Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เตือนภัยน้ำกก ผนึกกำลังรับมือ จี้จีนแก้ต้นเหตุ

ภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน ร่วมยกระดับเตือนภัยน้ำหลากแม่น้ำกก ปี 2568

เชียงราย, 22 เมษายน 2568 – แม่น้ำกก สายน้ำสำคัญของจังหวัดเชียงราย เป็นทั้งแหล่งชีวิตและความท้าทายสำหรับชุมชนริมฝั่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักนำมาซึ่งอุทกภัยและมลพิษสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในปี 2567 ได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายทั้งต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชน พร้อมกับปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในน้ำที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน การประชุมเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จึงเป็นก้าวสำคัญในการรวมพลังภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำหลากและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน

ความเสียหายจากอุทกภัยและมลพิษในปี 2567

ในฤดูฝนปี 2567 แม่น้ำกกเผชิญกับน้ำหลากและโคลนถล่ม ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย บ้านเรือนเสียหาย พื้นที่เกษตรถูกทำลาย และประชาชนต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งด้านทรัพย์สินและจิตใจ การตรวจพบสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ในน้ำกก ได้สร้างความกังวลอย่างมาก ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำเพื่อการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ หรือกิจกรรมประจำวัน เด็กๆ ถูกห้ามเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เช่น แพริมน้ำ ขาดทุนหนักจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

จุดอ่อนของระบบเตือนภัยในอดีต ได้แก่ การขาดข้อมูลปริมาณน้ำที่เพียงพอ การแจ้งเตือนที่ล่าช้า และความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อความรุนแรงของภัยพิบัติ สาเหตุเหล่านี้ทำให้ชุมชนไม่สามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ความเสียหายจึงทวีความรุนแรง นอกจากนี้ การปนเปื้อนสารพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้กลายเป็นประเด็นข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อแก้ไข

การประชุมเพื่อพัฒนาระบบเตือนภัย

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว ภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน รวมถึงนางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานเครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดเชียงราย ผู้อำนวยการส่วนอุทกวิทยาที่ 2 เชียงราย กำนันตำบลแม่ยาว และผู้นำชุมชน ได้ร่วมประชุมเพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำหลากสำหรับฤดูฝนปี 2568 การประชุมมุ่งเน้นการสร้างระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณน้ำระหว่าง 7 ชุมชนเป้าหมาย ได้แก่ บ้านแก่งทรายมูล/ร่มไทย บ้านใหม่หมอกจ๋าม บ้านผาใต้ (ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่) บ้านจะคือ (ต.ห้วยชมพู) โรงเรียนบ้านผาขวาง บ้านแคววัวดำ (ต.แม่ยาว) และบ้านโป่งนาคำ (ต.ดอยฮาง อ.เมืองเชียงราย)

เป้าหมายคือการพัฒนาระบบที่ช่วยให้ชุมชนรับข้อมูลน้ำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อเตรียมรับมือกับน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น การประชุมยังมุ่งแบ่งปันข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ภาคีเครือข่ายและสาธารณชนตระหนักถึงปัญหามลพิษและผลกระทบข้ามพรมแดน การรวมตัวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม

การจัดตั้งเครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก

เครือข่ายข้อมูลอุทกภัยแม่น้ำกก (ค.อ.ก.) เกิดจากความร่วมมือขององค์กรพัฒนาภาคเอกชน โดยมีกิจกรรมหลัก 3 ส่วน:

  1. ติดตั้งเสาวัดระดับน้ำและมาตรวัดระดับน้ำ เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณน้ำแบบเรียลไทม์
  2. เสริมศักยภาพชุมชน ผ่านการฝึกอบรมผู้สื่อข่าวอุทกภัยแม่น้ำกก (ผ.อ.ก.) ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลน้ำท่วมและแจ้งเตือนภัย
  3. ผสานเครือข่ายข้อมูล ใน 7 ชุมชน เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนทั้งภายในและภายนอกชุมชน

เครือข่ายนี้มุ่งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เช่น บ้านผาใต้ ต.ท่าตอน ซึ่งเคยถูกน้ำท่วมและโคลนถล่มในปี 2567 การติดตั้งเครื่องมือวัดระดับน้ำจะช่วยคาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้า และการฝึกอบรมผู้นำชุมชนจะสร้างความเข้มแข็งในการสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

เสียงสะท้อนจากชุมชนและข้อเรียกร้อง

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นางเตือนใจ ดีเทศน์ พร้อมทีมงานมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ลงพื้นที่บ้านผาใต้ ต.ท่าตอน เพื่อรับฟังความกังวลของชาวบ้าน ชาวบ้านหวาดกลัวว่าน้ำกกอาจท่วมซ้ำในฤดูฝนปี 2568 และกังวลต่อสารโลหะหนักในน้ำ ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยในการเกษตรและชีวิตประจำวัน นางจิรภัทร์ กันธิยาใจ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ต.ท่าตอน ระบุว่า “เศรษฐกิจชุมชนเสียหายหนัก แพพัง คนไม่กล้าลงเล่นน้ำ หาปลายาก” ขณะที่นายสุขใจ ยานะ ชาวประมงวัย 72 ปี จากบ้านเชียงแสนน้อย กล่าวว่า “ระดับน้ำกกแปรปรวน ปลาหาย รายได้หดเกือบหมด”

ในวันเดียวกัน ที่ศูนย์การเรียนรู้ CCF ต.ริมกก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำกก อิง โขง นำโดยนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ชาวบ้าน ต.ริมกก ร่ำไห้ถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและสารปนเปื้อน ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสนอให้รัฐบาลเจรจากับจีน เมียนมา และกลุ่มว้า พร้อมชี้ว่ารัฐขาดข้อมูลต้นทางของมลพิษ

ชาวบ้านยื่น 7 ข้อเรียกร้อง:

  1. ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนแบบมีส่วนร่วม
  2. เปิดเผยแผนรับมือภัยพิบัติลุ่มน้ำกก-น้ำสาย
  3. สร้างความร่วมมือกับเมียนมาและกลุ่มว้าเก็บตัวอย่างน้ำต้นน้ำ
  4. ตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำจังหวัดเชียงราย
  5. ขยายการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
  6. เปิดโต๊ะเจรจาระดับประเทศ ไทย-เมียนมา-จีน-กลุ่มชาติพันธุ์
  7. ให้ประชาชนมีบทบาทในคณะกรรมการทุกระดับ

วิเคราะห์ต้นตอปัญหาและความท้าทายข้ามพรมแดน

ปัญหาน้ำท่วมและมลพิษในแม่น้ำกกมีรากฐานจากทั้งปัจจัยภายในและข้ามพรมแดน นางเตือนใจระบุว่า ชาวบ้านในท่าตอนเชื่อว่าน้ำท่วมเกิดจากการเปิดหน้าดินขนาดใหญ่ในรัฐฉาน เพื่อทำสวนยางพารา ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเหมืองแร่ โดยเฉพาะเหมืองที่ได้รับทุนจากจีน ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่า ชี้ว่า การปนเปื้อนสารหนูเกี่ยวข้องกับเหมืองทองและดีบุกในเขตควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งเพิ่มสัมปทานเหมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา

ดร.ลลิตากล่าวว่า “หน่วยงานไทยบางแห่งหลีกเลี่ยงการระบุว่าเป็นบริษัทจีน ทั้งที่คนในพื้นที่รู้ดี การแก้ปัญหาต้องยอมรับต้นตอและเจรจากับจีนโดยตรง” เธอชี้ว่า การเจรจาในกรอบรัฐต่อรัฐมีข้อจำกัด เนื่องจากพื้นที่รัฐว้าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเมียนมา การเจรจากับสภาบริหารแห่งรัฐพม่า (SAC) อาจไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ และอาจสร้างความขัดแย้งทางการทูต

กรณีนี้คล้ายกับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขง ซึ่งขาดธรรมภิบาลสิ่งแวดล้อม ดร.ลลิตาแนะนำให้ไทยกดดันจีนผ่านช่องทางการทูต เพื่อให้บริษัทเหมืองรับผิดชอบ หากรัฐไม่ดำเนินการ ภาคประชาสังคมอาจใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

แนวทางการแก้ไขและการคลี่คลายปัญหา

การประชุมที่เทศบาลตำบลแม่ยาวเสนอแนวทางแก้ไขทั้งในระดับชุมชนและนโยบาย การติดตั้งเสาวัดระดับน้ำและฝึกอบรมผู้สื่อข่าวอุทกภัยจะช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือน้ำท่วมได้ดีขึ้น การประสานงานระหว่าง 7 ชุมชนจะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง การสนับสนุนจาก ปภ. และส่วนอุทกวิทยาจะเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบเตือนภัย

ในระดับนโยบาย การแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ นางเตือนใจเสนอให้ไทยเจรจากับจีนเพื่อควบคุมกิจกรรมเหมือง การหารือทวิภาคีจะกดดันให้บริษัทจีนปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ดร.สืบสกุลแนะนำให้ตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำในเชียงราย และขยายการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบกักเก็บน้ำสะอาด จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ

ในระยะยาว การฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำกกเป็นสิ่งสำคัญ การปลูกป่าและจัดการที่ดินในพื้นที่ต้นน้ำจะลดการชะล้างดินและมลพิษ การรณรงค์สร้างความตระหนักจะส่งเสริมให้ชุมชนอนุรักษ์แม่น้ำ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่การจัดการน้ำที่ยั่งยืนและปกป้องวิถีชีวิตชุมชน

สถิติและแหล่งอ้างอิง

  • อุทกภัยแม่น้ำกก ปี 2567: ความเสียหายในอำเภอเมืองและแม่สาย มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท กระทบ 15,000 ครัวเรือน
  • การปนเปื้อนสารหนู: ระดับสารหนูในน้ำกกสูงเกินมาตรฐาน 0.01 มก./ลิตร ในพื้นที่ต.ท่าตอน อ.แม่อาย
  • พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในเชียงราย: 7 อำเภอ 42 ตำบล 218 หมู่บ้าน

มุมมองที่เป็นกลาง

มุมมองฝ่ายสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ต้นตอ: การจัดการน้ำท่วมและมลพิษต้องเริ่มจากต้นเหตุ การเจรจากับจีนและควบคุมเหมืองแร่จะลดผลกระทบ การลงทุนในระบบเตือนภัยและน้ำสะอาดเป็นแนวทางจำเป็น
มุมมองฝ่ายที่มองว่าการแก้ปัญหาข้ามพรมแดนซับซ้อน: การเจรจากับจีนและกลุ่มว้ามีข้อจำกัดทางการเมือง การมุ่งแก้ปัญหาภายใน เช่น ระบบเตือนภัยและฟื้นฟูแม่น้ำ อาจปฏิบัติได้จริงกว่า
มุมมองเป็นกลาง: การแก้ปัญหาต้องผสมผสานการจัดการภายในและความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบเตือนภัยและศักยภาพชุมชนจะลดความสูญเสียระยะสั้น การเจรจาข้ามพรมแดนและรณรงค์สิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่ความยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ, รายงานคุณภาพน้ำลุ่มน้ำกก ปี 2567, เผยแพร่ 15 ตุลาคม 2567, www.pcd.go.th
  • ปภ.จังหวัดเชียงราย, สรุปความเสียหายจากอุทกภัย ปี 2567, เผยแพร่ 30 กันยายน 2567
  • Mekong River Commission, รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง, เผยแพร่ 10 มีนาคม 2568, www.mrcmekong.org
  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย มอบนโยบาย พร้อมรดน้ำดำหัวปี๋ใหม่

นายก อบจ.เชียงราย มอบนโยบายราชการ พร้อมรดน้ำดำหัวผู้บริหาร สืบสานประเพณีสงกรานต์ล้านนา

เชียงรายจัดประชุมบุคลากร อบจ. พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ

เชียงราย, 21 เมษายน 2568 – ที่อาคารคชสาร สนามกีฬากลาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมบุคลากรประจำเดือนมีนาคมและเมษายน 2568 เพื่อมอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ และบุคลากรขององค์กร เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในที่ประชุม นางอทิตาธร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารราชการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และเน้นการให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ของ อบจ.เชียงราย ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณะและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้มีการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรแก่บุคลากรที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีผลงานดีเด่นประจำปี 2568 โดยคัดเลือกจากการเสนอชื่อของแต่ละหน่วยงานภายในองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่บุคลากรอื่นและส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดีภายในองค์กร

พิธีรดน้ำดำหัว คณะผู้บริหารและผู้อาวุโส สืบสานประเพณีปี๋ใหม่เมือง

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ได้มีการจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ และผู้อาวุโส ประจำปี 2568 โดยมีนายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำหัวหน้าส่วนราชการ และบุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม

พิธีรดน้ำดำหัวจัดขึ้นตามประเพณีล้านนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปี๋ใหม่เมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความเคารพนบน้อมต่อผู้มีพระคุณ แสดงความกตัญญูกตเวที และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง การจัดพิธีครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น แสดงถึงความรักความสามัคคีในองค์กร และเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันของบุคลากรทุกระดับ

การบริหารที่ยึดหลักคุณธรรมและการสืบสานวัฒนธรรมในองค์กรท้องถิ่น

กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในการยกระดับคุณภาพการบริหารงานในทุกมิติ โดยเน้นให้บุคลากรทุกระดับตระหนักในบทบาทหน้าที่และร่วมกันผลักดันนโยบายสาธารณะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในพื้นที่

การมอบรางวัลแก่บุคลากรที่มีคุณธรรมและจริยธรรมดีเด่นยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรในองค์กรเกิดความภาคภูมิใจในบทบาทของตน ส่วนกิจกรรมรดน้ำดำหัวนั้น ถือเป็นการเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมเข้ากับภารกิจราชการได้อย่างเหมาะสม สร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับการบริหารงานภาครัฐยุคใหม่

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในปี 2567 พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินงานด้านคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมองค์กร มีแนวโน้มสร้างความพึงพอใจของประชาชนในระดับสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 76.5% เป็น 81.2% ภายในระยะเวลา 1 ปี (ที่มา: สำนักงาน ก.พ.ร., 2567)

ดังนั้น การจัดประชุมและกิจกรรมในครั้งนี้ จึงถือเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรภาครัฐให้มีความเข้มแข็ง ทั้งในด้านประสิทธิภาพและคุณธรรมควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สงกรานต์เชียงราย สรงน้ำพระเถระ สูมาคารวะผู้ว่าฯ

พิธีสรงน้ำสงกรานต์และสูมาคารวะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เนื่องในปี๋ใหม่เมือง 2568

เชียงรายจัดใหญ่ พิธีสงกรานต์สืบสานประเพณีล้านนา

เชียงราย, 21 เมษายน 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดพิธีถวายสักการะและสรงน้ำพระเถรานุเถระ พร้อมสรงน้ำพระราชานุสาวรีย์พญามังรายมหาราช และพิธีสูมาคารวะสระเกล้าดำหัวผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2568 โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ตลอดจนรองผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ หัวหน้าหน่วยงาน และประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีถวายน้ำพระเถรานุเถระ ณ วัดเจ็ดยอด

ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. พิธีเริ่มต้นที่วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วน ถวายน้ำสรงแด่พระเถรานุเถระอาวุโสในจังหวัด เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย-ล้านนาอันดีงามที่มีมาแต่โบราณ

ขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะและพิธีสรงน้ำพญามังรายมหาราช

หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนา ขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ได้เคลื่อนจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 ผ่านถนนสิงหไคล ไปยังพระราชานุสาวรีย์พญามังรายมหาราช ณ ห้าแยกพ่อขุน ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย

นายชรินทร์ ทองสุข เป็นประธานในพิธีสรงน้ำพระราชานุสาวรีย์ โดยมีการกล่าวคำสูมาคารวะพญามังรายมหาราช จากนั้นหัวหน้าส่วนราชการ อำเภอ คหบดี กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนต่างทยอยถวายเครื่องสักการะและสรงน้ำตามลำดับ เป็นบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความจงรักภักดีต่อบรรพชนผู้สร้างเมือง

พิธีสูมาคารวะดำหัว ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัด

ในเวลา 11.00 น. ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าหน่วยงานราชการ นายอำเภอ กลุ่มพ่อค้า กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนทั่วไป ได้พร้อมใจกันกล่าวคำสูมาคารวะ และทำพิธีสระเกล้าดำหัวนายชรินทร์ ทองสุข และนางสินีนาฏ ทองสุข เพื่อขอขมาขอพรจากผู้อาวุโสตามประเพณีล้านนา ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีและการเคารพผู้อาวุโส โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวให้พรแก่ผู้ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล

วิเคราะห์มิติทางวัฒนธรรมและความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ

พิธีในครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรท้องถิ่น ที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวเชียงราย โดยเฉพาะประเพณีปี๋ใหม่เมือง ที่นอกจากจะสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คนในสังคมแล้ว ยังเป็นการเชิดชูเกียรติของพญามังรายมหาราช ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงราย

การมีส่วนร่วมของประชาชนจากทั้ง 18 อำเภอ สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธา ความพร้อมเพรียง และการสืบสานวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวาในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสำคัญของภาคเหนืออีกด้วย

สถิติและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

จากรายงานของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ระบุว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีปี๋ใหม่เมืองกว่า 125,000 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่กว่า 230 ล้านบาท โดยกิจกรรมสำคัญ เช่น พิธีสรงน้ำพระ การฟ้อนแห่ปี๋ใหม่เมือง และพิธีดำหัวผู้อาวุโส ล้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี (ที่มา: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, 2567)

การจัดงานในปี 2568 จึงถูกคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกของความยั่งยืนในมิติของวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

หนองแรดสุดคึก แข่งเรือปูน ยิงหนังสติ๊ก ส่งท้ายสงกรานต์

เชียงรายจัดใหญ่ กีฬาพื้นบ้าน ตำบลหนองแรด ส่งเสริมสามัคคี ชุมชนร่วมคึกคัก

เปิดฉากแข่งขันกีฬาพื้นบ้านส่งท้ายสงกรานต์

เชียงราย, 20 เมษายน 2568 – ที่หนองทรง บ้านหนองแรดใต้ หมู่ที่ 3 ตำบลหนองแรด อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน โดยมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายนฤเดช ศิริแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแรด (อบต.หนองแรด) เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน และมีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เขต 1 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น

ส่งเสริมความสามัคคีผ่านกีฬาพื้นบ้าน

นายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง กล่าวว่า การจัดการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีของประชาชนในพื้นที่ตำบลหนองแรด โดยเฉพาะหลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา กิจกรรมในครั้งนี้ช่วยให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ สร้างความรัก ความสามัคคี ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การแข่งขันพายเรือหาปลา แข่งขันพายเรือกระบะปูน มวยทะเล แข่งขันยิงหนังสติ๊ก และการแข่งขันปากระป๋อง

หนองซง แหล่งน้ำสำคัญของชุมชน

นายอำเภอเทิงยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หนองซงเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการอุปโภคบริโภคของตำบลหนองแรดและอำเภอเทิง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาหนองซงให้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของพื้นที่ เพื่อรองรับการเติบโตของชุมชนอย่างยั่งยืน

แผนพัฒนาหนองซงเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทางด้านนายนฤเดช ศิริแสน นายก อบต.หนองแรด เปิดเผยว่า ปัจจุบันหนองซงมีพื้นที่ประมาณ 1,400 ไร่ โดยในช่วงฤดูแล้งหนองซงจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับใช้ในการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งทาง อบต.หนองแรดได้วางแผนการพัฒนาหนองซงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะขออนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นที่สาธารณะ และจะร่วมกับกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมพัฒนาที่ดินในการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริ ขณะนี้ได้รับงบประมาณเบื้องต้น 30 ล้านบาทสำหรับการปรับปรุงพื้นที่และการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม

กิจกรรมแข่งขันสนุกสนาน ชาวบ้านร่วมเชียร์คึกคัก

กิจกรรมการแข่งขันที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีชาวบ้านให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการแข่งขันมวยทะเลที่สร้างความสนุกสนานและเรียกเสียงเชียร์จากกองเชียร์ของแต่ละหมู่บ้านได้อย่างคึกคัก นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันอื่นๆ ที่สร้างความสนุกสนานและกระชับความสัมพันธ์ในชุมชนได้เป็นอย่างดี

จุดวิเคราะห์และแนวทางการพัฒนาต่อไป

จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าชุมชนมีความต้องการกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในพื้นที่ ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อ และในอนาคตควรมีการขยายผลไปสู่กิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่าจังหวัดเชียงรายมีการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมชุมชน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นมีการขยายตัวและสร้างรายได้เฉลี่ยมากขึ้น (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567)

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมกีฬาพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลหนองแรด อำเภอเทิง จึงถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแรด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มนต์ขลังริมโขง อ.เชียงของ จัดพิธีไหว้เจ้าพ่อปลาบึก

เชียงของจัดยิ่งใหญ่ พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ประจำปี 2568 อนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน

เปิดฉากพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ประเพณีสำคัญของชาวเชียงของ

เชียงราย, 18 เมษายน 2568 – เวลา 09.00 น. ณ ลานโพธิ์หน้าวัดหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ประจำปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออนุรักษ์และสืบทอดประเพณีท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวเชียงของ

พิธีนี้ได้รับเกียรติจาก นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมพิธี และได้รับเกียรติจาก นายมนตรี ชัยกิจวัฒนะ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง ผู้แทนประมงจังหวัดเชียงราย มาเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน โดยมีนายทรงศักดิ์ เรืองศรีมั่น ปลัดเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงของ เป็นผู้กล่าวรายงานความสำคัญของงานครั้งนี้

ที่มาของประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

การบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก เป็นพิธีกรรมที่ชาวบ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อว่าปลาบึกในแม่น้ำโขงเป็นปลาที่มีเทพเจ้าคอยคุ้มครองรักษา การที่จะสามารถจับปลาบึกได้สำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีการทำพิธีขออนุญาตต่อเทพเจ้าที่คุ้มครองปลา และปลุกขวัญแม่ย่านางเรือให้มีอานุภาพแกร่งกล้าเสียก่อน

แม้ปัจจุบันชาวบ้านจะไม่ได้มีการล่าปลาบึกแล้ว เนื่องจากการอนุรักษ์สายพันธุ์ปลาและความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม แต่ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกยังคงถูกจัดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของหมู่บ้านที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และแสดงออกถึงความกตัญญูต่อเทพเจ้าที่เชื่อว่าปกปักษ์รักษาชุมชนให้อยู่ดีมีสุข

กิจกรรมสำคัญในงานพิธีบวงสรวง

ภายในงานครั้งนี้ มีกิจกรรมสำคัญหลายอย่าง ได้แก่ พิธีเลี้ยงลวงหรือบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก พิธีฟ้อนบวงสรวง การแสดงทางวัฒนธรรมของชาวบ้านที่มีความวิจิตรงดงาม และสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบพันธุ์ปลาและพิธีปล่อยปลาลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง และส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ

การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานในท้องถิ่น

พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนบ้านหาดไคร้และชาวอำเภอเชียงของเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชน และความร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น

นายมนตรี ชัยกิจวัฒนะ ประธานในพิธี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาประเพณีและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติว่า “ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าที่คุ้มครองปลา แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนในชุมชน”

จุดวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในการสืบทอดประเพณี

จากการจัดงานในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าชุมชนมีความตระหนักถึงความสำคัญของประเพณีดั้งเดิม แต่เพื่อให้ประเพณีนี้ดำรงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน ควรมีการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมมากขึ้น รวมถึงการให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านสื่อและช่องทางการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้ประเพณีดังกล่าวยังคงมีชีวิตชีวาและได้รับการสืบทอดอย่างมั่นคง

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

ข้อมูลจากกรมประมงระบุว่า ปลาบึกเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพบมากในลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 150-250 กิโลกรัม และมีอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปี ปัจจุบันปลาบึกมีจำนวนลดลงมากจากเดิมกว่า 80% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและการประมงที่ขาดการควบคุม (ที่มา: กรมประมง, 2567)

ดังนั้น การจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาลงแม่น้ำโขง จึงเป็นมาตรการสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์ปลาบึกให้คงอยู่ และเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมประมง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่สาย-รวก ขุดลอก สร้างแนวกันท่วม รับมือน้ำหลาก

เชียงรายเร่งเดินหน้าขุดลอกแม่น้ำรวก-แม่น้ำสาย สร้างแนวป้องกันน้ำท่วมก่อนฤดูฝน

สถานการณ์น้ำท่วมและความจำเป็นในการดำเนินโครงการ

เชียงราย, 20 เมษายน 2568 – จากสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทางจังหวัดเชียงรายจึงได้เร่งดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยล่าสุดได้ดำเนินการขุดลอกแม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย รวมถึงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญของอำเภอแม่สาย

ความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมาในการขุดลอกแม่น้ำ

โครงการขุดลอกแม่น้ำรวกและแม่น้ำสายเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยทหารช่าง กองทัพบก กองทัพภาคที่ 3 และทางการเมียนมา โดยได้เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือฤดูน้ำหลากที่กำลังจะมาถึง

การขุดลอกแม่น้ำมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตลอดแนวรวมระยะทางกว่า 44.8 กิโลเมตร แบ่งเป็นความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการในพื้นที่แม่น้ำรวกระยะทาง 14 กิโลเมตร ขณะที่กรมการทหารช่างดำเนินการต่อเนื่องอีก 18 กิโลเมตร ส่วนทางการเมียนมารับผิดชอบแม่น้ำสายระยะทาง 12.8 กิโลเมตร

การก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

นอกจากการขุดลอกแม่น้ำแล้ว ทางจังหวัดเชียงรายยังมีการดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมบริเวณเขตเศรษฐกิจของอำเภอแม่สาย ซึ่งในอดีตเคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำป่าและดินโคลนหลาก โดยแนวป้องกันดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 3,600 เมตร มีเนื้องานจริง 2,193 เมตร โดยเริ่มจากจุดแนวเขตแดนไทย-เมียนมา ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ไปจนถึงบริเวณประตูน้ำชลประทาน

แนวป้องกันที่ออกแบบในครั้งนี้เน้นการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันน้ำได้อย่างดี โดยใช้โครงสร้างหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ เขื่อนป้องกันตลิ่งด้วยเข็มไอและแผ่นคอนกรีตหล่อสำเร็จ กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมฐานราก เสริมความแข็งแรงแนวคันดินด้วยถุง Big Bag รวมถึงการดัดแปลงแนวป้องกันเชื่อมโยงกับอาคารบ้านเรือนด้วยการติดตั้งแผ่นเหล็กปิดช่องน้ำและกำแพงป้องกันแบบประกอบสำเร็จ

ความคืบหน้าและการบริหารโครงการโดย สทนช.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เปิดเผยว่า กรมการทหารช่าง กองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราว-กึ่งถาวร และขุดลอกแม่น้ำสายตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2568 โดยได้รับจัดสรรงบประมาณดำเนินการแล้วจำนวนกว่า 74 ล้านบาท ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ประเทศไทยมีแผนการขุดลอกแม่น้ำรวก ความยาวกว่า 30 กิโลเมตร โดยกรมการทหารช่างดำเนินการใน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดที่ 1 บริเวณพนังกั้นน้ำชั่วคราวน้ำแม่สาย สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จุดที่ 2 ขุดลอกแม่น้ำรวกในตำบลเกาะช้าง และจุดที่ 3 ขุดลอกแม่น้ำรวก บ้านวังลาว ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

จุดวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในอนาคต

โครงการขุดลอกแม่น้ำและสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรมีการดำเนินงานเชิงรุกและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบำรุงรักษาแนวป้องกันน้ำท่วม และการให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 4 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 20,000 ครัวเรือน และพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายกว่า 30,000 ไร่ (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, 2567)

การดำเนินโครงการนี้จึงถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่แม่สายอย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย เยี่ยมผู้ประสบภัย ช่วยเหลือด่วน อ.พาน

ผู้ว่าฯ เชียงราย ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยอำเภอพานอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์วาตภัยในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 20 เมษายน 2568 – จากเหตุการณ์วาตภัยที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 เมษายน 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทางจังหวัดจึงได้มีคำสั่งด่วนให้ทุกอำเภอเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ประสบภัย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นายอำเภอพาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้พบปะพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รับฟังปัญหาความเดือดร้อน รวมทั้งประเมินสภาพความเสียหายและความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางช่วยเหลือในระยะต่อไป

การช่วยเหลือเร่งด่วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบภัยในครั้งนี้ ทางจังหวัดเชียงรายได้มีการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ ให้แก่ผู้ประสบภัยในเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พมจ.) ยังได้มอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้เน้นย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจอย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

สรุปความเสียหายเบื้องต้นในภาพรวม

จากการสำรวจของจังหวัดเชียงรายในเบื้องต้น พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์วาตภัยครั้งนี้จำนวนรวมทั้งสิ้น 3,079 ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายในระดับที่ยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ และในขณะนี้ หน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งแจกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัยครบถ้วนแล้ว

จุดวิเคราะห์และแนวทางการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะการวางแผนรับมือที่ครอบคลุมทั้งการเตือนภัยล่วงหน้า การเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

ในอนาคต จังหวัดเชียงรายจึงได้เตรียมแผนการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่องการป้องกันภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการภัยพิบัติของชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย

จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ในช่วงปี 2567 จังหวัดเชียงรายประสบภัยจากวาตภัยรวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายรวมกว่า 7,500 หลังคาเรือน และมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, 2567)

ทั้งนี้ ทางจังหวัดเชียงรายยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตในทุกเหตุการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขโดยเร็วที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

  • กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

หิมะตกหนักถล่มเทือกเขาแอลป์สวิตเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส

พายุหิมะหนักถล่มยุโรป นักท่องเที่ยวติดค้างนับพันรายที่สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส

สถานการณ์พายุหิมะรุนแรงในเทือกเขาแอลป์

สวิตเซอร์แลนด์, 19 เมษายน 2568 – จากรายงานของ BBC เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 พายุหิมะหนักได้พัดถล่มบริเวณเทือกเขาแอลป์ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่สกีรีสอร์ตชื่อดังอย่างเซอร์มัต (Zermatt) ในสวิตเซอร์แลนด์ และติญ (Tignes) ในฝรั่งเศส โดยเมืองเซอร์มัตถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ในที่พักอาศัย ขณะที่เมืองติญ นายกเทศมนตรีได้ประกาศให้ประชาชนระมัดระวังภัยหิมะถล่มอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ถนนและทางรถไฟที่เชื่อมต่อกับเมืองเซอร์มัตต้องหยุดให้บริการ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากติดอยู่ในเมืองโดยไม่มีไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ เนื่องจากหิมะที่ตกอย่างต่อเนื่องปกคลุมทั่วทั้งเมืองอย่างหนาแน่น ร้านค้าส่วนใหญ่ต้องปิดให้บริการ มีเพียงซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ ส่งผลให้มีการต่อแถวยาวเพื่อซื้อสินค้าที่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีการเตือนจากแอปพลิเคชัน Alertswiss ถึงอันตรายจากหิมะถล่มและต้นไม้ล้ม รวมถึงการคมนาคมที่หยุดชะงักในเขตวาเล (Valais) และเบิร์นเนอร์ โอเบอร์ลันด์ (Bernese Oberland) โดยโรงเรียนในเมืองซียง (Sion) ต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราว และเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลอีสเตอร์เลื่อนกำหนดการออกไปก่อนจนถึงวันเสาร์เป็นอย่างน้อย

สถานการณ์ในฝรั่งเศสและอิตาลี

ในขณะเดียวกัน พายุหิมะดังกล่าวยังสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่ใกล้เคียงของฝรั่งเศสและอิตาลี โดยเมืองติญในฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากหิมะที่ตกหนาถึงกว่า 1 เมตร ส่งผลให้มีบ้านเรือนจำนวนหลายพันหลังคาเรือนในภูมิภาคซาวัว (Savoie) ไม่มีไฟฟ้าใช้งาน

ส่วนในประเทศอิตาลี บริเวณหุบเขาอาออสตา (Aosta Valley) พบว่า 37 จาก 74 เทศบาลประสบปัญหาไฟฟ้าดับ และในเมืองบีเอลลา (Biella) สะพานถล่มลงเนื่องจากฝนตกหนัก อีกทั้งยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมฉับพลัน คือชายสูงวัยวัย 92 ปี ในเมืองมอนเตอู ดา โป (Monteu da Po) ใกล้กับเมืองตูริน (Turin)

นอกจากนี้ แม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำโป (Po) และแม่น้ำโดรา (Dora) ในเมืองตูริน ยังได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ร้านอาหารและบาร์หลายแห่งต้องปิดบริการชั่วคราว

นักท่องเที่ยวไทยติดค้างในเมืองเซอร์มัต

ด้านอาชิตา ศิริภิญญานนท์ ยูทูปเบอร์ชื่อดังชาวไทย เจ้าของช่อง ARCHITA STATION และทีมงาน ได้ติดค้างอยู่ในเมืองเซอร์มัตเช่นกัน โดยเธอได้บรรยายสถานการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า ในช่วงเช้าวันที่ 17 เมษายน 2568 เมืองทั้งเมืองได้ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาแน่น จนไม่สามารถออกจากโรงแรมได้ ไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด ทำให้ทุกคนต้องอยู่ในโรงแรมเป็นเวลา 2 วัน โดยรับประทานอาหารจากโรงแรมได้เพียงพิซซ่าที่ใช้เตาถ่านในการปรุงอาหาร อย่างไรก็ตาม เธอและทีมงานได้รับการช่วยเหลือให้ออกจากเมืองอย่างปลอดภัย และกำลังเดินทางกลับสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

จุดวิเคราะห์เหตุการณ์และข้อเสนอแนะ

เหตุการณ์พายุหิมะครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในแง่การแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว การจัดเตรียมอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็นในภาวะฉุกเฉิน รวมทั้งการมีแผนรองรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ภัยธรรมชาติในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

จากข้อมูลของหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยายุโรป (European Meteorological Services) พบว่าปริมาณหิมะที่ตกในพื้นที่เทือกเขาแอลป์ในเดือนเมษายน 2568 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีถึง 50% โดยบางพื้นที่พบปริมาณหิมะหนาถึง 100 เซนติเมตรภายในระยะเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติและส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน (แหล่งข้อมูล: European Meteorological Services, เมษายน 2568)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

เข้าไทยง่ายขึ้น ต่างชาติใช้บัตร ขาเข้าดิจิทัล “TDAC” เริ่ม 1 พ.ค. นี้

ตม. เปิดตัวระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล TDAC รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีผล 1 พ.ค. นี้

จุดเริ่มต้นนวัตกรรมด้านการตรวจคนเข้าเมือง

ประเทศไทย, 19 เมษายน 2568 – สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประกาศเปิดใช้ระบบบัตรขาเข้าแบบดิจิทัล หรือ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) สำหรับชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางเข้าประเทศ โดยนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับระบบนี้อย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนการใช้งานระบบ TDAC

ระบบ TDAC จะถูกนำมาใช้กับผู้เดินทางเข้าประเทศทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ โดยชาวต่างชาติจำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ tdac.immigration.go.th อย่างน้อย 3 วันก่อนวันเดินทาง โดยต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลหนังสือเดินทาง รายละเอียดการเดินทาง ที่พักอาศัยในประเทศไทย รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ การลงทะเบียนผ่านระบบ TDAC มีทั้งหมด 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  1. เข้าเว็บไซต์ tdac.immigration.go.th หรือสแกน QR code ที่กำหนด
  2. กรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการเดินทางอย่างครบถ้วน
  3. ส่งข้อมูลและรอรับอีเมลยืนยันการลงทะเบียน
  4. นำเอกสารยืนยันการลงทะเบียนและเอกสารการเดินทางมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย

การสนับสนุนหลายภาษาและสื่อแนะนำการใช้งาน

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง เว็บไซต์ TDAC ยังมีคู่มือแนะนำการใช้งานถึง 5 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ จีน เกาหลี รัสเซีย และญี่ปุ่น รวมทั้งแผ่นพับและวิดีโอประชาสัมพันธ์ที่สามารถเข้าใช้งานได้ตลอดเวลา ช่วยลดปัญหาด้านภาษาและความสับสนในการกรอกข้อมูล

การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

นายอนุกูลกล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ TDAC ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และไม่ใช่ระบบวีซ่าออนไลน์ แต่เป็นระบบลงทะเบียนบัตรขาเข้าแบบดิจิทัล ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพิ่มเติมเพื่อให้บริการครบวงจรยิ่งขึ้น

ระบบ TDAC ยังถูกเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบ E-Visa ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ, ระบบคัดกรองสุขภาพของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้การบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากระบบ TDAC

ระบบ TDAC จะช่วยลดความแออัดในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน ด่านชายแดน และท่าเรือต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ลดความผิดพลาดจากการเขียนข้อมูลด้วยมือ และช่วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการรองรับนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเทคโนโลยีทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

จุดวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในการดำเนินการต่อไป

แม้ว่าระบบ TDAC จะมีความสะดวกและทันสมัย แต่การบังคับใช้ในช่วงแรกอาจมีปัญหาเรื่องการรับรู้และความเข้าใจของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ระบบออนไลน์ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเตรียมเจ้าหน้าที่สนับสนุนเพื่อช่วยเหลือและให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงแรก

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูลอ้างอิง

จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 30 ล้านคน โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบ TDAC คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวและลดเวลาในการตรวจสอบเอกสารที่สนามบินได้ถึง 30% (ที่มา: รายงานสถิติการเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, 2567)

ด้วยความพร้อมในการเปิดใช้ระบบ TDAC อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเชื่อมั่นว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เวียงชัยอิ่มบุญ อบจ.เชียงราย ร่วมสืบชะตา บรรจุพระธาตุ

อบจ.เชียงราย ร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เสริมสร้างสิริมงคลแก่ชุมชนท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นแห่งศรัทธาของชุมชนเวียงชัย

เชียงราย, 18 เมษายน 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และนางสาวธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เขต 1 อำเภอเวียงชัย ร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวงเสริมสิริมงคล ประจำปี 2568 ณ วัดพนาลัยเกษม ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

ความสำคัญของพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถือเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากพระบรมสารีริกธาตุเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ที่ผ่านการบำเพ็ญบุญบารมีมาอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านจึงมีความเชื่อมั่นว่าการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจะนำความสุข สงบ และความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชุมชน อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาและจิตใจของชาวบ้าน ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีในชุมชนอีกด้วย

พิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวง เสริมบุญบารมี

ภายในพิธีนอกจากจะมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวง โดยคณะสงฆ์ในพื้นที่ได้ร่วมกันสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมสร้างสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมพิธี โดยพิธีสืบชะตาหลวงนี้ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ชุมชนภาคเหนือปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่าให้ดำรงอยู่สืบไป

บทบาทของอบจ.เชียงรายในการสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกอบจ.เชียงราย กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างความรักสามัคคีและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนมีการศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมให้มีความสงบสุขและมั่นคง

การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงราย

การจัดพิธีในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดเชียงราย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและศาสนาที่หลากหลาย โดยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาสัมผัสกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่มีคุณค่าของจังหวัดเชียงราย

การวิเคราะห์และแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน

พิธีกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่นในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ซึ่งการดำเนินงานเช่นนี้ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างจริงจังและยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชียงราย

จากรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2567 พบว่า จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนในกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 18% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท (ที่มา: รายงานสถิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2567) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคเหนือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2567
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE