Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จทีม Fighting Frost อาชีวเชียงราย ฝ่าพายุหิมะคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกที่ฮาร์บิน

อาชีวศึกษาเชียงรายผงาดเวทีหิมะโลก “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” คว้าแชมป์ ICSSC 2026 เผยพลัง Soft Power ไทยจากห้องเรียนสู่ฮาร์บิน

เชียงราย – ฮาร์บิน, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศติดลบและพื้นหิมะสีขาวโพลนที่เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการอาชีวศึกษาไทยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เมื่อทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ในนามทีม “Fighting Frost TH” ผนึกกำลังกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะระดับนานาชาติ 18th International Collegiate Snow Sculpture Contest (ICSSC 2026) เหนือคู่แข่งจาก 9 ประเทศ รวม 46 ทีม

เบื้องหลังผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” (Betta Blossoms in the Snowfields) ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นงานศิลปะบนเวทีแข่งขัน หากยังเป็นภาพแทนการเดินทางของเด็กอาชีวะจากเมืองเหนือที่ใช้ทักษะวิชาชีพและอัตลักษณ์ไทย ก้าวออกจากรั้ววิทยาลัยไปสู่สายตาชาวโลก

เวทีหิมะระดับโลก: จากเชียงรายสู่ฮาร์บิน

การแข่งขัน ICSSC 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 มกราคม 2569 ณ Harbin Engineering University (HEU) เมืองฮาร์บิน โดยมี China-Harbin International Ice and Snow Festival เป็นเจ้าภาพร่วม สนามแข่งขันปีนี้มีทีมนักศึกษาจาก 9 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน รวมทั้งสิ้น 46 ทีม

ประเทศไทยส่งทีมเข้าร่วม 4 ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาชั้นนำ คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลักดันศักยภาพนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ ทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ และการทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมจริงที่ท้าทาย “ปีนี้ถือเป็นปีที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะทั้ง 4 ทีมอาชีวศึกษาไทยสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ครบทุกทีม นับเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานทักษะวิชาชีพของอาชีวศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” เลขาธิการ สอศ. ระบุ

ผลการแข่งขันสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายและวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา คว้ารางวัลชนะเลิศร่วมกัน ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมรับถ้วยรางวัลและประกาศนียบัตรจากคณะกรรมการจัดงาน

จากเมืองหนาวเชียงรายสู่เมืองน้ำแข็ง: เส้นทางคัดเลือกที่ไม่ธรรมดา

สำหรับทีม Fighting Frost TH เส้นทางสู่เวทีหิมะโลกเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ 4 คน ได้แก่ นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่ และนางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนวิทยาลัย ภายใต้การควบคุมทีมของนายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ และนางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ครูแผนกวิชาการออกแบบ โดยมีดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เป็นผู้สนับสนุนหลักในภาพรวม

ขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนจากประเทศไทยอยู่ภายใต้การดูแลของ สอศ. ทีมที่ต้องการเข้าร่วมต้องจัดทำโมเดลจำลองผลงานและอัดวิดีโอการปั้นตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งจัดทำวิดีโอพรีเซนต์แนวคิดความยาวไม่เกิน 2 นาที ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาในช่วงเวลาที่กำหนด

ทีมอาชีวเชียงราย เล่าถึงกระบวนการนี้ว่า “เราเริ่มจากการปั้นโมเดลขนาดย่อส่วนในห้องเรียน เพื่อพิสูจน์ให้คณะกรรมการเห็นว่าเด็ก ๆ เข้าใจรูปทรง รายละเอียด และอารมณ์ของงานจริง จากนั้นจึงจัดทำคลิปวิดีโอส่งไปยัง สอศ. เมื่อได้รับแจ้งผลว่าเราได้สิทธิ์เป็นตัวแทน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมทุกมิติ ทั้งด้านทักษะวิชาชีพและด้านร่างกาย”

แม้เชียงรายจะเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว แต่ก็ไม่เคยเผชิญกับอากาศติดลบหลายองศาเหมือนเมืองฮาร์บิน การเตรียมตัวจึงต้องละเอียดเป็นพิเศษ ทั้งการซ้อมแกะสลักด้วยวัสดุใกล้เคียง การฝึกกำลังกล้ามเนื้อ และการจัดเตรียมอุปกรณ์กันหนาวสำหรับการทำงานกลางแจ้งนานหลายชั่วโมง

เมืองสร้างสรรค์ผลักดันเด็กอาชีวะ: พลังเบื้องหลังจากเชียงราย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมจากเชียงรายเชื่อมั่นว่าจะสามารถยืนหยัดในเวทีนานาชาติได้ คือบริบทของ “เมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งศิลปะ” ของจังหวัดเชียงรายเอง

นายพงษ์พิสิฐอธิบายว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายได้รับการสนับสนุนจากศิลปินระดับชาติหลายท่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม และอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงาน เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะจริงในสตูดิโอของศิลปิน

“เรามองว่าศักยภาพของเด็กอาชีวะเชียงรายไม่ได้เกิดจากการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขาได้สัมผัสงานศิลปะระดับชาติอยู่รอบตัว ทั้งจากวัดร่องขุ่น แกลเลอรี และชุมชนศิลปินในจังหวัด นั่นทำให้เรากล้าตัดสินใจส่งเด็กเข้าร่วมเวทีระดับโลก เพราะเชื่อว่าพื้นฐานที่เขาสะสมมาจะช่วยให้เขารับมือกับโจทย์ยากได้” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

การที่นักศึกษาจากจังหวัดชายขอบภาคเหนือสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีโลก จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของทีมหนึ่งทีม หากยังสะท้อนศักยภาพของระบบนิเวศทางศิลปะของเชียงรายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนสำคัญในการผลักดันเยาวชนเข้าสู่อาชีพสร้างสรรค์ในอนาคต

ฝึกซ้อมบนโฟมและน้ำแข็ง เตรียมรับมือกับ “หิมะจริง” ที่ไม่เคยเจอ

แม้การแข่งขันจริงจะใช้หิมะเป็นวัสดุหลัก แต่การเตรียมตัวในประเทศไทยจำเป็นต้องใช้วัสดุทดแทน ทีม Fighting Frost TH เริ่มจากการใช้โฟมอัดเป็นก้อนขนาดใหญ่ ฝึกการขุด เจาะ และเกลาให้ได้รูปทรงปลากัด 4 ตัว ดอกบัว และลูกโลกตามแบบจำลอง

ต่อมา ทีมได้รับโอกาสฝึกซ้อมกับก้อนน้ำแข็งจริง เพื่อสร้างความคุ้นชินกับน้ำหนักและผิวสัมผัสของวัสดุที่มีความแข็งและลื่นกว่าโฟม การซ้อมลักษณะนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจแรงกดของมือ การใช้สิ่วและเลื่อย และการรักษาสมดุลของชิ้นงานไม่ให้แตกร้าว

อุปกรณ์แกะสลักหิมะเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่มีขายทั่วไปในไทย สอศ.จึงจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ อาทิ คุณศิววุฒิ และคุณสุพัฒน์ เข้ามาเทรนนิ่งและจัดเวิร์กช็อปการใช้อุปกรณ์ให้กับทีมเชียงรายอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกรูปทรงของสิ่ว การจัดเตรียม และวิธีแพ็กอุปกรณ์เพื่อโหลดขึ้นเครื่องบินเดินทางข้ามประเทศ

“ความต่างระหว่างน้ำแข็งกับหิมะคือ หิมะถูกอัดแน่นแต่ยังมีความพรุนอยู่ในตัว การแกะต้องระวังไม่ให้โครงสร้างหลักเสียศูนย์ เราจึงต้องเน้นให้เด็กเข้าใจโครงสร้างภายในของงาน ว่าตรงไหนเป็นจุดรับน้ำหนัก ตรงไหนเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการหัก” ทีมอาชีวเชียงรายระบุ

นอกจากทักษะฝีมือ ทีมยังต้องวางแผนรับมือกับอากาศติดลบ โดยเฉพาะการทำงานกลางแจ้งตั้งแต่ 08.00–20.00 น. ต่อเนื่อง 3 วันเต็ม ทีมครูและนักศึกษาร่วมกันหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและสอบถามจากทีมอาชีวะที่เคยร่วมแข่งขันมาก่อน เพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้า เครื่องกันหนาว ถุงมือเฉพาะสำหรับจับอุปกรณ์ รวมถึงการบริหารเวลาพักดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เพียงพอ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีและวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ซึ่งเป็นสองทีมไทยที่มีประสบการณ์มาก่อน ยังเข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้านการเตรียมตัว ทำให้ทีมเชียงราย–ซึ่งถือเป็น “น้องใหม่” ของเวทีนี้–สามารถลดความเสี่ยงจากอากาศหนาวจัดได้มาก

แก่นแนวคิด “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ”: จากบัวสี่เหล่าถึงการเรียนรู้ของเด็กอาชีวะ

ภายใต้โจทย์การแข่งขัน “Shaping dreams with snow, igniting the future with wisdom” ทีมเชียงรายเลือกตีความผ่านสัญลักษณ์ไทยที่คุ้นตาคนทั่วโลก นั่นคือ “ปลากัดไทย” หรือ Thai Betta ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งด้านความงดงามและความแกร่ง

ผลงานออกแบบให้ปลากัดจำนวน 4 ตัวว่ายวนรอบลูกโลก โดยมีดอกบัวเป็นองค์ประกอบเชื่อมโยง เพื่อสื่อถึงแนวคิด “บัวสี่เหล่า” ในพระพุทธศาสนา และกระบวนการเติบโตทางปัญญาของมนุษย์

  • ปลากัดตัวแรก เปรียบเหมือน “บัวใต้น้ำ” สะท้อนผู้เรียนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อค้นหาตัวเอง
  • ปลากัดตัวที่สอง คือ “บัวปริ่มน้ำ” แทนผู้ที่เริ่มเปิดรับโอกาส เห็นแสงสว่างของความรู้ และเข้าใจเส้นทางที่ต้องเดิน
  • ปลากัดตัวที่สาม สื่อถึง “บัวพ้นน้ำ” ผู้ที่มีพื้นฐานความรู้มั่นคง มองเห็นเป้าหมายชีวิตชัดเจน และพร้อมก้าวสู่การสร้างสรรค์
  • ปลากัดตัวที่สี่ แทน “บัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น” คือผู้เรียนที่พร้อมเบ่งบานออกดอกอย่างเต็มศักยภาพ ก้าวไปสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจ

ลูกโลกด้านหลังสื่อถึงเป้าหมายของการพาผู้เรียนอาชีวศึกษาไทยไปสู่สากล ส่วนก้อนหิมะที่โอบล้อมทั้งหมดหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและแตกต่างจากบ้านเกิด แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เด็กอาชีวะสามารถ “เบ่งบาน” ได้ หากได้รับการฝึกฝนและเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม

“เราตีความว่าหิมะไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นเวทีใหม่ของการเติบโต ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน ถ้าเด็กมีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เขาก็พร้อมจะเบ่งบานเหมือนปลากัดที่ว่ายอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะ” ทีมอาชีวเชียงรายอธิบายถึงแก่นแนวคิดของผลงาน

สายลมติดลบและชั่วโมงทำงาน 12 ชั่วโมง: สนามจริงที่สอนมากกว่าตำรา

ในสนามแข่งขันจริง นักศึกษาทีม Fighting Frost TH ต้องทำงานกับก้อนหิมะขนาดใหญ่ ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งตลอดวัน การยืนทำงานต่อเนื่อง 10–12 ชั่วโมงเป็นเวลาสามวันเต็ม ทำให้ทั้งครูและนักศึกษาต้องใช้พลังทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่

แม้จะมีแรงกดดันจากเวลา จากความหนาว และจากสายตาของผู้ชมและคณะกรรมการ แต่ทีมไทยไม่ปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็นอุปสรรค นายพงษ์พิสิฐเล่าว่า ทีมตั้งกติการ่วมกันว่า “ห้ามพูดคำว่าเหนื่อยบนสนามแข่งขัน” เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของทุกคน และเป็นการเตือนตัวเองว่ามาไกลเกินกว่าจะถอย

ในช่วงพัก ทีมต้องปรับตัวกับอาหารท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ Harbin Engineering University ซึ่งจัดสรรบัตรอาหารและอาสาสมัครคอยดูแลอย่างดี โรงอาหารของมหาวิทยาลัยมีถึง 4 ชั้น กลายเป็น “สนามชนักใหม่” ของทีมไทยที่ตั้งเป้าจะลองชิมให้ครบทั้งสี่ชั้นตลอด 5 วันของการพำนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเมนู เด็ก ๆ ก็ยังพูดถึงเมนูที่คิดถึงมากที่สุดทุกวันคือ “ส้มตำ ลาบ และไก่ย่าง” ที่บ้านเกิดเชียงราย สะท้อนความผูกพันกับรสชาติอาหารไทย และความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ระดับโลกกับรากเหง้าท้องถิ่นอย่างกลมกลืน

คู่แข่งที่น่าเกรงขาม และความเคารพบนเวทีเดียวกัน

บนสนามแข่งขันระดับนานาชาติ ทีมจากหลายประเทศต่างนำเสนอผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการช่วงชิงรางวัล แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีทำงาน

ทีมจาก Beijing Institute of Technology ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามทีมไทย กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่น่าจับตามอง ด้วยผลงานในแนวคิด “Hearring” ที่โดดเด่นทั้งด้านรูปร่างและการนำเสนอ ทีมดังกล่าวยังสร้างสีสันด้วยชุดเครื่องแต่งกายที่สะดุดตา จนดึงดูดสายตาผู้ชมให้หยุดมองอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดก็ได้รับรางวัล Grand Prize จากคณะกรรมการ

สำหรับทีม Fighting Frost TH การได้เห็นผลงานของเพื่อนต่างชาติและต่างสถาบัน ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่เปิดโลกทัศน์ให้เด็กอาชีวะเชียงรายได้เห็นมาตรฐานใหม่ ๆ และเรียนรู้ว่าการแข่งขันบนเวทีโลกต้องอาศัยทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ การนำเสนอ และความเป็นทีมที่สมดุล

“แน่นอนว่าเราอยากได้รางวัล แต่เราไม่เคยมองว่าเราเหนือกว่าใคร ในสนามนี้ทุกทีมมีจุดแข็งของตัวเอง และทุกชิ้นงานก็สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เราจึงตั้งใจทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และเคารพความพยายามของทุกทีม” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

4 ทีมอาชีวะไทยคว้ารางวัลครบ: ภาพรวมความสำเร็จของประเทศ

นอกจากทีมเชียงรายแล้ว อีก 3 ทีมจากอาชีวศึกษาไทยต่างนำเสนอผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์และปรัชญาลึกซึ้งไม่แพ้กัน

  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศร่วม นำเสนอผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ” ถ่ายทอดบทบาทของ “น้ำ” ในฐานะต้นธารของชีวิต ผ่านภาพสตรีผู้เป็นมารดาที่กำลังบีบน้ำจากเส้นผมลงสู่ผืนแผ่นดิน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการให้กำเนิดชีวิตอย่างต่อเนื่อง
  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผู้คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำเสนอผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ: จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” ผสานสัญลักษณ์พระแม่โพสพ กวนอู ปลากัดไทย–จีน รวงข้าว และหางนกยูง สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของมรดกทางวัฒนธรรม
  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นำเสนอผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” ผ่านภาพเด็กกำลังเปิดหนังสือ เปรียบการศึกษาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จุดประกายเส้นทางชีวิตและการเติบโตทางปัญญา

การที่ทั้ง 4 ทีมจากประเทศไทยต่างได้รับรางวัลสะท้อนมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนด้านศิลปะและการออกแบบของอาชีวศึกษาไทยในภาพรวม ที่สามารถต่อยอดทักษะของผู้เรียนให้พร้อมแข่งขันระดับโลก ขณะเดียวกันก็ยืนยันบทบาทของไทยบนเวทีศิลปะหิมะนานาชาติอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อเชียงรายและวงการอาชีวศึกษาไทย

ความสำเร็จของทีม Fighting Frost TH ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถ้วยรางวัล หากยังส่งผลในเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างต่อจังหวัดเชียงรายและวงการอาชีวศึกษาในหลายมิติ

  1. ยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์
    การที่เยาวชนจากเชียงรายสามารถคว้าแชมป์โลกในเวทีศิลปะหิมะตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้มีเพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างวัดร่องขุ่นหรืองานศิลป์ร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังผลิตบุคลากรสายอาชีพที่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกได้จริง
  2. สร้างต้นแบบ “Soft Power แบบอาชีวะ”
    ผลงานที่หยิบ “ปลากัดไทย” และแนวคิด “บัวสี่เหล่า” มาผสมผสานกับเทคนิคแกะสลักหิมะบนเวทีนานาชาติ แสดงให้เห็นว่าพลัง Soft Power ของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดนตรี อาหาร หรือภาพยนตร์ แต่ยังรวมถึงงานศิลปะและหัตถกรรมที่เด็กอาชีวะสามารถใช้ต่อยอดอาชีพได้
  3. เพิ่มแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้เด็กอาชีวะทั่วประเทศ
    การที่นักศึกษาระดับ ปวช. จากจังหวัดเหนือสุดของประเทศสามารถคว้ารางวัลระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการศึกษาสายอาชีพไม่ใช่ทางเลือกที่ด้อยกว่าการศึกษาสายสามัญ หากผู้เรียนได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งด้านทักษะ การฝึกงาน และโอกาสแสดงผลงาน
  4. ต่อยอดสู่เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบัน
    ความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อุบลราชธานี สระบุรี และเสาวภา รวมถึงการสนับสนุนจาก สอศ. แสดงให้เห็นรูปแบบการทำงานเชิงเครือข่ายที่ช่วยเสริมจุดแข็งของแต่ละสถาบัน ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากการแข่งขันนานาชาติ

ในภาพรวม ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นทั้ง “ปลายทาง” ของการเตรียมตัวอย่างหนัก และ “จุดเริ่มต้น” ของการพัฒนาใหม่ ๆ ที่จะตามมา ทั้งในระดับจังหวัด ระดับสถาบัน และระดับนโยบายการอาชีวศึกษาไทยในอนาคต

เสียงจากสนาม และความฝันที่ยังเดินต่อ

หลังพิธีประกาศผล ทีม Fighting Frost TH ยอมรับว่า ก่อนรู้ผลยังไม่กล้าฟันธงว่าตัวเองจะชนะ แม้จะทำผลงานได้ตามแผนที่วางไว้ “เราเห็นงานของหลายทีมแล้วรู้เลยว่าแต่ละที่ก็เก่งมาก มีแนวคิดและเทคนิคที่แตกต่างกันไป เราจึงตั้งใจเพียงทำให้ดีที่สุด และเคารพความสามารถของทุกทีมในสนามเดียวกัน” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย แต่ยังสร้างมุมมองใหม่ให้กับนักศึกษาที่ร่วมทีม ซึ่งจะกลับไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมสถาบัน รุ่นน้อง และชุมชนเชียงรายได้เห็นว่า “เด็กอาชีวะจากเมืองเหนือ” สามารถยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ทีมมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 และถึงไทยวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น. พร้อมนำถ้วยรางวัล ความทรงจำ และบทเรียนจากเมืองน้ำแข็งกลับสู่บ้านเกิด เพื่อเดินหน้าพัฒนางานศิลปะและทักษะวิชาชีพให้เติบโตต่อไป

ดอกบัวและปลากัดที่เบ่งบานบนเวทีโลก

เรื่องราวของทีม Fighting Frost TH สะท้อนภาพของ “ดอกบัว” ที่ค่อย ๆ ขึ้นจากโคลนตมใต้น้ำสู่การเบ่งบานกลางแสงสว่าง เปรียบเหมือนนักเรียนอาชีวะที่เริ่มจากพื้นฐานเรียบง่ายในจังหวัดเชียงราย ก่อนจะได้รับการขัดเกลา ฝึกฝน และได้รับโอกาสจนสามารถแสดงศักยภาพเต็มที่บนเวทีโลก

ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” จึงไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นหิมะที่สลักอย่างงดงาม หากเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการเรียนรู้แบบอาชีวะไทยที่เน้นการลงมือทำจริง การฝึกฝนต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงกับบริบทวัฒนธรรมและชุมชนของตนเอง

เมื่อปลากัดไทยว่ายวนรอบลูกโลกและดอกบัวเบ่งบานกลางหิมะที่ฮาร์บิน ก็เปรียบเสมือนการประกาศให้โลกเห็นว่า เยาวชนไทยจากจังหวัดเหนือสุดของประเทศ พร้อมแล้วที่จะใช้ทักษะและอัตลักษณ์ของตนเอง สร้างพื้นที่ยืนบนเวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปในทุกภูมิภาคของไทย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • Harbin Engineering University (HEU)
  • China-Harbin International Ice and Snow Festival บุคคลสำคัญที่ให้ข้อมูล
  • ดร.อรพิน ดวงแก้ว – ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง – ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก – ครูแผนกวิชาการออกแบบ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นายยศพล เวณุโกเศศ – เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ศิลปินที่ให้การสนับสนุน:

  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
  • อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม
  • อาจารย์กมล ทัศนาญชลี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

กาแฟ-ศิลปะผสานพลัง! เชียงรายพลิกโฉมสู่ “เมืองศิลปะคาเฟ่” ไม่ต้องรอหน้าหนาว

เชียงราย เมื่อจุดแข็ง “กาแฟ-ศิลปะ” พร้อมสร้างเมืองที่มีชีวิตชีวาตลอดปี

จุดเปลี่ยนของเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ต้องรอหน้าหนาว เมื่อศักยภาพที่มีอยู่พร้อมถูกผสานเป็นยุทธศาสตร์ใหม่

เชียงราย 2 ตุลาคม 2568 — ในช่วงเวลาที่เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งกำลังแข่งขันกันดึงดูดนักเดินทาง จังหวัดเชียงรายกลับยืนอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่เพราะยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่อย่างเต็มที่ คำถามที่วงการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมกำลังตั้งขึ้นคือ เชียงรายจะยังคงเป็น “เมืองที่ต้องรอ” เทศกาลใหญ่หรือฤดูหน้าหนาวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่หรือไม่ หรือจะพลิกโฉมสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่มีชีวิตชีวาตลอด 365 วัน

การวิเคราะห์จากนักสื่อสารและผู้สังเกตการณ์ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมชี้ให้เห็นว่า คำตอบอยู่ที่การผสานพลังระหว่างสองจุดแข็งที่เชียงรายมีอยู่แล้วอย่างล้นเหลือ นั่นคือ “วัฒนธรรมกาแฟและคาเฟ่” กับ “ชุมชนศิลปินและศิลปะร่วมสมัย” ซึ่งหากนำมาบูรณาการอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้เชียงรายกลายเป็น “เมืองศิลปะคาเฟ่” ที่ไม่เหมือนใครในภูมิภาค

มรดกกาแฟที่ไม่เพียงแค่เครื่องดื่ม

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองที่มีร้านกาแฟมากมาย แต่คือแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพที่มีชื่อเสียงระดับสากล โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้าจากชุมชนชาวเขาบนพื้นที่สูง ชาวอาข่าในพื้นที่เชียงรายได้พัฒนาฝีมือการปลูก แปรรูป และคั่วกาแฟจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของท้องถิ่น

จากข้อมูลของวิสาหกิจชุมชนกาแฟดอยผาหมี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนอาข่าที่ประสบความสำเร็จในเชียงราย ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 50-60 คน และมีกำลังการผลิตกาแฟกะลาหลักแสนกิโลกรัมต่อปี โดยราว 60-70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำงานในธุรกิจกาแฟของชุมชนเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาและการต่อยอดสู่รุ่นถัดไป

ความสำเร็จของกาแฟเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ไร่กาแฟ แต่ขยายตัวสู่วงการคาเฟ่ที่มีความหลากหลายและสร้างสรรค์ จนมีคำกล่าวในหมู่นักท่องเที่ยวว่า “เชียงรายมีร้านกาแฟเยอะกว่าร้านข้าว” การออกแบบคาเฟ่ในเชียงรายมักผสมผสานระหว่างความเป็นร่วมสมัยกับเอกลักษณ์ท้องถิ่น บรรยากาศที่เป็นมิตร และการใช้เมล็ดกาแฟท้องถิ่นคุณภาพสูง ทำให้คาเฟ่ในเชียงรายไม่ใช่แค่สถานที่ดื่มกาแฟ แต่กลายเป็นพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมที่สำคัญ

ศิลปินและศิลปะที่รอคอยเวที

ขณะที่วงการกาแฟกำลังเติบโต อีกหนึ่งจุดแข็งของเชียงรายที่ไม่ควรมองข้ามคือชุมชนศิลปินที่มีความหลากหลายและมีพลัง เชียงรายเป็นที่รู้จักในฐานะบ้านเกิดของศิลปินชื่อดังระดับชาติ และยังคงดึงดูดศิลปินรุ่นใหม่ที่เคลื่อนย้ายมาสร้างฐานการทำงานในพื้นที่ ด้วยต้นทุนการครองชีพที่ต่ำกว่ากรุงเทพฯ บรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ และชุมชนศิลปินที่ให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ศิลปินเหล่านี้มักเผชิญกับปัญหาขาดพื้นที่แสดงผลงานอย่างต่อเนื่อง แกลเลอรีศิลปะในเชียงรายมีจำนวนจำกัด และส่วนใหญ่เปิดให้จัดแสดงเฉพาะเทศกาลหรืองานใหญ่ๆ เท่านั้น ส่งผลให้ศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่ทดลองรูปแบบใหม่ๆ ขาดโอกาสในการนำเสนอผลงานสู่สาธารณะ

จุดนี้เองที่เป็นโอกาสทองสำหรับการบูรณาการระหว่างวงการกาแฟและศิลปะ คาเฟ่ที่มีอยู่มากมายในเชียงรายสามารถกลายเป็น “แกลเลอรีเคลื่อนที่” หรือพื้นที่แสดงผลงานศิลปะที่เข้าถึงได้ง่ายและเปิดกว้างมากกว่าแกลเลอรีแบบดั้งเดิม การจิบกาแฟท่ามกลางงานศิลปะไม่ใช่แนวคิดใหม่ในระดับสากล แต่ในบริบทของเชียงราย มันคือโอกาสในการสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างและยั่งยืน

บทเรียนจาก Thailand Biennale 2023 ความสำเร็จที่ไม่ควรจบ

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าการผสานกาแฟและศิลปะในเชียงรายสามารถประสบความสำเร็จได้ คือ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 งานศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติที่จัดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2566 ถึงเมษายน 2567 ภายใต้แนวคิด “The Open World” (เปิดโลก)

งานครั้งนี้นำเสนอผลงานของศิลปินกว่า 60 คนจาก 21 ประเทศ และที่สำคัญคือการใช้พื้นที่ที่หลากหลายทั่วจังหวัดเชียงราย รวมถึงคาเฟ่ โรงแรม ร้านค้า และสถานที่สาธารณะต่างๆ ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแบบ Site-specific หรืองานศิลปะที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสถานที่นั้นๆ โดยเฉพาะ

ผลลัพธ์เกินความคาดหมาย งาน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 2.7 ล้านคนตลอดระยะเวลาจัดงาน 5 เดือน สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ คาเฟ่และพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการต่างได้รับความสนใจและมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ได้จางหายไปหลังงานสิ้นสุดลง คาเฟ่และพื้นที่ต่างๆ กลับมาทำงานตามปกติโดยไม่มีการจัดแสดงงานศิลปะต่อเนื่อง นี่คือโอกาสที่สูญเสียไป เพราะหากสามารถรักษาโมเมนตัมและพัฒนาให้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปีได้ เชียงรายจะไม่ต้องรองาน Biennale ครั้งต่อไปอีก 2 ปี แต่สามารถสร้างเอกลักษณ์เป็นเมืองที่มีศิลปะและวัฒนธรรมอยู่ในชีวิตประจำวันได้

ยุทธศาสตร์ “เมืองศิลปะคาเฟ่”: จากแนวคิดสู่ความเป็นจริง

การสร้าง “เมืองศิลปะคาเฟ่” ไม่ใช่เพียงแค่ให้ศิลปินนำผลงานมาแขวนในร้านกาแฟเท่านั้น แต่ต้องเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ซึ่งเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน รูปแบบที่เป็นไปได้ประกอบด้วยหลายมิติ:

  1. สร้างย่านศิลปะคาเฟ่และเส้นทางศิลปะ

การรวมกลุ่มคาเฟ่ในพื้นที่ต่างๆ ของเชียงรายให้เป็น “ย่านศิลปะคาเฟ่” โดยแต่ละร้านจะมีการจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ อาจเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่และรุ่นเก่าได้แสดงผลงาน

นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชม “เส้นทางศิลปะคาเฟ่” ได้เหมือนการเดินชมแกลเลอรี แต่ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองกว่า พร้อมทั้งได้ดื่มด่ำกับกาแฟคุณภาพสูงของเชียงรายไปในตัว การสร้างแผนที่หรือแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลนิทรรศการในแต่ละคาเฟ่จะช่วยให้นักท่องเที่ยววางแผนการเยี่ยมชมได้สะดวกขึ้น

  1. โครงการ Art Residency ในคาเฟ่

การสร้างโครงการ Art Residency หรือการให้ศิลปินพักอาศัยและทำงานในพื้นที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยใช้คาเฟ่เป็นฐานการทำงาน ศิลปินสามารถสร้างผลงานที่เกี่ยวข้องกับบริบทของคาเฟ่หรือชุมชนรอบข้าง และนำเสนอกระบวนการสร้างสรรค์ให้ผู้เข้าชมได้เห็น

รูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ให้พื้นที่กับศิลปินเท่านั้น แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจให้กับผู้มาเยือนคาเฟ่ ที่จะได้พบปะพูดคุยกับศิลปิน เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ และเข้าใจบริบททางศิลปะมากขึ้น การมีศิลปินประจำจะทำให้แต่ละคาเฟ่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีเรื่องราวที่น่าติดตาม

  1. ขายประสบการณ์ ไม่ใช่แค่สินค้า

นักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ “ซื้อกาแฟดี” หรือ “ดูงานศิลปะ” แยกกัน แต่พวกเขาต้องการ “ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมาย” ที่สามารถเชื่อมโยงกับท้องถิ่นและสร้างความประทับใจที่ยาวนาน

การจิบกาแฟชั้นดีที่มีเรื่องราวของการปลูกและแปรรูปจากชุมชนชาวเขา ภายใต้ผลงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวของเชียงราย หรือการได้พูดคุยกับศิลปินเกี่ยวกับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ คือประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น และเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายมากขึ้นและบอกต่อ

  1. ใช้ความสำเร็จดึงดูดการลงทุน

ในยุคที่นักลงทุนระมัดระวังและต้องการเห็น “หลักฐานความสำเร็จ” (Proof of Concept) ก่อนตัดสินใจ การแสดงให้เห็นว่าโมเดลเมืองศิลปะคาเฟ่สามารถทำงานได้จริงและสร้างรายได้จริงคือกุญแจสำคัญ

เมื่อมีคาเฟ่บางร้านเริ่มประสบความสำเร็จจากการจัดแสดงงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น และมีรายได้ดีขึ้น จะเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงจูงใจให้เจ้าของคาเฟ่รายอื่นๆ เข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลความสำเร็จเหล่านี้ยังสามารถใช้ดึงดูดการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสนับสนุนศิลปะทั้งในและต่างประเทศ

การลงทุนจากภายนอกจะช่วยขยายขนาดของตลาด สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบการจัดการนิทรรศการ การประชาสัมพันธ์ การฝึกอบรมบุคลากร และการสร้างเครือข่ายกับเมืองศิลปะอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้เชียงรายสามารถแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างแข็งแกร่ง

กรณีศึกษา: “ME AND SHE AND EVERYTHING WE นอยยยด์” ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง

ในขณะที่แนวคิดเมืองศิลปะคาเฟ่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน ปรากฏว่ามีศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังทำให้มันเป็นจริงอยู่แล้ว นิทรรศการ “ME AND SHE AND EVERYTHING WE นอยยยด์” ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ OBOON Coffee House (อบอุ่นคอฟฟี่เฮาส์) คือตัวอย่างที่ชัดเจนของศักยภาพที่ว่า

นิทรรศการนี้จัดโดย วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ นักสร้างสรรค์ที่ย้ายมาอยู่เชียงรายได้ 5 ปี และมีความสนใจในงานด้านการสื่อสาร ร่วมกับ NANZI (Nanzi Meechumna) ศิลปินรับเชิญ โดยใช้พื้นที่ชั้นสองของร้านกาแฟที่ประกอบด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่น เป็นพื้นที่ทดลองสร้างสรรค์

แนวคิดหลักของนิทรรศการคือการสำรวจ “สภาวะจิตภายใน” ของผู้คนในยุคที่โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิต ผ่านการเชื่อมโยงความสัมพันธ์บนโลกเสมือนเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพของร้านคาเฟ่ งานชิ้นนี้เล่นกับตัวอักษร การจัดวาง และการมองผ่าน “ฟิลเตอร์” ซึ่งสะท้อนถึงการคัดกรองสิ่งที่ถูกมองเห็นและสิ่งที่ถูกซ่อนบนโลกออนไลน์

วัชราอธิบายว่า งานนี้ต้องการ “ชวนแง้มประตูเข้ามา ‘ส่อง’ พื้นที่ ข้าวของ และผู้คน ผ่านการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่ซุกซ่อนความหมายอยู่ในระหว่างบรรทัด” โดยสำรวจผลกระทบของมวลคอนเทนต์มหาศาลบนโซเชียลมีเดีย ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่ยังเป็นปัจจัยในการกำหนดวิธีคิด วิธีมอง และการแสดงออกของผู้คน

นิทรรศการนี้สะท้อนประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจในสังคมร่วมสมัย เช่น ความวิตกกังวลจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนโซเชียลมีเดีย การผลิตซ้ำวาทกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จ ความงาม และมาตรฐานทางสังคม รวมถึงการต่อสู้เพื่อรักษาคุณค่าในตัวเองท่ามกลางความคาดหวังภายนอก

ที่สำคัญคือรูปแบบการจัดแสดงแบบ Site-specific ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพื้นที่ของคาเฟ่ ทำให้ผู้เข้าชมไม่ได้แค่มาดื่มกาแฟ แต่ได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ทางศิลปะที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของตัวเองผ่านบรรยากาศที่คุ้นเคย

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน ถึง 3 พฤศจิกายน 2568 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันเวลา 08.00-17.00 น. ซึ่งการเปิดเข้าชมฟรีและเวลาที่ยาวนานตลอดวันทำให้งานศิลปะเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มผู้ชมศิลปะเท่านั้น ภายในงานยังมี Hidden Bar ในนาม “Mangos(on)teen” ที่เพิ่มมิติความสนุกสนานและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น

ปัญหาและอุปสรรคที่ต้องเผชิญ

แม้แนวคิดเมืองศิลปะคาเฟ่จะดูมีศักยภาพ แต่การนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและยั่งยืนยังมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องเผชิญ

ความเข้าใจและการยอมรับจากเจ้าของธุรกิจ หลายเจ้าของคาเฟ่อาจยังไม่เห็นคุณค่าของการนำศิลปะเข้ามาในพื้นที่ หรือกังวลว่าจะเพิ่มต้นทุนหรือสร้างความยุ่งยาก การสร้างความเข้าใจและแสดงให้เห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น การเพิ่มจำนวนลูกค้า การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น หรือการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

การขาดระบบสนับสนุนและประสานงาน ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรหรือเครือข่ายที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างคาเฟ่ ศิลปิน และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ การมีหน่วยงานกลางที่ช่วยจัดการตารางการแสดง ประสานงานระหว่างศิลปินและเจ้าของพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ และจัดหาแหล่งทุนสนับสนุน จะช่วยให้การดำเนินงานราบรื่นและยั่งยืนมากขึ้น

การสร้างตลาดและผู้ชม การพัฒนาฐานผู้ชมที่เข้าใจและชื่นชมศิลปะร่วมสมัยต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้คนอาจยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบงานศิลปะบางประเภท การจัดกิจกรรมให้ความรู้ การพูดคุยกับศิลปิน หรือการจัด workshop ที่เชื่อมโยงศิลปะเข้ากับชีวิตประจำวัน จะช่วยสร้างความเข้าใจและความสนใจมากขึ้น

ความยั่งยืนทางการเงิน ศิลปินต้องการค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และคาเฟ่ก็ต้องการดำเนินธุรกิจที่มีกำไร การหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนศิลปะและความยั่งยืนทางธุรกิจเป็นความท้าทาย การหาแหล่งทุนสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน หรือองค์กรศิลปะ รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

บทบาทของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การผลักดันให้เชียงรายกลายเป็นเมืองศิลปะคาเฟ่อย่างแท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะบทบาทของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สามารถบรรจุแนวคิดเมืองศิลปะคาเฟ่เข้าในแผนการตลาดการท่องเที่ยวเชียงราย สร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงคาเฟ่ต่างๆ และประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจศิลปะและวัฒนธรรม การสร้างแคมเปญ “Chiang Rai: Where Coffee Meets Art” หรือคำขวัญที่คล้ายกันจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและน่าสนใจ

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (OCAC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สามารถให้การสนับสนุนทางวิชาการและงบประมาณสำหรับโครงการศิลปะในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของศิลปินท้องถิ่นและการสร้างเครือข่ายกับศิลปินและองค์กรศิลปะในระดับชาติและนานาชาติ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ การจัดทำป้ายบอกทางและข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์หรือการลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ยังสามารถจัดกิจกรรมประจำปี เช่น “Chiang Rai Art & Coffee Festival” เพื่อรวมพลังและสร้างโมเมนตัม

สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีคณะศิลปกรรมศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถเป็นแหล่งผลิตศิลปินรุ่นใหม่ และเป็นพื้นที่ทดลองแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับคาเฟ่ท้องถิ่นจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย นักศึกษาได้พื้นที่แสดงผลงานจริง และคาเฟ่ได้งานศิลปะที่สดใหม่และร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ

แนวคิดการผสานกาแฟและศิลปะเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยววัฒนธรรมได้รับการตอบรับเชิงบวกจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรม

นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลายท่านชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การมาเห็นสถานที่ แต่เป็นการแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่น การผสานกาแฟซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกับศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์ของพื้นที่ คือการสร้างประสบการณ์แบบองค์รวมที่นักท่องเที่ยวคุณภาพกำลังมองหา

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มองว่า การพัฒนาเมืองศิลปะคาเฟ่เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการท้องถิ่น กาแฟที่มีเรื่องราวและบริบททางวัฒนธรรมจะมีมูลค่าสูงกว่ากาแฟธรรมดา และคาเฟ่ที่เป็นพื้นที่ศิลปะจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและยินดีจ่ายมากขึ้น

นักวิจารณ์ศิลปะบางท่านแม้จะเห็นด้วยกับแนวคิด แต่ก็เตือนให้ระวังเรื่องการรักษามาตรฐานและคุณภาพของงานศิลปะ การทำให้ศิลปะกลายเป็นเพียงการตกแต่งหรือเครื่องมือทางการตลาดโดยปราศจากเนื้อหาที่มีความหมายอาจทำให้โครงการสูญเสียคุณค่าในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการคัดสรรและดูแลคุณภาพของงานที่นำมาจัดแสดง

เปรียบเทียบกับเมืองต้นแบบในต่างประเทศ

การพัฒนาเมืองศิลปะคาเฟ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล มีหลายเมืองที่ประสบความสำเร็จและสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เชียงราย

เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมกาแฟและศิลปะริมถนน (Street Art) ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ตรอกซอกซอยในเมืองเต็มไปด้วยงานศิลปะกราฟฟิตีและจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณภาพสูง ขณะที่คาเฟ่เล็กๆ มากมายกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง นักท่องเที่ยวสามารถเดินชม “ตรอกศิลปะ” พร้อมดื่มกาแฟคุณภาพสูงได้ในเวลาเดียวกัน เมลเบิร์นจึงกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวต้องการมาเยือนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น แม้จะขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เกิดกระแสคาเฟ่ที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมดั้งเดิมกับศิลปะร่วมสมัย หลายคาเฟ่ตั้งอยู่ในอาคารไม้เก่าที่ได้รับการบูรณะ และมีการจัดแสดงงานศิลปะหรือหัตถกรรมท้องถิ่น นักท่องเที่ยวไม่ได้มาแค่ดื่มชาหรือกาแฟ แต่มาเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบัน

พอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งกาแฟและศิลปะอิสระ” โดยมีการสนับสนุนจากเทศบาลให้คาเฟ่และร้านค้าท้องถิ่นเป็นพื้นที่แสดงงานของศิลปินอิสระ มีกิจกรรม “First Thursday” ที่แกลเลอรีและพื้นที่ศิลปะต่างๆ เปิดให้เข้าชมฟรีในวันพฤหัสบดีแรกของทุกเดือน พร้อมกับคาเฟ่และบาร์ต่างๆ ที่มีการแสดงดนตรีสดและกิจกรรมทางศิลปะ

สิ่งที่เมืองเหล่านี้มีเหมือนกันคือ ความต่อเนื่องและความเป็นระบบ ไม่ใช่แค่การจัดงานใหญ่ๆ เป็นครั้งคราว แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ศิลปะและกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

โอกาสในยุคดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมาก การผสานศิลปะกับคาเฟ่กลับกลายเป็นโอกาสทองในการสร้างเนื้อหาที่ “Instagrammable” หรือเหมาะกับการถ่ายรูปและแชร์บนโซเชียลมีเดีย

งานศิลปะที่น่าสนใจในพื้นที่คาเฟ่จะกระตุ้นให้ผู้มาเยือนถ่ายรูปและแชร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเป็นการโปรโมตฟรีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แฮชแท็กเช่น #ChiangRaiArtCafe #CoffeeAndArt #ChiangRaiCulture สามารถสร้างกระแสและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ตามกระแสเหล่านี้

นอกจากนี้ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการสร้างแผนที่เชิงโต้ตอบ แอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ หรือระบบ QR Code ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับงานศิลปะและศิลปิน จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้มาเยือนและทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับงานมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือนิทรรศการ “ME AND SHE AND EVERYTHING WE นอยยยด์” ก็สะท้อนถึงปรากฏการณ์โซเชียลมีเดียนี้เอง การที่งานศิลปะพูดถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อจิตใจ ขณะเดียวกันก็อาศัยโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการเผยแพร่และดึงดูดผู้ชม คือความขัดแย้งที่น่าสนใจและสะท้อนความซับซ้อนของยุคสมัย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมท้องถิ่น

หากเชียงรายสามารถพัฒนาเป็นเมืองศิลปะคาเฟ่ได้อย่างยั่งยืน ผลกระทบเชิงบวกจะเกิดขึ้นในหลายมิติ

ด้านเศรษฐกิจ จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้างขึ้น ไม่เพียงแต่เจ้าของคาเฟ่และศิลปิน แต่ยังรวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ช่างฝีมือ ธุรกิจที่พักและร้านอาหาร ตลอดจนธุรกิจบริการอื่นๆ การมีนักท่องเที่ยวตลอดปีจะช่วยลดความผันผวนของรายได้ที่มักเกิดขึ้นในเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาล

ด้านสังคม จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชุมชน ศิลปินรุ่นใหม่จะมีโอกาสทำงานในบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายไปเมืองใหญ่ ผู้คนในชุมชนจะมีโอกาสเข้าถึงศิลปะและวัฒนธรรมมากขึ้น และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับชุมชนจะช่วยสร้างความเข้าใจและความผูกพันที่แน่นแฟ้น

ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เน้นประสบการณ์มากกว่าการบริโภคมวลชน จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวที่มาเพื่อศิลปะและวัฒนธรรมมักใช้เวลาพำนักนานขึ้นและใช้จ่ายในชุมชนมากกว่า แต่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่านักท่องเที่ยวแบบมวลชน

ก้าวต่อไป: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

เพื่อให้แนวคิดเมืองศิลปะคาเฟ่เป็นจริง จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ระยะแรก (6 เดือนแรก): โครงการนำร่อง เริ่มจากการรวมกลุ่มคาเฟ่ที่สนใจประมาณ 5-10 ร้านในพื้นที่ใจกลางเมืองเชียงราย จัดหาศิลปินที่สนใจเข้าร่วม และสร้างตารางการจัดแสดงที่ชัดเจน จัดกิจกรรมเปิดตัวพร้อมประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง เก็บข้อมูลและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ระยะที่สอง (ปีที่ 1-2): ขยายและพัฒนา หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ ขยายไปยังคาเฟ่ในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและระบบข้อมูลที่สมบูรณ์ จัดกิจกรรมประจำปีเช่น Art & Coffee Festival และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อขอการสนับสนุน

ระยะที่สาม (ปีที่ 3 เป็นต้นไป): ยกระดับสู่มาตรฐานสากล สร้างความร่วมมือกับเมืองศิลปะในต่างประเทศ เชิญศิลปินต่างชาติมาจัดแสดง และส่งศิลปินไทยไปแสดงในเมืองพี่เมืองน้อง พัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมสำหรับบุคลากร และสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืนซึ่งสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเดียว

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความต่อเนื่อง และคุณภาพ หากเชียงรายสามารถทำให้ศิลปะและกาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของเมืองอย่างแท้จริง มันจะไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาดอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “วิถีเชียงราย” ที่ยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เชียงรายไม่ต้องรออีกต่อไป

เชียงรายมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นเมืองศิลปะคาเฟ่ที่มีชีวิตชีวาตลอดปี กาแฟคุณภาพสูงจากชุมชนท้องถิ่น คาเฟ่ที่หลากหลายและสร้างสรรค์ ศิลปินที่มีความสามารถและแรงบันดาลใจ และประสบการณ์ความสำเร็จจาก Thailand Biennale ที่พิสูจน์แล้วว่ามันทำได้ ส่องภาวะจิตภายใน: นิทรรศการที่สะท้อน “Soft Power” แห่งคาเฟ่ เพื่อเป็นการพิสูจน์แนวคิดนี้ การเคลื่อนไหวของศิลปินรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับความคิดที่สดใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเชียงราย ล่าสุดคือ นิทรรศการ 𝗠𝗘 𝗔𝗡𝗗 𝗦𝗛𝗘 𝗔𝗡𝗗 𝗘𝗩𝗘𝗥𝗬𝗧𝗛𝗜𝗡𝗚 𝗪𝗘 นอยยยด์”

นิทรรศการนี้จัดแสดงโดย วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ นักสร้างสรรค์ผู้ย้ายมาอยู่เชียงรายและสนใจงานด้านการสื่อสาร ร่วมกับศิลปินรับเชิญ NANZI Nanzi Meechumna โดยใช้พื้นที่ของ OBOON Coffee House (อบอุ่นคอฟฟี่เฮาส์) เป็นพื้นที่ทดลอง

แก่นสารของงาน เป็นงานทดลองขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น บนชั้นสองของร้านกาแฟ ที่สำรวจ สภาวะจิตภายใน” ผ่านความสัมพันธ์บนโลกเสมือนอย่างโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะผลกระทบของมวลคอนเทนต์มหาศาลและวาทกรรมทางสังคมที่ก่อให้เกิดความคาดหวัง ความวิตกกังวล และการ นอยซ์” ภายในจิตใจ

  • งานทดลองกึ่ง Site-Specific: งานนี้เล่นกับตัวอักษร การจัดวาง และการมองผ่าน “ฟิลเตอร์” ซึ่งเชื่อมโยงตัวตนบนโลกเสมือนเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพในร้านกาแฟ
  • การเชื่อมโยงบริบท: สะท้อนความสัมพันธ์ของการกระทำที่ก่อให้เกิด ความนอยซ์” ที่ส่งคลื่นแทรกซ้อนไปในบริบทภายนอก พร้อมกระตุ้นให้ผู้เข้าชมมองกลับเข้าสู่ภายในตัวเอง เพื่อสำรวจคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการตัดสินและความคาดหวังทางสังคม

นิทรรศการ 𝗠𝗘 𝗔𝗡𝗗 𝗦𝗛𝗘 𝗔𝗡𝗗 𝗘𝗩𝗘𝗥𝗬𝗧𝗛𝗜𝗡𝗚 𝗪𝗘 นอยยยด์” จะจัดแสดงที่ OBOON Coffee House (ชั้นสอง) ตั้งแต่ 13 กันยายน ถึง 3 พฤศจิกายน 2568 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน 08.00 – 17.00 น. โดยมีการเปิดตัวในวันที่ 13 กันยายน เวลา 16.30 น. ซึ่งภายในงานยังมี Hidden Bar ในนาม Mangos(on)teen เปิดทำการอีกด้วย

การเกิดขึ้นของนิทรรศการเช่นนี้ในพื้นที่ของคาเฟ่ เป็นการตอกย้ำว่าเชียงรายมีศักยภาพในการเป็น เมืองศิลปะคาเฟ่” ที่มีชีวิตชีวาด้วยตัวเอง การนำเสนอผลงานที่ลึกซึ้งและทันสมัยเช่นนี้ในพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายอย่างร้านกาแฟ คือก้าวสำคัญที่จะทำให้เชียงรายไม่ต้องรอให้ใครมาจุดไฟ แต่สามารถสร้างแสงสว่างให้ตัวเองได้ตลอดปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายคว้า 4 รางวัล “เพชรพระนคร” ครอบคลุมวรรณศิลป์-หัตถกรรม ตอกย้ำเมืองศิลปิน

เชียงรายเชิดชูศิลปิน “เพชรพระนคร” ปี 2568 พลังสร้างสรรค์สี่สาขาผงาดเวทีชาติ

เชียงราย ,26 กันยายน 2568 –  บริเวณหอประชุมใหญ่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บทพิสูจน์ของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่หยั่งรากในชุมชนได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธีมอบ รางวัลเพชรพระนคร แก่ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านวัฒนธรรมจากเชียงราย 4 ท่าน ครอบคลุมสี่สาขาหลักของมรดกภูมิปัญญา ตั้งแต่วรรณศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ ไปจนถึงศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยโครงการรางวัลนี้เป็นกิจกรรมเชิดชูเกียรติที่ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จัดต่อเนื่องถึง ครั้งที่ 7 ประจำปีพุทธศักราช 2568 และมีเกณฑ์การสรรหา-คัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส ครอบคลุมอย่างน้อย 12 สาขา ของงานวัฒนธรรมร่วมสมัยและดั้งเดิม

จากเวทีจังหวัดสู่เวทีประเทศ

เวลา 09.00 น. เสียงประกาศเชิญผู้มีเกียรติเข้าสู่หอประชุมใหญ่ดังขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมในพื้นที่ทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวก ผู้รับรางวัลพร้อมครอบครัวและครูช่างชุมชนทยอยเข้าที่นั่ง บรรยากาศยังคงความเรียบง่ายแต่ทรงความหมาย เพราะทุกคนตระหนักว่า “ใบประกาศเกียรติคุณ” บนเวทีคือจุดเริ่มของภารกิจใหม่—การถ่ายทอดองค์ความรู้กลับสู่ชุมชน โดยมีหน่วยงานรัฐระดับจังหวัดทำหน้าที่พี่เลี้ยงและเชื่อมโยงเครือข่ายต่อไป. ข้อมูลเชิงพิธีการ เวลา และสถานที่ ได้รับการสื่อสารทางการผ่านช่องทางของจังหวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายอย่างชัดเจน

รางวัลเพชรพระนครกรอบสาขาที่ “ครอบคลุมทั้งหน้าฉากและหลังฉาก”

รางวัลเพชรพระนครตั้งต้นจากเจตนารมณ์ “ยกย่องผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม” ครอบคลุมทั้งระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป และแบ่งสาขาย่อยหลากหลาย เช่น ทัศนศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณศิลป์ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน คหกรรมศิลป์ ศาสนาและขนบธรรมเนียม การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาท้องถิ่นและเศรษฐกิจพอเพียง บำเพ็ญประโยชน์และจิตอาสา กีฬาและนันทนาการ รวมถึงสาขาเกี่ยวเนื่องอื่นตามที่ประกาศในปีนั้น ๆ กรอบดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ “ทั้งระบบ” ของงานวัฒนธรรม ที่เห็นคุณค่าทั้งผู้สร้างสรรค์หน้าฉากและผู้ปิดทองหลังพระในโครงสร้างชุมชน

รายชื่อผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติจากเชียงรายปี 2568

  1. นายฉลอง พินิจสุวรรณ — สาขา วรรณศิลป์ (เหรียญทอง) ผู้สร้างรากฐานงานเขียนร่วมสมัยที่หยิบยกท้องถิ่นเป็นฐาน แล้วขยายสู่สาธารณะในวงกว้าง ชื่อของ “ฉลอง” เชื่อมโยงกับชีวประวัติด้านวรรณศิลป์และการทำงานด้านภาษาในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยาวนาน
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ — สาขา ดุริยางคศิลป์ (เหรียญทอง) เป็นแบบอย่างของการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรม สร้างเวทีให้เยาวชนทดลอง-เรียนรู้ และประยุกต์องค์ความรู้ทางดนตรีกับชีวิตร่วมสมัย
  3. นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี — สาขา ทัศนศิลป์ (เหรียญทอง) สะท้อนศักยภาพ “เมืองศิลปิน” ของเชียงราย ผ่านผลงานที่เชื่อมแกลเลอรี ชุมชนศิลป์ และพื้นที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน.
  4. นางสาวนิธี สุธรรมรักษ์ — สาขา ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน (เหรียญเงิน) ต้นแบบการอนุรักษ์และดัดแปลงภูมิปัญญางานช่างมือสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและตัวตนวัฒนธรรมให้กับชุมชน.

หมายเหตุ: รายชื่อและสาขาดังกล่าวถูกสื่อสารยืนยันโดยหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัดและหน่วยงานผู้จัดรางวัล โดยเฉพาะประกาศผลทางการของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

จากความภาคภูมิใจสู่โจทย์ “ถ่ายทอด-ต่อยอด” ในพื้นที่

เมื่อเสียงปรบมือสุดท้ายจบลง โจทย์ที่เริ่มต้นทันทีคือ “จะถ่ายทอดอย่างไรให้ถึงมือคนรุ่นใหม่” บทเรียนจากเชียงรายชี้ว่า “การเชิดชู” จะงอกเงย เมื่อมี กลไกการส่งต่อความรู้ ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

  • บทบาทครูชุมชนศิลป์: ศิลปินผู้ได้รับรางวัลเข้าเยี่ยมโรงเรียน อบต. ศูนย์การเรียนรู้ จัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ สร้างแรงบันดาลใจที่ลงมือทำได้จริง
  • ฐานข้อมูลดิจิทัลผลงาน: รวบรวมหนังสือ เพลง งานจิตรกรรม ลวดลายหัตถกรรม และคลิปการสาธิตไว้ในแหล่งเปิด เพื่อให้นักเรียน-ครู-ผู้ประกอบการเข้าถึง
  • เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: เชื่อมศูนย์ศิลป์ แหล่งหัตถกรรม ตลาดชุมชน และเวทีดนตรีท้องถิ่น ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นรายได้ทางเลือกของชุมชน

มองเชิงนโยบาย นี่คือ Soft Power ฐานราก ที่จับต้องได้—เพราะหนึ่งรางวัล อาจเท่ากับหนึ่งโครงการใหม่ในหมู่บ้านหนึ่งแห่ง ถ้าร้อยรางวัลเชื่อมกัน จะเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งจังหวัด

เชียงรายในภาพกว้างระบบนิเวศวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนกัน

จุดแข็งของเชียงรายคือ การทำงานร่วมกันของสถาบันการศึกษา หน่วยงานวัฒนธรรม ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาสังคม การได้รับรางวัลทั้งสี่สาขาในปีนี้ ทำให้ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ของ “ศิลปะ—ความรู้—เศรษฐกิจชุมชน” ครบถ้วน ตั้งแต่งานเขียน (สร้างความคิด) ดนตรี (ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม) ทัศนศิลป์ (ยกระดับภาพลักษณ์) จนถึงหัตถกรรม

ทำไม “กรอบสาขา 12 หมวด” จึงสำคัญต่อมาตรฐานการคัดเลือก

กรอบสาขาที่ชัดเจนคือหลักประกันว่า รางวัลเน้น คุณค่าเชิงสาธารณะ มากกว่าความโด่งดังเฉพาะบุคคล การเปิดพื้นที่ตั้งแต่ ศิลป์ คหกรรม จิตอาสา จนถึงกีฬาและนันทนาการ แปลว่า งานวัฒนธรรมไม่ได้จำกัดเฉพาะ “เวที” หากครอบคลุม “วิถี” อันเป็นเหตุผลที่ชื่อของครูช่าง ผู้จัดการชุมชน หรือครูภูมิปัญญา สามารถปรากฏเคียงข้างศิลปินมืออาชีพได้อย่างภาคภูมิ ทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในประกาศและคำอธิบายกิจกรรมของหน่วยงานผู้จัด

บทเรียนเชิงนโยบายจากพิธีมอบรางวัลปีนี้

  1. รัฐ-สถาบัน-ชุมชน ต้องทำงานแบบสามเหลี่ยม: จังหวัดช่วยอำนวยการ สถาบันอุดมศึกษากำกับมาตรฐาน และชุมชนเป็นเวทีทดลองและต่อยอด
  2. สร้างเส้นทางอาชีพด้านศิลปะอย่างจริงจัง: หลักสูตรสั้น คูปองทักษะ เวิร์กช็อป และคลินิกธุรกิจชุมชน จะเปลี่ยนรางวัลเป็น “รายได้”
  3. สื่อสารสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ: การเผยแพร่ผลและเกณฑ์ผ่านเพจ/เว็บทางการ ช่วยให้การคัดเลือก “ตรวจสอบได้” และชวนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมมากขึ้น

 “ราก” ของศิลปินทำให้ “รางวัล” งอกงาม

ในบรรดาผู้รับรางวัล ชื่อของ ฉลอง พินิจสุวรรณ คือภาพสะท้อนว่าฐานรากการศึกษาและการทำงานยาวนานในพื้นที่ภาคเหนือ—ตั้งแต่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมไปจนถึงบทบาทด้านภาษา—คือทุนทางสังคมที่สั่งสมแล้วผลิดอกบนเวทีประเทศ

รางวัลครั้งนี้บอกอะไรกับอนาคตเชียงราย

  • บอกว่า เมืองนี้มี “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “ดาวเด่น” เมื่อสี่สาขาสำคัญถูกยกย่องพร้อมกัน แปลว่าระบบนิเวศวัฒนธรรมทำงานครบห่วงโซ่
  • บอกว่า ความภูมิใจต้องแปรเป็น “โครงการ” ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และตลาด เพื่อให้วัฒนธรรมอยู่ได้ด้วยคุณค่าและมูลค่า
  • บอกว่า ความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก (มีประกาศผลและเกณฑ์บนช่องทางทางการ) คือทุนความน่าเชื่อถือที่เติมให้รางวัลมีน้ำหนักและยืนระยะได้

พิธีมอบ รางวัลเพชรพระนคร ปี 2568 ที่เชียงรายไม่ใช่เพียงไฮไลต์ปลายปี แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้น” ของการเดินทางบทใหม่ในพื้นที่—ซึ่งต้องการทั้งพลังสาธารณะและพลังหน่วยงาน หากเดินหน้าตามสามหลักการ “ถ่ายทอด-ต่อยอด-ตรวจสอบได้” รางวัลในวันนี้จะงอกเงยเป็นหลักสูตร เวที และรายได้ของชุมชนในวันพรุ่งนี้ และทำให้ Soft Power ฐานราก ของเชียงรายและล้านนามีน้ำหนักต่อเนื่องบนเวทีประเทศ

นายฉลอง พินิจสุวรรณ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาวรรณศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาดุริยางคศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี – รางวัลเพชรพระนคร สาขาทัศนศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
นางสาวนิธี สุธรรมรักษ์ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเหรียญเงิน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

ศิลปินเอกพงษ์ ใจบุญ สร้างสรรค์ “Peony” จากรากเหง้าวัฒนธรรมไทย-จีนในเชียงราย

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่แห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับแรงบันดาลใจจากคนรุ่นใหม่ เพื่อพลิกฟื้นย่านการค้าเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัดเชียงราย

ย่านธนาลัยและในเวียงในอดีตนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมผสานของกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน แต่เดิมย่านนี้เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่คึกคัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคึกคักนั้นอาจไม่เท่าเดิมอีกต่อไป นิทรรศการนี้จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยแรงปรารถนาที่จะนำเรื่องราว ประสบการณ์ ความทรงจำ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ามาถ่ายทอด เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสใหม่ในการพัฒนาต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา

การจัดแสดงครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดเชียงราย ที่ร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากย่านถนนธนาลัย ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของเมืองเชียงรายได้อย่างชัดเจน เนื้อหาในนิทรรศการครอบคลุมพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องราวของร้านค้าเก่าแก่และธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกันพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่

หนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในนิทรรศการนี้คือ ประติมากรรมชื่อ “Peony” หรือ “ดอกโบตั๋น” โดยนายเอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินร่วมสมัยผู้ให้ความสำคัญกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมและศิลปะพื้นถิ่น นายเอกพงษ์เปิดเผยว่า ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการลงพื้นที่ในย่านธนาลัย และได้นำเอาแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัฒนธรรมไทย-จีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของย่านการค้านี้มาสร้างสรรค์ ดอกโบตั๋นในวัฒนธรรมจีนถือเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ในอดีตของย่านธนาลัยที่เคยรุ่งเรืองด้านการค้า

ผลงาน “Peony” ไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมนูนต่ำที่นำเสนอเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันผ่านกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้งและการเลือกใช้วัสดุที่มีความหมาย นายเอกพงษ์ได้ผสานความเชื่อเรื่องดอกโบตั๋นเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในย่านธนาลัย อาทิ เส้นสายของลายฉลุ ลวดลายไม้สลัก และรูปทรงที่ถอดแบบจากภูมิปัญญาช่างไม้โบราณ เพื่อแสดงถึงความงามอันเป็นนิรันดร์ของอดีตในบริบทของโลกปัจจุบัน

ความโดดเด่นของ “Peony” ยังอยู่ที่กระบวนการสร้างสรรค์ที่พิถีพิถัน ศิลปินได้เลือกใช้ไม้จากธรรมชาติ ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและมีความงดงามในตัวเอง เช่น ไม้ตะเคียน ไม้แดง และไม้จำปี โดยนำมาแปรรูปเป็นองค์ประกอบทางศิลปะด้วยเทคนิคการตัดไม้เป็นรูปทรงอิสระ และนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างประณีตผ่านวิธีการบากเดือยแบบช่างไม้โบราณ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแรงและความงามของผลงานด้วยการประสานไม้ด้วยกาวและหมุดทองเหลือง

ในแง่มิติทางทัศนศิลป์ “Peony” ถ่ายทอดความสมดุลของแสง เงา และผิวสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม สร้างประสบการณ์ทางสายตาที่ลุ่มลึกให้กับผู้ชม ผลงานชิ้นนี้ช่วยให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวที่นิ่งงัน ความร่วมสมัยที่อิงรากฐานของอดีต และการสื่อสารอย่างลึกซึ้งโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำ นายเอกพงษ์เชื่อว่า “Peony” ไม่ใช่เพียงวัตถุทางศิลปะ แต่เป็นบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระหว่างศิลปะและวัฒนธรรม และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เป็นการตีความ “ความมั่งคั่ง” ในความหมายใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงทรัพย์สินเงินทอง หากแต่รวมถึงความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความงดงามของย่านธนาลัยอันไร้กาลเวลา

โครงการและนิทรรศการนี้จึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น: การนำเสนอและต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ จะช่วยกระตุ้นการค้าและบริการในย่านธนาลัยและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน
  • การอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม: การนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของย่านเก่ามาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ เป็นการรักษาคุณค่าดั้งเดิมพร้อมทั้งสร้างความน่าสนใจให้กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว
  • การสร้างแรงบันดาลใจและการพัฒนาศักยภาพ: โครงการนี้ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะ ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในสาขาต่าง ๆ เป็นการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรในพื้นที่
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิทัศน์เมือง: การพัฒนาให้ย่านธนาลัยเป็น “ย่านสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา” ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความงามและอัตลักษณ์ของเมือง แต่ยังส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนในชุมชน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: นิทรรศการและแนวคิดเรื่องย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใครในเชียงราย ซึ่งจะสร้างรายได้หมุนเวียนและกระจายไปสู่ธุรกิจในท้องถิ่น

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) เป็นการรวมพลังของหลายภาคส่วนเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของจังหวัดเชียงรายในการผสมผสานอดีตเข้ากับปัจจุบัน และสร้างสรรค์อนาคตที่รุ่งเรืองด้วยภูมิปัญญาและจินตนาการ

นายเอกพงษ์ ใจบุญ ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน "Peony" (ดอกโบตั๋น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ (Creative Economy Agency (Public Organization) – CEA Chiang Mai)
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นิทรรศการภาพถ่ายที่เชียงราย สะท้อนหลากหลายวัฒนธรรมไทย

เชียงรายเปิดนิทรรศการ “ภาพถ่ายพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย” จุดประกายคุณค่าความหลากหลายในสังคมไทย

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เปิดงาน “นิทรรศการภาพถ่าย: พหุวัฒนธรรมในประเทศไทย” หนึ่งในโครงการสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการพัฒนาการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ หอแก้วพิพิธภัณฑ์ของโบราณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) โดยจัดแสดงอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2568

จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นิทรรศการ

พิธีเปิดนิทรรศการจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้นำจากองค์กรสำคัญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการศึกษา อาทิ อ.นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง, ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย, สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมขัวศิลปะเชียงราย, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ประธานชมรมเชียงรายโฟโต้, ศิลปินเชียงราย, ช่างภาพ, และสื่อมวลชนจำนวนมาก

คุณอภินันท์ บัวหภักดี หัวหน้าโครงการฯ อดีตบรรณาธิการอนุสาร อ.ส.ท. นักเขียนและช่างภาพผู้มากประสบการณ์ นำทีมช่างภาพมืออาชีพทั้ง 8 คน ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายหายากกว่า 100 ภาพที่บันทึกการเดินทางบนแผ่นดินไทยตลอดกว่า 30 ปี

นิทรรศการที่หลอมรวมหลากหลายชาติพันธุ์บนผืนแผ่นดินไทย

นิทรรศการ “พหุวัฒนธรรม สยามสมัย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ไม่เพียงนำเสนอภาพถ่ายสวยงาม แต่ยังถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จากขุนเขาดอยสูงถึงผืนน้ำกว้างไกล สู่ท้องทุ่งอันอุดมทั่วประเทศไทย ภาพแต่ละภาพคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่หล่อหลอมความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง ผู้ชมจะได้สัมผัสความงดงามแห่งความร่วมมือ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนทุกกลุ่มบนผืนแผ่นดิน “ขวานทอง” แห่งนี้

ภายในพิธีเปิดยังได้รับเกียรติจากกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าจากอำเภอแม่จัน และกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าบ้านเมืองรวง ซึ่งเป็นบุคคลในภาพถ่ายหายาก ร่วมสร้างสีสันในงาน ขณะเดียวกันมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ถ่ายทอดเทคนิคและประสบการณ์จากช่างภาพชื่อดัง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านศิลปะและวัฒนธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

เสริมสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสื่อสารให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม โครงการเน้นย้ำการเคารพในความแตกต่าง รู้รักสามัคคี และเกื้อกูลกันในทุกกลุ่มชาติพันธุ์ อันเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมไทย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาพหุวัฒนธรรม หัวข้อ “พหุวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยว” โดยผู้นำด้านศิลปะและการท่องเที่ยว อาทิ นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง, วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย และอภินันท์ บัวหภักดี หัวหน้าโครงการฯ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ถ่ายทอดเรื่องราวจากผู้สร้างสรรค์งานศิลป์

รายชื่อช่างภาพที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานประกอบด้วย อภินันท์ บัวหภักดี, นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง, อดุล ตัณฑโกศัย, จิระพงษ์ วงศ์วิวัฒน์, Taro Evolutions, ชนาธิป อินทรวิชะ, จิตติมา ผลเสวก และกิ่งทอง มหาพรไพศาล แต่ละคนมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงการภาพถ่ายและศิลปะร่วมสมัย

คุณอภินันท์ บัวหภักดี กล่าวว่า นิทรรศการนี้จัดแสดงขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้ช่างภาพมืออาชีพได้เล่าความงามของชีวิตและวัฒนธรรมไทยผ่านภาพถ่าย ให้เยาวชนและประชาชนได้เปิดใจรับความหลากหลาย สร้างแรงบันดาลใจในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

โอกาสสำหรับเยาวชนและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

โครงการยังมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ด้วยการจัด workshop เรื่องเล่าจากภาพถ่ายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเชิญช่างภาพทั้งสายกล้องโปรและกล้องมือถือมาแบ่งปันเทคนิคและประสบการณ์ ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมกิจกรรมได้ผ่าน QR Code และ Facebook Page ของโครงการ

นอกจากนี้ โครงการยังเตรียมจัดทำหนังสือภาพ (Photo book) “ชุมชนวัฒนธรรมในประเทศไทย พหุวัฒนธรรมสยามสมัยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ในรูปแบบ e-book เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงเนื้อหาเชิงลึกและภาพถ่ายหายาก คาดว่าจะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

สะท้อนผลลัพธ์และแนวโน้มเชิงวัฒนธรรมในอนาคต

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยของจังหวัดเชียงรายและประเทศไทย กระตุ้นให้เกิดการรับรู้ถึงความงดงามของวัฒนธรรมหลากหลายชาติพันธุ์บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจอันดีในหมู่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยยกระดับความตระหนักรู้เรื่อง “พหุวัฒนธรรม” ให้แก่คนไทย โดยหวังว่าประสบการณ์จากนิทรรศการจะเป็นแรงผลักดันให้สังคมไทยเปิดกว้าง รับฟัง และยอมรับความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • นิทรรศการภาพถ่าย “พหุวัฒนธรรมในประเทศไทย” เป็น 1 ใน 23 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี 2568
  • มีภาพถ่ายหายากจาก 8 ช่างภาพมืออาชีพมากกว่า 100 ภาพ แสดงต่อเนื่อง 3 เดือน (31 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2568)
  • คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานในพิธีเปิดและกิจกรรมกว่า 500 คน (ข้อมูลจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย)
  • รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเติบโตต่อเนื่องกว่า 8% ต่อปี (ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง)
  • สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • เพจ Facebook: เที่ยวไปตามใจหนุ่มพเนจร / หนุ่ม พเนจร / นิทรรศการภาพถ่ายพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

งาน ‘Gord-Aun Craft Market’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชียงราย

งาน “Gord-Aun Craft Market กาดกอดอุ่น” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย

เชียงราย, 1 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิดงาน “Gord-Aun Craft Market กาดกอดอุ่น” ณ สวนเชียงรายดอกไม้งาม ปี่ที่ 21 สวนสาธารณหาดนครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย งานนี้จัดขึ้นโดยสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย ร่วมกับจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มาร่วมจัดแสดงสินค้าของฝากและของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

งานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (THAI MEDIA FUND) เพื่อขับเคลื่อนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ผ่านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์จากจังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวเข้ามายังพื้นที่

สร้างกระแสการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

งาน “Gord-Aun Craft Market กาดกอดอุ่น” ตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับชุมชน ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการท้องถิ่น การแสดงวัฒนธรรมและประยุกต์ การแสดงดนตรี นิทรรศการศิลปะ การทำ Workshop ในรูปแบบต่างๆ และกิจกรรมการประกวดที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม

งานนี้จะมีการจัดทั้งหมด 3 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2568 ครั้งที่ 2 จะจัดในวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ และครั้งสุดท้ายในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเชียงรายได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ

กิจกรรมและกิจกรรมพิเศษในงาน

ภายในงาน “Gord-Aun Craft Market กาดกอดอุ่น” มีการจัดกิจกรรมมากมายที่หลากหลายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เข้ามาร่วมงาน เช่น:

  • การจำหน่ายสินค้า: สินค้าและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย ทั้งของที่ระลึกและสินค้าฝีมือท้องถิ่น
  • การแสดงวัฒนธรรมและดนตรี: การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น และการแสดงดนตรีที่ผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นบ้านและดนตรีสมัยใหม่
  • การทำ Workshop: กิจกรรมการวาดภาพสีน้ำและการทำงานศิลปะอื่นๆ ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ด้วยตนเอง เช่น วาดภาพลงบนการ์ดกอดอุ่น, เพ้นท์ตุ๊กตาปูนพลาเตอร์น้องกอดอุ่น, การประดิษฐ์พวงกุญแจและกระเป๋าผ้า
  • การประกวด: มีการจัดประกวดการแสดง Cover Dance, Singing, และการประกวดวาดภาพในหัวข้อ “กอดอุ่น เดอะ ซิตี้ สโปคส์แมน”

การสนับสนุนและความร่วมมือ

งานนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ที่มีบทบาทในการพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (THAI MEDIA FUND) ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัด

การเปิดโอกาสให้กับชุมชนท้องถิ่น

นอกจากการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ แล้ว งาน “Gord-Aun Craft Market กาดกอดอุ่น” ยังถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้แสดงออกและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย โดยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เข้ามาเที่ยวชม และสัมผัสกับวัฒนธรรมและสินค้าพื้นเมืองที่มีความเฉพาะตัว

บทสรุป

งาน “Gord-Aun Craft Market กาดกอดอุ่น” ไม่เพียงแต่เป็นงานที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย แต่ยังเป็นเวทีในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ของชุมชน โดยการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการจัดกิจกรรมที่เน้นความสนุกสนานและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ งานจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายต่อไป.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE