Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ปรับเงื่อนไขร่วมลงทุนศูนย์ขนส่งสินค้า เชียงของ จ.เชียงราย 2,864 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 กรมการขนส่งทางบกปรับเงื่อนไขจูงใจเอกชนร่วมลงทุน (PPP) โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่าย รูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย !!! ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนได้ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2567 ถึง 20 กันยายน 2567 นี้

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 วงเงินโครงการรวมกว่า 2,864 ล้านบาท โดยให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนค่าที่ดิน และค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนค่าอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า อุปกรณ์สำนักงานและส่วนประกอบ และงานระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ และเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) ทั้งหมด รวมทั้งเป็นผู้รับความเสี่ยงทางด้านรายได้และจ่ายค่าสัมปทานให้ภาครัฐตลอดระยะเวลา 15 ปี นับจากปีเปิดให้บริการ ทั้งนี้ ประกาศเชิญชวนฉบับนี้ ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขบางส่วนให้สอดรับกับความต้องการของภาคเอกชน และสถานการณ์การขนส่งในปัจจุบัน เฉพาะในส่วนที่ไม่ขัดต่อหลักการของโครงการร่วมลงทุนตามที่ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดเป็นหนึ่งในโครงการตามแผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) ของกรมการขนส่งทางบก ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประชิดด่านพรมแดนเชียงของ และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) บนเนื้อที่กว่า 335 ไร่ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางถนน เป็นสถานีปรับเปลี่ยนการขนส่งระหว่างประเทศไปสู่ภายในประเทศ รองรับการขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างประเทศบนเส้นทางสาย R3A เชื่อมต่อการขนส่งระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีนฝั่งตะวันตก (นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน) รองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงาน CIQ ซึ่งจะช่วยสนับสนุน

ให้เป็นศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สามารถดำเนินพิธีการที่เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกได้ในจุดเดียว และยังรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (Modal Shift) ระหว่างทางถนนกับทางราง ผ่านโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย โดยปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก

อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2569 อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการบนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประสบความสำเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของภาคเอกชน ควบคู่กับการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ซึ่งการออกประกาศเชิญชวนในครั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางส่วนให้จูงใจภาคเอกชนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

โดยโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ของภาคเหนือ (Northern Logistics Hub) ช่วยลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการขนส่งสินค้า ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางให้เป็นระบบการขนส่งหลัก (Backbone) ของประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ภาคเอกชนที่สนใจสามารถติดต่อขอซื้อเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน ในราคาชุดละ 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ได้ที่ส่วนพัสดุและแผ่นป้ายทะเบียนรถ อาคาร 6 ชั้น 4 กรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2567 ถึง 20 กันยายน 2567 ทุกวันทำการ ระหว่างเวลา 09.00 น. ถึง 15.00 น. และสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากประกาศเชิญชวน โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย

โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.dlt.go.th หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักการขนส่งสินค้า กรมการขนส่งทางบก โทร. 0 2271 8492 – 3 ในวันและเวลาราชการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ไทยประชุมบูรณาการ สปป.ลาว ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์คิงส์โรมัน

 

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2567 ที่ห้องประชุม สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผช.ผบ.ตร.ได้ประชุมบูรณาการร่วมหน่วยงานความมั่นคงชายแดน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไทย-สปป.ลาว-เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ” โดยมี เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ฝ่ายปกครอง ทหาร คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีท่านคำเพ็ง กุมพัน หัวหน้าห้องว่าการเมืองต้นผึ้ง ท่านบุญถี ยัดทะวง รองหัวหน้ากองบัญชาการ ปกส.(ตำรวจ) เมืองต้นผึ้ง ท้าวอุ่นเรือน วิไซพัน หัวหน้าห้องการเทคโนโลยีและการสื่อสารเมืองต้นผึ้ง และท่านดาวเพ็ด วันมะแสง หัวหน้าหน่วยงานประสานชายแดนเมืองต้นผึ้ง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในการประชุมด้วย ซึ่งที่ประชุมมีการหารือเรื่องเดียวคือการปราบปรามขบวนการหลอกลวงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลีย่มทองคำ เมืองต้นผึ้ง ร่วมกัน

โดยมีมติร่วม 2 ข้อคือ 1.ทางการ สปป.ลาว จะไม่ยินยอมให้มีขบวนการหลอกลวงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอ์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำโดยเด็ดขาด โดยหลังจากวันที่ 25 ส.ค.เป็นต้นไปหากพบผู้เข้าไปลักลอบตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์รวมถึงคนไทยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของ สปป.ลาว อย่างเช้มงวด 2.เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องจึงจะมีการศึกษาและกำหนดแนวทางในการตั้ง “คณะทำงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามเขตแนวชายแดนระหว่างไทย-สปป.ลาว” ซึ่งในส่วนของฝ่ายไทยทาง พล.ต.ท.ธัชชัย ได้มอบหมายให้ตำรวจไซเบอร์และ ภ.5 ได้ศึกษาในการตั้งคณะกรรมการ โดยหากมีการแจ้งความดำเนินคดีในฝ่ายไทยก็จะมีการแจ้งข้อมูลต่อให้กับคณะกรรมการถ้าเป็นคนไทยก็นำมาลงโทษในประเทศไทยหรือหากมีหมายจับก็จะควบคุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.ธัชชัย กล่าวว่า การหารือครั้งนี้มีเพียงเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ เพราะถือเป็นปัญหาใหม่สำหรับการพูดคุยหารือกันระหว่างประเทศเพราะเราต้องการความมั่นใจว่าต่อไปนี้จะต้องไม่มีพื้นที่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนและมาหลอกลวงคนไทยอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ไทยได้มีการตัดสัญญานอินเตอร์เน็ตที่ส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผลคือมีการใช้สัญญานโทรศัพท์จากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นจนเกิดการโทรศัพท์ที่มีหมายเลขจำนวนมาหาคนไทย แสดงให้เห็นว่าแก๊งนี้ทำไม่ได้เหมือนเดิม และในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาแก๊งที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชาหลบหนีเข้ามายังฝั่งไทยที่ จ.ชลบุรี ซึ่งถูกตำรวจไทยจับกุมดำเนินคดีได้แล้วที่ อ.ศรีราชา ในที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : หน่วยงานความมั่นคงชายแดน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI

เปิดป้ายสถานชีวาภิบาลวัดหัวฝาย เปิดป้ายสถานชีวาภิบาลวัดหัวฝาย

 

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 67 เวลา 14.00 น. ที่วัดหัวฝาย ต.สันกลาง อ.พาน จ.เชียงราย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประกอบพิธีเปิดป้ายสถานชีวาภิบาลในชุมชนวัดหัวฝาย กุฏิชีวาภิบาลวัดหัวฝาย บ้านกลาง และชมรมคนพิการทางด้านการเคลื่อนไหวอำเภอพาน โดยได้รับเมตตาจาก พระครูปิยวรรณพิพัฒน์, ดร. เจ้าคณะตำบลสันกลาง เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย ประธานเครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ โดยมี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ ปลัดจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ นายวุฒิกร คำมา นายอำเภอพาน พร้อมด้วยนายอำเภอ ทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดเชียงราย นายศรีวรรณ วงค์จินา กำนันตำบลสันกลาง นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดเชียงราย พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และพี่น้องประชาชน ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในวันนี้ตนมีความตั้งใจที่เดินทางมาร่วมกับพี่น้องประชาชนทำพิธีเปิดป้ายสถานชีวาภิบาลในชุมชนวัดหัวฝาย กุฏิชีวาภิบาลวัดหัวฝาย บ้านกลาง และชมรมคนพิการทางด้านการเคลื่อนไหวอำเภอพาน ภายใต้ความเมตตาของ พระครูปิยวรรณพิพัฒน์, ดร. เจ้าคณะตำบลสันกลาง เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย ผู้นำคณะสงฆ์ผู้มีเมตตาสงเคราะห์ญาติโยมทั้งในจังหวัดเชียงราย และทั่วประเทศ กระทั่งท่านได้รับอาราธนานิมนต์ให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะท่านได้แสดงเจตนารมณ์ด้วยการ “ลงมือทำ” เป็นผู้นำดูแลกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ทั้งผู้พิการและผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ สอดคล้องตามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยและมหาเถรสมาคม 3 โครงการสำคัญ คือ 1) บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ร่วมกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม 2) โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ร่วมกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของ วัดและบ้าน ตามหลัก 5 ส. และ 3) โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5 ขยายผลสู่ หมู่บ้านศีลธรรม” ร่วมกับสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เพื่อรณรงค์ให้คนมีศีลธรรม ไม่ได้เพียงแค่ศาสนาพุทธ แต่รวมไปถึงศาสนาคริสต์ อิสลาม และทุกศาสนา

“วันนี้เราได้รับเมตตาจากพระสงฆ์องค์เจ้า พระครูปิยวรรณพิพัฒน์, ดร. เจ้าคณะตำบลสันกลาง เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย ได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการสงเคราะห์ญาติโยม ซึ่งสิ่งที่ท่านทำนั้นสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของพวกเราชาวมหาดไทยในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้นำของพื้นที่อำเภอ” คือ ท่านนายอำเภอทุกอำเภอ ต้องนำแนวทางนี้มาบูรณาการทำงานจับมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกอำเภอ ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลให้พี่น้องประชาชนมีความสุขที่เพิ่มมากขึ้น และขจัดปัดเป่าความทุกข์หรือปัญหาของชีวิตให้เบาบางลงจนหมดไป ซึ่งคำว่า บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เป็นปณิธานและจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่พี่น้องทั้งผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น ต้องช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ดังเช่นเมื่อสักครู่ จากการตรวจเยี่ยมพบปะพูดคุยกับผู้สูงอายุที่บ้านกลาง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ทำให้ได้ทราบข้อมูลว่า ป้าผู้มาพักไม่มีบ้านอยู่เพราะบ้านที่เคยอยู่ได้รับความเสียหาย โดยเมื่อกำนันตำบลสันกลางได้รับทราบข้อมูล จึงได้รับปากว่าจะช่วยซ่อมแซมบ้านให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน จึงขอขอบคุณท่านกำนัน และขอให้พวกเราชาวตำบลสันกลางได้ร่วมกับท่านกำนันช่วยกันดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมช่วยเหลือ เพื่อตำบลสันกลางของพวกเราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความรัก ความสามัคคี ความเมตตาการุญอาทรกันและกัน ดังที่วันนี้พวกเราทุกคนต่างมากันด้วยความสำนึกในบุญคุณของพระครูปิยวรรณพิพัฒน์, ดร. รวมทั้งขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ช่วยกันขยายผลสิ่งที่ดีนี้ไปยังทั่วทั้ง 231 หมู่บ้านของอำเภอพาน พร้อมทั้งช่วยกันชักชวนให้พื้นที่อื่น ๆ มาศึกษาดูงาน มาช่วยกันให้กำลังใจ ร่วมกันอนุโมทนา และดูแลให้สมาชิกของสถานชีวาภิบาลแห่งนี้ได้รับคำแนะนำที่ดีจากแพทย์ ให้ได้รับการดูแลจากอสม. ได้รับอาหารครบทุกหมู่ อยู่ในสถานที่ที่สะอาด สวยงาม รื่นรมย์ ด้วยความสุข” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า สิ่งสำคัญที่พวกเราในฐานะผู้นำพื้นที่ ตลอดจนถึงผู้นำท้องที่ และท้องถิ่น ต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชน นั่นคือ “สุขภาพพลานามัย” ด้วยการส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายในทุกวัน ค้นหาผู้นำการออกกำลังกายมาทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความเข้มแข็ง มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งการจะทำให้คนอำเภอพานทั้ง 100% ได้มีสุขภาพที่ดี ต้องทำอย่างน้อยที่สุด 3 เรื่อง คือ 1) เรื่องอาหาร ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริ บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และทางนี้มีผลผู้คนรักกัน ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานไว้เป็นแนวทางในการ พึ่งพาตนเองด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ไว้ในบริเวณพื้นที่ว่างของบ้าน และริมถนนสาธารณะ หรือพื้นที่สาธารณะของชุมชน เพื่อที่สมาชิกในหมู่บ้าน/ชุมชน จะได้มีสุขภาพที่ดีจากการบริโภคพืชผักปลอดสารพิษเหล่านี้ และยังเป็นการส่งเสริมพลังความรักสามัคคี เพราะทุกคนจะได้ร่วมกันเอามื้อสามัคคี ได้ออกกำลังกายไปในตัว และยังจะได้มีพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้แบ่งปันภายในหมู่บ้าน/ชุมชน 2) เรื่องการออกกำลังกาย ด้วยการต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที บริเวณพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน/ชุมชน หรือพื้นที่ว่างภายในบ้าน ซึ่งการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบ โดยหากทุกคนทำอย่างต่อเนื่องก็จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และ 3) เรื่องการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพพลานามัย ต้องระมัดระวังอย่าให้ตนเองเป็นคนประมาทที่ไม่รู้เรื่องการประพฤติปฏิบัติตัวว่า “กินอะไรที่จะส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ” โดยเฉพาะโรคที่สำคัญ เมื่อเป็นแล้วเป็นเวรเป็นกรรม น่าสงสารที่สุด นั่นคือ “โรค Stroke หรือเส้นเลือดในสมองชำรุด รั่ว ซึมแตก หรือชื่อเป็นทางการว่า “โรคหลอดเลือดสมอง” โดยขอให้ท่านนายอำเภอได้เชิญชวนให้คนในอำเภอพาน และทุกอำเภอ สมัครเข้าร่วมโครงการเดินวิ่งปั่นแสงนำใจไทยทั้งชาติ ครบ 100% ซึ่งในวันจัดกิจกรรมนั้นก็สามารถใช้พื้นที่ถนนในพื้นที่อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน จัดกิจกรรมพร้อมกับส่วนกลางได้

“อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญถัดมา คือการดูแลสุขภาพอนามัยของเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา กระทั่งเป็นเด็กเล็ก เด็กโต ด้วยการส่งเสริมการดูแลสุขภาพอนามัยของแม่ เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารที่ถูกต้องตามหลักสาธารณสุข และเมื่อคลอดออกมาแล้วต้องมีคู่มือในการดูแลให้เด็กเล็กได้รับการบริโภคสารอาหารที่ครบถ้วน ขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดสถานที่สำหรับสันทนาการควบคู่การเรียนรู้ โดยสามารถบูรณาการร่วมกับมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา เพื่อให้มีพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กเล็ก ได้ฝึกสมองและฝึกกล้ามเนื้อ ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์ และเมื่อเด็กโตขึ้นก็ให้ได้รับการบริโภคอาหารครบทั้ง 5 หมู่ มีสถานที่ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และพื้นที่ในการเรียนรู้ตามวัย ในท้ายที่สุดเด็กทุกคนต้องได้รับการเรียนหนังสือ หากพบเด็กที่พบปัญหาขาดแคลนทุนการศึกษา วัสดุอุปกรณ์ ทุกคนต้องช่วยกันเป็นจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ โดยไม่ต้องผ่านการฝึกอบรม ไม่ต้องมีเครื่องแบบ แต่ต้องมี “ใจและความประพฤติปฏิบัติ” ที่เป็น “จิตอาสา” เฉกเช่นสิ่งที่พระครูปิยวรรณพิพัฒน์, ดร. ทำ ถือเป็นจิตอาสาชั้นอ๋อง อันหมายความว่า เป็นจิตอาสาที่มีความโดดเด่น เพราะใจท่านมีความเมตตากรุณาอยากช่วยเหลือสงเคราะห์ศรัทธาญาติโยมทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ดังนั้น พวกเราคนหมู่บ้านเดียวกัน รู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลและนำข้อมูลข่าวสารไปยังผู้นำท้องที่ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่น คือ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายราชการ คือ ปลัดอำเภอ และข้าราชการผู้รับผิดชอบประจำตำบล ถึงนายอำเภอถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงผู้นำทางศาสนา คือ หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ เพราะข้อมูลหลายส่วนไปไม่ถึงฝ่ายราชการ จึงขอให้วิถีชีวิตเราตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ช่วยกันเป็นหูเป็นตา เราจะไม่เพิกเฉยถ้าเกิดเจอปัญหาที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าเราช่วยกันแก้ไขได้ในพื้นที่ เราก็จะช่วย ช่วยไม่ได้เพราะเกินกำลังเราก็จะบอก “ผู้นำ” ที่สามารถพึ่งพาได้ และสิ่งที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย คือ ต้องพาลูกหลานเข้าวัดเข้าวา ถ่ายทอดองค์ความรู้ศิลปวัฒนธรรม การทำอาหาร การทำบุญใส่บาตร รู้จักไหว้พระก่อนนอน กราบพระรัตนตรัยทุกคืน ก่อนออกจากบ้านก็ต้องไหว้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย กลับมาบ้านก็ต้องไหว้ ซึ่งจะส่งผลให้เขาเป็นเด็กที่มีความอ่อนหวาน เป็นเด็กเรียบร้อยเป็นคนดี แต่ที่สำคัญพ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันขยายผลทำความ ดี ด้วยหัวใจ ช่วยกันดูแลกลุ่มเปราะบาง ช่วยกันขยายผลโครงการชีวาบาล โรงเรียนผู้สูงอายุ ในการทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้มีคุณูปการต่อครอบครัว ต่อสังคม ที่บั้นปลายมีความยากลำบากเพราะสุขภาพร่างกายและครอบครัวไม่เอื้ออำนวยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยกันทำให้สมกับคำว่า บ้านเมืองไทยของเราเป็นเมืองพุทธ ดังนั้น ความเมตตากรุณา การช่วยเหลือสงเคราะห์ที่ท่านพระครูปิยวรรณพิพัฒน์, ดร. ได้ดำเนินการอยู่ดีนี้ พี่น้องประชาชนทุกคนต้องช่วยกันสนับสนุน ทำให้เกิดขึ้นที่บ้าน ที่หมู่บ้าน และที่ตำบลของพวกเรา โดยมีนายอำเภอ กำนัน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยทำให้เกิดขึ้นเต็มพื้นที่ของอำเภอพาน เพื่อที่พวกเราทุกคนจะมีความสุขด้วยกัน จากการที่พวกเราช่วยกัน ทำความ ดี ด้วยหัวใจ เป็นกำลังสำคัญของการดูแลช่วยเหลือครอบครัว ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด และประเทศชาติมีความมั่นคง ทำให้พี่น้องประชาชนคนที่เป็นญาติมิตรและคนที่เรารู้จักและไม่รู้จักได้มีความสุขอย่างยั่งยืน เพื่อความสุขที่เรามีด้วยกันจะช่วยทำให้ประเทศชาติและสังคมของเรามีความมั่นคงอย่างแน่แท้ตลอดไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ครูแดงแนะตั้งหน่วยเฉพาะกิจดูแล ช่วยให้สัญชาติไทย’ชาวไทลื้อเชียงราย’

 

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ได้นำสื่อมวลชนจากส่วนกลางกว่า 10 คนลงพื้นที่ชุมชนชาวไทลื้อบ้านร่มโพธิ์ทอง จังหวัดเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนประเด็นผู้เฒ่าไร้สัญชาติภายหลังจากที่ผู้เฒ่ากลุ่มใหญ่ได้ร้องเรียนถึงความล้าช้าในกระบวนการแปลงสัญชาติเนื่องจากแต่ละคนตกอยู่ในสภาพเปราะบางเพราะต่างสูงวัย โดยมีสมาคมไทลื้อเชียงราย นายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดเวทีให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนซึ่งมีชาวบ้านเชื้อสายไทลื้อประมาณ 300 คนเข้ารวม

นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” กรรมการผู้ก่อตั้ง พชภ. และอดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย กล่าวว่าปัญหาที่ จ.เชียงราย คือ ผู้เฒ่าที่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ ได้ส่งคำร้องที่คณะกรรมการฯ ระดับจังหวัดไปกรมการปกครองแล้ว จำนวนรวมกว่า 1,332 คำร้อง แต่ได้รับการแปลงสัญชาติเพียง 239 ราย ยังไม่ได้พิจารณาอีก 1,093 คำร้อง ก่อนหน้านี้การแปลงสัญชาติต้องมีเกณฑ์ต่างๆ แต่หลังจากการขับเคลื่อนแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ จนปี 2563 ได้มีหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ให้ปรับปรุงแนวทางการประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพรบ.สัญชาติ พศ.2508 ปรับลดเกณฑ์ลงสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป

“คุณสมบัติความเป็นพลเมืองดี เราได้ผลักดันจนยกเลิกเป็นให้ใช้พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ 3 คน ความรู้ภาษาไทย อ่านเขียนร้องเพลงชาติยกเลิกแล้ว ตอนนี้เหลือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ถิ่นที่อยู่ 5 ปี ก่อนแปลงสัญชาติ และ ทร.14 เคสที่มาพบวันนี้เป็นผู้เฒ่าเชื้อสายไทยลื้อ ที่ส่วนใหญ่อพยพมาจากสิบสองปันนาจีนตอนใต้ เชียงตุง ท่าขี้เหล็ก อยู่มามากกว่า 50 ปี การตรวจสอบระดับจังหวัดไปแล้ว 40 คน พบว่าผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วกว่า 10 คน กระบวนการล่าช้าทำให้เขาเสียสิทธิและผู้เฒ่าถือว่าเป็นบุคคลที่เปราะบางที่สุด ซึ่งเขาเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของลูกหลานคนไทย ที่ร่วมสร้างบ้านแปลงเมือง อยู่มานานมีถิ่นฐานอยู่ที่นี่”นางเตือนใจกล่าว

นางเตือนใจกล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาความล่าช้า กรมการปกครองมีข้อเสนอให้ยกระดับความสำคัญของงานสัญชาติ และจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลเรื่องสถานะบุคคลหรือสัญชาติ ส่วนที่วุฒิสภาเสนอที่ตรงกับภาคประชาสังคมให้มีหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลเรื่องสัญชาติ และยกระดับความสำคัญ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพในแง่โครงสร้าง บุคลากร ความรู้ความเข้าใจและทรัพยากรสนับสนุน

นายแอ่น ลิวไชย นายกสมาคมชาวไทลื้อ จ.เชียงราย กล่าวว่า ชาวบ้านไทลื้อ อ.แม่สาย อ.แม่สรวย อ.แม่จัน อ.เวียงป่าเป้า ฯลฯ พี่น้องไทยลื้อได้ลงแรงทำมาหากิน ไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมายหรือเสื่อมเสีย

“เราขอความเมตตาจากรัฐบาลไทย เรามาอยู่ไทยมายาวนาน ลูกเต้าเราเป็นคนไทย เป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นครู ฯลฯ แต่พ่อแม่ยังติดขัด ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนไทย หากได้สัญชาติไทยได้เข้าระบบบัตรประชาชนก็จะยินดีมาก ผมได้คุยกับนายอำเภอที่เชียงของ และที่แม่สรวยนี้ เราไม่ได้ทำให้ท่านลำบากใจไม่ได้เอาคนมาสวมมาใส่ ทำตามกฎหมาย เราช่วยกันมีอะไรก็ช่วยกัน วันนี้ขอร้องขอความเมตตาเจ้านาย ขอท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” นายแอ่น กล่าว

ด้านนายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ทำเรื่องขอสัญชาติผ่านอำเภอ 48 คน เสียชีวิต 5 ราย รวมแล้วมีผู้ทำเรื่อง 43 คน ได้รับสัญชาติ 11 คน และเหลืออีก 32 คนอยู่ระหว่างพิจารณา ขณะนี้ทางอำเภอกำลังจัดเตรียมเอกสาร 17 ราย ยื่นไปจังหวัดแล้ว 14 ราย โดยงานทะเบียนอำเภอมีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน แต่ดูแลประชาชนกว่า 70,000 คน อย่างไรก็ตามจะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด

นายพรม พรชัย ชาวบ้านร่มโพธิ์ทอง อ.แม่สรวย กล่าวว่า คนที่ไร้สัญชาติไทยไม่มีบัตรประชาชนอย่างพวกตตนถ้าไม่มีเงินสดซื้อของไม่ได้เพราะไม่มีบัตรประชาชน แต่คนมีบัตรประชาชนไม่มีเงินก็เอาบัตรเซ็นได้

“ผมได้ยื่นขอแปลงสัญชาติตั้งแต่ปี 2560 จนปี 2563 เข้าไปสอบที่จังหวัดแล้ว ร้องเพลงชาติแล้ว แต่ผ่านมาเวลานี้ก็ยังไม่ได้รับการแปลงสัญชาติ ตอนนี้คนที่เคยไปขอแปลงสัญชาติตายไปแล้ว 10 คน ผมขอฝากเรื่องนี้ด้วย” นายพรม กล่าว

ขณะที่นายแสง ศรีวิชัย ชาวบ้านจาก อ.แม่จัน กล่าวว่า ได้ยื่นขอแปลงสัญชาติตั้งแต่ปี 2559 ร้องเพลงชาติที่ศาลากลางแล้วก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่ลูกหลานได้เป็นคนไทยหมดทุกคน โดยคนเฒ่าที่ขอแปลงสัญชาติตายไปแล้วนับสิบคน เขาบอกว่าได้แน่นอน คือนอนตาย หรืออย่างไร

นายทูล วงศา ชาวบ้านจาก อ.แม่สาย กล่าวว่า ตนเองเข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2510 แรกๆ ไม่รู้จักและไม่สนใจเรื่องบัตรประชาชน แต่ทำให้เกณฑ์ทหารไม่ได้ ตนได้เป็นทหารรับจ้างสู้กับคอมมิวนิสต์ ปี 2523-2525 เห็นทหารกองพล 93 เอาคนไปสู้รบจนได้สัญชาติ ก็อยากทำเช่นนั้นบ้าง ที่แม่สายมีไทลื้อ 27 หมู่บ้าน รวมกัน 1,000 กว่าครอบครัว สำรวจเมื่อปี 2545

“ปี 2559 อำเภอมีหนังสือแจ้งว่าผู้เฒ่าไร้สัญชาติ อายุ 65 ปีขึ้นไป และต่อมาแก้เป็น 60 ปี เราก็ไปยื่น ตอนนี้ได้ประมาณ 100 คนแรก ยังเหลืออีก 500 คน อยากให้ช่วยดูแลให้ระยะเวลาสั้นลง เพราะกระบวนการ 730 วันยาวนานมากและหลายคนก็รอไม่ไหว ขออำลา ที่แม่สายรอไม่ไหวเสียชีวิตไปมากกว่าสิบคน” นายทูล กล่าว

ในขณะที่นายตาน ชาวบ้านจาก อ.เมือง (ห้วยปลากั้ง) อายุ 73 ปี กล่าวว่า เข้ามาตั้งแต่ปี 2520 ยังถือบัตรเลข 6 อยากรู้ว่าหากจะไปเป็นสัญชาติไทยต้องทำอย่างไร จะขอได้หรือไม่

“เคยไปที่ศาลากลางปี 2557 ขอที่อำเภอเขาก็บอกว่ายังไม่อนุมัติ ปัจจุบันก็แก่กันแล้ว อยู่มานาน ลูกหลานได้เป็นคนไทย หลานเป็นทหารสองคน ไทลื้อ บัตรเลข 6 มีเยอะ ถามอำเภอก็บอกรอก่อน ขอเบอร์ไว้แต่ก็ไม่โทรมาบอกข่าวดี ขึ้นเครื่องบินหรือออกต่างจังหวัดต้องขอหนังสือเดินทาง หัวขาวแล้วยังต้องขอใบเดินทาง เจ้าหน้าที่เรียกตรวจออกต่างจังหวัด ถูกจับถูกปรับเป็นพันเป็นหมื่น” นายตาน กล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้เชียงราย ทุกอำเภออยู่ระดับเฝ้าระวังสถานการณ์

 

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายได้แจ้งสภาพอากาศจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ที่่านมาว่ามีฝนปานกลาง – อ่อน ในบางพื้นที่ของจังหวัด และมีฟ้าหลัวสลับปลอดโปร่งในตอนกลางวัน ซึ่งหลังจาก 14 สิงหาคม 2567 ได้เกิดฝนตกต่อเนื่องสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 อำเภอ 12 ตำบล 34 หมู่บ้าน 1 เทศบาลนคร (5ชุมชน) ตลาด/ชุมชนเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ 2 แห่ง ดังนี้ อำเภอแม่สาย ตำบลเวียงพางคำ ม.1 เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. แม่น้ำสายบริเวณจุดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ไทย-เมียนมา เพิ่มระดับสูงขึ้น จนล้นตลิ่งเข้าท่วมตลาดการค้าชายแดน “ตลาดสายลมจอย” และชุมชนโดยรอบ ส่วนตำบลแม่สาย ม.1 น้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนและถนนในชุมชน อปท. และประชาชนวางแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม และตำบลเกาะช้าง ม.6 เวลา 09.10 น. พนังดินกั้นแม่น้ำสายที่บ้านป่าซางงาม ม.6 ถูกกระแสน้ำกัดเซาะ พังทลายลง มวลน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรด้านล่าง

อำเภอเมืองเชียงราย ตำบลแม่ยาว ม.10,14 น้ำหลากท่วมพื้นที่เกษตร อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย และมีดินสไลด์ ต้นไม้ล้มทับกีดขวางถนนเป็นบางจุด ด้านตำบลนางแล ม.11 น้ำนางแลกัดเซาะพนังกั้นน้ำ ได้รับความเสียหาย ส่วนตำบลบ้านดู่ น้ำป่าดอยโป่งพระบาทไหลเข้าเขตชุมชน ได้รับผลกระทบประมาณ 5 หมู่บ้าน และน้ำท่วมผิวจราจรถนนพหลโยธินสาย 1 ฝั่งขาขึ้น (ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อธนพิริยะจนถึงคุ้มภูคำ) รถสัญจรได้ทางเดียว และในเขตเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนห้วยปลากั้ง/ชุมชนแควหวาย/ชุมชนวัดใหม่หน้าค่าย/ชุมชนสันกลาง/ชุมชนสันเมืองเหล็ก (ซอย18 มิถุนา 6/3) น้ำท่วมขัง/น้ำล้นท่อรอการระบาย/น้ำล้นจากคลองระบายน้ำ ท่วมหมู่บ้านจัดสรร บ้านเรือนประชาชน และผิวถนนเป็นบางจุด ระดับน้ำทรงตัวรถเล็กสามารถสัญจรผ่านได้ เทศบาลนครเชียงราย ออกสำรวจความเสียหาย กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ/ท่อระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
 
อำเภอแม่จัน ตำบลป่าตึง ม.1,3,4 ‘แม่น้ำจันล้นตลิ่ง ท่วมบ้านเรือนราษฎรและถนนภายในหมู่บ้าน รถเล็กยังสามารถสัญจรได้ ในขณะที่ตำบลแม่คำ (พื้นที่ 8 หมู่บ้าน) น้ำท่วมถนนในหมู่บ้านเป็นบางจุด ในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสายน้ำคำ
อำเภอแม่ฟ้าหลวง ตำบลแม่สลองนอก ม.10 ดินสไลด์ กำแพงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านแม่จันหลวง ม.10 ทรุดตัวลง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนที่ตำบลเทอดไทย ม.1,4,16 ดินสไลด์ บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 3 หลัง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีดินสไลด์และต้นไม้ล้มทับถนน 4 จุด ได้แก่ เส้นทางบ้านเทอดไทย – บ้านปางมะหัน / เส้นทางบ้านเทอดไทย – เเม่หม้อ/ เส้นทางบ้านปูนะ – บ้านจะตี/ เส้นทางบ้านห้วยหม้อ – บ้านทูหมออาเน สำหรับที่ตำบลแม่สลองใน ม.1,9,14,15 ม.1 ดินสไลด์บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 1 หลัง/ ม.9,14,15 มีดินสไลด์และต้นไม้ล้มทับถนน อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดเส้นทาง รถยนต์ยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้
 
แนวโน้มสถานการณ์ อยู่ในระดับเฝ้าระวัง ภาพรวมระดับน้ำแม่น้ำสายหลัก มีแนวโน้มทรงตัว ด้านนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สั่งการและเน้นย้ำให้ทุกอำเภอ เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากน้ำล้นตลิ่งอย่างต่อต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อม เครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ กำลังพลพร้อมให้ความช่วยเหลือทันทีตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับการร้องขอ และเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ชวนเที่ยว 13 – 15 ส.ค. มหกรรมเปิดโลกอุทยานธรณีเพื่อการท่องเที่ยว

 

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานธรณีเชียงราย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมเปิดโลกอุทยานธรณีเพื่อการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย” ตอน “ธรณีมหัศจรรย์ สร้างสรรค์อัตลักษณ์เชียงราย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 สิงหาคม 2567 ณ หอประวัติเมืองเชียงราย 750 ปี

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายพชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางสาวศิรประภา ชาติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมงาน

ในพิธีเปิด นายก อบจ.เชียงราย กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน และชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของอุทยานธรณีเชียงราย ซึ่งเป็นอุทยานธรณีใหม่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวและการเผยแพร่องค์ความรู้ทางธรณีวิทยา

“อุทยานธรณีเชียงรายมีศักยภาพที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการเผยแพร่องค์ความรู้ทางธรณีวิทยา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายมีความมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายก อบจ.เชียงราย กล่าว

การจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงเรื่องราวทางธรณีวิทยากับอัตลักษณ์เฉพาะตัวของจังหวัดเชียงราย ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมและความหลากหลายของเรื่องราวในแต่ละชุมชน ซึ่งการจัดงานยังใช้กระบวนการบริหารจัดการ “จากล่างสู่บน” เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว

“Geopark is people” คือแนวคิดหลักของการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งมุ่งเน้นการให้ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยการจัดกิจกรรมและการพัฒนาต่าง ๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานในท้องถิ่นเป็นหลัก การสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจให้กับชุมชนจะช่วยให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ศาสตร์แขนงอื่น ๆ และพัฒนาจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน

งานนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุทยานธรณีเชียงรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงรายต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กอ.รมน.ภาค 3 ฟื้นฟูความชุ่มชื้น ป่าไม้จากต้นกล้าและเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา

 

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ พลตรี ณภัทร สุมาทัย ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการน้ำและป่าต้นน้ำ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ได้ร่วมกันเปิดการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และการเพาะเชื้อเห็ดตามโครงการฟื้นฟูความชุ่มชื้นป่าไม้จากต้นกล้าและเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ณ ห้องประชุมเชียงรุ้ง 2 โรงแรมเวียงอินทร์ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย

การอบรมนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการฟื้นฟูความชุ่มชื้นของป่าไม้ โดยการใช้เชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ป่าเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการผลิตเห็ดบริโภคเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ในงานมี พันเอก จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ รอง ผอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และวิทยากรจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ กรมป่าไม้, วิทยากรปราชญ์ชาวบ้าน และวิทยากรจาก กอ.รมน.ภาค 3 มาบรรยายและถ่ายทอดความรู้

การอบรมมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็น 2 รุ่น ซึ่งเป็นเกษตรกรเครือข่าย กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกในการรักและหวงแหนพื้นที่ป่าไม้ พร้อมทั้งการสร้างป่าใหม่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยการใช้เชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาซึ่งช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นไม้และทำให้ป่าไม้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

โครงการนี้ยังมีเป้าหมายในการลดปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 โดยการลดการเผาป่าเพื่อทำการเกษตร ซึ่งเป็นวิธีการเดิมที่ส่งผลให้เกิดมลพิษและความเสี่ยงต่อสุขภาพ การปลูกป่าใหม่และการใช้เห็ดไมคอร์ไรซาไม่เพียงแต่ช่วยในการฟื้นฟูความชุ่มชื้นของป่า แต่ยังสามารถผลิตเห็ดที่บริโภคได้ และนำไปขายสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

เห็ดไมคอร์ไรซาเป็นเชื้อราที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบรากของต้นไม้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้ต้นไม้เติบโตเร็วและมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น อีกทั้งเห็ดยังเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการ

การสร้างรายได้จากการผลิตเห็ดไม่เพียงแต่ช่วยให้ครอบครัวมีรายได้เสริม แต่ยังสามารถช่วยลดการพึ่งพาการเผาป่าและส่งเสริมการจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ยั่งยืนอีกด้วย การอบรมในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ.เชียงราย ก่อนหมดวาระ 19 ธันวาคม 2567 นี้

 

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 นายพุฒฺพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ณ ห้องประชุมเวียงชัยนารายณ์ ชั้น 3 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี นายชูชาติ สุขสงวน ผอ.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดเชียงราย ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการแบ่งเขตเลือกตั้งฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมตามประกาศให้มีคณะกรรมการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ในการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้ง นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาประกอบการพิจารณาการแบ่งเขตเลือกตั้ง แล้วรวบรวมสรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าว พร้อมผลการพิจารณาอย่างน้อย 3 รูปแบบพร้อมความคิดเห็น เรียงตามความเหมาะสมเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเร็ว

โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณารูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เฉพาะอำเภอที่แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จำนวน 6 อำเภอ ได้แก่ 
  1. อำเภอแม่สาย 2 เขต 
  2. อำเภอพาน 4 เขต 
  3. อำเภอเทิง 3 เขต 
  4. อำเภอเมืองเชียงราย 7 เขต 
  5. อำเภอแม่สรวย 2 เขต 
  6. และอำเภอเวียงป่าเป้า 2 เขต 
และได้มีการพิจารณารูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เฉพาะอำเภอที่ใช้เขตเลือกตั้งเดิม ได้แก่ 
  1. อำเภอแม่จัน 3 เขต 
  2. อำเภอเชียงของ 2 เขต 
  3. อำเภอแม่ฟ้าหลวง 2 เขต 
  4. และกรณี 1 เขต 9 อำเภอ รวมอำเภอเชียงแสน เหลือ 1 เขต 
 
โดยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 18 อำเภอ ของจังหวัดเชียงราย รวมทั้งสิ้น 36 คน โดยแบ่งตามอำเภอ ได้แก่ 
  1. อำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 7 คน 
  2. อำเภอพาน จำนวน 3 คน 
  3. อำเภอแม่สาย จำนวน 3 คน 
  4. อำเภอเทิง จำนวน 2 คน 
  5. อำเภอแม่จัน จำนวน 3 คน 
  6. อำเภอแม่สรวย จำนวน 2 คน 
  7. อำเภอเวียงป่าเป้า จำนวน 2 คน 
  8. อำเภอเชียงของ จำนวน 2 คน 
  9. อำเภอแม่ฟ้าหลวง จำนวน 2 คน 
  10. อำเภอเชียงแสน จำนวน 2 คน 
  11. อำเภอเวียงชัย จำนวน 1 คน 
  12. อำเภอป่าแดด จำนวน 1 คน 
  13. อำเภอพญาเม็งราย จำนวน 1 คน 
  14. อำเภอเวียงแก่น จำนวน 1 คน 
  15. อำเภอขุนตาล จำนวน 1 คน 
  16. อำเภอแม่ลาว จำนวน 1 คน 
  17. อำเภอดอยหลวง จำนวน 1 คน 
  18. และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จำนวน 1 คน
 
 ตามจำนวนราษฎรที่ใช้ในการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นไปตามแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎร ตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉพาะราษฎที่มีสัญชาติไทย (หนังสือสำนักงาน กกต.ที่ ลต 0012/ว 227 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563)
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE FEATURED NEWS

CEA หนุนศักยภาพเชียงราย ‘เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ’ ยูเนสโก

 

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ เชียงราย ภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ร่วมเปิดงาน “Chiang Rai Sustainable Design Week 2024” หรือ “เทศกาลเชียงรายเมืองออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2567” ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Chiang Rai Creature” หรือ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมือง” ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2567 ณ อาคาร OTOP ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรก โดยมีนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมเปิดงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 มุ่งชูศักยภาพของเชียงรายในการเป็น ‘เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ’ ที่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UCCN, Chiang Rai City of Design) พร้อมตอกย้ำการพัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองที่ใช้ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ และ ‘การออกแบบ’ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองเชียงราย

นอกจากนี้ CEA ยังได้เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม “สล่ากาแฟ” หรือ “Chiang Rai Specialty Coffee Showcase” และ “ธุลีกาศ” หรือ “SMOG” โดยมี ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวเปิดงาน ทั้ง 2 กิจกรรมมุ่งเน้นการส่งเสริมสินทรัพย์ในพื้นที่ของจังหวัด และทดสอบแนวคิดการใช้งานออกแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในเชียงราย  โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับนักสร้างสรรค์ จาก 69 องศา ภาคีเครือข่ายธุรกิจกาแฟของเชียงราย และ FabCafe Bangkok  

ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่าสำหรับ CEA ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่สนับสนุนและส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกทุกเมืองในประเทศไทย การพัฒนา ‘เมืองสร้างสรรค์’ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ CEA โดย ‘เชียงราย’ ได้รับการประกาศเป็นสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกด้านการออกแบบในปี 2566 นับเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ให้กับเชียงรายในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม CEA จึงมุ่งมั่นที่จะใช้องค์ความรู้และเครือข่ายในการส่งเสริมเชียงรายให้เป็นต้นแบบเมืองสร้างสรรค์ระดับสากล และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน

“CEA เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพของเชียงรายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงราย โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างระบบนิเวศทางความคิดสร้างสรรค์ที่เข้มแข็ง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักออกแบบท้องถิ่น และประยุกต์ใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ การร่วมผลักดันเมืองเชียงรายในฐานะเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงรายให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล” 

CEA ร่วมจัดกิจกรรมภายใต้ “Chiang Rai Sustainable Design Week 2024”

“Chiang Rai Sustainable Design Week 2024” หรือ “เทศกาลเชียงรายเมืองออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2567” จะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงมอบโอกาสให้นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ เครือข่ายชุมชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง ได้พบปะ แลกเปลี่ยนไอเดีย มุมมอง และประสบการณ์ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ ด้วยการสร้างโอกาสในเรียนรู้และทดลองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เพื่อออกแบบและพัฒนาเมืองเชียงรายไปด้วยกัน

เทศกาลฯ เป็นความร่วมมือระหว่าง CEA ร่วมกับสำนักงานจังหวัดเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลเมืองเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักสร้างสรรค์ และหน่วยงานเครือข่ายภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ CEA ได้นำร่องจัด 3 กิจกรรมภายใต้เทศกาลฯ โดยร่วมกับพันธมิตรอย่าง FabCafe ฺBangkok, 69 องศา และ MAYDAY! จัดงานที่ส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ มุ่งผลักดันเชียงรายใน 3 มิติ ให้เป็นทั้งเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว ได้แก่

  1. เมืองน่าอยู่ –SMOG I ธุลีกาศ โดยร่วมกับ FabCafe Bangkok กิจกรรมเสวนา โชว์เคสและเวิร์กช็อปที่จะมานำเสนอแนวทางเปลี่ยนขยะที่เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร ให้กลายเป็นสินทรัพย์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับนักสร้างสรรค์ ซึ่งนอกจากจะสร้างมูลค่าแล้ว ยังช่วยลดปัญหาฝุ่นและไฟป่าซึ่งพบบ่อยในเชียงราย ทั้งยังส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  2. เมืองน่าลงทุน –Chiang Rai Specialty Coffee Showcase I สล่ากาแฟ โดยร่วมกับ 69 องศา และเครือข่ายธุรกิจกาแฟ กิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปที่เชิญชวน Coffee Lover มาเพิ่มทักษะด้าน “กาแฟ” สินทรัพย์ที่โดดเด่นของเชียงราย พร้อมส่งเสริมกาแฟให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ของเชียงราย ให้ทั้งรสชาติดีและมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กาแฟของไทย 
  3. เมืองน่าเที่ยว –Chiang Rai MOVE I วน “เวียง” เจียงฮาย โดยร่วมกับ MAYDAY!  และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลเมืองเชียงราย และสถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงราย EV Bus Chiang Rai และบัสซิ่ง ทรานสิท กับ Go Go Bus นำเสนอเส้นทางเดินรถทั้งหมด 2 สาย โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ร่วมกันสร้างแนวคิดการออกแบบขนส่งสาธารณะ ที่ครอบคลุมพื้นที่และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่เดิม เพื่อให้คนเจียงฮายเดินทางได้สะดวกสบายและสนุกยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้งาน Go Go Bus ได้ฟรีตลอดเทศกาลฯ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน และศักยภาพของคนในพื้นที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการและโชว์เคสจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา และผู้ประกอบการ การสัมมนาทางวิชาการด้านการออกแบบสร้างสรรค์ รวมถึงตลาด Design Market ที่รวบรวมสินค้าดีไซน์และแบรนด์ที่สะท้อนศักยภาพพื้นถิ่นอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องแต่งกาย ไลฟ์สไตล์ ของแต่งบ้าน อาหารสร้างสรรค์ Green Market & Local Spa และกิจกรรมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ เช่น เวิร์กช็อป เสวนา ดนตรีและการแสดง และกิจกรรมเดินแบบแฟชั่นผ้าไทย ผ้าพื้นถิ่น ในแนวคิดเชียงรายสร้างสรรค์ ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย

CEA เชื่อมั่นว่าเทศกาลฯ จะจุดประกายไอเดียใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์ได้นำเสนอผลงานที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้นผ่านการออกแบบ นับเป็นการส่งเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการออกแบบ รวมถึงสร้างสรรค์องค์ความรู้ สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้คนและธุรกิจในย่าน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ ในการส่งเสริมและผลักดันเชียงราย ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน และมาร่วมขับเคลื่อน ‘สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมือง’ ผ่าน ‘การออกแบบ’ และ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ในเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อย่างเชียงราย ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ที่น่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยว และเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ CEA ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป” ดร. อรรชกา กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน): สศส. หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA จัดตั้งขึ้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2561 โดยการยกระดับ TCDC ขึ้นเป็นองค์การมหาชนในกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว หนึ่งในภารกิจที่สำคัญของ CEA คือการสร้างย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง โดยการส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ที่เอื้อต่อบรรยากาศสร้างสรรค์และการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ตลอดจนมีความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงสู่ชุมชนโดยรอบให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น CEA ยังทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต จากการพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือยกระดับธุรกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (Public Organization)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Chiang Rai Sustainable Design Week 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงราย ลงตรวจมาตรฐานขนาดลำไย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

 

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เวลา 14.00 น. นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคณะทำงานตรวจสอบมาตรฐานเครื่องคัดขนาดลำไยสดตัดขั้ว (รูดร่วง) จังหวัดเชียงราย ร่วมกันตรวจสอบเครื่องคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน เพื่อกำกับดูแลให้ได้ตามมาตรฐานในการคัดขนาดลำไย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และลดข้อขัดแย้งระหว่าง ผู้ซื้อและผู้ขาย ณ บริษัท ไท้หยวนจินซาน จำกัด ที่ตั้งเลขที่ 194 หมู่ 9 ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

โดยคณะทำงานตรวจสอบมาตรฐานเครื่องคัดขนาดลำไยสดตัดขั้ว (รูดร่วง) จังหวัดเชียงราย กำหนดแผนออกตรวจสอบเครื่องคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน ที่อยู่ระหว่างการใช้งาน สำหรับรับซื้อลำไยสดรูดร่วง ในเดือน สิงหาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ลำไยจังหวัดเชียงรายออกสู่ตลาดมาก

ทั้งนี้ เครื่องคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน ปัจจุบันใช้เป็นตัวกลางในการกำหนดราคาซื้อขายลำไยสดรูดร่วง ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ (ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดลักษณะเครื่องวัดสำหรับคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน รายละเอียดของวัสดุที่ผลิต อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดและอายุคำรับรอง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2566 และเครื่องคัดฯ ที่มีมาก่อนประกาศฯ บังคับใช้ ให้นำมาตรวจสอบให้คำรับรองก่อนวันที่ 22 ธันวาคม 2567) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบความเที่ยงตรงของรูตะแกรง โดยแต่ละขนาดต้องตรงตามที่มาตรฐานกำหนด และอยู่ในเกณฑ์อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ทั้งฝ่ายมากและฝ่ายน้อย ไม่เกิน 0.5 มม. และกำหนดให้มีอายุคำรับรอง 2 ปี ซึ่งปัจจุบันเครื่องคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน ในจังหวัดเชียงรายผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองแล้ว 684 เครื่อง

สำหรับจุดสังเกตุ เครื่องคัดฯ ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองแล้ว เกษตรกร ชาวสวนลำไยและประชาชนทั่วไป ให้สังเกตสติกเกอร์ตราครุฑ “ตรวจสอบแล้ว” จากสำนักงานกลางชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ซึ่งจะติดอยู่ด้านทางออก (AA,A,B,C)

หากผู้ประกอบการท่านใด มีเจตนากระทำความผิด แก้ไขดัดแปลงเครื่องคัดขนาดลำไยฯ หรือเครื่องชั่ง เพื่อเอาเปรียบประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการทางกฎหมายสูงสุด มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกินสองแสนแปดหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ หากผู้ครอบครองนำเครื่องที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง ไปใช้ในการรับซื้อ จะมีโทษตาม พ.ร.บ. มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน   ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบในการซื้อขาย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News