตร ที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชนเผ่าบนยอดดอยถึง 4 กลุ่มชาติพันธุ์

ซึ่งกำหนด 26 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จะถูกประดับด้วยแสงไฟนับพันดวงจะส่องประกายขึ้นพร้อมกัน เวลาสร้างสรรค์ยาวนานหลายเดือน ในงานจะมีพิธีเปิดไฟอย่างยิ่งใหญ่ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมากในช่วงไฮซีซั่นของจังหวัดเชียงราย

รากฐานของความสำเร็จ พระปณิธานที่ยั่งยืน

การจัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง” ในครั้งนี้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) กับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัดเชียงราย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 เพื่อสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ดำเนินโครงการพัฒนาดอยตุงมาเป็นเวลากว่า 36 ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชนเผ่าบนพื้นที่สูงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการพัฒนาดอยตุงได้รับการยกย่องในระดับสากลว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะหลักการ “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่แก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2556 สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรอง “แนวปฏิบัติสากลว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก (United Nations Guiding Principles on Alternative Development)” ซึ่งมีรากฐานมาจากประสบการณ์ของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ

ผลงานชิ้นเอก ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา

ภายใต้แนวคิด “The Magic of Chiang Rai” ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์โดยทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครงสร้างหลัก ซึ่งสูงกว่า 15 เมตร โดยมีต้นคริสต์มาสขนาดเล็กอีก 6 ต้นล้อมรอบ สะท้อนถึงภูเขาหมอกแห่งดอยตุงและความหลากหลายของชนเผ่าในพื้นที่

สิ่งที่ทำให้ผลงานนี้โดดเด่นคือการประดับตกแต่งด้วยงานหัตถศิลป์จาก 4 ชนเผ่าหลักของเชียงราย ได้แก่ ชาวอาข่า ชาวลาหู่ ชาวลัวะ (ละว้า) และชาวไทใหญ่ โดยแต่ละลวดลายมีความหมายและเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ชาวอาข่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีงานปักและลูกปัดที่ประดับตกแต่งอย่างประณีต สื่อถึงความอ่อนโยนและความขยันอดทนของสตรีชนเผ่า ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าสู่ลูกหลาน ลวดลายของชาวอาข่ามักใช้ลูกปัดและงานปักที่ละเอียดอ่อน ซึ่งสะท้อนถึงความศรัทธาและความงดงามของเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม

ชาวลาหู่ โดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิตและการใช้สีตัดกันอย่างมีชีวิตชีวา สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับพลังงานของธรรมชาติและวิถีการดำรงชีวิต ผ้าทอของชาวลาหู่มีลักษณะที่โดดเด่นด้วยลวดลายที่สื่อถึงความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ชาวลัวะ (ละว้า) มีเอกลักษณ์ในการทอที่เน้นความเรียบง่ายแต่แข็งแรง ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้จากท้องถิ่น สื่อถึงความผูกพันกับผืนป่าและรากเหง้าของบรรพบุรุษ การทอผ้ามีความหนาแน่น ใช้เทคนิคมัดหมี่หรือมัดก่าน ลวดลายมีความเป็นเอกลักษณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่อากาศเย็น

ชาวไทใหญ่ นำเสนอลวดลายที่หลากหลายและซับซ้อน มักได้รับอิทธิพลจากลายน้ำไหลและดอกไม้บนดอยตุง สื่อถึงความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมล้านนา การทอมีเทคนิคที่หลากหลาย เช่น ซิ่นลายน้ำไหล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมล้านนาในพื้นที่ราบ แต่ถูกปรับให้เข้ากับวัสดุและฝีมือของดอยตุง

การผสมผสานงานหัตถศิลป์จาก 4 ชนเผ่านี้บนโครงสร้างไม้ไผ่สาน ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสามัคคี แต่ยังแสดงถึงการใช้วัสดุจากท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตามแนวทางที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้บุกเบิกมาอย่างยาวนาน

ยอดของต้นคริสต์มาสถูกประดับด้วยริบบิ้นสีทอง เป็นสัญลักษณ์แทนความจงรักภักดีและการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา

จาก Local สู่ Global ตอกย้ำ City of Design

ความสำคัญของต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้อยู่แค่ความงดงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น “ต้นแบบ (Prototype)” สำหรับการสร้างสรรค์ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ นี่คือการตอกย้ำอย่างเป็นรูปธรรมถึงการเป็น City of Design ของเชียงราย ที่ไม่ได้มีเพียงแค่งานศิลปะบริสุทธิ์ แต่ยังรวมถึงการออกแบบที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจให้กับชุมชนชนเผ่าอย่างยั่งยืน

การที่จังหวัดเชียงรายได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในสาขาการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 นั้น เป็นผลมาจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวในช่วงที่เชียงรายได้รับการรับรองว่า เมืองสร้างสรรค์ทั้ง 55 เมืองที่ได้รับการยอมรับจาก UNESCO นั้น เป็นเมืองที่กำลังเป็นผู้นำในการเพิ่มการเข้าถึงวัฒนธรรมและกระตุ้นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

การส่งต่อ “ซอฟต์พาวเวอร์งานคราฟต์มาสเตอร์พีซ” จากดอยตุงสู่เวทีระดับประเทศ ทำให้เชียงรายเป็น “เดสติเนชันสำคัญของโลก” ในช่วงไฮซีซั่น ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเสน่ห์แห่งอัตลักษณ์ล้านนาอย่างแท้จริง

ธุรกิจเพื่อสังคม สร้างงานสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาที่ว่า “อะไรที่ชาวบ้านถนัดและทำได้ดีอยู่แล้ว ก็ไปเสริมให้ดียิ่งขึ้น” จึงมุ่งผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการทำธุรกิจแบบสากล โดยได้ว่าจ้างนักออกแบบมาทำงานร่วมกับคนในท้องถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีเอกลักษณ์ ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาดสากล

ผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังเป็นการสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนชนเผ่า ทำให้พวกเขาไม่ต้องพึ่งพาการปลูกฝิ่นหรือทำลายป่าอีกต่อไป

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยกล่าวว่า “วันนี้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทำงานต่างจากในอดีต เราไม่ได้เพียงแค่เข้าไปในพื้นที่และสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่เราทำสิ่งต่างๆด้วยการมีความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆเป็นลักษณะ Engagement เพิ่มมากขึ้น เราอยากมีเพื่อนที่เดินไปบนเส้นทางนี้มากขึ้น”

ในปี พ.ศ. 2557 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับรางวัลนิเคอิเอเชียจากหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวนิเคอิของประเทศญี่ปุ่น ในฐานะองค์กรยอดเยี่ยมของเอเชียด้านการพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรม สะท้อนถึงการยอมรับในระดับสากลของผลงานที่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว เชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคเหนือ ตามสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี พ.ศ. 2567 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 6,193,932 คน คิดเป็นร้อยละ 24 ของนักท่องเที่ยวทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวรวม 25,783,263 คน โดยเชียงรายครองอันดับที่ 2 รองจากจังหวัดเชียงใหม่

การจัดงานเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ในช่วงไฮซีซั่น คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยวภาคเหนือเพื่อชมทะเลหมอกและสัมผัสอากาศหนาว

งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมความงดงามของต้นคริสต์มาสหมอกพันวาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชนเผ่าบนพื้นที่สูง รวมถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2568 โดยมุ่งเป้าสู่การผลักดัน “ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก” ผ่านแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ซึ่งเชียงรายในฐานะ UNESCO City of Design ถือเป็นจุดขายสำคัญที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และความสามารถในการสร้างสรรค์ของไทย

ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนความสำเร็จ

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เปิดพื้นที่ให้จัดงานและสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงาน แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ร่วมกับการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ได้ทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายทำหน้าที่ดูแลให้งานสอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและเทศบาลนครเชียงรายให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวก ในขณะที่จังหวัดเชียงรายทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือแบบบูรณาการนี้สะท้อนถึงความตระหนักร่วมกันว่า การพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงแค่ความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

อนาคตของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย การที่ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาได้รับการพัฒนาเป็นต้นแบบให้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถถูกยกระดับและขยายผลไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นได้

การเป็น UNESCO City of Design ของเชียงรายไม่ใช่เพียงแค่ตราสัญลักษณ์ แต่เป็นความรับผิดชอบในการพัฒนาและส่งเสริมการออกแบบที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม

ในอนาคต จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียน โดยใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมล้านนา ภูมิปัญญาชนเผ่า และความหลากหลายทางชีวภาพ ผสมผสานกับนวัตกรรมและการออกแบบร่วมสมัย

เสียงจากผู้เกี่ยวข้อง มุมมองที่หลากหลาย

แม้ว่าข้อมูลที่นำเสนอจะไม่มีคำกล่าวโดยตรงจากผู้บริหารในงานครั้งนี้ แต่จากการศึกษาผลงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการพัฒนาดอยตุงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการทำงานที่ชัดเจน

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เคยกล่าวถึงหลักการทำงานว่า “เราต้องการให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการดำรงชีวิต ไม่ใช่บอกว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่ดีกว่า ที่ให้รายได้มากกว่า และยั่งยืนกว่า”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงแนวทางการทำงานของมูลนิธิที่เน้นการเสริมพลังให้กับชุมชน ไม่ใช่การเข้าไปแก้ปัญหาแบบชั่วคราว แต่เป็นการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว สำหรับชาวบ้านในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ผลงานเช่นต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่ชื่นชม แต่เป็นตัวแทนของความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของตนเอง เป็นการพิสูจน์ว่างานหัตถกรรมที่พวกเขาทำมาตลอดชีวิตนั้นมีคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจ

โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โครงการได้ช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่กว่า 11,284 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรประมาณ 50,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 150 หมู่บ้าน ใน 6 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

รายได้ของครัวเรือนในโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปลูกข้าวโพดและพืชเชิงเดียวที่ให้รายได้น้อยและไม่แน่นอน เปลี่ยนมาเป็นการทำงานหัตถกรรม การปลูกกาแฟอาราบิก้า การปลูกมะคาเดเมีย และการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งให้รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่า ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการได้ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้กว่า 7,165 ไร่ ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แหล่งน้ำที่เคยแห้งขอดกลับมามีน้ำไหลตลอดปี และความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมา

ในด้านสังคม โครงการได้ช่วยลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ จากการที่ชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการปลูกฝิ่นหรือค้ายาเสพติด เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น และชุมชนมีความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเอง

ความท้าทายและโอกาส

แม้ว่าผลงานจะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ การรักษามาตรฐานคุณภาพของงานหัตถกรรมในขณะที่ต้องเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดเป็นเรื่องที่ต้องสมดุล การถ่ายทอดทักษะและภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่ที่อาจมีความสนใจในอาชีพอื่นๆ มากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ก็เป็นโอกาสในการพัฒนา การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการออกแบบ การจัดการผลิต และการตลาด สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงและการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ การเป็น UNESCO City of Design ช่วยเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเมืองสร้างสรรค์อื่นๆ ทั่วโลก เชียงรายสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของเมืองอื่นๆ ในเครือข่าย และนำความรู้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

บทเรียนสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงและการจัดงานเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ

  • การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของชุมชนและเคารพในภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่การนำเอารูปแบบการพัฒนาที่สำเร็จที่อื่นมาใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยน
  • การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องทำอย่างสมดุล ไม่ให้เกิดการแสวงหาผลกำไรจนลืมคุณค่าทางวัฒนธรรม และไม่ยึดติดกับการอนุรักษ์จนชุมชนไม่สามารถพัฒนาได้
  • ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ ไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถทำงานสำเร็จได้ด้วยตัวเอง การสร้างเครือข่ายและพันธมิตรที่เข้มแข็งช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
  • การพัฒนาต้องให้ชุมชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ไม่ใช่การพัฒนาให้ชุมชน แต่เป็นการพัฒนากับชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจ
  • การใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสามารถสร้างผลกระทบที่กว้างไกล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพัฒนาแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

เชิญชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ได้ด้วยการเดินทางมาชมผลงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” และงานศิลปะอื่นๆ ในงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

พิธีเปิดไฟครั้งยิ่งใหญ่จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป พร้อมมินิคอนเสิร์ตจาก “แก้ม วิชญาณี” ศิลปินเสียงทรงพลังที่จะมาสร้างสีสันให้กับงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหลากหลายตลอดช่วงเทศกาล รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนจากโครงการพัฒนาดอยตุงที่ผู้เข้าชมสามารถสนับสนุนชุมชนได้โดยตรง

การเดินทางมาชมงานไม่เพียงแต่เป็นการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรม และการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

มองไปข้างหน้า อนาคตของเชียงรายและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในระดับสากล ในอนาคต คาดว่าจะมีโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการออกแบบและหัตถกรรมร่วมสมัย โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ การจัดเวิร์กช็อป และการแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบและศิลปินจากทั่วโลก การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัด เช่น วัดร่องขุ่น พิพิธภัณฑ์บ้านดำ โครงการพัฒนาดอยตุง และชุมชนหัตถกรรม จะช่วยกระจายรายได้และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ลึกซึ้งและมีคุณค่า

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การสร้าง Virtual Tour การใช้ Augmented Reality เพื่อเล่าเรื่องราวของงานศิลปะและวัฒนธรรม และการสร้าง Platform สำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนออนไลน์ จะช่วยขยายการเข้าถึงและสร้างโอกาสใหม่ๆ

ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เชียงรายต้องพัฒนาในลักษณะที่ไม่ทำลายสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และคุณค่าของตนเอง แต่ใช้จุดแข็งเหล่านี้เป็นฐานในการสร้างความเจริญก้าวหน้าที่ยั่งยืน

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” และผลงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” เป็นมากกว่างานศิลปะหรือการจัดเทศกาล เป็นการสื่อสารที่ทรงพลังเกี่ยวกับคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน และศักยภาพของการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

จากต้นไม้ไผ่สานสูง 15 เมตรที่ตั้งอยู่หน้าศูนย์การค้า เราเห็นเรื่องราวของการสืบสานพระปณิธาน เห็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ถูกถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน เห็นความพยายามของชุมชนในการพัฒนาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี เห็นความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และเห็นอนาคตของการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่คำนึงถึงคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

นี่คือ “The Magic of Chiang Rai” ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามที่มองเห็นได้ แต่เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง)
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • กระทรวงวัฒนธรรม – ข้อมูลการรับรอง UNESCO City of Design (2566)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย (2567)
  • สหประชาชาติ – United Nations Guiding Principles on Alternative Development (2556)
  • central pattana
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก

เชียงรายวาระแห่งชาติ–วาระเมือง “ทางลอด 850 ล้าน” ระหว่างทางสู่ความเจริญ กับโจทย์เร่งด่วนเรื่อง “มหาฝุ่น-ความปลอดภัย” ของพลเมือง

เชียงราย, 11 พฤศจิกายน 2568 — เมื่อ “ตัวเลขความคืบหน้า” ปะทะ “คุณภาพชีวิตรายวัน”  เมืองกำลังขยับสู่เป้าหมายใหญ่อีกครั้ง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐภูมิใจ—โครงการก่อสร้างทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ (แยก อบจ./ท.6) สายชร.1023 โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) วงเงิน 849.800 ล้านบาท กำหนดก่อสร้าง ปี 2567–2570 ซึ่งล่าสุด “คืบหน้า ~31% เร็วกว่าแผน” ขณะเร่งทำโครงสร้างทางลอดและผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อปลดล็อกคอขวดหน้าสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงและหนุนเศรษฐกิจการขนส่ง-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน

แต่ในอีกฟากหนึ่งของความก้าวหน้า—บนผิวถนนเดียวกัน—คือ “มหาฝุ่น-หลุม-ความมืด-ป้ายไม่ชัด” ที่ผู้ใช้ถนนและผู้ปกครองหน้า รร.เทศบาล 6 ต้องเผชิญทุกวัน เสียงสะท้อนในชุมชนออนไลน์ “จาวเจียงฮาย New.V3” ชี้ชัดว่า ความเดือดร้อนนั้น “เห็นและดมได้” ตั้งแต่เวลารับ-ส่งเด็กจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งไฟส่องสว่างไม่เพียงพอและแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างยังสับสน

นี่คือ ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ที่ไม่ใช่ “เอา-ไม่เอาโครงการ” หากแต่ถามว่า อะไรควรทำก่อน อะไรควรหยุดชั่วคราว และใครรับผิดชอบ” เพื่อให้ความเจริญระยะยาวไม่แลกกับสุขภาวะปัจจุบันของพลเมือง โดยเฉพาะเด็ก-คนทำงานที่ต้องผ่านจุดก่อสร้างวันละหลายครั้ง

ภาพรวมโครงการ ขอบเขต-เหตุผล-เส้นตาย

ตามเอกสาร/แถลง ทช. โครงการนี้ออกแบบเป็น อุโมงค์ลอดทางแยก 4 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 425.50 เมตร พร้อมงาน ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ให้กว้างขึ้นตลอดช่วง ~410 เมตร ปรับปรุงถนน ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างและสาธารณูปโภค รวมระยะทางดำเนินการราว 1.635 กม. เป้าประสงค์หลักคือ แก้คอขวดหน้าสนามบิน และรองรับการเติบโตเมือง-ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยตั้งธง เสร็จปี 2570 หากคุมงานได้ตามแผนปัจจุบันที่ “เร็วกว่าแผน”

ทช.ระบุด้วยว่า ได้ “กำชับผู้รับจ้าง-ผู้ควบคุมงาน” ให้ติดตั้ง ป้ายเตือน-ป้ายลดความเร็ว-สัญญาณไฟกะพริบ-อุปกรณ์ความปลอดภัย ให้สังเกตเห็นชัดเพื่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทางของประชาชนในพื้นที่—ข้อความที่ฟังดู “ครบ” บนกระดาษ แต่ชาวเมืองจำนวนมากบอกว่า ไม่ครบเมื่อยืนอยู่หน้างานจริง”

เสียงหน้างาน บทเรียนที่กำลังก่อตัวทุกเช้าเย็น

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ถนนหน้า อบจ./รร.เทศบาล 6 โพสต์รูป-ข้อความลักษณะคล้ายกัน—ฝุ่นลอยหนา, เศษทราย-หิน-เหล็ก, หลุม-ทางต่างระดับ, กรวยไม่พอ, ป้ายไม่ชัด, ไฟไม่พอช่วงกลางคืน บางรายอ้าง “รถตกท่อ” และ “ลื่นเพราะทรายไหลมากอง” พร้อมเรียกร้อง รถน้ำล้างถนน/รถดูดฝุ่นเป็นกิจจะลักษณะ โดยเฉพาะ “ช่วงก่อนเลิกเรียน” เพื่อลดความเสี่ยงเด็กสูดฝุ่นสะสม

“สงสารเด็กๆ รถติดไม่พอมาโดนฝุ่นอีก… ฝุ่นตลบเวลารถลงจากสะพาน… ควรมีรถน้ำล้างถนนทุกครั้งหลังทำเสร็จ เหมือนจังหวัดอื่นๆ… กรวยกั้น-ไฟส่องสว่างให้ชัด โดยเฉพาะกลางคืน” — ความเห็นจากผู้ใช้ถนนรายหนึ่ง

แม้จะเป็นการบอกเล่าจากชุมชนออนไลน์ ไม่ใช่รายงานราชการ แต่ด้วย ความถี่-ความสอดคล้องของประเด็น และ จุดเสี่ยงซ้ำ ๆ (หน้าโรงเรียน-ช่วงลงสะพาน-หน้า อบจ.) ก็เพียงพอให้เกิด “ธงเชิงปฏิบัติ” ว่าหน่วยงานรัฐ-ผู้รับจ้างควร ยกระดับมาตรการหน้างานทันที แยกจากตารางงานเทคโนโลยี/วิศวกรรม

มาตรฐานอากาศ เส้นแบ่งที่ตัวเลขอธิบายได้

ในทางสาธารณสุข “ฝุ่นจากงานก่อสร้าง” เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของ PM10/PM2.5 ที่กระทบระบบหายใจโดยตรง ประเทศไทยปรับมาตรฐาน PM2.5 (24 ชม.) เป็น 37.5 µg/m³ มีผลปี 2566 และปรับเกณฑ์ AQI ให้เข้มขึ้น ขณะเดียวกัน WHO 2021 แนะนำค่าที่เข้มกว่ามากที่ 15 µg/m³ (24 ชม.) เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยง (เด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง) ความต่างของมาตรฐานนี้ชี้ว่า แม้ไม่เกินเกณฑ์ไทย” ก็ยังไม่แปลว่าปลอดความเสี่ยงสุขภาพโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อรับสัมผัสซ้ำทุกวันระหว่างก่อสร้างยาวนานหลายปี

ดังนั้น มาตรการควบคุมฝุ่นหน้างาน เช่น รถน้ำล้างถนนสม่ำเสมอ, รถดูดฝุ่น, ผ้าใบคลุมกองวัสดุ, ล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ, แนวกั้นกันฝุ่น, ทำความสะอาดทางเท้า-ไหล่ทาง ไม่ใช่ “ของสวยงาม” แต่เป็น เส้นแบ่งระหว่างความคืบหน้าโครงการ กับคุณภาพชีวิตที่รับได้ของพลเมือง

ใครควรทำอะไร “ทันที” โรดแมปแก้ปัญหาระยะสั้น

1.ทช./ผู้รับจ้าง (เจ้าของงาน/ผู้ดำเนินการ)

  • ความปลอดภัย 24/7 เพิ่ม/ย้ำการติดตั้ง ป้ายเตือน-ไฟกะพริบ-ไฟส่องสว่าง-กรวยกั้น-แบริเออร์สะท้อนแสง ในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะ “โซนลงสะพาน-หน้าโรงเรียน-คอขวดหน้า อบจ.” ให้มองเห็นได้ชัดในยามค่ำคืน และปรับผิวจราจรชั่วคราวไม่ให้เกิด “ขั้นต่างระดับ/หลุม” ที่เสี่ยงรถสองล้อ
  • ฝุ่น-ความสะอาด จัด รอบรถน้ำ/รถดูดฝุ่น เฉพาะกิจ “ช่วงก่อน-หลังเลิกเรียน” และ “ช่วงจราจรหนาแน่น” พร้อม ล้างล้อรถบรรทุก และ เก็บเศษวัสดุ-ทรายไหล ที่จุดโค้ง/จุดเลี้ยว
  • เปิดเผยข้อมูล ปัก ป้ายตารางงานรายสัปดาห์ และ ช่องทางร้องเรียนตรง ของผู้ควบคุมงาน เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้แบบเรียลไทม์ และติดตามการแก้ไขได้

2.จังหวัด-อบจ./เทศบาล (เจ้าบ้าน/ผู้ประสาน)

  • บูรณาการหน้างาน ใช้ศักยภาพ “ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS)” หรือกลไกเทียบเท่า ตั้ง War-Room รายสัปดาห์ ร่วม ทช./ผู้รับจ้าง/ตร.จร./โรงเรียน/ชุมชน เพื่อจูนแผนงานกับ ตารางรับ-ส่งนักเรียน/ช่วงกิจกรรมเมือง
  • ล้างถนนเสริม หากผู้รับจ้างยังทำไม่ทั่วถึง ให้เทศบาล/อบจ. จัดรถล้างถนนเสริม เฉพาะจุดวิกฤตชั่วคราว (โดยทำบันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อ เรียกคืนจากสัญญา/ค่าปรับ ตามความเหมาะสม)
  • สื่อสารเชิงรุก จัด เพจ/ไลน์ทางการ สรุปงานประจำสัปดาห์ จุดปิด-จุดเปิด เส้นทางเลี่ยง พร้อมแผนที่ เข้าใจง่าย

3.โรงเรียน-ชุมชน (ผู้ได้รับผลกระทบ)

  • จัดระเบียบรับ-ส่งนักเรียน (เลน Drop-off/รับขึ้นชัดเจน, อาสาจราจรผู้ปกครองร่วมกับตำรวจ)
  • บันทึกเหตุ-แจ้งเหตุ บันทึกภาพ/พิกัด “จุดเสี่ยงซ้ำ” ส่ง War-Room เพื่อให้การแก้ไข “จับต้องได้” และติดตามได้

แล้ว “อะไรควรหยุด-อะไรควรไปต่อ” การจัดลำดับในเมืองที่มีงานใหญ่หลายจุด

ความเห็นหนึ่งที่สะท้อนกังวลคือ “เดือนหน้าจะมีงานดอกไม้ริมน้ำกก ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง ทำไมจึงจัดซ้อนช่วงรถติดหนัก” นี่ไม่ใช่การคัดค้านกิจกรรมท่องเที่ยว หากเป็นคำถามเรื่อง การจัดลำดับเวลาและทรัพยากร เมืองที่เดินหน้าหลายวาระพร้อมกัน—งานโครงสร้างพื้นฐาน, อีเวนต์ใหญ่, ดันซอฟต์พาวเวอร์—จำเป็นต้องมี “ตัวช่วยชั่งน้ำหนักผลลัพธ์-ต้นทุนสังคม” เช่น

  • หยุด/ชะลอบางกิจกรรม ชั่วคราวถ้ากระทบภาพลักษณ์-ประสบการณ์นักท่องเที่ยวหนักในจุดงานก่อสร้าง
  • เร่งเสร็จงานเฉพาะจุด (เช่น ปรับผิวชั่วคราว/สะสางฝุ่น) ให้ทันกรอบอีเวนต์
  • เสริมระบบขนส่ง (ชัตเทิล/ปิดถนนชั่วคราวบางช่วงเวลา) ลดการปะทะกันระหว่าง “พีคงาน” กับ “พีคจราจร”

ตัวชี้วัดใหม่ เร็วกว่าแผน ดีพอ หากยังไม่ “ปลอดภัยไร้ฝุ่น”

บทเรียนจากหลายเมืองชี้ว่า KPI งานก่อสร้าง ที่เน้น “%คืบหน้า” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป เมืองควรผูก “ความเร็ว” เข้ากับ ตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยและอากาศ เช่น

  • อุบัติเหตุ/เดือนในเขตก่อสร้างต้องเป็น ศูนย์ หรือแสดงแนวโน้มลงอย่างชัดเจน
  • ค่าฝุ่นเฉลี่ย (จุดติดตามเฉพาะกิจ) ต้องไม่เกินเกณฑ์ไทย และพยายามเข้าใกล้แนว WHO โดยเฉพาะช่วงรับ-ส่งนักเรียน
  • เวลาเดินทางเฉลี่ยช่วงพีค ต้องไม่แย่ลงจากฐานเดิม เมื่อปรับแผนปิด-เปิดช่องทาง

การประกาศ “31% เร็วกว่าแผน” จึงควรมี “ดัชนีคู่” ว่า ณ วันเดียวกันนั้น เมือง “ปลอดภัยกว่าเมื่อวาน-อากาศสะอาดกว่าเมื่อวาน” มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่ “งานก้าวหน้า” แต่ “คนอยู่ได้”

คำถามสุดท้ายที่เมืองต้องตอบ “เราได้ถามชาวเชียงรายแล้วหรือยัง?”

ผู้สื่อข่าวพบว่า แม้ประชาชนเข้าใจ “ความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน” แต่ก็เรียกร้อง สิทธิขั้นพื้นฐาน ระหว่างรอคอย ได้แก่ ถนนที่สะอาด-ปลอดภัย-มีสัญญาณเตือนที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน-หน้า อบจ. ซึ่งเป็น “หน้าบ้านราชการ” เอง
ในเชิงธรรมาภิบาล เวทีสื่อสารรายสัปดาห์ ระหว่าง ทช./จังหวัด/ท้องถิ่น/โรงเรียน/ชุมชน—ที่เปิดเผยตารางงาน, จุดเสี่ยง, งานแก้ไข—จะ ลดช่องว่างความไว้ใจ และทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “เสียงของเขาแปรเป็นปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนสไลด์

ตรงกลางของ “รัฐ-ชาวเชียงราย” เริ่มต้นที่ “ความปลอดภัย-สุขภาวะ”

รัฐมีเหตุผลเรื่องความเจริญระยะยาว เมืองมีความฝันเรื่องเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว แต่ จุดตั้งต้นเดียวที่ตรงกัน คือ “ประชาชนต้องปลอดภัยและหายใจได้สะดวก” วันนี้—ไม่ใช่รอปี 2570
คำตอบเชิงปฏิบัติจึงไม่ใช่ “หยุดหรือไปต่อ” แบบศูนย์-หนึ่ง หากเป็น “ไปต่ออย่างมีวินัยหน้างาน” โดย

  • ทช./ผู้รับจ้าง ยกระดับมาตรการความปลอดภัย-ควบคุมฝุ่นทันที และ เปิดข้อมูล-ช่องร้องเรียนตรง
  • อบจ./เทศบาล ตั้ง War-Room บูรณาการ เติมรถล้างถนน-สื่อสารเส้นทางเลี่ยง
  • โรงเรียน/ชุมชน จัดการจราจรรับ-ส่ง และบันทึกเหตุซ้ำ ให้การแก้ไข “มองเห็นได้” ภายในสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นเพียงบันทึกการประชุม

เชียงรายจะ “ผ่าทางตัน” ได้ เมื่อเรา ไม่ปล่อยให้ความเจริญวิ่งแซงคุณภาพชีวิต และกล้ากำหนด KPI ที่ยึดพลเมืองเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ ไปกับเส้นตายวิศวกรรม

โครงการทางลอดแยกศูนย์ราชการ (ชร.1023), อ.เมือง จ.เชียงราย

  • หน่วยงานเจ้าของ: กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • วงเงินก่อสร้าง: 849.800 ล้านบาท
  • โครงสร้าง: อุโมงค์ลอด 4 ช่องจราจร ยาว ~425.5 ม. + ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ~410 ม. + ปรับปรุงถนน-ไฟส่องสว่าง-สาธารณูปโภค รวมช่วงดำเนินการ ~1.635 กม.
  • สถานะล่าสุด: คืบหน้า ~31% เร็วกว่าแผน (อยู่ระหว่างก่อสร้างโครงสร้างทางลอด/ผนังคสล.)
  • เป้าหมาย: แก้คอขวดหน้าสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง, หนุนโลจิสติกส์-ท่องเที่ยว, รองรับการเติบโตเมือง
  • กรอบเวลา: คาดเสร็จปี 2570

ไม่ปฏิเสธความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ย้ำว่าความเร็วของโครงการต้อง “ล็อกคู่” กับมาตรฐานความปลอดภัย-อากาศสะอาดที่ตรวจสอบได้ หากทำได้ เชียงรายจะไม่ต้องเลือกระหว่าง “ความหวังระยะยาว” กับ “ความเดือดร้อนวันนี้”—เพราะเมืองสามารถทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน ด้วยวินัยและความโปร่งใส

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายยืนยันผลตรวจ ปลาในลุ่มน้ำกก-โขง “ปลอดภัยบริโภค” หลังผลโลหะหนักผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

เชียงรายยืนยัน “ปลาในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ปลอดภัยบริโภค” หลังผลตรวจผ่านเกณฑ์มาตรฐาน—ชาวท่าตอนลงมติเอกฉันท์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน 173 ล้านบาท” ชี้ต้องการน้ำสะอาด–บ่อบาดาลเร่งด่วนกว่า

เชียงราย, 10 พฤศจิกายน 2568 — จังหวัดเชียงรายเร่งเครื่อง “เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–อาหารอย่างต่อเนื่อง” พร้อมยืนยันผลตรวจโลหะหนักในตัวอย่างปลาจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ปลอดภัยสำหรับการบริโภค” ขณะที่เวทีรับฟังความคิดเห็นของกรมทรัพยากรน้ำที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (ต้นทางน้ำกกก่อนไหลสู่เชียงราย) มี มติเอกฉันท์ของชุมชน “ไม่เอาฝาย/บ่อดักตะกอน” โดยเรียกร้อง “น้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคและเกษตร” เป็นทางออกเร่งด่วน

ภาพรวมการเฝ้าระวัง ตรวจน้ำ–ดิน–ปลา “รายเดือน” หนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค

เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ติดตามคุณภาพน้ำครั้งที่ 3/2568 โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตาม ผลวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดิน จากศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม สคพ.1 และความคืบหน้าการทำงานของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด

ไฮไลต์สำคัญ คือ ผลตรวจวิเคราะห์โลหะหนักในตัวอย่างปลา ที่ดำเนินการโดย สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ส่งตรวจ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย “เดือนละ 1 ครั้ง”) ซึ่งรายงานต่อที่ประชุมว่า ตัวอย่างทั้งหมด “ไม่เกินมาตรฐาน” ตามกรอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของหน่วยงานสาธารณสุขและ อย. ที่ใช้อ้างอิงในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย (เช่น ข้อกำหนดโลหะหนักจำพวกปรอท–ตะกั่ว–แคดเมียมในผลิตภัณฑ์ประมง)

“ข่าวดีวันนี้ คือ คนเชียงรายยัง ‘กินปลาได้อย่างมั่นใจ’ แต่เราจะไม่หยุดแค่คำว่ามาตรฐานผ่าน เราจะเพิ่มความถี่–ความครอบคลุมของการตรวจ และวางระบบเปิดเผยผลแบบเข้าใจง่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว” แหล่งข่าวระดับจังหวัดกล่าวในที่ประชุม

ยกระดับโครงสร้างข้อมูล “ห้องแล็บโลหะหนักประจำจังหวัด”

ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าการจัดตั้ง ห้องปฏิบัติการตรวจโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย”มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ–ดิน–สัตว์น้ำ “ในพื้นที่–แบบทันท่วงที” ลดเวลารอผลจากส่วนกลาง ขยายจุดสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมชุมชนริมน้ำและตลาดขายปลา ทั้งยังช่วยสนับสนุนการสืบสวนทางวิทยาศาสตร์ (forensics) ในกรณีพบค่าผิดปกติเป็นจุดๆ เพื่อย้อนรอยหาแหล่งกำเนิดอย่างแม่นยำ

เสียงจากต้นน้ำ ชาวท่าตอน “ยกมือทั้งห้อง” — ต้องการ “น้ำสะอาด” มากกว่า “ฝาย”

ในวันและประเด็นเดียวกัน แต่คนละจังหวัด หอประชุม อบต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ แน่นขนัดด้วยชาวบ้านกว่า 300–350 คน ที่มาร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นของ กรมทรัพยากรน้ำ เกี่ยวกับทางเลือกแก้ปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกก–สาย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยผลักดันแนวทาง ฝาย/บ่อดักตะกอน” 4 แห่ง มูลค่า 173 ล้านบาท กระทั่งชุมชนตั้งข้อกังวล “ประสิทธิผล–ผลกระทบ–ความคุ้มค่า” และการสื่อสารสาธารณะ

ตลอดการประชุม ชาวบ้านชูป้ายข้อความ “No ฝายดักตะกอน / เยียวยาประชาชน / จัดหาแหล่งน้ำให้ทุกภาคส่วน” และสะท้อนปัญหาตรงไปตรงมา ต้องการน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค–น้ำเกษตรทดแทนการใช้น้ำกกที่ปนเปื้อน มากกว่าการสร้างฝายขนาดใหญ่ที่พวกเขา “ไม่เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริง” และ “อาจทำให้เดือดร้อนเพิ่ม” โดย พ.ท.บุญโรจน์ กองแก้ว นายก อบต.ท่าตอน เน้นย้ำบนเวทีว่า แก้ปัญหาเร่งด่วนก่อน” พร้อมเสนอให้รัฐ เร่งเจาะบ่อบาดาล–หาแหล่งน้ำสะอาด และ “เดินหน้าเจรจาต้นตอเหมืองฝั่งต้นน้ำต่างประเทศ” ในกรอบความร่วมมือของรัฐไทย

ช่วงท้าย เมื่อผู้จัดขอให้ลงมติผ่าน QR Code เพื่อประเมิน “ความเห็นต่อบ่อ/ฝายดักตะกอน” ชุมชนจำนวนมากทักท้วงเรื่องความยากในการเข้าถึงเทคโนโลยี จึงเปลี่ยนเป็น มติ “ยกมือ” ในห้องประชุม และได้ผล เอกฉันท์ “ไม่เห็นด้วย” ขณะเดียวกัน นายเวสารัช โสภณดิเรกรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ย้ำต่อหน้าเวทีว่า หากชาวบ้านไม่เห็นด้วย กรมน้ำจะยุติโครงการฝายดักตะกอน” เป็นการปิดฉากข้อถกเถียงเชิงโครงสร้างในชั้นพื้นที่ และเปิดทางให้ ทางออกน้ำสะอาด เดินหน้าอย่างจริงจัง

เชื่อม “นโยบายชาติ–แผนจังหวัด” ฝุ่นข้ามแดน–ปลอดเผา และความมั่นคงน้ำ

ฝั่งนโยบายระดับชาติ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ทส.) มีมติเห็นชอบ มาตรการรับมือไฟป่า–หมอกควัน–ฝุ่น PM2.5 ปี 2569 ครอบคลุม 5 ด้าน ตั้งแต่การควบคุมการเผาในเกษตร การจัดการไฟป่า การควบคุมฝุ่นเมือง การจัดการหมอกควันข้ามแดน ไปจนถึงการบริหารจัดการภาพรวม ซึ่งจะส่งผลลดแรงกดดันสิ่งแวดล้อมในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะการเชื่อมโยง “ห่วงโซ่สินค้าเกษตร–แหล่งกำเนิดควัน–คุณภาพอากาศชายแดน” เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์/กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้านโยบาย นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องปลอดการเผา” เริ่ม 1 ม.ค. 2569 เพื่อกดแรงจูงใจการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน—แหล่งวัตถุดิบสำคัญของโรงงานอาหารสัตว์—และยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (มีรายงานสื่อต่างประเทศอ้างคำให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ไทย)

ด้าน “ความมั่นคงน้ำ” เชียงรายกำลังผสาน แผนบ่อบาดาลเชิงรุก ของ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กับแผนระยะกลาง–ยาวของ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่เคยศึกษาทางเลือก ย้ายแหล่งน้ำดิบ ไปพึ่ง แม่น้ำโขง/แม่น้ำลาว/แม่น้ำคำ เพื่อความยืดหยุ่นแหล่งน้ำดิบในวิกฤตคุณภาพน้ำลุ่มน้ำกก–สาย (ข้อมูลเชิงนโยบายจากสารนิเทศ กปภ. และรายงานโครงการในเชียงรายที่ผ่านมา)

จาก “แจ้งเตือนเป็นระยะ” สู่ “เมืองปลอดภัยรับมือภัยพิบัติ”

บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 (รุนแรงสุดในรอบราว 30 ปี) ทำให้เชียงรายเร่งวางระบบ Flood Mark มากกว่า 500 จุด เพื่อบันทึกคราบระดับน้ำท่วมจริง ช่วยให้แผนที่เสี่ยงภัยน้ำหลาก อ่านออก–ใช้ได้ ในการวางผังป้องกัน–อพยพ–ฟื้นฟู (แนวทางที่จังหวัดหลายแห่งนำใช้) พร้อมกันนี้ เวทีวิชาการ–นโยบายที่ สกสว.–สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ–ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว แถลงในช่วงก่อนหน้า ได้วางโครง “ฐานข้อมูลความเสียหาย–แผนที่เสี่ยงภัย” เพื่อ จัดลำดับพื้นที่ซ่อมเร่งด่วน และ รองรับการเบิกจ่ายงบซ่อมแซมอย่างมีหลักฐาน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทาง “Disaster Resilient City—เมืองที่ปรับตัวรับมือภัยพิบัติ” ที่จังหวัดประกาศเดินหน้า

เวทีภูมิภาค ใช้ MRC ดันวาระน้ำกก–น้ำโขง

ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพ การประชุมคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ครั้งที่ 32 ซึ่งเชียงรายอยู่ในหัวใจของลุ่มน้ำ “ข้ามแดน” ที่ซับซ้อน ทั้งเชิงคุณภาพน้ำ–ตะกอน–ระบบนิเวศ–เศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตร–ประมง เวทีนี้จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ ในการหยิบยก กรณีศึกษาเชียงราย–ท่าตอน เพื่อขอความร่วมมือข้อมูล–เตือนภัย–ควบคุมแหล่งกำเนิด นอกเขตแดนไทย อย่างเป็นทางการ และสื่อสารการบ้านฝั่งไทยว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ ตั้งแต่ห้องแล็บจังหวัด–สุ่มตรวจปลา–บ่อบาดาล–Flood Mark–และมาตรการปลอดเผาในห่วงโซ่สินค้าเกษตร

ผลกระทบเศรษฐกิจ–สังคม ตัวเลขที่ “กดดันให้ต้องเร่งแก้”

ผู้ประกอบการท่องเที่ยว–ร้านค้า–ล่องแพริมน้ำ สะท้อนว่า “ฤดูกาลเทศกาลยอดขายแทบเป็นศูนย์” เมื่อข่าวปนเปื้อนกระทบ ความเชื่อมั่น การกลับมาของนักท่องเที่ยวจึงผูกกับ ความชัดเจนด้านคุณภาพน้ำ และ การสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรริมน้ำ—ตั้งแต่ผัก พริก กระเทียม จนถึงข้าว—ก็เผชิญความเสี่ยงด้านตลาด (โดยเฉพาะล็อตส่งออก) หากผลตรวจตกมาตรฐานเพียงจุดเดียว ย่อมกระทบ ทั้งห่วงโซ่ ตัวเลขประเมินความเสียหายรวมอาจแตะ หลายพันล้านบาทต่อปี หากปล่อยให้ “ข่าวลบ” ยืดเยื้อ

ทางเดินต่อไป 5 ข้อเสนอเชิงระบบ

  1. เปิดฐานข้อมูลกลาง “น้ำ–ดิน–ปลา” รายเดือน แบบดูง่าย (แดชบอร์ดสาธารณะ) เชื่อมผลตรวจหน่วยงานรัฐ–มหาวิทยาลัย–ชุมชนประมงท้องถิ่น ให้ประชาชน–ผู้ค้า–นักท่องเที่ยว ตรวจสอบได้ตลอดเวลา
  2. เร่งแผน “น้ำสะอาดชุมชน” เจาะบ่อบาดาลน้ำลึก/ระบบประปาหมู่บ้านในพื้นที่วิกฤต ควบคู่โครงการ Mobile Lab ออกตรวจจุดเสี่ยง ให้คำแนะนำการใช้น้ำ–ปรุงอาหาร
  3. โฟกัส “ต้นตอข้ามแดน” ในกรอบ MRC ขอข้อมูลตลอดสายน้ำ–ตะกอน–สารปนเปื้อนแบบ Data Sharing และ Roadmap ร่วม การควบคุมแหล่งกำเนิด
  4. ยึด “ปลอดเผา–ปลอดฝุ่น” เชื่อมซัพพลายเชน ใช้มาตรการนำเข้า–การจัดซื้อภาครัฐ–ฉลากสิ่งแวดล้อม กดแรงจูงใจ “ไม่เผา” สินค้าเกษตรชายแดน
  5. ทำงานร่วมกับชุมชนตั้งแต่ต้นทาง เวทีรับฟังต้อง “อธิบายทางเลือกครบ–ผลกระทบ–งบประมาณ–กำกับดูแล” และ ให้ชุมชนเลือก ทางที่เหมาะกับบริบท ไม่ยัดเยียดโครงสร้างเดิมๆ

สรุปสถานการณ์ เชียงรายกำลังก่อรูป “ระบบเฝ้าระวังเชิงรุก” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม—ปลา “ผ่านเกณฑ์” ต่อเนื่อง และมีแผนลงทุนด้านข้อมูล–แล็บจังหวัด–น้ำสะอาด—ขณะเสียงชุมชนจากท่าตอนส่งสัญญาณชัดว่า นโยบายต้องเท่าทันความต้องการจริง น้ำสะอาดมาก่อนโครงสร้างใหญ่ เวที MRC ที่ไทยเป็นเจ้าภาพปลายเดือนนี้ คือจังหวะทองผลักดัน ความร่วมมือข้ามแดน ให้สอดรับกับแผนจังหวัด–มาตรการชาติ เพื่อให้ลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ปลอดภัย–ยั่งยืน ทั้งต่อชีวิต–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  • ประปาส่วนภูมิภาค
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว.-TSEA ลุย! 3 แพลตฟอร์มวิจัยสู้ภัยพิบัติ วางแผนที่เสี่ยง-ระบบเตือนภัยน้ำ-แผ่นดินไหว

เชียงรายจับมือ สกสว.เดินหน้าโมเดล “เมืองปรับตัวรับภัยพิบัติ” บูรณาการวิจัย-นโยบาย-ท้องถิ่น รับมือน้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษ

หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 รุนแรงสุดในรอบ 30 ปี เชียงรายเปิดเวทีบูรณาการหน่วยงานวิจัย-ภาครัฐ-ท้องถิ่น พัฒนา 3 แพลตฟอร์มรับมือภัยพิบัติ ครอบคลุมน้ำท่วม-แผ่นดินไหว-ความปลอดภัยอาหารน้ำ มุ่งสู่ “Disaster Resilient City” ด้วยฐานข้อมูลดิจิทัล-แผนที่เสี่ยงภัย-ระบบเตือนภัยทันสมัย

 

เชียงราย, 9 พฤศจิกายน 2568 – เชียงรายประกาศ “โมเดลเมืองปรับตัวรับภัยพิบัติ” จับมือ สกสว.–นักวิจัย–ท้องถิ่น เร่งทำฐานข้อมูล–ยกระดับโครงสร้างอาคาร–พัฒนาแพลตฟอร์มเตือนภัย ครอบคลุมน้ำท่วม–แผ่นดินไหว–ความปลอดภัยอาหารน้ำ บนเวทีการประชุมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตั้งใจจริงของทุกภาคส่วน เมื่อผู้บริหารระดับสูง นักวิจัย วิศวกร และผู้แทนหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 50 คน มาร่วมกันถอดบทเรียนและวางแผนรับมือภัยพิบัติที่เกิดซ้ำซากในพื้นที่ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

“วันนี้เราไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ แต่เป็นจังหวะ ‘กระชับ’ งานให้ลงสู่หน้างานจริง ตั้งแต่น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไปจนถึงปัญหาสารพิษในแม่น้ำ” ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวเปิดเวทีด้วยน้ำเสียงมั่นใจ สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่เชียงรายกำลังเผชิญ และชี้ชัดว่าคำตอบคือการ “เชื่อมองค์ความรู้กับการปฏิบัติ” ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของประชาชน

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เมื่อภัยพิบัติกลายเป็น “ปกติใหม่” ของเชียงราย

ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวเชียงรายต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในรอบสามทศวรรษ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย อธิบายว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากปรากฏการณ์ลานีญาที่ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างอาคารบ้านเรือนอย่างมหาศาล

แต่น้ำท่วมไม่ใช่ภัยเพียงอย่างเดียวที่เชียงรายต้องเผชิญ จังหวัดแห่งนี้ยังเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อนภาคเหนือ โดยเฉพาะความทรงจำอันเจ็บปวดจากแผ่นดินไหวแม่ลาวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ที่มีขนาดความรุนแรงราว Mw 6.1-6.3 ซึ่งเป็นแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษของไทย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสารพิษในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำอิง ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหารจากน้ำและสุขภาพของประชาชน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เชียงรายต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ซับซ้อนและซ้ำซ้อน จนกลายเป็น “ปกติใหม่” ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง

“ปรากฏการณ์ลานีญาที่หวนกลับตั้งแต่ปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 ทำให้ฝนแปรปรวนและตกหนักในบางช่วงเกินฐานเฉลี่ย เพิ่มความเสี่ยงต่ออุทกภัยเฉียบพลัน ตามการประเมินแนวโน้มขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก” นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเสริม เน้นย้ำว่าการเตรียมพร้อมไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน

3 แพลตฟอร์ม – หนึ่งเป้าหมาย ทำให้วิจัยใช้ได้จริง

เวทีวันนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน นำโดยจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) สกสว. สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และเครือข่ายวิศวกรในพื้นที่ ร่วมกันวางรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับเชียงรายสู่ “Disaster Resilient City” หรือเมืองที่ปรับตัวได้ต่อภัยพิบัติ

ศ.ดร.สมปอง อธิบายกรอบการทำงานอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือนี้เดินบน 3 แพลตฟอร์มพร้อมกัน ได้แก่

แพลตฟอร์มที่ 1 แก้ปัญหาและป้องกันน้ำท่วม – ตั้งแต่การสำรวจฐานข้อมูลความเสียหายเชิงโครงสร้างระดับอาคาร การทำแผนที่ความเสี่ยงและแผนที่ความเสียหาย ไปจนถึงออกแบบมาตรการซ่อม เสริม และกันน้ำแบบยึดโยงแผนที่จริง

แพลตฟอร์มที่ 2 ยกระดับองค์ความรู้และความพร้อมด้านแผ่นดินไหว – นำบทเรียนจากแผ่นดินไหวแม่ลาว 2557 มาปรับมาตรฐานความปลอดภัยอาคารสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายวิศวกรท้องถิ่นและระบบตรวจวัด-แจ้งเตือน

แพลตฟอร์มที่ 3 นิเวศข้อมูลความปลอดภัยด้านสารพิษในแหล่งน้ำ – โดยเฉพาะแม่น้ำโขง กก อิง และแหล่งน้ำสาขา สกสว.ผลักดันต้นแบบแพลตฟอร์มข้อมูลปลาและความปลอดภัยจากการบริโภค ที่ผนวกข้อมูลจากกรมประมง หน่วยทดสอบสารพิษ และห่วงโซ่ซื้อขาย เพื่อให้ผู้บริโภค ผู้ค้า และท้องถิ่นใช้ได้จริง

“บทบาทของ สกสว. คือ ‘โซ่ข้อกลาง’ ระหว่างนโยบายระดับประเทศ หน่วยจัดสรรทุน นักวิจัย และหน้างานของจังหวัด เป้าหมายคือส่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปอยู่ในมือคนทำงานท้องถิ่นให้เร็วที่สุด” ศ.ดร.สมปอง กล่าวย้ำ โดยเน้นว่างานวิจัยต้อง “ใช้งานได้จริง” ตั้งแต่ต้นทาง (ข้อมูล) กลางทาง (แบบและมาตรการ) จนปลายทาง (งบประมาณ-สื่อสารสาธารณะ-การมีส่วนร่วม)

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นักวิศวกรอาสานับร้อย ลงพื้นที่สร้างฐานข้อมูลดิจิทัล

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุม ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่าโครงการนี้ได้ระดมนักวิศวกรอาสามืออาชีพนับร้อยชีวิตลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างเป็นระบบ

“เราเอาเทคโนโลยีสำรวจสมัยใหม่มาช่วย เก็บฐานข้อมูลให้ครบและแม่นยำ เพื่อรองรับการฟื้นฟู ออกแบบการป้องกันในอนาคต และจัดลำดับพื้นที่ที่ต้องซ่อม เสริม และกันน้ำแบบเร่งด่วน” ศ.ดร.อมร อธิบาย

ผลที่ได้ไม่ใช่เพียงรายการ “ซ่อมอะไร ที่ไหน” แต่คือแผนที่ดิจิทัล 2 ชั้น ได้แก่ แผนที่ความเสียหาย (Damage Map) ที่ลงลึกถึงระดับอาคารสาธารณะและชุมชนวิกฤต และ แผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) ที่ประเมินความน่าจะเป็นและความรุนแรงของเหตุการณ์ในอนาคต

เมื่อนำแผนที่ทั้งสองมาซ้อนเข้ากับข้อมูลน้ำฝน การระบายน้ำ การใช้ที่ดิน ร่องน้ำธรรมชาติ และโครงสร้างชลศาสตร์ที่มีอยู่ จะสามารถ “วางคิวงาน” ที่ตอบโจทย์ทั้งผลกระทบและความคุ้มค่า เช่น จุดไหนต้องเสริมกันน้ำ จุดไหนต้องเพิ่มช่องทางระบายน้ำ หรือจุดไหนคุ้มที่จะย้ายวิถี ย้ายของ หรือย้ายจุดสาธารณะมากกว่าทุ่มงบโครงสร้างหนัก

“เชียงรายคือพื้นที่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาต้นแบบงานวิจัยลักษณะนี้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เสี่ยงภัยพิบัติหลายรูปแบบ ข้อมูลที่เราได้จากการลงพื้นที่ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ แต่ยังต่อยอดไปสู่งานวิจัยด้านระบบแจ้งเตือนภัย ฐานข้อมูลความเสียหายที่ลงลึกในแต่ละอาคาร ไปจนถึงแนวทางประกอบการพิจารณาเบิกจ่ายงบประมาณซ่อมแซม และแผนงานฟื้นฟูระยะยาว” ศ.ดร.อมร กล่าวเสริม

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ท้องถิ่นพร้อม ศูนย์บริหารจัดการภัยแบบเบ็ดเสร็จ

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เผยว่าการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่มีความพร้อมสูง ภายใต้นโยบาย “7 เรือธง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนจังหวัดเชียงราย” โดยเฉพาะนโยบายที่ 4 คือ ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS)

ศูนย์นี้ออกแบบให้สามารถสังเกตการณ์ ประสาน สั่งการ ซ่อมแซม และสื่อสารได้ในที่เดียว โดยยึดหลัก “ข้อมูลจริง หน้างานจริง ตัดสินใจเร็ว” เพื่อปิดรอยรั่วระหว่างหน่วยงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

“เครื่องยนต์ของท้องถิ่นคือศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ ที่ช่วยให้เราดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตรงจุด” นายกอทิตาธร กล่าว

แพลตฟอร์มข้อมูลปลาปลอดภัย นวัตกรรมปกป้องสุขภาพประชาชน

แพลตฟอร์มที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือระบบข้อมูลความปลอดภัยด้านสารพิษในห่วงโซ่อาหารจากปลา โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขง กก และอิง ซึ่งจะผนวกข้อมูลหลายกระทรวง ได้แก่ กรมประมง หน่วยทดสอบสารพิษ และข้อมูลการซื้อขาย เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในระดับชนิด แหล่ง และช่วงเวลา พร้อมคำแนะนำที่เข้าใจง่าย

“ถ้าเป็นสารปนเปื้อนบางชนิดพฤติกรรมแตกต่างกัน อยู่ในน้ำอาจยังไม่เป็นพิษ แต่สะสมในเนื้อปลาแล้วเป็นอันตราย เราต้องแปลงองค์ความรู้แบบนี้ให้เป็นคำเตือนและคำแนะนำที่ใช้ได้จริงในมือถือประชาชน” ศ.ดร.สมปอง อธิบายถึงความสำคัญของระบบนี้

ตัวอย่างเช่น สารตะกั่ว (Lead) เมื่ออยู่ในปลาสามารถกรองออกได้ แต่ปรอท (Mercury) กลับอยู่ในน้ำไม่เป็นพิษ แต่พอสะสมในตัวปลากลับอันตรายมาก ความรู้เช่นนี้จะถูกนำเสนอผ่านแอปพลิเคชันที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ต้นแบบแพลตฟอร์มดังกล่าวตั้งเป้าเปิดใช้สาธารณะภายใต้หลักข้อมูลถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงไซเบอร์ โดยจะเชื่อมต่อกับช่องทางสื่อสารของจังหวัด อบจ. และสาธารณสุข เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ค้าได้จริง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

เงิน เวลา ความเชื่อใจ สามเสาหลักของความสำเร็จ

การขับเคลื่อนโครงการขนาดนี้ต้องการสามเสาหลักที่เดินคู่กัน

เสาที่ 1 เงิน – งบฉุกเฉินเพื่อบรรเทาทันที เช่น กรอบช่วยเหลือดำรงชีพ 9,000 บาทต่อครัวเรือน โอนผ่านพร้อมเพย์ธนาคารออมสิน ตามแนวทางของคณะรัฐมนตรีและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อให้เงินถึงมือได้รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และงบลงทุนสำหรับซ่อม เสริม กันน้ำ และเสริมกำลังอาคารที่มีหลักฐานข้อมูลรองรับ

เสาที่ 2 เวลา – กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจนตั้งแต่สำรวจ ออกแบบ จัดซื้อ ก่อสร้าง ทดสอบ จนส่งมอบ พร้อมตัวชี้วัด เช่น จำนวนอาคารที่ผ่านการเสริมกำลัง ความสามารถระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น และเวลาตอบสนองเหตุ

เสาที่ 3 ความเชื่อใจ – โปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดเผยแผนที่ รายการงาน งบประมาณ และสถานะคืบหน้าแบบที่ประชาชนติดตามได้ตลอดเวลา

จากการสำรวจในพื้นที่ พบว่ามีโครงการแก้ไขปัญหาที่รอการดำเนินการประมาณ 67 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท โดยจะมีการจัดลำดับความสำคัญตามความเร่งด่วนและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เชื่อมแผนท้องถิ่นกับแผนน้ำประเทศ

ทุกมาตรการในพื้นที่ต้องเชื่อมโยงเข้ากับแผนภาพใหญ่ของประเทศ ภายใต้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และบทบาทศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติในภาวะวิกฤต ภายใต้กรอบ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ที่เชื่อมแผนงาน 20 กระทรวงและหลายพันโครงการเข้าด้วยกัน

การที่เชียงรายสร้างแผนที่เสี่ยง แผนที่ความเสียหาย และรายการโครงการฟื้นฟูตามลำดับเร่งด่วน คือ “ภาษากลาง” ที่ทำให้งานวิจัย ข้อเสนอเชิงวิศวกรรม และข้อเท็จจริงงบประมาณคุยกับ สทนช. และหน่วยส่วนกลางได้อย่างมีเอกสารและตัวชี้วัดรองรับ

จากบทเรียนแม่ลาวสู่มาตรฐานความปลอดภัยรุ่นใหม่

แผ่นดินไหวแม่ลาวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ที่มีขนาดความรุนแรงราว Mw 6.1-6.3 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงแนวคิดการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความเสียหายกว้างขวาง เป็นแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษของไทย และกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญต่อการออกแบบมาตรการเสริมความมั่นคงอาคารในภูมิภาคเหนือจนถึงปัจจุบัน

บทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนากฎ แบบ และวิธีการที่รัดกุมขึ้น ทั้งด้านการออกแบบโครงสร้าง การตรวจสอบอาคาร และการเตรียมพร้อมชุมชน ซึ่งเอกสารวิชาการหลากชิ้นได้สรุปผลการสั่นไหว ความเสียหาย และข้อเสนอเพื่อยกระดับมาตรฐานสำหรับอาคารไทยในพื้นที่เสี่ยง

ในเชียงรายวันนี้ งานของ TSEA และเครือข่ายวิศวกรจังหวัดกำลังรวบรวม สำรวจ และประเมินโครงสร้างสำคัญ เพื่อจัดลำดับการเสริมกำลัง (retrofitting) ตั้งแต่โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารราชการ สะพานชุมชน ไปจนถึงโครงสร้างสื่อสารและสาธารณูปโภค โดยมุ่งเก็บฐานข้อมูลเชิงลึกระดับอาคาร เพื่อใช้ในการขอ จัดสรร และติดตามงบประมาณอย่างมีเป้าหมาย

วิธีทำงาน ซ่อมด่วน-เสริมระบบ-ยกระดับมาตรฐาน

จากรายการโครงการที่ทีมวิศวกร หน่วยงานจังหวัด และ อบจ. ร่วมกันสำรวจและคัดกรอง สามารถสรุปกรอบปฏิบัติการเป็น 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 ซ่อมด่วน (Immediate Fix) – จุดตัดน้ำ จุดท่วมซ้ำ จุดเสี่ยงพังทลายที่ต้องซ่อม กัน และเสริมทันที เพื่อให้โรงเรียน สถานพยาบาล และเส้นทางอพยพใช้งานได้ปลอดภัยในฤดูเสี่ยง

ระดับที่ 2 เสริมระบบ (System Upgrade) – เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ (คลอง ท่อ บ่อบำบัด) ทำโครงสร้างหน่วงน้ำ ปรับโซนนิ่งการใช้งานพื้นที่ ช่วยลดความเสี่ยงซ้ำซ้อน

ระดับที่ 3 ยกระดับมาตรฐาน (Code & Capacity) – ปรับมาตรฐานการออกแบบ ตรวจสอบ และซ่อมบำรุงอาคารในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว และสร้างเครือข่ายวิศวกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน บริหารจัดการแผนที่ อุปกรณ์ และการซ้อมแผนได้เองระยะยาว

“เป้าหมายสุดท้ายของเราคือให้ความสูญเสียจากน้ำ แผ่นดินไหว และสารพิษลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และให้ชาวเชียงราย ‘มั่นใจ’ ว่าเมืองของเขามีระบบพร้อมรับมือ” ศ.ดร.สมปอง กล่าวสรุปวิสัยทัศน์ของโครงการ

ตัวเลขที่ชวนคิด

การดำเนินงานครั้งนี้มีตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความจริงจังและขนาดของปัญหา

  • 9,000 บาทต่อครัวเรือน – กรอบช่วยเหลือดำรงชีพกรณีภัยพิบัติ โอนผ่านธนาคารออมสินและพร้อมเพย์ ตามแนวทางของรัฐบาลและ ปภ. เพื่อเพิ่มความเร็ว ความโปร่งใส และความตรวจสอบได้
  • Mw 6.1-6.3 – ขนาดแผ่นดินไหวแม่ลาวปี 2557 เหตุการณ์ตัวแบบที่ทำให้ไทยเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาคารในภาคเหนือ
  • 67 โครงการ – จำนวนโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่รวบรวมได้จากการสำรวจ ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท
  • 30 ปี – ช่วงเวลาที่น้ำท่วมปี 2567 เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในเชียงราย สะท้อนความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปรากฏการณ์ลานีญา – ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เพิ่มโอกาสฝนมากกว่าปกติในบางภาค ชี้ความจำเป็นของระบบหน่วง ระบาย และสื่อสารเตือนภัยที่ทำงานทันการณ์

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง จากงานวิจัยต้นแบบสู่เมืองที่เรียนรู้ได้

งานในครั้งนี้ไม่ได้จบที่เอกสารรายงาน แต่มุ่งให้เชียงรายกลายเป็นต้นแบบที่สามารถยกขึ้นขยายผลได้ ทั้งโมเดลการสำรวจความเสียหายเชิงโครงสร้าง แพลตฟอร์มข้อมูลความปลอดภัยอาหารจากน้ำ เครื่องมือสื่อสารสาธารณะ และคู่มือ “จากงานวิจัยสู่การใช้งบจริง”

ผลลัพธ์สำคัญที่ผู้จัดคาดหวัง ได้แก่

  1. ความตระหนักรู้และการเตรียมพร้อม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน และชุมชน โดยเฉพาะการเสริมกำลังโครงสร้างอาคารให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  2. ความร่วมมือระหว่างวิชาการและนโยบาย ที่เดินทางได้ทั้งสองทาง คือปัญหาจริงสู่โจทย์วิจัย และงานวิจัยสู่คำสั่งและงบประมาณจริง
  3. กรอบแผนงานวิจัยและงบประมาณ ระยะ 1-3 ปี สำหรับรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวและน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายในอนาคต ที่เชื่อมต่อยุทธศาสตร์ระดับชาติ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง”

ภาพอนาคต เมืองที่ปลอดภัยเริ่มจาก “แผนที่เดียวกัน”

เชียงรายกำลังวางรากฐาน “ความยืดหยุ่น” ด้วยแผนที่เดียวกัน (ข้อมูลเดียวกัน) และภาษางบประมาณเดียวกัน (ตัวชี้วัด รายการงาน ไทม์ไลน์ และงบที่สื่อสารกันได้ระหว่างท้องถิ่น ส่วนกลาง นักวิจัย และประชาชน)

จุดเด่นของโมเดลนี้คือความเร็วในการเชื่อมหน่วยงานและความคมของการตัดสินใจ เพราะทุกฝ่าย “เห็นภาพเดียวกัน” และ “รู้ว่าอะไรคุ้มค่าที่สุดต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจท้องถิ่น”

“วันนี้เราเอาองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยี และข้อมูลที่เชื่อถือได้มาสร้างเป็นระบบที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารบนโต๊ะ แต่เป็นเครื่องมือในมือคนทำงานหน้าดิน เป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ และเป็นหลักฐานที่ใช้ขอและติดตามงบประมาณได้” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวย้ำ

นางอทิตาธร นายก อบจ.เชียงราย เสริมว่า “เราพร้อมรับเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ พร้อมเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าถึง แต่ขอให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน และปลอดภัยจากการถูกแฮ็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน”

การทำงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “การรับมือภัยพิบัติ” ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานท้องถิ่น วิศวกร ไปจนถึงประชาชนทุกคน

งบประมาณและการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงงบประมาณและความยั่งยืนของโครงการ ศ.ดร.สมปอง อธิบายว่า สกสว. ในฐานะกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด ตรงปัญหา และส่งประโยชน์ถึงประชาชน

“เรากำลังทำแพ็กเกจในมุมของการทำงานเชิงบูรณาการ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายแบบเต็มประสิทธิภาพ การจัดสรรงบประมาณจะทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าเราจัดสรรได้ตรงจุด ตรงปัญหา และส่งประโยชน์ไปจนถึงประชาชน” ศ.ดร.สมปอง กล่าว

สำหรับงบประมาณรายปีที่ใช้ในการดำเนินงานด้านภัยพิบัติทั้งหมดของประเทศ ครอบคลุมทั้งเรื่องน้ำ ฝุ่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม และสารพิษ อยู่ที่ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันล้านบาทต่อปี โดยมีการปรับเปลี่ยนตามกระบวนการและความจำเป็นเร่งด่วน

“ประเด็นสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายต้องตอบโจทย์ในมุมของความรวดเร็ว เพราะเรื่องของภัยพิบัติ เราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ถ้าเกิดแล้วเราต้องเยียวยา ต้องแก้ปัญหาหน้างานทันที การกำหนดเวลาและการมีแผนที่ชัดเจนจึงสำคัญมาก” ศ.ดร.สมปอง กล่าวเน้นย้ำ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นและบ่อยขึ้น จากข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ชี้ว่าปรากฏการณ์ลานีญามีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้นและส่งผลให้ฝนมากกว่าปกติในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหมายความว่าระดับน้ำที่เคยคิดว่าสูงที่สุดที่ 5 เมตรอาจกลายเป็น 10 เมตรในอนาคต

“เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่สามารถใช้มาตรฐานเดิมได้อีกต่อไป” นายประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวสะท้อนความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้า

เชียงรายกำลังก้าวสู่การเป็น “Disaster Resilient City” อย่างแท้จริง ด้วยการบูรณาการระหว่างงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติในพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นฐาน การทำงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระบบที่ยั่งยืน สามารถปรับตัวและเรียนรู้ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่ทุกภาคส่วน “เห็นภาพเดียวกัน” “ใช้ข้อมูลเดียวกัน” และ “พูดภาษางบประมาณเดียวกัน” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จ และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่เผชิญปัญหาคล้ายกันทั่วประเทศ

สำหรับชาวเชียงราย โครงการนี้หมายถึงความหวังว่าในอนาคต เมื่อเกิดภัยพิบัติ ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาจะได้รับการปกป้องดีขึ้น ระบบเตือนภัยจะทำงานได้ทันท่วงที และการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นั่นคือความหมายที่แท้จริงของ “เมืองที่ปรับตัวได้ต่อภัยพิบัติ”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) – กรอบ 3 แพลตฟอร์ม บทบาท “โซ่ข้อกลาง” แพ็กเกจนโยบายและแพลตฟอร์มข้อมูลสาธารณะ
  • ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ – การระดมวิศวกรอาสา ฐานข้อมูลความเสียหายเชิงโครงสร้าง แผนที่เสี่ยงภัย
  • นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย – ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วม การฟื้นตัว การเชื่อมกลไกจังหวัด
  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย – นโยบาย “7 เรือธง” โดยเฉพาะ PDOSS ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA)
  • ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH)
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News