Categories
Deep Dive Verification FEATURED NEWS

ถอดรหัสคลิปไวรัลทำพิษ ตีความแท็กซี่สุวรรณภูมิวิกฤตเกินจริง ยันระบบขนส่งสาธารณะยังให้บริการครบทุกช่องทาง

จากคลิปภาษาฝรั่งเศสสู่ความกังวลระดับนักท่องเที่ยว เมื่อความจริงเรื่องแท็กซี่สุวรรณภูมิถูกขยายจนเกินข้อเท็จจริง

ประเทศไทย,29 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของความกังวลไม่ได้อยู่ที่สนามบิน แต่อยู่ที่การตีความข่าวข้ามภาษา ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานโลก ความตึงตัวของการกระจายเชื้อเพลิง และกระแสกังวลจากสงครามในตะวันออกกลาง อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเงียบ ๆ คือความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มต่อการเดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะการเดินทางเข้าเมืองจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ความกังวลนี้ไม่ได้เริ่มจากประกาศของสนามบิน ไม่ได้เริ่มจากคำเตือนของภาครัฐ และไม่ได้เกิดจากระบบขนส่งหยุดทำงานจริง แต่เริ่มจากคลิปข่าวและคลิปอธิบายสถานการณ์ในภาษาต่างประเทศที่หยิบ “ข้อเท็จจริงบางส่วน” ไปเล่าด้วยน้ำเสียงของภาวะวิกฤต จนผู้ชมจำนวนหนึ่งสรุปต่อเองว่า หากบินมาถึงไทยแล้วอาจออกจากสนามบินไม่ได้

ข้อมูลที่กองบรรณาธิการจัดเก็บและคุณแนบมา แสดงให้เห็นต้นทางสำคัญของความเข้าใจผิดนี้อย่างค่อนข้างชัด คลิปภาษาฝรั่งเศสบางชิ้นใช้ถ้อยคำอย่าง “วิกฤต” และ “ไม่มีแท็กซี่ที่สนามบินอีกต่อไป” พร้อมเชื่อมโยงกับคำว่า “ขาดแคลนเชื้อเพลิง” จนทำให้ผู้ชมซึ่งไม่ได้รู้ระบบขนส่งของไทย เข้าใจต่อไปว่าแท็กซี่หายไปทั้งหมด ทั้งที่ในข้อเท็จจริง รายงานข่าวไทยที่ออกมาก่อนหน้านั้นพูดถึงเพียงการที่รถแท็กซี่บางส่วน โดยเฉพาะรถประเภท SUV และรถตู้ เริ่มลดการวิ่งหรือไม่รับงานระยะไกล เพราะกังวลว่าจะหาเชื้อเพลิงเติมได้ยากระหว่างทางเท่านั้น

ความจริงมีอยู่ แต่ความจริงนั้นไม่ได้แปลว่าระบบล่มทั้งสนามบิน

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา คือภาวะตึงตัวด้านเชื้อเพลิงในไทยช่วงเดือนมีนาคม 2569 มีอยู่จริง สื่อไทยหลายแห่งรายงานตรงกันว่าเกิดการแห่เติมน้ำมันในหลายจังหวัด ปั๊มบางแห่งมีปัญหาสินค้าไม่ครบชนิด หรือมีการจำกัดยอดเติมในบางช่วง ขณะเดียวกันภาครัฐก็ยอมรับว่ามีความปั่นป่วนด้านการกระจายเชื้อเพลิงอยู่จริง แม้จะยังยืนยันว่าปริมาณสำรองของประเทศเพียงพอ และโรงกลั่นยังเดินเครื่องตามปกติ ปัญหาหลักอยู่ที่การกระจายและพฤติกรรมกักตุนเชิงตื่นตระหนกมากกว่าการไม่มีน้ำมันทั้งระบบ

ในกรณีแท็กซี่สุวรรณภูมิ รายงานเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ระบุว่า จำนวนรถที่ออกวิ่งจริงลดลงจากฐานสมาชิกประมาณ 5,000 ถึง 6,000 คัน เหลือราว 2,500 คัน โดยผลกระทบตกกับรถใหญ่และงานระยะไกลมากที่สุด คนขับบางรายเลือกวิ่งเฉพาะช่วงเช้า บางรายหลีกเลี่ยงเส้นทางไกล และบางรายหยุดวิ่งชั่วคราว เพราะกลัวว่าน้ำมันจะหมดกลางทางแล้วไม่สามารถเติมได้ทัน

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ รายงานเหล่านั้นไม่ได้บอกว่า “ไม่มีรถเลย” และไม่ได้บอกว่า “สนามบินสุวรรณภูมิไม่มีทางออก” ตรงกันข้าม เว็บไซต์ทางการของสนามบินในช่วงเวลาที่ตรวจสอบยังคงระบุทางเลือกการเดินทางอย่างเป็นระบบ ทั้งแท็กซี่ทั่วไปที่ชั้น 1 ประตู 4 ถึง 7 ซึ่งเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง บริการ GRAB ที่สนามบินระบุชัดว่าเป็นบริการเรียกรถที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย AOT Limousine ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง รถโดยสารหลายสาย รถตู้ และ Airport Rail Link ที่ชั้น B1 เปิดให้บริการตั้งแต่ 05.30 น. ถึง 24.00 น.

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ “ความตึงตัวของแท็กซี่บางส่วน” ไม่ใช่ “การเดินทางออกจากสนามบินเป็นไปไม่ได้”

ภาพ : sonkid Thailande

จุดที่ข่าวเริ่มบิดเบี้ยว คือเมื่อคำว่าแท็กซี่ถูกเหมารวมกับทุกระบบขนส่ง

จากข้อมูลที่คุณให้มา ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ มุมมองของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนหนึ่งที่คุ้นกับการใช้แอปอย่าง Bolt ในฐานะ “แท็กซี่” เมื่อเห็นคลิปบอกว่าแท็กซี่ที่สนามบินลดลงหรือมีปัญหา จึงสรุปต่อว่า บริการเรียกรถทั้งหมดรวมถึงระบบรับส่งอื่น ๆ อาจใช้ไม่ได้ด้วย ความเข้าใจแบบนี้ยิ่งขยายตัวเร็วเมื่อคนดูไม่ได้ดูคลิปจนจบ เพราะในบางคลิปมีการบอกทางเลือกไว้อยู่แล้ว เช่น Grab บริการรถส่วนตัว หรือขนส่งสาธารณะ แต่ผู้ชมจำนวนหนึ่งหยุดอยู่ที่ประโยคแรงช่วงต้น แล้วนำไปส่งต่อแบบตัดบริบท

จุดนี้สอดคล้องอย่างมากกับข้อเท็จจริงทางการของสนามบิน เพราะหน้าเว็บไซต์ขนส่งของสุวรรณภูมิไม่ได้ระบุ Bolt เป็นบริการที่อยู่ในระบบรับส่งทางการของสนามบิน แต่ระบุ GRAB อย่างชัดเจน และยังแสดงตัวเลือกอื่นจำนวนมากสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ต้องการใช้แท็กซี่แบบปกติ เมื่อผู้โดยสารต่างชาติไม่รู้รายละเอียดเหล่านี้ การได้ยินคำว่าแท็กซี่ขาด จึงอาจถูกตีความผิดไปเป็น “ไม่มีรถออกจากสนามบินเลย”

เมื่อความกังวลของนักท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ความแน่นอน

ข้อมูลสัมภาษณ์ที่คุณแนบมาจากครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวลักเซมเบิร์ก สะท้อนประเด็นที่ลึกกว่าค่าโดยสารอย่างชัดเจน นั่นคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลัวจริงไม่ใช่แค่ราคาจะขึ้น แต่คือ “จะมีรถหรือไม่” และ “จะถูกโก่งราคาไหมหากระบบมิเตอร์หรือราคากลางไม่ชัดเจน” ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะนักท่องเที่ยวที่พูดภาษาไทยไม่ได้ หรือไม่รู้เส้นทาง มักประเมินความปลอดภัยของปลายทางจากสองอย่างพื้นฐานที่สุดคือ ความแน่นอนของการเดินทาง และความชัดเจนของค่าใช้จ่าย

เมื่อภาพข่าวหรือคลิปในโลกออนไลน์ทำให้เกิดความรู้สึกว่า สนามบินหลักของประเทศอาจไม่มีแท็กซี่เป็นขบวนเหมือนเดิม ความกลัวของนักท่องเที่ยวจึงไม่ได้หยุดที่รถหายไปหนึ่งประเภท แต่ลามไปถึงจินตนาการว่าอาจต้องต่อรองราคา ถูกหลอก หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เชื่อถือได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมแม้คลิปบางชิ้นจะมียอดวิวไม่สูงมาก แต่การบอกต่อกันแบบปากต่อปากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าที่หลายคนคิด

จุดแข็งของไทยในความเป็นจริง ยังมีมากกว่าภาพตื่นตระหนกในคลิป

หากมองตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ประเทศไทยในช่วงเวลานั้นยังไม่ได้อยู่ในสภาพที่ระบบขนส่งสนามบินล่ม แต่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านเชื้อเพลิงที่ทำให้บางภาคส่วน โดยเฉพาะแท็กซี่ระยะไกล เกิดความระมัดระวังและลดการวิ่งลงบางส่วน ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็พยายามสื่อสารว่าประเทศยังมีน้ำมันสำรองอยู่ในระดับประมาณ 95 ถึง 101 วัน และปัญหาหลักคือการกระจายเชื้อเพลิงกับความตื่นตระหนกของผู้ใช้ ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมันทั้งประเทศแบบไร้ทางแก้

ในฝั่งสนามบินเอง สิ่งที่ผู้โดยสารยังมีอยู่คือทางเลือกที่เป็นทางการและตรวจสอบได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ปกติที่ใช้ระบบบัตรคิว GRAB ที่สนามบินระบุจุดรับอย่างชัดเจน AOT Limousine ที่มีเคาน์เตอร์ในอาคารผู้โดยสาร รถโดยสารประจำทาง รถตู้ และ Airport Rail Link ที่ยังเปิดตามเวลาปกติถึงเที่ยงคืน

นี่คือข้อเท็จจริงที่ทำให้คำกล่าวแบบเหมารวมว่า “ไปถึงไทยแล้วจะออกจากสนามบินไม่ได้” ไม่สอดคล้องกับสภาพจริง แม้จะมีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกว่า นักท่องเที่ยวควรเตรียมแผนการเดินทางล่วงหน้าและเผื่อเวลาให้มากขึ้นกว่าปกติ

ภาพ : sonkid Thailande

ต้นเรื่องที่แท้จริงอาจไม่ใช่ข่าวปลอมแบบสร้างเรื่องขึ้นมา แต่คือข่าวจริงที่ถูกเล่าต่อแบบไร้บริบท

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดของการตรวจสอบข่าวครั้งนี้ หากจะใช้คำอย่างระมัดระวังที่สุด เรื่องนี้ควรถูกเรียกว่า “ข้อมูลบิดเบือนจากความจริงบางส่วน” มากกว่าคำว่า “ข่าวปลอมแบบไม่มีมูล” เพราะต้นเรื่องมีรากอยู่บนเหตุการณ์จริงหลายชั้น ทั้งภาวะตึงตัวด้านเชื้อเพลิง การลดจำนวนรถแท็กซี่บางส่วนที่สุวรรณภูมิ และความไม่แน่นอนของคนขับรถระยะไกล แต่สิ่งที่กลายเป็นปัญหาคือการสรุปต่อแบบขยายเกินจริง โดยตัดเงื่อนไขสำคัญทิ้งไป ได้แก่ ประเทศยังมีน้ำมันสำรองพอ ระบบขนส่งสนามบินยังทำงาน และยังมีทางเลือกอื่นนอกจากแท็กซี่ธรรมดา

สื่อภาษาฝรั่งเศสบางแห่งเองก็ไม่ได้เล่าเรื่องในโทนเดียวกันทั้งหมด เพราะมีบางสำนักอธิบายตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์ในไทยเป็นภาวะตึงตัวและขาดเป็นบางจุดมากกว่าเป็นอัมพาตทั้งประเทศ และในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ สถานการณ์ยังถือว่าพอประคองได้ แม้จะมีข้อจำกัดบางช่วงบางเวลา สิ่งนี้ยิ่งยืนยันว่า “การรับสารไม่ครบ” และ “การเล่าต่อแบบตัดประโยคแรงออกมาเดี่ยว ๆ” คือจุดที่ทำให้ข่าวยิ่งน่ากลัวกว่าความจริง

บทเรียนจากคนขับรถในพื้นที่ บอกว่าปัญหาบางอย่างไม่ได้ชื่อว่าน้ำมัน แต่ชื่อว่าโครงสร้างราคา

ข้อมูลสัมภาษณ์จากผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปที่คุณแนบมา เปิดอีกมุมที่สาธารณะอาจมองไม่เห็น นั่นคือในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ปัญหาการหารถไม่ได้ในบางเส้นทางอาจไม่ได้เกิดจากน้ำมันขาดโดยตรง แต่เกิดจากโครงสร้างค่าบริการในแอปที่ต่ำเกินต้นทุนจริงสำหรับเส้นทางไกล เช่น สนามบินไปแม่สาย เชียงแสน หรือเทอดไทย ทำให้คนขับไม่คุ้มที่จะรับงาน แม้ระบบจะแสดงว่ามีบริการอยู่ก็ตาม

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าภาพ “รถไม่มี” ในสายตานักท่องเที่ยว อาจเกิดจากหลายปัจจัยปนกัน ทั้งเชื้อเพลิงที่ตึงตัว ต้นทุนที่ไม่คุ้ม ค่าโดยสารในระบบแอปที่ไม่สะท้อนระยะทางจริง และการเปลี่ยนโครงสร้างตลาดจากแท็กซี่แบบเดิมไปสู่รถรับจ้างผ่านแอปและรถไฟฟ้ามากขึ้น ดังนั้น หากจะอธิบายปัญหาให้ครบ ไม่ควรโทษน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงการเปลี่ยนผ่านของระบบรับส่งผู้โดยสารทั้งระบบ

การตรวจสอบข่าวลักษณะนี้ต้องเริ่มจากแยกให้ได้ว่าอะไรคือปฐมภูมิ อะไรคือคำบอกเล่าต่อ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการทำข่าวยุคดิจิทัล เพราะข้อมูลต้นเรื่องไม่ได้อยู่ในเอกสารทางการชิ้นเดียว แต่กระจัดกระจายอยู่ในคลิปภาษาต่างประเทศ ข่าวสั้นในโซเชียล สัมภาษณ์ภาคสนามของผู้ใช้บริการ และคำยืนยันจากหน่วยงานต่าง ๆ วิธีตรวจสอบที่จำเป็นจึงมีอย่างน้อย 4 ขั้น

ขั้นแรก ต้องไล่กลับไปหาต้นทางของคลิปหรือโพสต์ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าใช้ถ้อยคำอะไร ตัดต่อหรือเลือกบางประโยคจากแหล่งข่าวใดมาใช้ และพูดถึง “แท็กซี่ไม่มี” ในความหมายแบบไหน

ขั้นที่สอง ต้องแยกข้อเท็จจริงที่เป็นสภาพปัญหาจริงออกจากข้อสรุปที่ผู้ชมเติมเข้าไปเอง เช่น รถบางส่วนลดลงจริง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีรถทั้งหมด น้ำมันตึงตัวจริง แต่ไม่ได้แปลว่าประเทศไม่มีน้ำมันเหลือเลย

ขั้นที่สาม ต้องตรวจสอบกับแหล่งทางการที่อัปเดตปัจจุบัน เช่น เว็บไซต์ขนส่งของสนามบิน ซึ่งในกรณีนี้ให้ข้อมูลชัดเจนมากว่าผู้โดยสารยังมีทางเลือกออกจากสนามบินหลายแบบ และบางบริการยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ขั้นที่สี่ ต้องสอบถามคนในระบบจริง ทั้งผู้ให้บริการสนามบิน คนขับรถแท็กซี่ คนขับรถผ่านแอป หรือผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อดูว่าปัญหาในภาคสนามมีหน้าตาอย่างไร และอยู่ตรงไหนระหว่าง “ไม่มีบริการ” กับ “มีบริการแต่ไม่สะดวกเหมือนเดิม” เพราะสองอย่างนี้ต่างกันมากในเชิงข่าวและเชิงความเชื่อมั่น

ถ้ารัฐจะสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ ต้องตอบคำถามนักท่องเที่ยวให้ตรงจุดกว่านี้

จากสิ่งที่สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ คำถามที่คนอยากรู้จริงมีเพียงไม่กี่ข้อ แต่เป็นคำถามที่รัฐควรตอบให้เร็วและชัด นั่นคือ ยังมีรถออกจากสนามบินหรือไม่ มีทางเลือกใดบ้าง ราคาอยู่ในกรอบประมาณเท่าใด จุดขึ้นรถอยู่ตรงไหน และหากเที่ยวบินลงดึกยังมีบริการใดใช้งานได้บ้าง

ปัญหาของวิกฤตข้อมูลในลักษณะนี้ คือเมื่อรัฐไม่สรุปคำตอบที่คนทั่วไปเข้าใจได้เร็วพอ พื้นที่นั้นจะถูกเติมเต็มด้วยคลิปตัดต่อ คำบอกเล่าผ่านโซเชียล และการตีความแบบตื่นตระหนกทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง คำตอบจำนวนมากมีอยู่แล้วในระบบทางการ เพียงแต่ไม่ได้ถูกย่อยให้เป็นภาษาที่นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ตัดสินใจเดินทาง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กระทบการท่องเที่ยวอาจไม่ใช่เชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว แต่คือความไม่แน่นอนของข้อมูล

ในภาพใหญ่ วิกฤตเชื้อเพลิงเดือนมีนาคม 2569 เป็นเรื่องจริงที่ไทยต้องรับมือ แต่สิ่งที่ทำให้ผลกระทบลามไปไกลกว่าปั๊มน้ำมันหรือคิวแท็กซี่ คือความไม่ชัดเจนของข้อมูลสาธารณะและการสื่อสารที่ไม่ทันต่อการตีความของโลกออนไลน์ เมื่อคลิปหนึ่งคลิปสามารถทำให้ครอบครัวนักท่องเที่ยวในยุโรปรู้สึกว่า การมาไทยอาจเสี่ยงต่อการติดค้างตั้งแต่สนามบิน ก็แปลว่าต้นทุนของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลิตรน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นซึ่งอาจหายไปได้เร็วพอ ๆ กัน

ข้อสรุปจากการตรวจสอบครั้งนี้จึงควรชัดเจนว่า เรื่องแท็กซี่สุวรรณภูมิจากภาวะน้ำมันตึงตัว ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นจากศูนย์ แต่ก็ไม่ใช่วิกฤตถึงขั้นไม่มีทางออกจากสนามบิน ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องที่สุดในเวลานั้นคือ มีแรงกดดันจริง มีรถบางส่วนลดลงจริง มีความกังวลของคนขับจริง แต่ระบบขนส่งสนามบินยังทำงานอยู่ และผู้โดยสารยังมีหลายทางเลือกในการเดินทางต่อ หากตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการและวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ

เมื่อความจริงอยู่ตรงกลางระหว่าง “ไม่มีปัญหาเลย” กับ “วิกฤตจนเดินทางไม่ได้” งานของสื่อจึงไม่ใช่การเลือกข้างความตื่นตระหนกหรือการปฏิเสธปัญหา แต่คือการพาคนอ่านกลับมายืนอยู่บนพื้นของข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด และในยุคที่ข่าวหนึ่งชิ้นเดินทางข้ามภาษา ข้ามทวีป และข้ามความเข้าใจของผู้คนได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บทบาทนั้นยิ่งสำคัญกว่าที่เคย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์จัดทำ การสัมภาษณ์ผู้แชร์คลิปต้นทางซึ่งเป็นครอบครัวนักท่องเที่ยวจากประเทศลักเซมเบิร์ก การสอบถามศูนย์ส่วนกลางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การสัมภาษณ์ผู้ให้บริการ Taxi Service สนามบินสุวรรณภูมิ และการสัมภาษณ์ผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันในจังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หน้าแนะนำการเดินทางไปและกลับสนามบิน ซึ่งระบุว่ามีแท็กซี่ทั่วไป 24 ชั่วโมง มี GRAB ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย มี AOT Limousine 24 ชั่วโมง และมี Airport Rail Link เปิดให้บริการตั้งแต่ 30 น. ถึง 24.00 น. ณ วันที่ตรวจสอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ครั้งแรกของเชียงของ! เทศกาลว่าวริมโขงดึงผู้เชี่ยวชาญจากเวยฟางร่วมแลกเปลี่ยน ยกระดับท่องเที่ยวด้วยศิลปะพื้นถิ่นไทย-จีน

เชียงของเปิดเทศกาลว่าวริมโขงครั้งแรก ดึงเวยฟางร่วมยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ริมแม่น้ำโขง

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ลมปลายฤดูหนาวพัดข้ามสายน้ำโขงในอำเภอเชียงของ กลายเป็นฉากหลังของภาพที่ชวนให้หยุดมอง ว่าวหลากรูปทรงลอยเหนือสวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง ในวันที่ผู้คนหลายวัยมารวมตัวกันเพื่อเปิด “เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1” กิจกรรมใหม่ที่จังหวัดเชียงรายหวังใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ และวางหมุดหมายให้เชียงของเป็นอีกพื้นที่ที่เล่าเรื่องชายแดนด้วยภาษาที่อ่อนโยนกว่าเดิม ภาษาที่ชื่อว่า “ว่าว”

ว่าวบนลานผ้าทอ จุดเริ่มต้นของเทศกาลใหม่ริมโขง

พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ รายละเอียดการจัดงานในรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่าเทศกาลครั้งแรกนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รื้อฟื้นการเล่นว่าวของชุมชน และทำให้กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยอยู่ในความทรงจำกลับมามีบทบาทในมิติการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ความคึกคักของพื้นที่ไม่ใช่เพียงการชมว่าวขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวาง “ฉากใหม่” ให้เชียงของในสายตาคนนอก เมืองชายแดนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผ่านภาพการเดินทางและการค้าข้ามแดน กำลังทดลองเล่าเรื่องตัวเองผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรต่อครอบครัว ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่าอยากเห็นเทศกาลนี้เติบโตเป็นงานประจำปี และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เวยฟางเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เติมมิติไทยจีนบนท้องฟ้าเดียวกัน

จุดเด่นสำคัญของเทศกาลครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของคณะจากเมืองเวยฟาง มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งสื่อไทยรายงานว่าถูกเชิญมาเพื่อร่วมสาธิต ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการทำว่าวกับผู้สนใจในพื้นที่ การนำ “ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองว่าว” มาปักหมุดร่วมกิจกรรมในเชียงของ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมเป็นการทูตระดับประชาชน สร้างวงสนทนาที่ไม่เริ่มต้นด้วยถ้อยคำการเมืองหรือความมั่นคง แต่เริ่มจากงานฝีมือ สีสัน และทักษะช่าง

ในเชิงภาพรวม เมืองเวยฟางเป็นที่รู้จักในสื่อระหว่างประเทศในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมว่าวที่เติบโตจากงานหัตถกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่าวเอเชียระบุว่า เมืองนี้มีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างการจ้างงานราว 80,000 คน มียอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวยฟางไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแห่งเทศกาล” แต่เป็นตัวอย่างของเมืองที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นห่วงโซ่มูลค่าได้จริง

จากงานเทศกาลสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากเมืองเวยฟาง

แนวทางของเวยฟางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานสื่อจีนอีกประเด็นหนึ่งคือการยกระดับทักษะทำว่าวให้เป็นมรดกภูมิปัญญา โดยทักษะการทำว่าวของเวยฟางถูกบรรจุในบัญชีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ปี 2006 สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อพื้นที่อย่างเชียงของ เพราะสะท้อนว่าการทำให้ศิลปะพื้นบ้านยืนระยะ ไม่ได้พึ่งเพียงความนิยมชั่วคราว แต่ต้องมีทั้งระบบการถ่ายทอด การรับรองคุณค่า และการสร้างตลาดที่สมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ

อีกด้านหนึ่ง สื่อไทยบางสำนักรายงานถึงการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติของเวยฟางที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และมีการเชิญชวนให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่จีนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เมื่อยึดกรอบนี้กลับมามองเชียงของ เทศกาลว่าวริมโขงจึงไม่ใช่เพียงงานเปิดตัวครั้งแรก แต่เป็นการทดลอง “โมเดลความร่วมมือ” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นประตูหน้า และค่อยต่อยอดไปสู่ประตูบานอื่นในอนาคต

เชียงของกับโจทย์การทำเทศกาลให้เป็นของจริง ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราว

การประกาศสนับสนุนให้เทศกาลเป็นงานประจำปีเป็นเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ต้องจัดวางให้ลงตัว ข้อมูลจากสื่อพื้นที่สะท้อนว่า ผู้จัดงานมองการปรับช่วงเวลาจัดงานให้เหมาะกับฤดูลมเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ชมและผู้เล่นว่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หากเทศกาลต้องเติบโตเป็นกิจกรรมประจำปี โจทย์ที่ตามมาคือการจัดการความต่อเนื่องของคอนเทนต์และกิจกรรม ปีแรกอาจตื่นตาเพราะความใหม่ แต่ปีถัดไปผู้คนจะถามหาสิ่งที่ “มากกว่าเดิม” เช่น เวิร์กช็อปที่เจาะลึกขึ้น การประกวดที่มีมาตรฐานชัด การเชื่อมกับสินค้าชุมชน หรือการจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน การเติบโตแบบนี้ต้องใช้ทั้งงบประมาณ การจัดการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของเทศกาลในเมืองชายแดนย่อมผูกกับการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน งานว่าวอาจเริ่มจากลานผ้าทอ แต่ผลกระทบจะขยายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานบริการ หากกลไกเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับไปพร้อมกัน งานเทศกาลก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงภาพสวยในวันเปิดงาน

ว่าวเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่สร้างความไว้ใจ

ความน่าสนใจของเทศกาลว่าวริมโขงอยู่ที่การเลือกใช้ “กิจกรรมที่ไม่ขัดแย้ง” เป็นพื้นที่กลางของผู้คน ว่าวไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว และไม่ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชมต้องมีต้นทุนความรู้มาก่อน นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในยุคที่ผู้คนต้องการประสบการณ์ร่วม และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพักใจ

ในมิติความสัมพันธ์ไทยจีน การที่เชียงของดึงเมืองเวยฟางเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่เพียงในระดับพิธีการ แต่ขยับไปสู่ระดับช่างฝีมือ ครูผู้สอน และเยาวชนที่เรียนรู้ร่วมกัน ผลลัพธ์ระยะสั้นคือความคึกคักของงาน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายคนทำงานวัฒนธรรมที่รู้จักกันจริง และอาจต่อยอดเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในอนาคต

ประชาชนทำอะไรได้ทันที เพื่อให้เทศกาลเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีมีอย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรกคือการร่วมใช้พื้นที่อย่างรับผิดชอบ งานกลางแจ้งริมโขงต้องพึ่งพาความร่วมมือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพพื้นที่สาธารณะ

ด้านที่สองคือการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการในพื้นที่ หรือการบอกต่อข้อมูลการเดินทางอย่างสร้างสรรค์ การกระจายรายได้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนอยากเป็นเจ้าของเทศกาลร่วมกัน

ด้านที่สามคือการช่วยกันรักษา “เรื่องเล่า” ของงาน เทศกาลจะกลายเป็นประจำปีได้ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำร่วม ผู้คนจดจำว่าเคยมาที่นี่เพื่ออะไร และอยากกลับมาเพราะอะไร เรื่องเล่าเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผู้จัดงานและชุมชนต้องสร้างร่วมกัน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เมืองเวยฟางมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างงานราว 80,000 ตำแหน่ง ยอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค
  • เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 จัดที่สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ และเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข่าวการเปิดงานเทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 และรายละเอียดกิจกรรมในพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากสำนักข่าว NationTV และสื่อท้องถิ่น
  • ข้อมูลอุตสาหกรรมว่าวเมืองเวยฟาง อ้างอิงรายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่าน Asia News Network โดยอ้าง China Daily
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TRAVEL

Thailand Winter Festivals เปิดเทศกาลหน้าหนาวทั่วไทย

‘Thailand Winter Festivals’ เทศกาลหน้าหนาวทั่วไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม ‘Thailand Winter Festivals’ ที่จะจัดขึ้นในช่วงฤดูหนาว โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับประเทศภายใต้การสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เทศกาลนี้จะประกอบไปด้วยกิจกรรมไฮไลท์ 7 ประเภท ได้แก่ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลเคาท์ดาวน์ กิจกรรมเชิงกีฬา กิจกรรมด้านวัฒนธรรม เทศกาลอาหาร เทศกาลดนตรี และเทศกาลแสงสี ซึ่งจะมีการจัดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ สร้างความหลากหลายในการท่องเที่ยวและประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้มาเยือน

บรรยากาศต้อนรับฤดูหนาวทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ร่วมสวมผ้าพันคอเข้าธีมฤดูหนาว โดยใช้ผ้าทอดอยตุง หมักโคลน โทนสีธรรมชาติจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งแสดงถึงความเป็นไทยและเอกลักษณ์ท้องถิ่นของภาคเหนือ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าถึงแม้ฤดูหนาวในประเทศไทยอาจไม่หนาวจัดเหมือนบางประเทศ แต่การจัดกิจกรรมนี้ถือเป็นโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศที่น่าสนใจและเสน่ห์ให้กับประเทศไทยในช่วงปลายปี

7 กิจกรรมหลักทั่วไทย ตอบโจทย์ทุกความสนใจ

เทศกาลนี้จะมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มต้นจากเทศกาลลอยกระทงที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด การจัดงานในหลากหลายสถานที่ช่วยให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ที่ฟื้นตัวหลังจากประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งในภาคเหนือและภาคอื่นๆ อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ กิจกรรมด้านวัฒนธรรม เทศกาลดนตรี เทศกาลอาหาร และกิจกรรมแสงสียังเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทความหลากหลายของวัฒนธรรมและสไตล์การท่องเที่ยวที่มีอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี สร้างรายได้และสร้างโอกาสให้กับคนในท้องถิ่น

เทศกาล “Thailand Winter Festivals 2024” ที่จัดขึ้นในปีนี้ จะมีความหลากหลาย น่าสนใจและยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพื่อนำส่งประสบการณ์ความสุขช่วงปลายปี โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ใน 7 หมวดหมู่ ดังนี้

1. เทศกาลลอยกระทง ประเพณีลอยกระทงอันทรงคุณค่าสะท้อนความเป็นไทยอย่างสร้างสรรค์จากอัตลักษณ์ท้องถิ่นบนรากฐานทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจกรรม โดยมีการจัดงานทั่วประเทศ อาทิ งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง  ณ คลองผดุงกรุงเกษม (ย่านหัวลำโพง) ในวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2567, งานลอยกระทงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2567, ประเพณีเผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย วันที่ 8 – 18 พฤศจิกายน 2567 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย, ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 14 – 17 พฤศจิกายน 2567 ทั่วจังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง จังหวัดตาก วันที่ 15 – 18 พฤศจิกายน 2567 ณ ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมืองตาก, ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2567 ณ บริเวณสองฝั่งน้ำแม่กลอง ได้แก่ ฝั่งอุทยาน ร.2 และฝั่งวัดภุมรินทร์กุฎีทอง, ประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็ง เส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน 2567 ณ บึงพลาญชัย

2. เทศกาล Countdown ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสสู่การส่งท้ายปีแบบยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งการจัดแสดงพลุและแสงสีเสียงสื่อผสม การแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียง การแสดงทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขึ้นปีใหม่แบบไทยด้วยการสวดมนต์ข้ามปีและการทำบุญตักบาตร อาทิ Amazing Thailand Countdown 2025 ในวันที่ 28 ธันวาคม 2567 – 1 มกราคม 2568 กรุงเทพมหานคร, งาน ICONSIAM Amazing Thailand Countdown 2025 วันที่ 29-31 ธันวาคม 2567, งาน Centralworld Bangkok Countdown 2024 วันที่ 31 ธันวาคม 2567,  Amazing Chiang Mai Countdown 2025 วันที่ 21-31 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่, HATYAI COUNTDOWN 2025 วันที่ 31 ธันวาคม 2567-1 มกราคม 2568 จังหวัดสงขลา, เทศกาลปีใหม่ Suphanburi Festival 2024 วันที่ 29-31 ธันวาคม 2567 จังหวัดสุพรรณบุรี

3. กิจกรรมเชิงกีฬา Amazing Thailand Marathon Bangkok ในวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณถนนพญาไท กรุงเทพฯ, งานวิ่งเทรลอินทนท์ Hoka Chiang Mai Thailand by UTMB วันที่ 5-8 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่, เชียงใหม่มาราธอน วันที่ 22 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่, Bangsaen 42  วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดชลบุรี, KORAT MARATHON 2024 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดนครราชสีมา, ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดภูเก็ต, Betong 21 International Half Marathon วันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดยะลา

4. กิจกรรมด้านวัฒนธรรม นำเสนออัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประจำท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ วันที่ 14-25 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดสุรินทร์, งาน “ใส่ไทย เฟสติวัล (Sai Thai Festival) จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2567 และจังหวัดสุรินทร์ ในวันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2567 และงานประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส วันที่ 20-25 ธันวาคม 2567 จังหวัดสกลนคร

5. เทศกาลอาหาร  มหกรรมอาหาร ฟู้ด เฟสติเว่อร์ วันที่ 11-15 ธันวาคม 2567  กรุงเทพฯ, งานเทศกาลปลาร้าหมอลำ Isan To The World วันที่ 26-29 ธันวาคม 2567 จังหวัดขอนแก่น, NORTHERN COFFEE Gathering 2024 วันที่ 29 พฤศจิกายน -1 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่, Hidden Gem Food Festival วันที่ 11-15 ธันวาคม กรุงเทพฯ

6. เทศกาลดนตรี เพิ่มความคึกคักด้วยกิจกรรมทางด้านดนตรี ซึ่งจะจัดขึ้นในหลายพื้นที่ อาทิ Wonderfruit วันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 จังหวัดชลบุรี, Rolling loud Thailand 2024 วันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2567 ณ Legend Siam พัทยา, เชียงใหม่เฟส จังหวัดเชียงใหม่, Big Mountain จังหวัดนครราชสีมา, เทศกาลดนตรีนานาชาติ Maho Rasop จังหวัดปทุมธานี

7. เทศกาลแสงสี (Lighting & Illumination) พบกับมหาปรากฏการณ์แสดง แสง เสียง พลุ โดรน สุดยิ่งใหญ่ในงาน Vijit Chao Phraya 2024 วันที่ 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น สะพานพระราม 8, อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา (กองทัพเรือ), ป้อมวิไชยประสิทธิ์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์  (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), อาคารสุนันทาลัย (โรงเรียนราชินี), ไอคอนสยาม, สะพานพระปกเกล้า, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานเทศกาลแสงสีอื่น ๆ ที่จะมาเติมสีสันอีกมากมาย อาทิ Awakening Bangkok วันที่ 8-17 พฤศจิกายน 2567 ย่านเมืองเก่าพระนคร กรุงเทพฯ, Night at the Museum Festivals 2024 วันที่ 1-31 ธันวาคม 2567 ณ มิวเซียมสยาม และพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้กว่า 24 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และเทศกาล พลุนานาชาติ “Pattaya International Fireworks Festival 2024” วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2567 เลียบหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี

การร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยสนับสนุนให้เทศกาลนี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ การจัดงานนี้ยังเป็นการแสดงความพร้อมของไทยในการเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกจังหวัด โดยไม่ได้เน้นเฉพาะจังหวัดหลักเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่านอกจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว เทศกาล ‘Thailand Winter Festivals’ ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมของไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในฐานะประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และมีบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและเป็นกันเอง อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวสนับสนุนให้ประชาชนร่วมกันโปรโมทเทศกาลนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและเสริมสร้างเศรษฐกิจของไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News