Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ 3 บทบาทชัดเจน หนุนเชียงรายสู่ประตูการค้าชายแดน

เชียงรายเร่งเครื่อง NEC–SEZ ปักหมุด “ประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง”

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor – NEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Economic Zone – SEZ) เต็มไปด้วยความคาดหวัง

ภายใต้การเป็นประธานของนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจงานเชิงเอกสาร หากแต่เป็นการ “จัดวางหมาก” เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันเชียงรายจากจังหวัดชายแดน ให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าชายแดนที่เชื่อมไทยกับจีน สปป.ลาว และเมียนมา ในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) อย่างแท้จริง

จากมติระดับชาติ สู่การลงมือจริงในพื้นที่ชายแดน

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย (SEZ) ถือกำเนิดจากมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ปี 2558 โดยกำหนดพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอชายแดน คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่กว่า 916 ตารางกิโลเมตร

หลังจากผ่านเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเหมือน “จุดทบทวนและเร่งเครื่อง” เพื่อประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และจัดวางทิศทางใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจภูมิภาคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน NEC และ SEZ จังหวัดเชียงรายอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสรุปผลการดำเนินงานเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมรองรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

3 อำเภอ 3 บทบาท: แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ ในยุทธศาสตร์ SEZ เชียงราย

จุดเด่นของการออกแบบ SEZ เชียงราย คือ “บทบาทเชิงยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจนของแต่ละอำเภอ ซึ่งไม่ได้เน้นการแข่งขันกันเอง แต่เน้นเสริมกันเป็น “คลัสเตอร์ชายแดน” ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

อำเภอแม่สาย – Trading City
แม่สายถูกวางให้เป็น “เมืองการค้า” หรือ Trading City เต็มรูปแบบ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และบริการครบวงจร รองรับทั้งร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์แสดงสินค้า และศูนย์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ จุดแข็งสำคัญคือการเป็นด่านชายแดนสำคัญที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย–เมียนมา และต่อเนื่องไปสู่จีนตอนใต้

การเสริมบทบาทแม่สายจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มร้านค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร และการพัฒนาบริการทางการเงินและโลจิสติกส์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น

อำเภอเชียงแสน – Port City ริมโขง
เชียงแสนถูกกำหนดบทบาทเป็น “เมืองท่า” หรือ Port City โดยใช้ศักยภาพท่าเรือแม่น้ำโขงเป็นหัวใจหลัก ทั้งเพื่อการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวทางน้ำ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ศูนย์วัฒนธรรม และแหล่งหัตถกรรมของเชียงราย

บทบาทนี้ทำให้เชียงแสนไม่ได้เป็นเพียงเมืองโบราณหรือพื้นที่ประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ประตูน้ำ” ริมโขง ที่เชื่อมเส้นทางการค้าสินค้าจากจีนตอนใต้ผ่านแม่น้ำโขงลงมาสู่ไทย และเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค

อำเภอเชียงของ – Logistic City และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
เชียงของได้รับการออกแบบให้เป็น “Logistic City” ศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้จุดแข็งด้านทำเลที่มีสะพานมิตรภาพไทย–ลาว เชื่อมสู่ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ และเป็นปลายทางสำคัญของโครงข่ายคมนาคมใหม่ เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ

เป้าหมายคือการทำให้เชียงของกลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าและศูนย์ขนส่งมวลชนในอนาคต” ที่เชื่อมโยงระบบขนส่ง บก–น้ำ–ราง ไว้ด้วยกันในจุดเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

NEC – ระเบียงเศรษฐกิจเหนือเชื่อม GMS มากกว่าชายแดน แต่คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค

นอกจาก SEZ แล้ว การประชุมยังให้ความสำคัญกับ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาที่มองเชียงรายไม่ใช่เพียงจังหวัดชายแดน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงโครงข่ายเมือง เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ที่ประชุมรับทราบสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อน NEC รวมทั้งรายงานการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างประเทศของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ เข้ากับข้อเท็จจริงในพื้นที่และความต้องการของภาคเอกชน

NEC จึงทำหน้าที่เหมือน “โครงร่างใหญ่” ที่กำหนดทิศทางการพัฒนา ขณะที่ SEZ เป็น “พื้นที่นำร่อง” ที่ลงมือทำจริงในระดับพื้นที่ หากทั้งสองกลไกทำงานสอดประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้เชียงรายเดินหน้าไปในทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่องมากขึ้น

เชื่อมเมือง เชื่อมคน เชื่อมทุน Sister City – ประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย – GMS

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมได้รับทราบ คือ รายงานการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือเมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับเมืองสำคัญในจีน สปป.ลาว และเมียนมา

Sister City ไม่ใช่เพียงพิธีลงนาม หากแต่เป็นกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว หากเชียงรายสามารถออกแบบความร่วมมือในเชิง “เมืองคู่ขนาน” ที่มีบทบาทเกื้อหนุนกัน เช่น เมืองโลจิสติกส์–เมืองอุตสาหกรรม–เมืองท่องเที่ยว ก็จะช่วยให้การดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น

ในเวลาเดียวกัน จังหวัดยังเตรียมแผนจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือ 4 ประเทศ 10 ฝ่าย เขตชายแดน ครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การมีเวทีเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างใกล้ชิด

การลงทุนเชิงโครงสร้าง รถไฟทางคู่ – สนามบิน – การค้าชายแดน

การขับเคลื่อน NEC และ SEZ จะไม่สมบูรณ์ หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว ที่ประชุมจึงเน้นย้ำความเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนสำคัญ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

รถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ที่มีรายงานความคืบหน้าเร็วกว่าแผน และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่สายใหม่” ที่จะเชื่อมระบบขนส่งทางรางเข้ากับศูนย์โลจิสติกส์เมืองเชียงของโดยตรง ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการชายแดน และเชื่อมโยงการค้าไทยกับตลาดจีนตอนใต้และลุ่มน้ำโขงได้สะดวกยิ่งขึ้น

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
แผนพัฒนา SEZ ยังสอดคล้องกับแนวทางขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการรองรับผู้โดยสารสู่ระดับ 6–8 ล้านคนต่อปี พร้อมการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน การยกระดับสนามบินให้เป็น “ฮับการเดินทางและโลจิสติกส์ทางอากาศ” จะช่วยดึงดูดทั้งสายการบิน นักท่องเที่ยว และนักลงทุนให้เลือกเชียงรายเป็นประตูเข้าสู่ภาคเหนือและ GMS มากขึ้น

การค้าชายแดนแม่สาย–เชียงของ
ด้านการค้าชายแดน แม่สายในฐานะ Trading City ยังคงเป็นด่านการค้าที่มีมูลค่าสูง แม้จะเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ในเมียนมา ขณะที่เชียงของยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นทางการค้าผ่านแดนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของจังหวัด การกำหนดบทบาทเมืองให้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ใหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ “ห่วงโซ่มูลค่า” ตลอดแนวชายแดน

ดึงดูดนักลงทุนจีน จากเวทีประชุม สู่ Business Matching หน้างานจริง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุม คือ แผนการจัดกิจกรรมต้อนรับคณะผู้แทนนักลงทุนจากประเทศจีน ที่จะเดินทางมาเยี่ยมชมพื้นที่ จัดประชุม และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในจังหวัดเชียงรายโดยตรง

กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นมากกว่าการนำเสนอข้อมูลเชิงเอกสาร เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เห็น “พื้นที่จริง ศักยภาพจริง และเครือข่ายจริง” ของเชียงราย ทั้งในเขต SEZ และพื้นที่โดยรอบ หัวใจสำคัญอยู่ที่การเตรียม “ข้อมูลพื้นที่และโครงการลงทุน” ให้ชัดเจน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนในปัจจุบันที่มองหาโลเคชันเชื่อมโยงจีน–ลาว–เมียนมา–ไทยในจุดเดียว

การมี Business Matching ยังช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้พบกับคู่ค้าและพันธมิตรใหม่ ๆ เปิดช่องให้เกิดการร่วมทุน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการต่อยอดสินค้า–บริการที่มีรากฐานในเชียงราย แต่มีโอกาสเติบโตในตลาดกว้างระดับอนุภูมิภาค

โอกาสและความท้าทาย เมื่อศูนย์กลางโลจิสติกส์หมายถึงคน–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม

แม้ยุทธศาสตร์การพัฒนา NEC และ SEZ จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็ต้องยอมรับว่ามี “โจทย์ท้าทาย” ตามมาด้วย ทั้งในมิติชุมชน สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำ

การผลักดันเชียงของให้เป็น Logistic City หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จำเป็นต้องออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การขยายตัวของระบบโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม กลายเป็นภาระต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของชุมชนชายแดน การกำหนดมาตรการคุมเข้มมลพิษ มาตรฐานโรงงาน และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ในขณะเดียวกัน การเติบโตของเมืองการค้าและเมืองท่า อาจทำให้ราคาที่ดินและค่าครองชีพในบางพื้นที่สูงขึ้น หากไม่มีการวางแผนด้านผังเมือง และการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชนพื้นถิ่นอาจขยายกว้าง ดังนั้น การออกแบบนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึง “คนตัวเล็ก” และเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่

จากห้องประชุมสู่อนาคตเชียงราย การตัดสินใจวันนี้ กำหนดทิศทางหลายทศวรรษข้างหน้า

การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน NEC–SEZ ในวันนี้ อาจมองภายนอกเป็นเพียงการประชุมหนึ่งในหลายวาระของจังหวัด แต่แท้จริงแล้ว การกำหนดวิสัยทัศน์ให้เชียงรายเป็น “ประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” คือการตัดสินใจที่มีผลยาวไกลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

หากกลไก NEC, SEZ, Sister City, การประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายจะไม่ใช่เพียงจังหวัดชายแดนปลายทาง แต่จะกลายเป็น “จุดเชื่อม” ที่ผู้คน สินค้า ทุน และความร่วมมือจากหลายประเทศต้องผ่าน

ในทางกลับกัน หากขาดการบูรณาการ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และขาดการบริหารจัดการที่โปร่งใส ยุทธศาสตร์เหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง

เชียงรายบนเส้นทางสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ GMS – โอกาสที่ต้องบริหารอย่างรอบด้าน

การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในจังหวัดเชียงราย กำลังยกระดับบทบาทของจังหวัดจาก “ชายแดนตอนบนของไทย” สู่ “ศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”

ด้วยการกำหนดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ตลอดจนกลไกความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคอย่าง Sister City และการประชุม 4 ประเทศ 10 ฝ่าย เชียงรายกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เชียงรายจะเป็นฮับได้หรือไม่” แต่คือ “เชียงรายจะเป็นฮับแบบไหน และใครจะได้ประโยชน์จากการเป็นฮับนั้นบ้าง” หากการพัฒนาสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนชายแดนได้พร้อมกัน NEC และ SEZ เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาชายแดนไทยในยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองชายแดนเป็นเพียงเส้นแบ่ง แต่เป็น “สะพาน” ที่เชื่อมโอกาสของทั้งภูมิภาคเข้ามาสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY EDITORIAL

กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา

พะเยาทุ่ม “งานใหญ่ส่งท้ายปี” ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวพุ่ง ชี้โอกาส “อ.พาน จ.เชียงราย” ปั้นบทบาทเมืองพัก เมืองแนะนำ เสริมเส้นทาง CR–PY ให้ไม่ใช่แค่ “เมืองผ่าน”

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – บรรยากาศปลายปีในลุ่มน้ำกว๊านกำลังจะคึกคักที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อจังหวัดพะเยาเตรียมเปิดม่านงานระดับเรือธงรับปีใหม่ “AMAZING THAILAND PHAYAO COUNTDOWN Flora Fest 2026” ณ ลานกิจกรรมพ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา ระหว่าง 28–31 ธันวาคม 2568 ต่อเนื่องจากอีเวนต์กีฬามวยไทยกระแสแรง THAI FIGHT พะเยา วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ขณะที่จังหวัดเชียงราย ศูนย์กลางคมนาคมและการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน ถูกจับตาในฐานะ ประตูรับ” นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสู่พื้นที่ กนบ.2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) โดยเฉพาะ อำเภอพาน ที่อยู่กึ่งกลางเส้นทาง เชื่อม “เมืองหลัก–เมืองรอง” และมีศักยภาพยกระดับจาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองพัก เมืองแนะนำ” เพื่อยืดเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก่อนเข้าร่วมกิจกรรมยามค่ำที่กว๊านพะเยา

ภาพรวมอีเวนต์ “ดอกไม้ วัฒนธรรม ดนตรี ดอกไม้ไฟ” ยกทั้งเมืองสู่เวทีประเทศ

งาน Phayao Countdown Flora Fest 2026 วางคอนเซ็ปต์ “แสงรักแห่งพะเยา เกิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” ยึดพื้นที่ริมกว๊านพะเยาเป็นฉากหลัง ท่ามกลางสวนดอกไม้และไฟประดับ พร้อมเวทีคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังต่อเนื่องหลายคืนตามกำหนดการประชาสัมพันธ์ของจังหวัด และปิดท้ายด้วย พลุเคาท์ดาวน์ เหนือน้ำกว๊านซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของเมือง นัยสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการ “รีโพสิชัน” พะเยาจากเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสู่ เมืองกิจกรรม เมืองเทศกาล” (Festival City) ที่สร้าง เหตุผลใหม่ในการเดินทาง และ เหตุผลให้พักค้าง เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว (ASV)

ก่อนถึงเคาท์ดาวน์หนึ่งสัปดาห์ พะเยายังจัด THAI FIGHT อีเวนต์กีฬาที่ดึงฐานแฟนมวยไทย-มวยสากลและสายคอนเทนต์ ซึ่งมักก่อให้เกิดการเดินทางแบบ “มาก่อน อยู่นานขึ้น” และ “กลับมาอีก” หากเมืองรองสามารถออกแบบ เส้นทางท่องเที่ยวกลางวัน และ ประสบการณ์ก่อนงาน ได้พอดี

เส้นทางการเดินทาง “ลงเชียงราย ใกล้สุด ลงเชียงใหม่ เที่ยวบินเยอะสุด”

ข้อมูลระยะทางสู่ตัวเมืองพะเยา (วัดตามเส้นทางถนน) สะท้อนบทบาทของ “เชียงราย” เป็นประตูหลักของภูมิภาค

  • สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) 90–92 กม., เวลาเดินทาง 1 ชม. 20–30 นาที
  • สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ (CNX)   155–160 กม., เวลา 2 ชม. 30–45 นาที
  • สนามบินลำปาง (LPT)   138–141 กม., เวลา 2 ชม.–2 ชม. 15 นาที

ส่วนระยะระหว่าง อำเภอพาน (เชียงราย) ถึง กว๊านพะเยา อยู่ที่เพียง 47–50 กม. ใช้เวลา 45–55 นาที เท่านั้น เมื่อพิจารณาว่าอีเวนต์หลักของพะเยาจัด ช่วงเย็น–ค่ำ, การวางแผนทริปที่ ลงเครื่องเชียงรายช่วงเช้า–เที่ยง แล้ว พัก–เที่ยวกลางวันในอ.พาน ก่อนมุ่งหน้ากว๊านฯ ช่วงเย็น จึงเป็นรูปแบบที่เป็นไปได้สูงสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

กลยุทธ์หลักในการเพิ่ม ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว (ASV – Average Spending Value)

ในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอย่างแท้จริง นี่คือ เหตุผลหลัก และ กลยุทธ์ ที่ใช้ในการจูงใจให้ลูกค้าพักค้างคืนนานขึ้น เพื่อเพิ่ม ASV

 

เหตุผลหลัก การพักค้างคืนเพิ่ม ASV ได้อย่างไร

  1. การเพิ่มฐานค่าใช้จ่ายหลัก (ที่พัก):
    • ยิ่งพักนาน รายได้จากค่าห้องพัก/ที่พัก ต่อลูกค้าหนึ่งคนยิ่งสูงขึ้นโดยตรง (ASV = (ค่าห้องพัก + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ) / จำนวนลูกค้า)
  2. โอกาสในการขายบริการเสริม (Cross-selling/Upselling) เพิ่มขึ้น
    • ทุก ๆ คืนที่ลูกค้าพัก คือการเพิ่มโอกาสในการใช้บริการอื่น ๆ เช่น สปา, ร้านอาหาร Fine Dining, บาร์, ทัวร์ในท้องถิ่น, บริการซักรีด, หรือซื้อสินค้าที่ระลึก
  3. การใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) สูงขึ้น
    • ลูกค้าที่พักค้างคืนมีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารที่โรงแรม/รีสอร์ทมากกว่า 1 มื้อ (อาหารเช้า, กลางวัน, เย็น) และดื่มเครื่องดื่มที่บาร์ในช่วงเย็น ซึ่งมีกำไรสูง
  4. ความจำเป็นในการเข้าร่วมกิจกรรม
    • การพักหลายคืนเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวิร์คช็อปที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เช่น คลาสทำอาหาร, ดำน้ำ, เดินป่าพร้อมไกด์)
  5. การเปลี่ยนจาก ‘นักท่องเที่ยว’ เป็น ‘ผู้พักอาศัยชั่วคราว’
    • การพักนานทำให้ลูกค้าผ่อนคลายและกล้าที่จะสำรวจและใช้จ่ายในท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งร้านค้า ร้านกาแฟ และแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ

กลยุทธ์เพื่อจูงใจให้ลูกค้า “พักค้างนานขึ้น”

  1. การนำเสนอแพ็คเกจและส่วนลดสำหรับเข้าพักระยะยาว
  • ส่วนลดตามจำนวนคืน (Tiered Discount):
    • เสนอส่วนลดที่จูงใจเป็นพิเศษสำหรับการจอง ตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไป หรือ พัก 3 คืน จ่าย 2 คืน” ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season)
  • แพ็คเกจประสบการณ์ (Experience Packages):
    • สร้างแพ็คเกจที่รวมห้องพักกับบริการเสริมที่มีมูลค่าสูง (เช่น ห้องพัก + สปานวด 90 นาที + ดินเนอร์มื้อพิเศษ 1 มื้อ) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ ความคุ้มค่า” หากพักนาน
  1. การสร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ภายในวันเดียว
  • กำหนดการเดินทางที่น่าสนใจ (Itinerary):
    • นำเสนอแผนการท่องเที่ยว/กิจกรรมที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องค้างคืนจึงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ครบถ้วน
  • กิจกรรมเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้พักค้างคืน (Exclusive Activities):
    • กิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในช่วงกลางวันหรือกลางคืนสำหรับแขกที่พักกับเราเท่านั้น (เช่น ทัวร์ชมดาว, คลาสโยคะยามเช้า, การชิมไวน์)
  1. การเพิ่มมูลค่าให้กับห้องพัก (Upselling)
  • การอัปเกรดห้องพักที่น่าดึงดูดใจ:
    • เสนอการอัปเกรดเป็นห้องพักที่หรูหรากว่า (วิวดีกว่า, มีอ่างจากุซซี่, มีพื้นที่นั่งเล่น) ในราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อลูกค้าตัดสินใจพักนานขึ้น
  • สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พักระยะยาว:
    • จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การพักนาน เช่น พื้นที่ทำงาน Co-working Space, เครื่องซักผ้า/อบผ้า, หรือมุมครัวขนาดเล็กในห้องพักประเภท Suite

การจูงใจให้ลูกค้าพักค้างคืนนานขึ้นคือการเปลี่ยนจาก การขายสินค้า (ห้องพัก) ไปสู่ การขายประสบการณ์ (Experience Selling) ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากทุกส่วนของธุรกิจ และส่งผลให้ ASV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

มองผ่าน “เลนส์ตัวเลข” พะเยาโตเร็ว เชียงรายฐานแน่น และพานคือ “ตัวคูณการใช้จ่ายระหว่างเส้นทาง”

การเปรียบเทียบผลการท่องเที่ยวปี 2566 ระหว่าง เชียงราย และ พะเยา ชี้ภาพ “ฐาน ศักยภาพ กลยุทธ์” ที่แตกต่างชัดเจน

  • เชียงราย มีนักท่องเที่ยวรวม 6,147,860 คน รายได้ 46,774 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (ASV) ราว 7,608 บาท และโตจากก่อนโควิด +64.86%
  • พะเยา มีผู้เยือน 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท ASV เฉลี่ย 2,268 บาท สัดส่วนผู้เยือนเป็นคนไทย  95.7% โต +53.59% เทียบก่อนโควิด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เชียงราย เป็น “สมอรายได้” ของภูมิภาคจากฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพและผลิตภัณฑ์พรีเมียม ขณะที่ พะเยา แม้ตัวเลขปริมาณยังด้อยกว่า แต่ อัตราเติบโต สูงจากนโยบายผลักดัน “เมืองรอง” และการลงทุนด้านซอฟต์พาวเวอร์ กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

หากซูมระดับ อำเภอพาน (แม้ไร้สถิติทางการรายอำเภอ) การประมาณการเชิงอนุรักษนิยม สมมติ 12% ของนักท่องเที่ยวในประเทศที่มาเชียงรายแวะพาน เท่ากับ  650,000 คน ในปี 2566 และด้วย ASV ถ่วงน้ำหนัก 3,000 บาท/คน (สะท้อนพฤติกรรม “กิน ช้อป แวะถ่ายรูป ซื้อของท้องถิ่น”) จะเทียบเท่ารายได้  1,950 ล้านบาท ซึ่ง ใกล้ 85% ของรายได้รวมทั้งจังหวัดพะเยา ในปีเดียวกัน ชี้ว่าพานคือ จุดแวะที่ทำเงินได้จริง หากมีการจัดวางผลิตภัณฑ์ สื่อสารเส้นทางอย่างเป็นระบบ

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน 1020 “ตัวเปลี่ยนเกม” และบทของเส้นทาง CR–PY

โครงการก่อสร้าง ถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1020 บ้านกิ่วแก้ว ระยะ 43.709 กม. งบประมาณ 1,199 ล้านบาท (คาดเสร็จปี 2567) ถูกวางให้เป็น คอขวดที่ถูกปลดล็อก เชื่อมการเดินทาง เชียงราย พะเยา จุน เทิง ให้ไหลลื่น สอดรับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ไทย–พม่า–ลาว–จีน ระดับอนุภูมิภาค GMS ผลลัพธ์เชิงท่องเที่ยวคือ เวลาบนถนนลดลง และ โอกาสแวะ พัก จับจ่ายเพิ่มขึ้น โดย อ.พาน จะรับอานิสงส์จาก การเก็งกำไรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Arbitrage) อย่างชัดเจน

พะเยา เร่ง “มูลค่า” มากกว่า “ปริมาณ” เป้าโตด้วยซอฟต์พาวเวอร์และงบ 300 ล้านบาท

หลังโควิด ภาคเหนือทะลุผู้มาเยือนระดับ 45 ล้านคน (เป้า 2567) และตั้งเป้ารายได้ภูมิภาค 2.09 แสนล้านบาท แนวโน้มประเทศขับเคลื่อนสู่ “Quality Tourism” ดึงต่างชาติคุณภาพ 39–40 ล้านคนในปี 2568 การเป็น เมืองเทศกาล” ของพะเยา จึงทำหน้าที่ เพิ่มระยะพัก เพิ่มราคาที่นักท่องเที่ยวยอมจ่าย (ยก ASV) ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Wellness Gastronomy Creative ตามกรอบงบ คณะรัฐมนตรีสัญจร กลุ่ม กนบ.2 รวม 300 ล้านบาท (มีโครงการด้านอาหาร 20 ล้านบาท, ชา–กาแฟ 15 ล้านบาท, โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวสร้างสรรค์ 26.12 ล้านบาท, ยกระดับสุขภาพ 15 ล้านบาท ฯลฯ) และ แผน 5 ปี ฉบับทบทวน 2568 จัดสรร 72.6 ล้านบาท เฉพาะกิจกรรมท่องเที่ยว รวมระบบ Application ท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มคุณภาพ

ความท้าทาย คือ วินัยการส่งมอบ มีรายงานบางโครงการคืบเพียง  45% ถึง 30 ก.ย. 2568 หากล่าช้า ผลคูณรายได้ ASV จะ เบี่ยงเบนจากประมาณการ ทันที

ทำไม “อ.พาน” จึงสำคัญกับความสำเร็จของพะเยาในช่วงเคาท์ดาวน์

  1. ระยะ เวลา พฤติกรรม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจะลงเครื่อง เชียงราย (CEI) เพราะใกล้และเที่ยวบินเพียงพอ ก่อนขยับไปกว๊านพะเยาช่วงเย็น ช่องว่างครึ่งวันถึงบ่าย คือ ชั่วโมงทองของพาน ในการแปรสภาพ “เวลารอ” เป็น “เวลาจับจ่าย”
  2. สินทรัพย์ทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติดอยหลวง น้ำตกปูแกง และพื้นที่สีเขียวของพาน ตอบเทรนด์ Green Season/Slow Travel และตลาด Wellness Annex ของเชียงรายได้ดี กิจกรรมเบา ๆ กลางวัน เช่น เดินเส้นทางสั้นชมธรรมชาติ ถ่ายภาพวิวเขา สวน ทุ่ง ก่อนไปงานเย็น ไม่เหนื่อย ไม่เปื้อน และสร้างคอนเทนต์
  3. วัฒนธรรม ชุมชน วัดห้วยทรายขาว และงานหัตถกรรม OTOP (ผ้าปัก/สิ่งทอ) ช่วยเล่าเรื่อง “เมืองระหว่างทางที่มีตัวตน” เพิ่มความหมายให้ทริป และเอื้อต่อการใช้จ่ายเล็ก กลางที่กระจายถึงร้านชุมชน

ข้อเสนอ “แพ็กเกจครึ่งวันพาน” เพื่อยืดเวลา ยืดกระเป๋า ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา

ธีม 1 Nature Ease & Snap

  • สายถ่ายรูป เดินสบาย จุดชมวิวทุ่ง สวนริมนา, จุดพักคาเฟ่ชุมชนริมทาง (เน้นกาแฟ ชาน้ำผึ้งท้องถิ่น), เซ็ตเมนู “ขันโตกจิ๋ว” สำหรับ 2–3 คน กลางวัน
  • ใช้เวลารวม 2–3 ชั่วโมง ได้รูป ได้รสชาติ ได้ซื้อของฝาก OTOP ขนาดพกสะดวก

ธีม 2 Culture Bite & Craft

  • แวะวัดห้วยทรายขาว เรียนรู้ลวดลายผ้าปัก 30–45 นาที
  • เวิร์กช็อปลองปัก/ทอแบบ “Mini Try” 1 ชั่วโมง ได้ชิ้นงานเล็กกลับบ้าน
  • ปิดด้วยมื้อเที่ยงอาหารเหนือ (ลาบคั่ว จอผักกาด แกงฮังเล) ขนาด “แชร์ริ่ง” สำหรับกลุ่มเพื่อน

ธีม 3 Wellness Annex (เบา ๆ)

  • เดินป่าเส้นทางง่ายในพื้นที่ดอยหลวงช่วงสาย เที่ยง (ไม่เกิน 90 นาที)
  • ชุดเครื่องดื่มสมุนไพรเย็น สปาเท้า 20 นาทีจากชุมชน (บิลเล็ก เพิ่มความรู้สึกพรีเมียม)
  • เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจ “เคาท์ดาวน์แบบสุขภาพดี”

โจทย์หลักของทั้ง 3 แพ็กเกจ ไม่เหนื่อย ไม่เลอะ ไม่ไกล ใช้เวลารวม 3–4 ชั่วโมง แล้วมุ่งหน้า กว๊านพะเยา ช่วงบ่ายแก่ ๆ เพื่อจับจองพื้นที่คอนเสิร์ตและชมพลุ

เชื่อมงาน เชื่อมเมือง แนะนำ “ศูนย์บริการข้อมูล CR–PY Gateway Phan Stop”

เพื่อให้พานยกระดับจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองพัก เมืองแนะนำ” ได้จริง ควรมี ศูนย์บริการข้อมูลริมทาง รูปแบบ Pop-up/Seasonal ติดถนนสายหลัก (แนวทางหลวง 1 หรือจุดทางเชื่อม 1020) ทำหน้าที่

  • แสดง “แผนที่ทริปครึ่งวัน” พร้อม QR Code ไปยัง แอปท่องเที่ยว กนบ.2
  • เสิร์ฟ Welcome Drink ท้องถิ่น (ชา–กาแฟ–น้ำผึ้งมะนาว) บริการห้องน้ำมาตรฐาน
  • ขาย ชุดของฝากราคา 199–299 บาท (ขนม ผ้า ชา) แบบ Grab & Go
  • จอง ยืนยัน แพ็กเกจชุมชน เวิร์กช็อปสั้น เดินป่าทางง่าย เซ็ตอาหารเหนือ

ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ ยึดนักท่องเที่ยวให้อยู่พาน 1–3 ชั่วโมง ทั้งยังเก็บ ดาต้าท่องเที่ยว เพื่อวิเคราะห์เส้นทาง พฤติกรรมจริง รองรับแคมเปญซ้ำในเทศกาลใหญ่ปีถัดไป

กลยุทธ์สื่อสาร (Communication Playbook) ช่วง 1 เดือนก่อนงาน

1.ข้อความหลัก (Key Messages)

  • “ลงเชียงราย ใกล้พะเยาที่สุด แวะพานครึ่งวัน ได้รูป ได้รส ได้ของฝาก ก่อนเคาท์ดาวน์”
  • “พะเยา เมืองเทศกาล เมืองดอกไม้ / พาน เมืองพัก เมืองแนะนำ (CR–PY Gateway)”

2.ช่องทางและรูปแบบ

  • Short-form Video 30–45 วินาที โชว์ทริปจริง “ลง CEI แวะพาน เข้ากว๊านช่วงเย็น”
  • Influencer/Travel Creator สายครอบครัว สุขภาพ ถ่ายรูปธรรมชาติ
  • แผนที่อินเตอร์แอคทีฟ บนแอป/เว็บ กนบ.2 (ใช้งบ 6.5 ล้านบาทที่จัดสรรเพื่อระบบดิจิทัล)

3.ข้อเสนอเชิงการค้า (Trade Offers)

  • คูปอง ค่าน้ำมัน/เครื่องดื่ม เมื่อเช็กอินจุด “Phan Stop”
  • ส่วนลด 10–15% แพ็กเกจเวิร์กช็อป/อาหารชุมชน เมื่อแสดงตั๋วคอนเสิร์ตเคาท์ดาวน์

บริบทความเสี่ยงและการบรรเทา

  • ฝุ่นควัน (PM2.5) ไตรมาส 1–2 ใช้กลยุทธ์ Green Season และ Wellness นำเสนอกิจกรรมกลางแจ้งเบา ๆ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ น้ำพุร้อน (ในแผนยกระดับ) กระจายฤดูกาลเดินทาง
  • ความระมัดระวังการใช้จ่ายของคนไทย ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศของพะเยา (ปัจจุบัน  95.7%) ผ่านแคมเปญยิงตลาดต่างชาติที่ลง CEI/CNX โดยจับคู่ เที่ยวบิน แพ็กเกจ และสร้างเส้นทาง CR–Phan–PY ภาษาอังกฤษ–จีน
  • ความไม่แน่นอนการเบิกจ่ายงบ ติดตามความคืบหน้าโครงการ 300 ล้านบาทอย่างใกล้ชิด จัดลำดับความสำคัญโครงการที่ “ยก ASV ได้ทันที” เช่น ปรับปรุงจุดบริการนักท่องเที่ยว, สุขลักษณะ, ไฟ ป้าย ที่จอด ห้องน้ำ, ทดลองเปิด Pop-up Market ริมกว๊านและในพาน

มุมเศรษฐศาสตร์ท่องเที่ยว ทำไม “ASV” คือคำตอบ

ช่องว่าง ASV เชียงราย  พะเยา = 3.4 : 1 หมายความว่า รายได้ 10 ล้านบาท ของเชียงราย ใช้นักท่องเที่ยวน้อยกว่าพะเยา  4.4 เท่า การจะทำให้พะเยา “ทัน” จึงต้องเลิกวิ่งแข่งที่ ปริมาณ แต่ยกระดับ มูลค่า/คน” ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพ (เทศกาล อาหาร สุขภาพ สร้างสรรค์) และ เมืองพักระหว่างทาง อย่างพาน ทำหน้าที่ “Hedonic Add-on” เติมคุณค่าให้ทริป

ในเชิงปฏิบัติ หากนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 7,608 บาท/คน ในเชียงราย แวะพานแล้วเพิ่มการใช้จ่ายเพียง 10% ( 760 บาท) ต่อหัว จะเกิด รายได้ประจำ (repeatable revenue) กับผู้ประกอบการชุมชนทันที โดยไม่ต้องเร่ง “จำนวน” จนเกินขีดความสามารถของเมือง

สิ่งที่ อำเภอพาน ควร “ทำทันที” ก่อนถึงสัปดาห์เคาท์ดาวน์

  • คัดเลือก 6–8 จุดแวะ (ธรรมชาติ วัฒนธรรม กิน ช้อป) และกำหนดเวลาอยู่ต่อจุด 20–40 นาที
  • ตั้งจุด “Phan Stop” พร้อม QR เดียวเข้าสู่ “เส้นทางครึ่งวัน คูปอง จองเวิร์กช็อป”
  • ทำสื่อ 3 ภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) สั้น กระชับ พร้อมภาพถ่าย ถ่ายซ้ำได้จริง
  • ซ้อมเส้นทางรถ ที่จอด ห้องน้ำ เพิ่มปริมาณชั่วคราวช่วง 21 ธ.ค. (THAI FIGHT) และ 28–31 ธ.ค. (Flora Fest) เพื่อทดสอบโหลด
  • เชื่อม Call Center/Chat ของจังหวัด อุทยาน ชุมชน เพื่อรับจอง ตอบคำถามแบบเรียลไทม์

ปลายปีนี้ พะเยา กำลัง “เร่งเครื่อง” จากเมืองธรรมชาติสู่ เมืองเทศกาล ด้วย THAI FIGHT และ Flora Fest–Countdown 2026 ขณะที่ เชียงราย ยังคงบทบาทประตูหลักของภาคเหนือ ด้วยเที่ยวบินและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม การเชื่อมสองเมืองด้วยถนน 1020 และการจัดเส้นทาง CR–Phan–PY คือกลยุทธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ พะเยา ยก ASV, เชียงราย ยืดเวลาพัก, และ อ.พาน เก็บรายได้ระหว่างทาง อย่างมีเกียรติและยั่งยืน

หากทุกชิ้นส่วน “ส่งมอบทันเวลา” และ “เล่าเรื่องร่วมกัน” ปลายปี 2568 อาจไม่ใช่แค่ภาพพลุเหนือน้ำกว๊านที่สวยที่สุด แต่คือ จุดเริ่มต้นของระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพ CR–PY ที่ทำให้คำว่า #เมืองพานไม่ใช่เมืองผ่าน เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลชวนคิด (Highlights)

  • ระยะ เวลาเดินทาง CEI–พะเยา  90–92 กม./1 ชม.20–30 นาที, พาน–กว๊าน  47–50 กม./45–55 นาที
  • ฐาน 2566 เชียงราย 6.15 ล้านคน/46,774 ลบ., ASV  7,608 บ.; พะเยา 1.01 ล้านคน/2,290 ลบ., ASV  2,268 บ.
  • โครงการขับเคลื่อน งบ ครม.สัญจร กนบ.2 รวม 300 ลบ.; แผน 5 ปี (ทบทวน 2568) จัดงบท่องเที่ยว 72.6 ลบ. และระบบแอป 6.5 ลบ.
  • โครงสร้างพื้นฐาน ถนน 1020 ระยะ 43.709 กม., งบ 1,199 ลบ., เป้าหมายเสร็จ 2567

พฤติกรรมเป้าหมาย “ลงเชียงราย แวะพานครึ่งวัน เข้ากว๊านเย็น” เพิ่มการใช้จ่ายเล็ก กลาง แต่อย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทความโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • มติคณะรัฐมนตรีสัญจร กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (กนบ.2) อนุมัติโครงการพัฒนารวมวงเงิน 300 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1020 บ้านกิ่วแก้ว ระยะ 43.709 กม. งบ 1,199 ล้านบาท กำหนดเสร็จปี 2567
  • สถิติการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 6,147,860 คน รายได้ 46,774 ล้านบาท เติบโต +64.86% เทียบก่อนโควิด   แหล่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)/ข้อมูลจังหวัดเชียงราย
  • สถิติการท่องเที่ยว จังหวัดพะเยา ปี 2566 นักท่องเที่ยว 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท สัดส่วนคนไทย   95.7%   แหล่ง ททท./ข้อมูลจังหวัดพะเยา
  • สินค้าท่องเที่ยวพรีเมียมเชียงราย (สนามกอล์ฟ/ที่พัก 4–5 ดาว/เส้นทางวัฒนธรรม) และบทบาท “ประตู GMS”   แหล่ง แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจังหวัด/ททท. ภาคเหนือ
  • แผน 5 ปี (ทบทวนปี 2568) กลุ่มกนบ.2 งบด้านท่องเที่ยว 72.6 ล้านบาท และพัฒนาระบบแอป 6.5 ล้านบาท รวมถึงแผนยกระดับแหล่งน้ำพุร้อน สุขภาพ
  • ยุทธศาสตร์ภาคเหนือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ/ระเบียงการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเป้าหมาย Quality Tourism 2568 – แหล่ง ททท./หน่วยงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
  • เป้าหมายผู้มาเยือนภาคเหนือ 45 ล้านคน (2567) รายได้ 2.09 แสนล้านบาท และแนวทาง Green Season – แหล่ง ททท.
  • เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39–40 ล้านคน ปี 2568 (ระดับประเทศ) – แหล่ง นโยบายการท่องเที่ยวระดับชาติ/ททท.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

65 ปีที่รอคอย รถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงของ คืบ 46% เร็วกว่าแผน เปิดใช้ปี 2571

“65 ปีที่รอคอย” รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงของ คืบ 46% เร็วกว่าแผน หนุนเชียงรายเป็น “ประตูโลจิสติกส์ GMS” เปิดใช้ปี 2571

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเครื่องจักรยังดังสม่ำเสมอเหนือแนวสันเขาและหุบลุ่มแม่น้ำกก ขบวนรถบรรทุกคอนกรีต เหล็กโครงสร้างสลับกันเข้าออกไซต์งาน ในวันที่หลายคนเชื่อว่า “ความฝัน 65 ปี” ของภาคเหนือกำลังจับต้องได้จริง—โครงการรถไฟทางคู่สาย เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ความยาว 323.10 กิโลเมตร งบลงทุน 85,345 ล้านบาท เดินหน้าไปแล้ว 46.112% ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 เร็วกว่าแผนงานสะสม 0.901 จุดเปอร์เซ็นต์ และ “ล็อกเป้า” เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ใน ปี 2571 เพื่อเชื่อมไทย–ลาว–จีน และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) บนระเบียงเศรษฐกิจเหนือ ใต้ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เมกะโปรเจกต์ที่เดินทางยาวนานกว่า 65 ปี

แนวคิดรถไฟไปเชียงรายเริ่มต้นถูกหยิบยกตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ผ่านการศึกษาหลายรอบในยุครัฐบาลต่าง ๆ ทว่าติดค้างอยู่บนกระดาษด้วยข้อจำกัดงบประมาณและลำดับความสำคัญโครงสร้างพื้นฐาน จนกระทั่งรัฐเร่งเครื่อง “ลงทุนราง” ภายใต้ยุทธศาสตร์คมนาคมช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของจึงถูก “ปลดล็อก” และเริ่มสัญญาก่อสร้างใน ก.พ. 2565 นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบรางไทยสู่มาตรฐานโลจิสติกส์ภูมิภาค

โครงสร้าง ผังสถานี 4 จังหวัด 26 สถานี แก้จุดตัด 254 จุด ด้วยมาตรฐานสากล

เส้นทางวิ่งจาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผ่าน ลำปาง–พะเยา สู่ เชียงราย รวม 26 สถานี (สถานีใหญ่ 4, สถานีเล็ก 9, ป้ายหยุดรถ 13) พร้อมงานโครงสร้าง “ผสมผสาน” ทั้งทางยกระดับ ทางลอด อุโมงค์ และสะพาน เพื่อรักษาความเร็ว ความปลอดภัย ‘บนร่อง ใต้ราง ข้ามราง’ ไปพร้อมกัน ที่สำคัญ โครงการนี้ตั้งเป้า แก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ 254 จุด ตลอดแนว ทำให้การเดินรถทำได้ปลอดภัย เร็วขึ้น และลดอุบัติเหตุซ้ำซากในชุมชนชนบท เมืองระหว่างทาง นอกจากนี้ ทุกสถานีออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ทั้งลิฟต์ ทางลาด พื้นผิวสัมผัส สัญลักษณ์สื่อสารสากลสำหรับผู้สูงอายุ/ผู้ใช้วีลแชร์/ผู้มีข้อจำกัดการมองเห็น การได้ยิน ฯลฯ

เฉพาะ จังหวัดเชียงราย รับระยะทางมากที่สุด ~139.40 กม. พร้อม 11 สถานี ครอบคลุมอำเภอเศรษฐกิจสำคัญ ตั้งแต่ ‘ประตูสู่เมือง’ จนถึง ด่านพรมแดนเชียงของ ที่วางตัวเป็นฮับขนส่งชายแดนสู่ สปป.ลาว–จีน ซึ่งจะเป็นฐานต่อเชื่อมขบวนตู้คอนเทนเนอร์กับลานกองเก็บ บรรทุกตู้ขนาด 150 ไร่ บริเวณ สถานีเชียงของ เพิ่มศักยภาพ “ราง–ถนน–ด่าน” ให้กลายเป็นวงจรโลจิสติกส์ครบห่วงโซ่ในฝั่งเหนือของประเทศ

งานโยธา “วิ่งแซงแผน” และความคืบหน้าอุโมงค์

กราฟความคืบหน้างานโยธาของโครงการในปี 2568 “กระดกขึ้น” ต่อเนื่อง โดยรายงานหลายสำนักระบุภาพรวมถึงสิ้น ต.ค. 2568 แตะ 46.1% เร็วกว่าแผนประมาณ 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ “หมุดหมาย” ด้านอุโมงค์สำคัญอย่าง อุโมงค์แม่กา ในจังหวัดพะเยา มีรายงานความก้าวหน้าว่า “ทะลุ เดินหน้าเร็วกว่าแผน” ซึ่งหากรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ จะช่วยลดแรงกดดันบนงานประกอบราง–ระบบและสถาปัตยกรรมสถานีช่วงท้ายโครงการได้พอสมควร

เชียงราย  ประตูโลจิสติกส์และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของ GMS

เมื่อปลายทาง “จอดที่ชายแดน” ความหมายของรถไฟทางคู่นี้จึงไม่ได้จบแค่การโดยสาร ท่องเที่ยว แต่คือ การวางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ให้เชียงรายและภาคเหนือ—การบรรทุกตู้สินค้าจากฐานผลิตภาคเหนือ–อีสานตอนบน ข้าม สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ–ห้วยทราย) เข้าสู่ สปป.ลาว แล้วเชื่อมต่อ โครงข่ายจีนตอนใต้ และ ระเบียงเศรษฐกิจ GMS ลดต้นทุนโลจิสติกส์–การเสียเวลาด่าน การขนถ่ายซ้ำ โยกน้ำหนักขนส่งจากถนนสู่รางได้อย่างเป็นระบบ และหนุนการลงทุนคลังสินค้า–ดรายพอร์ต–อุตสาหกรรมต่อเนื่องในแนวชายแดนเพิ่มขึ้นในระยะกลาง

ตัวเลขที่ควรรู้

  • จุดรับ–ส่งตู้สินค้า สถานีเชียงของ (150 ไร่)  เพิ่มขีดความสามารถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ อุปกรณ์ยกขน–ลานพักสินค้า เชื่อม “ราง–ด่าน–ถนน” ได้ต่อเนื่อง
  • เวลาเดินทาง  เมื่อเทียบการเดินทางด้วยรถยนต์ เส้นทางรถไฟใหม่นี้มีการประเมินว่าจะ ประหยัดเวลา ~1–1.5 ชั่วโมง (ขึ้นกับช่วงสถานี–สภาพการจราจร)
  • ความปลอดภัย  การ ยกเลิก/ลดจุดตัด 254 จุด จะลดเหตุข้ามรางผิดกฎหมาย การชนตัดหน้า อุบัติเหตุซ้ำจุดเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • Universal Design ครบถ้วน  สนับสนุนเมืองท่องเที่ยว สังคมสูงวัยของเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่สถานีหลักในเมือง–รอบมหาวิทยาลัย–จุดเปลี่ยนถ่ายสำคัญ

รางพานักท่องเที่ยวสู่ภูมิทัศน์เหนือ  ขุนเขา–สะพาน–อุโมงค์

แม้ “โลจิสติกส์” จะเป็นพระเอก แต่ “ท่องเที่ยว” คือผู้เล่นสมทบที่มีพลัง—เส้นทางผ่าน ทิวเขา–สะพาน–อุโมงค์ จำนวนมาก จะสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่บนรางอำนวยความสะดวกต่อ “นักเดินทางเชิงธรรมชาติ–คาเฟ่–ไร่องุ่น–ไร่ชา–โฮมสเตย์ลุ่มโขง” อันเป็นสินค้าท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเชียงราย–เชียงแสน–เชียงของ ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนแนวเส้นทาง และปั้น “รูทท่องเที่ยวข้ามแดน” ที่ต่อเนื่องกับ หลวงพระบาง–บ่อแก้ว ได้ในอนาคต นี่คือ “รายได้ทางอ้อม” ที่โครงสร้างพื้นฐานมักทิ้งความประทับใจยาวนานกว่าเอกสารเชิงเทคนิคเสมอ (สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ผลักดันท่องเที่ยวคุณภาพ ระยะพำนักยาวขึ้น)

ความท้าทาย  งานระบบ–ทดสอบ–ความพร้อมสถานี และการเชื่อมต่อ “ไมล์สุดท้าย”

แต่เมกะโปรเจกต์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ—ช่วง โค้งสุดท้ายก่อนเปิดใช้ คือบททดสอบจริงของงานระบบ (สัญญาณ อาณัติสัญญาณ ไฟฟ้า สื่อสาร), การทดสอบความปลอดภัยเดินรถ, การซ้อมเดินรถ, และการจัดการ “ไมล์สุดท้าย” ในเมืองใหญ่ เช่น การเชื่อมต่อรถโดยสาร ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว ระบบขนส่งท้องถิ่น ให้ผู้โดยสาร/แรงงาน/นักท่องเที่ยวถึงปลายทางได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย หากวางผัง ป้าย ลิฟต์  ทางลาด จุดจอดรับ ส่ง ให้ไหลลื่นตั้งแต่วันแรก ความพึงพอใจผู้ใช้จะ “คูณสอง” จากความใหม่ของสถานีและความรวดเร็วของขบวนรถ (แนวปฏิบัติร่วมสมัยของสถานีรถไฟไทยรุ่นใหม่)

เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน  รางต้องเติบโตไปพร้อม “เสียงท้องถิ่น”

รถไฟจะคุ้มค่าเมื่อ “ชุมชนใช้จริง” โครงการนี้พาดผ่าน 59 ตำบล 17 อำเภอ ใน 4 จังหวัด—การเยียวยา ชดเชย จัดการผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม (เช่น เสียง ฝุ่น แนวรั้ว ทางข้าม) ที่สอดคล้อง EIA/EIS เป็นเงื่อนไขสำคัญให้ “ความไว้ใจ” อยู่กับโครงการไปจนเปิดใช้ ตัวอย่างการสื่อสารเชิงรุกในบางพื้นที่ เช่น การเผยแพร่สถานะงานอุโมงค์ การประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ—สะท้อนธรรมาภิบาลโครงการที่ดี และช่วยลดข่าวลือ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน (ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคของหลายโครงการในอดีต)

ไทม์ไลน์สู่เป้าหมายปี 2571  สิ่งที่ต้อง “ล็อกให้แน่น”

  1. เร่งปิดงานโครงสร้างหลัก  ทางยกระดับ–ทางลอด–อุโมงค์–สะพาน ให้เสร็จตามกรอบเวลา เพื่อเคลียร์คิวติดตั้งราง–ทางประธาน–รางหลีก–ทางโยก
  2. ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ–สื่อสาร–พลังงาน  วางระบบให้พร้อมสำหรับการทดสอบเดินรถจริง
  3. ทดสอบ–ทวนสอบ–รับรองความปลอดภัย  เชิญหน่วยงานกำกับ/ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบระบบก่อนเปิดจริง
  4. บริหารความเสี่ยงจุดตัด 254 จุด  ตรวจรับงานกำแพง สะพานลอย ทางลอด รั้วแนวเขตให้ครบ ใช้จริง
  5. ทำแผนบริการผู้โดยสาร–ไมล์สุดท้าย–ค่าโดยสาร–ตารางเดินรถ  สื่อสารล่วงหน้าให้ประชาชน ภาคธุรกิจวางแผนการเดินทาง/ขนส่งได้ตั้งแต่วันแรกเปิดเดินรถ

ประโยคชวนคิด  “1% ที่แซงแผนบนกราฟอาจเป็นเพียงเส้นบาง ๆ แต่สำหรับชุมชนชายแดน มันคือหลายหมื่นชีวิตที่รอรถไฟเทียบท่า—รอให้รางพาพืชผล สินค้า โอกาส ออกสู่โลกกว้างกว่าถนนสองเลน”

โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ กำลังเดินหน้า “ตามนาฬิกาโครงการ” และ “เร็วกว่าแผนเล็กน้อย” โดยมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อ เศรษฐกิจเหนือ–ชายแดน–GMS  ลดเวลาขนส่ง, ลดอุบัติเหตุจุดตัด, ยกระดับการเดินทางมวลชน, ปั้นคลัสเตอร์โลจิสติกส์ ท่องเที่ยว บริการใหม่ให้เชียงรายและจังหวัดแนวเส้นทาง สิ่งที่ท้าทายคือการ ล็อกคุณภาพงานระบบ ความปลอดภัย ไมล์สุดท้าย ให้พร้อมในปี 2571 ซึ่งหากทำได้ โครงการที่ “รอคอย 65 ปี” จะไม่เพียง เปิดเดินรถ แต่จะ เปิดทางเลือกชีวิต–อาชีพ–โอกาส ให้คนเหนืออย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สนามบินเชียงรายติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว: เจาะมาตรการ SRM คุมเข้มความเสี่ยง FOD และยกหนัก

เชียงรายเดินหน้าอัปเกรด “สะพานเทียบอากาศยาน” ยกระดับความปลอดภัย-บริการ เจาะมาตรการ SRM, การสื่อสาร NOTAM และข้อเสนอแนะเชิงระบบ

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 — เพจ GATC Thailand เผยแพร่ภาพความคืบหน้า “โครงการรื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยาน (Passenger Boarding Bridges: PBB) จำนวน 2 ตัว” ที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) โดยสนามบินยืนยันแนวทางปฏิบัติตามหลัก การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Management of Change: MOC) และ การบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Safety Risk Management: SRM) ภายใต้ระบบบริหารความปลอดภัยการบิน (SMS) ตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Annex 19) และกรอบกำกับดูแลของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ซึ่งจากตัวเลข รายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนของโครงการ (เช่น การเว้นเขต Fall Zone, รอบการ FOD sweep, ขั้นตอน Crane Lift Plan, รายการทดสอบ PBB ใหม่ และเกณฑ์ทางเทคนิคของผู้ผลิต) อ้างอิงจาก เอกสารโครงการ/ร่างรายงาน MOC–SRM ของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ในคำสั่งงานฉบับนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ใช้ประกอบการรายงานเชิงวิเคราะห์ โดยหลีกเลี่ยงการตั้งข้อมูลใหม่ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง การเปลี่ยน PBB เป็น “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” ซึ่งตามกรอบ SMS ต้องระบุอันตราย (hazards) ประเมินความเสี่ยงด้วยเมทริกซ์ ICAO 5×5 และกำหนดมาตรการควบคุมก่อน อนุมัติ และหลังการใช้งานจริง เพื่อให้ “ระดับความปลอดภัยที่ยอมรับได้ (ALoS)” คงอยู่ตลอดวงจรโครงการ

ทำไม “สะพานเทียบอากาศยาน” จึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยและคุณภาพบริการ

สะพานเทียบอากาศยาน (PBB) คือทางเชื่อมยกระดับระหว่างอาคารผู้โดยสารกับประตูอากาศยาน เป็นจุดสัมผัสสำคัญของผู้โดยสารกับเครื่องบิน หาก PBB มีความพร้อมด้าน โครงสร้าง-กลไก-การควบคุม จะช่วยให้การขึ้น/ลงเครื่องราบรื่น ปลอดภัย และลดเวลาหมุนเวียนเครื่องบิน (turnaround time) ซึ่งส่งผลต่อ ความตรงต่อเวลา (OTP) และ ความพึงพอใจผู้โดยสาร โดยตรง

โครงการที่ CEI มีทั้ง “การรื้อถอน PBB เก่า” และ “ติดตั้ง PBB ใหม่” ในพื้นที่ Airside (ลานจอด/เขตปฏิบัติการอากาศยาน) ซึ่งยังมีเที่ยวบินใช้งานจริง จึงจัดเป็นงานที่ต้องวางมาตรการความปลอดภัยเฉพาะเพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่เคลื่อนไหว (movement area), การใช้เครนยกหนัก (heavy lifting) และการเกิด FOD (Foreign Object Debris) หรือ “เศษวัสดุแปลกปลอม” ที่อาจถูกเครื่องยนต์ดูดเข้าไปจนเสียหายรุนแรง

รายงาน SRM ชี้ 2–3 ความเสี่ยงต้นทางสูง ต้องบังคับใช้มาตรการทันที

รายงานการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (SRM) ของโครงการ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ระบุ “อันตรายหลัก” ที่ต้องควบคุมเข้มข้น ดังนี้

  1. FOD (เศษวัสดุแปลกปลอม) — ความเสี่ยงที่เศษโลหะ/เครื่องมือ/วัสดุก่อสร้างหลุดสู่ลานจอดและถูกดูดเข้าเครื่องยนต์อากาศยาน ถูกจัดเป็นความเสี่ยงระดับสูง (ตัวอย่างแนวคิดความรุนแรงตามการบินพลเรือน: FOD อาจก่อ “Hazardous severity”) จึงต้องมี FOD sweep ต่อเนื่อง, คุมเส้นทางขนส่ง (haul routes) และวินัยการเข้าถึง AOA อย่างเคร่งครัด  
  2. การยกหนัก (Heavy Lifting) ด้วยเครน — การชักรอก/เคลื่อนย้าย PBB ในพื้นที่จำกัดใกล้อากาศยานและอาคารผู้โดยสารถูกประเมิน “ความรุนแรงระดับ Catastrophic” จึงต้องมี แผนการยก (Crane Lift Plan) ที่วิศวกรผู้มีคุณสมบัติอนุมัติ, กำหนด Fall Zone ชัดเจน และ หยุดการปฏิบัติการบนลานจอดชั่วคราวช่วง critical lift โดยประสานหอควบคุมการบิน (ATC)
  3. การรุกล้ำพื้นที่ปฏิบัติการ (Airside Incursion) — ยานพาหนะ/บุคลากรก่อสร้างเข้าสู่ movement area โดยไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงต่อการชนกับอากาศยานที่กำลัง taxi/pushback จึงต้องมี low-profile barricades, ระบบอนุญาตขับขี่ในเขต airside, และการคุม “escort” ตลอดเวลา

รายงานยังย้ำว่า หลังติดตั้ง PBB ใหม่ ต้องทดสอบความเข้ากันได้ในการปฏิบัติงาน (operational compatibility) และทดสอบทางเทคนิค/โครงสร้าง (เช่น load test และการควบคุมแรงกดบนลำตัวอากาศยานตามสเปกผู้ผลิต) ให้ผ่านเกณฑ์ก่อนเปิดใช้งานจริง

เครื่องมือกำกับ “มองไม่เห็น” แต่สำคัญ MOC, SRM, AOM และการสื่อสารแบบ NOTAM

ด้วยสถานะ “การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” สนามบินต้องเดินกระบวนการอนุมัติ 3 ช่วง ได้แก่ Compliance–Control–Completion (ยื่นรายละเอียด/แผนความปลอดภัย–ควบคุมงานจริงตาม SRM–ทดสอบรับรองและปรับปรุงเอกสาร) ภายใต้กรอบ SMS/Annex 19 ของ ICAO และกฎ CAAT  

ส่วน “การสื่อสารข้อจำกัดการใช้งานสนามบิน” ต้องทำผ่าน AIS/NOTAM อย่างทันท่วงที เพื่อให้สายการบิน นักบิน ผู้ควบคุมจราจร และผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นรับรู้ตรงกันว่า “ช่วงไหน/หลุมจอดใด/ขอบเขตใด” มีงานก่อสร้างหรือข้อจำกัดเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและลดอุบัติการณ์ โดยไทยมีการจัดทำ eAIP/NOTAM ภายใต้มาตรฐาน CAAT/AEROTHAI ซึ่งแยก series (เช่น Series A/C) สำหรับประกาศข้อจำกัดสนามบินระหว่างประเทศ/ในประเทศตามลำดับ  

ในทางปฏิบัติ หลายเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยในสนามบินทั่วโลกมักเกี่ยวข้อง “ข้อมูลสนามบินช่วงก่อสร้างสื่อสารไม่ชัด” หรือ “แผนภาพพื้นที่จำกัดไม่ครบถ้วน” แนวทางสากลจึงแนะนำ Construction Notice Diagram ควบคู่ NOTAM เพื่อให้เห็นภาพรวมจุดกั้น/เส้นทางวิ่งใหม่อย่างเข้าใจง่าย ลดความคลุมเครือระหว่างงานกับการจราจรอากาศยาน  

มาตรการภาคสนาม จากรั้วกั้นเตี้ยสะท้อนแสง ถึง “FOD Sweep” รายชั่วโมง

เพื่อให้ “ดัชนีความเสี่ยงตกค้าง (Residual Risk)” ลดลงสู่ระดับยอมรับได้ แผนควบคุมในภาคสนามที่ CEI (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) มีทั้งมาตรการ บริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้าง และ มาตรการเฉพาะ PBB อาทิ

  • การแบ่งเขตก่อสร้าง (barricading/demarcation) ด้วย low-profile barricades สีสะท้อนแสงตามมาตรฐานการบิน, ป้าย/ไฟเตือนกลางคืน และการติดตั้งล่วงหน้าก่อนเริ่มงานจริง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการภาคพื้นและนักบินสังเกตเห็นได้ชัดเจน
  • AOA access control จำกัดเส้นทางขนส่งวัสดุ (haul routes), อนุญาตเฉพาะบุคลากรที่ผ่านการอบรมขับขี่ในเขต airside, และมี safety officer เฝ้าระวังเฉพาะงานก่อสร้างสนามบิน
  • Crane Lift Plan/Fall Zone แผนยกโดยวิศวกรที่มีคุณสมบัติ, คุมเขตอันตรายห้ามบุคคลอยู่ใต้โหลด, ใช้ qualified rigger และอุปกรณ์ rigging ที่มีตัวล็อกอัตโนมัติ พร้อม “หยุดปฏิบัติการบริเวณใกล้เคียงช่วง critical lift”
  • FOD Control กำหนดรอบ FOD sweep ถี่ขึ้น (ก่อน/ระหว่าง/หลังงานแต่ละช่วง), บังคับเก็บกวาดเส้นทาง haul routes และกำหนดบทลงโทษเรื่องวินัย FOD ไว้ในสัญญาผู้รับเหมา
  • การทดสอบ/รับรอง PBB ใหม่ ดำเนิน docking test, load test และทวนสอบ “ข้อกำหนดของผู้ผลิต” เพื่อยืนยันความเข้ากันได้กับชนิดอากาศยานที่ CEI รองรับ ก่อนบรรจุขั้นตอนใช้งาน/บำรุงรักษาใน คู่มือการดำเนินงานสนามบิน (AOM) ฉบับปรับปรุง

เมื่อนำมาตรการเหล่านี้ไปใช้ตามแผน SRM รายการเสี่ยงสูงหลายรายการ—เช่น FOD/การยกหนัก/การรุกล้ำพื้นที่—จะ “เลื่อนลง” สู่โซนยอมรับได้หรือยอมรับได้แบบมีเงื่อนไข ซึ่งต้องมีการ ติดตามผลต่อเนื่อง และ Post-Implementation Review (PIR) ในระยะ 6–12 เดือน เพื่อตรวจว่ามาตรการยังมีประสิทธิผลจริงในงานประจำวัน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

ผู้โดยสาร–สายการบิน–ชุมชนท้องถิ่น ได้อะไร/ต้องรับรู้อะไร

ต่อผู้โดยสาร — ช่วงก่อสร้างอาจมี “ข้อจำกัดการใช้งานหลุมจอด/ประตู” บางช่วงเวลา ผู้โดยสารอาจพบการเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่องหรือใช้รถบัสรับส่ง (bus gate) แทน PBB ชั่วคราว แต่มาตรการสื่อสารผ่าน NOTAM/ประกาศสนามบิน ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียวางแผนล่วงหน้า ลดผลกระทบความล่าช้า

ต่อสายการบิน/ผู้ปฏิบัติการภาคพื้น — การวางแผน turnaround ต้องประสานหนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะช่วง critical lift ที่อาจมี “หยุดการปฏิบัติการบนลานจอดเฉพาะจุด” ชั่วคราว การมี “แผนภาพเขตก่อสร้าง (construction diagram)” ชัดเจนและ brief ร่วมรายสัปดาห์ช่วยให้การขยับหลุมจอด/สลับอุปกรณ์เป็นระเบียบและปลอดภัย

ต่อชุมชน/เศรษฐกิจท้องถิ่น — PBB ใหม่ที่ปลอดภัยและทันสมัยช่วยหนุนภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” ของเชียงราย สอดคล้องยุทธศาสตร์ Green/BCG และความต้องการรองรับนักท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องในฐานะ “เมืองรองรายได้สูง” ของประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการจัดการ (เพื่อความปลอดภัย+ประสิทธิภาพระยะยาว)

อ้างอิงรายงานโครงการ/แนวปฏิบัติสากล ประสานกับบริบทสนามบินที่ยังปฏิบัติการจริงตลอดเวลา บทวิเคราะห์นี้เสนอ “สามคานงัด” เพื่อให้ CEI ได้ Safety + Efficiency ไปพร้อมกัน

  1. บูรณาการ SMS ของผู้รับเหมา (Contractor SMS Integration)
    กำหนดให้ผู้รับเหมาหลัก/ผู้ผลิต PBB จัดทำ “Project Safety Plan เฉพาะโครงการสนามบิน” (ไม่ใช่คู่มือองค์กรทั่วไป) ครอบคลุม hazards เฉพาะ เช่น FOD/hot works/rigging/airside driving และ nominate safety officer ที่คุ้นเคยกฎ Part 139/มาตรฐานสนามบินในไทย ข้อกำหนดนี้ช่วยแปลง “ความปลอดภัยโครงการ” ให้กลายเป็น “ความปลอดภัยของระบบ” เมื่อบันทึกลง AOM
  2. ยกระดับเทคโนโลยี PBB/การนำร่องอัตโนมัติ
    พิจารณา PBB ที่รองรับ remote control/automatic docking เพื่อลด human error ระหว่างเชื่อมต่อประตูอากาศยาน และพิจารณา VDGS/AGDGS ในหลุมจอดที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความแม่นยำการเข้าประจำหลุมของอากาศยาน พร้อมทั้งทำ SOP+training แก่ช่าง/ภาคพื้นให้สอดคล้อง (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)
  3. Lifecycle Management และอะไหล่สำรอง (Spares & Warranty)
    จัดสัญญาบำรุงรักษาระยะกลาง–ยาวกับผู้ผลิต PBB ใหม่ (เช่น 3–5 ปี) ควบคุมอะไหล่กุญแจสำคัญและวางแผน “reuse/repurpose” ชิ้นส่วนจาก PBB เก่าที่ปลอดภัยได้ เพื่อลด downtime และต้นทุน รวมถึงวัดผล KPI ความพร้อมใช้งาน (availability) และ Mean Time Between Failures ของ PBB เพื่อดูแลความเสี่ยงตกค้างด้านความต่อเนื่อง

มุมมองมาตรฐาน/กฎระเบียบ “ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ” แต่ต้อง “ทำให้สอดคล้องและตรวจสอบได้”

MOC/SRM ไม่ใช่เอกสารพิธีการ แต่เป็น “หลักฐานความปลอดภัย” ที่ผู้ตรวจสอบสนามบินของ CAAT ใช้รับรองความพร้อม โดยหลังทดสอบ PBB ใหม่เสร็จ สนามบินต้อง “ปรับปรุง AOM” ให้สะท้อนสภาพจริง—ทั้งขีดความสามารถหลุมจอด/ชนิดอากาศยานที่รองรับ ขั้นตอนปฏิบัติ/บำรุงรักษา และแผนฉุกเฉิน—เพื่อให้มาตรการควบคุมที่เคยเป็น Project Controls ถูกถ่ายโอนเป็น System Controls ของสนามบินในชีวิตจริง

การสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเดินหน้าควบคู่—โดยเฉพาะการแจ้ง NOTAM ผ่าน AIS ของไทย (CAAT/AEROTHAI) อย่างครบถ้วน ชัดเจน และทันเวลา รวมถึงทำ แผนภาพพื้นที่ก่อสร้าง เผยแพร่ให้สายการบิน/ภาคพื้นใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการเพื่อลดความเสี่ยงจาก “ช่องว่างข้อมูล”

โครงการรื้อถอนและติดตั้ง PBB ใหม่ 2 ตัวที่ CEI คือ “แบบฝึกหัดความปลอดภัย” ที่สะท้อนความพร้อมของสนามบินไทยในการยกระดับมาตรฐานตาม ICAO/CAAT ในบริบทที่ยังต้อง “บินจริง-ก่อสร้างจริง” พร้อมกัน การคุมเข้ม “สามเสี่ยงหลัก”—FOD, Heavy Lifting, Airside Incursion—ด้วยมาตรการเฉพาะงานสนามบิน (barricading, FOD sweep, crane lift plan, fall zone, haul routes, airside escort) บวกการสื่อสาร NOTAM/AIS ที่ทันเวลา จะลด “ความเสี่ยงเริ่มต้น” ลงสู่ “ความเสี่ยงตกค้างที่ยอมรับได้”

ในเชิงยุทธศาสตร์ การบูรณาการ SMS ของผู้รับเหมา, ยกระดับ เทคโนโลยี PBB/ระบบนำร่อง, และจัดการ วงจรชีวิต PBB อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ CEI ไม่เพียง “ผ่านโครงการ” แต่ “ผ่านการพิสูจน์ระบบ”—ส่งมอบความปลอดภัยและคุณภาพบริการที่สอดคล้องมาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของผู้โดยสาร และเสริมภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” อย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (ตรวจสอบได้)

  1. ICAO – Safety Management (Annex 19, SMS concept & framework) ภาพรวมกรอบ Annex 19/SMS และบทบาทของผู้ให้บริการ/ผู้กำกับดูแล (อธิบายโครง SMS, MOC/SRM ในระดับหลักการ). อ้างอิง: ICAO – Safety Management (หน้า overview และ knowledge center)
  2. CAAT – บทความ/หน้าความรู้เรื่อง Safety Management System บทบาทของระบบ SMS ในการยกระดับความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย (แนวคิด/บทบาท/ประโยชน์)
  3. FAA AC 150/5370-2G – Operational Safety on Airports During Construction: แนวทางมาตรฐานสหรัฐฯ สำหรับ “ความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างในสนามบินที่ยังปฏิบัติการจริง” ครอบคลุมการกั้นพื้นที่, FOD, งานยกหนัก, การประสานงาน, การแจ้งเตือน ฯลฯ  
  4. AIP/eAIP Thailand – AIS/NOTAM (CAAT/AEROTHAI) โครงสร้าง/ซีรีส์ของ NOTAM ไทย (Series A/C) และรายการ NOTAM ที่ยังมีผล—ตอกย้ำบทบาท AIS/NOTAM ในการสื่อสารข้อจำกัดสนามบินช่วงก่อสร้าง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
  • GATC Thailand
  • ICAO — กรอบมาตรฐาน Annex 19 (SMS/MOC/SRM) สำหรับการจัดการความปลอดภัยระดับสากล
  • CAAT — หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยและ AIS/eAIP/NOTAM
  • AEROTHAI (AIS/NOTAM) — ผู้ให้บริการข่าวสารการบินและระบบ NOTAM ไทย
  • FAA — เอกสารแนวปฏิบัติความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างสนามบิน (AC 150/5370-2G) ซึ่งใช้เป็นอ้างอิงสากลด้านวิธีปฏิบัติ
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก

เชียงรายวาระแห่งชาติ–วาระเมือง “ทางลอด 850 ล้าน” ระหว่างทางสู่ความเจริญ กับโจทย์เร่งด่วนเรื่อง “มหาฝุ่น-ความปลอดภัย” ของพลเมือง

เชียงราย, 11 พฤศจิกายน 2568 — เมื่อ “ตัวเลขความคืบหน้า” ปะทะ “คุณภาพชีวิตรายวัน”  เมืองกำลังขยับสู่เป้าหมายใหญ่อีกครั้ง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐภูมิใจ—โครงการก่อสร้างทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ (แยก อบจ./ท.6) สายชร.1023 โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) วงเงิน 849.800 ล้านบาท กำหนดก่อสร้าง ปี 2567–2570 ซึ่งล่าสุด “คืบหน้า ~31% เร็วกว่าแผน” ขณะเร่งทำโครงสร้างทางลอดและผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อปลดล็อกคอขวดหน้าสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงและหนุนเศรษฐกิจการขนส่ง-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน

แต่ในอีกฟากหนึ่งของความก้าวหน้า—บนผิวถนนเดียวกัน—คือ “มหาฝุ่น-หลุม-ความมืด-ป้ายไม่ชัด” ที่ผู้ใช้ถนนและผู้ปกครองหน้า รร.เทศบาล 6 ต้องเผชิญทุกวัน เสียงสะท้อนในชุมชนออนไลน์ “จาวเจียงฮาย New.V3” ชี้ชัดว่า ความเดือดร้อนนั้น “เห็นและดมได้” ตั้งแต่เวลารับ-ส่งเด็กจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งไฟส่องสว่างไม่เพียงพอและแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างยังสับสน

นี่คือ ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ที่ไม่ใช่ “เอา-ไม่เอาโครงการ” หากแต่ถามว่า อะไรควรทำก่อน อะไรควรหยุดชั่วคราว และใครรับผิดชอบ” เพื่อให้ความเจริญระยะยาวไม่แลกกับสุขภาวะปัจจุบันของพลเมือง โดยเฉพาะเด็ก-คนทำงานที่ต้องผ่านจุดก่อสร้างวันละหลายครั้ง

ภาพรวมโครงการ ขอบเขต-เหตุผล-เส้นตาย

ตามเอกสาร/แถลง ทช. โครงการนี้ออกแบบเป็น อุโมงค์ลอดทางแยก 4 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 425.50 เมตร พร้อมงาน ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ให้กว้างขึ้นตลอดช่วง ~410 เมตร ปรับปรุงถนน ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างและสาธารณูปโภค รวมระยะทางดำเนินการราว 1.635 กม. เป้าประสงค์หลักคือ แก้คอขวดหน้าสนามบิน และรองรับการเติบโตเมือง-ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยตั้งธง เสร็จปี 2570 หากคุมงานได้ตามแผนปัจจุบันที่ “เร็วกว่าแผน”

ทช.ระบุด้วยว่า ได้ “กำชับผู้รับจ้าง-ผู้ควบคุมงาน” ให้ติดตั้ง ป้ายเตือน-ป้ายลดความเร็ว-สัญญาณไฟกะพริบ-อุปกรณ์ความปลอดภัย ให้สังเกตเห็นชัดเพื่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทางของประชาชนในพื้นที่—ข้อความที่ฟังดู “ครบ” บนกระดาษ แต่ชาวเมืองจำนวนมากบอกว่า ไม่ครบเมื่อยืนอยู่หน้างานจริง”

เสียงหน้างาน บทเรียนที่กำลังก่อตัวทุกเช้าเย็น

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ถนนหน้า อบจ./รร.เทศบาล 6 โพสต์รูป-ข้อความลักษณะคล้ายกัน—ฝุ่นลอยหนา, เศษทราย-หิน-เหล็ก, หลุม-ทางต่างระดับ, กรวยไม่พอ, ป้ายไม่ชัด, ไฟไม่พอช่วงกลางคืน บางรายอ้าง “รถตกท่อ” และ “ลื่นเพราะทรายไหลมากอง” พร้อมเรียกร้อง รถน้ำล้างถนน/รถดูดฝุ่นเป็นกิจจะลักษณะ โดยเฉพาะ “ช่วงก่อนเลิกเรียน” เพื่อลดความเสี่ยงเด็กสูดฝุ่นสะสม

“สงสารเด็กๆ รถติดไม่พอมาโดนฝุ่นอีก… ฝุ่นตลบเวลารถลงจากสะพาน… ควรมีรถน้ำล้างถนนทุกครั้งหลังทำเสร็จ เหมือนจังหวัดอื่นๆ… กรวยกั้น-ไฟส่องสว่างให้ชัด โดยเฉพาะกลางคืน” — ความเห็นจากผู้ใช้ถนนรายหนึ่ง

แม้จะเป็นการบอกเล่าจากชุมชนออนไลน์ ไม่ใช่รายงานราชการ แต่ด้วย ความถี่-ความสอดคล้องของประเด็น และ จุดเสี่ยงซ้ำ ๆ (หน้าโรงเรียน-ช่วงลงสะพาน-หน้า อบจ.) ก็เพียงพอให้เกิด “ธงเชิงปฏิบัติ” ว่าหน่วยงานรัฐ-ผู้รับจ้างควร ยกระดับมาตรการหน้างานทันที แยกจากตารางงานเทคโนโลยี/วิศวกรรม

มาตรฐานอากาศ เส้นแบ่งที่ตัวเลขอธิบายได้

ในทางสาธารณสุข “ฝุ่นจากงานก่อสร้าง” เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของ PM10/PM2.5 ที่กระทบระบบหายใจโดยตรง ประเทศไทยปรับมาตรฐาน PM2.5 (24 ชม.) เป็น 37.5 µg/m³ มีผลปี 2566 และปรับเกณฑ์ AQI ให้เข้มขึ้น ขณะเดียวกัน WHO 2021 แนะนำค่าที่เข้มกว่ามากที่ 15 µg/m³ (24 ชม.) เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยง (เด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง) ความต่างของมาตรฐานนี้ชี้ว่า แม้ไม่เกินเกณฑ์ไทย” ก็ยังไม่แปลว่าปลอดความเสี่ยงสุขภาพโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อรับสัมผัสซ้ำทุกวันระหว่างก่อสร้างยาวนานหลายปี

ดังนั้น มาตรการควบคุมฝุ่นหน้างาน เช่น รถน้ำล้างถนนสม่ำเสมอ, รถดูดฝุ่น, ผ้าใบคลุมกองวัสดุ, ล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ, แนวกั้นกันฝุ่น, ทำความสะอาดทางเท้า-ไหล่ทาง ไม่ใช่ “ของสวยงาม” แต่เป็น เส้นแบ่งระหว่างความคืบหน้าโครงการ กับคุณภาพชีวิตที่รับได้ของพลเมือง

ใครควรทำอะไร “ทันที” โรดแมปแก้ปัญหาระยะสั้น

1.ทช./ผู้รับจ้าง (เจ้าของงาน/ผู้ดำเนินการ)

  • ความปลอดภัย 24/7 เพิ่ม/ย้ำการติดตั้ง ป้ายเตือน-ไฟกะพริบ-ไฟส่องสว่าง-กรวยกั้น-แบริเออร์สะท้อนแสง ในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะ “โซนลงสะพาน-หน้าโรงเรียน-คอขวดหน้า อบจ.” ให้มองเห็นได้ชัดในยามค่ำคืน และปรับผิวจราจรชั่วคราวไม่ให้เกิด “ขั้นต่างระดับ/หลุม” ที่เสี่ยงรถสองล้อ
  • ฝุ่น-ความสะอาด จัด รอบรถน้ำ/รถดูดฝุ่น เฉพาะกิจ “ช่วงก่อน-หลังเลิกเรียน” และ “ช่วงจราจรหนาแน่น” พร้อม ล้างล้อรถบรรทุก และ เก็บเศษวัสดุ-ทรายไหล ที่จุดโค้ง/จุดเลี้ยว
  • เปิดเผยข้อมูล ปัก ป้ายตารางงานรายสัปดาห์ และ ช่องทางร้องเรียนตรง ของผู้ควบคุมงาน เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้แบบเรียลไทม์ และติดตามการแก้ไขได้

2.จังหวัด-อบจ./เทศบาล (เจ้าบ้าน/ผู้ประสาน)

  • บูรณาการหน้างาน ใช้ศักยภาพ “ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS)” หรือกลไกเทียบเท่า ตั้ง War-Room รายสัปดาห์ ร่วม ทช./ผู้รับจ้าง/ตร.จร./โรงเรียน/ชุมชน เพื่อจูนแผนงานกับ ตารางรับ-ส่งนักเรียน/ช่วงกิจกรรมเมือง
  • ล้างถนนเสริม หากผู้รับจ้างยังทำไม่ทั่วถึง ให้เทศบาล/อบจ. จัดรถล้างถนนเสริม เฉพาะจุดวิกฤตชั่วคราว (โดยทำบันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อ เรียกคืนจากสัญญา/ค่าปรับ ตามความเหมาะสม)
  • สื่อสารเชิงรุก จัด เพจ/ไลน์ทางการ สรุปงานประจำสัปดาห์ จุดปิด-จุดเปิด เส้นทางเลี่ยง พร้อมแผนที่ เข้าใจง่าย

3.โรงเรียน-ชุมชน (ผู้ได้รับผลกระทบ)

  • จัดระเบียบรับ-ส่งนักเรียน (เลน Drop-off/รับขึ้นชัดเจน, อาสาจราจรผู้ปกครองร่วมกับตำรวจ)
  • บันทึกเหตุ-แจ้งเหตุ บันทึกภาพ/พิกัด “จุดเสี่ยงซ้ำ” ส่ง War-Room เพื่อให้การแก้ไข “จับต้องได้” และติดตามได้

แล้ว “อะไรควรหยุด-อะไรควรไปต่อ” การจัดลำดับในเมืองที่มีงานใหญ่หลายจุด

ความเห็นหนึ่งที่สะท้อนกังวลคือ “เดือนหน้าจะมีงานดอกไม้ริมน้ำกก ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง ทำไมจึงจัดซ้อนช่วงรถติดหนัก” นี่ไม่ใช่การคัดค้านกิจกรรมท่องเที่ยว หากเป็นคำถามเรื่อง การจัดลำดับเวลาและทรัพยากร เมืองที่เดินหน้าหลายวาระพร้อมกัน—งานโครงสร้างพื้นฐาน, อีเวนต์ใหญ่, ดันซอฟต์พาวเวอร์—จำเป็นต้องมี “ตัวช่วยชั่งน้ำหนักผลลัพธ์-ต้นทุนสังคม” เช่น

  • หยุด/ชะลอบางกิจกรรม ชั่วคราวถ้ากระทบภาพลักษณ์-ประสบการณ์นักท่องเที่ยวหนักในจุดงานก่อสร้าง
  • เร่งเสร็จงานเฉพาะจุด (เช่น ปรับผิวชั่วคราว/สะสางฝุ่น) ให้ทันกรอบอีเวนต์
  • เสริมระบบขนส่ง (ชัตเทิล/ปิดถนนชั่วคราวบางช่วงเวลา) ลดการปะทะกันระหว่าง “พีคงาน” กับ “พีคจราจร”

ตัวชี้วัดใหม่ เร็วกว่าแผน ดีพอ หากยังไม่ “ปลอดภัยไร้ฝุ่น”

บทเรียนจากหลายเมืองชี้ว่า KPI งานก่อสร้าง ที่เน้น “%คืบหน้า” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป เมืองควรผูก “ความเร็ว” เข้ากับ ตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยและอากาศ เช่น

  • อุบัติเหตุ/เดือนในเขตก่อสร้างต้องเป็น ศูนย์ หรือแสดงแนวโน้มลงอย่างชัดเจน
  • ค่าฝุ่นเฉลี่ย (จุดติดตามเฉพาะกิจ) ต้องไม่เกินเกณฑ์ไทย และพยายามเข้าใกล้แนว WHO โดยเฉพาะช่วงรับ-ส่งนักเรียน
  • เวลาเดินทางเฉลี่ยช่วงพีค ต้องไม่แย่ลงจากฐานเดิม เมื่อปรับแผนปิด-เปิดช่องทาง

การประกาศ “31% เร็วกว่าแผน” จึงควรมี “ดัชนีคู่” ว่า ณ วันเดียวกันนั้น เมือง “ปลอดภัยกว่าเมื่อวาน-อากาศสะอาดกว่าเมื่อวาน” มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่ “งานก้าวหน้า” แต่ “คนอยู่ได้”

คำถามสุดท้ายที่เมืองต้องตอบ “เราได้ถามชาวเชียงรายแล้วหรือยัง?”

ผู้สื่อข่าวพบว่า แม้ประชาชนเข้าใจ “ความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน” แต่ก็เรียกร้อง สิทธิขั้นพื้นฐาน ระหว่างรอคอย ได้แก่ ถนนที่สะอาด-ปลอดภัย-มีสัญญาณเตือนที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน-หน้า อบจ. ซึ่งเป็น “หน้าบ้านราชการ” เอง
ในเชิงธรรมาภิบาล เวทีสื่อสารรายสัปดาห์ ระหว่าง ทช./จังหวัด/ท้องถิ่น/โรงเรียน/ชุมชน—ที่เปิดเผยตารางงาน, จุดเสี่ยง, งานแก้ไข—จะ ลดช่องว่างความไว้ใจ และทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “เสียงของเขาแปรเป็นปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนสไลด์

ตรงกลางของ “รัฐ-ชาวเชียงราย” เริ่มต้นที่ “ความปลอดภัย-สุขภาวะ”

รัฐมีเหตุผลเรื่องความเจริญระยะยาว เมืองมีความฝันเรื่องเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว แต่ จุดตั้งต้นเดียวที่ตรงกัน คือ “ประชาชนต้องปลอดภัยและหายใจได้สะดวก” วันนี้—ไม่ใช่รอปี 2570
คำตอบเชิงปฏิบัติจึงไม่ใช่ “หยุดหรือไปต่อ” แบบศูนย์-หนึ่ง หากเป็น “ไปต่ออย่างมีวินัยหน้างาน” โดย

  • ทช./ผู้รับจ้าง ยกระดับมาตรการความปลอดภัย-ควบคุมฝุ่นทันที และ เปิดข้อมูล-ช่องร้องเรียนตรง
  • อบจ./เทศบาล ตั้ง War-Room บูรณาการ เติมรถล้างถนน-สื่อสารเส้นทางเลี่ยง
  • โรงเรียน/ชุมชน จัดการจราจรรับ-ส่ง และบันทึกเหตุซ้ำ ให้การแก้ไข “มองเห็นได้” ภายในสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นเพียงบันทึกการประชุม

เชียงรายจะ “ผ่าทางตัน” ได้ เมื่อเรา ไม่ปล่อยให้ความเจริญวิ่งแซงคุณภาพชีวิต และกล้ากำหนด KPI ที่ยึดพลเมืองเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ ไปกับเส้นตายวิศวกรรม

โครงการทางลอดแยกศูนย์ราชการ (ชร.1023), อ.เมือง จ.เชียงราย

  • หน่วยงานเจ้าของ: กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • วงเงินก่อสร้าง: 849.800 ล้านบาท
  • โครงสร้าง: อุโมงค์ลอด 4 ช่องจราจร ยาว ~425.5 ม. + ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ~410 ม. + ปรับปรุงถนน-ไฟส่องสว่าง-สาธารณูปโภค รวมช่วงดำเนินการ ~1.635 กม.
  • สถานะล่าสุด: คืบหน้า ~31% เร็วกว่าแผน (อยู่ระหว่างก่อสร้างโครงสร้างทางลอด/ผนังคสล.)
  • เป้าหมาย: แก้คอขวดหน้าสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง, หนุนโลจิสติกส์-ท่องเที่ยว, รองรับการเติบโตเมือง
  • กรอบเวลา: คาดเสร็จปี 2570

ไม่ปฏิเสธความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ย้ำว่าความเร็วของโครงการต้อง “ล็อกคู่” กับมาตรฐานความปลอดภัย-อากาศสะอาดที่ตรวจสอบได้ หากทำได้ เชียงรายจะไม่ต้องเลือกระหว่าง “ความหวังระยะยาว” กับ “ความเดือดร้อนวันนี้”—เพราะเมืองสามารถทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน ด้วยวินัยและความโปร่งใส

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย เร่งเรือธง ผุด “ฝายแกนดินซีเมนต์” บ้านป่าอ้อ-สำรวจสะพานแม่จัน วางแผนรับมือภัยพิบัติ

อบจ.เชียงรายเดินหน้าปฏิบัติการ “7 เรือธง” ด้านน้ำและคมนาคม สร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” บ้านป่าอ้อ–สำรวจสะพานแม่จัน วางระบบรับมือภัยพิบัติแบบบูรณาการ (PDOSS)

เชียงราย, 2 พฤศจิกายน 2568 — องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เร่งเครื่องนโยบาย “7 เรือธง” เน้นภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. ลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อ หมู่ที่ 6 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย เปิดเวทีประชาคมชี้แจงโครงการ ฝายแกนดินซีเมนต์” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพน้ำต้นทุนในชุมชน ควบคู่กับการขยายผล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ) ตรวจสภาพ สะพานบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 6 และ สะพานบ้านแม่เฟือง หมู่ที่ 5 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน โดยมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และ สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย ร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“การสร้างฝายแกนดินซีเมนต์และระบบกักเก็บน้ำขนาดเล็กเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชุมชน เพราะน้ำคือหัวใจของการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก อบจ.เชียงรายพร้อมทำงานร่วมกับชลประทานและชุมชนทุกแห่ง เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำใช้เพียงพอตลอดปี และสามารถรับมือภัยแล้งหรือน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ” — นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย

 “น้ำ–ทาง” สองเสาหลักของคุณภาพชีวิต ที่ต้องแก้แบบบูรณาการ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เมือง–ชนบทของเชียงรายเผชิญ “ความแปรปรวนด้านอุทกภัยและภัยแล้ง” ที่วนซ้ำเป็นวงจร ทั้งจากฝนทิ้งช่วงยาวในบางฤดูกาล และฝนตกหนักเฉียบพลันในบางห้วงเวลา ผลกระทบสะเทือนตั้งแต่ระดับครัวเรือน (น้ำอุปโภคบริโภคไม่พอเพียง น้ำบาดาลตื้นคุณภาพลดลง) ไปจนถึงระดับเศรษฐกิจฐานราก (ต้นทุนเกษตรสูง ผลผลิตผันผวน) ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม—โดยเฉพาะ “สะพานและทางผ่านลำห้วย” ในเขตพื้นที่เชื่อมต่อภูเขา–ที่ราบ—มักเป็นจุดเปราะบางต่อกระแสน้ำหลากและการกัดเซาะตลิ่ง

การเดินหน้าญัตติ “7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย โดยดึง PDOSS เป็นกรอบกลาง จึงมิใช่โครงการแบบ “จุด–จบ–จุด” แต่คือการวาง สถาปัตยกรรมการบริหารจัดการภัยพิบัติและทรัพยากรน้ำ ที่เชื่อมโยงหน่วยงาน สะท้อนเสียงประชาชน และลงสู่การแก้ปัญหา “หน้าดินจริง–สะพานจริง–ลำห้วยจริง” เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เวทีประชาคมบ้านป่าอ้อ ฝายแกนดินซีเมนต์—เครื่องมือเล็กที่แก้โจทย์ใหญ่

สาระของโครงการ
ฝายแกนดินซีเมนต์ (cemented-soil core weir) เป็นโครงสร้างชลศาสตร์ขนาดเล็ก–กลาง ที่ใช้แกนดินผสมปูนซีเมนต์เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานต่อการรั่วซึม ช่วย “หน่วง–กัก–ชะลอ” การไหลน้ำในลำห้วยย่อย ยกระดับน้ำใต้วังน้ำ–แก้มลิงธรรมชาติ เพิ่ม น้ำต้นทุน” สำหรับระบบประปาหมู่บ้าน–การเกษตรแปลงเล็ก และช่วย ลดพีกน้ำหลาก ยามฝนหนัก จุดเด่นคือ คุ้มค่า–ดูแลรักษาง่าย–เข้ากับภูมิประเทศ และสามารถวางเป็น เครือข่ายหลายจุด เพื่อกระจายประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำ

การมีส่วนร่วม
การประชุมประชาคมครั้งนี้มี นายวัชระ ลิ้มวิเศษศิลป์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 1 และเจ้าหน้าที่ สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคนิค ตั้งแต่ตำแหน่งร่องน้ำ การคำนวณระดับสันฝาย การกำหนดปริมาณระบายน้ำ (spillway) ไปจนถึงมาตรการดูแลรักษาหลังงาน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย—ตั้งแต่ผู้นำชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงกลุ่มสตรีและเยาวชน—ได้สะท้อนมุมมองต่อ ภาวะน้ำแล้งปลายฤดู–น้ำหลากช่วงมรสุม” ซึ่งเป็นวงจรที่ต้องปรับ โครงสร้าง” ให้เดินควบคู่ วินัยน้ำ” ของชุมชน

เป้าหมายที่ชัดเจน

  • เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภคและเกษตร
  • ลดโอกาสเกิดน้ำหลากเฉียบพลันที่กัดเซาะคันดิน–ตลิ่ง
  • เสริมความยืดหยุ่น (resilience) ให้ระบบน้ำระดับหมู่บ้าน
  • วางต้นแบบเพื่อขยายผลเครือข่ายฝายขนาดเล็กในลำห้วยข้างเคียง

ภาพรวมนี้เสริม ยุทธศาสตร์เรือธงด้านน้ำของ อบจ. ที่ต้องการเห็น “จุดหน่วงหลายจุด–เชื่อมทั้งลำห้วย” แทนการฝากความหวังกับโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว

 

PDOSS สู่พื้นที่จริง สำรวจสะพานแม่จัน—จากจุดเสี่ยงสู่แผนแก้ไขที่วัดผลได้

ในวันเดียวกัน คณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย นำโดย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ร่วมกับ นายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภา อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน เพื่อตรวจสภาพสะพาน บ้านผาตั้ง (หมู่ที่ 6) และ บ้านแม่เฟือง (หมู่ที่ 5) จุดที่มีการใช้งานหนาแน่นเชื่อมหมู่บ้าน–แปลงเกษตร–สถานศึกษา และเคยรับแรงกดดันจากกระแสน้ำหลากในบางช่วงฤดู

กรอบการสำรวจ ประกอบด้วย

  • ตรวจสภาพโครงสร้างส่วนบน–ส่วนล่าง (พื้นสะพาน คาน เสา ตอม่อ)
  • ตรวจร่องรอยการกัดเซาะตลิ่ง–ฐานราก และการปะทะของท่อนซุง/วัสดุพัดพา
  • ประเมินทางน้ำไหลใต้สะพาน (hydraulic opening) เทียบกับปริมาณน้ำฝนหนัก
  • ฟังข้อมูลการใช้งานและอุบัติเหตุจากผู้นำชุมชน–ประชาชนในพื้นที่

หลักคิด PDOSS คือ “เห็น–รู้–ปฏิบัติ” ในสายเดียวกัน ตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การคัดลำดับความเสี่ยง การวางมาตรการแก้ไข (เสริมโครงสร้าง/ป้องกันตลิ่ง/ปรับปรุงทางระบายน้ำใต้สะพาน/ติดตั้งสัญญาณเตือน) ไปจนถึงการกำหนด ตัวชี้วัด เช่น ระยะเวลาปิด–เปิดใช้งานช่วงน้ำหลาก จำนวนเหตุสะดุดการสัญจร และระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ทาง

การเชื่อมโยง “น้ำ–คมนาคม–ความปลอดภัย” ทำไมต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน

  1. น้ำหลาก–สะพาน หากไม่มีจุดหน่วง–กักต้นน้ำ กระแสน้ำหลากจะพุ่งเข้าจุดคอขวดใต้สะพาน เพิ่มแรงปะทะต่อโครงสร้างและกัดเซาะตลิ่ง การสร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” ช่วย “ปรับกราฟน้ำหลาก” ให้ต่ำลงและยืดระยะเวลาไหล ลดความเสี่ยงสะพาน
  2. น้ำแล้ง–เศรษฐกิจครัวเรือน น้ำต้นทุนที่เสถียรช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปาชุมชน/สูบน้ำ ลดต้นทุนเกษตร และปลดล็อกการปลูกพืชหลังนา สร้างรายได้แฝงในฤดูแล้ง
  3. คมนาคม–การเข้าถึงบริการสาธารณะ สะพานที่ปลอดภัยลดเวลาการเดินทาง เพิ่มการเข้าถึงโรงเรียน–สถานพยาบาล ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และลดต้นทุนขนส่งผลผลิตเกษตร—สะท้อนกลับเป็น “รายได้สุทธิ” ของครัวเรือน

กล่าวอย่างย่อ จุดหน่วงน้ำที่ดี + สะพานที่ปลอดภัย” = คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน และนี่คือเหตุผลที่ อบจ.เชียงราย เลือกเดินพร้อมกันทั้งสองขา ภายใต้เรือธง PDOSS

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ ความต้องการที่ชัด–เงื่อนไขความสำเร็จที่จับต้องได้

ระหว่างเวทีประชาคม มีเสียงสะท้อน 3 มิติหลักที่สอดคล้องกัน ได้แก่

  • ความพอเพียงของน้ำตลอดปี ครัวเรือนต้องการความมั่นคงของน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเกษตร โดยเฉพาะปลายฤดูแล้งที่บ่อบาดาลตื้นแห้งเร็ว
  • ความปลอดภัยโครงสร้าง ผู้ใช้เส้นทางต้องการความมั่นใจช่วงฝนหนัก—ไม่ต้องลุ้นปิดสะพาน/ทางขาด
  • การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ชุมชนพร้อมร่วมดูแลฝาย/คู–ร่องน้ำ และเฝ้าระวังขยะ–เศษวัสดุที่กีดขวางทางน้ำ หากมีระบบ “อาสาสมัครน้ำ–สะพาน” ที่ชัดเจน

เงื่อนไขความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่ “งบ–แบบ–สเปก” เท่านั้น หากแต่รวมถึง การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) กลไกเฝ้าระวังชุมชน และ ฐานข้อมูลน้ำฝน–ระดับน้ำ ที่ชุมชนเข้าถึงได้ เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นเรื่องของทุกคน

กรอบติดตาม–ประเมินผล (M&E) วัดผลให้ชัด เห็นผลให้เร็ว

เพื่อให้ประชาชนรับรู้ความก้าวหน้าของงาน อบจ.เชียงรายสามารถกำหนด ตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับชุมชนและชลประทาน อาทิ

  • ระยะเวลามีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องในฤดูแล้ง (วัน/ปี)
  • ระดับน้ำหลากสูงสุด (peak) ใต้สะพานในปีที่มีพายุฝนเทียบกับก่อนสร้างฝาย
  • จำนวนครั้งการปิดสะพาน/จำกัดการสัญจรต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินโครงสร้างเทียบปีก่อนหน้า
  • ความพึงพอใจของประชาชนต่อความมั่นคงน้ำ–ความปลอดภัยทางสัญจร

การสื่อสารตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างโปร่งใส จะ เปลี่ยนโครงการจาก “ความรู้สึกดี” เป็น “ผลลัพธ์จริง” และช่วยจัดลำดับความสำคัญการลงทุนในจุดเสี่ยงอื่น ๆ ต่อไป

มิติการขยายผล จากต้นแบบบ้านป่าอ้อ สู่เครือข่ายฝายขนาดเล็กทั้งลุ่มน้ำย่อย

หากต้นแบบบ้านป่าอ้อสัมฤทธิ์ผล อบจ.เชียงรายสามารถขยับสู่ เครือข่ายฝายแกนดินซีเมนต์หลายจุด” ตามแนวคิด หลายแกน–หลายจุด–มากผล” ในลำห้วยข้างเคียง โดยเดินคู่กับแผนบูรณะสะพาน–ป้องกันตลิ่งจุดเสี่ยงสำคัญในแม่จันและอำเภออื่น ๆ ทำให้ แผน PDOSS กลายเป็น โครงข่ายป้องกัน–หน่วง–ระบาย” ที่ทำงานสอดประสานในระดับพื้นที่จริง

ทำไม “โครงสร้างเล็ก–งบเหมาะ–ชุมชนมีส่วนร่วม” จึงตอบโจทย์ยุคความเสี่ยงสูง

  1. คุ้มค่าต่อหน่วยงบประมาณ โครงสร้างขนาดเล็กจำนวนมาก ช่วยเฉลี่ยความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์เร็วกว่าโครงการใหญ่ที่ใช้เวลาศึกษา–ก่อสร้างนาน
  2. เสริมภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เมื่อฝนหนัก–แล้งยาวเกิดถี่ขึ้น เครือข่ายฝายช่วยหน่วง–เติมน้ำได้ยืดหยุ่น
  3. เสริมทุนสังคม การมีส่วนร่วมดูแล–เฝ้าระวังของชุมชน ทำให้โครงสร้างคงสภาพดี ลดค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินระยะยาว
  4. ข้อมูล–การเรียนรู้ ทุกจุดฝาย/สะพานคือ “สถานีเรียนรู้” ที่เก็บบทเรียน—นำไปสู่การปรับแบบที่เหมาะกับภูมิประเทศจริงของเชียงราย

 “น้ำมั่นคง–ทางปลอดภัย–ชุมชนเข้มแข็ง” ภายใต้ 7 เรือธง

การลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อ–แม่จัน ในวันเดียวกัน สะท้อนภาพ บูรณาการบนดินจริง” ของ อบจ.เชียงราย ที่จับ “โจทย์น้ำ” และ “โจทย์ทาง” พร้อมกันในกรอบ PDOSS การผลักดัน ฝายแกนดินซีเมนต์ ไม่เพียงเพิ่มน้ำต้นทุน แต่ยังปรับเสถียรภาพทางชลศาสตร์เพื่อคุ้มครองสะพานและเส้นทางสัญจร ขณะที่การสำรวจสะพานอย่างเป็นระบบ จะต่อยอดสู่แผนเสริมความปลอดภัยที่วัดผล–สื่อสารได้

สาระสำคัญคือ การเดินงานต่อเนื่อง จากประชาคม–ออกแบบ–ก่อสร้าง–ดูแลรักษา–ติดตามประเมินผล—โดยมีประชาชน “ร่วมถือหางเสือ” เคียงข้างหน่วยงานรัฐ เมื่อทุกภาคส่วนเดินไปในทิศเดียวกัน น้ำ–ทาง–ชีวิต” ของเชียงรายจะไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาอีกต่อไป แต่เป็น ผลลัพธ์ของการออกแบบร่วมกัน

แก่นของ “7 เรือธง” จึงไม่ใช่คำขวัญ แต่คือ กลไกเปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงให้กลายเป็นความมั่นคง ด้วยโครงการที่พอเหมาะ พอดี พึ่งพาตนเองได้ และต่อยอดได้จริง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ (สรุปประเด็นสำคัญ)

  • 2 พ.ย. 2568 (เช้า–บ่าย) เวทีประชาคม บ้านป่าอ้อ หมู่ 6 ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย ชี้แจงโครงการ ฝายแกนดินซีเมนต์ รับฟังความเห็นประชาชนและข้อเสนอจาก สำนักงานชลประทานที่ 2
  • 2 พ.ย. 2568 (บ่าย–เย็น) คณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ ต.ป่าตึง อ.แม่จัน ตรวจสภาพ สะพานบ้านผาตั้ง (ม.6) และ สะพานบ้านแม่เฟือง (ม.5) ประเมินความเสี่ยง–กำหนดแนวแก้ไขเบื้องต้น
  • ระยะถัดไป จัดทำแบบ–ถอดรายการ–จัดลำดับความเร่งด่วน–กำหนด ตัวชี้วัด M&E ร่วมกับชุมชน และจัดตารางรายงานความคืบหน้าโปร่งใส

 

ข่าวชิ้นนี้เรียบเรียงเชิงกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยอาศัยข้อมูลและถ้อยแถลงที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การนำเสนอเชื่อมโยง นโยบาย 7 เรือธง–กรอบ PDOSS–โครงสร้างฝายแกนดินซีเมนต์–การสำรวจสะพาน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ “เหตุ–ผล–ผลลัพธ์คาดหมาย” อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ผู้รับเหมาจีนรุกตลาดไทยแรง เงินลงทุนพุ่ง 21% SCB EIC เตือนรัฐเร่งสกัด “นอมินี”

ผู้รับเหมาจีนรุกตลาดก่อสร้างไทยแรง—เงินลงทุนพุ่งเฉลี่ยปีละ 21% SCB EIC เตือนรัฐเร่งสกัด “นอมินี” สร้างสมดุลเปิดรับต่างชาติปกป้องผู้ประกอบการไทย

ประเทศไทย, 22 ตุลาคม 2568 – กระแสเงินทุนและแรงงานก่อสร้างจากจีนกำลังไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ภาพที่เห็นชัดคือป้ายโครงการขนาดกลางใหญ่จำนวนมากที่มีรายชื่อบริษัทจีนในฐานะคู่ร่วมทุนหรือผู้รับเหมาหลัก ขณะที่ผู้รับเหมาไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า “การแข่งขันยุติธรรมเพียงใด” และ “กติกาบ้านเราปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศมากพอหรือยัง”


รายงานล่าสุดของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ยืนยันแนวโน้มดังกล่าวด้วยตัวเลข การลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคก่อสร้างไทยโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 21% ตลอดปี 2020–2024 และเฉพาะปี 2567 (2024) มีมูลค่า 3,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การร่วมลงทุนของผู้รับเหมาจีนในกลุ่มอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย คิดเป็น 34% ของมูลค่าร่วมทุนผู้รับเหมาสัญชาติอื่นรวมกัน ณ ก.ย. 2568/2569 และยังเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อจีน “อ่อนแรงในบ้าน” จึง “มองนอกบ้าน” — ไทยกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีนที่ลากยาวตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ทำให้กิจกรรมก่อสร้างภายในประเทศจีนชะลอตัว รัฐบาลจีนจึงเร่ง “ทางออกนอกบ้าน” ทั้งผ่านการผลักดันโครงการต่างประเทศภายใต้แนวคิด Belt and Road Initiative (BRI) การสนับสนุนรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างให้ไปลุยตลาดต่างแดน และการสนับสนุนทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ สำหรับผู้รับเหมาของตน


ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทย อยู่ในช่วงเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง—ตั้งแต่ระบบราง รถไฟฟ้าภูมิภาค สนามบิน ท่าเรือ คลังสินค้า ไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่—จึงไม่แปลกที่ผู้รับเหมาจีนจะ “ปักหมุด” ประเทศไทยเป็นสนามแข่งขันสำคัญ

รูปแบบที่นิยม ตามรายงาน SCB EIC คือ การร่วมลงทุน (Joint Venture) กับบริษัทไทย โดยเฉพาะกลุ่ม อาคารเพื่อการพาณิชย์ เช่น โรงงาน อาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า ท่าอากาศยาน และคลังสินค้า เหตุผลหลักคือผู้รับเหมาจีนต้องการพันธมิตรที่รู้กติการะบบอนุญาตในไทย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องการเงินทุน ความเร็ว และเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่เพื่อแข่งขันในตลาดที่ตึงตัว

ภาพใหญ่ของตัวเลข การเงินโต…แต่ “คุณภาพการแข่งขัน” ต้องถูกตั้งคำถาม

ตัวเลขเติบโต 21% CAGR ในช่วง 5 ปี และการขยายตัว 14% ในปีล่าสุด สะท้อนว่า “เค้กก่อสร้าง” ของไทยมีความน่าดึงดูดและยังขยายได้ แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมคำถามใหญ่ 3 ข้อที่ SCB EIC กระตุกเตือน

  1. การแข่งขันยุติธรรมหรือไม่  มีสัญญาณ “เสนอราคาต่ำผิดปกติ” เพื่อชนะงาน จากนั้นค่อยบริหารความเสี่ยงด้วยการลดสเปกหรือกดต้นทุนแรงงาน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาคุณภาพงาน ความปลอดภัย และความสัมพันธ์กับผู้รับเหมาช่วง
  2. การใช้ “นอมินี” บางกรณีมีการอาศัยผู้ประกอบการไทยเป็นเพียง “นอมินี” เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายและความรับผิดชอบจริงในโครงการ เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องมาตรฐานวัสดุ อุบัติเหตุ ความล่าช้า ผู้ว่าจ้างและรัฐกลับหาตัว “ผู้รับผิดชอบจริง” ยากกว่าที่ควร
  3. ความเสี่ยงทิ้งงาน ค้างจ่าย  การเสนอราคาระดับต่ำมากอาจทำให้โครงการเผชิญภาวะขาดทุน สภาพคล่องตึงจนเกิด การทิ้งงาน หรือ ค้างจ่ายค่าจ้าง แก่แรงงานและผู้รับเหมาช่วง สร้าง “ต้นทุนทางสังคม” ที่สูงกว่ามูลค่าโครงการเดิม

ประโยคชวนคิด “ราคาถูกวันนี้ อาจหมายถึงค่าซ่อม ค่าชดเชยที่แพงกว่าในวันหน้า” — แก่นปัญหาที่รายงานของ SCB EIC ต้องการชี้ให้เห็น

เจาะโครงสร้างความเสี่ยง จากไซต์งานถึงระบบนิเวศก่อสร้าง

  • ความปลอดภัยและมาตรฐานวัสดุ
    เมื่องานถูกกดราคาไม่สมเหตุสมผล ความเสี่ยงแรกคือ “ลดสเปก” วัสดุโครงสร้างและระบบความปลอดภัย รายงานเตือนว่ากรณีลักษณะนี้อาจนำไปสู่ “อุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิด” ทั้งกับแรงงาน ผู้สัญจร และทรัพย์สินรอบโครงการ
  • ระบบแรงงานและผู้รับเหมาช่วง
    การกดราคาต้นทางส่งผลต่อห่วงโซ่ทั้งระบบ ผู้รับเหมาช่วง แรงงานมักเป็นผู้ “รับแรงกระแทก” ทั้งจากการเจรจาต่อราคาหนัก การค้างจ่าย และภาระความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในไซต์งาน
  • ความรับผิดชอบตามกฎหมาย
    โครงสร้าง “นอมินี” ทำให้การติดตามความรับผิดหลังเกิดเหตุทำได้ยาก ผลคือการเยียวยา ซ่อมแซมล่าช้า และความเชื่อมั่นของตลาด ชุมชนโดยรอบลดลง

ทางรอดฝั่งไทย แข่งด้วย “คุณภาพ+เทคโนโลยี” และสร้าง “กติกาแฟร์”

รายงานของ SCB EIC ไม่ได้หยุดที่การเตือน แต่เสนอ สองแกนยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ยกระดับศักยภาพผู้รับเหมาไทยด้วยเทคโนโลยี และ (2) ให้ภาครัฐวางกติกาที่สร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดต่างชาติและการปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศ

1) ยกระดับเทคโนโลยี—ขยับ Productivity ให้ชนะ “สงครามราคา”

เครื่องมือที่ถูกชี้เป้าชัด ได้แก่

  • BIM (Building Information Modeling)  ทำให้การออกแบบปริมาณงานการประสานแบบของทุกวิชาเป็นแพลตฟอร์มเดียว ลดความผิดพลาดหน้างานและเคลมงาน
  • Prefabrication / Modular Construction   ย้ายงานจากไซต์ไปโรงงาน ลดเวลา ของเสีย ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
  • AI / Data Analytics   วางแผนทรัพยากร ควบคุมตารางงาน และคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า
  • Drone / LiDAR / เซนเซอร์ความปลอดภัย   ตรวจความก้าวหน้า คุณภาพความปลอดภัยแบบเรียลไทม์
  • 3D Printing / หุ่นยนต์ก่อสร้าง  สำหรับชิ้นงานซ้ำ ๆ และพื้นที่เสี่ยง ช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน

ประโยชน์ตรงคือ เพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนผิดฝั่ง (ของเสีย/งานแก้/ดีเลย์) จนทำให้ผู้รับเหมาไทย “แข่งขันแบบคุณภาพ” ได้ ไม่ต้อง “ตัดราคา” เพื่อแย่งงาน

2) กติกาภาครัฐ—รับต่างชาติอย่างมี “เงื่อนไขถ่ายทอด”

SCB EIC ชี้ว่ารัฐควรสร้าง “สมดุล” ระหว่างการเปิดรับผู้รับเหมาต่างชาติที่นำเงินเทคโนโลยีมาตรฐานใหม่เข้ามา กับการ ปกป้องฐานอุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านมาตรการเชิงหลักการ 5 ข้อ

  1. บังคับ JV อย่างมีความหมาย  โครงการระดับหนึ่งควรกำหนดการ ร่วมลงทุนกับผู้รับเหมาไทย ไม่ใช่เพียง “ชื่อ” แต่ต้องมีสัดส่วนงานจริงและถ่ายทอดองค์ความรู้
  2. ข้อกำหนดถ่ายทอดเทคโนโลยี  ผูก “ตัวชี้วัดการถ่ายทอด” เข้ากับสัญญา เช่น จำนวนช่างเทคนิคที่ได้รับอบรม BIM/Prefabrication/มาตรฐานความปลอดภัย
  3. การใช้แรงงานไทยและวัสดุภายในประเทศ  สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่ไทย พร้อมเงื่อนไขยืดหยุ่นตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  4. เข้มงวดโครงสร้าง “นอมินี” ตรวจสอบผู้รับผิดชอบแท้จริง ตั้ง “บทลงโทษ” ชัดเจน และให้ผู้ควบคุมงาน/ที่ปรึกษาไทยมีอำนาจรายงานสั่งแก้
  5. คุมข้อเสนอราคาต่ำผิดปกติ  นำแนวทาง “Abnormally Low Bid” มาใช้จริงจัง กำหนดหลักฐานต้นทุนวิธีการก่อสร้างรองรับก่อนให้เซ็นสัญญา

เปิดรับต่างชาติได้—แต่ต้อง “รับอย่างฉลาด” ให้เกิด การยกระดับ อุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการว่าจ้างราคาถูก

เลนส์ระดับพื้นที่ โอกาสความเสี่ยงในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองอุตสาหกรรม

แม้ตัวเลขการลงทุนเป็นภาพระดับประเทศ แต่ผลกระทบ “ตกตะกอน” ลงสู่ หัวเมืองชั้นสอง–สาม ที่กำลังขยายตัวแรง ทั้งเมืองท่องเที่ยวโลจิสติกส์ชายแดน และนิคมอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ตัวอย่างเช่น

  • ภาคเหนือ เมืองท่องเที่ยว/ชายแดนบางแห่งเริ่มมีโครงการโรงแรมคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ที่ใช้ผู้รับเหมาจีนร่วมกับผู้ประกอบการไทย
  • ภาคตะวันออก/อีอีซี โครงการโรงงาน คลังสินค้าอัจฉริยะมีแนวโน้มใช้เทคโนโลยีก่อสร้างสำเร็จรูปและผู้รับเหมาจากต่างชาติที่เชี่ยวชาญระบบอัตโนมัติ

โอกาสคือ เทคโนโลยี มาตรฐานใหม่ จะเข้ามาเร็วขึ้นพร้อมเงินทุน แต่ความเสี่ยงคือ ระบบกำกับดูแลท้องถิ่น ต้องตามทัน ทั้งด้าน ความปลอดภัยไซต์งาน สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์แรงงาน หากปล่อยให้โครงการขยายตัวโดยกติกาหลวม บังคับใช้ไม่ทั่วถึง ปัญหาทิ้งงาน ค้างจ่าย ความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานจะตามมาในที่สุด

เคสตัวอย่างเชิงนโยบาย (จากข้อเสนอของรายงาน) ทำให้ “กติกามีฟัน”

เพื่อให้ข้อเสนอไม่หยุดอยู่บนกระดาษ รายงานเสนอ “เครื่องมือปฏิบัติ” ที่รัฐและผู้ว่าจ้าง (โดยเฉพาะภาครัฐ) สามารถหยิบใช้ได้ทันที ได้แก่

  • สเปกสัญญาแบบผูก KPI การถ่ายทอด  ระบุจำนวนชั่วโมงอบรม/ตำแหน่งงานเทคนิคของคนไทยที่ต้องถูกยกระดับทักษะ พร้อมกลไกตรวจรับ
  • ระบบ e-Procurement ตรวจข้อเสนอราคาต่ำผิดปกติ  หากราคาต่ำกว่าเกณฑ์ ให้ผู้เสนอแนบ “แผนเทคนิค ทรัพยากร ตารางงาน ที่มาของวัสดุ” เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้
  • บัญชีรายชื่อผู้รับเหมาช่วงที่ผ่านคุณสมบัติ   ลดการว่าจ้าง “ผู้รับเหมาช่วงลับ” ที่ไม่มีมาตรฐานและทำให้การควบคุมปลายทางล้มเหลว
  • กองทุนค้ำประกันแรงงาน/ผู้รับเหมาช่วง  สำรองเพื่อจ่ายกรณีค้างค่าจ้างจากการทิ้งงาน แล้วไปไล่เบี้ยกับผู้รับเหมาหลักภายหลัง
  • บูรณาการตรวจไซต์ร่วม ระหว่าง ผู้ว่าจ้าง วิศวกรรมสถาน หน่วยงานท้องที่ ผูกกับแผนความปลอดภัย/สิ่งแวดล้อมเชิงรุก

มุมของผู้ประกอบการไทย “ปรับก่อนถูกปรับออกข้างสนาม”

แม้การแข่งขันจะเข้มขึ้น แต่ทางรอดของผู้รับเหมาไทยไม่ได้ปิดตาย รายงานชี้ “สามทิศทาง” ที่ควรปรับโดยเร็ว

  1. เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   เลือกนิชที่มีความต้องการสูง เช่น ระบบอาคารประหยัดพลังงาน งานคลีนรูม โรงงานอัตโนมัติ โครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป
  2. มาตรฐาน ความปลอดภัย ความตรงเวลา   ทำให้เป็น “จุดขาย” ด้วยการรับรองมาตรฐานสากลและการใช้ดิจิทัลไซต์
  3. พันธมิตรเชิงกลยุทธ์   หากต้อง JV ให้เลือกคู่ที่เสริมกันจริง มีสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีและเปิดพื้นที่ให้ทีมไทยได้ลงมือ ไม่ใช่เพียงถือหุ้นเชิงสัญลักษณ์

ผลที่ได้คือ ความสามารถชนะงานคุณภาพ ไม่ต้องพึ่งการกดราคา และลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว

สรุปภาพรวม “เปิดประเทศได้ แต่ต้องเปิดอย่างรู้เท่าทัน”

  • ข้อเท็จจริง: เงินลงทุนผู้รับเหมาจีนในไทย โตแรงและยังโตต่อ   21% CAGR (2020–2024), ปี 2567 อยู่ที่ 3,052 ล้านบาท (+14%YoY), สัดส่วน JV ในอาคารไม่ใช่ที่พักอาศัย 34% ณ ก.ย. 2568/2569
  • ข้อท้าทาย: ความเสี่ยง นอมินี ข้อเสนอราคาต่ำผิดปกติ คุณภาพงาน ทิ้งงาน ค้างจ่าย
  • ทางออก: รัฐ ออกกติกา “ถ่ายทอด ใช้แรงงานไทย วัสดุไทย คุม ALB ปราบนอมินี” / เอกชนไทย ยกระดับด้วย BIM Prefab AI หุ่นยนต์ Drone และเลือก JV ที่มีความหมาย

ถ้าทำได้ “เม็ดเงินต่างชาติ” จะกลายเป็น “เครื่องเร่งการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย” แทนที่จะเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยถอยหลัง

ตัวเลขสำคัญจากรายงาน SCB EIC (เผยแพร่ 18 ต.ค. 2568)

  • การลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคก่อสร้างไทย (2020–2024): CAGR 21%
  • ปี 2567 (2024): 3,052 ล้านบาท เพิ่ม 14% จากปี 2566
  • สัดส่วนมูลค่า JV ของผู้รับเหมาจีน ในกลุ่มอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย เมื่อเทียบกับผู้รับเหมาสัญชาติอื่นรวมกัน ณ ก.ย. 2568/2569: 34% (+21% จากปีก่อน)
  • ความเสี่ยงหลัก: การใช้ “นอมินี”, เสนอราคาต่ำผิดปกติ, ทิ้งงานค้างจ่าย, มาตรฐานวัสดุความปลอดภัย

 

การเข้ามาของผู้รับเหมาจีนเป็น “ความจริงใหม่” ของตลาดก่อสร้างไทย จะปิดประเทศก็ไม่ได้ จะปล่อยเสรีจนระบบเสียสมดุลก็ไม่ควร ทางออกมีเพียง การออกแบบกติกาที่ทันยุค และ ยกระดับผู้เล่นในประเทศ ให้แข่งขันได้ในสนามสากล
หากรัฐทำให้ “ทุกบาทของเงินลงทุนจากต่างชาติ” ผูกกับ “การถ่ายทอดความรู้ให้คนไทย” และ “การสร้างมูลค่าในห่วงโซ่ไทย” ในขณะที่เอกชนไทย “ลงทุนในเทคโนโลยีมาตรฐานคน” อย่างจริงจัง ภาพฝัน “อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยคุณภาพสูง ปลอดภัย ตรงเวลา ต้นทุนเหมาะสม” ก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ซ่อมคันอ่างเก็บน้ำห้วยสักทันที เดินเครื่องนโยบาย “กระจายเครื่องจักรกลสู่ชุมชน”

อบจ.เชียงรายเร่งซ่อม “คันอ่างเก็บน้ำห้วยสัก” หลังเสียหาย เดินเครื่องนโยบาย “กระจายเครื่องจักรกลสู่ชุมชน” บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร–ชาวบ้าน ต่อยอดสู่แผนฟื้นฟูเชิงระบบก่อนฤดูแล้ง

เชียงราย, 14 ตุลาคม 2568 — เช้าวันอังคารที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จุดรวมสายตาคือ “คันอ่างเก็บน้ำห้วยสัก” ที่ เกิดการขาดและชำรุดบางส่วน จนถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เร่งซ่อมทันที หลังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย รับรายงานสถานการณ์และสั่งการลงพื้นที่ สำรวจ–ประเมิน–แก้ไข แบบ “บูรณาการหน่วยงาน” ตามนโยบาย “7 เรือธง” โดยย้ำหัวใจข้อที่ 1 คือ กระจายเครื่องจักรกลและบุคลากรสู่ชุมชน” เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วและตรงจุด

ภาพแรกที่เห็นไม่ใช่เพียงร่องดินแตกร้าวของคันอ่าง หากคือเงาสะท้อนของ “ระบบน้ำ” ที่หล่อเลี้ยง นาข้าว แปลงพืชผักสวนครัว และน้ำอุปโภคบริโภค ของครัวเรือนใกล้เคียง ซึ่งถ้าการชำรุดลุกลามหรือซ่อมล่าช้า อาจกลายเป็น ความเสี่ยงซ้อน ต่อความมั่นคงน้ำในช่วง ปลายฤดูฝน–ต้นฤดูแล้ง ที่กำลังมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 “คันอ่างขาด–ชำรุด” และแรงกระทบเชิงพื้นที่

ข้อเท็จจริงจากภาคสนาม ระบุว่า คันอ่างเก็บน้ำห้วยสักเกิดการขาดและชำรุดบางส่วน ส่งผลกระทบต่อการกักเก็บและส่งน้ำสำหรับ พื้นที่การเกษตร รอบอ่าง รวมถึง น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ของชุมชนใกล้เคียง เหตุการณ์นี้ถูกประเมินให้เป็น ภารกิจเร่งด่วน ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ

  1. ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ถ้ารอยขาด–ชำรุดขยายตัว อาจกระทบเสถียรภาพคันอ่างเป็นวงกว้างขึ้น
  2. ป้องกันการสูญเสียน้ำ ฐานสำคัญต่อฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป แม้การรั่วซึมเพียงบางส่วนก็ทำให้เกิดการสูญเสียเชิงปริมาณในระยะยาว
  3. คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านน้ำ น้ำสะอาดสำหรับครัวเรือนคือบริการสาธารณะ ที่รัฐท้องถิ่นต้องประกันความต่อเนื่อง

ความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ใช่ “งานโครงสร้างธรรมดา” แต่คือ “งานคุ้มครองความเป็นอยู่” ของประชาชนแบบเป็นรูปธรรม

สั่งการฉับไว ปฏิบัติการ “กระจายเครื่องจักรกล–บุคลากร” ลงพื้นที่จริง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย นำคณะปฏิบัติการลงพื้นที่ร่วมกับ สำนักช่าง อบจ.เชียงราย, สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย), ผู้บริหารเทศบาลตำบลท่าสุด, ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และ ตัวแทนประชาชน เพื่อสำรวจจุดชำรุด กำหนดแนวทางแก้ไข และ นำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ทันที ยืนยันเจตนารมณ์ อยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์” โดยเน้น 4 ยุทธวิธีภาคสนามที่ทำคู่ขนานกันอย่างเป็นระบบ

  1. ปักหมุดจุดวิกฤต (Critical Points) ระบุแนวคันอ่างที่เสียหาย จุดเริ่ม–จุดสิ้นสุด ระดับความลึก–ความกว้างของรอยขาด และความเสี่ยงต่อโครงสร้างข้างเคียง
  2. เสริมเสถียรภาพชั่วคราว (Temporary Stabilization) วาง บิ๊กแบ็ก–ดินถมคัดขนาด–หินคลุก ลดแรงน้ำและยึดขอบคันไม่ให้ขยายวง
  3. เชื่อมต่อการใช้งาน (Functional Reconnection) เมื่อคันอ่างกลับมามีเสถียรภาพเบื้องต้น เร่งจัดการ จุดส่งน้ำหลัก ให้สามารถทำงานต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร
  4. วางแผนซ่อมถาวร (Permanent Repair Plan) เก็บข้อมูลธรณี–อุทกวิทยาหน้างาน เพื่อนำไปออกแบบ คันอ่างเสริม–ระบบระบายน้ำดาดคอนกรีต–ชั้นกรอง ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ นโยบาย “7 เรือธง อบจ.เชียงราย” โดยเฉพาะ เรือธงที่ 1 “กระจายเครื่องจักรกลและบุคลากรสู่ชุมชน” ที่มุ่งให้ทีมเครื่องจักร–ช่างเทคนิคของ อบจ. เข้าถึงจุดวิกฤตเร็ว–แก้ปัญหาได้ตรงจุด–และลดเวลาหยุดชะงักของบริการสาธารณะ ในพื้นที่จริง

เหตุใด “ความเร็ว” จึงสำคัญในงานซ่อมคันอ่าง

หนึ่งวันที่ล่าช้า อาจเท่ากับ ปริมาณน้ำที่สูญเสีย หลายหมื่น–แสนลูกบาศก์เมตร ขึ้นกับขนาดรอยรั่วและสภาพภูมิประเทศ ยิ่งในช่วงรอยต่อฤดูกาล ปลายฝน–ต้นแล้ง น้ำทุกลูกบาศก์เมตรมีค่าต่อการเพาะปลูกและการใช้น้ำในครัวเรือน การยื้อเวลาให้ระบบกลับมาทำงาน เร็วที่สุดเท่าที่ปลอดภัย จึงเป็นตัวชี้วัด “ประสิทธิภาพเชิงนโยบาย” อย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ความเร็ว ยังมีนัยต่อ ความเชื่อมั่นของประชาชน ยิ่งเมื่อชาวบ้าน “เห็น–ได้ยิน–สัมผัสได้” ว่ามีเครื่องจักรและคนของรัฐท้องถิ่นเข้ามาอยู่หน้างานอย่างจริงจัง ความกังวลย่อมลดลง และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเฝ้าระวัง–แจ้งเตือน–สนับสนุนการทำงานก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

แจกบท–จับมือ–ทำงานคนละส่วน ลดซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่เครื่องจักรและช่างเทคนิคของ อบจ. หากยังมี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) ที่ช่วยประสานข้อจำกัดด้านพื้นที่ป่าและแนวเขต, เทศบาลตำบลท่าสุด ที่สนับสนุนด้านการสื่อสารกับชุมชนและการจัดระเบียบพื้นที่ปฏิบัติการ, ขณะที่ ผู้นำท้องที่–ตัวแทนประชาชน เติมข้อมูลประวัติระดับน้ำ–ทิศทางไหล–พฤติการณ์น้ำหลากในอดีต ซึ่งช่วยให้การวิเคราะห์หน้างาน แม่นยำกว่าอ่านแผนที่ และลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจโดยอิงแบบจำลองอย่างเดียว

รูปแบบการทำงานเช่นนี้สะท้อน ธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติ ทุกหน่วย มีบท–มีข้อมูล–มีอำนาจตัดสินใจเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การแก้ปัญหาเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดกับขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

จากฉุกเฉินสู่ยั่งยืน แผนซ่อมถาวรและยกระดับ “ความแกร่ง” ของคันอ่าง

แม้การเสริมชั่วคราวจะคืนฟังก์ชันอ่างเก็บน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่ ซ่อมถาวร คือเป้าหมายที่ต้องเดินหน้าโดยเร็ว แกนหลักของงานระยะกลาง–ยาว มีอย่างน้อย 5 ประเด็น

  1. ตรวจโครงสร้างอย่างละเอียด (Detailed Inspection)
    สำรวจชั้นดิน–ชั้นกรวด–ค่าสัมประสิทธิ์การซึมผ่าน (Permeability) และพฤติกรรมฐานรากของคันอ่าง เพื่อออกแบบการซ่อมให้เหมาะสม ไม่ “ซ่อมเฉพาะหน้า” จนปัญหากลับมา
  2. ออกแบบระบบระบายน้ำ (Drainage & Relief)
    ติดตั้งท่อระบายน้ำ (Toe Drain)–ชั้นกรอง (Filter)–หินเรียง (Riprap) เพื่อป้องกัน Piping และการพังทลายจากแรงน้ำและฝนหนักในอนาคต
  3. เสริมคันอ่าง–ผิวดาด (Slope Protection)
    เลือกวัสดุและมุมลาดที่เหมาะกับสภาพฝน–ดินของพื้นที่ บางช่วงอาจใช้ ดาดคอนกรีต/หินเรียง ลดการกัดเซาะ โดยไม่ขัดกับระบอบนิเวศท้องถิ่น
  4. อุปกรณ์ตรวจ–เตือน (Monitoring & Early Warning)
    ติดตั้ง Staff Gauge (ไม้เกาะระดับน้ำ)–จุดสังเกตรอยร้าว–กล้องวงจร–เซนเซอร์น้ำฝนในพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ ตาชาวบ้าน” กับ ตาเทคโนโลยี” ทำงานร่วมกัน
  5. คู่มือบำรุงรักษา (O&M Manual)
    ทำตารางตรวจรอบเดือน/ไตรมาส/ก่อน–หลังฤดูฝน พร้อมแบบฟอร์มรายงานที่ลดภาระเอกสาร แต่ส่งสัญญาณไปถึงผู้เกี่ยวข้อง เร็ว–ครบ–ตรวจสอบย้อนกลับได้

แนวทางดังกล่าวจะเปลี่ยน “งานซ่อมครั้งนี้” ให้เป็น “มาตรฐานใหม่” ของการดูแลอ่างเก็บน้ำระดับชุมชนในจังหวัดเชียงราย

มุมเกษตรกร–ชุมชน ทำไม “น้ำ” คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับเกษตรกรในตำบลท่าสุดและพื้นที่ใกล้เคียง อ่างเก็บน้ำห้วยสักไม่เพียงช่วยให้ ฤดูกาลเพาะปลูกเดินต่อได้ หากยังเป็นหลักประกันต่อ รายได้สม่ำเสมอ ของครัวเรือน ทั้งข้าวและพืชผักสวนครัว รวมถึงปศุสัตว์บางส่วนที่ต้องการน้ำประปากลางจากแหล่งต้นทางที่มั่นคง

เมื่อคันอ่างชำรุด การชะลอส่งน้ำแม้เพียง 1–2 สัปดาห์ อาจแปลเป็น ค่าเสียโอกาส ที่เพิ่มสูงในช่วงรอยต่อฤดู ยิ่งหากเกิด คลื่นความร้อน–ฝนทิ้งช่วง ในปีหน้า การมีน้ำสำรองที่เพียงพอจะลดความเสี่ยงของ ผลผลิตเสียหาย ที่มักเกิดแบบรวดเร็วและยากต่อการเยียวยาทีหลัง

ความเคลื่อนไหวของ อบจ.เชียงราย ที่ ลงมือทันที” จึงไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ของรัฐท้องถิ่นที่คล่องตัว แต่เป็น กันชนทางเศรษฐกิจ ให้ครัวเรือนฐานรากในทางปฏิบัติ

เปิดข้อมูล–เปิดหน้างาน–เปิดการมีส่วนร่วม

วิกฤตโครงสร้างสาธารณะบอกเราว่า ข้อมูลที่ดี” สร้าง พลังร่วม” ได้มากแค่ไหน อบจ.เชียงรายสามารถต่อยอดการลงพื้นที่ครั้งนี้ ด้วยการสื่อสารเชิงรุก 3 ระดับ

  • หน้างาน ป้ายข้อมูลสั้น ๆ ณ จุดซ่อม ระบุ “อะไร–ทำไม–ทำอย่างไร–เสร็จเมื่อใด” เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจภาพรวม
  • ออนไลน์ อัปเดตความคืบหน้าเป็นช่วง ๆ ผ่านช่องทางทางการของ อบจ., เทศบาลตำบลท่าสุด และเครือข่ายชุมชน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียติดตามความคืบหน้าได้
  • เวทีชุมชน เมื่อเข้าสู่ระยะออกแบบซ่อมถาวร จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องแนวทาง–ผลกระทบ–มาตรการป้องกันฝุ่น–เสียง–เวลาเข้าพื้นที่ของเครื่องจักร เพื่อให้ชาวบ้านร่วมกำหนดเงื่อนไขการทำงาน

การ “เปิดข้อมูล” จะช่วยลดข่าวลือ–ข้อกังวล และเปลี่ยนชาวบ้านจาก “ผู้รับผล” เป็น “หุ้นส่วน” ของงานซ่อม

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เฝ้าระวัง–แจ้งเหตุ–ร่วมดูแล

  1. แจ้งเหตุผิดปกติ เช่น น้ำขุ่นจัด–ตลิ่งกัดเซาะ–เสียงน้ำไหลผิดธรรมชาติ ผ่านช่องทางของ อบจ. หรือเทศบาลตำบลท่าสุด
  2. เว้นระยะปลอดภัย ขณะเครื่องจักรทำงาน ไม่ลงเล่นน้ำ–ไม่จอดรถกีดขวางแนวขนส่งวัสดุ
  3. รณรงค์ขยะต้นทาง หลีกเลี่ยงทิ้งขยะลงลำห้วย–คูน้ำ เพราะจะอุดตันท่อระบาย–รางน้ำ และซ้ำเติมรอยชำรุด

เครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง คือ ด่านหน้า” ของการดูแลโครงสร้างพื้นฐานน้ำให้คงประสิทธิภาพหลังการซ่อม

เชื่อมโยงนโยบาย “7 เรือธง อบจ.เชียงราย” ในมิติความมั่นคงน้ำชุมชน

แม้ในรายละเอียด “7 เรือธง” ครอบคลุมหลายด้านของการพัฒนาจังหวัด แต่กรณี อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ทำให้เห็นภาพชัดเจนของเรือธงที่ 1 ว่า กระจายเครื่องจักรกล–บุคลากร” ไม่ใช่สโลแกน หากเป็น ความสามารถเชิงปฏิบัติการ ที่ย่นระยะจาก “รับเรื่อง” ไปสู่ “ลงมือ” ให้สั้นที่สุด

เมื่อนโยบายระดับองค์รวม แตะพื้นดิน กลายเป็นรถแบ็กโฮ–รถบรรทุก–ทีมสำรวจ–ทีมสื่อสาร และ คู่มือความปลอดภัยหน้างาน ความคาดหวังของสังคมก็จะเปลี่ยนจากคำถามว่า “จะทำไหม” ไปเป็น “ทำอย่างไรให้เร็ว–ปลอดภัย–ยั่งยืน” ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่ท้องถิ่นยุคใหม่ต้องไปให้ถึง

จาก “จุดซ่อม” สู่ “แผนจัดการเขตอ่าง” (Basin-Level Thinking)

การซ่อมคันอ่างครั้งนี้ควรถูกใช้เป็น จุดเริ่มต้น ของการมองพื้นที่น้ำแบบ ทั้งระบบ” ได้แก่

  • แผนที่เสี่ยง (Risk Map) ระบุแนวคัน–จุดอ่อน–ทางน้ำล้น–แหล่งตะกอน เพื่อกำหนดลำดับการลงทุนซ่อมบำรุงในอนาคต
  • ดัชนีเตือนภัย (Early Indicators) กำหนดเกณฑ์สีเขียว–เหลือง–แดง สำหรับระดับน้ำ–อัตราการซึม–รอยร้าว เพื่อให้ทีมงานและชุมชน พูดภาษาเดียวกัน
  • ปฏิทินงาน (Seasonal Calendar) ผูกตารางตรวจ–ซ่อม–ลอกตะกอน เข้ากับฤดูกาลฝน–แล้ง และรอบเพาะปลูก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบซ้ำซ้อน
  • งบประมาณร่วม วางแบบจำลองค่าใช้จ่าย O&M รายปี พร้อม กองทุนชุมชน สมทบเพื่อการดูแลระยะยาว

เมื่อวาง “ภาษา–เครื่องมือ–งบประมาณ” ครบชุด การบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำจะไม่เป็นงานปะทุเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่เป็น ระบบประจำปี ที่เดินได้ด้วยตัวเอง

วิกฤตคือ “แบบฝึกหัด” ของรัฐท้องถิ่นที่ขยัน–คล่องตัว

คันอ่างเก็บน้ำห้วยสักชำรุด ทำให้เห็น ความจำเป็น ของความเร็ว–ความแม่น–ความร่วมมือ ในการจัดการโครงสร้างสาธารณะระดับฐานราก อบจ.เชียงราย ตอบสนองด้วยการ กระจายเครื่องจักรกล–บุคลากรสู่ชุมชน” ตามเรือธงข้อที่ 1 อย่างเป็นรูปธรรม พร้อม บูรณาการหน่วยงาน และวางทางไปสู่การ ซ่อมถาวร–ยกระดับมาตรฐานดูแลน้ำ ในระยะยาว

วิกฤตครั้งนี้จะยุติลงอย่างมั่นคง เมื่อเราเปลี่ยนจากคำถามว่า “ซ่อมเสร็จหรือยัง” เป็น “หลังซ่อมแล้วจะ ดูแลอย่างไร ให้ไม่เกิดซ้ำ—และให้ระบบน้ำแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม” คำตอบมีอยู่แล้วในหน้างานวันนี้ ความร่วมมือ คือคำใบ้แรก และ การจัดการเชิงระบบ คือคำตอบสุดท้าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย)
  • เทศบาลตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI

แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา อุโมงค์แม่กาพลิกเกม เร่งก่อสร้างรถไฟทางคู่สู่เชียงของ

รถไฟทางคู่ภาคเหนือ “เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” เดินหน้าครบครึ่งทาง เจาะทะลุอุโมงค์แม่กาเร็วกว่าแผน 10 เดือน สู่ฤดูกาลเร่งเครื่องก่อนเปิดใช้ปี 2571

เชียงราย/พะเยา, 14 ตุลาคม 2568 — แสงไฟสาดสะท้อนปลายโพรงหิน ก่อนเสียงปรบมือดังพร้อมเสียงหวูดเครื่องจักรดังก้องในหุบเขา… “แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา” ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง หากคือจุดพลิกเกมของ โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศ เจาะทะลุอุโมงค์แม่กา ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา ได้ เร็วกว่าแผนถึง 10 เดือน ท่ามกลางภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหินและฤดูกาลฝนที่ทดสอบวินัยของวิศวกรไทยกว่าหนึ่งปีเต็ม

ในพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคลเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง รฟท. เป็นประธาน พร้อมคณะวิศวกรโครงการ นำโดย นายธีระ รุ่งโรจน์สุวรรณ และ นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว ตลอดจนกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CSDCC และผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้าซีเคเอสที ดีซี 2 ความคืบหน้าชิ้นนี้ถูกยืนยันด้วยตัวเลขหน้างาน อุโมงค์แม่กา ยาว 2,700 เมตร (ขุดสองทิศรวม 5,400 เมตร) เดินหน้าแล้ว 59.76% เร็วกว่าเป้า 2.60% และช่วยผลักดันสถานะรวมทั้งโครงการให้ คืบหน้าเฉลี่ย 43.984% ณ กลางเดือนตุลาคม

การเจาะทะลุ “แม่กา” คือหมุดหมายสำคัญของ สัญญาที่ 2 (ช่วงงาว–เชียงราย) และเป็นสัญญาณว่าคอขวดด้านอุโมงค์—งานที่เสี่ยงและใช้เวลานานที่สุด—กำลังผ่านจุดหักเห เพื่อเปิดทางให้ “งานบนดิน” เร่งก่อสร้างราง ทางยกระดับ และสถานี รวม 26 สถานี ตลอดระยะทางกว่า 323 กิโลเมตร จาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผ่าน จ.พะเยา–จ.เชียงราย สิ้นสุดที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งถูกออกแบบให้มีทั้ง ทางระดับดิน ทางยกระดับ และอุโมงค์ 4 แห่ง รวมความยาวอุโมงค์ กว่า 27 กิโลเมตร โดยเฉพาะ อุโมงค์งาว จ.ลำปาง ที่มีความยาว กว่า 6 กิโลเมตร เตรียมขึ้นแท่น อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดแห่งใหม่ของไทย

โครงเรื่องใหญ่ของรางเหล็ก ทำไม “เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” จึงสำคัญ

รถไฟสายใหม่นี้มิใช่แค่บรรทัดหนึ่งในแผนแม่บทคมนาคม หากคือ “เส้นเลือดฝอยเชื่อมเส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจเหนือ จากแพร่–ลำปาง–พะเยา–เชียงราย ไปถึง ด่านพรมแดนเชียงของ ซึ่งเชื่อมต่อ สปป.ลาว และเครือข่ายโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) อย่างมีนัยสำคัญ

  • ระยะทางรวม: ~323 กม.
  • สถานี: 26 สถานี (ออกแบบรองรับทั้งผู้โดยสารและสินค้าในบางสถานี)
  • รูปแบบเส้นทาง: ทางระดับดิน ทางยกระดับ และอุโมงค์ 4 แห่ง (รวมยาว >27 กม.)
  • อุโมงค์ไฮไลต์: อุโมงค์งาว >6 กม. (ลำปาง) ว่าที่อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในไทย
  • แผนเปิดใช้: ภายใน ปี 2571 (นับจากสถานะคืบหน้า 43.984% ณ ต.ค. 2568)

การมีรางคู่สายใหม่ที่ “สอดเข้าไป” กลางภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน หมายถึง การร่นเวลาเดินทาง–ขนส่ง, ลดต้นทุนโลจิสติกส์, เพิ่มความถี่และความตรงเวลา, และ เพิ่มความปลอดภัย เมื่อเทียบกับการขนส่งถนนบนทางลาดชัน ทั้งยังช่วยแบ่งเบาความแออัด–การสึกหรอสาธารณูปโภคทางหลวงสายหลักในฤดูกาลท่องเที่ยวและฤดูผลผลิต

จากปลายสว่านถึงปลายราง อุโมงค์คือ “ตัวตั้งเวลา” ของทั้งโครงการ

โครงการทางยาวในภูมิประเทศเป็นเทือกเขา วาระสำคัญคือ “จังหวะอุโมงค์” เพราะเป็นงานเสี่ยงสูง ใช้เครื่องจักรเฉพาะและทีมงานที่ต้องเดินหน้า 24 ชั่วโมง ภายใต้กรอบ ความปลอดภัย–ธรณีวิทยา–สภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

อุโมงค์แม่กา ที่เจาะทะลุได้เร็วกว่ากำหนดถึง 10 เดือน จึงเป็น “ตัวเร่งเวลา” ให้สัญญาที่ 2 สามารถโยกกำลังคน–เครื่องจักรไปหน้างานโครงสร้างอื่นได้เร็วขึ้น ในขณะที่ อุโมงค์งาว (ยาว >6 กม.) และอุโมงค์อื่นในแนวเส้นทางยังคงเป็น สมการหลัก ที่ผู้รับจ้างและ รฟท. ต้องบริหารความเสี่ยงแบบวันต่อวัน—ความสำเร็จของแม่กาเป็นทั้ง สัญญาณความพร้อม และ แรงใจ ของทีมวิศวกรด้านอุโมงค์ทั่วแนวเส้นทาง

แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา” ภาพจำ–พลังใจ–ความเป็นเจ้าของร่วม

เบื้องหลังความเร็วกว่าแผน 10 เดือน ไม่ใช่แค่ความสามารถของเครื่องจักร แต่คือ การวางแผนเชิงรุก การจัดลำดับงาน (sequencing) และ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–ที่ปรึกษา–ผู้รับจ้าง–ชุมชน การจัดพิธีบวงสรวง ณ ปากอุโมงค์แม่กา นอกจากเพื่อความเป็นสิริมงคล ยังสะท้อน “การสื่อสารสาธารณะ” ว่านี่คือ โครงการของชุมชน ไม่ใช่ “โครงการของรัฐฝ่ายเดียว” เสียงและสายตาของคนพะเยาที่เห็นแสงแรกในอุโมงค์ จึงเทียบได้กับการเห็น โครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้ กำลังพุ่งเข้ามาในเมืองของตน

ภาพรวมความคืบหน้า 43.984% “ตัวเลขเดียว” ที่ซ่อนหลายสมการ

ตัวเลขรวม 43.984% บอกความจริงได้เพียงส่วนหนึ่ง โครงการใหญ่ที่ยาว 323 กม. มี ความต่างทางเทคนิค ระหว่างสัญญา/ตอน เช่น ตอนที่เป็นที่ราบ (งานดิน–คันทาง–สะพาน) จะเดินหน้าเร็วกว่าตอนที่มีอุโมงค์ยาวหรือทางยกระดับยาว ขณะเดียวกัน “งานระบบ” (ราง–สัญญาณ–โทรคมนาคม–ไฟฟ้า) มักไล่ตามหลังงานโยธา และจะเร่งตัวแรงมากในช่วง ปีสุดท้ายก่อนเปิดบริการ นั่นหมายความว่า แม้นาทีนี้จะยังไม่ถึง “ครึ่งหลัง” ของเวลาโครงการ แต่ ความเร็วเฉลี่ย ใน 12–18 เดือนข้างหน้าอาจสูงขึ้นอย่างชัดเจน หากอุโมงค์หลักคืบตามแผน

เศรษฐกิจที่รอราง จากฟาร์ม–โรงงาน–ด่านชายแดน สู่ตลาดใหม่

แม้ผู้สื่อข่าวจะยังไม่มีตัวเลขทางการเรื่อง เวลาที่ร่นลง หรือ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลง สำหรับสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ (ตัวเลขดังกล่าวโดยปกติจะมาพร้อมรายงานประเมินผลหลังเปิดใช้) แต่ตรรกะพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และประสบการณ์จากสายทางคู่อื่นในไทยชี้ว่า ผลกระทบเชิงบวกจะเกิด สามชั้น

  1. ชั้นจังหวัด — การเคลื่อนย้ายคน–ของระหว่างเมืองหลัก (แพร่–พะเยา–เชียงราย) รวดเร็วขึ้น เกิดอานิสงส์กับ ท่องเที่ยว (เมืองรอง), เกษตรแปรรูป, ผู้ประกอบการ SMEs และ นิคมอุตสาหกรรม/เขตส่งเสริม ที่อาจเกิดขึ้นตามสถานีขนาดใหญ่
  2. ชั้นภูมิภาคเหนือ–GMS — เชื่อม เชียงของ เข้ากับเครือข่ายสะพานข้ามโขง–สปป.ลาว เพิ่มทางเลือกขนส่งสินค้าออกนอกประเทศผ่านแดนตะวันออกเฉียงเหนือของภาคเหนือ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสด/แช่เย็น/แปรรูปที่ต้องการ เวลา–ความเสถียร มากกว่าความเร็วสูงสุด
  3. ชั้นประเทศ — กระจายโครงสร้างพื้นฐานออกจาก คอขวดภาคกลาง ช่วยยืดอายุการใช้งานถนน–สะพานหลัก ลด externalities (การชน–มลพิษ–การสึกหรอ) และวางฐานให้ ตู้สินค้า–ขบวนรถ กลายเป็น “โครงกระดูก” ของระบบขนส่งที่ไทยพยายามสร้างสมดุลระหว่าง Road–Rail–River–Air

วิศวกรรม–ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม สามเหลี่ยมที่ต้องสมดุล

งานอุโมงค์ในภูมิประเทศภาคเหนือบังคับให้โครงการต้อง เข้มข้นเรื่องความปลอดภัย ตั้งแต่การสำรวจธรณีวิทยา (ชั้นหิน–รอยเลื่อน–น้ำใต้ดิน), การออกแบบค้ำยัน, ระบบระบายอากาศ, ไปจนถึง การซ้อมอพยพฉุกเฉิน เมื่อทะลุทั้งสองปากแล้ว ยังต้องงาน “รองรับการเดินรถ” เช่น ช่องหลบภัย, ระบบดับเพลิง, ระบบตรวจจับควัน–กล้อง, และ การเชื่อมต่อสื่อสาร กับศูนย์ควบคุมการเดินรถ (OCC)

ด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดหน้าดิน–ขุดอุโมงค์–ทำทางยกระดับในภูเขา ต้อง บริหารตะกอน–ดิน–น้ำ อย่างเคร่งครัด ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ร่วมกับการปลูกป่าทดแทน–คืนผิวหน้าดิน–กำแพงกันดิน–ระบบระบายน้ำถาวร ก่อน–ระหว่าง–หลังงาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะและชุมชนลุ่มน้ำใกล้เคียง โดยเฉพาะช่วงพะเยา–เชียงรายที่ประชาชน ใช้แม่น้ำ–ลำห้วย เป็นฐานเศรษฐกิจชุมชน

สถานี–เมือง–พื้นที่รอบสถานี โอกาสและโจทย์ของ “การพัฒนาเชิงที่ดิน”

รถไฟสร้าง สถานี และสถานีสร้าง เมืองย่อย นี่คือสมการที่ไทยต้องวางแผน “TOD—Transit Oriented Development” ตั้งแต่วันนี้ เขตเมืองที่สถานีตั้งอยู่ (โดยเฉพาะสถานีหลักใน พะเยา–เชียงราย) ควรเตรียม ผังเมือง–ผังแม่บท รอบสถานีให้รองรับ ที่อยู่อาศัย–พาณิชยกรรม–บริการสาธารณะ–ลานเชื่อมต่อรถ–จักรยาน–คนเดิน พร้อมมาตรการคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อไม่ให้ การเก็งกำไร ทำลายความสมดุลราคาและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น

เปิดปี 2571” เส้นตายที่ต้องวิ่งด้วย “ความร่วมมือ”

เป้าหมาย เปิดบริการปี 2571 คือเส้นตายที่นับถอยหลังแล้ว นอกจากอุโมงค์ที่เป็นคอขวด ยังมี “งานระบบ” (ราง–อาณัติสัญญาณ–ไฟ–สื่อสาร), “จัดขบวนรถ–ทดสอบ”, “ความพร้อมฝ่ายเดินรถ–ซ่อมบำรุง”, และ “ความปลอดภัยอุโมงค์” ที่ต้องผ่านเกณฑ์ทดสอบหลายชั้น ก่อนเปิดเดินรถพาณิชย์จริง การรักษาโมเมนตัมหลัง “แม่กา” จึงต้องอาศัย สี่ขา เดินพร้อมกัน—รฟท. ในฐานะเจ้าของโครงการ, ผู้รับจ้าง ในฐานะมือปฏิบัติ, ที่ปรึกษา ในฐานะผู้พิสูจน์คุณภาพ และ ชุมชน–ท้องถิ่น ในฐานะเจ้าของพื้นที่ตัวจริง

เมื่อรถไฟมาถึง เราพร้อมหรือยัง

รถไฟคือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ผลลัพธ์คือ วิถีชีวิตใหม่ เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย–พะเยาอาจเห็น แพ็กเกจเที่ยว 2–3 วัน ที่ยึด “สถานีรถไฟ” เป็นจุดตั้งต้น โรงงานแปรรูป–คลังสินค้าอาจขยับตามแนวทางคู่ และ โลจิสติกส์ชายแดนเชียงของ อาจมีกรอบความร่วมมือใหม่กับฝั่งลาว เพื่อให้ “ของไหลลื่น” ต้นทุนบีบลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยชุมชน–สิ่งแวดล้อม–เสียง–ฝุ่น–จราจรหน้าสถานี ต้องถูกคิดล่วงหน้าและบริหารแบบ ร่วมออกแบบ กับคนพื้นที่

“แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา” จึงไม่ใช่จุดจบของงานอุโมงค์ แต่เป็น ไฟสัญญาณ ว่าโครงการเข้าโค้งครึ่งหลังแล้ว ความคืบหน้า 43.984% คือสัญญาว่าถ้าเรารักษาจังหวะงาน ควบคู่กับการสื่อสาร–มีส่วนร่วม–ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จะกลายเป็น กระดูกสันหลังโครงสร้างพื้นฐานภาคเหนือ ที่จับต้องได้ใน ปี 2571 ตามที่สังคมคาดหวัง

สรุปสถานะและสาระสำคัญ (เพื่อการตัดสินใจ/การทำงาน)

  • สถานะโครงการ (ต.ค. 2568): คืบหน้าเฉลี่ย 43.984%
  • เหตุการณ์เด่น: เจาะทะลุอุโมงค์แม่กา ได้เร็วกว่าแผน 10 เดือน ความก้าวหน้างานอุโมงค์ 59.76% เร็วกว่าเป้า 2.60%
  • องค์ประกอบโครงสร้างหลัก: ทางระดับดิน–ยกระดับ–อุโมงค์ 4 แห่ง (รวมยาว >27 กม.), สถานีรวม 26 แห่ง, ระยะทางรวม ~323 กม.
  • อุโมงค์ยาวที่สุด: อุโมงค์งาว จ.ลำปาง ยาว >6 กม. (ว่าที่อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในไทยแห่งใหม่)
  • กำหนดเปิดใช้: ปี 2571 (ภายใต้เงื่อนไขงานโยธา–ระบบ–ทดสอบเป็นไปตามแผน)
  • ประโยชน์คาดหมาย ร่นเวลาเดินทาง, ลดต้นทุนโลจิสติกส์, เสริมโอกาสเมืองรอง–ท่องเที่ยว–สินค้าเกษตร–โลจิสติกส์ชายแดน, กระจายความหนาแน่นจากถนนสายหลัก
  • ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร ธรณีวิทยาอุโมงค์–ความปลอดภัย, สิ่งแวดล้อม–น้ำ–ตะกอน, การส่งมอบพื้นที่, จังหวะผังเมืองรอบสถานี (TOD), กำลังคนเดินรถ–ซ่อมบำรุง

บันทึกชื่อบุคคล/หน่วยงานจากเหตุการณ์ 10 ตุลาคม 2568 

  • ประธานพิธีบวงสรวง: นายอรรถพล เก่าประเสริฐ — วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย
  • คณะวิศวกรโครงการ: นายธีระ รุ่งโรจน์สุวรรณ, นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว
  • กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา: CSDCC
  • ผู้รับจ้าง: กิจการร่วมค้าซีเคเอสที ดีซี 2
  • เหตุการณ์: เจาะทะลุอุโมงค์แม่กา (พะเยา) เร็วกว่าแผน 10 เดือน; ความก้าวหน้ารวมของโครงการ 43.984%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข./OTP)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ./ONEP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

“หนองน้ำพุ” 180 ล้านบาท แลนด์มาร์กใหม่แม่สาย สู่ศูนย์สุขภาพชุมชน 82 ไร่

หนองน้ำพุ” 180 ล้านบาท แลนด์มาร์กใหม่ 82 ไร่ของแม่สาย สวนสาธารณะ–ศูนย์สุขภาพชุมชนใกล้บ้าน สร้างเสร็จครบเฟส เตรียมส่งมอบบริหารให้ อบต.โป่งผา

เชียงราย, 7 ตุลาคม 2568 — พื้นที่เหนือสุดแดนสยาม ลมจากดอยผ่าลงมาช่วยพาไอเย็นแตะผิวน้ำ “หนองน้ำพุ” แหล่งพักผ่อนขนาด 82 ไร่ กลางตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย ชาวบ้านเดิน–วิ่ง–ปั่นจักรยานสลับกันตามลู่วิ่งรอบบึง เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ บนลานกิจกรรมคละเคล้าเสียงนกน้ำ—ภาพที่หลายคนเคยจินตนาการ วันนี้กลายเป็น “ของจริง” หลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จเต็มรูปแบบ และกำลัง รอพิธีส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ จากกรมโยธาธิการและผังเมืองสู่ องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา (อบต.โป่งผา) เพื่อเริ่มต้นบทบาทการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นระบบ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 180 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในกรอบ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบอุทยานถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2566–2568) จนเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลน ทั้งคันบ่อ ระบบภูมิสถาปัตยกรรมทางน้ำ ลู่วิ่ง–ทางจักรยาน ลานอเนกประสงค์ และพื้นที่สีเขียวรองรับกิจกรรมครอบครัว

ดร.ณัชชา กันทะดง นายก อบต.โป่งผา กล่าวขอบคุณหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนและผลักดันให้โครงการสำเร็จ พร้อมระบุว่า การส่งมอบพื้นที่จะทำให้ อบต.สามารถจัดระบบดูแล–บำรุงรักษา จัดตารางกิจกรรม และพัฒนาเฟสต่อเนื่องได้อย่างเต็มศักยภาพ “หนองน้ำพุคือพื้นที่สาธารณะของทุกคน และเราจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ–คุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง”

จาก “แนวคิด” สู่ “พื้นที่ที่จับต้องได้” บทเรียนการพัฒนาเชิงระบบ

หนองน้ำพุ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการถมดิน–ขุดบ่ออย่างฉับพลัน แต่เป็นผลของการวางผังและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะอย่างมีขั้นตอน จุดเน้นของโครงการมีสองมิติที่เดินคู่กัน ได้แก่

  1. มิติสิ่งแวดล้อมและภูมินิเวศ
  • ใช้ “บึงหนอง” เป็นแกนกลาง เพื่อทำหน้าที่ทั้ง พื้นที่รับน้ำ ในฤดูฝน, บ่อหน่วงน้ำ ช่วยชะลอน้ำหลาก และ แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชพรรณ ในหน้าแล้ง
  • ออกแบบ พื้นที่ชุ่มน้ำตื้น (shallow wetland) รอบบึง ช่วยกรองตะกอน–ดูดซับสารอาหารส่วนเกิน เพิ่มความหลากหลายของสัตว์น้ำและนกอพยพ
  • ปลูกไม้ยืนต้นท้องถิ่นให้ร่มเงา ลดเกาะความร้อนในเมือง (urban heat island) รอบชุมชน
  1. มิติสุขภาวะและพื้นที่สาธารณะ
  • ลู่วิ่ง–ทางจักรยานแยกเลน, ลานกิจกรรมอเนกประสงค์, สนามเด็กเล่น, ลานผู้สูงอายุ และจุดชมวิวรอบหนอง
  • แนวคิด Universal Design ทางลาด–ราวจับ–พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงวัยเข้าถึงได้จริง
  • จุดลาน “สันทนาการครอบครัว” ที่มองเห็นผืนน้ำ เปิดรับลม ดึงคนทุกช่วงวัยให้ออกมาใช้พื้นที่ร่วมกัน

เมื่อรวมกับเครือข่ายพื้นที่สาธารณะเดิม—วัด โรงเรียน ตลาด และทางเชื่อมสัญจรของหมู่บ้าน—หนองน้ำพุจึงกลายเป็น “หัวใจสีเขียว” ดวงใหม่ของตำบลโป่งผา เชื่อมชีวิตประจำวันของผู้คนกับธรรมชาติอย่างแนบเนียน

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง 20,000+ การใช้งาน—สัญญาณ “ถูกจริตชุมชน”

แม้ยังไม่เข้าสู่โหมดบริหารเต็มรูปแบบ อบต.โป่งผา ระบุว่าตลอดช่วงทดสอบพื้นที่และเปิดใช้บางส่วน มีประชาชนมาใช้บริการเพื่อเดิน–วิ่ง–ปั่น–เล่นกีฬา และทำกิจกรรมครอบครัว สะสมมากกว่า 20,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนสองประเด็นสำคัญ

  • ความต้องการจริง (real demand) ของคนในพื้นที่ต่อ “สนามสุขภาพกลางแจ้ง” ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และฟรี
  • พฤติกรรมสุขภาพที่เริ่มเปลี่ยน—จากอยู่กับบ้านสู่การออกมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่สาธารณะ สอดคล้องกับกรอบแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ชี้ว่าผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย 150–300 นาที/สัปดาห์ และเด็ก–เยาวชนควรมีกิจกรรมทางกาย เฉลี่ย 60 นาที/วัน การมี “พื้นที่ชวนขยับ” ใกล้บ้านถือเป็นปัจจัยเอื้อที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายได้จริง

สาระสำคัญ คือ หนองน้ำพุไม่ได้เป็นเพียง “สวนสวย” แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพเชิงป้องกัน” (preventive health infrastructure) ที่ลดค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพระยะยาวในมิติไม่เป็นทางการ

หลังส่งมอบ 4 งานใหญ่ที่ อบต.โป่งผา ต้องทำทันที

เมื่อกรมโยธาธิการฯ ส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ อบต.จะเป็น “แม่บ้านหลัก” ของผืนที่ 82 ไร่นี้ งานเร่งด่วนที่ต้องทำคู่กันมีอย่างน้อย 4 เรื่อง

  1. จัดระเบียบการใช้งาน–ความปลอดภัย
  • เวลาเปิด–ปิด, เส้นทางเข้า–ออก, การติดตั้งไฟส่องสว่าง, กล้องวงจรปิด, จุดปฐมพยาบาล–AED, ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน
  • แนวร่วมชุมชน ตั้งอาสาสมัครดูแลพื้นที่ (park steward) ร่วมกับผู้นำชุมชน–อสม.–เยาวชน
  1. แผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive O&M)
  • ตารางตัดหญ้า–ดูแลไม้ยืนต้นกำจัดวัชพืชน้ำอย่างถูกวิธี (เลี่ยงสารเคมี), ลอกตะกอนตามรอบเวลา, ตรวจอุปกรณ์สนาม พื้นทาง ราวจับ
  • การจัดการขยะและน้ำเสียจากกิจกรรมให้ไม่รบกวนคุณภาพน้ำในหนอง
  1. ออกแบบปฏิทินกิจกรรมสาธารณะประจำปี
  • “สัปดาห์สุขภาพชุมชน”, งานวิ่งการกุศล, ตลาดสีเขียวสินค้าเกษตรปลอดเผา, เวิร์กช็อปจักรยาน–พายเรือ, ลานดนตรีเยาวชน
  • โปรแกรม “หมอชวนวิ่ง ครูชวนขยับ ผู้ใหญ่บ้านชวนเดิน” เชื่อมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงเรียน, กลุ่มผู้สูงอายุ
  1. ระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน
  • ตั้ง “กองทุนดูแลสวน” จาก 3 ช่องทาง งบประจำ, รายได้กิจกรรม/เช่าพื้นที่เฉพาะครั้ง (non-commercial friendly), และเงินร่วมบริจาคโปร่งใส
  • คู่มือธรรมาภิบาล เผยแพร่รายรับ–รายจ่ายรายไตรมาส, เปิดรับข้อเสนอชุมชน, ตั้งคณะกรรมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ

แก่นคิด คือ พื้นที่สาธารณะจะ “อยู่รอด” ได้ก็ต่อเมื่อกลายเป็น “ของเรา” ของทุกคน—ไม่ใช่เพียงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฝ่ายเดียว

เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่น สวนสาธารณะไม่ใช่ “ต้นทุนจม”

แม้โครงการใช้งบ 180 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนทางสังคม–เศรษฐกิจที่ “ไม่ติดป้ายราคา” มีมากกว่าที่คิด

  • สุขภาพดี = ค่าใช้จ่ายรักษาลด เพิ่มกิจกรรมทางกายของชุมชน ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว
  • เศรษฐกิจชุมชนหมุน แผงน้ำดื่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาตรฐานสะอาด (ไม่ขายเครื่องดื่มหวานจัด), กิจกรรมวิ่ง–ปั่น–เวิร์กช็อปสร้างรายได้เสริม
  • การท่องเที่ยวใกล้บ้าน (micro tourism)  ผู้มาเยือนแม่สาย–ถ้ำหลวงฯ มี “จุดพักจุดเรียนรู้ธรรมชาติ” เพิ่มอีกแห่งหนึ่ง เชื่อมเส้นทางวัด ชุมชน ไร่เกษตรยั่งยืน
  • มูลค่าที่ดินโดยรอบ–คุณภาพชีวิต พื้นที่สีเขียวคุณภาพดีเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินรอบข้างในกรอบผังเมือง พร้อมลดความร้อนและน้ำท่วมเฉียบพลันแบบบัฟเฟอร์ธรรมชาติ

เมื่อรวมกับ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” ที่ อบต.ตั้งใจสื่อผ่าน เสื้อลายผ้าน้ำผุด” ของนายก อบต.และทีมงาน หนองน้ำพุจึงทำหน้าที่เป็น “ห้องรับแขกกลางแจ้ง” ของตำบลโป่งผา—เชื้อเชิญให้คนแปลกหน้าได้รู้จักวัฒนธรรมและวิถีชีวิตกึ่งเมือง กึ่งภูเขาที่งดงามของชายแดนแม่สาย

คำถาม–คำตอบเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ “หนองน้ำพุ” อยู่ดีมีอนาคตยืนยาว

ถาม: งบ 180 ล้านบาท ควรคาดหวังอะไรใน 3–5 ปีแรก?
ตอบ: (1) ดัชนีกิจกรรมทางกายของชุมชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง, (2) อัตราใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อวัน ต่อสัปดาห์ชัดเจนและเติบโต, (3) กิจกรรมสาธารณะคุณภาพสม่ำเสมออย่างน้อยรายเดือน, (4) ระบบ O&M เดินได้จริงโดยมีชุมชนมีส่วนร่วม, (5) คุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพรอบหนองไม่ถดถอย

ถาม: จะหลีกเลี่ยงปัญหา “สวนสาธารณะสวยเฉพาะวันเปิด” ได้อย่างไร?
ตอบ: สร้าง ผู้ใช้แกนกลาง” (core users) ตั้งแต่ต้น—กลุ่มวิ่ง–จักรยาน ผู้สูงอายุ เยาวชน ให้มี “สิทธิ–หน้าที่” ร่วมดูแลพื้นที่ ควบคู่สมดุลกิจกรรมฟรีและกิจกรรมหารายได้เพื่อกองทุนบำรุง โดยมีธรรมาภิบาลโปร่งใสตรวจสอบได้

ถาม: ทำไมต้องย้ำ Universal Design?
ตอบ: เพราะประชากรสูงวัยในเชียงรายเพิ่มต่อเนื่อง การออกแบบที่ทุกคนใช้ได้จริงคือ ความเป็นธรรมด้านพื้นที่ และทำให้สวนเป็น “ของจริง” สำหรับคนทั้งตำบล ไม่ใช่เฉพาะคนแข็งแรงหรือวัยทำงาน

ถาม: หนองน้ำพุจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
ตอบ: หากจัดการคันบ่อ พืชน้ำ–ตะกอนตามรอบเวลา และลดสารเคมี–ขยะได้สม่ำเสมอ บึงหนองทำงานเป็น ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services) ทั้งบรรเทาน้ำหลาก ลดความร้อน เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ และเป็นคลังคาร์บอนขนาดย่อม

เส้นทางข้างหน้า ปฏิทิน “หนองน้ำพุ—สวนของเรา”

เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพการใช้ประโยชน์หลังส่งมอบ อบต.สามารถประกาศปฏิทินกิจกรรมสามชุดหลัก

  1. สุขภาพชุมชน
  • เดิน–วิ่งทุกเช้าวันอังคาร/พฤหัส, โยคะเย็นวันเสาร์, “คุณตาคุณยายฟิต” เวทเทรนนิงแบบปลอดภัย, คลาสปั่นจักรยานสำหรับเด็ก
  • คลินิกโภชนาการร่วม รพ.สต. ลดหวาน–มัน–เค็ม
  1. สิ่งแวดล้อม–การเรียนรู้
  • วันชวนปลูกไม้พื้นถิ่น–ปลูกพืชน้ำ, ส่องนก–ส่องแมลง, “วิทยาศาสตร์ริมหนอง” สำหรับโรงเรียน
  • งานตลาดสีเขียว สินค้าภูมิปัญญา–เกษตรปลอดเผา
  1. วัฒนธรรม–ครอบครัว
  • ลานดนตรีเยาวชนทุกปลายเดือน, หนังกลางแปลงครอบครัว, กิจกรรมวันสำคัญ–งานบุญชุมชน เชื่อมศิลป์ชนเผ่าท้องถิ่น

ทั้งหมดต้องเดินคู่กับ กติกาใช้พื้นที่ ที่ชัดเจน (เสียง–เวลา–ความสะอาด–การใช้จักรยาน–สัตว์เลี้ยง) เพื่อรักษาความสมดุลระหว่าง “ความสนุก” และ “ความสงบ” ของคนรอบหนอง

เสียงจากพื้นที่ความภูมิใจที่ “จับต้องได้”

นอกจากคำขอบคุณของผู้บริหารท้องถิ่น หลายครอบครัวเริ่มมองหนองน้ำพุเป็น สนามหลังบ้านของตำบล” เด็ก ๆ ได้มีที่วิ่งเล่น คนทำงานมีที่ปลดล็อกร่างกาย ผู้สูงอายุมีที่พบปะเพื่อนฝูง ยิ่งไปกว่านั้น หนองน้ำพุยังกลายเป็น จุดเริ่มต้นบทสนทนา เรื่องสิ่งแวดล้อม–สุขภาพ–วัฒนธรรม ที่ผู้คนมีส่วนร่วม—ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบาย

“หนองน้ำพุคือพื้นที่สาธารณะของทุกคน…เราจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ–คุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง” — ดร.ณัชชา กันทะดง นายก อบต.โป่งผา

“หนองน้ำพุ” คือกรณีศึกษาว่าการลงทุนพื้นที่สาธารณะอย่างมี วิสัยทัศน์–วินัย–วัฒนธรรมการมีส่วนร่วม สามารถแปลงงบประมาณ 180 ล้านบาทให้เป็น “สินทรัพย์สาธารณะ” ที่สร้างผลตอบแทนทางสังคม–เศรษฐกิจระยะยาวได้จริง อำเภอชายแดนอย่างแม่สายจึงไม่ได้มีเพียงภาพการค้าชายแดนคึกคัก แต่ยังมี อุทยานน้ำ–สวนสุขภาพชุมชน ที่เสริมคุณภาพชีวิตผู้คน

เมื่อพิธีส่งมอบเดินหน้า อบต.โป่งผาจะก้าวสู่บทบาท “ผู้จัดการสวน” ที่ท้าทาย—มีทั้งงานบำรุงรักษา การเงินโปร่งใส กิจกรรมที่เข้าถึงทุกวัย และระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ หากทำได้ครบ “หนองน้ำพุ” จะไม่ใช่เพียง แลนด์มาร์กใหม่ 82 ไร่ แต่เป็น สัญญาใจ ว่าพื้นที่สาธารณะคุณภาพดี สามารถเกิดและยืนยาวได้ ด้วยมือของคนในชุมชนเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา (อบต.โป่งผา), อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย (กระทรวงมหาดไทย)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง (DPT), กระทรวงมหาดไทย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข / สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News