Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ปลุกพลังวิจัยให้ไทยอัพ! สกสว. เชื่อมโจทย์เชียงรายสู่ทุน ววน. 2 หมื่นล้าน เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

สกสว. ปักหมุดแม่ฟ้าหลวง เปิดเวที Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ชู ช่องทางเข้าถึงทุนวิจัย ขับเคลื่อนเหนือสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ณ ห้องประดู่แดง 1 ชั้น 5 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยวางเป้าหมายชัดเจนในการสื่อสารบทบาทใหม่ของกองทุน ววน. ให้เป็น “ศูนย์กลางระบบนิเวศวิจัย” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเครือข่ายภูมิภาค ตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่น

ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มรายได้ เวทีครั้งนี้ถูกวางให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “โจทย์พื้นที่” กับ “เครื่องมือทุน” เพื่อพางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยเฉพาะสาขายุทธศาสตร์ของภาคเหนือ เช่น เกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส กาแฟ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง

จากผู้ให้ทุนสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศ 25 ช่องทางที่คนพื้นที่ต้องรู้

สารหลักที่ถูกส่งจากเวทีภาคเหนือครั้งนี้ คือการยืนยันว่ากองทุน ววน. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ แต่กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และจะทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. กล่าวในงานว่า สกสว. ต้องการทลายภาพจำที่งานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง พร้อมชี้ว่าในระดับประเทศมีช่องทางหรือกลไกการเข้าถึงทุนหลายประตู ซึ่งคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปร่วมได้ โดยสาระที่ถูกย้ำคือ การสนับสนุนครอบคลุมทั้งงบประมาณ เครือข่ายองค์ความรู้ และความร่วมมือที่ช่วยเปิดตลาดหรือโอกาสระดับต่างประเทศ

แก่นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเห็น “เส้นทางเดิน” ที่ชัดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโจทย์ ไปจนถึงการจับคู่กับหน่วยบริหารจัดการทุน การออกแบบโครงการ การยกระดับมาตรฐาน และการต่อยอดสู่การตลาด เพราะหากประตูมีอยู่จริง แต่คนไม่รู้ทางเข้า เม็ดเงินก็ยังวนอยู่ในกลุ่มเดิม และนวัตกรรมก็ไม่ถึงมือคนที่ต้องใช้จริง

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสาร กองทุน ววน.
ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว.

งบกองทุน ววน. กับคำถามเรื่องผลลัพธ์ เมื่อเงินต้องเปลี่ยนชีวิตคน

การสื่อสารครั้งนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่กองทุน ววน. ถูกกล่าวถึงในสังคมในฐานะกลไกงบประมาณขนาดใหญ่ โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกคาดหวังให้ “กระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม” ผ่านงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเม็ดเงินระดับนี้ถูกวางเป็นเครื่องมือชาติ คำถามใหญ่ย่อมไม่ใช่เพียงให้ทุนไปเท่าไร แต่คือให้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่หรือไม่ เกิดรายได้เพิ่มหรือไม่ เกิดการจ้างงานหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเกิดความสามารถแข่งขันระยะยาวหรือไม่

ภาพที่ สกสว. พยายามตอบผ่านเวทีภาคเหนือ คือการย้ำว่า “งานวิจัยกินได้” มีอยู่จริงในชุมชน และหลายครั้งคนในพื้นที่อาจใช้ประโยชน์อยู่แล้วโดยไม่รู้ว่าเชื่อมกับระบบทุนวิจัยของประเทศ

งานวิจัยกินได้ จากขมิ้นชันถึงกาแฟ เมื่อชุมชนต้องการรายได้ที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในงานถึงตัวอย่างงานวิจัยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน เช่น การพัฒนาขมิ้นชัน การทอผ้าไหม การพัฒนากาแฟหลากหลายรสชาติ และชาเลือดมังกร พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า เมื่อความรู้ใหม่เข้าไปเสริมในพื้นที่ สิ่งที่ต้องเกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น

ในมุมของคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ของทุน” อาจไม่ใช่ภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรมทันที แต่คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้าที่คนทำอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น สื่อสารเรื่องราวได้ดีขึ้น และสุดท้ายเชื่อมตลาดได้ไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัด คือการผลักดันงานคราฟต์ฝีมือชุมชนให้เป็นของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในระบบ อววน. และการนำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายในเวทีประชุมนานาชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การ “โชว์ของ” ของประเทศ กลายเป็น “โอกาสทางการค้า” ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์

ถ้ากลไกนี้เดินได้จริง ผลสะเทือนต่อเชียงรายย่อมมีน้ำหนัก เพราะเชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรม งานคราฟต์ กาแฟ ชา สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเติมนวัตกรรมและการตลาดจะทำให้สินค้ามีราคาใหม่ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ต้องแข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณค่า

แม่ฟ้าหลวงกับบทบาทแพลตฟอร์มลุ่มน้ำโขง เชื่อมสุขภาพ เวลเนส เกษตร และสร้างสรรค์

อีกแกนหนึ่งของงานอยู่ที่บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะแพลตฟอร์มกลางของภาคเหนือ

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเปิดพื้นที่กลางให้กองทุน ววน. เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนและผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

หากมองแบบยุทธศาสตร์ เชียงรายมีจุดแข็งที่สามารถยืนอยู่บนสี่ขาได้พร้อมกัน

  • ขาแรก เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงอาหารปลอดภัย
  • ขาที่สอง สุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมการแพทย์บูรณาการกับการท่องเที่ยว
  • ขาที่สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าและบริการ
  • ขาที่สี่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการลงทุนยุค ESG

เวทีนี้จึงเหมือนการจัดวาง “โครงร่างการลงทุนความรู้” ให้กับภูมิภาค ว่าทิศทางต่อไปไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องทำให้โจทย์พื้นที่ถูกยกเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบได้จริง และเมื่อคำตอบเกิด ก็ต้องพาไปถึงตลาด

Thailand RISE Fund กับโจทย์วัดผล เมื่อความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล

อีกด้านหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำของเวทีสื่อสาร คือเรื่อง “การวัดผล” และ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมต่อระบบวิจัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยเผยแพร่ข่าวความร่วมมือที่ สกสว. ทำงานกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของระบบ ววน. ผ่านการวัดผลที่แม่นยำ และสื่อสารให้สังคมเห็นผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเชื่อมกับเวทีภาคเหนือ ภาพที่ชัดขึ้นคือ สกสว. ไม่เพียงต้องการ “เล่าเรื่อง” ให้คนเชื่อ แต่วางหมากให้สามารถ “ชี้ตัวเลข” ให้คนเห็นด้วย เพราะในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของเงินสาธารณะไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

จุดเปลี่ยนที่เชียงราย เมื่อภูมิปัญญาต้องเดินทางให้ไกลกว่าตลาดท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย คำว่าเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่สโลแกนใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการมีเครื่องมือระดับชาติพยายามทำให้ช่องทางเข้าถึงทุนและเครือข่ายง่ายขึ้น พร้อมชี้ว่ามีหลายหน่วยบริหารจัดการทุนที่สามารถรองรับโครงการได้

ถ้ามองจากประสบการณ์พื้นที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมักติดขัดมีไม่กี่ข้อ

  1. ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากประตูไหน
  2. โจทย์ดีแต่เขียนโครงการไม่เป็น
  3. ทำของเก่งแต่ยังไม่ถึงมาตรฐานหรือยังไม่รู้ตลาด
  4. มีเรื่องราว แต่สื่อสารไม่เป็นระบบ
  5. ขาดพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปไกล

เวที Thailand RISE Fund Forum จึงพยายามตอบด้วยการประกาศบทบาทเชิงบริการมากขึ้น ให้คนพื้นที่สามารถเข้ามาปรึกษาได้ง่ายขึ้น และให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือแพลตฟอร์มร่วมกับภาคีอื่น

ประเด็นรองที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของการเปิดประตูจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูจำนวนมากก็มีความเสี่ยงในตัวเอง หากไม่มีระบบนำทางที่ดี คนพื้นที่อาจสับสนกว่าเดิมว่าโจทย์แบบไหนควรเข้าประตูไหน และเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน

อีกความเสี่ยงคือ “ความคาดหวัง” หากสื่อสารว่าเข้าถึงง่าย แต่กระบวนการยังซับซ้อนเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องทำมาหากินทุกวัน และไม่สามารถเสียเวลาหลายเดือนกับเอกสารที่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นหลังเวทีนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ กลไกสนับสนุนเชิงปฏิบัติการ เช่น คลินิกที่ปรึกษา การจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ การช่วยออกแบบโครงการ การสนับสนุนมาตรฐาน การทดสอบตลาด และการช่วยทำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน

เชียงรายในบทบาทประตูเหนือของระบบวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง

Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ากองทุน ววน. กำลังเร่งสื่อสารบทบาทใหม่ เพื่อให้คนในพื้นที่เข้าถึงทุนวิจัยและนวัตกรรมได้จริง พร้อมย้ำว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในแล็บเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในกาแฟหนึ่งแก้ว ในผ้าทอหนึ่งผืน หรือในของที่ระลึกหนึ่งชิ้นที่มีเรื่องราวและมาตรฐานรองรับ

และเมื่อกองทุน ววน. ถูกวางอยู่บนความคาดหวังระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจถัดไปย่อมไม่ใช่เพียงการจัดเวทีให้คน “รับรู้” แต่ต้องทำให้คน “เข้าถึง” และ “ใช้ได้จริง” พร้อมกับวัดผลให้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เงินวิจัยขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นการยกระดับชีวิตคนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • กองทุน ววน. มีรายงานข่าวระบุว่าได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • สกสว. มีความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม
  • งาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 จัดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดการจัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข่าว สกสว. ร่วมธนาคารโลกยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบ ววน.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มฟล. จับมือ บพท. พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มฟล. จับมือ บพท. เปิดตลาด Appropriate Technology ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานรากในเมืองชายแดน การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกำลังถูกตั้งคำถามว่า ต้องเริ่มจากการอัดเม็ดเงิน หรือเริ่มจากการยกระดับศักยภาพคนและชุมชนให้ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการจริง คำตอบหนึ่งปรากฏชัดขึ้นที่อำเภอเชียงแสน เมื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Appropriate Technology Business Matching Event ครั้งที่ 1 เพื่อเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยีที่เหมาะสม และทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จับต้องได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ด้วยยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท จากผลงานสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน

ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงงานขายของชุมชนตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณของรูปแบบตลาดใหม่ที่ให้คุณค่าแก่เรื่องเล่า วัสดุ การใช้งาน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ถูกยกระดับด้วยการออกแบบสมัยใหม่ บนพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้โบราณคดีและมรดกวัฒนธรรมของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีความสำคัญต่อภาพจำของเชียงรายในระดับประเทศ

ประเด็นเด่นที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงแสน จากเมืองเก่าสู่ตลาดใหม่ที่ขายได้จริง

แกนหลักของกิจกรรมครั้งนี้อยู่ที่แนวคิด Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้จริง และไม่สร้างภาระเกินกำลังชุมชน แนวคิดนี้สอดคล้องกับรากความคิดเรื่องเทคโนโลยีขนาดพอดีและเหมาะกับสังคม โดยเน้นความเรียบง่าย ความคุ้มค่า และการใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าความล้ำสมัยที่ชุมชนดูแลต่อไม่ได้

ยกระดับขีดความสามารถชุมชนให้ซึมซับเทคโนโลยีได้

อีกคำสำคัญที่ถูกย้ำตลอดโครงการคือ Absorptive Capacity หรือขีดความสามารถในการมองเห็นคุณค่าความรู้ใหม่จากภายนอก นำมาปรับใช้ และต่อยอดให้เกิดผลเชิงพาณิชย์ งานวิชาการคลาสสิกของ Cohen และ Levinthal ชี้ว่า ความสามารถนี้เป็นหัวใจของการเรียนรู้และนวัตกรรม เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรหรือทุกชุมชนจะนำความรู้ใหม่ไปใช้ได้ทันที หากไม่มีฐานความรู้เดิมและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ในบริบทเชียงแสน แนวคิดดังกล่าวถูกแปลให้เป็นรูปธรรมผ่านการทำงานกับนวัตกรชุมชน 50 คน และเป้าหมายการเพิ่มรายได้ครัวเรือน 112 ครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามที่ระบุในกรอบงานและเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ของโครงการ

เวทีในเมืองเก่า เมื่อของที่ระลึกต้องก้าวข้ามคำว่าแบบเดิม

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน บรรยากาศการค้าแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทดลองตลาดที่มีผู้ซื้อเป้าหมายอยู่ในพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มจัดประชุมสัมมนา และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เข้ามาให้ข้อเสนอแนะเชิงลึกต่อผลิตภัณฑ์ การตั้งเวทีลักษณะนี้ทำให้ชุมชนได้เห็นทันทีว่า สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความพร้อมใช้งาน คุณภาพวัสดุ การกำหนดราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า และเรื่องเล่าที่จับใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินค้าชุมชนในเมืองท่องเที่ยวจำนวนมากถูกจำกัดอยู่ในภาพจำของของฝากราคาย่อมเยา ซื้อครั้งเดียวจบ เมื่อผู้ซื้อเป็นนักท่องเที่ยวผ่านทาง แต่พอเศรษฐกิจเริ่มให้ค่ากับประสบการณ์และตัวตน การแข่งขันจึงย้ายจากการขายถูกไปสู่การขายความหมาย และนั่นทำให้เชียงแสนมีแต้มต่อ เพราะเมืองนี้มีเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ ศิลปะ ลุ่มน้ำโขง และวิถีชายแดนอยู่แล้ว

เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ใช่คำสวย แต่คือกลไกสร้างรายได้

หัวใจของ Appropriate Technology ในกิจกรรมนี้ คือการหยิบเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาทำให้ขายได้จริง โดยไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งจนชุมชนรับไม่ไหว การทำงานไม่ได้เริ่มจากการสั่งให้ผลิตสินค้า แต่เริ่มจากโจทย์ตลาด แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า ชุมชนมีอะไรอยู่ในมือบ้าง และจะเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบและกระบวนการผลิตแบบใด

ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิด Appropriate Technology ยังทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองชุมชนจากความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินจำเป็น เพราะในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ชุมชนไม่อยากพัฒนา แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงิน ใช้ทักษะ และใช้การบำรุงรักษาเกินกำลังมาวางไว้ แล้วปล่อยให้ชุมชนรับภาระต่อเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้จริง

บทบาท มฟล. กับการเชื่อมวิจัยลงสู่ดิน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างงานวิชาการกับตลาด โดยพาแนวคิด AI และการสร้างต้นแบบมาช่วยให้ชุมชนเห็นภาพสินค้าใหม่เร็วขึ้น ลดการลองผิดลองถูกที่กินต้นทุนเวลาและเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การทำสินค้าตามความชอบของผู้ผลิต แต่เป็นการทำสินค้าที่มีเหตุผลเชิงตลาดรองรับตั้งแต่ต้น

กระบวนการนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการพัฒนาระดับพื้นที่ที่เน้นให้เกิดผลลัพธ์จริงต่อครัวเรือน โดยบพท. ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ มีภารกิจขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านกลไกทุนวิจัย

เสียงจากภาคธุรกิจ เมื่อผู้ซื้อบอกโจทย์ตรงหน้า

หนึ่งในช่วงที่สะท้อนภาพการเรียนรู้ร่วมกันคือการให้ข้อเสนอแนะจาก บริษัท ไก่ตัวดี ซึ่งเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสร้างสรรค์ โดยให้มุมมองว่า สินค้าของนวัตกรเชียงแสนมีพัฒนาการก้าวกระโดด เข้าใจวัสดุและการใช้งานมากขึ้น แต่ยังต้องปรับจูนให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้การเข้าสู่ตลาดพรีเมียมทำได้ต่อเนื่อง

ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือสารที่ชัดเจนว่า สินค้าชุมชนไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาต่ำสุดเสมอไป หากสามารถกำหนดตำแหน่งในตลาดแบบ Niche ได้ถูกต้อง โดยเฉพาะตลาดโรงแรมและไมซ์ที่ต้องการของที่มีเรื่องเล่า ใช้ได้จริง และสื่อสารภาพลักษณ์สถานที่จัดงานหรือแบรนด์ขององค์กรได้

ตัวเลข 96,719 บาท กับความหมายที่มากกว่ายอดขาย

ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดพร้อมจ่ายให้สินค้าที่ผ่านการคิดมาแล้ว ทั้งในด้านดีไซน์ วัสดุ การใช้งาน และการเล่าเรื่อง จุดนี้ต่างจากงานออกร้านทั่วไปที่ยอดขายขึ้นอยู่กับจำนวนคนเดิน เพราะในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ผู้ซื้อจำนวนไม่มากก็สามารถสร้างผลลัพธ์สูงได้ หากเป็นผู้ซื้อที่มีอำนาจตัดสินใจและมีการใช้งานต่อในระบบธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดคือการเพิ่มรายได้สุทธิให้ครัวเรือนเป้าหมายอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพชีวิต ไม่ใช่รายได้ครั้งคราว

มาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ

เมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อจากภาคธุรกิจ สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องมาตรฐาน การผลิตให้สม่ำเสมอ และการส่งมอบตรงเวลา นี่คือด่านที่หลายชุมชนสะดุด เพราะการผลิตแบบครัวเรือนอาจยังไม่พร้อมสำหรับคำสั่งซื้อที่ต้องการคุณภาพเท่ากันทุกชิ้น

การสร้างแบรนด์ที่ไม่ทิ้งรากเหง้า

สินค้าพรีเมียมต้องมีแบรนด์ แต่การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงโดยไม่ทำให้เรื่องเล่าถูกทำให้บางลง คือโจทย์สำคัญ หากเชียงแสนจะเดินไปสู่ภาพเมืองมรดกที่ทันสมัย ชุมชนต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความจริงแท้ของท้องถิ่น

ช่องทางตลาดหลังจบงาน

งานจับคู่ธุรกิจเป็นตัวเร่ง แต่ตลาดยั่งยืนต้องมีช่องทางหลังงาน ทั้งการเชื่อมกับโรงแรม ร้านของที่ระลึกคุณภาพสูง ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้รายได้กระจายตลอดปี ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะอีเวนต์

ก้าวต่อไปของเชียงแสนในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ ววน.

ในภาพนโยบายระดับประเทศ แนวทางยกระดับรายได้ครัวเรือนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง โดยกรอบเป้าหมายที่เผยแพร่ผ่านระบบข้อมูลภาครัฐด้านวิจัย ระบุการมุ่งยกระดับรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระดับพื้นที่

เมื่อเชียงแสนถูกยกเป็นพื้นที่ทดลองที่เชื่อมวิจัย นวัตกรรมชุมชน และตลาดเข้าด้วยกัน เมืองเก่าจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแบบถ่ายรูปแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีรายได้หมุนเวียนจริง และถ้ากลไกนี้ทำงานได้ต่อเนื่อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับทักษะคนรุ่นใหม่ให้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่เป็นอาชีพ เป็นรายได้ และเป็นความภาคภูมิใจ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที

หนึ่ง เลือกพัฒนาสินค้าที่เริ่มจากโจทย์การใช้งานจริง ไม่เริ่มจากของที่ทำถนัดอย่างเดียว
สอง สร้างเรื่องเล่าของสินค้าให้ชัด ตั้งแต่ที่มา วัสดุ ความหมาย และวิธีใช้ เพื่อให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมกล้าจ่าย
สาม รวมกลุ่มกันเพื่อคุมมาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ เพราะคำสั่งซื้อจากธุรกิจต้องการความสม่ำเสมอ
สี่ ใช้เวทีจับคู่ธุรกิจเป็นพื้นที่รับคำวิจารณ์ ไม่ใช่พื้นที่ขายอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากผู้ซื้อคือทางลัดในการพัฒนาสินค้า
ห้า วางแผนช่องทางขายต่อเนื่องหลังงาน ทั้งร้านพันธมิตร โรงแรม และออนไลน์ เพื่อให้รายได้ไม่สะดุด

สถิติและข้อมูลสำคัญจากกิจกรรมและกรอบโครงการ

  • วันที่จัดกิจกรรม 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน จากสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน
  • นวัตกรชุมชนเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา 50 คน
  • เป้าหมายครัวเรือน 112 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามกรอบผลลัพธ์ที่ระบุในเอกสารโครงการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกิจกรรมและเป้าหมายโครงการ MFU GAIl จากข้อความรายละเอียดที่ผู้ใช้แนบ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ข้อมูลภาพรวมสถานที่และบทบาทแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ บพท ข้อมูลภารกิจและบทบาทหน่วยงาน
  • แนวคิด Absorptive Capacity อ้างอิงจากบทคัดย่อผลงาน Cohen และ Levinthal ปี 1990 เรื่อง Absorptive Capacity A New Perspective on Learning and Innovation
  • แนวคิด Appropriate Technology ภาพรวมแนวคิดและนิยามเชิงสาธารณะจากแหล่งอ้างอิงสากล
  • เพจ เชื่อม รัด มัด ร้อย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME