Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ อนุทินสั่งเข้ม WFH ประหยัดพลังงานรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ผลโพลชี้คนไทยอ่วมค่าครองชีพพุ่งสูง

Summary
  • นายกฯ เตือนสงครามตะวันออกกลางทำวิกฤตพลังงานโลก สั่งรัฐ WFH และประหยัดไฟเข้มงวด

  • สวนดุสิตโพลระบุคน 84% เดือดร้อนจากน้ำมันแพง และ 61% แบกค่าครองชีพไม่ไหว

  • ประชาชนปรับแผนสงกรานต์ 69 โดยการเที่ยวใกล้บ้านหรืองดเดินทางเพื่อประหยัดเงิน

  • เกือบครึ่งหนึ่งต้องนำ “เงินออม” ออกมาใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935 บาทต่อคนในช่วงเทศกาล

  • ประชาชนจี้รัฐคุมราคาสินค้าและออกนโยบายช่วยค่าน้ำมันแบบตรงจุดโดยเร็ว

สงกรานต์ปีนี้ไม่เหมือนเดิม เมื่อวิกฤตพลังงานกดทับค่าครองชีพ และเสียงเตือนจากส่วนกลางเริ่มสะเทือนถึงชีวิตประจำวัน

ประเทศไทย, 6 เมษายน 2569 – คำเตือนจากส่วนกลางกำลังกลายเป็นความจริงของทุกครัวเรือน ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะเริ่มขึ้นเต็มรูปแบบ ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนกว่าการเตรียมรับวันหยุดยาวในทุกปี เพราะครั้งนี้แรงกดดันไม่ได้มาจากการเดินทางหนาแน่นเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากเงาของวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มเคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างชัดเจนแล้ว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุผ่านโซเชียลว่าการสู้รบในตะวันออกกลางได้ขยายวงไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งทำให้โลกเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงาน และประเทศไทยในฐานะประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในปริมาณสูงย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

“พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านทราบจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งและจากรายงานข่าวของสื่อต่างๆ

สภาวะเช่นนี้ทำให้โลกต้องเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันที่ต้องขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะกินเวลายาวนานกว่าจะถึงบทยุติ

ปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปคงไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้

ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เราก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เราจึงมิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อพี่น้องประชาชน

ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงวันนี้เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work From Home – ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย

ในอนาคตอันใกล้อาจมีมาตรการอื่น ๆ ที่ผมจะมานำเรียนต่อพี่น้องประชาชนพร้อมเหตุผลเพื่อความเข้าใจและความร่วมมือกันต่อไปนะครับ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถและไม่มีวันท้อหรือเหน็ดเหนื่อย ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าในทุกวิกฤตมักมีโอกาสควบคู่กันเสมอ และผมก็สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูุญเสียไปในห้วงวิกฤตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง

ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง” –  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งทาย

สารที่ส่งออกมาจากส่วนกลางในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้ำให้ประชาชนอดทนกับของแพง แต่เป็นการเริ่มปรับโหมดความคิดของสังคมทั้งระบบให้เข้าสู่การใช้พลังงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น นายกรัฐมนตรีขอให้ภาครัฐและเอกชนใช้แนวทางทำงานจากบ้านหรือทำงานจากที่ใดก็ได้ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ขนส่งสาธารณะ และใช้รถร่วมกันในลักษณะ carpool รวมถึงใช้ไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้มากขึ้น ท่าทีนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า รัฐบาลยืนยันน้ำมันยังมีเพียงพอสำหรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ แต่ก็ขอให้ประชาชนใช้รถสาธารณะและ carpool มากขึ้น เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในภาวะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงโลกยังผันผวนสูง

ความกังวลเรื่องของแพงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้คำเตือนจากภาครัฐครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือผลสำรวจของสวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” ซึ่งสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,272 คน ทั้งแบบออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 ผลสำรวจสะท้อนภาพชัดเจนว่าความกังวลเรื่องของแพงได้ลามจากระดับอารมณ์ความรู้สึกไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงแล้ว โดย 61.32 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก สินค้าจำเป็นแพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ 43.87 เปอร์เซ็นต์เริ่มกังวลว่าสินค้าอาจขาดแคลนหรือส่งของล่าช้า และอีก 41.27 เปอร์เซ็นต์ยังพอรับมือได้ แต่ต้องเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่าคนไทยกังวล เพราะมันกำลังบอกว่าครัวเรือนจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะ “คุมรายจ่ายทุกบาท” แล้ว เมื่อสินค้าแพงขึ้นพร้อมกันหลายหมวด พื้นที่ของรายได้ที่เหลือสำหรับการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายในเทศกาลก็ย่อมแคบลงโดยอัตโนมัติ สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายซึ่งเศรษฐกิจผูกกับทั้งการบริโภคในท้องถิ่นและรายได้จากการเดินทางของผู้คน บรรยากาศเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงสะเทือนที่กำลังส่งตรงมาถึงผู้ประกอบการ ร้านค้า และครัวเรือนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

น้ำมันแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้ใช้รถ แต่กำลังกระทบทั้งระบบชีวิต

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลยังชี้ชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันในเวลานี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ โดย 46.70 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนมาก และ 37.74 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนพอสมควร หากรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน หมายความว่าประชาชนมากกว่า 84 เปอร์เซ็นต์รู้สึกถึงผลกระทบของน้ำมันแพงในระดับหนึ่งขึ้นไป

นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะในภาวะเช่นนี้ น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของคนที่ขับรถส่วนตัว แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจ เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ต้นทุนร้านค้าเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจำเป็นก็มีโอกาสขยับตามไปด้วย เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น คนทำงานรายวัน คนค้าขาย และผู้ที่ต้องเดินทางไกลเพื่อกลับภูมิลำเนาก็ได้รับผลกระทบทันที สำหรับเชียงรายซึ่งมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่เกษตร และพื้นที่เชื่อมโยงการเดินทางหลายทิศทาง ผลกระทบเช่นนี้ย่อมกว้างกว่าภาพหน้าปั๊มอย่างแน่นอน

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานยังย้ำว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่เผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบนั้น เป็นข้อมูลเพื่อการอ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงหมายความว่าความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงในช่วงนี้ไม่ได้มีคำตอบง่ายแบบสั่งลดราคาได้ทันทีทุกจุด แต่ต้องอาศัยทั้งมาตรการเชิงโครงสร้าง การบริหารกองทุน การกำกับตลาด และการช่วยลดแรงกระแทกต่อประชาชนในรูปแบบอื่นควบคู่กัน

สงกรานต์ปีนี้ถูกคำนวณด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก

ในช่วงที่ควรเป็นเทศกาลแห่งการเดินทางและการใช้จ่าย ผลสำรวจกลับสะท้อนว่า ประชาชนกำลังคำนวณสงกรานต์ด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์หรือไม่ คือราคาน้ำมันและค่าน้ำมันแพง 55.66 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงสงกรานต์ที่เพิ่มสูงขึ้น 49.53 เปอร์เซ็นต์ และสภาพอากาศ ทั้งร้อนจัด พายุ และฝุ่น PM2.5 อีก 42.22 เปอร์เซ็นต์

เมื่อมองจากมุมของภาคเหนือและจังหวัดเชียงราย ตัวเลขเรื่องสภาพอากาศยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้งในภูมิภาคนี้ไม่ได้ขึ้นกับราคาเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับความมั่นใจด้านคุณภาพอากาศด้วย แม้ผู้ใช้ในรอบก่อนหน้าจะส่งข้อมูลฝุ่นในเชียงรายที่บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านอากาศมาแล้ว แต่แม้ไม่นำตัวเลขนั้นมาซ้ำในชิ้นนี้ ผลโพลเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะบอกว่า ประชาชนทั่วประเทศเริ่มมองเรื่องอากาศเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจใช้ชีวิตช่วงเทศกาลแล้ว และนี่คือสัญญาณที่จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายควรรับฟังอย่างจริงจัง

การประหยัดเริ่มเปลี่ยนรูปแบบของเทศกาล

ผลสำรวจในหัวข้อการปรับแผนการใช้ชีวิตช่วงสงกรานต์ แสดงภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก ร้อยละ 51.42 จะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 39.62 จะงดเดินทางไกลหรือไม่กลับภูมิลำเนาอยู่บ้านแทน และอีกร้อยละ 37.50 จะเลือกเที่ยวใกล้บ้านหรือในจังหวัดเพื่อลดค่าเดินทาง

ในทางหนึ่ง ตัวเลขนี้อาจสะท้อนการระมัดระวังทางการเงินของครัวเรือนซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ในภาวะของแพง แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็กำลังเตือนว่าเทศกาลซึ่งเคยเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจสำคัญ อาจมีบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ หากผู้คนจำนวนมากลดการเดินทางไกล ลดการใช้จ่ายด้านบันเทิง และเลือกอยู่บ้านมากขึ้น เศรษฐกิจที่เคยหมุนเวียนจากร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการเดินทางก็อาจไม่คึกคักเหมือนเดิม

สำหรับเชียงราย ผลลัพธ์เช่นนี้มีได้สองทางพร้อมกัน ทางแรกคือการเดินทางจากจังหวัดไกลอาจชะลอลงหากผู้คนกังวลต้นทุนมากเกินไป แต่อีกทางหนึ่ง คนในจังหวัดอาจหันมาใช้เวลาท่องเที่ยวใกล้บ้านหรือจับจ่ายในพื้นที่ตัวเองมากขึ้น หากมีความมั่นใจว่าการเดินทางระยะใกล้ยังคุ้มค่าและปลอดภัย นี่จึงเป็นจังหวะที่ภาคท้องถิ่นต้องอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคให้ขาด เพราะสงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่ตลาดของการใช้จ่ายใหญ่ แต่เป็นตลาดของการใช้จ่ายอย่างระวังและเลือกสรรมากขึ้น

เงินออมกำลังถูกดึงออกมาใช้เพื่อประคองวันหยุด

ตัวเลขอีกชุดที่สะท้อนความกดดันทางเศรษฐกิจได้ชัด คือแหล่งเงินที่ประชาชนเตรียมนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ร้อยละ 47.41 ระบุว่าจะนำเงินออมออกมาใช้ ร้อยละ 22.17 ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเงินมาจากแหล่งใด และร้อยละ 21.93 ระบุว่าไม่มีงบสำหรับช่วงนี้ ขณะที่บางส่วนต้องใช้บัตรเครดิต 13.92 เปอร์เซ็นต์ และยืมญาติหรือคนรู้จักอีก 9.67 เปอร์เซ็นต์

นี่คือสัญญาณที่ควรถูกอ่านอย่างรอบคอบที่สุดในข่าวชิ้นนี้ เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลต่อเทศกาล แต่สะท้อนความเปราะบางของฐานะการเงินครัวเรือน เงินออมที่ควรเป็นกันชนยามฉุกเฉินกำลังถูกนำมาใช้กับค่าใช้จ่ายระยะสั้นมากขึ้น หากภาวะของแพงยังยืดเยื้อ หรือหากหลังสงกรานต์ยังมีแรงกดดันด้านราคาพลังงานต่อเนื่อง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญภาวะทางเลือกที่แคบลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งเมื่อผลโพลระบุว่า ผู้ที่เตรียมใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935.74 บาทต่อคน ตัวเลขนี้ก็ยิ่งไม่เล็กสำหรับครัวเรือนที่ต้องแบกรับทั้งน้ำมันแพงและสินค้าแพงพร้อมกัน แม้เม็ดเงินระดับนี้อาจยังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน แต่ในระดับบ้านเรือน มันคือภาระที่ต้องคิดก่อนใช้ทุกบาทอย่างชัดเจนแล้ว

เสียงเรียกร้องของประชาชนชี้ไปที่มาตรการที่จับต้องได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการใดมากที่สุดเพื่อช่วยลดภาระในช่วงสงกรานต์ คำตอบอันดับหนึ่งของประชาชนคือควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง 75.94 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือช่วยค่าน้ำมันให้ประชาชนในลักษณะคล้าย “น้ำมันคนละครึ่ง” 69.34 เปอร์เซ็นต์ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม 58.49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาตรการลดภาษีหรืออุดหนุนราคาน้ำมัน และช่วยลดค่าการเดินทาง ก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการในสัดส่วนสูงเช่นกัน

จุดสำคัญของผลสำรวจนี้อยู่ตรงที่ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องนโยบายที่ซับซ้อนเกินเอื้อม แต่ต้องการมาตรการที่สัมผัสได้เร็วและตรงจุดที่สุด นั่นคือการคุมราคาสินค้าจำเป็น ลดภาระเชื้อเพลิง และเพิ่มรายได้หรือกำลังซื้อในระดับพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว และจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้ความเห็นว่า หากพฤติกรรมของประชาชนเป็นไปตามผลโพลจริง การงดกิจกรรมรื่นเริงและการชะลอการเดินทางก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะปกติสงกรานต์เป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว

ภาครัฐเริ่มขยับหลายด้าน แต่โจทย์ยังไม่คลี่คลาย

ในภาพของนโยบายภาครัฐ เวลานี้มีการขยับหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งการขอให้หน่วยงานรัฐทำงานจากบ้านและประหยัดพลังงาน การขอให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น และการยืนยันว่าช่วงสงกรานต์ยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันจนกระทบการเดินทางกลับบ้านของประชาชน

ในมิติของการเดินทางทางอากาศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ระบุว่าเที่ยวบินภายในประเทศยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม โดยหน่วยงานยังประสานสายการบินดูแลเรื่องราคาและความเหมาะสมของเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด ภาพนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้รัฐจะยังประคองด้านอุปทานและการเดินทางได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่จบคือการทำอย่างไรให้แรงกดดันเรื่องต้นทุนไม่ไหลลงไปทับประชาชนมากเกินไป

สำหรับเชียงราย บททดสอบใหญ่คือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการประคองเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังคำเตือนจากส่วนกลาง แต่คือการอ่านสัญญาณล่วงหน้าว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงรายอาจไม่ได้เผชิญสถานการณ์ที่ผู้คนหยุดเดินทางทั้งหมด แต่กำลังเผชิญนักเดินทางที่คิดมากขึ้น ใช้เงินน้อยลง และตัดสินใจช้าลง เพราะต้องชั่งน้ำหนักทั้งราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายรวม และปัจจัยด้านอากาศไปพร้อมกัน

ในเวลาเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ตลาด งานประเพณี และภาคบริการในเชียงราย ก็ต้องพยายามประคองตัวเองให้เดินหน้าต่อไปภายใต้โจทย์ใหม่ คือทำอย่างไรให้การใช้จ่ายในเทศกาลยังเกิดขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระจนเกินไป ทำอย่างไรให้ประชาชนยังกล้าออกมาใช้ชีวิต และทำอย่างไรให้เศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนต่อได้ แม้จะไม่คึกคักแบบเดิมก็ตาม นี่คือโจทย์ที่ลึกกว่าคำว่า “ของแพง” เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้คนทั้งเมือง

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่มาตรการที่ประชาชนรู้สึกได้จริง

ท้ายที่สุด สงกรานต์ 2569 กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐและของสังคมไทยพร้อมกัน ฝ่ายรัฐต้องพิสูจน์ว่ามาตรการประหยัดพลังงานและการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำมันจะไปไกลเกินกว่าการสื่อสารได้หรือไม่ ส่วนประชาชนกำลังพิสูจน์ความสามารถในการประคองรายจ่ายของตัวเองท่ามกลางราคาพลังงานและราคาสินค้าที่กดดันมากขึ้นทุกวัน

สำหรับเชียงราย บทเรียนของช่วงเวลานี้ชัดเจนมากว่า วิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลจากชุมชนอีกแล้ว มันอยู่ในค่าน้ำมัน อยู่ในค่าเดินทาง อยู่ในแผนกลับบ้าน อยู่ในงบเที่ยวสงกรานต์ และอยู่ในคำถามง่าย ๆ ของทุกครอบครัวว่า ปีนี้จะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ต้นทุนหนักเกินไป หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้เร็ว คุมราคาสินค้าจำเป็นได้จริง และช่วยลดแรงกระแทกด้านพลังงานได้ตรงจุด เสียงกังวลจากผลโพลอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ทันเวลา แต่ถ้ามาตรการยังไม่ทันกับความเดือดร้อน เสียงสะท้อนจากประชาชนในวันนี้ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่หนักกว่าเดิมหลังเทศกาลผ่านพ้นไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Anutin Charnvirakul
  • สวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” เผยแพร่วันที่ 5 เมษายน 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ที่สุดแห่งปี 2567 หมูเด้งครองใจ ความหวังใหม่คนไทยปี 2568

“ที่สุดแห่งปี 2567” โดยสวนดุสิตโพล: หมูเด้งครองใจคนไทย สะท้อนความหวังปี 2568

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหัวข้อ “ที่สุดแห่งปี 2567” โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 14,246 คน ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 13-27 ธันวาคม 2567 พบว่าปีนี้ประชาชนให้ความสนใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ บุคคล และปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่อสังคมไทยในหลากหลายมิติ

เหตุการณ์ที่สุดแห่งปี 2567

  1. หมูเด้ง โด่งดังทั่วโลก – ร้อยละ 26.43
    ปรากฏการณ์ “น้องหมูเด้ง” สร้างกระแสความนิยมในหมู่คนไทยและต่างชาติ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดของคนไทยจากสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจ
  2. คดีดิไอคอน – ร้อยละ 24.54
    เหตุการณ์ที่สะท้อนการจับตามองปัญหาความโปร่งใสในสังคม
  3. ยุบพรรคก้าวไกล – ร้อยละ 17.95
    เป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความหวังและความคาดหวังของประชาชน

ที่สุดแห่งปีในหมวดบุคคล

  • นักร้องเพลงไทยสากลชาย: เจฟ ซาเตอร์ (ร้อยละ 30.65)
  • นักร้องเพลงไทยสากลหญิง: ปาล์มมี่ (ร้อยละ 28.38)
  • นักร้องลูกทุ่งชาย: ก้อง ห้วยไร่ (ร้อยละ 40.58) – ครองแชมป์เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
  • นักร้องลูกทุ่งหญิง: ลำไย ไหทองคำ (ร้อยละ 34.74)
  • ดาราชาย: ต่อ ธนภพ (ร้อยละ 30.41)
  • ดาราหญิง: ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก (ร้อยละ 29.22)
  • นักกีฬาชาย: วิว กุลวุฒิ (ร้อยละ 44.35)
  • นักกีฬาหญิง: น้องเทนนิส (ร้อยละ 46.22) – ครองตำแหน่งเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
  • นักการเมืองชาย: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ร้อยละ 35.89)
  • นักการเมืองหญิง: แพทองธาร (ร้อยละ 36.77)
  • นักการศึกษาที่สุดแห่งปี: ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (ร้อยละ 31.13)
  • ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี: กรรชัย กำเนิดพลอย (ร้อยละ 40.69)

ความหวังของคนไทยในปี 2568

ผลสำรวจพบว่าความหวังที่ประชาชนอยากเห็นในปี 2568 ได้แก่ “คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” (ร้อยละ 30.15) ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนถึงความหลากหลายของความสนใจของคนไทยในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “หมูเด้ง” ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แสดงถึงความต้องการผ่อนคลายความเครียดจากข่าวหนักหน่วง เช่น คดีดิไอคอน และการยุบพรรคก้าวไกล

ทั้งนี้ บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีอย่างกรรชัย กำเนิดพลอย สะท้อนพลังของวงการสื่อมวลชนที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคม และยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงจับตามองประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสำคัญในปีหน้า

บทสรุปของปีแห่งความหวัง

ปี 2567 อาจเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง แต่ความหวังของคนไทยในปี 2568 ยังมุ่งไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการสร้างความมั่นคงในชีวิต พร้อมกับการรับแรงบันดาลใจจากบุคคลที่โดดเด่นในหลากหลายวงการ ทั้งการบันเทิง การกีฬา การศึกษา และสื่อมวลชน ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ดุสิตโพล

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สวนดุสิตโพลเผย เชียงใหม่-เชียงราย จุดหมายปีใหม่ยอดนิยม 2568

สวนดุสิตโพลเผยปีใหม่ 2568 คนไทยนิยมเที่ยว เชียงใหม่-เชียงราย ติดอันดับ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เกี่ยวกับเรื่อง “คนไทยกับของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล” โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,246 คน ผ่านช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 3-6 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงทิศทางและพฤติกรรมของคนไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

ประชาชนส่วนใหญ่มีแผนท่องเที่ยวปีใหม่

จากผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 56.02% โดยในกลุ่มนี้

  • เลือกเดินทาง ภายในประเทศถึง 90.26%
  • ขณะที่การเดินทางไป ต่างประเทศอยู่ที่ 9.74%
    อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวน 43.98% ที่ระบุว่าไม่มีแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว

5 จังหวัดยอดนิยมที่คนไทยอยากไปเที่ยวมากที่สุด

จากผลการสำรวจยังเผยถึงจังหวัดเป้าหมายของการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยอันดับจังหวัดยอดนิยมที่ประชาชนเลือกมากที่สุด ได้แก่

  1. เชียงใหม่ คิดเป็น 56.83% ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง เนื่องจากอากาศเย็นสบายและมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจำนวนมาก
  2. เชียงราย คิดเป็น 49.05% จังหวัดที่โดดเด่นด้วยความงดงามของดอกไม้และภูเขา อีกทั้งยังมีเทศกาลดอกไม้ช่วงปลายปี
  3. กรุงเทพมหานคร คิดเป็น 38.10% ซึ่งเป็นศูนย์รวมของการจัดงานเทศกาลและกิจกรรมต่าง ๆ
  4. กาญจนบุรี คิดเป็น 37.30% จังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านธรรมชาติและสถานที่ประวัติศาสตร์
  5. กระบี่ คิดเป็น 25.71% จังหวัดชายทะเลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการท่องเที่ยวปีใหม่

ประชาชนคาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 17,317.10 บาทต่อคน โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามงบประมาณดังนี้

  • ไม่เกิน 5,000 บาท มากที่สุด คิดเป็น 46.94%
  • กลุ่มที่ใช้จ่ายมากกว่า 5,000 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนที่ลดหลั่นกันไป

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวครอบคลุมค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงการซื้อของฝากให้กับคนในครอบครัวและคนสนิท

ของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนอยากได้จากรัฐบาล

เมื่อสอบถามถึงของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนอยากได้รับจากรัฐบาล อันดับต้น ๆ ได้แก่

  1. การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
  2. การช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ และพลังงาน ซึ่งถือเป็นภาระสำคัญที่ประชาชนต้องแบกรับในปัจจุบัน
  3. มาตรการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น

ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมเป็น “หน้าที่ของรัฐบาล” ที่ควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

สรุปภาพรวมเทศกาลปีใหม่

ผลการสำรวจจากสวนดุสิตโพลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะจังหวัดยอดนิยมอย่าง เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ประชาชนยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การแจกเงินและการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

การสำรวจในครั้งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนความหวังของคนไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ที่ต้องการทั้งความสุขจากการเดินทางท่องเที่ยวและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ข้อมูลสำคัญโดยสรุป

  • 56.02% ของประชาชนวางแผนท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ
  • เชียงใหม่และเชียงราย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 17,317.10 บาทต่อคน โดยส่วนใหญ่ใช้งบไม่เกิน 5,000 บาท
  • ประชาชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินและมาตรการลดค่าใช้จ่าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สวนดุสิตโพล

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE