Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยืนยันน้ำประปา กปภ. และผักผลไม้ปลอดภัยจากสารหนู แต่ยังคุมเข้มตรวจซ้ำและเฝ้าระวังเครื่องในปลา

Summary
  • ผลตรวจล่าสุดยันน้ำประปา กปภ. เชียงราย-แม่สาย-เชียงแสน ปลอดภัย สารหนูต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

  • สินค้าเกษตร พืช ผัก ผลไม้ และข้าว ที่สุ่มตรวจในจังหวัดยังไม่พบการปนเปื้อนเกินกำหนด

  • พบจุดเสี่ยงสารหนูในดิน 18 จุด พื้นที่ตำบลห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง เร่งวางแผนบำบัด

  • กรมประมงแนะงดบริโภค “เครื่องในปลา” จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แม้เนื้อปลาส่วนใหญ่ยังผ่านเกณฑ์

  • จังหวัดรุกตั้งแล็บกลางที่ มทร.ล้านนา และ มฟล. เพื่อยกระดับการตรวจโลหะหนักในพื้นที่เอง

เชียงรายเร่งตรึงความเชื่อมั่นลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง หลังผลตรวจรอบใหม่ชี้น้ำประปาและสินค้าเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ แต่ปลาและพื้นที่ดินเสี่ยงยังต้องติดตามต่อ

เชียงราย,8 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่คำว่า “สารหนู” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นคำที่ผูกอยู่กับชีวิตประจำวันของคนริมกก สาย รวก และโขง การประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำของจังหวัดเชียงรายครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จึงไม่ใช่แค่เวทีรายงานผลตรวจเชิงเทคนิค หากเป็นเวทีที่ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามเดียวกันให้ได้ว่า ประชาชนยังใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจเพียงใด และจังหวัดจะเดินต่ออย่างไรโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลวิ่งนำหน้าข้อเท็จจริง ในการประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เกษตร ประมง การประปา มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุชัดว่าได้เสนอผลตรวจน้ำผิวดินครั้งที่ 17 เพื่อใช้ประกอบการสื่อสารกับสาธารณะ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนงานโครงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเพื่อส่งต่อให้มีการพิจารณาในระดับลุ่มน้ำต่อไป

สิ่งที่ทำให้การประชุมวันนั้นมีน้ำหนักมากกว่ารอบก่อน ๆ คือ ภูมิทัศน์ของปัญหาได้เปลี่ยนจากการเฝ้าระวังน้ำอย่างเดียว ไปสู่การเฝ้าระวังทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำประปา ดิน พืชอาหาร สัตว์น้ำ สุขภาพคน ไปจนถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น จังหวัดเชียงรายกำลังเรียนรู้ว่า การตรวจพบสารเกินมาตรฐานในแม่น้ำธรรมชาติแม้เพียงบางจุด ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้น้ำริมฝั่ง แต่สามารถลามไปถึงความรู้สึกของผู้บริโภค ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เกษตรกร และชาวประมงได้ในเวลาเดียวกัน ข่าวดีจากห้องประชุมคือ ระบบน้ำประปาที่เข้าสู่ครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันข่าวที่ยังต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ แม่น้ำธรรมชาติบางช่วงยังมีจุดเสี่ยง และคำแนะนำเรื่องการบริโภคปลายังไม่ปิดจบในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเครื่องในปลา ซึ่งผู้แทนกรมประมงเสนอให้หลีกเลี่ยงแต่ยังต้องรอการพิจารณาอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งถัดไป ตามข้อมูลประกอบการประชุม

น้ำธรรมชาติยังมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง แต่น้ำประปายังยืนอยู่บนฐานมาตรฐาน

ผลตรวจน้ำผิวดินที่ถูกรายงานเข้าสู่การประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อย นี่คือข้อเท็จจริงที่จังหวัดไม่ได้ปิดบัง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการติดตามจึงต้องทำต่อแบบถี่และต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การมีจุดตรวจบางแห่งเกินเกณฑ์ในน้ำผิวดิน ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำทุกประเภทที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันไม่ปลอดภัย เพราะระบบน้ำประปามีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพแยกต่างหาก การประชุมครั้งนี้จึงย้ำชัดในอีกด้านว่า น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน และเวียงเชียงของ ยังผ่านมาตรฐาน และยังเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างความเสี่ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติกับความปลอดภัยในระบบสาธารณูปโภคที่ผ่านการบำบัดแล้ว

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับอินโฟกราฟิกผลตรวจคุณภาพน้ำประปาที่คุณแนบมา ซึ่งระบุผลเฝ้าระวังสารโลหะหนักในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ของ กปภ. พื้นที่เสี่ยง โดยค่าสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในน้ำประปาทั้ง 4 ระบบยังต่ำกว่ามาตรฐานน้ำประปาอย่างมีนัยสำคัญ อินโฟกราฟิกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หน่วยบริการเชียงแสนและเวียงเชียงของซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำโขงพบค่าสารหนูสูงสุด 0.0050 และ 0.0073 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนพื้นที่แม่สายและเกาะช้างพบค่าสารหนูสูงสุดเพียง 0.0023 มิลลิกรัมต่อลิตร และสาขาเชียงรายที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกกก็รายงานค่าสารหนูสูงสุดในรอบดังกล่าวเพียง 0.0026 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ตะกั่วและแคดเมียมอยู่ในระดับต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจวัดได้ตามเกณฑ์ที่รายงานในภาพประกอบของ กปภ. ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน้าสาธารณะของศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงรายที่ย้ำว่า น้ำประปา กปภ. ยังสะอาดและปลอดภัยตามผลตรวจรอบล่าสุด

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ แม้น้ำประปาจะยังผ่านเกณฑ์ แต่ภาครัฐไม่ได้หยุดเพียงการยืนยันผลตรวจ กปภ. เชียงรายยังมีแผนปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปใช้แหล่งอื่นในอนาคตเพื่อลดความเปราะบางของระบบระยะยาว แปลความในเชิงนโยบายได้ว่า จังหวัดไม่ได้เลือกสื่อสารแบบสร้างความอุ่นใจอย่างเดียว แต่กำลังพยายามลดความเสี่ยงต้นทางควบคู่กันไป นี่เป็นสัญญาณที่สำคัญ เพราะในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็ว ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดจากสองอย่างพร้อมกัน คือ การบอกความจริงว่ามีจุดเสี่ยง และการแสดงให้เห็นว่าระบบรัฐยังขยับรับมืออยู่จริง ไม่ใช่แค่ขอให้ประชาชนเชื่อใจโดยไม่มีแผนรองรับ

ดินริมแม่น้ำกกไม่ใช่ประเด็นรองอีกต่อไป หลังแผนที่เสี่ยงเริ่มชัดขึ้น

หากน้ำเป็นภาพที่สังคมจับตาทุกวัน ดินคือความเสี่ยงที่มักเคลื่อนตัวช้ากว่า แต่ฝังลึกกว่า เอกสารการตรวจดินในพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณลุ่มแม่น้ำกกจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ระบุว่า กรมพัฒนาที่ดินได้เก็บตัวอย่างดินในเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 172 ตัวอย่าง โดยวางแนวเก็บตัวอย่างตามระยะห่างจากแม่น้ำกกที่ 100 เมตร 200 เมตร 500 เมตร 1,000 เมตร และ 2,000 เมตร เพื่อประเมินการกระจายตัวของสารในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้การพูดเรื่อง “ดินเสี่ยง” เลื่อนจากระดับความรู้สึกไปสู่ระดับแผนที่และตำแหน่งที่อ้างอิงได้จริง

ผลจากเอกสารดังกล่าวชี้ว่า จังหวัดเริ่มเห็นพื้นที่เสี่ยงชัดขึ้น โดยแบ่งเกณฑ์ปฏิบัติการเป็น 3 ระดับ ได้แก่ พื้นที่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 0 ถึง 14.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พื้นที่เฝ้าระวังที่ 15 ถึง 24.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพื้นที่เสี่ยงที่มากกว่า 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่สำคัญ เอกสารยังระบุพื้นที่เสี่ยงใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง รวม 18 จุด แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วม 11 จุด และพื้นที่น้ำไม่ท่วม 7 จุด พร้อมข้อสังเกตสำคัญว่า พื้นที่เสี่ยงที่พบสารหนูมีการกระจายตัวในระยะ 0 ถึง 1,000 เมตรจากแม่น้ำกก ข้อมูลนี้ตรงกับสิ่งที่กรมพัฒนาที่ดินเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามข้อมูลพบว่า พื้นที่ทั้งสามตำบลต้องมีมาตรการด้านการปลูกพืชและการบำบัดสารหนูในดินอย่างเหมาะสมต่อไป ไม่ใช่รอให้ปัญหากลายเป็นภาวะเรื้อรังของพื้นที่เกษตรกรรมเสียก่อน

ความหมายของผลตรวจดินจึงไปไกลกว่าคำว่า “พบหรือไม่พบ” เพราะมันกระทบต่อคำถามพื้นฐานของชุมชนว่า จะปลูกอะไรต่อได้บ้าง พื้นที่ใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่ใดต้องจำกัดการใช้ประโยชน์ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู หากวันนี้ดินในบางจุดเริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น พรุ่งนี้โจทย์จะย้ายไปสู่การออกมาตรการเฉพาะพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านการเกษตร ความปลอดภัยอาหาร และการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนในแต่ละตำบล ซึ่งต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ในระดับละเอียดกว่าการสรุปภาพรวมทั้งจังหวัด

ปลาในแม่น้ำยังเป็นคำถามใหญ่ของสังคม และเครื่องในปลาคือจุดอ่อนไหวที่สุด

ประเด็นที่สังคมจับตามากที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่น้ำดื่ม แต่คือปลา เพราะปลาไม่ใช่แค่อาหาร หากเป็นทั้งรายได้ วัฒนธรรม และตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ กรมประมงเคยประกาศแผนตรวจติดตามและเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกอย่างเข้มข้น ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในเชียงใหม่และเชียงราย โดยเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พร้อมรายงานว่า ผลตรวจในช่วงหนึ่งยังไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมประมงในเวลานั้นก็แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกไปก่อน แม้จะย้ำว่าสัตว์น้ำจากระบบเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย นี่สะท้อนว่า ต่อให้ผลตรวจ “ยังไม่เกิน” หน่วยงานก็ยังเลือกใช้หลักระมัดระวังไว้ก่อนในเรื่องการบริโภคจากแหล่งธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 แนวทางสื่อสารสาธารณะก็เริ่มละเอียดขึ้นมากกว่าเดิม โดยข้อมูลเผยแพร่สาธารณะในช่วงกุมภาพันธ์และมีนาคมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หากประชาชนจะบริโภคปลาจากแม่น้ำ ควรระวังอวัยวะภายในมากกว่าเนื้อปลา สอดคล้องกับข่าวรายงานภาคสนามที่อ้างผลตรวจและคำแนะนำจากหน่วยงานซึ่งให้เลี่ยงหัวและตับปลา ขณะที่ข้อมูลประกอบการประชุมวันที่ 8 เมษายนที่คุณแนบระบุว่า ผู้แทนกรมประมงเสนอให้ “งดกินเครื่องในปลา” ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง แม้ผลตรวจในตัวปลาโดยรวมยังไม่เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากอวัยวะภายในเป็นส่วนที่สะสมโลหะหนักได้มากที่สุด แต่ประเด็นนี้ยังไม่ได้เข้าสู่มติที่ประชุมเพราะหมดเวลาประชุมเสียก่อน นั่นทำให้คำแนะนำล่าสุดอยู่ในสภาพ “กำลังขยับไปสู่ความเข้มขึ้น” แต่ยังต้องรอการรับรองเป็นทางการอีกครั้ง

เอกสารประกอบการหารือจากกรมประมงที่คุณแนบยังช่วยอธิบายเหตุผลเชิงวิชาการของข้อเสนอเช่นนี้ได้ดี โดยเนื้อหาในเอกสารชี้ว่า การสะสมสารพิษในปลาไม่ได้เกิดสม่ำเสมอทุกส่วนของร่างกาย และอวัยวะภายในโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ตับ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมและกำจัดสาร เป็นจุดที่มีโอกาสพบการสะสมสารมากกว่ากล้ามเนื้อปลา ข้อมูลลักษณะนี้ทำให้ข้อเสนอ “หลีกเลี่ยงเครื่องในปลา” ไม่ใช่แค่คำเตือนแบบกว้าง ๆ แต่เป็นข้อเสนอที่วางอยู่บนตรรกะทางพิษวิทยาและการสะสมสารในสิ่งมีชีวิตอย่างมีหลักฐานรองรับระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ความท้าทายใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่การออกคำเตือน แต่อยู่ที่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจความต่างระหว่างปลาเลี้ยงกับปลาธรรมชาติ ความต่างระหว่างเนื้อปลากับเครื่องในปลา และความต่างระหว่าง “ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน” กับ “ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว” เพราะสองประโยคหลังนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง หากหน่วยงานรัฐสื่อสารแบบสั้นเกินไป คนจะตีความเป็นสองขั้วทันที คือไม่เชื่ออะไรเลย หรือเชื่อจนหยุดระวัง ทั้งสองด้านล้วนเสี่ยงต่อสังคมเท่ากัน

สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินเกณฑ์ แต่ยังเท่ากับต้องตรวจต่อ ไม่ใช่จบเรื่อง

อีกประเด็นที่ประชาชนต้องการคำตอบมากไม่แพ้กันคือ พืชผัก ข้าว ผลไม้ และสัตว์น้ำที่วางขายหรือผลิตในจังหวัดยังปลอดภัยหรือไม่ คำตอบล่าสุดจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานเกษตรและประมงสุ่มตรวจพืช ผัก ผลไม้ ข้าว และสัตว์น้ำ แล้วพบว่าตัวอย่างที่ตรวจทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ข้อเท็จจริงข้อนี้สำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างมาก เพราะหากไม่มีผลตรวจยืนยันในระดับห่วงโซ่อาหาร ผลกระทบจะลุกลามจากประเด็นสิ่งแวดล้อมไปสู่การตีตราสินค้าท้องถิ่นทั้งจังหวัดได้ทันที

แต่คำว่า “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ต้องอ่านให้ครบความหมาย มันหมายถึง ตัวอย่างที่สุ่มตรวจในรอบนั้นยังไม่เกินเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ ทุกชนิด และทุกช่วงเวลาจะไม่มีความเสี่ยงอีกต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคสาธารณสุขยังต้องเดินหน้าแผนเฝ้าระวังระยะยาว ข้อมูลสาธารณะปลายเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขขยายวงตรวจคนเพิ่มกว่า 1,400 คน และวางแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง 5 ปี โดยย้ำว่ายังไม่พบสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อประชาชนในรอบรายงานดังกล่าว ภาพนี้บอกเราว่า ภาครัฐกำลังพยายามแยกสองเรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องหนึ่งคือผลตรวจปัจจุบันที่ยังไม่ชี้ถึงอันตรายเฉียบพลัน อีกเรื่องหนึ่งคือความจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ความเสี่ยงเชิงสะสมหลุดจากระบบตรวจสอบ

ในทางปฏิบัติ ประโยคที่ประชาชนควรจำจึงอาจไม่ใช่ “ปลอดภัยแล้ว” แต่เป็น “ผลตรวจรอบนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ และต้องตรวจซ้ำอย่างสม่ำเสมอ” วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้สังคมไม่ตื่นตระหนกเกินจริง และไม่ลดการเฝ้าระวังเร็วเกินไป โดยเฉพาะกับจังหวัดที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวเนื่องทั้งน้ำ ดิน อาหาร และการรับรู้ของสาธารณะไปพร้อมกัน ความน่าเชื่อถือของรัฐในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้มาจากการยืนยันว่าทุกอย่างปกติ แต่มาจากการอัปเดตข้อมูลให้ทันและพูดให้ครบว่าข้อมูลชุดใดตอบคำถามอะไรได้บ้าง และตอบอะไรไม่ได้บ้าง

แล็บกลางเชียงรายคือหัวใจใหม่ของการรับมือระยะยาว

หนึ่งในผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญที่สุดจากการประชุม 8 เมษายน คือ การผลักดันให้เชียงรายมีศักยภาพตรวจวิเคราะห์ในพื้นที่ของตนเองมากขึ้น ข้อมูลระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ทำหน้าที่เป็นแล็บกลางแห่งที่ 2 ต่อจากโครงการจัดตั้งแล็บกลางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยจะรับภารกิจตรวจดิน ผลผลิตเกษตร และสัตว์น้ำในกรณีปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง พร้อมมีการประสานให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มทร.ล้านนา เชียงราย วางแผนด้านงบประมาณร่วมกันเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไป ขณะที่ข้อมูลสาธารณะจากสื่อและเพจหน่วยงานในวันเดียวกันก็ยืนยันตรงกันว่า จังหวัดกำลังเดินหน้าแนวคิดจัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบโลหะหนัก ณ มทร.ล้านนา เชียงราย เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกระยะยาว

ความสำคัญของแล็บกลางไม่ได้อยู่ที่การมีอาคารหรือเครื่องมือเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การลดระยะเวลารอผล ลดต้นทุนการส่งตรวจ และทำให้จังหวัดสามารถเชื่อมข้อมูลน้ำ ดิน อาหาร และสุขภาพคนเข้าด้วยกันได้เร็วขึ้น ปัญหาสารปนเปื้อนเป็นปัญหาที่เวลาเท่ากับความเชื่อมั่น ยิ่งผลตรวจออกช้า ความกังวลยิ่งเดินเร็วกว่าเอกสาร และเมื่อความกังวลเดินนำหน้า ตลาด ชุมชน และชื่อเสียงของจังหวัดก็เสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะมาถึง การสร้างขีดความสามารถด้านห้องปฏิบัติการในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะทางอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในความเชื่อมั่นของสังคม และเป็นเส้นเลือดสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อจากนี้ด้วย

เสียงจากชาวประมงและงานวิจัยชาวบ้านกำลังเติมช่องว่างที่ข้อมูลรัฐยังตอบไม่ครบ

ท่ามกลางข้อมูลทางการที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือเสียงจากชุมชนที่ใช้แม่น้ำเลี้ยงชีวิตจริง สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับกลุ่มชาวประมงแม่น้ำกกในพื้นที่บ้านเชียงแสนน้อยและบ้านท่ากอบง ลงสำรวจพันธุ์ปลาในช่วงวันที่ 29 ถึง 30 มีนาคม 2569 ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “งานวิจัยชาวบ้าน” เพื่อรวบรวมข้อมูลพันธุ์ปลา องค์ความรู้ท้องถิ่น สถานการณ์ภัยคุกคาม และข้อเสนอเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรประมง ผลเบื้องต้นพบพันธุ์ปลาน้ำกก 94 ชนิด รวมถึงปลาหายากที่มีความสำคัญหลายชนิด สะท้อนให้เห็นว่าแม่น้ำกกตอนปลายไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำทั่วไป แต่เป็นพื้นที่นิเวศที่มีความซับซ้อนสูงและมีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลจากชุมชนชุดนี้มีคุณค่าในอีกมิติหนึ่ง เพราะมันทำให้ประเด็นสารปนเปื้อนไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแล็บและเอกสารราชการเท่านั้น แต่โยงกลับมาสู่ปากท้องและความทรงจำร่วมของผู้คนที่อยู่กับแม่น้ำมานาน ชาวประมงไม่ได้ถามแค่ว่าปลายังกินได้หรือไม่ แต่ถามต่อด้วยว่า ปลาอพยพยังกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ปลาที่เคยเป็นรายได้หลักลดลงเพราะสารปนเปื้อน ความขุ่นของน้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศด้านอื่นกันแน่ และใครจะรับผิดชอบหากอาชีพที่สืบทอดกันมานานสูญเสียฐานทรัพยากรไปทีละน้อย งานวิจัยชาวบ้านจึงไม่ใช่งานเสริมจากภาคประชาชน หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐเห็น “ต้นทุนทางสังคม” ของปัญหานี้ชัดขึ้นกว่าตัวเลขทางเคมีเพียงอย่างเดียว

โจทย์ต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ตรวจให้พบ แต่ต้องขยายจุดตรวจและทำข้อมูลให้พูดภาษาเดียวกัน

ในข้อมูลยังมีอีกประเด็นที่สะท้อนว่าระบบเฝ้าระวังของเชียงรายยังอยู่ระหว่างการขยายตัว นั่นคือข้อเสนอให้เพิ่มจุดตรวจน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขงให้ครอบคลุมอำเภอเชียงของและเวียงแก่น ซึ่งเป็นสองอำเภอสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านในจังหวัด โดยผู้แทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะกลับไปหารือต้นสังกัดก่อนนำผลมารายงานที่ประชุมในเดือนพฤษภาคม ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่มีฐานข้อมูลครบทุกช่วงแม่น้ำ การประเมินความเสี่ยงของทั้งจังหวัดจะยังมีช่องว่าง และช่องว่างในทางวิทยาศาสตร์มักกลายเป็นช่องว่างของความเชื่อมั่นในทางสังคมเสมอ

พร้อมกันนั้น ยังมีความคืบหน้าอีกด้านในระดับนโยบายที่ต้องจับตา คือการทบทวนโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังมีการรับทราบข้อเสนอในระดับคณะรัฐมนตรีและให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกลับไปปรับรายละเอียดให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลสาธารณะรายงานวงเงินโครงการเร่งด่วนไว้ที่ 188.36 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ารัฐเริ่มขยับจากการตรวจและเฝ้าระวัง ไปสู่การจัดชุดโครงการแก้ปัญหาในเชิงระบบมากขึ้น แต่ประสิทธิผลของงบประมาณเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเชื่อมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างตรวจ ต่างคนต่างสื่อสาร แล้วปล่อยให้ประชาชนต่อจิ๊กซอว์เองจากข่าวหลายชิ้นที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน

เชียงรายยังไม่ถึงจุดสรุป แต่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลแล้ว

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดให้ครบ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายในวันที่ 8 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ในภาวะที่ทุกอย่างเลวร้ายจนควบคุมไม่ได้ และก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถประกาศว่าปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว ความจริงอยู่ตรงกลางและซับซ้อนกว่านั้นมาก แม่น้ำธรรมชาติบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์เล็กน้อย น้ำประปาในระบบผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินมาตรฐาน ดินบางพื้นที่เริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น ปลาในแหล่งธรรมชาติยังต้องใช้หลักระมัดระวัง โดยเฉพาะอวัยวะภายใน และภาครัฐกำลังเร่งสร้างแล็บกลางเพื่อให้จังหวัดมีอำนาจตรวจสอบและตอบคำถามได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทุกประโยคนี้จริงพร้อมกัน และการมองเพียงบางมุมย่อมทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนทันที

สิ่งที่เชียงรายต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “สร้างความมั่นใจ” กับ “พูดความจริง” เพราะสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน จังหวัดต้องยืนยันข้อมูลที่ตรวจได้จริงอย่างตรงไปตรงมา ต้องแยกให้ออกว่าน้ำผิวดิน น้ำประปา ดิน สินค้าเกษตร และปลา เป็นคนละชั้นของความเสี่ยง ต้องยอมรับว่าบางประเด็นยังไม่มีคำตอบสุดท้าย และต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอัปเดตได้โดยไม่ต้องอาศัยข่าวลือหรือโพสต์ตัดตอน ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ ชุมชน และภาควิชาการพูดด้วยภาษาชุดเดียวกัน และแสดงให้เห็นว่าการเฝ้าระวังครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อผ่านวิกฤตข่าวระยะสั้น แต่ทำเพื่อปกป้องแม่น้ำ ชุมชน และอนาคตของจังหวัดในระยะยาวจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมประมง
  • อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ นับหมื่นคนในเชียงราย

ครม. เตรียมรับมือฝุ่น PM2.5 และปัญหาสัญชาติ พร้อมบูรณาการแก้ไขแบบครบวงจร

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หารือเรื่องมาตรการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูหนาว โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้นำในการบูรณาการมาตรการป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ซึ่งต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคมนาคมและภาคอุตสาหกรรม

มาตรการบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 หลายมิติ

ในการประชุมดังกล่าว มีการพูดถึงแนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 โดยใช้หลายมาตรการ ทั้งการคุมเข้มการตรวจสอบยานพาหนะที่ปล่อยควันดำ การลดการเผาวัสดุทางการเกษตร เช่น ข้าวโพดและอ้อย รวมถึงการควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงต่าง ๆ ให้ตรวจจับและควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวด ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจจับรถยนต์ที่ปล่อยควันดำ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมจะควบคุมมาตรการในโรงงานและกิจการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะโรงงานที่มีการเผาไหม้หรือใช้สารเคมีที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้เสนอแผนการจัดการไฟป่าและการควบคุมหมอกควันข้ามแดนที่เข้มงวดเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2568 ซึ่งจะมีมาตรการทั้งระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด เช่น การสร้างแผนที่เสี่ยงการเผา การตั้งจุดตรวจสกัดในพื้นที่เสี่ยง การตรวจจับการเผาในเขตชุมชนและริมทาง รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการที่ไม่ต้องเผาในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยการให้สิทธิประโยชน์และสนับสนุนเกษตรกรที่ปฏิบัติตามแนวทางนี้

แนวทางแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล

อีกหนึ่งวาระสำคัญในที่ประชุม ครม. คือการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติให้แก่ผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมถึงบุตรที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือบุคคลที่รอการพิจารณาสถานะถึง 483,626 ราย โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาพิจารณาถึง 270 วัน ปรับลดลงเหลือ 5 วัน ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาสถานะบุคคลเกิดประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น

มติสำคัญในการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมและการลดก๊าซเรือนกระจก

ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการเห็นชอบในวาระสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ การสนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทย-เยอรมัน เพื่อการพัฒนาพลังงานและการเคลื่อนย้ายด้วยเงินอุดหนุน 234 ล้านบาท การส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ การควบคุมโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชน และมาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2568 ซึ่งจะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับภาคและระดับจังหวัดเพื่อประสานงานการป้องกันและแก้ไขปัญหา

บทสรุปของแนวทางแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

ในช่วงท้ายของการประชุม ครม. ได้ย้ำถึงการเตรียมความพร้อมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เช่น การควบคุมฝุ่นละอองจากยานพาหนะ โรงงาน การเผาในพื้นที่ชุมชน รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านสาธารณสุข เช่น การสื่อสารเตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิดผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News