Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM 2.5 ประกาศงดเผา 86 วัน พร้อมเปิดตัว “Dust Patrol” อาสาจิ๋วเฝ้าระวังภัย

เชียงรายเดินเกมสู้ฝุ่น PM2.5 ระดับเข้มข้น งดเผา 86 วัน ผนึกมหาดไทยคุมไฟป่า ดันเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพท้องฟ้าเหนือแอ่งเชียงรายในช่วงปลายฤดูหนาวกำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำอีกครั้งว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมรายฤดูกาล แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชน ที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับประเทศ การบังคับใช้ในพื้นที่ และความร่วมมือของประชาชนแบบยืดหยุ่นต่อสถานการณ์

ในรอบ 3 วัน ตั้งแต่ 16 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายขยับมาตรการต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมติดตามสถานการณ์กับกระทรวงมหาดไทย การประกาศงดเผาในที่โล่งทุกชนิด 86 วัน ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงผ่านโรงเรียนและชุมชนใน 9 อำเภอ

สิ่งที่น่าจับตาคือ การจัดวางยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่การดับไฟหรือกวดขันการเผา แต่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างการรับมือของจังหวัด ให้มีระบบเตือนภัย การเฝ้าระวัง และพฤติกรรมร่วมของคนในพื้นที่เป็นแกนหลัก เพื่อให้เชียงรายผ่านเดือนวิกฤตที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่หลายหน่วยงานประเมินว่ามีความเสี่ยงไฟป่าสูง และเข้าถึงพื้นที่ยากหากเกิดเหตุในป่าลึก

มหาดไทยส่งสัญญาณยกระดับ เน้นคุมเข้มพื้นที่เปราะบางและป่าภาคเหนือ

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยกำชับการทำงานเชิงรุก และให้ความสำคัญกับการป้องกันการเผา การจัดการฝุ่นเมือง และการเฝ้าระวังหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมเน้นการทำงานของหน่วยงานป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะหากเกิดไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยาก การควบคุมเพลิงจะยิ่งซับซ้อนและกินทรัพยากรมากขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐมองฝุ่น PM2.5 เป็นสมการหลายตัวแปร ทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่นจากเมือง การเคลื่อนตัวของมวลอากาศ และหมอกควันข้ามแดน เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องใช้ชุดคำสั่งเดียวกันทั้งจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อทำให้การบังคับใช้เกิดผลจริง

เชียงรายประกาศงดเผา 86 วัน ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ปิดประตูความเสี่ยงช่วงฤดูแล้ง

ก่อนที่กิจกรรมภาคสนามจะเริ่มเต็มรูปแบบ เชียงรายส่งสัญญาณชัดผ่านการเตรียมประกาศห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิด ครอบคลุมช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งรวมระยะเวลา 86 วัน โดยเหตุผลหลักคือการลดความเสี่ยงฝุ่นสะสมในฤดูแล้ง และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและผู้มาเยือน

การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศหลายพื้นที่เป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้เกิดภาวะกักฝุ่นได้ง่ายในช่วงอากาศปิด หากมีการเผาเพิ่มแม้เพียงบางจุด ก็อาจทำให้ค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน และกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาด

ในเชิงการบริหารความเสี่ยง การงดเผาแบบต่อเนื่องยาว 86 วัน ยังช่วยให้หน่วยงานสามารถจัดกำลังเฝ้าระวังและวางตารางลาดตระเวนได้ชัด ลดช่องว่างการบังคับใช้ และเพิ่มแรงกดดันเชิงสังคมต่อการเผาแบบลักลอบ ซึ่งมักเกิดในช่วงที่การตรวจตราไม่ต่อเนื่อง

จุดความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณอันตราย เมื่อไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งจังหวัด

ข้อมูลระดับพื้นที่ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตรวจพบจุดความร้อนในเชียงรายสะสมราว 193 จุด ซึ่งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงการวางกำลังปฏิบัติการของหน่วยงานในพื้นที่

แม้ตัวเลขจุดความร้อนจะไม่เท่ากับจำนวนไฟป่าที่ลุกลามเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นสัญญาณเตือนให้จังหวัดต้องเร่งจัดการต้นตอ ก่อนที่ไฟในจุดเล็กจะขยายเป็นแนวไหม้ และก่อนที่ควันจากป่าและพื้นที่เกษตรจะรวมตัวกับฝุ่นจากเมืองจนกลายเป็นหมอกพิษหนาแน่น

เกณฑ์คุณภาพอากาศยิ่งตอกย้ำแรงกดดัน เมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้นและโลกตั้งเป้าสูงกว่าเดิม

การสู้ฝุ่นไม่ใช่เพียงการทำให้ค่าฝุ่นลดลงชั่วคราว แต่ต้องทำให้ “อยู่ในระดับปลอดภัย” ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ยอมรับได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่เข้มขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 กำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในอีกด้านหนึ่ง แนวโน้มสากลกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องยกระดับมาตรการต่อเนื่อง เพราะองค์การอนามัยโลกปรับแนวทางแนะนำคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ชัดเจนขึ้นจากหลักฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อเกณฑ์ถูกยกระดับขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือรายวัน เพราะหากยังปล่อยให้การเผาและไฟป่าเกิดซ้ำทุกปี เมืองจะถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรปิดของฝุ่นพิษโดยไม่รู้จบ

จากห้องประชุมสู่ห้องเรียน เชียงรายเปิดตัวเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol

18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายเดินหน้าอีกขั้นด้วยการเปิดโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น โดยใช้แนวคิดป้องกันเชิงรุกและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นแกนกลาง เป้าหมายคือไม่ปล่อยให้การรับมือฝุ่นเป็นภาระของหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียว แต่ให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า โครงการนี้บูรณาการเครือข่ายจาก 9 อำเภอ รวม 360 คน จากโรงเรียนนำร่อง ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมเฝ้าระวัง ลดปัจจัยเสี่ยง และสื่อสารการดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูง

การดึงเด็กและเยาวชนเข้ามาอยู่ในสมการ แทนที่จะมองเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องปกป้องอย่างเดียว เป็นการเปลี่ยนมุมคิดที่สำคัญ เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ส่งสารในบ้าน เขาสามารถแปลคำเตือนให้พ่อแม่เข้าใจ ทำให้การลดการเผาและการป้องกันตนเองไม่ใช่คำสั่งจากรัฐ แต่เป็นพฤติกรรมที่ครอบครัวตัดสินใจร่วมกัน

เสียงจากผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติการ สารเดียวกันคือสุขภาพต้องมาก่อน

ภาพรวมการสื่อสารของจังหวัดและส่วนกลางในรอบนี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือเน้นสุขภาพประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับแรก และย้ำการทำงานเชิงรุก หากพบไฟป่าหรือฝุ่นพิษให้แจ้งสายด่วนนิรภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้เข้าควบคุมสถานการณ์เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน การรายงานจุดความร้อนและการเชื่อมข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการภาคสนาม ถูกใช้มากขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะการรายงาน hotspot จากหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้การจัดกำลังลาดตระเวนมีความแม่นยำกว่าเดิม

ที่ต้องจับตา หลังมาตรการเริ่มเดินเต็มระบบ

ประเด็นเด่นคือการบังคับใช้งดเผาต่อเนื่อง 86 วัน หากทำได้จริง จะลดโอกาสที่ฝุ่นจะพุ่งสูงจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้งของภาคเหนือ

ประเด็นรองที่สำคัญคือการยกระดับเครือข่ายภาคการศึกษาและชุมชนผ่าน Dust Patrol เพราะเป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงที่ยืนระยะได้ยาวกว่าแคมเปญระยะสั้น และอาจเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ได้

อีกประเด็นรองที่มีผลต่อชีวิตผู้คน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจมาตรฐานคุณภาพอากาศและความหมายของตัวเลข เพราะเมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้น การใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นสูงต้องอาศัยการตัดสินใจบนข้อมูล เช่น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ปรับรูปแบบการทำงาน ใช้หน้ากากที่เหมาะสม และเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ในช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569

หนึ่ง งดเผาในที่โล่งทุกชนิด และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการลักลอบเผา เพราะไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งอำเภอในไม่กี่ชั่วโมง
สอง ติดตามข้อมูลค่าฝุ่นและคำแนะนำจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวันที่สภาพอากาศปิดหรือมีลมสงบ
สาม ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง และเตรียมแผนสำรองในการเดินทางและทำกิจกรรม
สี่ หากพบไฟป่าหรือเหตุที่เสี่ยงต่อการลุกลาม รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าควบคุมได้เร็ว ลดความเสียหายและลดควันสะสม

เมื่อเชียงรายเลือกเดินเกมยาว เปลี่ยนการสู้ฝุ่นจากฤดูกาลสู่ระบบ

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายปี 2569 กำลังถูกจัดวางใหม่ให้เป็น “ภารกิจร่วม” มากกว่าปฏิบัติการเฉพาะกิจ การประชุมกำกับจากส่วนกลาง การงดเผายาว 86 วัน การติดตาม hotspot และการสร้างเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol คือชิ้นส่วนของภาพเดียวกัน

หากชิ้นส่วนเหล่านี้เดินพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไม่ใช่เพียงค่าฝุ่นที่ลดลงในบางวัน แต่คือการลดความถี่ของวิกฤต ลดความสูญเสียต่อสุขภาพ และยกระดับความสามารถของจังหวัดในการอยู่กับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศแบบไม่ถอยหลังทุกปี

ท้ายที่สุด เมืองที่ผ่านวิกฤตได้ไม่ใช่เมืองที่ไม่เจอปัญหา แต่คือเมืองที่มีระบบรับมือเร็ว มีข้อมูลชัด และมีคนในพื้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

สถิติสำคัญในข่าว

  • ช่วงงดเผาในที่โล่งทุกชนิดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน
  • จุดความร้อนสะสมในเชียงรายตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึงช่วงกลางกุมภาพันธ์ ราว 193 จุด ตามรายงานในพื้นที่
  • เครือข่ายโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol ครอบคลุม 9 อำเภอ รวม 360 คน
  • มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ของไทย ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 13 กรกฎาคม 2566
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • องค์การอนามัยโลก
  • ตัวอย่างการรายงาน hotspot จากข้อมูล GISTDA ที่เผยแพร่สาธารณะในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
  • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำสรุปและเผยแพร่ข้อมูลสถิติที่ใช้ประกอบรายงาน
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ยกระดับเชียงรายเมืองสุขภาวะ! ผนึกท้องถิ่น-โรงพยาบาลศูนย์ รับลูกนโยบายสาธารณสุขลดการบริโภคน้ำตาล

เชียงรายย้ำบทบาทเมืองสุขภาวะ เทศบาลร่วมยินดี 89 ปี รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เดินหน้าพันธมิตรสุขภาพชุมชน รับกระแสนโยบายลดหวานระดับประเทศ

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบ่ายของเมืองเชียงรายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงพิธีแสดงความยินดีตามวาระสำคัญของหน่วยงานสาธารณสุข หากยังสะท้อนทิศทางใหม่ของการดูแลคนทั้งเมือง เมื่อเทศบาลนครเชียงรายนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 89 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ภายใต้แนวคิด “89 ปี โฮงยาไทย ดูแลด้วยหัวใจ เราให้มากกว่าการรักษา” พร้อมส่งสัญญาณการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด เพื่อยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เท่าเทียม และยั่งยืน

การขยับตัวของเชียงรายในเวทีท้องถิ่น เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการผลักดันนโยบายโภชนาการเชิงป้องกันในระดับประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ซึ่งเป็นการใช้กลไกค่าเริ่มต้นของการสั่งเครื่องดื่มให้หวานน้อยลง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

สองเหตุการณ์ในวันเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงความหมาย เพราะกำลังบอกเล่าภาพใหญ่ที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของเมือง ของชุมชน และของระบบนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉินไปจนถึงแก้วเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

วาระ 89 ปี โรงพยาบาลศูนย์ของเมือง กับความคาดหวังใหม่ของคนเชียงราย

ตามข้อมูลที่ระบุในกิจกรรม วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายวินัย โซนี่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเมือง นางพรทิพย์ จันทร์ตระกูล รักษาการผู้อำนวยการกองการแพทย์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงราย เข้าร่วมแสดงความยินดีต่อโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 89 ปี โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมเสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

สาระสำคัญของงานไม่ได้หยุดอยู่ที่พิธีการ หากถูกต่อยอดผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “เสียงสะท้อนของประชา ที่ชาวโฮงยาอยากใส่ใจ” ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และแนวทางความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข

ในช่วงหนึ่งของเวที นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้กล่าวถ้อยแถลงที่สะท้อนเป้าหมายร่วมเชิงระบบว่า หากเทศบาลนครเชียงรายและโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จับมือกัน จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความแออัดหรือเพิ่มความรวดเร็วในการรักษาเท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของเมือง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า การรักษาพยาบาลและสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้อย่างง่ายและเท่าเทียม พร้อมย้ำแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมุ่งหวังให้ “เชียงรายโมเดล” เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ยึดความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามข้อความที่แนบมา

ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำอวยพร เพราะสะท้อนโจทย์จริงของระบบบริการสุขภาพเมืองรองที่ต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้รับบริการ โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพบริการ โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพกลายเป็นตัวแปรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การทำงาน และคุณภาพชีวิตรายวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สุขภาพไทยในภาพใหญ่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือแรงกดดันที่อยู่รอบตัว

หากมองภาพรวม ประเทศไทยเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบทั้งระบบบริการและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว ข้อมูลภาพรวมระดับประเทศจากเอกสารสรุปด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นวาระสำคัญของนโยบายสุขภาพ

ในบริบทเช่นนี้ เมืองหนึ่งเมืองจะดูแลคนทั้งเมืองให้แข็งแรงได้อย่างไร คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเตียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยน้อยลงในระยะยาว ผ่านการป้องกันเชิงรุก การคัดกรอง การปรับพฤติกรรม และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นแกนเดียวกับที่เทศบาลและโรงพยาบาลกำลังส่งสัญญาณในวันครบรอบ 89 ปี

จากโรงพยาบาลสู่แก้วเครื่องดื่ม ประเทศเริ่มขยับมาตรฐานใหม่ ลดหวานด้วยการปรับค่าเริ่มต้น

ในวันเดียวกันกับกิจกรรมที่เชียงราย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สื่อสารแนวทางเชิงนโยบายด้านโภชนาการ โดยเน้นการลดการบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มชง ผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และเชิญชวนความร่วมมือจากภาคเอกชนในธุรกิจเครื่องดื่ม รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตามข้อมูลการสื่อสารของหน่วยงานสาธารณสุขที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หัวใจของมาตรการลักษณะนี้ คือการใช้กลไกเชิงพฤติกรรมที่เรียกว่า การปรับค่าเริ่มต้นให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยผู้บริโภคยังคงมีสิทธิเลือกความหวานตามต้องการ แต่ค่าเริ่มต้นที่เรียกว่า “หวานปกติ” จะถูกปรับให้หวานน้อยลง เพื่อค่อย ๆ ลดความคุ้นชินต่อความหวานในชีวิตประจำวัน

เหตุผลเชิงสาธารณสุขของมาตรการลดหวาน ถูกเสริมด้วยแนวทางสากลด้านการบริโภคน้ำตาลขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลอิสระลง โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เมื่อประเทศเริ่มปรับนิยามความหวาน และเมืองเริ่มปรับนิยามการดูแลสุขภาพ จึงเกิดภาพต่อเนื่องจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ นั่นคือการทำให้การป้องกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนธรรมดา ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องตรวจ

เชียงรายโมเดลในทางปฏิบัติ ทำงานร่วม ลดความแออัด เพิ่มการเข้าถึง และทำให้สุขภาพเป็นสิทธิที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าจับตาในกิจกรรมครบรอบ 89 ปี คือถ้อยแถลงของฝ่ายท้องถิ่นที่มองความร่วมมือไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงบประมาณหรือจัดกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานเมือง โดยเชื่อมบริการใกล้บ้านเข้ากับโรงพยาบาลศูนย์

ในเชิงปฏิบัติ ความร่วมมือรูปแบบนี้มักสะท้อนผ่านการทำงานหลายชั้น เช่น การสร้างระบบคัดกรองและติดตามในชุมชนผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่น การส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็น การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน การทำงานเชิงรุกด้านสุขศึกษา และการปรับสภาพแวดล้อมเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักการของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายประเทศพยายามขับเคลื่อน นั่นคือทำให้สุขภาพเกิดขึ้นก่อนคนจะต้องนอนโรงพยาบาล และทำให้ความรู้ด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายพอ ๆ กับบริการรักษาพยาบาล

สุขภาพชุมชนคือทุนทางเศรษฐกิจของเมือง

เมื่อพูดถึงสุขภาพ มักถูกมองเป็นต้นทุน แต่ในมุมเศรษฐกิจเมือง สุขภาพที่ดีคือทุนตัวจริง เพราะหมายถึงแรงงานที่ทำงานได้ต่อเนื่อง เด็กที่เรียนได้เต็มศักยภาพ ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และครอบครัวที่ไม่ถูกดึงรายได้ไปกับค่าใช้จ่ายสุขภาพที่ป้องกันได้

การประกาศแนวคิด “เราให้มากกว่าการรักษา” ในงานครบรอบ 89 ปี จึงเป็นถ้อยคำที่ตีความได้ในเชิงระบบว่า โรงพยาบาลไม่ได้ทำหน้าที่รักษาอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่ประคองคุณภาพชีวิตคนทั้งเมือง ขณะที่เทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาเมืองอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่พัฒนาสุขภาวะของเมืองด้วย

เมื่อจับคู่กับนโยบายลดหวานระดับประเทศ ภาพจึงชัดขึ้นว่า การลดภาระโรคเรื้อรังต้องเดินสองทางพร้อมกัน ทางแรกคือเพิ่มคุณภาพและความร่วมมือในการรักษา ทางที่สองคือทำให้การป้องกันเกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปอย่างการบริโภคน้ำตาลสูง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้เมืองแข็งแรงไปพร้อมกัน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ คือความรับผิดชอบร่วมกัน โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงและต่อเนื่อง

ข้อแรก เลือกความหวานให้น้อยลงจากเดิมในการสั่งเครื่องดื่ม โดยเริ่มจากระดับที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วค่อยปรับตามความเหมาะสม

ข้อที่สอง ใช้บริการสุขภาพใกล้บ้านและเข้ารับการคัดกรองตามสิทธิ เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

ข้อที่สาม สนับสนุนกิจกรรมและนโยบายสุขภาพของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในชุมชน การลดหวาน ลดเค็ม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ และการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในพิธีการ

89 ปีที่ไม่ได้หยุดแค่การยินดี แต่เป็นการย้ำทิศทางใหม่ของเมือง

ครบรอบ 89 ปี โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าวาระเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นจังหวะที่เมืองเชียงรายประกาศความพร้อมจะยกระดับการดูแลสุขภาพคนทั้งเมือง ผ่านความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาล และสอดรับกับนโยบายระดับชาติที่เริ่มขยับมาตรฐานพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสกัดภาระโรคเรื้อรัง

เมื่อโรงพยาบาลย้ำว่าดูแลด้วยหัวใจ และท้องถิ่นย้ำว่าสุขภาพคือสิทธิที่เข้าถึงได้ง่าย ภาพของเมืองสุขภาวะจึงไม่ใช่คำหรู หากเป็นเป้าหมายที่กำลังถูกสร้างขึ้นจริงทีละขั้น และอาจกลายเป็นต้นแบบที่คนทั้งจังหวัดและพื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลการสื่อสารแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และแนวทางรณรงค์ลดหวานผ่านความร่วมมือภาคี
  • องค์การอนามัยโลก เอกสารแนวทางการบริโภคน้ำตาลสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก และสาระสรุปเชิงนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำตาลอิสระ
  • องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ข้อมูลภาพรวมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

นายก อบจ.เชียงราย เตรียมพร้อมล่องแพแม่สรวย 2569 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

อบจ.เชียงรายเดินหน้า “ล่องแพเปียกแม่สรวย” ปี 2569 เปิดฤดูกาล 1 มีนาคมนี้ วางระบบความปลอดภัยครบวงจร ชูท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมเข้าสู่ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียนที่ถือเป็นจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้เร่งเครื่องเดินหน้ากิจกรรม “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเปิดฤดูกาลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมหารือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมหารือกับชมรมผู้ประกอบการ เทศบาลตำบลเวียงสรวย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในปีนี้

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานเชิงระบบ ทั้งในมิติการบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย การดูแลระดับน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

จากเวทีหารือสู่การปฏิบัติ วางแผนรอบด้านก่อนเปิดฤดูกาล

ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาว ในอำเภอแม่สรวย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนมาหลายปี กิจกรรมล่องแพเปียกได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้มอบแนวทางเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัย ซึ่งถูกยกเป็นหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรมในปี 2569

หนึ่งในมาตรการหลักคือการประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพตลอดช่วงกิจกรรม การควบคุมระดับน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากลำน้ำในพื้นที่มีความแปรปรวนตามปริมาณฝนและการระบายน้ำจากต้นน้ำ การกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสน้ำแรงหรือระดับน้ำตื้นเกินไป

นอกจากนั้น ได้มีการสั่งการให้สำนักช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนำเครื่องจักรกลเข้าปรับปรุงพื้นที่ในจุดที่ยังไม่พร้อมให้บริการ ทั้งบริเวณจุดลงแพ จุดขึ้นแพ พื้นที่จอดรถ และเส้นทางสัญจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จัดตั้งจุดปฐมพยาบาลและเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน

ด้านการดูแลความปลอดภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้กำชับให้มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาลตลอดเส้นทางล่องแพ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต การจัดเวรเฝ้าระวัง และการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสะท้อนถึงบทเรียนจากหลายพื้นที่ท่องเที่ยวทางน้ำในประเทศที่เคยประสบอุบัติเหตุในอดีต การบริหารจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

ท่องเที่ยวโดยชุมชน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการคลายร้อน แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองของปี ซึ่งเป็นฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน

จากข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเยาวชน กิจกรรมทางน้ำจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

การเตรียมเปิดฤดูกาลล่วงหน้าในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ช่วยให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถวางแผนสต๊อกสินค้า เตรียมบุคลากร และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายผลักดันอย่างต่อเนื่อง มุ่งหมายให้แต่ละอำเภอมีจุดขายเฉพาะตัว ล่องแพเปียกแม่สรวยจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวฤดูร้อนของจังหวัด

ความร่วมมือหลายภาคส่วน หัวใจของความสำเร็จ

การประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมผู้ประกอบการ และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ

การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยให้การตัดสินใจสอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน ทั้งในด้านเส้นทางล่องแพ จุดเสี่ยง และความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางอย่างกรมชลประทาน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับจังหวัดกับหน่วยงานเทคนิคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้จะไม่มีตัวเลขคาดการณ์รายได้อย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนจำนวนมาก ทั้งจากค่าบริการล่องแพ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าท้องถิ่น

สำหรับปี 2569 การกำหนดระยะเวลาจัดกิจกรรมยาวกว่า 2 เดือน ตั้งแต่ต้นมีนาคมถึงกลางพฤษภาคม ช่วยครอบคลุมช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูง

การวางระบบความปลอดภัยและการปรับปรุงพื้นที่อย่างเป็นทางการ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ

กิจกรรมฤดูร้อนที่มากกว่าความสนุก

การเร่งเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยประจำปี 2569 สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตั้งแต่การประสานกรมชลประทานเพื่อบริหารระดับน้ำ การสั่งการสำนักช่างปรับปรุงพื้นที่ การจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล ไปจนถึงการเตรียมระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มุ่งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

เมื่อฤดูร้อนกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หากการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กิจกรรมนี้จะไม่เพียงสร้างความเย็นฉ่ำในวันที่อากาศร้อนจัด แต่ยังช่วยเติมความหวังทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนแม่สรวยในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลการประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรา

  • ข้อมูลสถานที่และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • ข้อมูลการประสานงานด้านการบริหารจัดการระดับน้ำจากการหารือกับกรมชลประทาน ตามรายงานการประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายเร่งทบทวนโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม งบ 3.9 พันล้าน หลังเครือข่ายอนุรักษ์หวั่นทำลายนิเวศและโบราณสถาน

เชียงรายเร่งทบทวนอนาคต “เวียงหนองหล่ม” ระหว่างธนาคารน้ำกับพื้นที่ชุ่มน้ำมีชีวิต หลังหนังสือเครือข่ายอนุรักษ์ขอให้ยุติขุดลอก ชี้งบเกือบ 3,900 ล้านบาทเสี่ยงกระทบระบบนิเวศ โบราณสถาน และวิถีชุมชน

เชียงราย,4 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรและคำถามที่ดังขึ้นจากคนปลายน้ำ จังหวัดเชียงรายเปิดโต๊ะหารือเร่งด่วนเพื่อ “จัดระเบียบความจริง” ว่า เวียงหนองหล่มควรถูกพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการยกระดับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งน้ำท่วม กับการคงคุณค่าในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีประวัติศาสตร์ฝังลึกในภูมิทัศน์ล้านนา

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์และวิชาการ ขอให้ยุติโครงการขุดลอกพื้นที่เวียงหนองหล่มโดยด่วน พร้อมเสนอให้เปิดการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อพิจารณาทางเลือกการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักอนุรักษ์และความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยืนยันว่า “โจทย์น้ำ” ของพื้นที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาตื้นเขิน การบุกรุก และความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน ตลอดจนขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง จึงต้องมีแนวทางจัดการที่ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี แต่ต้องอยู่บนข้อมูลรอบด้านและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยที่การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนเชิงระบบ มากกว่าการเดินหน้าตามกรอบเดิมเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์ 5 ชุดข้อมูลหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อน

เนื้อหาที่แนบสามารถแยกเป็น 5 ชุดข้อมูลหลัก ซึ่งต้องวางให้อยู่ในบริบทเดียวกัน

หนึ่ง ข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่และคุณค่า เอกสารระบุเวียงหนองหล่มมีขนาดประมาณ 14,091 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ มีโบราณสถาน 53 แห่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม เช่น นกแสกทุ่ง
ข้อมูลชุดนี้สอดคล้องกับมุมมองเชิงนิเวศที่หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำเองก็ยอมรับว่าเป็นประเด็นต้อง “พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 สอง ข้อมูลโครงการพัฒนาและตัวเลขงบประมาณ เครือข่ายอนุรักษ์อ้างถึงโครงการภายใต้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วงเงินรวม 3,880.85 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ราว 2,500 ไร่ รวม 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะเป็น “ขนาดของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์” ที่อาจเปลี่ยนระบบนิเวศและวิถีชีวิตในเวลาไม่กี่ปี

สาม ข้อมูลกระบวนการรัฐและการมีส่วนร่วม กรมทรัพยากรน้ำรายงานว่า การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการหารือกรณีมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน
จุดนี้สะท้อนว่า ภาครัฐรับรู้แรงกังวล และกำลังเริ่มขยับสู่การทบทวนเชิงกระบวนการ แม้ยังไม่ปรากฏข้อสรุปสุดท้าย

สี่ กรอบนโยบายด้านพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ เอกสารที่แนบอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีนัยด้านการกำหนดแนวทางคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการทำให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ในทางปฏิบัติ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและฐานข้อมูลภาครัฐมีการเผยแพร่เอกสารและชุดข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายดังกล่าว ซึ่งมักถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงในการจัดทำแผนและกำหนดมาตรการคุ้มครอง

ห้า ข้อมูลเชิงสังคมและความรู้สึกของชุมชน เอกสารแนบมีคำบอกเล่าและการตีความเชิงสังคม เช่น การเปรียบเวียงหนองหล่มเป็นคลังอาหารของชาวบ้าน และความกังวลต่อการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นอ่างเก็บน้ำลึก สิ่งนี้ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ” แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงประสบการณ์” ที่ต้องนำเสนออย่างระมัดระวังโดยให้พื้นที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน

จากการจัดวางข้อมูลทั้ง 5 ชุด จึงสามารถเขียนข่าวให้คมและไม่วนได้ โดยเดินเรื่องจาก “เหตุประชุมเร่งด่วน” ไปสู่ “คุณค่าและความเสี่ยง” แล้วเข้าสู่ “ปมขัดแย้งเชิงนโยบาย” ก่อนคลี่คลายด้วย “ทางออกเชิงกระบวนการ” และปิดท้ายด้วย “สถิติและกรอบอ้างอิง”

จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน หนังสือขอให้ยุติขุดลอก และคำถามเรื่องความคุ้มค่า

เวียงหนองหล่มไม่ใช่แค่แหล่งน้ำในแผนที่ แต่เป็นพื้นที่ที่ความทรงจำของชุมชนผูกอยู่กับจังหวะน้ำหลากน้ำลด และเป็นพื้นที่ที่นักธรรมชาติวิทยามองเห็นคุณค่าจากความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

หนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานระดับรัฐซึ่งเผยแพร่โดยเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์ ระบุเหตุผลหลักว่าโครงการขุดลอกกำลัง “เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์” และ “ทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างร้ายแรง” พร้อมเตือนถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจลามไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นในลุ่มน้ำเดียวกัน รวมถึงหนองบงคายซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ทำให้สังคมหันมามอง คือขนาดของโครงการที่เครือข่ายอ้างว่าใช้งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มความจุน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดลอกตะกอนปริมาณมากในพื้นที่กว้าง
เมื่อ “ตัวเลข” ใหญ่ระดับนี้ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความคุ้มค่าถูกนับอย่างไร และต้นทุนที่เป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมถูกนับรวมไว้แล้วหรือยัง

เวียงหนองหล่มในสายตานักอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นมากกว่าหนองน้ำ

ข้อมูลที่แนบระบุว่าเวียงหนองหล่มมีพื้นที่ประมาณ 14,091 ไร่ ครอบคลุมรอยต่ออำเภอแม่จันและเชียงแสน มีโบราณสถาน 53 แห่งในเขตเมืองโบราณโยนกนครและสิงหนวัตินคร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ถูกคุกคาม และมีการยก “นกแสกทุ่ง” เป็นกรณีสัญลักษณ์

เครือข่ายอนุรักษ์ยังเชื่อมเวียงหนองหล่มเข้ากับกรอบการจัดลำดับความสำคัญระดับประเทศ โดยอ้างถึงการบันทึกพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทย และชี้ว่าเวียงหนองหล่มอยู่ในบริบทเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในมิติการอนุรักษ์ สาระสำคัญไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ปัญหาน้ำ แต่คือการยืนยันว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำทำงานแบบมีชีวิต” ทำหน้าที่ซับน้ำ กรองน้ำ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหาร และเป็นฐานรายได้ของชุมชน หากเปลี่ยนโครงสร้างกายภาพอย่างรวดเร็ว ความสามารถเหล่านี้อาจหายไปโดยไม่สามารถย้อนคืน

มุมมองรัฐ โจทย์น้ำท่วม น้ำแล้ง และการจัดการตื้นเขินที่ลากยาวมาหลายปี

ฝั่งหน่วยงานรัฐไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าพื้นที่ แต่ย้ำ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” ที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการตื้นเขินและความเสี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝน รวมถึงการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรรมและคุณภาพชีวิต

การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรมทรัพยากรน้ำรายงานไว้ ระบุชัดว่า ที่ประชุมมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และมีการแจ้งข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้คำแนะนำและข้อท้วงติงในด้านต่าง ๆ และจะมีการรวบรวมข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป
นี่สะท้อนว่า ภาครัฐเองรับรู้แรงเสียดทาน และเริ่มเปิดพื้นที่ให้ข้อท้วงติงเชิงวิชาการเข้ามาอยู่บนโต๊ะเดียวกับข้อมูลวิศวกรรม

PHOTO : Taksanai Muentip

ปมสำคัญไม่ใช่จะทำหรือไม่ทำ แต่คือทำแบบไหนให้ไม่ทำลายต้นทุนร่วม

เมื่อส่องให้ลึกกว่าคำว่า “พัฒนา” กับ “อนุรักษ์” ปมแท้จริงของเวียงหนองหล่มคือความยากในการทำให้ “สองเป้าหมาย” อยู่ร่วมกัน

ฝ่ายหนึ่งต้องการความมั่นคงด้านน้ำที่จับต้องได้ วัดผลได้ เป็นปริมาตรน้ำสำรอง เป็นโครงสร้างที่บริหารได้ในยามวิกฤต
อีกฝ่ายมองว่าการพัฒนาแบบเปลี่ยนหนองน้ำตื้นให้เป็นอ่างน้ำลึกและคันดินสูง อาจเท่ากับรื้อระบบนิเวศที่ทำงานเองตามธรรมชาติ และทำให้ชุมชนสูญเสียคลังอาหาร วิถีประมงพื้นบ้าน และโอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืนกว่า

หนังสือเครือข่ายอนุรักษ์จึงเสนอ “ทางเบรก” ให้ยุติการดำเนินการในรูปแบบเดิม และเปิดวงหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
ขณะที่ฝั่งรัฐส่งสัญญาณ “ทางทบทวน” ผ่านกระบวนการประชุมที่รวมหลายหน่วยงานและนักวิชาการ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด

กล่าวให้ชัด เวียงหนองหล่มกำลังเดินมาถึงทางแยกที่คำตอบแบบสุดโต่งทั้งสองฝั่งอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สิ่งที่สังคมจับตาคือ “แบบจำลองการบริหารจัดการร่วม” ที่ใช้ทั้งวิศวกรรมและนิเวศวิทยาอยู่ในสมการเดียวกัน

ทางออกเชิงกระบวนการที่เริ่มปรากฏ รับฟังความเห็น สำรวจข้อมูลจริง และจัดโซนการใช้ประโยชน์

ในข้อมูลที่แนบ จังหวัดเชียงรายเสนอแนวทางเบื้องต้น 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น การสำรวจทางวิชาการด้านชนิดพันธุ์ และการจัดทำแผนแบ่งเขตการใช้ประโยชน์หรือโซนนิงเพื่อกำหนดเขตใช้ประโยชน์ เขตกันชน และพื้นที่อนุรักษ์  ข้อเสนอเชิงกระบวนการเช่นนี้มีความหมาย เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ยึดติดอยู่กับเอกสารแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามว่า

  • ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพล่าสุดเป็นอย่างไร
  • พื้นที่ใดเป็นแหล่งวางไข่หรืออนุบาลสัตว์น้ำ
  • พื้นที่ใดทับซ้อนโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์
  • พื้นที่ใดเป็นทุ่งหญ้าหรือพื้นที่หากินของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
  • ที่สำคัญ ชุมชนสูญเสียหรือได้ประโยชน์อย่างไรในแต่ละทางเลือก

หากทำให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบบนข้อมูลจริง การจัดโซนจะไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเครื่องมือชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม

นัยของการอ้างกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ จาก “พื้นที่สีเขียว” สู่การกำกับโครงการขนาดใหญ่

เอกสารที่แนบย้ำมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ว่าด้วยแนวทางการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการส่งเสริมให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งสะท้อนว่า เวียงหนองหล่มไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่รกร้างรอการปรับปรุง แต่เป็นทรัพยากรร่วมที่มีกรอบกำกับในระดับประเทศ

ในเชิงนโยบาย จุดสำคัญคือการทำให้โครงการด้านน้ำขนาดใหญ่ “เคารพกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำ” ไม่ใช่เดินคนละทิศกับนโยบายสิ่งแวดล้อม และหากมีข้อยกเว้น ต้องชี้แจงด้วยเหตุผลและมาตรการเยียวยาที่จับต้องได้

บทเรียนเชิงสังคมที่เวียงหนองหล่มกำลังส่งสัญญาณ การพัฒนาที่ไม่ฟังเสียงพื้นที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ

เสียงของเครือข่ายอนุรักษ์และชุมชนจำนวนหนึ่งสะท้อนความกลัวที่ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นความมั่นคงทางอาหารและรายได้
หากสัตว์น้ำพื้นถิ่นลดลง ประมงพื้นบ้านหายไป
หากนกหายากหายไป โอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศหายไป
หากโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ถูกกระทบ มรดกที่สร้างคืนไม่ได้ก็หายไป

ขณะที่รัฐเองก็เผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงน้ำในยุคอากาศแปรปรวน น้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งยาวนานเกิดถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ สิ่งที่ทำให้เวียงหนองหล่มแตกต่างคือ พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่น้ำล้วน ๆ แต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีชีวิตและความหมายทางประวัติศาสตร์ การตัดสินใจจึงต้องละเอียดกว่าเดิม

สังคมจับตา จะหยุดเพื่อทบทวนหรือเดินหน้าพร้อมมาตรการคุ้มครองที่พิสูจน์ได้

จากรายงานของกรมทรัพยากรน้ำ การประชุมได้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตีความได้ว่า “ช่องทางทบทวน” ถูกเปิดขึ้นแล้วในระดับจังหวัด
ขณะที่หนังสือของเครือข่ายอนุรักษ์เสนอให้ “ยุติโครงการโดยด่วน” และจัดหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

ทางออกที่มีโอกาสลดความขัดแย้งที่สุดในทางปฏิบัติ มักไม่ใช่คำตอบแบบตัดสินฝ่ายเดียว แต่คือ
หนึ่ง การหยุดกิจกรรมที่เสี่ยงสูงในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดชั่วคราวเพื่อสำรวจข้อมูล
สอง การเปิดเผยข้อมูลโครงการและข้อมูลฐานทรัพยากรที่ใช้ตัดสินใจให้ตรวจสอบได้
สาม การออกแบบโซนการใช้ประโยชน์ที่มีขอบเขตชัด และมีมาตรการคุมผลกระทบที่วัดผลได้
สี่ การกำหนดกลไกติดตามระยะยาวที่มีตัวแทนชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐร่วมกัน

หากทำได้ เวียงหนองหล่มอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการน้ำที่ไม่แลกด้วยการทำลายระบบนิเวศ และเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบเคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทำได้ทันที

ติดตามประกาศจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเวทีรับฟังความคิดเห็น และเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงประสบการณ์จริงของพื้นที่ รวบรวมข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดหากินประมงพื้นบ้าน จุดทุ่งหญ้า จุดที่พบชนิดพันธุ์สำคัญ เพื่อส่งให้คณะทำงานเชิงพื้นที่ สนับสนุนให้เกิดการสื่อสารหลายภาษาและรูปแบบที่เข้าถึงได้ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่อยู่นอกระบบข้อมูลข่าวสาร เรียกร้องให้เผยแพร่ข้อมูลโครงการฉบับสรุปที่ประชาชนอ่านเข้าใจได้ โดยไม่ลดทอนสาระสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น

  1. ขนาดพื้นที่เวียงหนองหล่ม
    ประมาณ 14,091 ไร่ ตามหนังสือและแถลงการณ์ของเครือข่ายอนุรักษ์
  2. ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกยกเป็นเหตุผลหลักของฝ่ายคัดค้าน
    พืชอย่างน้อย 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 200 ชนิด และมีชนิดพันธุ์ถูกคุกคามอย่างน้อย 9 ชนิด รวมถึงนกแสกทุ่ง
  3. ตัวเลขโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบ
    งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ขุดลอกพื้นที่ราว 2,500 ไร่ ปริมาณตะกอนราว 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. หลักฐานการเปิดวงหารือในระดับจังหวัด
    กรมทรัพยากรน้ำระบุว่ามีการประชุมหารือกรณีหนังสือมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด
  5. บริบทพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญในระดับประเทศและสากล
    หนองบงคายถูกอ้างถึงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และอยู่ในบริบทลุ่มน้ำเดียวกันตามข้อกังวลของเครือข่ายอนุรักษ์
    กรอบข้อมูลและเอกสารด้านพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยที่เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐเป็นฐานอ้างอิงเชิงนโยบายในการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ ข่าวประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่เวียงหนองหล่ม วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เอกสารและแถลงการณ์ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม ลงวันที่ 28 มกราคม 2569
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานข้อมูลและเอกสารกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำและบัญชีรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลภาพรวมพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทยและการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ โดยกล่าวถึงหนองบงคายในจังหวัดเชียงราย
  • lannernews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

สัมภาษณ์พิเศษ “เฟรนช์ฟรายส์” ธิดาดอย 2569 เผยเคล็ดลับชนะใจกรรมการด้วยรอยยิ้มจริงใจและชุดชาติพันธุ์ไตหย่า

สาวงามอำเภอพานคว้ามงกุฎธิดาดอยปี 2569 เปิดใจครั้งแรกหลังคว้าชัยชนะ ย้ำไม่ให้ข้อจำกัดมาตีกรอบความสามารถ

เชียงราย 4 ก.พ. 2569 – เมื่อแสงไฟเวทีกลางงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ยังคงส่องสว่างไสวท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนนับพันที่แห่มาร่วมงาน สำหรับสาวงามคนหนึ่งจากอำเภอพาน คืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “น้องเฟรนช์ฟรายส์” สามารถคว้ามงกุฎแห่งความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง “ธิดาดอย ประจำปี 2569” มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองเชียงราย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับสาวงามผู้คว้าใจกองเชียร์และคณะกรรมการไปครองหลังจากคว้ามงกุฎมาได้ใหม่ๆ เพื่อเปิดเรื่องราวและความรู้สึกที่แท้จริงของธิดาดอยคนใหม่ ตลอดจนแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้

คืนแห่งความภาคภูมิใจบนเวทีกลาง

ช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศบริเวณเวทีกลางภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเชียร์จากประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ลูกโป่งนับพันลูกที่ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อการประกวด “ธิดาดอย” ซึ่งนับเป็นหหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานในทุกปี

สาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายต่างแต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์ที่งดงามอลังการ สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละท้องถิ่น ผลการประกวดปรากฏว่า น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว สาวงามจากอำเภอพาน ผู้สวมชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ด้วยความงดงาม บุคลิกภาพ และความสามารถที่โดดเด่น

ายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคุณแม่วันดี พงษ์ไชย และรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ธิดาดอยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากผู้ร่วมงาน สร้างบรรยากาศแห่งความปีติยินดีที่แทบจะจับต้องได้

ขณะเดียวกัน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ น.ส.สุภานันท์ สิริวรพร หรือ “น้องแพร” สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ปัณฑิตา อยู่ลือ หรือ “น้องสตางค์” สาวงามจากอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทั้งสองได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นผู้มอบรางวัลเช่นกัน

ส่วนรางวัลพิเศษ “ขวัญใจชาวดอย” ได้ตกเป็นของ น.ส.พรธิดา พุทธวีวรรณ หรือ “น้องดา” สาวงามจากอำเภอเชียงของ ที่สามารถคว้าหัวใจผู้ชมภายในงานไปครองจากเสียงเชียร์ ลูกโป่ง และกำลังใจอย่างล้นหลาม

ตัวตนที่แท้จริงหลังแสงไฟเวทีประกวด

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ “เฟรนช์ฟรายส์” ที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นว่า เบื้องหลังชื่อนี้มีเรื่องราวที่น่ารักและมีความหมายพิเศษ “คุณแม่ชื่อไก่ คุณพ่อชื่อป๋อป เลยตั้งชื่อว่า เฟรนฟราย ค่ะ เพราะอยากได้ชื่อที่ฟังดูน่ารัก จำง่าย และมีความหมายพิเศษจากคุณพ่อคุณแม่” นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นกับครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของเธอ

เมื่อถูกขอให้นิยามตัวเอง น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายว่า “ยิ้มง่าย ยิ้มหวาน จริงใจค่ะ” คำตอบที่สั้นกระชับแต่สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของเธอ ความเป็นธรรมชาติและไม่ประดิษฐ์ตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นและเป็นที่รักของผู้คน

ในช่วงเวลาว่างที่ไม่ได้ประกวด น้องเฟรนช์ฟรายส์เล่าว่าเธอชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง กิจกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นช่องทางในการผ่อนคลายและสร้างสมาธิให้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอพร้อมสำหรับการขึ้นเวทีประกวดในแต่ละครั้ง

ปัจจุบัน น้องเฟรนช์ฟรายส์กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การเลือกศึกษาในสาขานี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเอง พร้อมกับการใช้ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาสังคมต่อไป

แรงบันดาลใจและกำลังใจจากครอบครัว

เมื่อถูกถามว่าใครคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีความมั่นใจ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “คุณแม่ของเฟรนฟรายเองค่ะ เพราะแม่จะสอนให้เชื่อมั่นในตัวเองให้เยอะๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นคนขี้อายไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองค่ะ” คำตอบนี้เปิดเผยถึงอีกมิติหนึ่งของเธอที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นบนเวทีประกวด

การที่เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่สามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประกวดที่มีคนมากมายจับจ้องมองได้อย่างมั่นใจ นั่นแสดงให้เห็นถึงความพยายาม การฝึกฝน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ

“ประกวดครั้งนี้ทำให้เฟรนฟรายมีสมาธิมากขึ้นค่ะ ไม่ค่อยลนและมีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะเป็นปีที่ 2 แล้วที่เฟรนฟรายได้ร่วมประกวดธิดาดอย” เธอเล่าถึงบทเรียนและทักษะใหม่ที่ได้รับจากการประกวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประกวดไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชิงชัย แต่เป็นเวทีในการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

คติประจำใจและวิธีจัดการกับความกดดัน

เมื่อถามถึงคติประจำใจในการใช้ชีวิตและประโยคที่มักจะบอกตัวเองเวลาที่เหนื่อยหรือท้อ น้องเฟรนช์ฟรายส์แบ่งปันอย่างจริงใจว่า “ทำให้เต็มที่ค่ะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงช่างมัน ถ้าทำเสร็จเดี๋ยวก็ได้กลับไปบ้านไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านแล้วค่ะ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เธอเน้นที่กระบวนการและการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป และที่สำคัญคือการมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่พึ่งพิงทางใจเสมอ นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอสามารถรักษาความสงบนิ่งและความมั่นใจบนเวทีได้

สำหรับวิธีจัดการกับความตื่นเต้นหรือความกดดันเวลาต้องขึ้นเวทีใหญ่ๆ น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยว่า “นั่งสมาธิก่อนขึ้นเวทีค่ะ แล้วก็นึกถึงพ่อขุนเม็งรายให้ท่านให้พร” วิธีนี้ช่วยให้เธอสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงราย

วินาทีแห่งชัยชนะและความรู้สึกที่แท้จริง

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในวินาทีที่ประกาศชื่อว่าเป็น “ธิดาดอย ปี 2569” น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบด้วยความตรงไปตรงมาว่า “รู้สึกดีใจ ภูมิใจมากๆ ค่ะที่ทำได้แล้ว” ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนถึงความสุขและความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ตนเองได้รับ

ในฐานะสาวงามจากอำเภอพาน การได้ทำหน้าที่ตัวแทนของอำเภอจนคว้ามงกุฎมาได้ เธอมีข้อความอยากบอกชาวอำเภอพานที่ส่งแรงใจเชียร์ว่า “ขอบคุณอำเภอพานทุกๆ หน่วยงาน ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและขอบคุณสำหรับลูกโป่งด้วยค่ะ อำเภอพานน่ารักมากๆ ค่ะ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกขอบคุณและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของอำเภอบ้านเกิด

เมื่อถูกถามว่าอะไรคือเสน่ห์หรือจุดเด่นของตัวเองที่คิดว่าชนะใจคณะกรรมการ น้องเฟรนช์ฟรายส์วิเคราะห์อย่างมีสติปัญญาว่า “บุคลิกภาพรวมไปถึงการตอบคำถามค่ะ และที่สำคัญรอยยิ้มที่จริงใจของเฟรนฟราย” จุดเด่นที่เธอกล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งที่มาจากภายในและความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสดงออกที่ประดิษฐ์ขึ้นมา

ความหมายของ “ธิดาดอย” ในมิติที่ลึกซึ้ง

เมื่อถามถึงความหมายของคำว่า “ธิดาดอย” ในมุมมองของน้องเฟรนช์ฟรายส์ เธอตอบอย่างมีสาระและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างลึกซึ้งว่า “การที่ได้ส่งเสริมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ค่ะ ได้รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความสวยงาม”

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเธอแล้ว ตำแหน่ง “ธิดาดอย” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นบทบาทที่มีความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงรายให้คงอยู่สืบไป

จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง มีพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 30 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ตำแหน่ง “ธิดาดอย” จึงเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการนำเสนอความงดงามและคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้สังคมไทยและนานาชาติได้รับรู้และเข้าใจ

ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไตหย่า

เมื่อถูกขอให้แนะนำ “ของดีเมืองพาน” หรือวัฒนธรรมเด่นของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จัก น้องเฟรนช์ฟรายส์อธิบายอย่างภาคภูมิใจว่า “ของดีอำเภอพานมีหลายอย่างเลยค่ะ มีลำไย ข้าวสาร และปลานิล แต่ถ้าให้เฟรนฟรายเลือกนำเสนอของดีหนึ่งอย่าง เฟรนฟรายจะนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่น้องเฟรนฟรายใส่ค่ะ เพราะเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของพี่น้องไตหย่าอย่างแท้จริง”

ชาวไตหย่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในจังหวัดเชียงราย มีถิ่นฐานดั้งเดิมในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชาวไตหย่ามีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะการทอเสื่อกกที่เริ่มต้นจากการที่กลุ่มที่ติดตามมิชชันนารีได้นำเหง้าต้นกกติดตัวมาจากบ้านเกิด จนพัฒนาให้กลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ปัจจุบัน “สาดไตหย่า” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ชาวไตหย่ายังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านการแต่งกาย ด้วยการใช้ผ้าซิ่นสองผืน เสื้อตัวใน เสื้อคลุมตัวนอก ผ้าคาดเอวลาย และหมวก โดยเฉพาะผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายและตกแต่งแถบผ้าหลากสีสันสวยงาม จนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ฮวาเย่าไต” ซึ่งแปลว่า ไตผ้าคาดเอว

การที่น้องเฟรนช์ฟรายส์เลือกนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าแทนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความตระหนักถึงคุณค่าที่ยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

แนวคิดในการสืบสานวัฒนธรรมยุคใหม่

ต่อมาเมื่อถูกถามว่า ในยุคสมัยใหม่มีแนวคิดอย่างไรในการสืบสานประเพณีดั้งเดิมให้ยังคงอยู่และดูทันสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างชัดเจนว่า “ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะโซเชียลมีเดียมีผลต่อคนยุคใหม่มากๆ ค่ะ ในฐานะคนรุ่นใหม่เอง”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในพฤติกรรมและช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมนั้นเสื่อมค่าลง แต่กลับเป็นการปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านสื่อดิจิทัลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะห่างเหินจากวัฒนธรรมดั้งเดิมได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้นานาชาติได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน

ภารกิจแรกในฐานะธิดาดอยคนใหม่

เมื่อถูกถามถึงภารกิจแรกที่ตั้งใจจะทำร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายในฐานะธิดาดอยคนใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบว่า “น้องเฟรนฟรายจะช่วยโปรโมทงานกาชาด และร่วมหมุนวงล้อสลากกาชาดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์”

งานกาชาดเป็นกิจกรรมการกุศลที่สำคัญซึ่งจัดขึ้นเพื่อจัดหารายได้สำหรับใช้ในกิจการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนและงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย การที่ธิดาดอยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

ข้อความถึงสาวงามในอนาคตและแรงบันดาลใจสู่ความฝัน

ในท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ เมื่อถูกขอให้ฝากข้อความถึงเด็กสาวบนดอยหรือสาวงามคนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากก้าวมายืนจุดเดียวกับน้องในอนาคต น้องเฟรนช์ฟรายส์ฝากข้อความที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและกำลังใจว่า “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเราค่ะ ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการอยู่บนเวที แต่เริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวเอง”

ข้อความนี้มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง มันสะท้อนถึงการต่อสู้กับอคติและข้อจำกัดทางสังคมที่อาจมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือผู้ที่มาจากพื้นที่ห่างไกล การเน้นย้ำว่าความงามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่จากการยืนบนเวที เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรจดจำ

น้องเฟรนช์ฟรายส์เองก็เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อความนี้ แม้จะเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองตามที่เธอเล่า แต่ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง ประกอบกับความมุ่งมั่นและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพิชิตใจกองเชียร์และคณะกรรมการจนคว้ามงกุฎธิดาดอยมาครองได้ในที่สุด

บทสรุป

การประกวด “ธิดาดอย” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์ที่สร้างสีสันให้กับงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 และสะท้อนถึงเสน่ห์ ความงดงาม รวมถึงอัตลักษณ์ของสาวงามจากแต่ละอำเภอในจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างดี ตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงามทั่วไป แต่เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของน.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือ “น้องเฟรนช์ฟรายส์” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นความภาคภูมิใจของอำเภอพาน ของชาวไตหย่า และของจังหวัดเชียงรายทั้งหมด เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการสืบทอดวัฒนธรรม การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ข้อความที่เธอฝากไว้ “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเรา” จะคงอยู่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสาวงามบนดอยที่มีความฝันอยากก้าวมายืนบนเวทีใหญ่ในอนาคต ให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะฝัน และมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนี้ไป น้องเฟรนช์ฟรายส์จะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ธิดาดอย ปี 2569” อย่างเต็มความสามารถ ทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ความมั่นใจที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เธอพร้อมที่จะสร้างคุณประโยชน์และเป็นตัวแทนที่ดีของจังหวัดเชียงรายต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (chiangrai.prd.go.th) – ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (chiangrai.cdd.go.th) – รายงานการประชุมเตรียมการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569 เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ethnicity.sac.or.th) – ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ – การสัมภาษณ์พิเศษ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว (น้องเฟรนช์ฟรายส์) ธิดาดอย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

มหาลัยแม่ฟ้าหลวงจับมือ 3 สถาบันแก้ปัญหาสารหนูเกินมาตรฐานในแม่น้ำเชียงราย พร้อมเร่งหาแหล่งน้ำดิบสำรอง

มหาวิทยาลัยจับมือแก้ปัญหาน้ำเชียงราย เมื่อสารหนูยังเกินมาตรฐานบางจุด รัฐเร่งคุมความเสี่ยงและหาทางเลือกน้ำดิบใหม่

เชียงราย,29 มกราคม 2569 – ในจังหวัดที่แม่น้ำคือทั้งเส้นเลือดของเกษตรกรรม และต้นทางของน้ำประปาที่หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวัน คำถามว่า “น้ำที่เราใช้ทุกวันปลอดภัยแค่ไหน” ไม่ใช่ประเด็นเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นความมั่นคงของสุขภาพ เศรษฐกิจครัวเรือน และความเชื่อมั่นต่อระบบบริการสาธารณะ

ตลอดปี 2568 ชื่อของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถูกพูดถึงถี่ขึ้นในฐานะพื้นที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำจากการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งกรมควบคุมมลพิษติดตามตรวจสอบต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แม้ในบางช่วงหน่วยงานรัฐยืนยันว่าการผลิตน้ำประปายังเป็นไปตามมาตรฐานและประชาชนสามารถใช้น้ำได้ตามปกติ แต่รายงานล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ชี้ว่าภาพรวมคุณภาพน้ำผิวดินในบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ภาพรวมล่าสุดจากการติดตามของกรมควบคุมมลพิษ น้ำผิวดินยังมีจุดเสี่ยงที่ต้องจับตา

รายงานสรุปการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งประมวลผลข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ระบุว่าในการตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบสภาพน้ำขุ่นและมีสีผิดปกติในบางช่วง และพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดสำคัญของลุ่มน้ำ

ในบทวิเคราะห์ของรายงานเดียวกัน ระบุว่าแม่น้ำกกบริเวณสะพานมิตรภาพแม่นาวาง ท่าตอน มีค่าสารหนู 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แม่น้ำโขงบางจุดในตำบลเวียง อำเภอเชียงแสนอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนแม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกจุดในการสรุปครั้งดังกล่าว

รายงานยังให้ภาพที่ “ลึกกว่าแค่ตัวเลข” เพราะอธิบายเงื่อนไขด้านฤดูกาลว่าในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำท่าที่มากอาจทำให้โลหะหนักบางชนิดเจือจางจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่จุดที่ยังเกินมาตรฐานอาจเป็นพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด ซึ่งการเจือจางยังไม่เพียงพอ

ในเชิงความหมายต่อชีวิตประจำวัน รายงานระบุชัดว่า หากสารหนูในน้ำผิวดินเกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร อาจส่งผลต่อสุขภาพหากนำไปอุปโภคบริโภคโดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ และยังอาจกระทบต่อสัตว์น้ำ กิจกรรมทางน้ำ และการประมง

น้ำประปาปลอดภัยแค่ไหน แยกให้ออกระหว่างมาตรฐานน้ำดิบกับมาตรฐานน้ำดื่ม

เมื่อคำว่า “สารหนู” ปรากฏในรายงานน้ำผิวดิน ความกังวลของประชาชนมักพุ่งตรงไปที่ “น้ำประปา” ทันที แต่ในทางวิชาการและทางปฏิบัติ ระบบประปาจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคหลังผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งมีค่ามาตรฐานที่ต่างจากการประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

เอกสารมาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยระบุค่ากำหนดที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไป โดยสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ความหมายคือ ต่อให้แหล่งน้ำดิบมีความเสี่ยง ระบบผลิตน้ำที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความเข้มข้นลงได้ แต่ต้นทุนในการทำให้ “ปลอดภัยสม่ำเสมอ” จะสูงขึ้นทันทีเมื่อความเสี่ยงในต้นน้ำยืดเยื้อ

ข้อมูลสาธารณะจากภาครัฐในปี 2568 เคยย้ำว่าการใช้น้ำประปาในพื้นที่สามารถทำได้ตามปกติ พร้อมให้ประชาชนติดตามผลตรวจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระนั้น การที่กรมควบคุมมลพิษยังพบจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในปลายปี 2568 ทำให้คำถามของประชาชนขยับจาก “วันนี้ใช้ได้ไหม” ไปสู่ “อีก 3 ปี 5 ปี จะต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหนเพื่อความปลอดภัยเท่าเดิม”

ต้นทุนที่มองไม่เห็น ค่าใช้จ่ายที่บ้านต้องแบก และแรงกดดันต่อระบบสาธารณะ

ปัญหาคุณภาพน้ำไม่จบลงที่รายงาน แต่จบลงที่ใบเสร็จและความรู้สึกไม่มั่นใจในครัวเรือน เมื่อความเสี่ยงถูกมองว่ายืดเยื้อ บ้านจำนวนมากเริ่มลงทุนกับเครื่องกรองน้ำหรือซื้อภาชนะสำรองน้ำเพื่อความสบายใจ แม้จะเป็นการป้องกันเชิงพฤติกรรม แต่สะท้อนชัดว่า “ต้นทุนสุขภาพ” และ “ต้นทุนความกังวล” กำลังถูกผลักจากระดับนโยบายลงมาที่ระดับบ้าน

ด้านโครงสร้างระบบ ภาคนโยบายเริ่มขยับไปที่การเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบในระยะยาว โดยสื่อสาธารณะรายงานว่า การประปาส่วนภูมิภาคมีแนวคิดพัฒนาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อเสริมระบบผลิตน้ำประปาในจังหวัด และมีการพูดถึงกรอบงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักพันล้านบาท รวมถึงแนวคิดใช้น้ำแม่ลาวและแหล่งน้ำอื่นเป็นทางเลือก

นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่โจทย์เชิงความเป็นธรรม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะเป็นผู้จ่าย ระหว่างรัฐ ผู้ใช้น้ำ และผู้ประกอบการในพื้นที่ ในขณะที่ต้นตอความเสี่ยงบางส่วนถูกมองว่าเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาโดยตรง

เมื่อปัญหาข้ามพรมแดน ต้องใช้ความรู้ข้ามสถาบัน

ท่ามกลางความซับซ้อนดังกล่าว ข้อมูลที่แนบมาระบุว่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 มีการประชุมหารือความร่วมมือทางวิชาการครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับสถาบันพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญตามเอกสารประกอบการประชุมที่ผู้สื่อข่าวได้รับ คือการเปลี่ยนพลังวิชาการให้เป็นพลังทางสังคมผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ ความมั่นคงด้านน้ำด้วยการทำแผนที่พิกัดสถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน การจัดการขยะต้นทาง การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการบูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน

แม้รายละเอียดการประชุมชุดนี้ยังต้องติดตามเอกสารทางการจากเจ้าของข้อมูลเพื่อการอ้างอิงสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปัญหาที่กรมควบคุมมลพิษสะท้อนในรายงาน คือความเสี่ยงที่ยืดเยื้อและกระจายตัวในหลายลุ่มน้ำ ไม่ใช่ปัญหาจุดเดียว

จุดที่ต้องทำให้ชัด แผนที่และมาตรฐานคือจุดเริ่ม แต่การสื่อสารคือจุดชี้ขาด

สิ่งที่ทำให้การจัดการปัญหาน้ำแตกต่างจากมลพิษประเภทอื่น คือความถี่ในการสัมผัส น้ำถูกใช้ทุกวันและเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง หากการสื่อสารความเสี่ยงไม่ชัด ประชาชนจะตัดสินใจด้วยความกลัวมากกว่าข้อเท็จจริง และสิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายส่วนเกินจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

รายงานของกรมควบคุมมลพิษให้บทเรียนเชิงระบบที่ควรถูกสื่อสารให้เข้าใจง่าย กล่าวคือ น้ำผิวดินบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐาน และหากจะนำน้ำลักษณะนั้นไปใช้อุปโภคบริโภค ต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพก่อน ในเวลาเดียวกัน ภาครัฐเคยสื่อสารว่าระบบประปายังใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาที่รายงานต่อสาธารณะ การทำให้สองประโยคนี้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำให้คนแตกตื่น ต้องอาศัยการเปิดข้อมูลแบบต่อเนื่องและอธิบายความแตกต่างระหว่างน้ำดิบกับน้ำประปาอย่างเป็นระบบ

ย้อนไทม์ไลน์จากปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ตัวเลขที่ชี้ว่าความเสี่ยงยังไม่จบ

หากเรียงเหตุการณ์ตามวันเดือนปี ภาพจะชัดขึ้น ช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 หน่วยงานภาครัฐสื่อสารต่อสาธารณะถึงการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสำคัญบางจุด และแนวทางติดตามประเมินผล รวมถึงการยืนยันมาตรการดูแลประชาชนในด้านน้ำอุปโภคบริโภค

ต่อเนื่องมาถึงรายงานสรุปข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 กรมควบคุมมลพิษชี้ว่าเดือนธันวาคม 2568 ยังมีจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางช่วง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ตัวเลขสำคัญที่ปรากฏในบทวิเคราะห์ เช่น ค่าสารหนูในแม่น้ำสายอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ในมุมมองเชิงนโยบาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐจึงต้องพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว รวมถึงการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนของแหล่งน้ำและความเสี่ยงด้านคุณภาพ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง

รู้จักข้อมูลของพื้นที่ตัวเอง ติดตามประกาศและผลตรวจจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำในช่วงฤดูฝนและหลังฝนตกหนัก เพราะรายงานชี้ว่าปัจจัยฤดูกาลมีผลต่อความขุ่นและการเจือจางของสารปนเปื้อน

แยกการใช้น้ำให้เหมาะกับความเสี่ยง หากมีความกังวล ให้ใช้แนวทางป้องกันแบบสมเหตุสมผล เช่น น้ำดื่มควรผ่านการจัดการที่ได้มาตรฐาน และติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ โดยยึดเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคที่กำหนดสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร

หนุนการเปิดข้อมูลเชิงระบบ สนับสนุนให้ท้องถิ่นและหน่วยงานผู้ผลิตน้ำเผยแพร่ผลตรวจแบบสม่ำเสมอในรูปแบบที่คนอ่านเข้าใจง่าย เพราะความโปร่งใสเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าคำยืนยันลอย ๆ

สนับสนุนงานวิชาการที่ทำให้ข้อมูลใช้ได้จริง เช่น แผนที่สถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกัน เพราะเมื่อปัญหากระจายหลายลุ่มน้ำ การมีข้อมูลกลางช่วยลดความสับสนและลดการทำงานซ้ำซ้อน

จากความเสี่ยงในสายน้ำ สู่การตัดสินใจเชิงระบบของจังหวัด

ภาพใหญ่ของเชียงรายในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ตื่นตระหนก” กับ “เชื่อมั่นแบบไม่ตั้งคำถาม” แต่คือการยืนอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แล้วขยับไปสู่การจัดการเชิงระบบ

รายงานของกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าปลายปี 2568 ยังมีจุดที่สารหนูในน้ำผิวดินเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางช่วงของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ข้อมูลรัฐในปี 2568 เคยย้ำแนวทางดูแลประชาชนด้านน้ำอุปโภคบริโภคและการติดตามอย่างต่อเนื่อง และภาคนโยบายมีการพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต

เมื่อรวมกับความพยายามของภาควิชาการตามข้อมูลการประชุมที่แนบมา โจทย์สำคัญต่อไปจึงไม่ใช่แค่ตรวจพบอะไร แต่เป็นการทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นแผนที่มาตรการ และการสื่อสารความเสี่ยงที่ประชาชนใช้ตัดสินใจได้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันอยู่ในแก้วน้ำ บนโต๊ะอาหาร และในต้นทุนสุขภาพของทุกครอบครัว

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

  • กรมควบคุมมลพิษสรุปผลติดตามตรวจสอบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และระบุว่าในผลตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางจุดของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง
  • ค่าที่รายงานในบทวิเคราะห์ เช่น แม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลลิกรัมต่อลิตร
  • เกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยที่ใช้อ้างอิงทั่วไป ระบุสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลลิกรัมต่อลิตร
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • ส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรมมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • The Mekong Butterfly
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

หมอพระมงกุฎฯ วิเคราะห์ไวรัสนิปาห์รุนแรงแต่คุมได้ พร้อมเตือนชาวเชียงรายเฝ้าระวัง PM2.5 กระทบหัวใจและหลอดเลือด

เชียงรายจับตานิปาห์ หมอพระมงกุฎฯ ชี้ “รุนแรงแต่ไม่ใช่โรคใหม่” ย้ำวิธีป้องกันจากสัตว์สู่คน พร้อมเตือนภัยใกล้ตัว “PM2.5” กระทบสุขภาพหนักกว่าที่คิด

เชียงราย, 27 มกราคม 2569 — ในช่วงที่กระแสข่าวการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสนิปาห์” ในต่างประเทศกลับมาถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ความกังวลของประชาชนจำนวนไม่น้อยมักพุ่งไปที่คำถามเดียวกันว่า “โรคนี้จะเข้ามาไทยไหม” และ “ถ้าเข้ามาแล้วจะรุนแรงแค่ไหน”

ท่ามกลางเสียงเตือนและข้อมูลที่ไหลเร็ว พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เพื่อช่วย “จัดระเบียบความเสี่ยง” ให้สังคมแยกแยะระหว่างสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง กับสิ่งที่ไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ พร้อมกันนั้นยังชี้ว่า เมืองที่กำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 สูงอย่างต่อเนื่องต่างหาก คือโจทย์สุขภาพที่กระทบคนจำนวนมากในชีวิตประจำวัน

นิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็น “โรคอันตรายร้ายแรง” ที่ต้องรู้เท่าทัน

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์อธิบายว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคเกิดใหม่ และเคยมีการระบาดมาแล้วในบางประเทศ โดยธรรมชาติของโรคนี้มี “ค้างคาว” เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ การติดเชื้อในคนจึงมักเริ่มต้นจาก “จุดเชื่อม” ระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง หรือการบริโภคผลไม้/พืชผักที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ

ในเชิงระบาดวิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเคยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบริบทการสัมผัสใกล้ชิดและการดูแลผู้ป่วย และยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ สำหรับนิปาห์ในปัจจุบัน

“ประเด็นที่สังคมควรรู้” ตามคำอธิบายของแพทย์ คือ ช่องทางการติดต่อ ของนิปาห์ “ต่างจาก” โรคทางเดินหายใจที่แพร่กระจายง่ายอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เพราะนิปาห์โดยทั่วไปต้องอาศัยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เลือด หรือการสัมผัสใกล้ชิดในบริบทการดูแลผู้ป่วย จึงมักพบการติดเชื้อคนสู่คนในวงจำกัดมากกว่า “การระบาดวงกว้างแบบรวดเร็ว”

อย่ากลัวจนมองไม่เห็น “ความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า”

นิปาห์เป็นโรคที่โลกยอมรับว่า “หนัก” เพราะอัตราป่วยตายสูงและยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยได้วางมาตรการคุมด่านหน้าแบบเป็นระบบ 3 ระยะ เริ่มใช้ตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569 และเปิดช่องทางข้อมูล 1422 เพื่อลดช่องโหว่และลดความตื่นตระหนก

แต่สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ “PM2.5” คือโจทย์สุขภาพที่กระทบจริงในวงกว้างและต่อเนื่อง WHO ประเมินผลกระทบระดับโลกชัดเจนว่าฝุ่นละเอียดสัมพันธ์กับการตายก่อนวัยอันควรและโรคสำคัญหลายกลุ่ม

ดังนั้น “เมืองที่ปลอดภัย” ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีข่าวโรค แต่คือเมืองที่ สื่อสารความเสี่ยงได้ถูกต้อง และทำให้คนในชุมชน ลงมือทำได้จริงทันที โดยไม่เพิ่มความตื่นตระหนกเกินเหตุ

ทำไมโรคนี้ถึงถูกจัดเป็นภัยร้ายแรง แม้จะไม่ระบาดง่ายแบบโรคทางเดินหายใจ

คำว่า “ไม่น่าระบาดกว้าง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อันตราย”   จุดที่ทำให้นิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูง

WHO ระบุว่าอัตราป่วยตาย (case fatality rate) ของนิปาห์ในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ เคยอยู่ในช่วงสูงมาก และยังเป็นโรคที่ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ ขณะที่ข้อมูลจากพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ย้ำว่า ในทางคลินิก ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการหนักเร็ว จนเกิดปอดอักเสบรุนแรง หายใจลำบาก หรือเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ชัก ซึ่งทำให้การรักษาต้องรวดเร็วและมีระบบคัดกรองที่ดี

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “มาตรการด่านหน้า” จึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ระบบสาธารณสุขมีเวลาและเครื่องมือพอในการแยกผู้ป่วยต้องสงสัยออกจากผู้เดินทางทั่วไป

อาการเริ่มต้นคล้ายหวัด แต่ต้องจับตา “จุดเปลี่ยน” ที่พาไปสู่ภาวะรุนแรง

แพทย์อธิบายว่าอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยนิปาห์อาจเริ่มจาก ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำมูก ไอ จาม ซึ่งทำให้บางคนเผลอประเมินต่ำ แต่ “สัญญาณเตือน” ที่ต้องระวังคืออาการที่รุนแรงขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก สงสัยปอดอักเสบ หรือเริ่มมีอาการทางระบบประสาท (สับสน ชัก)

ในมุมข่าวสาธารณสุข สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้จักอาการ คือการรู้จัก “บริบทเสี่ยง”   ผู้ที่เพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์พาหะ/สัตว์ป่า รวมถึงสัมผัสสารคัดหลั่ง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อในสถานพยาบาลได้เหมาะสม

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง ตัด “ทางผ่าน” จากสัตว์สู่คน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์เน้นไปที่ “การลดโอกาสรับเชื้อจากสัตว์” ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการเข้าป่า/สัมผัสสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาว
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือผลไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้น
  • ปอกเปลือก/ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
  • ล้างมือบ่อย ๆ และยึดหลักสุขอนามัยอาหาร

หลักคิดสำคัญคือ “เราไม่จำเป็นต้องกลัวจนหยุดใช้ชีวิต แต่ต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” เพราะในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน พฤติกรรมเล็กๆ ในครัวเรือนและชุมชนมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

ด่านหน้า-ด่านใน เมื่อรัฐต้องทำงานพร้อมกับประชาชน

ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องโรคจากต่างประเทศ หน่วยงานด้านโรคติดต่อมักยกระดับการคัดกรองและเฝ้าระวังตามด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบผู้ป่วยต้องสงสัยตั้งแต่ต้นทาง/ปลายทาง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในชุมชน โดยแนวทางลักษณะนี้เป็นมาตรการมาตรฐานที่ไทยเคยใช้กับโรคอุบัติใหม่ในอดีตเช่นกัน

อย่างไรก็ดี “ด่านใน” ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความร่วมมือของประชาชนในการสังเกตอาการและแจ้งประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพราะในโรคที่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด การปกปิดประวัติเป็นความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยรายอื่นโดยตรง

จากนิปาห์สู่ PM2.5 แพทย์ชี้ “ภัยใกล้ตัว” ที่กระทบวงกว้างกว่า

หลังอธิบายเรื่องนิปาห์ พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์หันมาชี้ประเด็นที่กระทบสุขภาพคนเชียงรายและภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าในชีวิตประจำวัน นั่นคือ มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

สาระสำคัญคือ PM2.5 ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกาย “อักเสบ” ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือมันกระทบคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (รวมถึง PM2.5) สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมะเร็งปอด

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผลกระทบระยะสั้น ระคายเคือง หอบหืดกำเริบ หายใจลำบาก

แพทย์อธิบายผลกระทบระยะสั้นที่พบได้ทันทีเมื่อสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง เช่น

  • แสบตา ระคายเคือง ผื่นคัน
  • แน่นจมูก น้ำมูก หายใจไม่สะดวก
  • กระตุ้นอาการหอบหืด/ภูมิแพ้ในผู้มีโรคประจำตัว

ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า PM2.5 ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบระยะยาว จาก “การอักเสบ” ไปสู่หัวใจ สมอง และปอดเรื้อรัง

ประเด็นที่แพทย์เน้นย้ำคือ “ผลระยะยาว” ซึ่งมักถูกมองข้าม เพราะไม่ได้เกิดทันที แต่สะสมเป็นความเสี่ยงต่อโรคใหญ่ ได้แก่

  • การอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด
  • เพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ/โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง และความเสี่ยงมะเร็งปอด

ในระดับสากล WHO ก็ยืนยันภาพรวมว่า PM2.5 เชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายกลุ่ม และเป็นเหตุให้ “ภาระโรค” ของเมืองใหญ่และเมืองที่มีหมอกควันสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีป้องกันตัวเองในวันที่เลี่ยงฝุ่นไม่ได้ “ลดสัมผัส” ให้มากที่สุด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ต่อประชาชนคือ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  2. หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่เหมาะสม
  3. เฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ

ขณะที่ในระดับชุมชน แพทย์ย้ำการ “ลดแหล่งกำเนิด” เช่น ลดการเผาหญ้า เผาขยะ ลดการจอดรถติดเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถใช้น้ำมัน รวมถึงการพิจารณาใช้ขนส่งสาธารณะ/เดินในระยะใกล้เมื่อทำได้ เพื่อช่วยลดการเพิ่มฝุ่นในพื้นที่

แนวคิดสำคัญคือ “หน้ากากช่วยลดการรับสัมผัสรายบุคคล” แต่การแก้ที่ยั่งยืนต้องลดฝุ่นที่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระดับครัวเรือน ท้องถิ่น และการบังคับใช้มาตรการของรัฐ

รัฐคุมด่านหน้าแบบ “เข้มเฉพาะจุด” มาตรการ 3 ระยะ เริ่ม 26 ม.ค. 2569

กรมควบคุมโรค (กระทรวงสาธารณสุข) เปิดรายละเอียดมาตรการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อน/ระหว่างเดินทาง จนถึงเมื่อเดินทางถึงไทย และกรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ

1) ก่อนและระหว่างการเดินทาง “กรองตั้งแต่ต้นทาง”

มาตรการสำคัญ เช่น การให้บุคลากรสวมอุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำ การกำหนดให้ผู้โดยสารที่มีไข้สูงหรืออาการทางเดินหายใจต้องมีเอกสาร fit to fly และการดำเนินการเมื่อพบผู้โดยสารป่วยระหว่างเที่ยวบิน รวมถึงการแจกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) ให้ผู้โดยสารจากพื้นที่ระบาดกรอกให้เสร็จสิ้นก่อนถึงไทย

2) เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย “คัดกรอง-แยก-ส่งต่อ” ให้ชัด

ผู้โดยสารต้องยื่นแบบฟอร์ม ต.8 ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนผ่าน ตม. มีมาตรการสุขาภิบาลอากาศยาน และในกรณีพบผู้ป่วยสงสัยต้องฆ่าเชื้อก่อนทำการบินต่อ รวมถึงการกำหนด หลุมจอดเฉพาะ พร้อมจัดพื้นที่คัดกรอง ห้องแยกโรค เส้นทางส่งต่อ และการจัดการสัมภาระ

3) กรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ ลดความเสี่ยง “เคสรักษาในไทย”

มีข้อกำหนดให้ผู้ป่วยที่ส่งต่อจากประเทศที่มีรายงานนิปาห์และประสงค์เข้ามารักษาในไทย ต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR จากโรงพยาบาลต้นทางก่อนเข้าประเทศ และให้โรงพยาบาลปลายทางประสานด่านควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด

มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. และหากฝ่าฝืนอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมช่องทางสอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ความท้าทายของการสื่อสารความเสี่ยง ทำให้คน ‘ระวัง’ โดยไม่ ‘ตระหนก’

เมื่อข่าวโรคจากต่างประเทศมาแรง ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นคู่กันคือ “ข้อมูลล้น” และ “ความกลัวนำหน้าเหตุผล” แพทย์จึงเสนอกรอบคิดที่ใช้ได้จริงกับทั้งนิปาห์และ PM2.5 คือ

  • ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โรคนี้ติดต่ออย่างไร เสี่ยงกับใคร
  • ชี้พฤติกรรมเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ อาหาร ผลไม้ สัมผัสสัตว์ป่า การไม่ป้องกันฝุ่น
  • บอกสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อมีอาการ พบแพทย์ แจ้งประวัติ ลดสัมผัสฝุ่น
  • ย้ำว่า “ความร่วมมือ” สำคัญกว่าความตื่นตระหนก เพราะการตระหนกทำให้คนหลงเชื่อข่าวลวงง่าย ขณะที่ความร่วมมือทำให้ระบบคัดกรองและป้องกันโรคทำงานได้จริง

ในเชิงสังคม นี่คือบทเรียนว่า เมืองอย่างเชียงรายไม่เพียงต้อง “ตั้งการ์ด” กับโรคอุบัติใหม่ แต่ยังต้อง “ไม่ละสายตา” จากวิกฤตสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดซ้ำทุกฤดูกาล

นิปาห์คือบททดสอบระบบ PM2.5 คือบททดสอบวิถีชีวิตเมือง

สาระจากคำให้สัมภาษณ์ของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์สะท้อนภาพชัดว่า

  • นิปาห์ เป็นโรครุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง และยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ จึงต้องมีระบบเฝ้าระวังและคัดกรองที่ดี
  • แต่ในอีกด้าน PM2.5 คือภัยที่ “แตะปอดและหัวใจของคนจำนวนมาก” ในเวลาเดียวกัน และสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิดอย่างมีหลักฐานชัด

ท้ายที่สุด ข่าวสุขภาพที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข่าวที่ทำให้คนกลัวที่สุด แต่คือข่าวที่ทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น” รู้ว่าต้องระวังอะไร ทำอะไรได้ทันที และร่วมกันลดความเสี่ยงของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

เข้มแต่ไม่ปิดประเทศ” เส้นบาง ๆ ที่ต้องเดินเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

ภาวะปกติใหม่ของโลกยุคโรคอุบัติใหม่คือ ประเทศต้อง “ป้องกัน” ควบคู่ “เปิด” การเดินทางอย่างมีระบบ และนี่คือเหตุผลที่มาตรการด้านสาธารณสุขมักถูกออกแบบให้ เจาะจงกลุ่มเสี่ยง มากกว่ากวาดกว้างทั้งระบบ เพราะเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางของคนจำนวนมากผูกอยู่กับความเชื่อมั่น

ข้อมูลจากผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนมิตินี้ชัดเจน ภาพรวมต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวันสะสม ณ 26 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 2.62 ล้านคน ลดลงเฉลี่ย 10% เทียบปีก่อน แต่ ททท. ชี้ว่าปัจจัยหลักมาจากตลาดบางภูมิภาคหดตัวจากเหตุปัจจัยอื่น ขณะที่ “นิปาห์” ยังไม่ใช่ตัวแปรลบหลักในเชิงตัวเลข และตลาดอินเดียช่วง 1–25 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้น 20%

สถิติ/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง

  • WHO ระบุว่าโรคนิปาห์มีอัตราป่วยตายสูงมากในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ และ ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ
  • WHO ชี้ว่า PM2.5 สามารถเข้าสู่กระแสเลือด และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด
  • เอกสารหน่วยงานด้านมลพิษของไทยอธิบายผลกระทบสุขภาพจาก PM2.5 และแนวทางลดการสัมผัส/ลดแหล่งกำเนิดในระดับบุคคลและชุมชน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Disease Outbreak News: Nipah virus infection – India (ข้อมูลอัตราป่วยตายและสถานะวัคซีน/ยาจำเพาะ)
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Air quality guidelines / health impacts of particulate matter (PM2.5)
  • หน่วยงานด้านมลพิษของประเทศไทย (เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่อง PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ)
  • ข้อมูลคำให้สัมภาษณ์: พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME