Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

Summary
  • พงศกร เจ้าของ LOCAL Coffee ชี้ฝุ่น PM 2.5 กระทบสุขภาพคนปลูกกาแฟบนดอย ย้ำต้องใช้ Storytelling ขายออนไลน์

  • ตัวเลขท่องเที่ยวเชียงรายต้นปีพุ่งติด Top 10 แต่ช่วงสงกรานต์ยอดจองวูบเหลือ 15-20% เพราะวิกฤตอากาศ

  • เวทีวิชาการ มฟล. เตือนสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักกระทบระบบอาหารและความมั่นคงทางสุขภาพข้ามพรมแดน

  • ททท. ดันนโยบาย High Value ชู Wellness Tourism เป็นทางรอดสำคัญของเชียงรายในตลาดโลก

  • ผู้เชี่ยวชาญย้ำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องใช้กลไกเจรจาระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนยั่งยืน

หัวใจคนปลูกกาแฟเชียงราย ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นแดงและควันไฟป่า ยันคุณภาพเมล็ดไม่หายไปกับควัน

เชียงราย 20 เมษายน 2569 – พงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในช่วงที่ฝุ่นควันยังลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดดอย เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่าปีนี้เป็นปีที่เกษตรกรต้องทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

เรื่องราวของเชียงรายในเดือนเมษายนจึงไม่ได้มีเพียงกลิ่นควันไฟหรือเสียงน้ำสงกรานต์ที่ถนนสันโค้งเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลที่ซ้อนทับกันระหว่างสุขภาพของคนปลูกกาแฟ คุณภาพของแม่น้ำสายหลัก และความหวังของเมืองที่กำลังต้องเลือกเส้นทางใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ควันไฟบนดอยกับกาแฟที่ยังต้องยืนหยัด

พงศกรประเมินว่าผลผลิตกาแฟของเชียงรายในปีนี้อาจได้รับผลกระทบบางส่วน ผลผลิตอาจน้อยลงบ้างในพื้นที่ที่เจอไฟป่าเผาไหม้หรือต้นกาแฟอายุน้อยที่โดนความร้อนโดยตรง แต่คุณภาพของกาแฟเชียงรายยังคงมีมาตรฐานเหมือนเดิม เขาย้ำว่าคุณภาพไม่ได้หายไปพร้อมกับควัน

สิ่งที่น่าห่วงกว่าปริมาณเมล็ดกาแฟคือคนทำงานบนไร่ เขาบอกว่าชาวเกษตรกรต้องสูดดมควันและฝุ่น PM 2.5 เกือบตลอดทั้งวันบนดอยสูง ในระยะยาวไม่เป็นผลดีแน่ ยิ่งเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกษตรกรบนที่สูงก็เสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลคุณภาพอากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนความจริงนั้น วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. สถานีตรวจวัดในจังหวัดเชียงรายหลายแห่งรายงานค่า PM 2.5 ระดับสูง เช่น รพ.สต.บ้านดงมะตื๋น ต.ผางาม อ.เวียงชัย วัดได้ 263 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ รพ.สต.บ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ วัดได้ 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายเท่า และเป็นสิ่งที่คนบนดอยต้องเผชิญทุกเช้า 

พงศกรไม่ได้เรียกร้องความสงสาร แต่เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เขาบอกว่าแม้หน้าร้านจะเงียบ คนไม่มาเที่ยว แต่กาแฟยังมีเรื่องเล่าได้ ถ้ามีเรื่องเล่า ก็ขายออนไลน์ได้ รายได้ยังหมุนได้แม้สถานการณ์ท่องเที่ยวไม่เอื้อ คำแนะนำนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ แต่มาจากประสบการณ์ของเจ้าของ LOCAL Coffee ที่เห็นลูกค้าต่างจังหวัดสั่งเมล็ดคั่วผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ฝุ่นหนา

ตัวเลขท่องเที่ยวที่ดูดีกับความจริงที่ถนนสงกรานต์

ภาพของเชียงรายในช่วงต้นปีดูเหมือนจะไปได้ดี ตัวเลขจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 1,661,706 คน ติดอันดับ 10 ของประเทศเมื่อไม่นับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ในขณะเดียวกัน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเชียงรายในช่วงสามเดือนแรกอยู่ที่ 79.74 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นอันดับ 7 ในกลุ่ม 20 จังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามการจัดอันดับของเพจ The Rankings ที่อ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้เชียงรายดูเหมือนจุดหมายที่ยังได้รับความนิยม

แต่เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ภาพกลับต่างออกไป ผู้ประกอบการในพื้นที่รายงานว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการจองห้องพักจากห้องพักประมาณ 28,000 ห้องทั่วจังหวัด อยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ถึง 20 เท่านั้น ถนนสันโค้ง ถนนหนองบัว และงานมหาสงกรานต์ที่อำเภอเชียงแสนยังคงคึกคัก แต่คนที่เดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และคนที่กลับบ้าน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นหรือชาวต่างชาติ

ความย้อนแย้งของตัวเลขนี้อธิบายได้จากปัจจัยที่ซ้อนกัน ช่วงต้นปีอากาศยังพอรับได้และมีงานเทศกาลดอกไม้ งานกาแฟ ดึงคนไทยเดินทางระยะสั้น แต่พอเข้าสู่มีนาคมถึงเมษายน ฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านรวมกับความกดอากาศสูงจากจีนที่แผ่ปกคลุมนาน ทำให้หมอกควันไม่ระบาย ภาพถ่ายดาวเทียมและการรายงานของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมชี้ว่าเชียงรายอยู่ในแอ่งกระทะ ควันจึงค้างนานกว่าจังหวัดอื่น

น้ำที่ขุ่นมากกว่าควัน

ผู้ประกอบการหลายคนบอกว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ฝุ่น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีรายงานเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ปี 2569 สถานการณ์ยิ่งถูกจับตามองเพราะกระทบทั้งการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา งานเสวนาหัวข้อ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จัดโดยสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ภายใต้รายวิชา Conflict Security and Border มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 80 คน

ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีกล่าวเปิดงาน ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ ร่วมดำเนินรายการ และ ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร เป็นผู้จัดหลัก งานนี้ร่วมมือกับ Asian Research Center for International Development หรือ ARCID, Area-based Social Innovation Research Center หรือ Ab-SIRC และ The Center for Humanitarian Dialogue หรือ HD

เวทีใช้รูปแบบ Single Panel Two Layers ชั้นแรกวางฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ชั้นที่สองเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจริง

อาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

สี่เสียงจากเวทีที่ทำให้เห็นภาพใหญ่

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากคณะอนุกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด พูดถึง PM 2.5 ว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเผาในพื้นที่เชียงราย แต่เป็นหมอกควันข้ามแดนที่ต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค

อาจารย์เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ชี้ว่าคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อพืชผักริมตลิ่งและสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งโปรตีนของชุมชน

นางสาวศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ และพงศกร อารีศิริไพศาล จาก LOCAL Coffee พูดในประเด็นระบบอาหารและทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งคู่ย้ำว่ากาแฟและพืชอาหารไม่ได้แยกจากน้ำและอากาศ ถ้าน้ำมีสารปนเปื้อน ดินก็เปลี่ยน จุลินทรีย์ในดินก็เปลี่ยน รสชาติกาแฟในระยะยาวย่อมเปลี่ยนตาม

นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ จากชมรมนักศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงผลกระทบต่อคนและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีหน้ากากกรองอากาศดีๆ ไม่มีห้องปลอดฝุ่น และต้องทำงานกลางแจ้ง

ภายในงานยังมีการฉายสารคดีสั้นชื่อ เงาปนเปื้อนบนสายน้ำกก เหนือชีวิตเกษตรกร บันทึกเสียงจริงของเกษตรกรที่ใช้น้ำกกทำนาและเลี้ยงปลา ภาพในสารคดีทำให้ผู้ชมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดเจน

เมืองที่ต้องเลือก Wellness หรือ Sport

คำถามที่เกิดขึ้นหลังเวทีคือ เชียงรายจะเดินไปทางไหน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ได้ยากในระยะสั้น หลายเสียงเสนอว่าเชียงรายต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism หรือเมืองกีฬา Sport City เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนเดินตามได้ถูกทาง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. กำลังเร่งเกม Wellness อย่างจริงจัง โดยเตรียมจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 ในวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

งานนี้เชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ 74 ราย พบผู้ประกอบการไทย 68 ราย ครอบคลุมธุรกิจสปา การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์ทางเลือก และรีสอร์ตสุขภาพ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย High Value and Sustainable Tourism มุ่งดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

เหตุผลที่ ททท. ผลักดันเรื่องนี้เพราะตลาดโลกกำลังโต ข้อมูลจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกประเมินว่าการเดินทางเพื่อสุขภาพจะแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านมาตรฐานบริการ บุคลากรทางการแพทย์ การนวดไทย สมุนไพร และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

สำหรับเชียงรายที่มีอากาศบริสุทธิ์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มีแหล่งน้ำพุร้อน มีชาและกาแฟออร์แกนิก มีภูมิปัญญาชาติพันธุ์เรื่องสมุนไพร การเป็น Wellness Destination จึงไม่ใช่ความฝันไกลตัว แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรในช่วงที่ฝุ่นควันยังเป็นปัญหา 4 ถึง 5 เดือนต่อปี

สงครามที่ไกลแต่กระทบใกล้

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงรายยังพูดถึงอีกปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางในปีนี้ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นการเดินทางระยะไกลของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เส้นทางบินเปลี่ยน นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงจึงเลือกจุดหมายที่เดินทางง่ายและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

เมื่อรวมกับภาพข่าวเรื่องมลพิษในแม่น้ำสายหลักของภาคเหนือที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศตั้งแต่ปีก่อน ภาพลักษณ์ของเชียงรายจึงถูกท้าทายสองด้านพร้อมกัน คืออากาศและน้ำ

จากตัวเลขถึงชีวิตจริง

ถ้ามองย้อนกลับไปที่ตัวเลข 1,661,706 คน และการเข้าพัก 79.74 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรก ต้องเข้าใจว่านั่นคือแรงส่งจากคนไทยที่เดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทางไม่ไกล และตัดสินใจเร็ว เมื่อเจอฝุ่น พวกเขายกเลิกหรือเลื่อนได้ทันที ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องจองล่วงหน้านาน

ช่วงสงกรานต์ที่อัตราการเข้าพักเหลือเพียง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะสงกรานต์ปกติเป็นช่วงพีคของภาคเหนือ การที่ห้องพักกว่า 22,000 ห้องจากทั้งหมดประมาณ 28,000 ห้องว่างในคืนที่ควรเต็ม สะท้อนว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกยังบอกอีกด้านหนึ่งว่าเชียงรายยังมีฐานคนรักเมืองนี้อยู่ คนที่มาเพราะอยากดื่มกาแฟบนดอยช้าง ดอยตุง อยากเดินป่าช่วงปลายหนาว อยากกินอาหารชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้คือทุนทางสังคมที่สำคัญ

คุณพงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย

กาแฟที่มีเรื่องเล่า

พงศกรกลับมาที่ประเด็นเดิมอีกครั้งในเวทีที่แม่ฟ้าหลวง เขาบอกว่าระบบอาหารท้องถิ่นต้องเชื่อมกับเรื่องเล่า ไม่ใช่แค่ขายเมล็ดกาแฟ แต่ขายที่มาของเมล็ด ขายวิธีที่เกษตรกรสู้กับไฟป่า ขายวิธีที่ชุมชนทำแนวกันไฟ ขายวิธีที่คนหนุ่มสาวกลับบ้านมาทำโปรเซสกาแฟแบบใหม่

ศิริวิมลจากไร่รื่นรมย์เสริมว่าเกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มบันทึกข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ด้วยเครื่องมือราคาถูก แล้วเอาข้อมูลนั้นมาเล่าให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพยินดีจ่ายเพิ่มเมื่อรู้ว่ากาแฟถ้วยนั้นมาจากไร่ที่ตรวจวัด PM 2.5 ทุกวันและมีมาตรการปกป้องคนเก็บ

นี่คือจุดที่แนวคิด Wellness ของ ททท. มาเจอกับกาแฟเชียงราย ไม่ใช่แค่สปาหรูในกรุงเทพ แต่คือ wellness ที่เริ่มจากต้นน้ำ คือคนปลูกที่สุขภาพดี ดินดี น้ำดี

ความมั่นคงรูปแบบใหม่

เวทีที่แม่ฟ้าหลวงสรุปตรงกันว่าปัญหาของเชียงรายวันนี้คือความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นความมั่นคงทางอากาศ น้ำ อาหาร และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดข้ามพรมแดน

เขื่อนต้นน้ำในจีนทำให้กระแสน้ำโขงแปรปรวน ตะกอนดินหายไป ปลาวางไข่ยากขึ้น การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายทำให้สารโลหะหนักไหลลงมา การเผาในที่โล่งในเมียนมาและลาวทำให้ควันลอยข้ามมา ทุกอย่างเชื่อมกันเป็นระบบเดียว

ดร.บัณฑูรย้ำว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีกลไกเจรจาระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย มิฉะนั้นเชียงรายจะทำดีแค่ไหนก็ยังต้องรับควันจากที่อื่น

ทางรอดระยะสั้นและระยะยาว

จากการฟังเสียงทั้งหมด มีทางออกสามระดับที่ถูกพูดถึงบ่อย

ระดับแรกคือการปกป้องคนทำงานทันที หน้ากากที่ได้มาตรฐาน ห้องปลอดฝุ่นในชุมชนบนดอย การแจ้งเตือน PM 2.5 แบบรายชั่วโมงที่เข้าถึงง่าย และการปรับเวลาทำงานเกษตรให้หลีกเลี่ยงช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุด

ระดับสองคือการปรับธุรกิจ ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งเริ่มทำแพ็กเกจ staycation สำหรับคนไทย เน้นอาหารสุขภาพ ชา กาแฟ สมุนไพรท้องถิ่น และกิจกรรมในร่มช่วงฝุ่นหนัก ร้านกาแฟหันมาขายออนไลน์มากขึ้น ทำ subscription ส่งเมล็ดคั่วรายเดือน พร้อมการ์ดเล่าเรื่องเกษตรกร

ระดับสามคือการวางตำแหน่งเมืองระยะยาว ถ้าเชียงรายจะไปทาง Wellness ต้องลงทุนในข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ต้องมีระบบตรวจวัดน้ำกก น้ำสายแบบเรียลไทม์ ต้องมีมาตรฐานฟาร์มที่ดูแลสุขภาพคนงาน ต้องมีเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงฤดูกาลฝุ่น ไม่ใช่โปรโมทเหมือนเดิมทั้งปี

ถ้าจะไปทาง Sport City ก็ต้องคิดเรื่องสนามในร่ม การจัดการคุณภาพอากาศสำหรับนักกีฬา และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา

เสียงจากดอยที่อยากให้ได้ยิน

ก่อนจบการสัมภาษณ์ พงศกรทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่าเขาไม่ได้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจตลอดปี เขาแค่ขอให้คนเมืองเข้าใจว่าคนบนดอยทำงานท่ามกลางควันทุกวัน และกาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพของใครบางคน

คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่สารคดีในงานแม่ฟ้าหลวงพยายามบอก ภาพของเกษตรกรที่ล้างผักริมน้ำกกด้วยมือเปล่า ทั้งที่รู้ว่าน้ำอาจไม่เหมือนเดิม แต่ไม่มีทางเลือกอื่น

เชียงรายในวันนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเลขที่ยังสวยในไตรมาสแรกกับความจริงที่ถนนสงกรานต์ว่างกว่าที่ควร ระหว่างคุณภาพกาแฟที่ยังรักษาไว้ได้กับสุขภาพคนปลูกที่กำลังถูกท้าทาย ระหว่างความหวังจะเป็นฮับสุขภาพโลกกับฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนทุกปี

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่าง Wellness หรือ Sport เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงว่าสิ่งแวดล้อมคือต้นทุนหลักของทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำหนึ่งแก้วไปจนถึงกาแฟหนึ่งถ้วย และตั้งแต่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนไปจนถึงอนาคตของเมืองทั้งเมือง

ถ้าเชียงรายสามารถทำให้ข้อมูลเรื่องอากาศและน้ำเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ และใช้ประกอบการตัดสินใจของทั้งนักท่องเที่ยว เกษตรกร และนักลงทุนได้จริง เมืองนี้จะมีเรื่องเล่าที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิวสวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองที่กล้าเผชิญหน้ากับควันและน้ำขุ่น แล้วหาทางอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แม้ห้องพักจะว่างในช่วงสงกรานต์ แต่ชื่อของเชียงรายยังคงติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด และยังคงมีอัตราการเข้าพักเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วงต้นปี เพราะลึกๆ แล้วคนยังเชื่อในศักยภาพของเมืองนี้ และรอวันที่จะกลับมาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พงศกร อารีศิริไพศาล ที่ปรึกษากลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย โดยทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 20 เมษายน 2569
  • The Rankings
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ปลุกพลังวิจัยให้ไทยอัพ! สกสว. เชื่อมโจทย์เชียงรายสู่ทุน ววน. 2 หมื่นล้าน เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

สกสว. ปักหมุดแม่ฟ้าหลวง เปิดเวที Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ชู ช่องทางเข้าถึงทุนวิจัย ขับเคลื่อนเหนือสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ณ ห้องประดู่แดง 1 ชั้น 5 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยวางเป้าหมายชัดเจนในการสื่อสารบทบาทใหม่ของกองทุน ววน. ให้เป็น “ศูนย์กลางระบบนิเวศวิจัย” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเครือข่ายภูมิภาค ตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่น

ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มรายได้ เวทีครั้งนี้ถูกวางให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “โจทย์พื้นที่” กับ “เครื่องมือทุน” เพื่อพางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยเฉพาะสาขายุทธศาสตร์ของภาคเหนือ เช่น เกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส กาแฟ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง

จากผู้ให้ทุนสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศ 25 ช่องทางที่คนพื้นที่ต้องรู้

สารหลักที่ถูกส่งจากเวทีภาคเหนือครั้งนี้ คือการยืนยันว่ากองทุน ววน. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ แต่กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และจะทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. กล่าวในงานว่า สกสว. ต้องการทลายภาพจำที่งานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง พร้อมชี้ว่าในระดับประเทศมีช่องทางหรือกลไกการเข้าถึงทุนหลายประตู ซึ่งคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปร่วมได้ โดยสาระที่ถูกย้ำคือ การสนับสนุนครอบคลุมทั้งงบประมาณ เครือข่ายองค์ความรู้ และความร่วมมือที่ช่วยเปิดตลาดหรือโอกาสระดับต่างประเทศ

แก่นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเห็น “เส้นทางเดิน” ที่ชัดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโจทย์ ไปจนถึงการจับคู่กับหน่วยบริหารจัดการทุน การออกแบบโครงการ การยกระดับมาตรฐาน และการต่อยอดสู่การตลาด เพราะหากประตูมีอยู่จริง แต่คนไม่รู้ทางเข้า เม็ดเงินก็ยังวนอยู่ในกลุ่มเดิม และนวัตกรรมก็ไม่ถึงมือคนที่ต้องใช้จริง

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสาร กองทุน ววน.
ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว.

งบกองทุน ววน. กับคำถามเรื่องผลลัพธ์ เมื่อเงินต้องเปลี่ยนชีวิตคน

การสื่อสารครั้งนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่กองทุน ววน. ถูกกล่าวถึงในสังคมในฐานะกลไกงบประมาณขนาดใหญ่ โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกคาดหวังให้ “กระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม” ผ่านงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเม็ดเงินระดับนี้ถูกวางเป็นเครื่องมือชาติ คำถามใหญ่ย่อมไม่ใช่เพียงให้ทุนไปเท่าไร แต่คือให้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่หรือไม่ เกิดรายได้เพิ่มหรือไม่ เกิดการจ้างงานหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเกิดความสามารถแข่งขันระยะยาวหรือไม่

ภาพที่ สกสว. พยายามตอบผ่านเวทีภาคเหนือ คือการย้ำว่า “งานวิจัยกินได้” มีอยู่จริงในชุมชน และหลายครั้งคนในพื้นที่อาจใช้ประโยชน์อยู่แล้วโดยไม่รู้ว่าเชื่อมกับระบบทุนวิจัยของประเทศ

งานวิจัยกินได้ จากขมิ้นชันถึงกาแฟ เมื่อชุมชนต้องการรายได้ที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในงานถึงตัวอย่างงานวิจัยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน เช่น การพัฒนาขมิ้นชัน การทอผ้าไหม การพัฒนากาแฟหลากหลายรสชาติ และชาเลือดมังกร พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า เมื่อความรู้ใหม่เข้าไปเสริมในพื้นที่ สิ่งที่ต้องเกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น

ในมุมของคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ของทุน” อาจไม่ใช่ภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรมทันที แต่คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้าที่คนทำอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น สื่อสารเรื่องราวได้ดีขึ้น และสุดท้ายเชื่อมตลาดได้ไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัด คือการผลักดันงานคราฟต์ฝีมือชุมชนให้เป็นของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในระบบ อววน. และการนำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายในเวทีประชุมนานาชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การ “โชว์ของ” ของประเทศ กลายเป็น “โอกาสทางการค้า” ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์

ถ้ากลไกนี้เดินได้จริง ผลสะเทือนต่อเชียงรายย่อมมีน้ำหนัก เพราะเชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรม งานคราฟต์ กาแฟ ชา สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเติมนวัตกรรมและการตลาดจะทำให้สินค้ามีราคาใหม่ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ต้องแข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณค่า

แม่ฟ้าหลวงกับบทบาทแพลตฟอร์มลุ่มน้ำโขง เชื่อมสุขภาพ เวลเนส เกษตร และสร้างสรรค์

อีกแกนหนึ่งของงานอยู่ที่บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะแพลตฟอร์มกลางของภาคเหนือ

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเปิดพื้นที่กลางให้กองทุน ววน. เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนและผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

หากมองแบบยุทธศาสตร์ เชียงรายมีจุดแข็งที่สามารถยืนอยู่บนสี่ขาได้พร้อมกัน

  • ขาแรก เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงอาหารปลอดภัย
  • ขาที่สอง สุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมการแพทย์บูรณาการกับการท่องเที่ยว
  • ขาที่สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าและบริการ
  • ขาที่สี่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการลงทุนยุค ESG

เวทีนี้จึงเหมือนการจัดวาง “โครงร่างการลงทุนความรู้” ให้กับภูมิภาค ว่าทิศทางต่อไปไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องทำให้โจทย์พื้นที่ถูกยกเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบได้จริง และเมื่อคำตอบเกิด ก็ต้องพาไปถึงตลาด

Thailand RISE Fund กับโจทย์วัดผล เมื่อความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล

อีกด้านหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำของเวทีสื่อสาร คือเรื่อง “การวัดผล” และ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมต่อระบบวิจัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยเผยแพร่ข่าวความร่วมมือที่ สกสว. ทำงานกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของระบบ ววน. ผ่านการวัดผลที่แม่นยำ และสื่อสารให้สังคมเห็นผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเชื่อมกับเวทีภาคเหนือ ภาพที่ชัดขึ้นคือ สกสว. ไม่เพียงต้องการ “เล่าเรื่อง” ให้คนเชื่อ แต่วางหมากให้สามารถ “ชี้ตัวเลข” ให้คนเห็นด้วย เพราะในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของเงินสาธารณะไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

จุดเปลี่ยนที่เชียงราย เมื่อภูมิปัญญาต้องเดินทางให้ไกลกว่าตลาดท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย คำว่าเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่สโลแกนใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการมีเครื่องมือระดับชาติพยายามทำให้ช่องทางเข้าถึงทุนและเครือข่ายง่ายขึ้น พร้อมชี้ว่ามีหลายหน่วยบริหารจัดการทุนที่สามารถรองรับโครงการได้

ถ้ามองจากประสบการณ์พื้นที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมักติดขัดมีไม่กี่ข้อ

  1. ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากประตูไหน
  2. โจทย์ดีแต่เขียนโครงการไม่เป็น
  3. ทำของเก่งแต่ยังไม่ถึงมาตรฐานหรือยังไม่รู้ตลาด
  4. มีเรื่องราว แต่สื่อสารไม่เป็นระบบ
  5. ขาดพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปไกล

เวที Thailand RISE Fund Forum จึงพยายามตอบด้วยการประกาศบทบาทเชิงบริการมากขึ้น ให้คนพื้นที่สามารถเข้ามาปรึกษาได้ง่ายขึ้น และให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือแพลตฟอร์มร่วมกับภาคีอื่น

ประเด็นรองที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของการเปิดประตูจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูจำนวนมากก็มีความเสี่ยงในตัวเอง หากไม่มีระบบนำทางที่ดี คนพื้นที่อาจสับสนกว่าเดิมว่าโจทย์แบบไหนควรเข้าประตูไหน และเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน

อีกความเสี่ยงคือ “ความคาดหวัง” หากสื่อสารว่าเข้าถึงง่าย แต่กระบวนการยังซับซ้อนเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องทำมาหากินทุกวัน และไม่สามารถเสียเวลาหลายเดือนกับเอกสารที่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นหลังเวทีนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ กลไกสนับสนุนเชิงปฏิบัติการ เช่น คลินิกที่ปรึกษา การจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ การช่วยออกแบบโครงการ การสนับสนุนมาตรฐาน การทดสอบตลาด และการช่วยทำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน

เชียงรายในบทบาทประตูเหนือของระบบวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง

Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ากองทุน ววน. กำลังเร่งสื่อสารบทบาทใหม่ เพื่อให้คนในพื้นที่เข้าถึงทุนวิจัยและนวัตกรรมได้จริง พร้อมย้ำว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในแล็บเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในกาแฟหนึ่งแก้ว ในผ้าทอหนึ่งผืน หรือในของที่ระลึกหนึ่งชิ้นที่มีเรื่องราวและมาตรฐานรองรับ

และเมื่อกองทุน ววน. ถูกวางอยู่บนความคาดหวังระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจถัดไปย่อมไม่ใช่เพียงการจัดเวทีให้คน “รับรู้” แต่ต้องทำให้คน “เข้าถึง” และ “ใช้ได้จริง” พร้อมกับวัดผลให้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เงินวิจัยขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นการยกระดับชีวิตคนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • กองทุน ววน. มีรายงานข่าวระบุว่าได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • สกสว. มีความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม
  • งาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 จัดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดการจัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข่าว สกสว. ร่วมธนาคารโลกยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบ ววน.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ส่องสถิติจดทะเบียนรถเชียงรายล่าสุด BEV ไล่กวดไฮบริด รับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ 1 ม.ค. 69

จุดเปลี่ยนตลาดยานยนต์เชียงราย 2568 ถึง 2569 หลังภาษีสรรพสามิตใหม่ และการผงาดของ EV ท่ามกลางบททดสอบจากหนี้ครัวเรือนและภัยธรรมชาติ

เชียงราย, 16 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหนาวปลายฤดูยังพัดผ่านโชว์รูมบนถนนสายหลักของเมืองเชียงรายเหมือนทุกปี แต่บรรยากาศการซื้อขายไม่เหมือนเดิม ป้ายโปรโมชันยังตั้งตระหง่าน แคมเปญผ่อนสบายยังติดไฟสว่าง ทว่าเสียงตัดสินใจของผู้ซื้อกลับเบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าโชว์รูม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่แค่จะเลือกรุ่นไหน แต่อยู่ที่เลือกระบบขับเคลื่อนแบบใด และควรรีบตัดสินใจก่อนหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2569

วันที่เริ่มต้นโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ยึดโยงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลายเป็นเส้นแบ่งเชิงจิตวิทยาของตลาด รถน้ำมันและไฮบริดจำนวนหนึ่งถูกมองว่าจะแพงขึ้น ขณะที่รถไฟฟ้าล้วนได้แรงส่งจากภาษีที่ต่ำลงตามกรอบนโยบายที่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เชียงรายในฐานะเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนบนและประตูสู่ลุ่มแม่น้ำโขง จึงไม่ได้รับผลกระทบแบบจังหวัดชายขอบ หากแต่เป็นพื้นที่ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะผู้ซื้อมีทั้งกลุ่มใช้รถเพื่อทำมาหากิน กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มค้าชายแดน และกลุ่มคนเมืองที่เริ่มให้ค่ากับต้นทุนพลังงานและภาพลักษณ์ความยั่งยืน

สัญญาณจากทะเบียนรถใหม่ เมื่อพลังงานสะอาดเริ่มไล่บี้รถน้ำมัน

ข้อมูลที่แนบระบุว่าเดือนตุลาคม 2568 จังหวัดเชียงรายมียอดจดทะเบียนรถใหม่รวม 2,975 คัน โดยรถสันดาป 2,688 คัน คิดเป็นร้อยละ 90.35 ส่วนกลุ่มพลังงานสะอาดรวม 287 คัน คิดเป็นร้อยละ 9.65 ภายในกลุ่มนี้ รถไฟฟ้าล้วน 135 คัน รถไฮบริด 141 คัน และปลั๊กอินไฮบริด 11 คัน

ตัวเลขชุดนี้มีนัยมากกว่าแค่สัดส่วน เพราะมันสะท้อนว่าเชียงรายกำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มเชื่อว่ารถไฟฟ้าไม่ใช่ของใหม่ที่ต้องเสี่ยงอีกต่อไป การที่ BEV ไล่ทัน HEV ในระดับเดือนเดียว บอกถึง 3 เงื่อนไขสำคัญที่เริ่มลงตัวพร้อมกัน

เงื่อนไขแรกคือราคาเริ่มเข้าใกล้รถน้ำมันในเซกเมนต์เดียวกันมากขึ้นจากการแข่งขันของตลาดและมาตรการภาครัฐ

เงื่อนไขที่สองคือโครงสร้างพื้นฐานเริ่มถูกพูดถึงในระดับใช้งานจริง ไม่ใช่แค่แผนงาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จในเมือง เส้นทางท่องเที่ยว และเส้นทางเศรษฐกิจ

เงื่อนไขที่สามคือการตัดสินใจของผู้ซื้อถูกเร่งด้วยนโยบายภาษีใหม่ เพราะเมื่อภาษีเชื่อมกับการปล่อย CO2 ต้นทุนของรถน้ำมันและไฮบริดบางช่วงปล่อย CO2 ย่อมมีแรงกดดันมากขึ้นในเชิงราคาและโปรโมชัน

ภาษีสรรพสามิตใหม่ เปลี่ยนเกมราคาและการทำตลาด

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับการปล่อย CO2 เป็นกลไกหลัก ถูกมองว่าเป็น Tax Shock ของอุตสาหกรรม เพราะทำให้การตั้งราคาในปี 2569 ไม่สามารถยืนอยู่บนฐานเดิมได้

ข้อมูลแนบชี้ให้เห็นว่า BEV ได้อัตราภาษีลดลง ขณะที่ HEV ในหลายช่วงปล่อย CO2 มีแนวโน้มภาษีสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ปล่อย CO2 ช่วง 121 ถึง 150 กรัมต่อกิโลเมตร ที่มีการปรับขึ้นมากกว่าเดิมอย่างมีนัย ซึ่งทำให้รถไฮบริดที่เคยเป็นคำตอบของคนกลัวเรื่องระยะทาง อาจต้องเจอกับแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้น

อีกด้านหนึ่ง สื่อเศรษฐกิจและบทวิเคราะห์ตลาดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ซื้อรถใหม่ที่ใช้น้ำมันจะเผชิญต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ระดับหลักพันไปจนถึงสูงกว่านั้นตามรุ่นและช่วงปล่อย CO2 และมีการคาดหมายว่าแบรนด์บางรายจะเลือกตรึงราคาในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษายอดขายและส่วนแบ่งตลาด

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จึงไม่ใช่แค่รถแพงขึ้นหรือถูกลง แต่คือพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยน

  • ผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งเร่งจบดีลก่อนภาษีใหม่
  • ผู้ซื้ออีกกลุ่มชะลอเพื่อรอดูราคาหลังภาษี
  • ผู้ซื้อที่สนใจ EV ใช้ภาษีเป็นเหตุผลเสริมในการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น

สำหรับดีลเลอร์ในเชียงราย การบริหารสต็อกจึงกลายเป็นงานที่ต้องเดินให้ถูกจังหวะ โดยเฉพาะสต็อก HEV ที่ปล่อย CO2 สูง และรุ่นเครื่องยนต์ใหญ่ที่มีความเสี่ยงด้านภาษีมากกว่าเดิม

หนี้ครัวเรือนและสินเชื่อเช่าซื้อ ตัวแปรที่กดเพดานกำลังซื้อ

แม้ฝั่งเทคโนโลยีและนโยบายจะผลักให้ตลาดขยับไปข้างหน้า แต่เพดานกำลังซื้อของครัวเรือนคือแรงต้านสำคัญในทุกจังหวัด

ข้อมูลสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย และธนาคารกลางมีความพยายามกำกับดูแลผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อและลีสซิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มนอนแบงก์ เพื่อยกระดับความเป็นธรรมและลดความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือน

ในเวลาเดียวกัน ภาพอัตราปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์ที่สูงขึ้นถูกสะท้อนผ่านการติดตามภาคการเงินและผู้ประกอบการลีสซิ่ง โดยมีการชี้ว่า rejection rate เพิ่มสูงและกระทบยอดขายรถใหม่โดยตรง

สำหรับเชียงราย ความหมายเชิงปฏิบัติคือ ต่อให้ภาษีหนุนรถไฟฟ้าให้ดูคุ้มขึ้น แต่ถ้าสินเชื่อเข้ม ผู้ซื้อจำนวนมากก็ยังเข้าไม่ถึงรถใหม่อยู่ดี ตลาดจึงแบ่งเป็นสองชั้นชัดเจน

ชั้นแรกคือผู้ซื้อที่มีเงินสดหรือเครดิตแข็งแรง ซึ่งเริ่มเปลี่ยนไป EV เร็วและตัดสินใจตามเหตุผลด้านต้นทุนรวมระยะยาว

ชั้นที่สองคือผู้ซื้อที่ต้องพึ่งสินเชื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขไฟแนนซ์มากกว่าคำว่า EV หรือ ICE

ภาพเช่นนี้ทำให้ดีลเลอร์ต้องทำตลาดแบบยืดหยุ่นขึ้น ทั้งการนำเสนอแพ็กเกจบริการหลังการขาย การรับประกันแบตเตอรี่ การแลกเปลี่ยนรถเก่า และการออกแบบดาวน์ที่เหมาะกับความเสี่ยงของไฟแนนซ์

บทเรียนจากอุทกภัย กำลังซื้อฟื้นพร้อมภาระหนี้ใหม่

กลางปี 2568 ภัยธรรมชาติทิ้งร่องรอยไว้กับเศรษฐกิจครัวเรือนในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวพันกับยานยนต์ ตั้งแต่รถเสียหาย การซ่อมแซม การเคลมประกัน ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อรถทดแทน

การซื้อทดแทนในทางหนึ่งช่วยพยุงยอดขาย แต่ในอีกทางหนึ่งคือการเพิ่มภาระหนี้ก้อนใหม่ให้กับครัวเรือนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์หนักมา เมื่อผนวกกับหนี้ครัวเรือนระดับประเทศที่สูงอยู่แล้ว ตลาดรถใหม่จึงไม่สามารถฟื้นแบบกระโดดได้ง่าย แม้ความต้องการมีอยู่จริง

ที่สำคัญ ภัยธรรมชาติยังทำให้ผู้บริโภคเริ่มถามหาความทนทานและความปลอดภัยมากขึ้น รถที่มีระบบช่วยขับ ระบบเตือน และมาตรฐานความปลอดภัยสูง กลายเป็นเหตุผลทางใจที่เสริมการตัดสินใจ แม้ราคาจะสูงกว่า

เทรนด์พลังงาน NGV ขาลง Jet A1 ขาขึ้น และเงาสะท้อนเศรษฐกิจ

ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งปี 2568 ที่ถูกอ้างถึงจากกรมธุรกิจพลังงาน ระบุปริมาณการใช้เฉลี่ย 154.85 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ NGV ลดลงมากถึงร้อยละ 16.4 ดีเซลลดลง และ Jet A1 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6

ชุดข้อมูลนี้มีความหมายต่อเชียงรายในอย่างน้อยสามมิติ

มิติแรกคือ NGV ที่ลดลงสะท้อนโครงสร้างพลังงานที่เปลี่ยนไป ผู้ใช้จำนวนหนึ่งย้ายกลับไปน้ำมันหรือย้ายไปไฟฟ้า ส่วนสถานีบริการบางส่วนทยอยลดบทบาท

มิติที่สองคือดีเซลที่ลดลงมักสัมพันธ์กับกิจกรรมภาคผลิตและการขนส่งบางส่วนที่ชะลอ ซึ่งกระทบตลาดรถเชิงพาณิชย์และรถเพื่อทำมาหากิน

มิติที่สามคือ Jet A1 ที่เพิ่มขึ้นสอดรับการเดินทางและการท่องเที่ยว เมื่อการท่องเที่ยวฟื้น รถเช่า รถบริการ และรถรับส่งในเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงรายย่อมต้องปรับตัว และเริ่มมีผู้ประกอบการบางส่วนมอง EV เป็นจุดขายด้านต้นทุนและภาพลักษณ์

การค้าชายแดนและโลจิสติกส์ เชียงรายยังต้องพึ่งรถใช้งานหนัก

เชียงรายไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน ความต้องการรถกระบะ รถบรรทุกขนาดเล็ก และรถเพื่อโลจิสติกส์ยังเป็นฐานตลาดสำคัญ ที่ทำให้ภาพรวมตลาดไม่สามารถเปลี่ยนเป็น EV แบบรถนั่งส่วนบุคคลได้ทันที

โจทย์เฉพาะของเชียงรายจึงอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านของรถเชิงพาณิชย์ด้วย ไม่ใช่แค่รถนั่ง

หากภาษีและมาตรการเอื้อต่อ EV มากขึ้นในระยะถัดไป ความเป็นไปได้ของรถกระบะไฟฟ้าและรถขนส่งไฟฟ้าจะกลายเป็นเวทีแข่งขันใหม่ แต่ทั้งหมดต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่รองรับการใช้งานหนักจริง รวมถึงระบบซ่อมบำรุงและช่างที่มีทักษะเฉพาะ

ความปลอดภัยทางถนน และแรงกดดันให้รถรุ่นใหม่ต้องปลอดภัยขึ้น

อีกมิติที่หลบอยู่ใต้ตัวเลขยอดขายคือความปลอดภัย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของหลายครัวเรือนในภาคเหนือ และอุบัติเหตุช่วงเทศกาลยังเป็นบาดแผลประจำปี การยกระดับรถยนต์รุ่นใหม่ให้มีระบบช่วยขับและระบบเตือนจึงถูกพูดถึงมากขึ้น พร้อมกับการเข้มงวดด้านวินัยจราจร

ในเชิงตลาด นี่ทำให้รถรุ่นใหม่ที่มี ADAS หรือระบบความปลอดภัยขั้นสูง กลายเป็นเหตุผลที่จับต้องได้สำหรับคนที่ลังเลเรื่องการเปลี่ยนรถ แม้ไม่ได้เลือก EV ก็ตาม

เชียงรายกำลังเข้าสู่ยุคปรับตัวรุนแรง และผู้ชนะคือคนที่บริหารความเสี่ยงได้

เมื่อมองภาพรวม ตลาดรถใหม่เชียงรายปี 2568 ถึง 2569 คือยุคของการปรับตัวแบบยืดหยุ่นสูง ภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ผูกกับ CO2 คือแรงผลักทางโครงสร้าง ขณะที่หนี้ครัวเรือนและสินเชื่อเข้มงวดคือแรงต้านทางการเงิน ส่วนภัยธรรมชาติคือแรงกระแทกที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในเชิงความรู้สึกและความเสี่ยง

สิ่งที่น่าจับตาคือ EV ไม่ได้ชนะเพราะคำว่าเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ชนะเพราะสมการใหม่ของต้นทุนรวม ภาษี และภาพลักษณ์ ขณะเดียวกัน ICE และ HEV ยังไม่หายไป เพราะเชียงรายยังมีโจทย์ใช้งานจริง ทั้งระยะทาง ภูมิประเทศ และการค้าชายแดน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เกี่ยวข้องในเชียงราย

สำหรับดีลเลอร์และผู้ประกอบการ

  • เร่งจัดพอร์ตสินค้าและสต็อกให้สอดคล้องภาษี CO2 และพฤติกรรมผู้ซื้อหลัง 1 มกราคม 2569
  • ขยายบริการหลังการขาย EV ให้ครบวงจร ตั้งแต่ประกันแบตเตอรี่ รถสำรอง ไปจนถึงศูนย์ซ่อมมาตรฐาน
  • ทำงานร่วมไฟแนนซ์เชิงรุก ออกแบบแพ็กเกจดาวน์และผ่อนที่ลดความเสี่ยง rejection rate

สำหรับผู้บริโภค

  • หากต้องการรถน้ำมันหรือไฮบริด ให้ตรวจสอบราคาและเงื่อนไขหลังภาษีใหม่ รวมถึงแคมเปญตรึงราคาที่บางแบรนด์ประกาศในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • หากสนใจ BEV ให้พิจารณาสถานีชาร์จในเส้นทางใช้งานจริง และต้นทุนรวมทั้งการประกันภัยและบริการหลังการขาย ไม่ใช่แค่ราคาหน้าป้าย

สำหรับภาครัฐและท้องถิ่น

  • วางแผนเครือข่ายชาร์จแบบรองรับเมืองท่องเที่ยวและเส้นทางเศรษฐกิจ รวมถึงจุดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์
  • สนับสนุนทักษะแรงงานช่าง EV และระบบกู้ภัยความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เชียงรายอาจไม่ใช่เมืองแรกที่รถไฟฟ้าครองถนน แต่กำลังเป็นหนึ่งในเมืองรองที่เห็นการเปลี่ยนผ่านชัดที่สุด เพราะทุกแรงกดดันมาบรรจบกันพร้อมกัน ทั้งภาษีใหม่ หนี้ครัวเรือน การท่องเที่ยว การค้าชายแดน และบทเรียนจากภัยธรรมชาติ ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของยอดขาย หากเป็นปีที่ตลาดจะคัดเลือกผู้เล่นที่เดินเกมด้วยข้อมูล ความเข้าใจผู้บริโภค และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข่าวประชาสัมพันธ์ทำเนียบรัฐบาล เรื่องการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์บางประเภท มีผล 1 มกราคม 2569
  • กรมธุรกิจพลังงาน สรุปภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568 เฉลี่ย 154.85 ล้านลิตรต่อวัน NGV ลดลง 16.4 และ Jet A1 เพิ่มขึ้น 7.6
  • Reuters รายงานหนี้ครัวเรือนไทยและการกำกับดูแลผู้ให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่ง โดยระบุหนี้ครัวเรือนร้อยละ 88.4 ของ GDP ณ สิ้นปี 2567 และบริบทการเข้มงวดสินเชื่อรถ
  • The Standard รายงานภาพ rejection rate สินเชื่อรถยนต์สูง และผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME