Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิเคราะห์ปมพยาบาลลาออกปีละ 7 พันราย ท่ามกลางศึกเวร 12 ชม. และสัดส่วนภาระงานที่หนักเกินต้าน

วิกฤตเวรพยาบาล 12 ชั่วโมงสะท้อนโจทย์ใหญ่ระบบสาธารณสุขไทย เมื่อเชียงรายกลายเป็นภาพแทนของภาระงาน คนไม่พอ และการปฏิรูปที่ยังหาจุดสมดุลไม่เจอ

เชียงราย, 19 มีนาคม 2569 — จากประกาศเพื่อความปลอดภัย สู่เสียงคัดค้านจากคนหน้างาน  เรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลที่ควรเป็นมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ทั้งผู้ป่วยและบุคลากร กลับกลายเป็นประเด็นร้อนของระบบสาธารณสุขไทยในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังสภาการพยาบาลออกประกาศเรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 และกำหนดแนวทางจัดเวลาปฏิบัติงานใหม่ให้มีขอบเขตชัดขึ้น แต่เมื่อประกาศลงสู่พื้นที่จริง เสียงจากคนหน้างานกลับสะท้อนว่า โจทย์ในโรงพยาบาลไม่ได้มีแค่เรื่องเวลางาน หากมีเรื่องกำลังคน ภาระงาน และคุณภาพชีวิตที่ทับซ้อนกันอยู่ก่อนแล้ว

ความตึงเครียดครั้งนี้ปะทุชัดเจนที่จังหวัดเชียงราย เมื่อพยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จำนวนมากออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการจัดเวร 12 ชั่วโมง ตามข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีพยาบาลกว่า 300 คนรวมตัวในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจรับฟังเสียงจากหน้างาน และเพียงหนึ่งวันถัดมา สภาการพยาบาลก็ประกาศเลื่อนการบังคับใช้กติกาดังกล่าวออกไปก่อนเพื่อทบทวนใหม่ เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมหันกลับมามองว่า ปัญหาพยาบาลไทยอาจลึกกว่าที่ข้อบังคับฉบับเดียวจะแก้ได้

สาระของประกาศใหม่ ตั้งใจลดความล้า แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้จริง

ข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษาที่ Hfocus นำมาเผยแพร่ระบุว่า ประกาศสภาการพยาบาลฉบับใหม่กำหนดให้ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลตามช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และในภาพรวมไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารการพยาบาลสามารถจัดตารางเวรการทำงานรวมได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยรวมการทำงานล่วงเวลาและ on call เข้าไปด้วย หลักคิดของประกาศนี้คือการลดความเหนื่อยล้าสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์และกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาลเอง

ในเชิงหลักการ นี่ไม่ใช่แนวคิดที่ผิด เพราะระบบสุขภาพทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม การพักระหว่างเวร และความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยคือ คนหน้างานจำนวนมากเห็นว่า แม้เจตนาจะดี แต่การใช้กฎลักษณะเดียวกันกับทุกบริบทอาจไม่สอดคล้องกับความจริงของแต่ละวอร์ด แต่ละโรงพยาบาล และแต่ละชีวิตของพยาบาลเอง นี่ทำให้ความต่างระหว่าง “สิ่งที่ถูกต้องบนกระดาษ” กับ “สิ่งที่ทำได้จริงในโรงพยาบาล” กลายเป็นความขัดแย้งที่ระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เชียงรายกลายเป็นจุดปะทะของนโยบายกับชีวิตจริง

กรณีโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีนัยสำคัญมากกว่าการคัดค้านเฉพาะแห่ง เพราะมันทำให้เห็นภาพตรงไปตรงมาที่สุดของความรู้สึกคนทำงาน ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ตัวแทนพยาบาลในพื้นที่สะท้อนว่า แม้การออกแบบชั่วโมงงานใหม่จะตั้งใจให้มีเวลาพักมากขึ้น แต่ปัญหาคืออัตรากำลังไม่พอ เมื่อคนไม่พอแต่ภาระงานยังเท่าเดิม การเพิ่มกรอบเวร 12 ชั่วโมงในภาคปฏิบัติอาจไม่ได้นำไปสู่การพักมากขึ้น หากกลับกลายเป็นการทำงานยาวขึ้น ความล้าสะสมมากขึ้น และเวลาชีวิตส่วนตัวที่หายไป

จุดนี้เองที่เชียงรายไม่ใช่เพียงสถานที่เกิดการประท้วง แต่กลายเป็นภาพสะท้อนของคำถามใหญ่ในระบบว่า เรากำลังปฏิรูปเพื่อใคร และฟังใครก่อนออกนโยบาย ข้อกังวลของพยาบาลไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความเหนื่อยทางกายเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการดูแลครอบครัว การจัดเวลาใช้ชีวิต และความรู้สึกว่าการตัดสินใจเรื่องงานของตนกลับถูกกำหนดโดยคนที่ไม่ได้อยู่หน้าเตียงผู้ป่วยจริง ๆ เรื่องนี้จึงเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางเทคนิค

สภาการพยาบาลยอมถอยชั่วคราว สัญญาณว่าเสียงหน้างานเริ่มถูกนับรวม

การที่สภาการพยาบาลประกาศเลื่อนบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะเอกสารมติที่ประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาลระบุชัดว่า ต้องการมีเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น และรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกก่อนกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกว่าเดิม การถอยครั้งนี้อาจสะท้อน 2 อย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือแรงต้านจากวิชาชีพมีน้ำหนักมากพอจะเปลี่ยนทิศทางนโยบาย และอย่างที่สองคือผู้กำหนดนโยบายเองก็ตระหนักแล้วว่า เรื่องนี้ไม่อาจตัดสินด้วยมุมมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนบังคับใช้ไม่ใช่จุดจบของปัญหา หากเป็นเพียงการซื้อเวลาให้ระบบกลับไปคิดใหม่ว่า ควรทำอย่างไรจึงจะไม่ทำให้เจตนาที่ดีแปรสภาพเป็นแรงผลักให้คนออกจากระบบมากกว่าเดิม หากการรับฟังครั้งนี้จบลงเพียงการปรับถ้อยคำในประกาศ แต่ไม่แตะปัญหากำลังคน ค่าตอบแทน และภาระงานจริง ความขัดแย้งก็มีแนวโน้มจะย้อนกลับมาอีกในรูปแบบที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ

ตัวเลขทั้งประเทศยืนยันว่า ปัญหาหลักคือพยาบาลยังไม่พอ

ข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขปี 2567 ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยมีพยาบาลในระบบสาธารณสุข 198,836 คน เมื่อนำมาเทียบกับจำนวนประชากร 64,953,661 คน พบว่าพยาบาล 1 คนต้องรับผิดชอบประชากรเฉลี่ยประมาณ 327 คน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติแห้ง ๆ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า ภาระงานที่พยาบาลจำนวนมากสะท้อนนั้นมีฐานข้อมูลรองรับอยู่จริง และใน 62 จังหวัด สัดส่วนประชากรต่อพยาบาล 1 คนยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศด้วยซ้ำ

เมื่อดูในรายจังหวัด ความเหลื่อมล้ำยิ่งชัด กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนดีที่สุดที่พยาบาล 1 คนต่อประชากร 128 คน ขณะที่เชียงใหม่อยู่ที่ 239 คนต่อ 1 คน แต่จังหวัดที่วิกฤตกว่ามาก เช่น หนองบัวลำภูอยู่ที่ 677 คนต่อ 1 คน บึงกาฬ 572 คนต่อ 1 คน และชัยภูมิ 551 คนต่อ 1 คน ความต่างเช่นนี้บอกว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาพยาบาลไม่พอในภาพรวม แต่เผชิญการกระจายกำลังคนที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรงด้วย ดังนั้น หากจะคุยเรื่องชั่วโมงเวรโดยไม่พูดถึงสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรและต่อผู้ป่วย ปัญหาก็จะถูกแตะเพียงผิวหน้าเท่านั้น

แผน 10 ปีของรัฐตั้งเป้าใหญ่ แต่ระยะเปลี่ยนผ่านยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน

ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบระยะ 10 ปี เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีพยาบาลรวม 333,745 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากร 200 คนต่อพยาบาล 1 คนในอนาคต เท่ากับว่ารัฐเองก็ยอมรับโดยปริยายว่า สัดส่วนปัจจุบันยังห่างจากจุดที่ควรจะเป็นมาก และจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหากำลังคนอย่างจริงจัง

แต่ปัญหาสำคัญคือ แผนระยะยาวไม่สามารถลบแรงกดดันระยะสั้นได้ทันที พยาบาลที่อยู่ในระบบเวลานี้ยังต้องรับภาระงานต่อวันในสภาพเดิม และหลายแห่งอาจรู้สึกว่าแผนอนาคตยังอยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยชีวิตงานประจำวันของตนในวันนี้ได้ ความตึงเครียดเรื่องเวร 12 ชั่วโมงจึงสะท้อนความจริงที่คมชัดว่า เมื่อระบบยังขาดคน การออกแบบเวลางานแบบใดก็ตามอาจถูกมองว่าเป็นการ “จัดสรรความขาดแคลน” มากกว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต หากไม่มีมาตรการเติมคนและเพิ่มแรงจูงใจควบคู่กันไป

ข้อเสนอจาก Nurses Connect ชี้ว่าต้องแก้ 3 จุดพร้อมกัน

เสียงจากกลุ่มภาคีพยาบาล Nurses Connect ที่ให้สัมภาษณ์กับ Hfocus เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 น่าจะเป็นหนึ่งในภาพแทนที่ชัดที่สุดของความคิดจากคนในวิชาชีพ กลุ่มนี้เสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่ที่ชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสมจริง สัดส่วนพยาบาลต่อคนไข้ที่ไม่หนักเกินไป และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างว่าวอร์ดสามัญควรมีพยาบาล 1 คนต่อผู้ป่วย 5 คน แต่ในความเป็นจริงหลายแห่งพยาบาล 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยอย่างน้อย 10 คน ขณะที่ค่าตอบแทนเพิ่มสำหรับช่วงเวลาทำงานที่ยืดออกไปยังถูกมองว่าต่ำเกินภาระงานอย่างมาก

ข้อเสนอแบบนี้สำคัญเพราะทำให้เห็นว่าคนหน้างานไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูปโดยหลักการ แต่ต้องการให้การปฏิรูปแตะสิ่งที่เป็นต้นเหตุจริง หากคนยังไม่พอ งานยังล้น และค่าตอบแทนยังไม่จูงใจ การไปเน้นเฉพาะชั่วโมงเวรย่อมแก้ปัญหาได้จำกัด และอาจย้อนกลายเป็นตัวเร่งให้คนไหลออกมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความเห็นรอบใหม่ไม่ควรแคบอยู่ในวงชั่วโมงทำงาน แต่ต้องขยายไปถึงโครงสร้างแรงจูงใจของทั้งระบบ

ตัวเลขลาออกปีละกว่า 7,000 คน ทำให้วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว

อีกข้อมูลที่ควรจับตาคือคำให้สัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.วิวัฒน์ เหล่าชัย กรรมการอำนวยการสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งสะท้อนผ่าน Hfocus ว่า พยาบาลออกจากระบบราชการเฉลี่ยปีละกว่า 7,000 คน ตัวเลขนี้ทำให้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนไม่ใช่เพียงเรื่องผลิตไม่ทัน แต่เป็นเรื่อง “รักษาคนในระบบไว้ไม่ได้” ด้วย เมื่อภาระงานหนัก ค่าตอบแทนไม่สอดคล้อง และคุณภาพชีวิตไม่ดีพอ ระบบก็สูญเสียกำลังคนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผลิตใหม่เพิ่มเท่าใดก็อาจไหลออกไปอีกอยู่ดี

ในแง่นี้ เวร 12 ชั่วโมงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกลัวที่ลึกกว่านั้น นั่นคือความกลัวว่าการปฏิรูปครั้งนี้อาจเป็นอีกแรงกดที่ทำให้วิชาชีพพยาบาลสูญเสียคนเร็วขึ้น ถ้าผู้กำหนดนโยบายอ่านเสียงคัดค้านไม่ออก ก็อาจเข้าใจว่าเป็นเพียงการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าอ่านให้ลึก จะเห็นว่าคนหน้างานกำลังเตือนถึงความเปราะบางของระบบทั้งระบบมากกว่าเรื่องตารางเวรเพียงอย่างเดียว

การถ่ายโอน รพ.สต. อาจเป็นอีกชิ้นส่วนของคำตอบ ถ้าทำให้ปฐมภูมิเข้มแข็งจริง

ท่ามกลางวิกฤตในโรงพยาบาลใหญ่ อีกด้านหนึ่งของระบบสุขภาพไทยกำลังขยับผ่านการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อมูลจาก สปสช. ระบุว่า ปัจจุบันมีหน่วยบริการปฐมภูมิถ่ายโอนแล้วกว่า 4,450 แห่งทั่วประเทศ และในเขตสุขภาพที่ 1 มี 3 จังหวัดที่ถ่ายโอนครบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ได้แก่ เชียงราย ลำพูน และแพร่ ขณะที่เชียงใหม่กำลังทยอยรับเพิ่มและคาดว่าจะครบทั้งจังหวัดในปี 2571

ความหมายของเรื่องนี้คือ หากระบบปฐมภูมิใกล้บ้านเข้มแข็งขึ้นจริง ประชาชนจำนวนหนึ่งจะไม่จำเป็นต้องไหลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่ในทุกกรณี ภาระงานบางส่วนของพยาบาลในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปก็อาจลดลงได้ในระยะยาว ข้อมูลจากเวทีติดตามงานที่เชียงใหม่และลำพูนยังสะท้อนว่า หลังถ่ายโอนแล้ว บางพื้นที่เริ่มมีความคล่องตัวด้านงบประมาณ การจ้างบุคลากร และการจัดระบบบริการมากขึ้น แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาเรื่องคน เงิน และโครงสร้างก็ตาม

เชียงรายในฐานะจังหวัดถ่ายโอนครบ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นพื้นที่ประท้วง

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ เชียงรายไม่เพียงเป็นจังหวัดที่เกิดการคัดค้านเวร 12 ชั่วโมงอย่างเด่นชัด แต่ยังเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดภาคเหนือที่ถ่ายโอน รพ.สต. ครบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วด้วย สถานะสองด้านนี้ทำให้เชียงรายอาจเป็นจังหวัดต้นแบบในการตอบคำถามสำคัญของระบบสุขภาพไทยว่า จะจัดสมดุลระหว่างโรงพยาบาลใหญ่ที่แบกรับภาระหนัก กับระบบปฐมภูมิใกล้บ้านอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ดีขึ้น และบุคลากรไม่ถูกกดทับมากเกินไปพร้อมกัน

หากมองในเชิงนโยบาย นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่เชียงรายสามารถเสนอภาพอนาคตอีกแบบให้กับประเทศได้ คือการไม่แก้ปัญหาพยาบาลด้วยการขยับชั่วโมงเวรเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ทั้งการกระจายภาระงาน การเพิ่มศักยภาพบริการปฐมภูมิ การวางแผนกำลังคน และการสร้างแรงจูงใจให้คนอยู่ในระบบอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นข่าวความขัดแย้งระหว่างคนทำงานกับนโยบาย แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบบริการใหม่ทั้งระบบ

บทเรียนจากเชียงรายชี้ว่า การปฏิรูปที่ไม่เริ่มจากเสียงหน้างาน ย่อมเดินต่อได้ยาก

สิ่งที่กรณีนี้สอนอย่างชัดเจน คือ นโยบายที่ตั้งใจทำเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต จะเดินต่อได้ยากหากไม่มีการรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ต้น ความรู้เชิงระบบจากผู้กำหนดนโยบายอาจจำเป็น แต่ความรู้จากหน้างานก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพราะสิ่งที่ดูเป็นเหตุผลในเชิงหลักการ อาจไปชนเข้ากับข้อจำกัดของชีวิตคนจริง ๆ ได้อย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว กรณีเวร 12 ชั่วโมงจึงเป็นตัวอย่างของนโยบายที่ดีในเจตนา แต่สะดุดเพราะขาดความไวต่อบริบทของผู้ปฏิบัติในแต่ละพื้นที่

ถ้าการเลื่อนบังคับใช้ครั้งนี้นำไปสู่การเปิดเวทีรับฟังอย่างจริงจัง ผ่านระบบกฎหมายสาธารณะ ผ่านฟอรั่มคนหน้างาน หรือผ่านกลไกวิชาชีพที่หลากหลาย ก็อาจยังพอพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการออกแบบนโยบายที่ดีขึ้นได้ แต่ถ้าจบลงแค่การชะลอเวลาโดยไม่แตะปัญหาโครงสร้างเดิม ความขัดแย้งก็จะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่ และอาจหนักกว่าเดิม

วิกฤตเวร 12 ชั่วโมงไม่ใช่ปลายเหตุ แต่คือสัญญาณเตือนของระบบทั้งระบบ

เมื่อมองตลอดเส้นเรื่อง จะเห็นว่า “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง” ไม่ใช่สาระทั้งหมดของปัญหา หากเป็นเพียงจุดที่ทำให้ความอึดอัดสะสมของวิชาชีพปะทุออกมาพร้อมกัน ปัญหาจริงอยู่ที่คนไม่พอ งานหนัก ค่าตอบแทนไม่จูงใจ และโครงสร้างบริการที่ยังต้องปรับอีกมาก การที่เชียงรายกลายเป็นพื้นที่นำของการคัดค้านครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะจังหวัดนี้กำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อของภาระงานในโรงพยาบาลใหญ่กับความหวังจากระบบปฐมภูมิที่ถ่ายโอนครบแล้ว

หากระบบสาธารณสุขไทยต้องการเดินหน้าต่อ บทเรียนจากครั้งนี้อาจชัดเจนมากกว่าที่คิด นั่นคือ การแก้ปัญหาพยาบาลไม่อาจทำด้วย “ประกาศเรื่องเวลา” อย่างเดียว แต่ต้องทำพร้อมกันทั้งเรื่องชั่วโมงงาน สัดส่วนกำลังคน ค่าตอบแทน และการลดแรงกดจากโครงสร้างบริการภาพรวม ถ้าทำได้ ความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบที่จริงจังขึ้น แต่ถ้าทำไม่ได้ มันก็จะเป็นเพียงอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ย้ำว่า ระบบยังคงขอให้คนทำงานแบกรับข้อจำกัดเดิม ๆ ต่อไปอีกนาน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลประกาศสภาการพยาบาล เรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 และมีผลตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2569
  • ข้อมูลมติคณะกรรมการสภาการพยาบาลชุดที่ 11 ให้เลื่อนวันบังคับใช้ประกาศดังกล่าวออกไปก่อน ลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 อ้างอิงจากประกาศสภาการพยาบาลโดยตรง
  • Nurses Connect
  • Rocket Media Lab
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ปลัด สธ. ย้ำชัดไม่เคยสั่งบังคับเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง หลังเหตุการณ์พยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์รวมตัวยื่นเสียงสะท้อน

ปลัด สธ. ย้ำไม่เคยสั่งบังคับเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง หลังเหตุรวมตัวที่เชียงรายประชานุเคราะห์ ชี้ต้องยึดความสมัครใจและไม่ให้บุคลากรเสียประโยชน์

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — เสียงสะท้อนหน้าเสาธงที่ทำให้ทั้งระบบต้องหยุดฟัง จุดรวมของเสียงสะท้อนจากพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการจัดเวรพยาบาลแบบ 12 ชั่วโมงต่อกะ ท่ามกลางความกังวลว่าแนวทางดังกล่าวอาจเพิ่มภาระงาน ลดเวลาพักผ่อน กระทบสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับไปกระทบคุณภาพการดูแลผู้ป่วยด้วย รายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักในวันเดียวกันยืนยันตรงกันว่าเป็นการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ของบุคลากรพยาบาลที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย และกลายเป็นประเด็นสาธารณะในระดับประเทศทันที

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 เริ่มมีผลใช้บังคับ ซึ่งในสาระสำคัญกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักไว้ชัดเจน จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือข้อกำหนดให้ผู้บริหารการพยาบาลควบคุมให้ชั่วโมงทำงานรวมไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมทั้งต้องจัดให้มีเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง และหากจัดให้ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ต้องไม่จัดติดต่อกันเกิน 3 วันใน 1 สัปดาห์ ประกาศฉบับนี้มีเจตนาชัดในการลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า สิ่งที่เป็นมาตรฐานบนกระดาษจะเดินคู่กับข้อจำกัดหน้างานได้จริงเพียงใด

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยัน กระทรวงไม่ได้สั่งให้ทุกโรงพยาบาลใช้เวร 12 ชั่วโมง

ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ Hfocus เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่มีข้อสั่งการให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลใด ๆ ไปปรับเป็นเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง พร้อมระบุว่า กระทรวงเพียงให้เขตสุขภาพศึกษาแนวทางดังกล่าว และย้ำมาตลอดว่าหากจะดำเนินการต้องอยู่บนฐาน “ความสมัครใจ” ของบุคลากรเป็นสำคัญ ปลัดกระทรวงยังอธิบายว่า แนวคิดเรื่องเวร 12 ชั่วโมงเกิดจากความพยายามของกองการพยาบาลในการหาแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและพยาบาลไหลออก โดยมีเป้าหมายให้บุคลากรได้พักมากขึ้นในบางบริบท แต่ไม่เคยเป็นคำสั่งให้ทุกแห่งนำไปใช้เหมือนกันทั้งระบบ

คำชี้แจงของปลัดกระทรวงมีความสำคัญ เพราะช่วยหักล้างความเข้าใจของสังคมที่อาจตีความว่ากระทรวงได้ออก “นโยบายบังคับ” แล้วส่งลงไปยังโรงพยาบาลทุกแห่ง นพ.สมฤกษ์ยังระบุด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากความไม่เข้าใจกันในการสื่อสารระหว่างหัวหน้าพยาบาลกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้แนวทางที่ควรเป็นทางเลือก ถูกมองว่าเป็นข้อบังคับในระดับหน้างาน เขายังย้ำว่า การจัดเวร 12 ชั่วโมงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคืออาจทำให้พักยาวขึ้น แต่ข้อเสียคือหากอยู่ในวอร์ดที่งานหนักต่อเนื่องก็อาจทำให้เหนื่อยล้าเกินรับได้ จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละวอร์ดเป็นรายแห่งไป

กระทรวงยอมรับว่าต้องจัดระเบียบค่าตอบแทนให้ชัด เพื่อไม่ให้บุคลากรเสียประโยชน์

อีกประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมากคือเรื่องค่าตอบแทน เพราะเมื่อชั่วโมงเวรถูกปรับเปลี่ยน รูปแบบการนับชั่วโมงทำงาน ค่าล่วงเวลา และผลประโยชน์ของบุคลากรย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง นพ.สมฤกษ์ระบุว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัดอย่างน้อย 2 แห่งที่มีการใช้เวร 12 ชั่วโมงในบางวอร์ดแล้ว ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม และโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีระเบียบรองรับเรื่องค่าตอบแทนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการเบิกจ่ายในกรณีเวรยาว 12 ชั่วโมง กระทรวงจึงกำลังเร่งให้ผู้ตรวจราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปจัดระเบียบรองรับให้ถูกต้อง และวางหลักว่า ค่าตอบแทนของบุคลากรต้องไม่ลดลงหรือทำให้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนรูปแบบเวร

ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า แม้กระทรวงจะพยายามเสนอทางเลือกใหม่เพื่อแก้ปัญหาบางด้านของระบบ แต่ก็รับรู้เช่นกันว่า หากไม่ออกแบบกติกาทางการเงินและสิทธิประโยชน์ให้รอบคอบ นโยบายที่ตั้งใจช่วยลดความเหนื่อยล้าอาจกลับกลายเป็นภาระรูปแบบใหม่ของบุคลากร ปลัดกระทรวงตอบชัดว่า หากจะมีการจัดเวร 12 ชั่วโมงในกรณีที่บุคลากรสมัครใจจริง ก็ต้องมีระเบียบเรื่องค่าตอบแทนที่ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นย่อมเสี่ยงเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เสียสิทธิหรือเสียรายได้จากการเปลี่ยนระบบโดยไม่เต็มใจ

โฆษก สธ. ซ้ำจุดยืนเดิมว่าเป็นแค่ทางเลือก และต้องสื่อสารกับพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน

ในวันเดียวกัน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ The Coverage ในทิศทางเดียวกันว่า การจัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมงในสังกัดกระทรวงเป็นเพียง “ทางเลือก” ไม่ใช่ “นโยบาย” และไม่ใช่ “การบังคับ” โดยตรง เขาระบุว่า โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ทั้งด้านภาระงาน ลักษณะผู้ป่วย จำนวนบุคลากร และความพร้อมของแต่ละวอร์ด จึงไม่อาจใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมดได้ หากหน่วยบริการใดจะทดลองใช้ ก็ต้องสอบถามและหารือกับบุคลากรพยาบาลก่อน และตัดสินใจร่วมกันบนความสมัครใจ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยควบคู่กันไปด้วย

สาระของคำให้สัมภาษณ์จากโฆษกกระทรวงสาธารณสุขมีน้ำหนักในเชิงคลี่คลาย เพราะทำให้เห็นว่าระดับนโยบายรับรู้ปัญหาการสื่อสารอยู่จริง และยอมรับว่าจากนี้อาจต้องสื่อสารเรื่องเวร 12 ชั่วโมงกับผู้บริหารโรงพยาบาลให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดซ้ำอีก เขายังยืนยันด้วยว่า การให้บริการทางการแพทย์ต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพการรักษาผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตของบุคลากร ซึ่งสองเรื่องนี้ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกให้น้ำหนักเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

หน้างานกังวลว่าทางเลือกอาจกลายเป็นแรงกดดัน เมื่อบริบทจริงไม่เอื้อให้ใช้สูตรเดียว

แม้คำชี้แจงจากกระทรวงจะชัดขึ้น แต่ข้อกังวลจากฝั่งผู้ปฏิบัติงานยังมีน้ำหนักอย่างมาก เพราะในทางปฏิบัติ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ทางเลือก” อาจกลายเป็น “แรงกดดัน” ได้ หากการสื่อสารภายในองค์กรไม่ชัดเจนหรือหากบุคลากรรู้สึกว่าไม่มีอำนาจต่อรองจริง ข้อมูลจากภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้สะท้อนว่า พยาบาลจำนวนหนึ่งกังวลว่าการจัดเวร 12 ชั่วโมงจะไม่ช่วยแก้ปัญหาภาระงาน กลับเพิ่มความเหนื่อยล้า กระทบเวลาพัก และส่งผลต่อชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากต่อเนื่องทั้งวัน ความกังวลนี้สอดรับกับหลักคิดในประกาศสภาการพยาบาลเอง ที่ยอมรับว่าอัตรากำลังที่เพียงพอและเวลาพักที่เหมาะสมคือเงื่อนไขพื้นฐานของการดูแลอย่างปลอดภัย

เมื่อมองภาพรวมของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ มีเตียงใช้งานจริง 821 เตียง และเป็นหน่วยบริการหลักของจังหวัดเชียงราย ความตึงตัวของระบบย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก หากประกาศใหม่ถูกนำมาเชื่อมกับภาระงานในหน้างานจริงโดยไม่มีการออกแบบรายละเอียดให้เหมาะสม ความไม่สบายใจของบุคลากรจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และอธิบายได้ว่าทำไมการรวมตัวหน้าเสาธงจึงเกิดขึ้นรวดเร็วในวันเดียวกับที่ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวระดับประเทศ

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ รับฟังความคิดเห็นและหาทางออกที่เหมาะกับบริบทจริง

ภายหลังการรวมตัวในช่วงเช้า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ในช่วงเย็นวันที่ 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า บุคลากรคือหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล และความเหนื่อยล้าจากการปฏิบัติงานเกินขีดจำกัดเป็นประเด็นที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โรงพยาบาลยืนยันว่า ความอยู่ดีมีสุขของบุคลากรเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ และด้วยปริมาณผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่ โรงพยาบาลจึงกำลังเร่งทบทวนระบบการจัดสรรอัตรากำลัง ค่าตอบแทน และระบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสมดุลชีวิตหรือ Work-Life Balance ควบคู่กับการลดภาวะความเหนื่อยล้าสะสม

สาระสำคัญของแถลงการณ์อยู่ตรงที่ฝ่ายบริหารประกาศเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทางการพยาบาลทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทหน้างานจริง โดยมุ่งให้บุคลากรมีเวลาพักเพียงพอ คงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยไว้ในระดับสูงสุด และรักษาค่าตอบแทนให้เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร ถ้อยคำในแถลงการณ์นี้ช่วยทำให้เรื่องขยับจากภาวะเผชิญหน้ามาสู่การหาทางออกมากขึ้น และสอดคล้องกับคำชี้แจงก่อนหน้าของฝ่ายบริหารโรงพยาบาลที่ระบุว่า หากวอร์ดใดยังไม่พร้อม ก็สามารถคงรูปแบบเวรเดิมไว้ได้ตามความเหมาะสม ตามข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้

โจทย์ใหญ่ของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เวร 8 ชั่วโมงหรือ 12 ชั่วโมง แต่คือการบริหารคนในระบบที่ตึงตัวอยู่แล้ว

หากมองให้ไกลกว่าประเด็นเฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่เชียงรายประชานุเคราะห์สะท้อนปัญหาโครงสร้างของระบบสุขภาพไทยอย่างชัดเจน แม้ประเทศไทยมีพยาบาลวิชาชีพในภาครัฐ 149,258 คนตามข้อมูลปีล่าสุดใน Statistical Yearbook Thailand 2025 แต่การมีจำนวนรวมระดับประเทศไม่ได้แปลว่าทุกจังหวัด ทุกโรงพยาบาล หรือทุกวอร์ดจะมีบุคลากรเพียงพอเสมอไป ยิ่งในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ที่รับผู้ป่วยจำนวนมาก การปรับระบบเวรไม่ใช่แค่เรื่องบริหารเวลา หากเกี่ยวข้องกับกำลังคน การรักษาคุณภาพบริการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความเป็นอยู่ของบุคลากรในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่กรณีนี้บอกอย่างชัดเจนคือ นโยบายที่มีเจตนาดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดการสื่อสารที่แม่นยำและขาดระบบรองรับเชิงปฏิบัติ ทั้งเรื่องค่าตอบแทน กลไกตัดสินใจร่วมกับหน้างาน และการออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริงของแต่ละวอร์ด ขณะเดียวกัน เสียงของพยาบาลก็ชี้ว่า การคุ้มครองความปลอดภัยไม่ควรถูกตีความแบบแคบเฉพาะบนตารางเวร แต่ต้องมองไปถึงชีวิตครอบครัว สุขภาพจิต และความต่อเนื่องของการทำงานในโลกจริงด้วย ซึ่งประกาศสภาการพยาบาลเองก็ระบุชัดในข้อ 14 และข้อ 15 ว่า ผู้บริหารต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ รวมถึงส่งเสริมสมดุลระหว่างการทำงาน การพัฒนาตนเอง การดูแลครอบครัว และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

จุดคลี่คลายเริ่มปรากฏ แต่คำตอบระยะยาวยังต้องอาศัยการฟังกันจริงจัง

ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เหตุการณ์ที่เริ่มจากการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ของพยาบาลหน้าโรงพยาบาล ได้พัฒนาไปสู่การชี้แจงจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข คำยืนยันจากโฆษกกระทรวง และแถลงการณ์ทางการของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งอย่างน้อยช่วยทำให้ภาพรวมของเรื่องชัดขึ้นว่า “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง” ไม่ได้เป็นคำสั่งบังคับจากกระทรวง และหากจะมีการใช้จริงในบางแห่ง ต้องผ่านความสมัครใจ การหารือร่วมกัน และไม่ทำให้บุคลากรเสียประโยชน์ด้านค่าตอบแทน นี่คือสัญญาณเชิงบวกของการคลี่คลายความเข้าใจผิดในระยะสั้น

แต่ในระยะยาว ข่าวนี้ยังเปิดคำถามสำคัญไว้อย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือระบบสาธารณสุขไทยจะออกแบบการคุ้มครองคนทำงานอย่างไรให้ไม่กลายเป็นภาระใหม่ของคนหน้างาน เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ยืนอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยในทุกกะไม่ใช่ตัวบทนโยบาย หากคือพยาบาลตัวจริง และคุณภาพของการรักษาพยาบาลที่ประชาชนจะได้รับ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าระบบสามารถทำให้คนเหล่านี้ทำงานได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีชีวิตที่สมดุลเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME