Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

บทเรียนเชียงรายสู้ฝุ่น 3 ปี พื้นที่เผาลดลงแต่คุณภาพอากาศยังวิกฤต จี้อาเซียนยกระดับความร่วมมือจริงจัง

Summary
  • เชียงรายพบจุดความร้อน 88 จุด (9 เม.ย. 69) ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า อ.เชียงของค่าฝุ่นยังพุ่งระดับสีแดง

  • จังหวัดเร่งขยายโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น” ร่วมกับร้านค้าและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

  • สถิติ 3 ปีชี้เชียงรายลดพื้นที่เผาได้ดีที่สุดในภาคเหนือ แต่ยังเผชิญฝุ่นจากปัจจัยภายนอกและหมอกควันข้ามแดน

  • สธ. ยกระดับส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่คัดกรองสุขภาพเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง หลังค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

เช้านี้ของเชียงราย 88 จุดความร้อน กับคำถามเดิมที่ยังไม่มีคำตอบง่าย

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – ไม่ได้เริ่มต้นวันด้วยความโล่งใจ แม้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางจุดจะลดลงจากวันก่อนหน้า แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะที่วางใจไม่ได้ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า วันเดียวกันพบจุดความร้อนรวม 88 จุด โดยพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็นเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ซึ่งรวมกันมากถึง 84 จุด ขณะเดียวกันค่าฝุ่นในตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ลดลงมาอยู่ในระดับสีส้ม แต่ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ยังอยู่ในระดับสีแดง โดยมีค่าฝุ่น 82.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลชุดนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เชียงรายอาจมีวันดีขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่ยังไม่พ้นจากวงจรไฟป่า ฝุ่นพิษ และหมอกควันข้ามแดนอย่างแท้จริง

ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 88 จุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นหลังจากจังหวัดและหน่วยงานส่วนกลางได้ประชุม วางแผน และระดมกำลังอย่างต่อเนื่องหลายรอบแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อ 7 เมษายน ระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และในวันนั้นรายงานว่าจุดความร้อนจาก 112 จุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ลดลงเหลือ 15 จุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน แสดงให้เห็นว่ากลไกปฏิบัติการภาคสนามยังทำงานและมีผลจริงในระยะสั้น แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ตัวเลขก็เด้งกลับขึ้นมาอีกอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามเดิมกลับมาดังก้องอีกครั้งว่า เชียงรายจะถอดบทเรียนจากฤดูไฟป่าแต่ละปีอย่างไร เพื่อไม่ให้การลดลงเป็นเพียงความสำเร็จชั่วคราวก่อนที่ปัญหาจะย้อนกลับมาใหม่เสมอ

เมื่อไฟป่าลดลงบางวัน แต่ฝุ่นยังไม่หายไปไหน

ตัวเลขรายวันอย่างเผิน ๆ หลายคนอาจสรุปว่าปัญหาของเชียงรายคือไฟป่าในพื้นที่ตัวเองเป็นหลัก แต่ข้อมูลจากภาครัฐชี้ว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก จังหวัดเชียงรายยอมรับอย่างเป็นทางการว่าค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานทุกสถานีในช่วงต้นเดือนเมษายนมีปัจจัยจากหมอกควันข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพราะจังหวัดมีแนวเขตติดประเทศเพื่อนบ้านและรับอิทธิพลของลมและการเผาจากภายนอกด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงให้ความสำคัญกับทั้งการควบคุมไฟในพื้นที่ การดูแลสุขภาพประชาชน และการใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นเพื่อหารือกับจังหวัดท่าขี้เหล็กในวันที่ 9 เมษายน นี่หมายความว่า ต่อให้เชียงรายคุมไฟในจังหวัดได้ดีขึ้น ปัญหาฝุ่นก็ยังอาจไม่ลดลงในอัตราเดียวกัน เพราะมีแหล่งกำเนิดที่อยู่นอกอำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัดรวมอยู่ด้วย

ความทับซ้อนของปัจจัยภายในและภายนอกนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายยากกว่าการดับไฟรายจุด ถ้าเจ้าหน้าที่มองเฉพาะตัวเลขจุดความร้อนในจังหวัด ก็อาจประเมินต่ำไปว่าทำไมคุณภาพอากาศยังไม่กลับสู่ภาวะปลอดภัย แต่ถ้ามองเฉพาะหมอกควันข้ามแดน ก็อาจละเลยการเผาในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ของตัวเองซึ่งยังเกิดซ้ำอยู่จริง ดังนั้น ปัญหาของเชียงรายจึงไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดชอบทั้งหมด ถ้าเป็นปัญหาที่ต้องมองพร้อมกันทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ตั้งแต่หมู่บ้าน จุดเผา พื้นที่ป่า ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงเวทีความร่วมมือชายแดนและอาเซียน และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ทุกครั้งที่ฝุ่นกลับมาหนัก คำถามเรื่อง “ใครเป็นต้นตอ” มักไม่ช่วยพาประชาชนออกจากวิกฤตได้เท่ากับคำถามว่า “เราจะสร้างระบบที่ตอบสนองเร็วกว่านี้ได้อย่างไร”

จิตอาสาและเจ้าหน้าที่แนวหน้า ยังเป็นกำแพงด่านสุดท้ายของจังหวัด

ท่ามกลางตัวเลขและแผนงานที่ถกเถียงกันในห้องประชุม สิ่งที่จังหวัดยังคงพึ่งพามากที่สุดในภาคสนามคือกำลังของเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ขึ้นเขา ฝ่าควัน และเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายเมื่อ 6 เมษายนระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงพื้นที่มอบเสบียงและน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า พร้อมรับฟังการรายงานสถานการณ์โดยตรง และผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าการควบคุมไฟป่าในขณะนั้นยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ภายใต้การบัญชาการแบบผู้บัญชาการเหตุการณ์คนเดียว หรือ Single command การยืนยันเช่นนี้สะท้อนว่าเชียงรายยังใช้รูปแบบการรวมศูนย์บัญชาการเพื่อให้คำสั่งและทรัพยากรไปถึงแนวหน้าเร็วที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในพื้นที่ภูเขาที่ไฟลามเร็วและเข้าถึงยาก

แต่การพึ่งพากำลังภาคสนามอย่างหนักก็สะท้อนข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งเช่นกัน เพราะยิ่งต้องใช้จิตอาสาและชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นกำแพงสุดท้ายมากเท่าไร ยิ่งหมายความว่าระบบป้องกันต้นทางยังไม่แข็งแรงพอที่จะลดภาระคนทำงานแนวหน้าได้มากเท่านั้น ความเสียสละของเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกมองเป็นคำตอบถาวรของปัญหา ควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนว่าจังหวัดยังจำเป็นต้องขยับจากการดับไฟซ้ำ ไปสู่การป้องกันการเกิดไฟซ้ำให้มากขึ้น เพราะไม่มีระบบใดจะยั่งยืนได้ถ้าต้องอาศัยการวิ่งไล่ตามเปลวไฟทุกปีโดยไม่มีการตัดวงจรต้นเหตุอย่างจริงจัง การชื่นชมคนแนวหน้าจึงสำคัญ แต่ยิ่งสำคัญกว่าคือการไม่ปล่อยให้ความกล้าหาญของพวกเขาถูกใช้แทนการปฏิรูประบบที่ควรเกิดขึ้น

ห้องปลอดฝุ่น จากมาตรการช่วยหายใจ สู่การออกแบบเมืองรับมือวิกฤต

ท่ามกลางฝุ่นที่ยังเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เชียงรายเริ่มขยับจากแนวทาง “เตือนภัย” ไปสู่แนวทาง “จัดพื้นที่ปลอดภัย” อย่างชัดเจนมากขึ้น วันที่ 7 เมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมกับภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการหารือกันที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อผลักดันโครงการห้องปลอดฝุ่นให้เกิดขึ้นทั่วเมือง โดยเชิญชวนผู้ประกอบการคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานประกอบการในจังหวัดเข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่ของตนให้เป็นเซฟโซนสำหรับพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือทำงานใกล้บ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง แนวคิดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวด้วยว่า แม้จังหวัดจะเผชิญหมอกควัน แต่ยังมีพื้นที่ที่สามารถหายใจได้ปลอดภัยมากขึ้นในระดับหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ จังหวัดไม่ได้มองห้องปลอดฝุ่นเป็นเพียงพื้นที่หลบภัยเฉพาะหน้า ถ้าพยายามเชื่อมมันเข้ากับแนวคิด Work from Anywhere ใกล้บ้าน และการประหยัดพลังงานของรัฐบาลด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุชัดว่านี่คือ “มิติใหม่ของความร่วมมือ” เพื่อ “ลมหายใจของลูกหลานเรา” และเป็นบริการสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดแอปพลิเคชันเฉพาะของเชียงราย ทำหน้าที่เป็นเรดาร์อัจฉริยะรายงานค่าฝุ่นและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ พร้อมบอกพิกัดห้องปลอดฝุ่นที่ใกล้ที่สุด แนวทางนี้สะท้อนว่า ถ้าไม่สามารถหยุดไฟและฝุ่นได้ทั้งหมดในทันที จังหวัดอย่างน้อยก็พยายามสร้างโครงสร้างคุ้มครองชีวิตประจำวันให้ประชาชนอยู่ร่วมกับความเสี่ยงได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องสาธารณสุขเต็มรูปแบบ

อีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีนี้คือ กระทรวงสาธารณสุขเริ่มขยับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 จากระดับเตือนประชาชนทั่วไป ไปสู่การคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ วันที่ 8 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวคลินิกบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ Me & U นำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขและอธิบดีกรมควบคุมโรคร่วมลงพื้นที่เอง กระทรวงระบุว่าเมื่อค่าฝุ่นเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 3 วัน จะต้องจัดบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ออกคัดกรองสุขภาพเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ได้รับผลกระทบและดูแลอย่างรวดเร็ว และเพราะภาคเหนือมีค่าฝุ่นสูงต่อเนื่องเกินหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องยกระดับมาเป็นหน่วยเคลื่อนที่ที่ตรวจได้ทั้งสมรรถภาพปอด ภาพถ่ายรังสีทรวงอก ภาวะตาแห้ง รวมถึงการเยี่ยมบ้านและแจกอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น

สารสำคัญจากแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขคือการยอมรับว่าฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพที่ต้องตรวจติดตามเหมือนภัยคุกคามอื่น ๆ ในระบบสาธารณสุข เมื่อหน่วยงานระดับชาติเริ่มใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นกลไกตอบโต้ นั่นย่อมสะท้อนว่า PM2.5 ได้ข้ามพ้นสถานะ “ปัญหาฤดูกาล” ไปสู่การเป็น “ภัยสุขภาพซ้ำซาก” แล้วอย่างชัดเจน สำหรับเชียงราย บทเรียนจากเชียงใหม่จึงมีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดกำลังเผชิญฝุ่นที่ยืดเยื้อเช่นกัน และกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ รวมถึงคนทำงานกลางแจ้ง ล้วนต้องการระบบคัดกรองเชิงรุกที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม หากคลินิก Me & U คือคำตอบในเชียงใหม่ คำถามถัดไปย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า เชียงรายควรมีรูปแบบดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับเดียวกันเมื่อใด และเร็วพอหรือยังสำหรับฤดูฝุ่นปีนี้

ตัวเลขสามปีบอกอะไร เชียงรายดีขึ้นจริง แต่ภาคเหนือยังไม่พ้นวงจรเดิม

ถ้ามองเฉพาะรายวัน เชียงรายดูเหมือนยังติดอยู่ในกับดักเดิม แต่ถ้าขยับไปอ่านข้อมูลระยะ 3 ปี ภาพจะมีทั้งข่าวดีและข่าวเตือนพร้อมกัน Rocket Media Lab ซึ่งสรุปข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA ระบุว่า พื้นที่เผาไหม้รวมของ 17 จังหวัดภาคเหนืออยู่ที่ 9,686,956 ไร่ในปี 2566 ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 9,696,686 ไร่ในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 8,492,308 ไร่ในปี 2568 ขณะที่เชียงรายเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 357,889 ไร่ในปี 2566 เหลือ 96,842 ไร่ในปี 2568 ตัวเลขนี้ชี้ว่า ความพยายามของเชียงรายในเชิงพื้นที่มีผลจริงในระดับหนึ่ง และจังหวัดไม่ได้ยืนอยู่จุดเดิมเสียทั้งหมดเหมือนที่หลายคนอาจรู้สึกเมื่อเผชิญฝุ่นรายวัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีของเชียงรายไม่ได้แปลว่าภาคเหนือโดยรวมดีขึ้นในทุกมิติ ข้อมูลชุดเดียวกันชี้ว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของภาคเหนือกลับดีดขึ้นเป็น 5,777,474 ไร่ จาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เพิ่มขึ้นมากถึง 3,485,362 ไร่ ขณะที่พื้นที่เผาในภาคเกษตรลดลงอย่างชัดเจนจาก 7,404,574 ไร่ในปี 2567 เหลือ 2,714,834 ไร่ในปี 2568 ภาพนี้ทำให้เห็นแนวโน้มที่น่าคิดอย่างยิ่ง คือเมื่อรัฐเข้มงวดกับการเผาเกษตรมากขึ้น ตัวเลขในภาคเกษตรก็ลดลง แต่ป่ากลับเผาเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายจังหวัด เหมือนปัญหาไม่ได้หายไป เพียงขยับตำแหน่งของมันจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเท่านั้น

เชียงรายเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ แต่ข้อยกเว้นยังไม่พอจะทำให้ประชาชนหายใจโล่ง

ในรายละเอียดที่สำคัญมาก Rocket Media Lab ระบุว่า เชียงรายเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่การเผาในพื้นที่ป่าลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปี จาก 93,738 ไร่ในปี 2566 เหลือ 17,808 ไร่ในปี 2567 และลดลงต่อเหลือ 13,302 ไร่ในปี 2568 ขณะที่การเผาในพื้นที่เกษตรของเชียงรายก็ลดลงเช่นกัน จาก 264,151 ไร่ในปี 2566 เหลือ 184,912 ไร่ในปี 2567 และลดลงเหลือ 83,540 ไร่ในปี 2568 นี่คือข้อมูลที่สำคัญมาก เพราะถ้าดูเฉพาะ Burnt Scar เชียงรายถือว่ามีความคืบหน้าดีกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน และอาจเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พื้นที่เผาลดลงได้จริงในเชิงโครงสร้าง

แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ต่อให้พื้นที่เผาลดลงต่อเนื่อง ฝุ่นรายวันที่ประชาชนสูดเข้าไปยังอาจสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีหมอกควันข้ามแดนเข้ามาซ้ำเติม นี่คือความย้อนแย้งที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า “ทำไมลดการเผาแล้วแต่ยังแย่” และนี่คือจุดที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ชัดกว่าเดิมว่า ตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่กับคุณภาพอากาศรายวันมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทั้งหมด จังหวัดอาจทำการบ้านในบ้านตัวเองดีขึ้น แต่ถ้าบ้านข้าง ๆ ยังมีไฟ และทิศทางลมยังพัดควันเข้ามา คนในเชียงรายก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ดี บทเรียนที่ควรถอดจากตัวเลขจึงไม่ใช่เพียงการชื่นชมความสำเร็จของเชียงราย แต่ต้องยอมรับด้วยว่าความสำเร็จในระดับจังหวัดจะไปไม่สุด ถ้าไม่มีกลไกข้ามแดนที่ทำงานจริงในเวลาเดียวกัน

สามสิบปีของความร่วมมืออาเซียน ทำไมอากาศสะอาดยังไปไม่ถึงปลายทาง

เมื่อมองจากระดับเชียงรายขึ้นไปสู่ระดับภูมิภาค จะพบว่าปัญหาหมอกควันข้ามแดนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้หรือปีที่แล้ว อาเซียนพยายามสร้างความร่วมมือเรื่องนี้มานานตั้งแต่ปี 2538 ผ่านแผน Regional Haze Action Plan ก่อนจะพัฒนาเป็นข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน หรือ AATHP ที่ลงนามในปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิกป้องกันและติดตามหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่าและการเผา ผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาคและมาตรการภายในประเทศ ต่อมาอาเซียนยังวางเป้าหมายใหม่ใน Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 โดยประกาศวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สามทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าการมีโรดแมปเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะคลี่คลายเองตามเวลา

กรณีของเชียงรายยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น เพราะจังหวัดนี้เคยเป็นชื่อของแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคแม่โขงด้วย ในปี 2560 มีการออก Chiang Rai 2017 Plan of Action เพื่อผลักดันความร่วมมือของ 5 ประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง ตั้งเป้าลดจุดความร้อนรวมให้เหลือไม่เกิน 50,000 จุดภายในปี 2563 แต่สุดท้ายเป้าหมายดังกล่าวไม่สำเร็จ และแผนโรดแมปอาเซียนฉบับแรกก็หมดอายุลงโดยไม่สามารถทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันได้ ข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลไกอาเซียนจำนวนมากยังทำหน้าที่เป็นกรอบหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทบทวนแผน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือบังคับใช้ที่ทำให้แต่ละประเทศต้องแบกรับต้นทุนของการปล่อยควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

แผนใหม่เกิดขึ้นแล้ว แต่คำถามเดิมยังค้างอยู่เรื่องการบังคับใช้

ในปี 2567 ไทย สปป.ลาว และเมียนมา ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy อย่างเป็นทางการ กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่าแผนปฏิบัติการร่วมนี้เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และมุ่งพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงไฟ การเสริมศักยภาพ และการประสานงานระหว่างสามประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวในพิธีเปิดเมื่อ 29 ตุลาคม 2567 ว่า ปัญหา PM2.5 ในภูมิภาคมีหลายแหล่งกำเนิด ทั้งอุตสาหกรรม คมนาคม ไฟป่า และการเผาเกษตร และต้องอาศัยการลงมือร่วมกันแบบจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงการย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนใหม่เพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญยังไม่เปลี่ยน คือใครจะรับผิดชอบเมื่อการเผาในประเทศหนึ่งกระทบคุณภาพอากาศของอีกประเทศหนึ่ง และกลไกใดจะทำให้คำมั่นร่วมกลายเป็นผลลัพธ์จริงได้ในภาคสนาม ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งแม้อยู่ภายใต้ AATHP เช่นกัน แต่ยังออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act ของตัวเอง โดยเปิดทางให้ลงโทษบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกับหมอกควันข้ามแดนได้ แม้การกระทำนั้นจะเกิดนอกประเทศสิงคโปร์ บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดคือปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมให้ใช้ข้อมูลดาวเทียม ลม และอุตุนิยมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน นี่ทำให้เห็นความต่างชัดเจนระหว่างกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคกับเครื่องมือบังคับใช้ระดับชาติที่มีเขี้ยวเล็บจริงกว่า

ไทยยกระดับเรื่องฝุ่นเป็นวาระอาเซียนแล้ว แต่การบ้านในภูมิภาคยังหนัก

รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณชัดตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เพียงวาระแห่งชาติ แต่เป็นวาระอาเซียนด้วย สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลรายงานเมื่อ 26 มกราคม 2568 ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ระบุให้เรื่องฝุ่นเป็นทั้งวาระของไทยและอาเซียน พร้อมย้ำว่าประเทศเดียวไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศที่มีการเผาสูงและการบังคับใช้มาตรการในหลายระดับควบคู่กัน การประกาศเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะยอมรับตรง ๆ ว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายไม่อาจแก้ได้ครบด้วยอำนาจของจังหวัดหรือแม้แต่รัฐบาลไทยฝ่ายเดียว

ถึงกระนั้น การยกเรื่องขึ้นเป็นวาระทางการเมืองยังไม่เท่ากับการทำให้ประชาชนเห็นผลเร็วพอในชีวิตประจำวัน คนเชียงรายไม่ได้วัดความคืบหน้าจากจำนวนบันทึกความเข้าใจหรือจำนวนเวทีเจรจา วัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้ลูกหลานจะออกไปโรงเรียนได้หรือไม่ ผู้สูงอายุจะหายใจไหวหรือเปล่า ร้านอาหารจะยังมีลูกค้านั่งได้หรือไม่ และสงกรานต์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเชื่อหรือไม่ว่าเชียงรายยังเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้ นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายที่สุดของทั้งรัฐไทยและอาเซียน เพราะในที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายหมอกควันไม่ได้ถูกตัดสินในห้องประชุม แต่ถูกตัดสินที่ปอดของประชาชนและเศรษฐกิจของเมืองชายแดนอย่างเชียงรายทุกปี

บทเรียนที่เชียงรายควรถอด ไม่ใช่แค่ดับไฟให้ไว แต่ต้องลดการย้อนกลับของปัญหา

เมื่อประกอบข้อมูลรายวัน ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลเชิงโครงสร้างเข้าด้วยกัน บทเรียนแรกที่เชียงรายควรถอดคือ จังหวัดอาจทำได้ดีขึ้นในเรื่องการลดพื้นที่เผา แต่ยังต้องลงทุนมากกว่านี้กับระบบเตือนภัยและระบบคุ้มครองประชาชนในวันที่ฝุ่นยังมาแม้ไฟในพื้นที่จะลดลงแล้ว โครงการห้องปลอดฝุ่นและแอปแจ้งเตือนเรียลไทม์จึงควรถูกผลักให้เป็นระบบสาธารณะถาวร ไม่ใช่มาตรการทดลองเฉพาะฤดูฝุ่นปีนี้ เพราะในโลกที่ความเสี่ยงข้ามแดนยังอยู่ การมีสถานที่ปลอดภัย ข้อมูลแบบทันเวลา และช่องทางสาธารณสุขเชิงรุก คือเกราะที่ประชาชนต้องใช้จริงทุกปี

บทเรียนที่สองคือ ตัวชี้วัดต้องไม่ผลักปัญหาจากป่าไปเกษตร หรือจากเกษตรกลับไปป่า ข้อมูล Burnt Scar ภาคเหนือช่วงปี 2566 ถึง 2568 แสดงชัดว่า เมื่อความเข้มงวดเปลี่ยนจุดเน้น ตัวเลขการเผาในอีกภาคส่วนหนึ่งก็อาจเด้งขึ้นแทนได้ ถ้ารัฐประเมินความสำเร็จจาก KPI เฉพาะบางประเภทของพื้นที่โดยไม่มองภาพรวม ปัญหาจะไม่หายไปไหน แต่เพียงย้ายตำแหน่งเท่านั้น เชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่การเผาในป่าลดลงต่อเนื่อง ควรถูกใช้เป็นห้องทดลองเชิงนโยบายว่ากลไกใดทำงานได้จริง แล้วนำบทเรียนไปขยายผล พร้อมกันนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ความสำเร็จในระดับจังหวัดกลบข้อเท็จจริงว่าฝุ่นรายวันยังขึ้นกับปัจจัยนอกพื้นที่อย่างมาก

บทเรียนที่สามคือ การเจรจาข้ามแดนต้องมีน้ำหนักเชิงปฏิบัติมากกว่าที่ผ่านมา ความร่วมมือระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคมีประโยชน์ในแง่การวางกรอบและแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือบังคับใช้ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือกลไกรับผิดที่ชัดเจน ปัญหาจะยังวนกลับมาในทุกฤดูแล้ง ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายต้องการไม่ใช่เพียงจำนวนการประชุมที่มากขึ้น แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น แผนที่เสี่ยงไฟร่วมกัน ระบบสายด่วนที่ใช้งานได้จริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนข้ามแดนแบบทันที และมาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้การเผามีต้นทุนสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ไม่เช่นนั้น 30 ปีของความร่วมมือก็จะยังคงเป็น 30 ปีของความคุ้นชินกับอากาศที่ไม่เคยปลอดภัยจริงเสียที

ปลายทางของเรื่องนี้ คือคืนลมหายใจให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขบนรายงาน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของฝุ่นที่เชียงรายไม่ควรถูกทำให้เป็นแค่การรายงานจุดความร้อนรายวัน หรือการแข่งขันว่าใครลดตัวเลขได้มากกว่ากันในแต่ละปี เพราะปลายทางที่แท้จริงคือการคืนสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งให้ประชาชน นั่นคือสิทธิในการหายใจอากาศที่ปลอดภัย วันที่ 9 เมษายน 2569 จังหวัดยังพบจุดความร้อน 88 จุด เชียงของยังแดงเข้ม และภาคเหนือยังต้องพึ่งมาตรการห้องปลอดฝุ่น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และการเจรจาข้ามแดนไปพร้อมกัน ภาพนี้บอกเราว่าปัญหายังไม่จบ แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะข้อมูลสามปีชี้ว่าเชียงรายลดพื้นที่เผาได้จริง ระบบสาธารณสุขเริ่มตอบโต้เชิงรุกมากขึ้น และภาครัฐท้องถิ่นก็เริ่มคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและข้อมูลเรียลไทม์ในแบบที่ใกล้ชีวิตประชาชนมากขึ้น

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่จะดับไฟวันนี้ให้หมดหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้เชียงรายไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกปี เมื่อถึงฤดูฝุ่น ประชาชนไม่ควรต้องหวังพึ่งเพียงลมเปลี่ยนทิศ ฝนตก หรือความเสียสละของจิตอาสาเพียงอย่างเดียว ควรมีระบบที่ทำให้การป้องกัน การเตือน การรักษา และการเจรจาทำงานต่อเนื่องเป็นโครงสร้างเดียวกัน เมื่อถึงวันนั้น คำถามที่ว่าเชียงรายต้องนั่งประชุมอีกกี่ครั้งจึงจะรับมือฝุ่นได้สำเร็จ อาจไม่จำเป็นต้องถูกถามซ้ำอีกต่อไป เพราะคำตอบจะไม่ได้อยู่บนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงรายที่เริ่มหายใจได้เต็มปอดขึ้นจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • เอกสาร The Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 ของอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030
  • กระทรวงการต่างประเทศ
  • Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA
  • เอกสารของสิงคโปร์เกี่ยวกับ Transboundary Haze Pollution Act ซึ่งระบุบทลงโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมถึงการใช้ข้อมูลดาวเทียมและอุตุนิยมวิทยาเป็นหลักฐานประกอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเคาะ 61 วันปลอดเผา ลดปัญหา PM 2.5

ที่ประชุมเชียงรายเคาะ “61 วันปลอดการเผา” พร้อมกิจกรรมป้องกันไฟป่า-หมอกควัน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 ที่ห้องปฏิบัติงานรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อวางมาตรการควบคุมการเผาและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่

สรุปมาตรการสำคัญ

ที่ประชุมมีมติกำหนดห้วงควบคุมการเผาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และกำหนด “ห้วงห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิดโดยเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 ภายใต้ชื่อ “61 วันปลอดการเผาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” เพื่อควบคุมและลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายมีหน้าที่เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านการจัดทำ One Page สาระสำคัญที่เข้าใจง่าย รวมถึงออกประกาศจังหวัดให้ประชาชนรับทราบถึงช่วงเวลาห้ามเผาอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน

กิจกรรมสำคัญที่กำหนดในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568

  1. กิจกรรมทำแนวกันไฟ 2 แผ่นดิน
    กำหนดจัด ณ อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงถึงความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงรายกับประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่ชายแดน
  2. ทอดผ้าป่าระดมทุนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน
    กิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อสนับสนุนงบประมาณสำหรับใช้ในกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จะจัดขึ้นที่วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงราย
  3. ประชุมติดตามสถานการณ์การเผาและฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด
    กำหนดให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (ทสจ.) และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เร่งติดตามสถานการณ์ หากมีแนวโน้มรุนแรงให้จัดประชุมคณะทำงานอย่างเร่งด่วน พร้อมกำหนดการประชุมคณะทำงานทุกสัปดาห์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568

การจัดการปัญหาเชิงรุก

จังหวัดเชียงรายเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนและองค์กรท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือและมาตรการรองรับสถานการณ์ หากเกิดเหตุไฟป่าหรือฝุ่น PM 2.5 ระดับรุนแรง

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ กล่าวในการประชุมว่า “ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน จังหวัดเชียงรายจึงต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงความสำคัญของมาตรการที่กำหนด”

การมีส่วนร่วมของประชาชน

ทางจังหวัดเชียงรายขอความร่วมมือจากประชาชนในทุกพื้นที่ร่วมปฏิบัติตามมาตรการ “61 วันปลอดการเผา” อย่างเคร่งครัด รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงและลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและไฟป่า

ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการป้องกันไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 ได้ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย หรือโทรสอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วน 1784

เชียงรายเดินหน้าลดฝุ่น-ไฟป่า สร้างชุมชนปลอดมลพิษอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งรับมือไฟป่า หมอกควัน PM2.5 สร้าง “เชียงรายฟ้าใส”

เชียงรายเตรียมพร้อมรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ตั้งแนวทาง “เชียงรายฟ้าใส” 3 ระยะ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สำหรับปี 2568 โดยมีคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และวางแผนการบริหารจัดการปัญหาในปีนี้

แนวทางการขับเคลื่อนมาตรการ “เชียงรายฟ้าใส” จังหวัดเชียงรายได้กำหนดมาตรการสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะเตรียมความพร้อม
    ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชน การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมชุดปฏิบัติการเผชิญเหตุให้พร้อม
  2. ระยะเผชิญเหตุ
    ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดจากการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร โดยมุ่งเน้นการเฝ้าระวัง การใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) และการจัดการเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ
  3. ระยะฟื้นฟู
    ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 ตุลาคม 2568 โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควัน พร้อมทั้งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

การดำเนินงานใน 3 พื้นที่เป้าหมาย

  • พื้นที่ป่า: จัดตั้งชุดลาดตระเวนและปฏิบัติการดับไฟป่า พร้อมเพิ่มการตรวจจับจุดเผาไหม้
  • พื้นที่เกษตร: ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดการเผา และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุเกษตร
  • พื้นที่เมือง: เพิ่มจุดแจกหน้ากากอนามัยและสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 พร้อมจัดทำศูนย์ข้อมูลและศูนย์ประชาสัมพันธ์ร่วม

การประชาสัมพันธ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง นายประเสริฐเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อกฎหมาย สิทธิประโยชน์ มาตรการต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจ เพื่อป้องกันการละเมิดข้อกำหนดและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน

มาตรการเสริมสร้างความร่วมมือ จังหวัดเชียงรายได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของการบริหารจัดการปัญหา นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม และจัดอบรมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน

ผลกระทบและเป้าหมาย ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ มาตรการ “เชียงรายฟ้าใส” จึงมุ่งหวังลดความรุนแรงของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

บทสรุป จังหวัดเชียงรายมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานในปีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับพื้นที่จังหวัดเชียงรายและภูมิภาคโดยรอบ.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประชุมแก้ปัญหาการเผา ป้องกันวิกฤต PM 2.5

เชียงรายประชุมแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ป้องกันวิกฤตหมอกควันและฝุ่น PM 2.5

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ที่ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งในพื้นที่ราบและพื้นที่สูง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

การแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อรับมือสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า

ในที่ประชุมได้มีการแจ้งคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน สำหรับปี 2567 – 2568 โดยได้มีการรายงานสถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในเขตเกษตรกรรมและป่า รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายในรอบปีที่ผ่านมา

ข้อมูลดังกล่าวยังครอบคลุมถึง จุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรม แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และข้อมูลเกี่ยวกับปศุสัตว์ในพื้นที่สูง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา ทั้งในพื้นที่เกษตรราบและเกษตรที่สูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ามากขึ้น

แนวทางป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM 2.5

การประชุมในครั้งนี้ยังได้มีการหารือแผนปฏิบัติการเพื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 โดยครอบคลุมด้านการเตรียมความพร้อม การเผชิญเหตุ และแผนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง การวางแผนดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมในทุกมิติ

การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการ รวบรวมข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับสถานการณ์การเผาและจุดความร้อนในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกษตรพื้นราบหรือพื้นที่สูง รวมถึงการจัดการเชื้อเพลิงก่อนที่จะมีคำสั่งห้ามเผาอย่างเข้มงวด

โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เชียงราย

ผลกระทบจากการเผาในที่โล่งและวิกฤตมลพิษ

ในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้งของทุกปี จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือมักประสบปัญหา ไฟป่าและการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตหมอกควัน ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและการปฏิบัติงานที่เป็นระบบ เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตมลพิษในอนาคต โดยการประชุมครั้งนี้จะช่วยวางแนวทางในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อป้องกันปัญหาอย่างยั่งยืน

พ.ท.หญิง หงส์ภัสสร โพธิอภิญาณวิสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สามารถป้องกันและรับมือกับปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการเผาและมลพิษทางอากาศในพื้นที่เชียงรายอย่างยั่งยืน

การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางแผนเพื่ออนาคต โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวทางการป้องกันที่ยั่งยืนและสามารถลดการเกิดปัญหาในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE