
สารหนูแม่น้ำกก: ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐ และคำแนะนำการปฏิบัติตนที่ถูกต้องสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2569 – กระแสกังวลเรื่องสารหนูในลุ่มน้ำกกที่ปะทุขึ้นจากผลตรวจในเล็บและเส้นผมของประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของการสื่อสารสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด เมื่อประชาชนจำนวนมากต้องการ “คำตอบที่ตรวจสอบได้” มากกว่าถ้อยแถลงเชิงยืนยันแบบสั่งให้เชื่อ ขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันผลตรวจคุณภาพน้ำและน้ำประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าเฝ้าระวังต่อเนื่องและตรวจซ้ำเพื่อคลี่คลายความไม่แน่นอนของข้อมูล
ท่ามกลางวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำที่ผูกพันกับการใช้น้ำ การประมง และการท่องเที่ยว ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ลามไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และภาพลักษณ์จังหวัด หน่วยงานรัฐจึงต้องเดินบนเส้นทางที่แคบระหว่าง “ไม่ทำให้ตื่นตระหนก” กับ “ไม่ทำให้ชะล่าใจ” และต้องทำให้สังคมเห็นกระบวนการกำกับความเสี่ยงที่โปร่งใส
จุดเริ่มต้นของความกังวล เมื่อผลตรวจคนดังขึ้นก่อนผลตรวจน้ำ
ประเด็นเริ่มจากข้อมูลการศึกษาของทีมนักวิชาการในพื้นที่ ซึ่งนำเสนอผลตรวจพบสารหนูสะสมในตัวอย่างเล็บและเส้นผมของประชาชนบางกลุ่มริมแม่น้ำกก จนเกิดคำถามใหญ่สองชั้นในสังคม
ชั้นแรก คือ สารหนูที่พบสะท้อนการรับสัมผัสจริงในร่างกายมากน้อยแค่ไหน
ชั้นที่สอง คือ หากมีการรับสัมผัสจริง สารหนูนั้นเป็นชนิดใด และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับไหน
ความกังวลยิ่งชัด เมื่อข่าวแพร่กระจายในวงกว้างผ่านสื่อและโซเชียล ทำให้หน่วยงานด้านปกครอง สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขต้องเร่งตั้งวงตรวจสอบและสื่อสารข้อมูลเชิงวิชาการให้ประชาชนเข้าใจบนฐานข้อเท็จจริง
ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งตั้งกรอบตรวจซ้ำ และกำชับสื่อสารให้เข้าใจง่าย
ในระดับจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พร้อมให้ข้อสังเกตต่อข้อมูลวิจัยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยรบกวน โดยเฉพาะประเด็นการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชก่อนเก็บตัวอย่าง ซึ่งอาจกระทบต่อความแม่นยำของผลตรวจ และได้มอบหมายให้ตรวจสอบซ้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลารายงานผลเพื่อสร้างความชัดเจนในสังคม
ทิศทางนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การยืนยันความปลอดภัยในยุคที่ประชาชนมีทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลสูง ต้องมาพร้อมการเปิดเผยกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่จบที่ประโยคสั้น ๆ ว่า “ปลอดภัยแล้ว”
กระทรวงสาธารณสุขย้ำ น้ำและประปาหมู่บ้านยังอยู่ในเกณฑ์ พร้อมขยายการเฝ้าระวังคนกลุ่มเสี่ยง
ด้านกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าหน่วยงานในพื้นที่รายงานผลการตรวจเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและน้ำประปาหมู่บ้าน พบว่าระดับสารหนูยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงประเมินว่าโดยรวมประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่มการตรวจเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงผ่านตัวอย่างปัสสาวะ รวมถึงตรวจการปนเปื้อนในอาหาร และติดตามคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของท่าที สธ. คือ “เฝ้าระวังเข้มขึ้น” ไม่ใช่ “ปิดประเด็น” เพราะแม้ผลตรวจที่มีอยู่จะยังไม่ชี้ความเสี่ยงเฉียบพลัน แต่ความตื่นตัวของสังคมคือสัญญาณว่าระบบเฝ้าระวังต้องละเอียดขึ้นและสื่อสารให้รอบด้าน
กรมควบคุมมลพิษสรุปตรวจน้ำต่อเนื่อง 15 ครั้ง และชี้จุดเฝ้าระวังพิเศษ
ฝั่งสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องรวม 15 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยผลการตรวจครั้งล่าสุดช่วง 13 ถึง 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ถึงอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่าค่าสารหนูส่วนใหญ่ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ยกเว้นบางจุดบริเวณสะพานท่าตอนและบ้านแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกินมาตรฐานเล็กน้อยอยู่ราว 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่โลหะหนักอื่น ๆ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นภาพแบบแผนสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรก คือ ภาพรวมยังไม่ใช่วิกฤตทั่วลำน้ำ
เรื่องที่สอง คือ มีจุดเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องและสื่อสารให้ชุมชนปลายน้ำรับรู้
สสจ.เชียงรายชี้แจงในรายการผู้ว่าฯ พบประชาชน ทำความเข้าใจสารหนูแบบไม่ตื่นตระหนก
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ชี้แจงผ่านช่องทางของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงอันตรายต่อสุขภาพประชาชน และอธิบายว่า “สารหนู” พบได้ตามธรรมชาติในดินและแหล่งน้ำ การพบสารหนูจึงไม่ได้หมายถึงอันตรายเสมอไป พร้อมให้ความรู้ว่า สารหนูมีทั้งชนิดอินทรีย์ที่มีพิษต่ำและขับออกได้ กับชนิดอนินทรีย์ที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นชนิดที่ต้องเฝ้าระวัง
ในอีกมุมหนึ่ง สสจ.ได้พยายามวางโทนการสื่อสารให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างการยืนยันเชิงสาธารณสุขกับการไม่ปฏิเสธข้อกังวล โดยแนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งเชื่อถือได้ ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม และเข้ารับการคัดกรองหากมีความกังวล
ผู้เชี่ยวชาญสะท้อนข้อจำกัดของผลตรวจเล็บและผม และเสนอใช้มาตรฐานสากล
ท่ามกลางเสียงหน่วยงานรัฐ นักวิชาการบางส่วนเสนอให้สังคม “เช็กให้ชัวร์ก่อนตระหนก” โดยชี้ว่า การตรวจเล็บและเส้นผมมีประโยชน์ในการสะท้อนการรับสัมผัสย้อนหลัง แต่มีข้อจำกัดสำคัญเรื่องการปนเปื้อนจากภายนอก เช่น น้ำที่ใช้อาบ ดิน ฝุ่น ทำให้ค่าที่วัดได้อาจสูงเกินจริง และที่สำคัญคือ หากไม่ตรวจแบบแยกชนิด จะไม่สามารถบอกได้ว่าสารหนูที่พบเป็นชนิดอนินทรีย์ที่เสี่ยงสูง หรือเป็นชนิดอินทรีย์ที่มักเกี่ยวกับอาหารบางประเภท
แนวคิดนี้สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงสากลหลายฉบับที่ระบุว่า ตัวชี้วัดจากปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจแบบจำแนกชนิด เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินการรับสัมผัสสารหนูระยะใกล้ ขณะที่การใช้เส้นผมและเล็บมีข้อควรระวังเรื่องการปนเปื้อนจากภายนอกและข้อจำกัดด้านการตีความ
เมื่อสังคมฟัง “สองภาษา” พร้อมกัน คือภาษาการบริหารความเสี่ยงของรัฐกับภาษาความไม่แน่นอนของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ทำให้ทั้งสองภาษาอยู่ร่วมกันได้คือ “ความโปร่งใสของข้อมูล” และ “ความสม่ำเสมอของการสื่อสาร”
กับดักการสื่อสารภาครัฐ สั่งให้เชื่อ กับ พิสูจน์ให้เห็น
บทเรียนชัดของเหตุการณ์นี้คือ ประชาชนจำนวนมากไม่ปฏิเสธข้อมูลรัฐ แต่ต้องการเห็นโครงสร้างข้อมูลและเหตุผลประกอบ เช่น จุดตรวจอยู่ตรงไหน ตรวจเมื่อไร วิธีตรวจอะไร มีค่าความคลาดเคลื่อนอย่างไร และหากมีข้อจำกัดก็ต้องยอมรับตรงไปตรงมา
ในทางปฏิบัติ การสื่อสารว่า “ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ควรเดินคู่กับคำอธิบายว่า มาตรฐานนั้นคืออะไร และอ้างอิงจากอะไร
ตัวอย่างสำคัญคือ การยืนยันว่าประเทศไทยยังยึดค่ามาตรฐานสารหนูในแหล่งน้ำผิวดินที่ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงในช่วงก่อนหน้า และมีการสื่อสารจากหลายสำนักข่าวและหน่วยงานรัฐย้ำว่ามิได้ปรับขึ้นเป็น 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร
เมื่อรัฐสื่อสาร “มาตรฐาน” ควบคู่กับ “ข้อมูลตรวจจริง” และ “แผนตรวจซ้ำ” ความไว้ใจจึงมีโอกาสกลับมา เพราะสังคมเห็นว่าการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่บนความรู้สึก
มาตรการที่เดินหน้าแล้ว เฝ้าระวังคน น้ำ อาหาร และการท่องเที่ยว
จากข้อมูลที่หน่วยงานต่าง ๆ แถลงร่วมกัน ภาพรวมมาตรการถูกวางไว้หลายชั้น ได้แก่
ชั้นเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม
กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำต่อเนื่องและระบุจุดเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่
ชั้นเฝ้าระวังสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้ตรวจปัสสาวะในกลุ่มเสี่ยง ตรวจอาหาร และติดตามระบบน้ำประปาหมู่บ้าน
ชั้นสื่อสารความเสี่ยง
สสจ.เชียงรายให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ลดความตื่นตระหนก และเปิดช่องให้ประชาชนเข้ารับการคัดกรอง
สิ่งที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเฝ้ารอ คือ การรายงานผลตรวจซ้ำที่กำหนดกรอบเวลาให้ชัด และการเปิดเผยข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าจุดไหนควรระวังเป็นพิเศษ และควรปรับพฤติกรรมการใช้น้ำหรือการบริโภคอย่างไรในระยะสั้น
ประเด็นเด่นที่ต้องจับตา ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความเชื่อมั่นของชุมชน
ตัวเลข 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่เกินมาตรฐานเล็กน้อยในบางจุด อาจดูเป็นส่วนต่างเพียงเสี้ยว แต่ในโลกความจริง ส่วนต่างเล็ก ๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่ได้ หากการสื่อสารคลุมเครือหรือสังคมรู้สึกว่าข้อมูลไม่ครบ
เชียงรายเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและมีชุมชนริมน้ำจำนวนมาก การทำให้ประชาชน “รู้สึกปลอดภัย” ต้องตั้งอยู่บน “การทำให้ปลอดภัยจริง” และ “การพิสูจน์ให้เห็น” ด้วยข้อมูลตรวจสอบได้
ในเชิงสาธารณสุข การย้ำว่าพบสารหนูได้ตามธรรมชาติเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ต้องเดินคู่กับการอธิบายชนิดของสารหนู เส้นทางการรับสัมผัส และเหตุผลที่เลือกใช้ตัวชี้วัดทางชีวภาพแบบใดเป็นหลัก ซึ่งองค์ความรู้สากลสนับสนุนว่าการตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจแบบจำแนกชนิด เป็นหัวใจของการตีความความเสี่ยงในระยะใกล้
บทคลี่คลายที่สังคมต้องการ คือการตรวจซ้ำที่ชัด และข้อมูลที่เปิดให้ตรวจสอบได้
เมื่อทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า “งานวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” แต่ “ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเติมเต็ม” บทคลี่คลายจึงไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าใครถูกใครผิด หากอยู่ที่การทำให้ข้อมูลชุดต่อไปตอบคำถามสองข้อที่ค้างคาในสังคม
ข้อหนึ่ง ค่าที่พบในเล็บและผมเป็นการรับสัมผัสจริงหรือการปนเปื้อนภายนอก
ข้อสอง หากเป็นการรับสัมผัสจริง สารหนูเป็นชนิดใด และสัมพันธ์กับแหล่งรับสัมผัสจากน้ำ อาหาร หรือปัจจัยอื่นอย่างไร
เมื่อคำตอบมาจากการตรวจซ้ำที่ออกแบบวิธีตรวจให้เหมาะกับคำถาม เช่น เพิ่มการตรวจปัสสาวะแบบจำแนกชนิด และรายงานผลเชิงพื้นที่อย่างโปร่งใส ความขัดแย้งทางการรับรู้จะค่อย ๆ ลดลง และเหลือพื้นที่ให้สังคมร่วมกันกำหนดมาตรการที่เหมาะสม
ข้อปฏิบัติที่ประชาชนทำได้ทันที แบบตื่นตัวแต่ไม่ตระหนก
ภายใต้ข้อมูลที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะ แนวทางที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงที่ยังเฝ้าระวัง ได้แก่
เลือกใช้น้ำดื่มและน้ำประกอบอาหารจากแหล่งที่ผ่านระบบมาตรฐาน เช่น น้ำประปาที่ได้รับการตรวจเฝ้าระวังตามระบบของพื้นที่
บริโภคอาหารอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการเลือกบริโภคให้ถูกสุขลักษณะ และติดตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
หากกังวลเรื่องสุขภาพ เข้ารับคำปรึกษาและคัดกรองที่หน่วยบริการใกล้บ้าน
ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและสื่อที่อ้างอิงแหล่งข้อมูลตรวจสอบได้ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ระบุที่มา
สาระสำคัญคือ “อย่าด่วนสรุปจากข่าวเพียงชิ้นเดียว” แต่ก็ “อย่าปล่อยให้ความกังวลไร้คำตอบ” เพราะสุขภาพของชุมชนต้องการทั้งความสงบใจและความจริงที่ตรวจสอบได้
เชียงรายกำลังวัดความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใส
กรณีสารหนูในลุ่มน้ำกกไม่ใช่แค่เรื่องค่าตัวเลขในรายงานตรวจวัด หากเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของผู้คนต่อระบบเฝ้าระวังของรัฐ และความสามารถในการแปลภาษาวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนเข้าใจได้
วันนี้ หน่วยงานรัฐยืนยันผลตรวจน้ำและประปาหมู่บ้านโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ พร้อมชี้จุดที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ และขยับมาตรการไปสู่การตรวจซ้ำและติดตามสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
สิ่งที่สังคมรอคอยต่อจากนี้ คือชุดข้อมูลที่ “พิสูจน์ให้เห็น” มากขึ้น เปิดเผยมากขึ้น และตอบคำถามยาก ๆ ให้ได้มากขึ้น เพราะในยุคที่ประชาชนต้องตัดสินใจด้วยข้อมูล ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากคำยืนยันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่ตรวจสอบได้และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กระทรวงสาธารณสุข ข่าวและรายงานการประชุมเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกกและน้ำประปาหมู่บ้าน เผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ วันที่ 26 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2569
- กรมควบคุมมลพิษ รายงานการตรวจติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำกกต่อเนื่อง 15 ครั้ง และผลตรวจช่วง 13 ถึง 16 มกราคม 2569 เผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ข้อมูลชี้แจงประเด็นสารหนูในแม่น้ำกก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
- Agency for Toxic Substances and Disease Registry Toxicological Profile for Arsenic อ้างอิงแนวทางตัวชี้วัดการรับสัมผัสและข้อจำกัดของตัวอย่างชีวภาพ










