Categories
TRAVEL

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ปี 2569

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2569

กรุงเพทฯ,25 มีนาคม 2569 – ภาพเปิดงานที่มากกว่างานแฟร์ท่องเที่ยว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนนักเดินทาง แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์ รายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และความสามารถในการทำให้คนไทยอยากออกเดินทางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่างานแสดงสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะงานนี้กำลังทำหน้าที่เป็นเวทีใหญ่ของนโยบายท่องเที่ยวไทยในภาคปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่ฮอลล์ 1 ถึง 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีเปิดด้วย

ความสำคัญของภาพเปิดงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พิธีการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สารซึ่งภาครัฐต้องการส่งต่อไปยังผู้คนทั้งประเทศว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 จะไม่หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่สวยงามหรือแคมเปญชวนเที่ยวเท่านั้น แต่จะขยับไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า การยกระดับสินค้าท้องถิ่น และการทำให้เมืองรองมีพื้นที่มากขึ้นในจินตนาการของนักท่องเที่ยวไทย

แกนของงานคือการผลักไทยเที่ยวไทยให้มีความหมายมากขึ้น

ข้อมูลจากการจัดงานระบุชัดว่า วัตถุประสงค์ของเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปีนี้ คือการประชาสัมพันธ์และสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับตลาดในประเทศ อีกทั้งยังเน้นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากเมืองท่องเที่ยวหลักสู่เมืองท่องเที่ยวรอง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ และพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ในปี 2569

หัวใจของการสื่อสารทั้งหมดถูกร้อยเข้ากับแนวคิด สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ผ่านกรอบ 5 Must Do in Thailand ซึ่งประกอบด้วย Must Taste อิ่มใจ, Must Try วัดใจ, Must Buy ฮีลใจ, Must Seek เพลินใจ และ Must See ชื่นใจ แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่ารัฐกำลังมองการท่องเที่ยวในฐานะประสบการณ์รอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปถึงจุดหมาย แต่ต้องมีรสชาติ มีกิจกรรม มีการซื้อของที่มีความหมาย มีการค้นพบ และมีภาพความประทับใจที่ทำให้คนอยากกลับไปอีก

เมื่อพิจารณาจากทิศทางนี้ จะเห็นได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รวมบูธจังหวัดต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว แต่กำลังพยายามยกเอา “ประเทศไทยฉบับเข้มข้น” มาวางตรงหน้าให้ผู้บริโภคได้สัมผัส และในกระบวนการนั้น เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็ได้รับพื้นที่สำคัญอย่างชัดเจน

เชียงรายและพะเยาในงานใหญ่ระดับประเทศ

หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของงานปีนี้ คือบูธ เชียงรายและพะเยา ในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่รวมของดี ของอร่อย และงานคราฟต์สร้างสรรค์จากสองจังหวัด ภายใต้การสื่อสารจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่เชิญชวนผู้ร่วมงานให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของบูธอย่างใกล้ชิด

สาระสำคัญของบูธนี้อยู่ที่การรวบรวมผู้ประกอบการจากเชียงรายและพะเยารวม 11 ราย มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนอาหาร โซนเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ และ โซน OTOP CRAFT การจัดวางเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการเล่าตัวตนของพื้นที่ผ่านสามภาษาในเวลาเดียวกัน ภาษาแรกคือรสชาติ ภาษาาที่สองคือไลฟ์สไตล์ และภาษาที่สามคือภูมิปัญญากับงานออกแบบ

เมื่อมองในมุมข่าว บูธเชียงรายและพะเยาจึงไม่ใช่แค่ร้านค้ามาตั้งขายของในงาน แต่คือภาพแทนของเศรษฐกิจชุมชนที่กำลังพยายามเชื่อมตัวเองเข้ากับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

11 ผู้ประกอบการกับการเล่าเรื่องสองจังหวัดผ่านของกิน ของใช้ และงานสร้างสรรค์

ใน โซนอาหาร ผู้ร่วมงานได้พบกับ ร้านข้าวซอยน้ำคั่ว จังหวัดเชียงราย หมูฝอยสมุนไพรแม่พิม จังหวัดเชียงราย และ ร้านสุขแต๊ จังหวัดพะเยา รายชื่อเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายและพะเยาไม่ได้ขายอาหารเพียงในฐานะของกิน แต่กำลังนำอาหารขึ้นมาเป็นตัวแทนเรื่องเล่าของพื้นที่ ทั้งรสชาติพื้นเมือง ความเป็นครัวเหนือ และการปรับอาหารท้องถิ่นให้สอดรับกับผู้บริโภคร่วมสมัย

ใน โซนเครื่องดื่มและเบเกอรี่ มีทั้ง วันทีแอทอะไทม์ จังหวัดเชียงราย สเตลล่า คาเฟ่ แอนด์ บาร์ จังหวัดเชียงราย และ โรงคั่วกาแฟพะเยา จังหวัดพะเยา การมีร้านลักษณะนี้อยู่ในบูธเดียวกันบอกให้เห็นว่าภาคเหนือไม่ได้มีเพียงอาหารพื้นเมืองดั้งเดิม แต่กำลังเติบโตในด้านวัฒนธรรมชา กาแฟ และธุรกิจคาเฟ่ที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างชัดเจน

ส่วน โซน OTOP CRAFT มีผู้ประกอบการอย่าง ผ้าปักบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย NineShop99 Chiang Rai วรากรไหมฝ้าย จังหวัดเชียงราย ญาดาผักตบชวา จังหวัดพะเยา และ คราฟท์ สตูดิโอ แบรนด์จินจ๋า จังหวัดพะเยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเมืองรองในวันนี้ไม่ได้แยกขาดจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกต่อไป งานผ้า งานแฟชั่น งานจักสาน และงานคราฟต์ท้องถิ่นกำลังถูกยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านไปสู่สินค้าที่มีดีไซน์ มีเรื่องราว และมีศักยภาพในตลาดจริง

บูธเล็กที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของเมืองรอง

เหตุผลที่บูธเชียงรายและพะเยามีน้ำหนักในทางข่าว ไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้า แต่อยู่ที่มันสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน ทุกสินค้าที่ถูกนำมาแสดงในงานล้วนเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบอาหาร งานฝีมือ ภูมิปัญญาผ้า หรือวัฒนธรรมกาแฟและเครื่องดื่ม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสินค้าที่ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของชุมชนได้

ในอดีต เมืองรองจำนวนมากมักถูกโฆษณาผ่านภาพธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันกำลังบอกเราว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางจากอาหาร จากคาเฟ่ จากของฝาก จากงานคราฟต์ และจากเรื่องราวของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น การนำผู้ประกอบการทั้ง 11 รายมาสู่เวทีระดับประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเฉพาะกิจ หากเป็นการวางตำแหน่งของเชียงรายและพะเยาให้เป็นจุดหมายที่มีทั้งรสชาติและบุคลิกชัดเจน

นโยบายระดับกระทรวงเดินมาถึงระดับผู้ประกอบการจริง

คำกล่าวของ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ มีน้ำหนักอย่างมากในการอธิบายภาพใหญ่ของงาน เธอระบุว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับ ททท. จัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 44 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน

ประโยคสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่คำว่า มูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือสิ่งที่บูธเชียงรายและพะเยากำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือ พื้นที่ไม่ได้ถูกส่งเสริมเพียงให้ขายของ แต่ถูกผลักให้เปลี่ยนความเป็นตัวเองให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องละทิ้งรากเดิม

ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่า งานนี้เป็นกิจกรรมการตลาดที่ยกความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว และจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีจากการสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม นี่คือคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า เวทีนี้ไม่ใช่งานขายบูธเพียงห้าวัน แต่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณยาวตลอดปีไปยังตลาดท่องเที่ยวทั้งประเทศ

โซนภาคเหนือกับการเปลี่ยนภาพจำจากฤดูหนาวสู่จุดหมายทั้งปี

ภายใต้ 9 โซนกิจกรรมหลักของงาน โซนภาคเหนือ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” โดยมุ่งผลักภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้ตลอดทั้งปีในลักษณะ Year Round Destination พร้อมนำเสนอภาคเหนือในรูปแบบ “Contemporary Lanna”

แนวคิดนี้สำคัญมากต่อเชียงรายและพะเยา เพราะที่ผ่านมา ภาพจำของภาคเหนือมักผูกอยู่กับฤดูหนาวเป็นหลัก แต่การนำเสนอผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ในงานครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังถูกเล่าใหม่ในฐานะพื้นที่ที่มีแรงดึงดูดตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเมื่อก่อนคนเลือกไปเชียงรายเพราะอากาศหนาวหรือไปพะเยาเพราะบรรยากาศเงียบสงบ วันนี้รัฐกำลังพยายามทำให้คนอยากเดินทางไปเพราะมีของกินน่าสนใจ มีร้านกาแฟคุณภาพ มีงานผ้าสวย มีงานคราฟต์ร่วมสมัย และมีประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ไม่มีที่อื่น

กรมการท่องเที่ยวใช้พื้นที่เดียวกันย้ำมาตรฐานและเทคโนโลยี

ในอีกมิติหนึ่ง งานนี้ยังเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภารกิจของ กรมการท่องเที่ยว ผ่านบูธที่กองพัฒนาบริการท่องเที่ยวจัดแสดง โดยเนื้อหาครอบคลุมมาตรฐานและบริการท่องเที่ยว ข้อมูลที่พัก กิจกรรมจาก 5 ภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน สถานประกอบการ ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อการท่องเที่ยว

ประเด็นนี้ทำให้ภาพของงานมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น เพราะบอกว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเชื่อมเรื่องมาตรฐาน เทคโนโลยี และระบบบริการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักท่องเที่ยวด้วย เมื่อผนวกเข้ากับผู้ประกอบการจริงในพื้นที่อย่างเชียงรายและพะเยา ก็ยิ่งเห็นโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาถึงระดับร้านค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

9 โซนกิจกรรมสะท้อนการยกทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว

หนึ่งในเหตุผลที่เทศกาลเที่ยวเมืองไทยยังคงมีน้ำหนักในฐานะเครื่องมือการตลาดระดับชาติ คือการที่งานไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การแบ่งภาคตามภูมิศาสตร์ แต่พยายามสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่ากำลังเดินทางผ่านทั้งประเทศในพื้นที่เดียว

ปีนี้มีการจัด 9 โซนกิจกรรม ครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ โซน Amazing Thailand โซน Road to Sustainability โซนพันธมิตรและผู้ประกอบการ รวมถึงเวทีกลางซึ่งจัดกิจกรรมบันเทิงและการแสดงตลอด 5 วัน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างบรรยากาศการอยากเดินทางอย่างเป็นระบบ

สำหรับเชียงรายและพะเยา การอยู่ในงานลักษณะนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าการขายของหน้าบูธ เพราะได้อยู่ในบริบทที่ผู้คนเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่อยู่แล้ว และพร้อมเชื่อมโยงสิ่งที่ชิม สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ซื้อ เข้ากับแผนการเดินทางในอนาคต

ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ถูกทำให้เห็นผ่านการจัดงาน

อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือการที่ ททท. เดินหน้าต่อเป้าหมาย Zero Waste to Landfills ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีจุดคัดแยกขยะ 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน และขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการจัดการขยะอย่างครบวงจรเพื่อลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อน

แม้รายละเอียดนี้จะดูเป็นเรื่องเบื้องหลังงาน แต่ในมุมข่าวเชิงลึก มันคือสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพยายามทำให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกำลังผลักแนวคิดความยั่งยืนให้หลุดจากการเป็นเพียงถ้อยคำในงานสัมมนา ไปสู่การปฏิบัติจริงแม้ในอีเวนต์ขนาดใหญ่

บูธเชียงรายและพะเยาในเวทีใหญ่ของประเทศ

เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าบูธเชียงรายและพะเยาในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 มีความหมายมากกว่าพื้นที่ออกบูธขายสินค้า เพราะเป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ระดับพร้อมกัน

ระดับแรก คือการเปลี่ยนผ่านของ เมืองรอง ที่ไม่ได้รอให้คนแวะผ่านอีกต่อไป แต่เริ่มแสดงตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจนผ่านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง

ระดับที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านของ นโยบายท่องเที่ยวไทย ที่พยายามขยับจากการตลาดเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า ยกระดับมาตรฐาน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

ระดับที่สาม คือการเปลี่ยนผ่านของ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนผู้ประกอบการ ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่ แต่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจจริงในท้องถิ่นออกมาเป็นผู้เล่าเรื่องจังหวัดของตัวเองต่อหน้าผู้บริโภคโดยตรง

ในความหมายนี้ บูธเชียงรายและพะเยาจึงเป็นมากกว่าจุดชิม จุดช้อป หรือจุดเช็กอินในงาน หากเป็นภาพย่อส่วนของทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่พยายามทำให้การเดินทางมีทั้งความสุข คุณค่า รายได้ และความยั่งยืนอยู่ในเรื่องเดียวกัน และถ้าการผลักดันนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็อาจไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกของนักเดินทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจุดหมายที่ถูกตั้งใจเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย
  •  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
  •  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30% ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนจากสงครามไกลตัว กำลังกลายเป็นแรงกดดันใกล้ตัวของเมืองท่องเที่ยวไทย เมื่อสงครามในตะวันออกกลางขยายวงและลากยาว ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ที่เวทีการเมืองระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานในตลาดโลกอีกต่อไป หากเริ่มไหลเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวของไทยทีละชั้น ผ่านเที่ยวบินที่หายไป นักท่องเที่ยวที่ชะลอการเดินทาง และการยกเลิกการจองห้องพักที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งต่างพึ่งพาตลาดต่างชาติในบางฤดูกาลและบางเซ็กเมนต์อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 สายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณเที่ยวบินทั้งหมด โดยสนามบินที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือสุวรรณภูมิและภูเก็ต และยังมีผลกระทบต่อเชียงใหม่ด้วย แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ถึงขั้นทำให้ระบบท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนบรรยากาศตลาดจากความคึกคักให้กลายเป็นความระแวดระวัง

ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนเที่ยวบินที่หายไป แต่คือผลทางจิตวิทยาที่ตามมา นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางจำนวนไม่น้อยต้องใช้เส้นทางบินที่เกี่ยวพันกับภูมิภาคขัดแย้ง เมื่อเส้นทางไม่แน่นอน ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ และต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น การตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าช่วงปกติ

เชียงใหม่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างเป็นรูปธรรม

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่เริ่มเห็นผลกระทบเชิงตัวเลขเด่นชัดที่สุดจากข้อมูลที่แนบมา นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมสมายล์ ล้านนา ให้ข้อมูลว่า อัตราการยกเลิกการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป เพิ่มจากราวร้อยละ 20 ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 มาเป็นร้อยละ 30 ในช่วงล่าสุด

สาระสำคัญของตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก 20 เป็น 30 เพียงอย่างเดียว แต่คือการบอกว่าตลาดหลักบางกลุ่มที่เคยช่วยพยุงเชียงใหม่ในช่วงกรีนซีซันกำลังอ่อนแรงลงพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่นิยมธรรมชาติและบรรยากาศฝน รวมถึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่หลายเส้นทางต้องใช้จุดพักเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อสายการบินอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือระงับเที่ยวบิน ผลกระทบจึงเกิดขึ้นโดยตรงต่อปลายทางอย่างเชียงใหม่

นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน โดยระบุกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า เดือนมีนาคมพบการยกเลิกห้องพักเพิ่มจาก 20 Room Night เป็น 50 Room Night และที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือยอดจองระหว่างเดือนหายไปราวร้อยละ 20 จากความไม่เชื่อมั่นในการเดินทางของตลาดยุโรปและอเมริกา ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะการจองที่มีอยู่แล้ว แต่ยังกระทบการตัดสินใจจองใหม่ด้วย

เชียงรายยังไม่ถึงขั้นทรุดตัว แต่สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้น

แม้เชียงรายจะมีโครงสร้างตลาดต่างจากเชียงใหม่ และเดือนมีนาคมตามปกติก็ไม่ใช่ช่วงพีกของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่บทสัมภาษณ์ของ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย สะท้อนว่า ภาคธุรกิจในพื้นที่เริ่มสัมผัสแรงกดดันอย่างชัดเจนจากบรรยากาศสงครามและความไม่แน่นอนของการเดินทาง

จากถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ วิโรจน์มองว่า ในระยะสั้นเดือนมีนาคมเดิมก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม จึงยิ่งกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จองล่วงหน้าสำหรับเดือนเมษายน พฤษภาคม และช่วงปิดเทอม ซึ่งเริ่มมีการยกเลิกมากขึ้น และหลายโรงแรมที่รับกรุ๊ปทัวร์ได้รับผลกระทบชัดเจนประเมินว่า หากมองในแง่การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ เชียงรายน่าจะได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุประกอบไว้ยังสะท้อนว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงรายจากการสอบถามสมาคมโรงแรมอาจได้รับผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ในบางช่วงข้อความมีการกล่าวถึงร้อยละ 40 ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาชีพข่าว ค่าที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังคือระดับประมาณร้อยละ 30 เพราะสอดคล้องกับข้อมูลเชียงใหม่และทิศทางของบทสัมภาษณ์มากกว่า ส่วนค่าร้อยละ 40 ควรถือเป็นตัวประเมินเบื้องต้นที่ยังต้องการการยืนยันเพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือสถิติทางการ

ปัญหาไม่ได้มีแค่ต่างชาติหาย แต่คนไทยก็เริ่มชะลอเดินทาง

ประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์คือ ไม่ได้มองผลกระทบจำกัดอยู่แค่ตลาดต่างชาติ แต่เห็นว่าตลาดในประเทศกำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากประเด็นน้ำมันและความรู้สึกไม่มั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ ถึงกับประเมินว่า ปีนี้สงกรานต์อาจเงียบกว่าปกติ เพราะประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่ต้องหวงและไม่แน่ใจว่าจะเดินทางได้สะดวกเพียงใด

แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นความเห็นจากภาคเอกชนในพื้นที่ ไม่ใช่สถิติทางการ แต่ก็มีน้ำหนักในเชิงสถานการณ์ เพราะสอดคล้องกับข้อมูลจาก ททท. ที่ยอมรับว่า ความกังวลของประชาชนในช่วงสั้น ๆ ยังอยู่ที่ค่าครองชีพและปัญหาการเข้าถึงน้ำมัน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการจำกัดการเติมน้ำมัน แม้ภายหลังภาครัฐจะอนุญาตให้เติมเต็มถังได้ตามปกติแล้วก็ตาม

จุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตท่องเที่ยวรอบนี้ไม่ใช่การหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่เป็นแรงกดดันซ้อนทับกันระหว่างต้นทุนการเดินทาง ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้คน

ททท. ยังไม่ลดธง และเลือกเดินเกมรุกตลาดในประเทศ

ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 ไว้ที่ 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท โดย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า แม้สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงานและทำให้การใช้พลังงานในประเทศไม่เหมือนเดิม แต่ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกกว่า 100 วัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องการหาปั๊มเติมที่ยากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาพรวม

ททท. จึงเลือกเดินเกมผ่านการกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน และยังย้ำว่า ททท. ไม่เคยหยุดทำตลาดเลยแม้ในช่วงที่เผชิญปัจจัยลบ

ในมุมของการสื่อสารต่อสาธารณะ ท่าทีนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสในการประคองตลาดผ่านการเดินทางภายในประเทศ แม้ตลาดต่างชาติบางส่วนจะสะดุดก็ตาม

สงกรานต์เชียงรายยังถูกดันต่อในฐานะเมืองน่าเที่ยว

แม้ภาคเอกชนในเชียงรายจะกังวลกับยอดจองและบรรยากาศสงกรานต์ แต่ฝั่งหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวยังเดินหน้าสื่อสารเชิงบวกต่อเนื่อง โดย ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ประชาสัมพันธ์ 10 พิกัดเที่ยวงานสงกรานต์และจุดเล่นน้ำในจังหวัด พร้อมเชิญชวนให้วางแผนการเดินทางต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศจัดงาน “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” และระบุให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยวของปี 2569

น้ำหนักของข้อมูลส่วนนี้อยู่ที่การสะท้อนความพยายามของรัฐในการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวและใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพยุงความเชื่อมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้ภาคเอกชนจะกำลังรับแรงกดดันจากยอดยกเลิก แต่ภาครัฐยังไม่ถอยจากการโปรโมต และยังพยายามทำให้เชียงรายคงสถานะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของสงกรานต์ล้านนา

สำหรับคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันคือรอยต่อระหว่าง สัญญาณลบจากตลาดจริง กับ ความพยายามเชิงนโยบายในการรักษาอารมณ์การเดินทางของสังคม ว่าสุดท้ายแล้ว ด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากันในช่วงก่อนเทศกาล

ภาคเอกชนเชียงรายเสนอรวมพลังทำโปรโมชั่นทั้งเมือง

อีกมิติหนึ่งที่โดดเด่นจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์ คือข้อเสนอให้ภาคเอกชนเชียงรายหยุดคิดแบบต่างคนต่างอยู่ และหันมาร่วมกันทำโปรโมชั่นทั้งเมืองมองว่า หากมีเพียงโรงแรมบางแห่งลดราคา หรือบางร้านอาหารทำโปรโมชันเพียงลำพัง พลังต่อรองและแรงดึงดูดจะไม่มากพอ แต่หากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการหลายกลุ่มร่วมมือกัน ก็อาจสร้างภาพจำใหม่ให้เชียงรายกลายเป็นปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางในช่วงภาวะไม่ปกติ

แนวคิดนี้สอดรับกับท่าทีของ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ที่ระบุว่า ททท. เตรียมพิจารณาโยกงบประมาณราว 5 ถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำแคมเปญส่งเสริมการตลาดระยะสั้นแบบเจาะจงพื้นที่ และมุ่งสร้างสมดุลด้านค่าใช้จ่ายผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรม เช่น การลดราคาห้องพักจาก 3,000 บาท เหลือ 2,000 ถึง 2,500 บาท เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น

สิ่งนี้บอกเราว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มคิดไปในทิศทางเดียวกันแล้ว คือการพยายามทำให้ ค่าใช้จ่ายรวมของการเดินทางไม่สูงขึ้นจนคนยอมแพ้ต่อการท่องเที่ยว ถ้าราคาน้ำมันดันต้นทุนขึ้น ก็ต้องหาทางกดต้นทุนส่วนอื่นลงมาชดเชย

ตลาดต่างชาติยังไม่หายทั้งหมด และยังมีสัญญาณบวกบางส่วน

แม้ข่าวส่วนใหญ่จะรายงานด้านลบ แต่ข้อมูลจาก ททท. ยังมีบางสัญญาณที่ช่วยถ่วงดุลภาพรวมได้ น.ส.ฐาปนีย์ ระบุว่า หลังจากตลาดต่างชาติชะลอตัวในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทย 628,451 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 12,222 คน หรือร้อยละ 1.98 เฉลี่ยวันละ 89,779 คน

ตัวเลขนี้มีความหมายในเชิงการตีความข่าว เพราะสะท้อนว่า แม้ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกห้องพัก แต่ในภาพรวมประเทศ ตลาดต่างชาติยังไม่ถึงขั้นถดถอยพร้อมกันทั้งหมด และยังอาจพอหาตลาดอื่นเข้ามาชดเชยได้ โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และอินเดียตามที่ ททท. ระบุไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงรายและเชียงใหม่ โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าตลาดรวมของประเทศจะฟื้นหรือไม่ แต่คือจะดึงตลาดทดแทนเข้าสู่พื้นที่ได้เร็วพอหรือเปล่า ก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไปจะผ่านพ้นไป

ภาคการบินยังโตได้ แต่โตช้ากว่าที่เคยคาด

AEROTHAI ประเมินว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในไทยลดลงจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง และทำให้ต้นทุนน้ำมันของสายการบินเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2568 เพียงแต่เป็นการเติบโตที่จำกัด ไม่เกินร้อยละ 3 และต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนเกิดวิกฤต

นี่คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ข่าวมีความสมดุล เพราะแม้ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ใช่สถานการณ์ล้มทั้งกระดาน ทว่าก็เพียงพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น และไม่สามารถใช้สมมติฐานการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป

บทสรุปของภาคเหนือในวันที่ต้องประคองทั้งตลาดและความเชื่อมั่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดจากยอดยกเลิกห้องพักที่เพิ่มถึงร้อยละ 30 ขณะที่เชียงรายแม้จะยังไม่มีตัวเลขทางการที่แข็งเท่าเชียงใหม่ แต่เสียงจากภาคธุรกิจชี้ว่า สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้นทั้งจากกรุ๊ปทัวร์ที่ยกเลิก การจองล่วงหน้าที่ชะลอ และความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวก่อนสงกรานต์

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามตรึงความเชื่อมั่นผ่านการตลาดในประเทศ งานเทศกาล และการผลักดันแคมเปญลดต้นทุนการเดินทาง ส่วนภาคเอกชนก็เริ่มมองหาความร่วมมือใหม่เพื่อดึงคนไทยเข้ามาทดแทนช่องว่างของตลาดต่างชาติ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวของโรงแรมหรือสายการบิน แต่เป็นข่าวของเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งระบบ เพราะทุกการยกเลิกห้องพักหมายถึงรายได้ที่หายไปของคนขับรถ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผู้ค้าของฝาก และแรงงานภาคบริการอีกจำนวนมาก ในวันที่สงครามอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เชียงใหม่และเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลสะเทือนของมันสามารถเดินทางมาถึงเมืองท่องเที่ยวไทยได้เร็วและลึกกว่าที่หลายคนคิด

เจียงฮายอัปเดต Chiang Rai Update : อัปเดตบรรยากาศถนนคนเดินเชียงราย 14 มี.ค.69
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทสัมภาษณ์ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ประชาชาติธุรกิจ : สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงแรมเชียงใหม่ ยอดจองวูบ 30%… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1979422
  • ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่องเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 จำนวน 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท และแนวทางกระตุ้นตลาดในประเทศ ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.
  • ข้อมูลจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ AEROTHAI วันที่ 18 มีนาคม 2569 เรื่องเที่ยวบินยกเลิกกว่า 1,000 เที่ยวบินจากผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
  • ข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการจัดงานสงกรานต์ทั่วไทย ปี 2569 และการระบุเชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

จุดเปลี่ยนเชียงราย เมื่อ “ความสวย” สู้ “ข้อมูล” ไม่ได้ ยุทธศาสตร์ใหม่ดึงนักท่องเที่ยวค้างคืนและกลับซ้ำ

เชียงราย ณ จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมื่อ “ตัวเลข” ส่งสัญญาณว่าเมืองสวยอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป

เชียงราย, 11 มกราคม 2569 – สายลมหนาวปลายปีพัดพาเกล็ดหมอกลอยต่ำเหนือแม่น้ำกก ขณะเดียวกัน “คลื่นข้อมูล” ชุดใหม่จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ กำลังกระแทกเข้ามายังจังหวัดเหนือสุดของสยามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขรายได้ จำนวนนักท่องเที่ยว และเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์ ต่างบอกตรงกันว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หากไม่เร่งปรับกลยุทธ์จากการขายความสวยงาม ไปสู่การออกแบบ “ประสบการณ์และเรื่องเล่า (storytelling)” อย่างเป็นระบบ เมืองที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นดาวรุ่งของภาคเหนือ อาจกลายเป็นเพียง “เมืองผ่าน” ที่นักท่องเที่ยวแวะมาครั้งเดียวแล้วจากไป

บทความเชิงวิเคราะห์นี้พยายามต่อภาพจากหลายชิ้นส่วน ตั้งแต่สถิติการท่องเที่ยวล่าสุด นโยบายระดับชาติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปจนถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักท่องเที่ยวต่อแหล่งท่องเที่ยวไทยในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำมาถามคำถามสำคัญว่า “เชียงรายพร้อมหรือยังกับยุค Data-Driven Tourism ที่สวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเล่าเรื่องและบริหารประสบการณ์ให้เป็นด้วย”

เชียงราย “ทางผ่าน” ที่ไม่ได้แปลว่าจุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของโอกาส

คำว่า “เหนือสุดยอดในสยาม” มักทำให้คนปรามาสว่าเชียงรายเป็นปลายทางที่ไปต่อไม่ได้ แต่หากเรามองข้ามเส้นเขตแดนทางกายภาพ แล้วแทนที่ด้วยเส้นกราฟทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เราจะพบว่าเชียงรายคือ จุดตัดและทางผ่านที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค” เชียงรายไม่ใช่ “สุดทาง” ของแผนที่ แต่มันคือ “จุดเปลี่ยน” ของยุทธศาสตร์ ถ้าประเทศไทยคือตัวเครื่องบิน เชียงรายก็คือส่วนปีกที่คอยโต้ลมพาความเจริญให้พุ่งทะยานไปสู่ระดับนานาชาติ

  1. ทางผ่านของฟันเฟืองเศรษฐกิจ (Economic Gateway)

ในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน เชียงรายทำหน้าที่เป็น สะพานเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียนเข้ากับจีนตอนใต้ ความเจริญจากต่างแดนต้องหลั่งไหลผ่านประตูบานนี้ และสินค้าไทยต้องใช้เชียงรายเป็นทางผ่านเพื่อกระจายสู่ตลาดโลก

  • จากเมืองปิดสู่ระเบียงเศรษฐกิจ: เชียงรายคือหัวใจของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) ที่ทำให้เม็ดเงินและนวัตกรรมวิ่งผ่านไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง
  1. ทางผ่านของแสงสีและเทศกาล (Cultural Crossroads)

เชียงรายไม่ใช่เมืองที่เงียบเหงา แต่เป็นทางผ่านของกระแสวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก ทั้งศิลปะร่วมสมัย เทศกาลดนตรี และงานกีฬา

  • Soft Power ที่เคลื่อนที่: เมื่อเราจัดเทศกาล ความเจริญด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการจะถูกยกระดับขึ้นทันที เชียงรายกลายเป็น “สถานี” ที่นักคิด นักเขียน และศิลปินต้องมาหยุดพักเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย ก่อนจะส่งต่อแรงบันดาลใจเหล่านั้นไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ
  1. ทางผ่านของความเจริญที่ยั่งยืน (Hub of Modernity)

การเป็นทางผ่านในที่นี้ หมายถึงการเป็น ตัวกลางการส่งต่อความเจริญ” จากส่วนกลางไปสู่ระดับภูมิภาค ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ และเทคโนโลยีการเกษตร เชียงรายกำลังเปลี่ยนตัวเองจากเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่คอยรับส่งนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เติบโตในพื้นที่

ภาพใหญ่ของการท่องเที่ยวไทย จากตัวเลขสู่ยุทธศาสตร์ใหม่

ระดับประเทศ ททท.ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่การท่องเที่ยวไทยกลับมาสร้างรายได้รวมแตะ 3 ล้านล้านบาท อีกครั้ง แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2 ล้านล้านบาท และจากการท่องเที่ยวภายในประเทศอีกราว 1 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่คาดว่าปิดที่ 32.8–32.97 ล้านคน ขณะที่ตลาดในประเทศตั้งเป้า 208 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มจาก 202 ล้านคน-ครั้งในปีก่อนหน้า

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เคยสูงถึง 39.9 ล้านคน แต่ในเชิงรายได้ ททท.ต้องการ “กลับสู่ระดับ 2562 ให้ได้” ผ่านแนวคิดสำคัญคือ “Value over Volume” หรือการมุ่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ใช้จ่ายสูง ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์มากกว่าปริมาณคนเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์นี้ถูกถ่ายทอดลงในกรอบ “Amazing 5 Economy” และ กลยุทธ์ 6S ที่เน้นการดึงดูดกลุ่มคุณภาพ เช่น

  • Wellness Economy / Life Economy การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์
  • Sub-Culture Economy เจาะกลุ่มเฉพาะทางตั้งแต่คอหนัง (Film Maker) กีฬา Yacht & Cruise ไปจนถึงกลุ่ม Night Economy
  • การใช้ Smart Experience, Story to Tell, Sustainable Tourism และ Safety & Security เป็นฐานยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย

การเปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็น Amazing Thailand Ambassador การผลักดัน Night Economy และการจับมือกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Expedia Group เพื่อสร้าง “Intelligence Hub” ของข้อมูลการท่องเที่ยว ล้วนสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุคที่ “ทุกการตัดสินใจต้องมี Data รองรับ”

คำถามคือ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ จังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย อยู่ตรงไหนของกระดานหมากรุก?

ตัวเลขเดือนพฤศจิกายน 2568 ภาพรวมไทยเที่ยวไทย และตำแหน่งของเชียงราย

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่อง สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า

  • คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน (-0.39% Y-o-Y)
  • แต่สร้างรายได้สูงถึง 99,000 ล้านบาท (9.90 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.18% แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น

เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับจังหวัด

  • กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทั้งด้านจำนวนนักท่องเที่ยว (2.86 ล้านคน) และรายได้ (23,446 ล้านบาท)
  • เชียงใหม่ ติดอันดับ 4 ด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือน (943,449 คน) และอันดับ 3 ด้านรายได้ (7,735 ล้านบาท)
  • ที่สำคัญ เชียงรายแม้ไม่ได้ติด Top 5 ด้านจำนวนคน แต่ติดอันดับ 4 ด้านรายได้ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ด้วยตัวเลข 4,449 ล้านบาท อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนการเดินทาง

หากมองภาพรวมตามภูมิภาค

  • ภาคเหนือมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3,662,046 คน สร้างรายได้ 18,413 ล้านบาท
  • ภาคกลางและภาคตะวันตกมีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด 7.26 ล้านคน ขณะที่กรุงเทพฯเพียงพื้นที่เดียวมีรายได้เกิน 23,000 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสองประเด็นสำคัญต่อเชียงราย เชียงรายถือเป็นหนึ่งใน “หัวหอกเศรษฐกิจท่องเที่ยว” ของภาคเหนือในแง่รายได้ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในขณะที่ยอดเดินทางในประเทศโดยรวมขยับขึ้นช้า ๆ แต่รายได้ต่อทริปเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ นั่นหมายความว่าจังหวัดที่สามารถออกแบบประสบการณ์และสินค้าให้ “มีมูลค่า” จะได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าจังหวัดที่พึ่งพาแต่ปริมาณคน

เชียงรายในสมรภูมิท่องเที่ยวภาคเหนือ เมืองสวยที่เสี่ยงกลายเป็น “เมืองผ่าน”

หากมองทั้งปี 2568 ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยวระบุว่า เชียงรายมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 5,755,778 คน อยู่ในอันดับที่ 15 ของประเทศ และเป็น อันดับ 2 ของภาคเหนือรองจากเชียงใหม่ ที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10.6 ล้านคน หรือเกือบสองเท่าของเชียงราย

ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนภาคภูมิใจว่าเชียงรายยังเป็น “จังหวัดท่องเที่ยวหลัก” แต่เมื่อเทียบกับผลสำรวจ “จังหวัดที่คนไทยอยากกลับไปเที่ยวซ้ำมากที่สุด” จากเพจท่องเที่ยวชื่อดัง Go Went Go (5 กันยายน 2024) กลับพบว่า เชียงรายติดเพียงอันดับ 13 ขณะที่จังหวัดอื่นในภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ ลำปาง และเลย ทะยานสู่อันดับต้น ๆ แทบทั้งหมด

เมื่อเชื่อมโยงกับผลสำรวจของ Agoda ปี 2024 ที่ระบุว่า

  • คนไทย 74% มีพฤติกรรมกลับไปเที่ยวจังหวัดหรือประเทศเดิม
  • 54% กลับไปซ้ำ 1–3 ครั้งในรอบ 10 ปี และอีก 17% กลับไปมากกว่า 10 ครั้ง
  • เหตุผลหลักคือ “ความสนุกในการผจญภัย” (32%) “อาหารอร่อย” (23%) และ “ศิลปะวัฒนธรรม” (20%)
  • ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจกลับซ้ำ ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทาง 53% อาหารท้องถิ่นอร่อย 49% ความปลอดภัยและความสะอาด 42% ทำเลสะดวก 38% และการช้อปปิ้ง 30%

เมื่อปรับเลนส์มาดูเชียงราย จึงเห็นความย้อนแย้งชัดเจน เชียงรายมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัยระดับโลก ตั้งแต่วัดร่องขุ่น ไปจนถึงสามเหลี่ยมทองคำ แต่กลับไม่สามารถแปลงจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็น “เหตุผลในการกลับมาเที่ยวซ้ำ” ได้อย่างเต็มศักยภาพ

โครงสร้างที่สับสน เมื่อภาครัฐ–เอกชนเดินคนละทิศ

หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ถูกพูดถึงบ่อยในเชียงราย คือ การขาด KPI ร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ภาครัฐมักชี้วัดความสำเร็จด้วย “จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจังหวัด” หรือ “มูลค่าทางเศรษฐกิจรวม” ในขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องรับมือกับความเป็นจริงที่ซับซ้อนกว่า เช่น อัตราการเข้าพักโรงแรม รายได้ต่อห้องต่อคืน และการใช้จ่ายจริงในร้านอาหาร ร้านของฝาก หรือกิจกรรมท่องเที่ยว

ตัวอย่างที่สะท้อนช่องว่างนี้ได้ชัด คือ พฤติกรรม “ไป–กลับวันเดียว” ของนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่มายังเชียงราย มีข้อมูลว่าบางกลุ่มยอมเช่าเหมาไป–กลับในราคาเที่ยวละราว 5,000 บาท โดยไม่ค้างคืน ทั้งที่เงินจำนวนเดียวกันสามารถจองโรงแรมระดับ 3–4 ดาวในเชียงรายได้อย่างสบาย แสดงให้เห็นว่า “เชียงรายยังไม่มีจุดดึงดูดหรือกิจกรรมพอจะทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจค้างคืน”

ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งถนนและระบบขนส่งที่ดีขึ้น กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไป–กลับได้สะดวกขึ้น หากไม่ได้รับการออกแบบเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันอย่างมีกลยุทธ์

การตลาดแบบ “ใกล้วันค่อยทำ” กับความเสี่ยงที่จะถูกแซง

แม้เชียงรายจะมีเทศกาลสำคัญ เช่น งานเชียงรายดอกไม้งามและมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ซึ่งล่าสุดสร้างเงินหมุนเวียนคาดการณ์กว่า 50 ล้านบาท และขยายการจัดงานไปถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกิจกรรมโฟล์กซองและดอกไม้เมืองหนาวที่หาดเชียงราย แต่ปัญหาที่สะท้อนจากผู้ประกอบการคือ

เชียงรายยัง ทำการตลาดแบบใกล้เวลา” ขาดปฏิทินกิจกรรมระยะยาวและแผนประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า 6–12 เดือน ขณะที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ วางแผนเดินทางล่วงหน้าตั้งแต่จองเที่ยวบินและที่พัก หากไม่มีข้อมูลเหตุการณ์สำคัญที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจึงเลือกไปจังหวัดอื่นที่การวางแผนชัดเจนกว่า

เมื่อเทียบกับจังหวัดที่มีการบริหารงานเชิงบูรณาการ เช่น เชียงใหม่ ที่มีทั้งเทศกาลระดับนานาชาติ งานวิ่ง งานดนตรี และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่อเนื่องตลอดปี ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น “เมืองที่ต้องมา” (Top of Mind Destination) ขณะที่เชียงรายยังถูกมองเป็น “เมืองที่ถ้ามีเวลาเหลือค่อยแวะ”

เสียงเงียบจากสมาคมท่องเที่ยว สัญญาณเตือนจากโลกโซเชียล

ในยุคที่การสื่อสารดิจิทัลกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการรับรู้ การเคลื่อนไหวขององค์กรธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงรายบนโซเชียลมีเดีย กลับสะท้อนภาพที่น่ากังวล หวังพึ่งเฉพาะเพจท่องเที่ยวแค่ภาครัฐ ททท.สำนักงานเชียงราย แล้วสมาคมอื่นคงต้องตั้งคำถามว่าจัดตั้งมาช่วยส่วนไหนได้บ้าง

  • เพจสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโพสต์ล่าสุดเมื่อ 1 ตุลาคม 2568
  • เพจสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงรายมีความเคลื่อนไหวบ้างในช่วงต้นปี 2569
  • เพจสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด หยุดอัปเดตตั้งแต่ตุลาคม 2568
  • เพจด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนหลายแห่งแทบไร้ความเคลื่อนไหว

ความเงียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านภาพลักษณ์ แต่สะท้อนให้เห็นถึง การขาดความพร้อมด้านการสื่อสารเชิงรุก การขาด Single Command หรือศูนย์กลางสั่งการร่วมในการวางแผนสื่อสารและบริหารข้อมูล ทำให้แต่ละองค์กรทำงานในโลกของตัวเอง ไม่เชื่อมโยงข้อมูล ไม่ร่วมกันวิเคราะห์ตลาด และที่สำคัญ ยังไม่ใช้ “Data” เป็นฐานในการวางแผนจริงจัง

บทเรียนจาก “ตลาดน้ำดำเนินสะดวก” ตัวอย่างที่เชียงรายไม่ควรเดินตาม

อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โพสต์รีวิวเชิงลบเกี่ยวกับ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “กับดักนักท่องเที่ยว” ราคาค่าเรือแพงเกินจริง เน้นขายของที่ระลึกมากกว่าประสบการณ์จริง และมีพฤติกรรมเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ตั้งแต่นายหน้ารถ แท็กซี่ ไปจนถึงผู้ให้บริการเรือ – รีวิวเหล่านี้ถูกแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก

กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจาก หมอแล็บแพนด้า และกลายเป็นตัวอย่างเตือนภัยว่า หากไทย “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” ด้วยการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม ภาพลักษณ์ประเทศจะเสียหายอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวอาจหันไปเลือกประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม แทน

สำหรับเชียงราย ซึ่งกำลังมองหาทางเติบโตในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ บทเรียนจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกจึงชัดเจนว่า การรักษามาตรฐานบริการและความซื่อสัตย์ สำคัญไม่แพ้การลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพราะภายใต้ยุครีวิวออนไลน์ แค่ประสบการณ์แย่ ๆ ไม่กี่เคส สามารถทำลายความเชื่อมั่นที่ใช้เวลาสร้างมานานได้ในพริบตา

บริบทโลก เมื่อภาษี ศึกการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ผลักอาเซียนให้พึ่งการท่องเที่ยวมากขึ้น

ในระดับมหภาค การท่องเที่ยวไม่ได้เติบโตอยู่ในสุญญากาศ รายงานข่าวเศรษฐกิจระบุว่า มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่บังคับใช้กับประเทศกว่า 90 ประเทศ สะท้อนยุคใหม่ของการค้าระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความผันผวน นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอย่างอาเซียนต้องมองหา “กันชนทางเศรษฐกิจ” ใหม่

หนึ่งในกันชนที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวในฐานะ “การส่งออกบริการ” ซึ่งไม่เพียงสร้างงานและรายได้โดยตรง แต่ยังมีเอฟเฟกต์ต่อธุรกิจรอบข้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร คมนาคม ไปจนถึงธุรกิจสร้างสรรค์ต่าง ๆ ข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลก เช่น The World Travel & Tourism Council ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 14% ของ GDP ไทย และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกจะขยายตัวแตะมูลค่าเกือบ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

รายงานจาก The Business Times ยังชี้ว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีส่วนแบ่งการเติบโตของการเดินทางทั่วโลกถึง 50% ขณะเดียวกันข้อมูลจาก Expedia Group ระบุว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามพรมแดนภายในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มจาก 37% ในปี 2562 เป็น 45% ในปี 2567 แสดงให้เห็นว่า “นักเดินทางกำลังมองอาเซียนเป็นหนึ่งภูมิภาคเดียวกัน” ไม่ได้แยกเป็นประเทศเดี่ยว ๆ อีกต่อไป

ในบริบทนี้ เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือของไทย จึงไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับจังหวัดข้างเคียงเท่านั้น แต่กำลังอยู่ในสนามเดียวกับเมืองท่องเที่ยวในลาว เวียดนาม หรือเมียนมา ซึ่งต่างเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

Data-Driven สิ่งที่เชียงรายต้องมี หากไม่อยากเป็นแค่ “จังหวัดรองอันดับ 1”

จากข้อมูลและสถานการณ์ที่กล่าวมา แนวทางสำคัญที่เชียงรายจำเป็นต้องเดินตามคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวแบบ Data-Driven อย่างแท้จริง โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้อย่างน้อย 4 ด้าน

  1. ตั้ง “Tourism Data Hub” ระดับจังหวัด
    เชียงรายควรมีศูนย์ข้อมูลกลางที่รวบรวมสถิติจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เช่น ข้อมูลการเข้าพักโรงแรม เส้นทางการเดินทางที่นิยม ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป ความถี่ในการกลับมาเที่ยวซ้ำ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของ ททท. และแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Agoda หรือ Expedia ที่มีข้อมูลพฤติกรรมการค้นหาและการจองจริง
  2. กำหนด KPI ร่วมกันมากกว่าจำนวนหัว
    ตัวชี้วัดความสำเร็จของจังหวัดไม่ควรหยุดอยู่ที่ “จำนวนคนที่เดินทางเข้าเชียงราย” แต่ต้องรวมถึง
  • จำนวนคืนเฉลี่ยต่อทริป
  • รายได้เฉลี่ยต่อหัว
  • สัดส่วนผู้กลับมาเที่ยวซ้ำ
  • และระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว (ผ่านรีวิวและแบบสำรวจ)
  1. พัฒนาแพ็กเกจและปฏิทินกิจกรรมระยะยาว
    เชียงรายควรร่วมกับเอกชนและชุมชนออกแบบแพ็กเกจ เช่น “3 คืน 4 อำเภอ” ที่เชื่อมเมืองหลักกับเมืองรอง มีเส้นทางอาหารท้องถิ่น เส้นทางกาแฟ หรือเส้นทางศิลปะร่วมสมัย พร้อมประกาศปฏิทินกิจกรรมระดับจังหวัดล่วงหน้า 6–12 เดือน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “อีเวนต์ทั้งปี” ที่ ททท.ผลักดัน
  2. เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และ Sub-Culture
    ภายใต้แนวทาง Amazing 5 Economy ของ ททท. กลุ่ม Sub-Culture ตั้งแต่สายกีฬา ดนตรี แฟนภาพยนตร์ ไปจนถึงกลุ่มนักเดินทางเชิงจิตวิญญาณ เป็นตลาดใหม่ที่ทรงพลัง เชียงรายซึ่งมีทั้งทุนด้านศิลปะและวัฒนธรรม สามารถพัฒนาเทศกาลหรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม เช่น งานศิลปะร่วมสมัย งานดนตรีกลางภูเขา หรือเส้นทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณให้สอดคล้องกับแนวคิด “Healing is the New Luxury” ได้ไม่ยาก หากมีการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมออกแบบ มากกว่าปล่อยให้โครงสร้างเดิมขับเคลื่อนเพียงลำพัง

จาก “จังหวัดรองอันดับ 1” สู่ “เมืองปลายทางที่อยากกลับมาอีก”

จากตัวเลขล่าสุดของเดือนพฤศจิกายน 2568 เชียงรายพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ทำรายได้จากตลาดไทยเที่ยวไทยได้ดี ตัวเลขรายได้ 4,449 ล้านบาทในเดือนเดียว บนฐานผู้เดินทางในภาคเหนือกว่า 3.6 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าเมืองนี้มีศักยภาพด้านรายได้ต่อทริปสูง หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้ “ค้างคืนและกลับมาอีก” ได้มากขึ้น

พร้อมกันนั้น ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับชาติที่มุ่งสู่ Value over Volume, Amazing 5 Economy และกลยุทธ์ 6S ก็เปิดโอกาสให้เชียงรายก้าวขึ้นมาเป็น “เมืองปลายทางคุณภาพ” ได้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะในมิติ Wellness, Sub-Culture, Night Economy หรือ Circular Economy ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน

แต่โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเอง หากเชียงรายยังปล่อยให้ปัญหาเดิม ๆ ดำเนินต่อไป

  • ภาครัฐ–เอกชนทำงานคนละทิศ
  • สมาคมท่องเที่ยวเงียบงันในโลกออนไลน์
  • ไม่มี KPI ร่วมกัน
  • ขาดการใช้ข้อมูลในการวางแผน
  • ทำการตลาดแบบ “ใกล้วันค่อยทำ”
  • และยังไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกหันมามองหา “ประสบการณ์ที่เล่าเรื่องได้” มากกว่าภาพถ่ายสวย ๆ เชียงรายซึ่งมีทั้งทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะที่ทรงพลัง จึงยิ่งต้องเร่งเปลี่ยน “เรื่องเล่ากระจัดกระจาย” ให้กลายเป็น Storytelling เชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงทุกอำเภอ ทุกฤดูกาล และทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกัน

หากทุกภาคส่วนยอมรับความจริง เปิดพื้นที่สนทนาระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศ และร่วมกันวางเป้าหมายว่าเชียงรายจะไม่เป็นแค่ “เมืองที่แวะ” แต่เป็น “เมืองที่อยากกลับมาอีก” – จุดเปลี่ยนที่กำลังมาถึงในวันนี้ จะไม่ใช่จุดเสี่ยง แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับเชียงรายสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในสมรภูมิการท่องเที่ยวไทยและอาเซียน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 (จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย รายได้ และอันดับจังหวัด/ภูมิภาค)
  • กรมการท่องเที่ยว – สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 และการจัดอันดับจังหวัดท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) – แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2568–2569, แนวคิด Value over Volume, กรอบ Amazing 5 Economy, กลยุทธ์ 6S, เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท
  • ข้อมูลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากแพลตฟอร์ม Agoda ปี 2024 เกี่ยวกับการกลับไปเที่ยวซ้ำ ปัจจัยการตัดสินใจ และสัดส่วนการเดินทางซ้ำ
  • ข้อมูลแนวโน้มการเดินทางโลกและอาเซียนจาก Expedia Group, The Business Times, World Travel & Tourism Council (WTTC) เกี่ยวกับสัดส่วนการเติบโตของการเดินทางและมูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก
  • สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และสมาคมโรงแรมไทย (THA) – สถานการณ์นักท่องเที่ยวภาคเหนือ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย และผลกระทบจากความตึงเครียดชายแดน
  • ข้อมูลการจัดงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจของ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 และงานเชียงรายดอกไม้งามครั้งที่ 22 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • บทความและโพสต์สะท้อนปัญหาการบริการนักท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก รวมถึงข้อคิดเห็นของ “หมอแล็บแพนด้า” และรีวิวนักท่องเที่ยวต่างชาติในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นกรณีศึกษาเตือนภัยด้านมาตรฐานบริการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME