
มฟล เปิดหลักสูตรระยะสั้น 4 เดือน ยกระดับสุราชุมชนเชียงราย เน้นมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคม
เชียงราย,24 กุมภาพันธ์ 2569 – ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชื่อของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง จากกระแสข่าวการเปิดหลักสูตรเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนเกิดคำถามตามมาหลายทิศทาง บางส่วนตั้งข้อกังวลด้านศีลธรรมและสุขภาพ บางส่วนมองเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจฐานราก และอีกไม่น้อยเข้าใจคลาดเคลื่อนไปไกลกว่าข้อเท็จจริงว่าเป็น “หลักสูตรปริญญา” หรือมหาวิทยาลัยกำลังจะ “ทำโรงกลั่นเพื่อการค้า”
ท่ามกลางเสียงถกเถียง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีประกาศรับสมัครหลักสูตรระยะสั้นชื่อ “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน” ภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ รับผู้เข้าอบรม 40 คน เรียนช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 และเปิดรับสมัครในเดือนเมษายน 2569 โดยระบุว่าไม่เสียค่าใช้จ่าย ข้อเท็จจริงชุดนี้เป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้สังคมควรถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อมองภาพให้ครบ ว่าหลักสูตรดังกล่าวกำลังพยายามทำอะไร และควรวาง “เส้นแบ่ง” ระหว่างการยกระดับภูมิปัญญาให้ปลอดภัยกับการส่งเสริมการดื่มอย่างไร
กระแสสังคมต่อคำว่า “สุรา” เมื่อมหาวิทยาลัยต้องตอบคำถามที่หนักกว่าวิชาการ
คำว่า “สุรา” ในสังคมไทยไม่ใช่เพียงสินค้าในตลาด หากเป็นภาพจำที่ทับซ้อนทั้งพิธีกรรม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และผลกระทบต่อสุขภาพ ในอีกด้าน ตัวเลขเชิงพฤติกรรมก็ย้ำให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ประเด็นเล็ก ปี 2564 ไทยมีปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อประชากรเฉลี่ย 7.12 ลิตรต่อคนต่อปี และประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ดื่มใน 12 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 28 ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้ดื่มสูงสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ร้อยละ 33.09
เมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาวางคู่กับความจริงอีกด้านที่ว่า “การผลิตสุราพื้นบ้านและสุราชุมชน” มีอยู่ในหลายพื้นที่มานาน ข้อถกเถียงจึงไม่ใช่การมีหรือไม่มี แต่เป็นคำถามว่า จะทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้ว “ปลอดภัย มีมาตรฐาน และรับผิดชอบ” ได้อย่างไร โดยไม่ผลักให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่หรือขยายความเสี่ยงต่อสังคม
จุดเริ่มต้นของหลักสูตร เมื่อการหมักไม่หยุดแค่เรื่องอาหาร แต่ไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องคุมความเสี่ยง
ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและผู้มีบทบาทสำคัญต่อการอธิบายหลักสูตรนี้ ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ว่า แนวคิดของหลักสูตรอยู่ในกรอบการยกระดับสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เดิมทีมองเรื่องอาหารสุขภาพ สินค้าหมัก และแนวทางเกี่ยวกับพรีไบโอติก ก่อนจะเห็นช่องทางอีกด้านของ “ศาสตร์การหมัก” ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง
สาระสำคัญของคำอธิบายคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งต้นจากการชวนให้คนดื่ม แต่ตั้งต้นจากข้อเท็จจริงว่ามีผู้ประกอบการที่ผลิตอยู่แล้วในระบบกฎหมาย และการขยับของรัฐในช่วงหลังเริ่มเปิดพื้นที่ให้สุราชุมชนมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น การปล่อยให้ความรู้กระจายแบบต่างคนต่างทำ ย่อมมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และความปลอดภัยของผู้บริโภค
นี่คือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยเลือกวางกรอบหลักสูตรให้จับ “มาตรฐานและการควบคุมความเสี่ยง” เป็นแกนกลาง มากกว่าการเล่าเรื่องความหอมหวานของตลาดหรือยอดขาย
โครงสร้างหลักสูตร 4 เดือน ความเข้มข้น 285 ชั่วโมง และโจทย์ใหญ่คือทำให้ความรู้ไปถึงโรงผลิตจริง
ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ระบุว่า หลักสูตรถูกออกแบบให้มีชั่วโมงรวม 285 ชั่วโมง แบ่งการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยการปฏิบัติคิดเป็นสัดส่วนมาก และต้องเชื่อมกับสถานประกอบการจริงของผู้เข้าเรียนหรือเครือข่ายโรงผลิตที่ถูกกฎหมาย หลักคิดสำคัญคือ ถ้าจะพูดถึงการควบคุมมาตรฐาน จะทำได้จริงก็ต่อเมื่อผู้เรียนต้องกลับไปแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตของตนเอง ไม่ใช่ทำได้เพียงในห้องบรรยาย
ประเด็นนี้สัมพันธ์โดยตรงกับเงื่อนไขการคัดเลือกผู้เข้าอบรมที่เน้น “ผู้มีใบอนุญาตผลิตและจำหน่าย” และมีสถานที่ผลิตอยู่ในพื้นที่กำกับดูแลของสรรพสามิตในจังหวัดเชียงราย ตลอดจนกำหนดว่า 1 สถานประกอบการสมัครได้ 1 คน และต้องเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดหลักสูตร โดยมีเงื่อนไขการจบ เช่น ต้องมีการเข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และผ่านการทดสอบในหัวข้อที่กำหนด
เมื่อวางเงื่อนไขเช่นนี้ แก่นของหลักสูตรจึงเริ่มชัดขึ้นว่าไม่ได้มุ่งเปิดให้คนทั่วไป “เริ่มหมักที่บ้าน” หากมุ่งทำงานกับผู้ที่อยู่ในระบบกำกับดูแล เพื่อดึงความรู้สมัยใหม่เข้าไปเสริมภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วให้ปลอดภัยขึ้น
ความปลอดภัยไม่ใช่คำขวัญ แต่เป็นเหตุผลที่มหาวิทยาลัยหยิบเรื่องสุราขึ้นมาพูดในเชิงวิชาการ
ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ย้ำหัวข้อเรื่องการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย โดยอธิบายถึงความเสี่ยงของสารปนเปื้อนและการกลั่นที่ไม่ถูกหลัก ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้เรื่องสุราไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นเพียง “เคล็ดลับครัวเรือน” หรือ “สูตรลับรายร้าน” หากตั้งใจจะวางจำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย
การพูดถึงความปลอดภัยเช่นนี้สอดรับกับโจทย์เชิงนโยบายกว้างกว่ามหาวิทยาลัย เพราะการเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายย่อยเดินหน้าได้ในกฎหมาย ย่อมต้องแลกกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ทั้งด้านสถานที่ผลิต การควบคุม กระบวนการ และการติดตาม
ในภาพใหญ่ กฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการผลิตสุราซึ่งมีผลใช้บังคับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าแม้รัฐจะเปิดช่องให้ผู้ผลิตรายย่อยและสุราชุมชนมากขึ้น แต่ยังคงวางกรอบการอนุญาตและข้อกำหนดเข้มงวด เพื่อคุมความเสี่ยงด้านภาษี คุณภาพ และความปลอดภัย
เศรษฐกิจฐานรากกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เมื่อสุราถูกมองเป็น “ศาสตร์และศิลป์” ไม่ใช่การค้าเป็นหลัก
จุดที่ทำให้หลักสูตรนี้แตกต่างจากภาพจำของคำว่า “สอนทำเหล้า” อยู่ที่กรอบความคิดเรื่องอัตลักษณ์ วัตถุดิบ และการยกระดับเชิงคุณค่า ผู้ให้ข้อมูลเสนอภาพว่าเชียงรายมีความหลากหลายของวัตถุดิบ ทั้งข้าว ข้าวโพด และผลไม้บนพื้นที่สูง เช่น บ๊วยหรือเชอร์รี่ดอย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ได้ หากทำในกรอบมาตรฐาน
แนวคิดนี้ถูกเชื่อมโยงกับคำอธิบายเชิงวัฒนธรรมว่า การบริโภคในบางสังคมถูกยกระดับเป็นการ “เสพศิลป์” มีการจับคู่รสชาติและบริบทการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ในหลักสูตรจึงมีการกล่าวถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เช่น การทำค็อกเทลและการจับคู่รสชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ผลักให้การดื่มกลายเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ไร้การกำกับ
อย่างไรก็ดี การใช้คำว่าอัตลักษณ์และซอฟต์พาวเวอร์ในประเด็นแอลกอฮอล์ย่อมเป็นดาบสองคม เพราะหากสื่อสารไม่ระมัดระวัง อาจถูกตีความว่าเป็นการ “ทำให้การดื่มดูดี” มากกว่าการคุมความเสี่ยง นี่คือความท้าทายของมหาวิทยาลัยและสื่อมวลชนที่จะต้องวางน้ำหนักให้ถูกด้าน


อีกด้านของเหรียญ เมื่อข้อมูลสุขภาพชี้ว่าความเสี่ยงมีจริง และสังคมมีสิทธิ์ถามว่าหลักสูตรจะกันปัญหาอย่างไร
ในรายงานสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ปี 2564 มีข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกจับตา ผู้ดื่มใน 12 เดือนมีร้อยละ 28 และในกลุ่มผู้ที่ดื่ม มีการดื่มหนักในครั้งเดียวเกินร้อยละ 30 ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มอายุ 25 ถึง 44 ปีมีสัดส่วนดื่มหนักสูงสุดเมื่อคิดในกลุ่มผู้ดื่ม นี่คือภาพสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ “ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยหรือไม่” แต่อยู่ที่พฤติกรรมการบริโภคด้วย
ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว อธิบายว่าหลักสูตรต้องเน้นการสื่อสารเรื่องการดื่มอย่างรับผิดชอบ ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ทำให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ พร้อมสะท้อนว่าการนำหลักสูตรผ่านกระบวนการพิจารณาภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงมุมมองจากสายสุขภาพที่ตั้งข้อสังเกต เป็นส่วนหนึ่งของการถ่วงดุลในระบบ
ในแง่นี้ บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงผู้สอนเทคนิคการผลิต แต่ต้องเป็นผู้วางกรอบจริยธรรมเชิงสังคมในทางปฏิบัติ เป็นความรับผิดชอบต่อสาธารณะในฐานะสถาบันการศึกษา
เงื่อนไขการรับสมัครและการคัดกรอง จุดคุมความเสี่ยงที่ถูกออกแบบให้ผูกกับระบบสรรพสามิต
หนึ่งในแกนที่หลักสูตรพยายามใช้คุมความเสี่ยงคือการคัดกรองผู้เข้าอบรมร่วมกับสรรพสามิต โดยผู้ให้ข้อมูลระบุว่ามีฐานรายชื่อผู้ประกอบการจำนวนมาก และสรรพสามิตมีข้อมูลพฤติกรรมการผลิตจากการซื้ออากรแสตมป์หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพและอยู่ในระบบได้ก่อนในรุ่นแรก
แนวทางนี้สอดคล้องกับภาพรวมเชิงกฎหมาย เพราะการผลิตสุราต้องอยู่ภายใต้การอนุญาต การกำหนดสถานที่ผลิต และข้อกำกับต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกรอบกฎกระทรวงและการกำกับของหน่วยงานรัฐ เมื่อผูกหลักสูตรเข้ากับระบบนี้ จึงเท่ากับพยายามเลี่ยงไม่ให้ “ความรู้” กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
มหาวิทยาลัยย้ำจุดยืน ไม่ใช่ปริญญา ไม่ได้ผลิตเพื่อขาย และไม่สนับสนุนให้ดื่ม
ประเด็นที่ต้องชี้แจงให้ชัดที่สุดตามคำขอของผู้ให้ข้อมูล คือความเข้าใจผิด 3 เรื่องที่เกิดซ้ำบนโซเชียล
- เรื่องแรก หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรระยะสั้น 4 เดือน ไม่ใช่หลักสูตรปริญญา
- เรื่องที่สอง มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำแบรนด์หรือโรงกลั่นเพื่อการค้า แต่เป็นสถานศึกษาที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงทางวิชาการ
- เรื่องที่สาม เนื้อหามุ่งมาตรฐาน ความปลอดภัย และการดื่มอย่างรับผิดชอบ มากกว่าการทำให้คนดื่มเพิ่ม
ในประกาศรับสมัครของมหาวิทยาลัยเอง ก็สะท้อนภาพหลักสูตรระยะสั้น ช่วงเวลาเรียน และจำนวนรับอย่างชัดเจน ส่วนข้อเท็จจริงรายละเอียดเชิงลึกถูกเติมเต็มจากบทสัมภาษณ์ที่อธิบายเหตุผลและกรอบคิดของผู้พัฒนาหลักสูตร
หากมองไปข้างหน้า เชียงรายจะได้อะไร และสังคมควรถามอะไรต่อ
คำถามสำคัญที่เหลืออยู่ไม่ใช่เพียงจะมีผู้สมัครเต็ม 40 คนหรือไม่ แต่คือ “ผลลัพธ์” ที่หลักสูตรประกาศว่าจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง ผู้ให้ข้อมูลเล่าว่าเป้าหมายหนึ่งคือการมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากผู้ประกอบการที่ผ่านการบ่มเพาะ และเชื่อมกับกิจกรรมการประกวดหรือเวทีทดสอบคุณภาพในอนาคต รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดเพื่อผลักดันต่อ
อย่างไรก็ดี เพื่อให้สังคมเชื่อมั่น ความโปร่งใสที่ควรเกิดขึ้นในระยะต่อไป ได้แก่
- การประกาศคุณสมบัติผู้สมัครและเกณฑ์คัดเลือกอย่างเป็นทางการให้ชัดและเข้าถึงได้
- การอธิบายเนื้อหาหลักสูตรในมิติความปลอดภัยและการคุมความเสี่ยงต่อสาธารณะให้มากพอ
- แนวทางติดตามผลหลังจบหลักสูตร ว่าคุณภาพผลิตภัณฑ์ดีขึ้นอย่างไร ลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคอย่างไร
- การสื่อสารที่ไม่ทำให้การดื่มถูกโรแมนติไซส์ แต่ชี้ให้เห็นกรอบความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลัก
เพราะในสังคมที่มีผู้ดื่มจำนวนมาก และมีรูปแบบการดื่มหนักปรากฏในทุกช่วงวัยของกลุ่มผู้ดื่ม การพูดถึงสุราในฐานะอัตลักษณ์หรือซอฟต์พาวเวอร์จะมีน้ำหนักได้ ก็ต่อเมื่อ “มาตรฐานและความปลอดภัย” ถูกทำให้เป็นจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยหรูในเอกสาร
สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เมื่อเห็นข่าวหลักสูตรสุราแล้วรู้สึกกังวลหรือสนใจ
สำหรับประชาชนทั่วไปที่กังวลว่าเรื่องนี้จะทำให้การดื่มแพร่หลายขึ้น ข้อเท็จจริงเบื้องต้นคือหลักสูตรถูกออกแบบให้มุ่งผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตและอยู่ในระบบกำกับ เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัย ไม่ใช่การชวนคนทั่วไปไปผลิตเองที่บ้าน และมีกรอบรับเพียง 40 คนต่อรุ่นตามประกาศรับสมัคร
สำหรับผู้ที่สนใจในฐานะผู้ประกอบการ ควรติดตามประกาศทางการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตรตามที่ระบุไว้ในข่าวประกาศรับสมัคร รวมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องใบอนุญาตและเงื่อนไขสถานที่ผลิตให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจสมัคร
และสำหรับผู้ที่ทำงานด้านชุมชนหรือสาธารณสุข ประเด็นนี้เป็นโอกาสในการย้ำแนวคิดดื่มอย่างรับผิดชอบ ไม่ดื่มแล้วขับ และร่วมกันจับตาว่าโครงการยกระดับการผลิตจะเดินคู่กับมาตรการลดอันตรายจากการบริโภคได้จริงเพียงใด
สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว
- ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อประชากรไทย ปี 2564 ประมาณ 7.12 ลิตรต่อคนต่อปี และสัดส่วนผู้ดื่มใน 12 เดือน ร้อยละ 28 อีกทั้งภาคเหนือมีสัดส่วนผู้ดื่มสูงสุด ร้อยละ 33.09
- ประกาศรับสมัครหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุรับ 40 คน เรียนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 รับสมัครเมษายน 2569 และไม่เสียค่าใช้จ่าย
- กรอบกฎหมายและเงื่อนไขการผลิตสุราที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตรายย่อย สะท้อนว่าการเปิดพื้นที่ต้องเดินคู่กับข้อกำกับด้านสถานที่และการควบคุม
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ข่าวประกาศรับสมัครหลักสูตรการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน
- รายงาน สถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย อ้างอิงข้อมูลสำรวจและข้อมูลหน่วยงานรัฐ รวมถึงสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมสรรพสามิต และหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง
- ข้อมูลสรุปกรอบกฎกระทรวงการผลิตสุราที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยกรมประชาสัมพันธ์
- ข้อมูลบทสัมภาษณ์ ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ จากไฟล์ถอดเสียงที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงานครั้งนี้










