Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

หมอพระมงกุฎฯ วิเคราะห์ไวรัสนิปาห์รุนแรงแต่คุมได้ พร้อมเตือนชาวเชียงรายเฝ้าระวัง PM2.5 กระทบหัวใจและหลอดเลือด

เชียงรายจับตานิปาห์ หมอพระมงกุฎฯ ชี้ “รุนแรงแต่ไม่ใช่โรคใหม่” ย้ำวิธีป้องกันจากสัตว์สู่คน พร้อมเตือนภัยใกล้ตัว “PM2.5” กระทบสุขภาพหนักกว่าที่คิด

เชียงราย, 27 มกราคม 2569 — ในช่วงที่กระแสข่าวการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสนิปาห์” ในต่างประเทศกลับมาถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ความกังวลของประชาชนจำนวนไม่น้อยมักพุ่งไปที่คำถามเดียวกันว่า “โรคนี้จะเข้ามาไทยไหม” และ “ถ้าเข้ามาแล้วจะรุนแรงแค่ไหน”

ท่ามกลางเสียงเตือนและข้อมูลที่ไหลเร็ว พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เพื่อช่วย “จัดระเบียบความเสี่ยง” ให้สังคมแยกแยะระหว่างสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง กับสิ่งที่ไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ พร้อมกันนั้นยังชี้ว่า เมืองที่กำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 สูงอย่างต่อเนื่องต่างหาก คือโจทย์สุขภาพที่กระทบคนจำนวนมากในชีวิตประจำวัน

นิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็น “โรคอันตรายร้ายแรง” ที่ต้องรู้เท่าทัน

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์อธิบายว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคเกิดใหม่ และเคยมีการระบาดมาแล้วในบางประเทศ โดยธรรมชาติของโรคนี้มี “ค้างคาว” เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ การติดเชื้อในคนจึงมักเริ่มต้นจาก “จุดเชื่อม” ระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง หรือการบริโภคผลไม้/พืชผักที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ

ในเชิงระบาดวิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเคยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบริบทการสัมผัสใกล้ชิดและการดูแลผู้ป่วย และยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ สำหรับนิปาห์ในปัจจุบัน

“ประเด็นที่สังคมควรรู้” ตามคำอธิบายของแพทย์ คือ ช่องทางการติดต่อ ของนิปาห์ “ต่างจาก” โรคทางเดินหายใจที่แพร่กระจายง่ายอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เพราะนิปาห์โดยทั่วไปต้องอาศัยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เลือด หรือการสัมผัสใกล้ชิดในบริบทการดูแลผู้ป่วย จึงมักพบการติดเชื้อคนสู่คนในวงจำกัดมากกว่า “การระบาดวงกว้างแบบรวดเร็ว”

อย่ากลัวจนมองไม่เห็น “ความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า”

นิปาห์เป็นโรคที่โลกยอมรับว่า “หนัก” เพราะอัตราป่วยตายสูงและยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยได้วางมาตรการคุมด่านหน้าแบบเป็นระบบ 3 ระยะ เริ่มใช้ตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569 และเปิดช่องทางข้อมูล 1422 เพื่อลดช่องโหว่และลดความตื่นตระหนก

แต่สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ “PM2.5” คือโจทย์สุขภาพที่กระทบจริงในวงกว้างและต่อเนื่อง WHO ประเมินผลกระทบระดับโลกชัดเจนว่าฝุ่นละเอียดสัมพันธ์กับการตายก่อนวัยอันควรและโรคสำคัญหลายกลุ่ม

ดังนั้น “เมืองที่ปลอดภัย” ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีข่าวโรค แต่คือเมืองที่ สื่อสารความเสี่ยงได้ถูกต้อง และทำให้คนในชุมชน ลงมือทำได้จริงทันที โดยไม่เพิ่มความตื่นตระหนกเกินเหตุ

ทำไมโรคนี้ถึงถูกจัดเป็นภัยร้ายแรง แม้จะไม่ระบาดง่ายแบบโรคทางเดินหายใจ

คำว่า “ไม่น่าระบาดกว้าง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อันตราย”   จุดที่ทำให้นิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูง

WHO ระบุว่าอัตราป่วยตาย (case fatality rate) ของนิปาห์ในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ เคยอยู่ในช่วงสูงมาก และยังเป็นโรคที่ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ ขณะที่ข้อมูลจากพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ย้ำว่า ในทางคลินิก ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการหนักเร็ว จนเกิดปอดอักเสบรุนแรง หายใจลำบาก หรือเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ชัก ซึ่งทำให้การรักษาต้องรวดเร็วและมีระบบคัดกรองที่ดี

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “มาตรการด่านหน้า” จึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ระบบสาธารณสุขมีเวลาและเครื่องมือพอในการแยกผู้ป่วยต้องสงสัยออกจากผู้เดินทางทั่วไป

อาการเริ่มต้นคล้ายหวัด แต่ต้องจับตา “จุดเปลี่ยน” ที่พาไปสู่ภาวะรุนแรง

แพทย์อธิบายว่าอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยนิปาห์อาจเริ่มจาก ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำมูก ไอ จาม ซึ่งทำให้บางคนเผลอประเมินต่ำ แต่ “สัญญาณเตือน” ที่ต้องระวังคืออาการที่รุนแรงขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก สงสัยปอดอักเสบ หรือเริ่มมีอาการทางระบบประสาท (สับสน ชัก)

ในมุมข่าวสาธารณสุข สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้จักอาการ คือการรู้จัก “บริบทเสี่ยง”   ผู้ที่เพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์พาหะ/สัตว์ป่า รวมถึงสัมผัสสารคัดหลั่ง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อในสถานพยาบาลได้เหมาะสม

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง ตัด “ทางผ่าน” จากสัตว์สู่คน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์เน้นไปที่ “การลดโอกาสรับเชื้อจากสัตว์” ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการเข้าป่า/สัมผัสสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาว
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือผลไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้น
  • ปอกเปลือก/ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
  • ล้างมือบ่อย ๆ และยึดหลักสุขอนามัยอาหาร

หลักคิดสำคัญคือ “เราไม่จำเป็นต้องกลัวจนหยุดใช้ชีวิต แต่ต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” เพราะในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน พฤติกรรมเล็กๆ ในครัวเรือนและชุมชนมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

ด่านหน้า-ด่านใน เมื่อรัฐต้องทำงานพร้อมกับประชาชน

ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องโรคจากต่างประเทศ หน่วยงานด้านโรคติดต่อมักยกระดับการคัดกรองและเฝ้าระวังตามด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบผู้ป่วยต้องสงสัยตั้งแต่ต้นทาง/ปลายทาง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในชุมชน โดยแนวทางลักษณะนี้เป็นมาตรการมาตรฐานที่ไทยเคยใช้กับโรคอุบัติใหม่ในอดีตเช่นกัน

อย่างไรก็ดี “ด่านใน” ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความร่วมมือของประชาชนในการสังเกตอาการและแจ้งประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพราะในโรคที่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด การปกปิดประวัติเป็นความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยรายอื่นโดยตรง

จากนิปาห์สู่ PM2.5 แพทย์ชี้ “ภัยใกล้ตัว” ที่กระทบวงกว้างกว่า

หลังอธิบายเรื่องนิปาห์ พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์หันมาชี้ประเด็นที่กระทบสุขภาพคนเชียงรายและภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าในชีวิตประจำวัน นั่นคือ มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

สาระสำคัญคือ PM2.5 ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกาย “อักเสบ” ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือมันกระทบคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (รวมถึง PM2.5) สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมะเร็งปอด

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผลกระทบระยะสั้น ระคายเคือง หอบหืดกำเริบ หายใจลำบาก

แพทย์อธิบายผลกระทบระยะสั้นที่พบได้ทันทีเมื่อสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง เช่น

  • แสบตา ระคายเคือง ผื่นคัน
  • แน่นจมูก น้ำมูก หายใจไม่สะดวก
  • กระตุ้นอาการหอบหืด/ภูมิแพ้ในผู้มีโรคประจำตัว

ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า PM2.5 ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบระยะยาว จาก “การอักเสบ” ไปสู่หัวใจ สมอง และปอดเรื้อรัง

ประเด็นที่แพทย์เน้นย้ำคือ “ผลระยะยาว” ซึ่งมักถูกมองข้าม เพราะไม่ได้เกิดทันที แต่สะสมเป็นความเสี่ยงต่อโรคใหญ่ ได้แก่

  • การอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด
  • เพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ/โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง และความเสี่ยงมะเร็งปอด

ในระดับสากล WHO ก็ยืนยันภาพรวมว่า PM2.5 เชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายกลุ่ม และเป็นเหตุให้ “ภาระโรค” ของเมืองใหญ่และเมืองที่มีหมอกควันสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีป้องกันตัวเองในวันที่เลี่ยงฝุ่นไม่ได้ “ลดสัมผัส” ให้มากที่สุด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ต่อประชาชนคือ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  2. หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่เหมาะสม
  3. เฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ

ขณะที่ในระดับชุมชน แพทย์ย้ำการ “ลดแหล่งกำเนิด” เช่น ลดการเผาหญ้า เผาขยะ ลดการจอดรถติดเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถใช้น้ำมัน รวมถึงการพิจารณาใช้ขนส่งสาธารณะ/เดินในระยะใกล้เมื่อทำได้ เพื่อช่วยลดการเพิ่มฝุ่นในพื้นที่

แนวคิดสำคัญคือ “หน้ากากช่วยลดการรับสัมผัสรายบุคคล” แต่การแก้ที่ยั่งยืนต้องลดฝุ่นที่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระดับครัวเรือน ท้องถิ่น และการบังคับใช้มาตรการของรัฐ

รัฐคุมด่านหน้าแบบ “เข้มเฉพาะจุด” มาตรการ 3 ระยะ เริ่ม 26 ม.ค. 2569

กรมควบคุมโรค (กระทรวงสาธารณสุข) เปิดรายละเอียดมาตรการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อน/ระหว่างเดินทาง จนถึงเมื่อเดินทางถึงไทย และกรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ

1) ก่อนและระหว่างการเดินทาง “กรองตั้งแต่ต้นทาง”

มาตรการสำคัญ เช่น การให้บุคลากรสวมอุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำ การกำหนดให้ผู้โดยสารที่มีไข้สูงหรืออาการทางเดินหายใจต้องมีเอกสาร fit to fly และการดำเนินการเมื่อพบผู้โดยสารป่วยระหว่างเที่ยวบิน รวมถึงการแจกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) ให้ผู้โดยสารจากพื้นที่ระบาดกรอกให้เสร็จสิ้นก่อนถึงไทย

2) เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย “คัดกรอง-แยก-ส่งต่อ” ให้ชัด

ผู้โดยสารต้องยื่นแบบฟอร์ม ต.8 ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนผ่าน ตม. มีมาตรการสุขาภิบาลอากาศยาน และในกรณีพบผู้ป่วยสงสัยต้องฆ่าเชื้อก่อนทำการบินต่อ รวมถึงการกำหนด หลุมจอดเฉพาะ พร้อมจัดพื้นที่คัดกรอง ห้องแยกโรค เส้นทางส่งต่อ และการจัดการสัมภาระ

3) กรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ ลดความเสี่ยง “เคสรักษาในไทย”

มีข้อกำหนดให้ผู้ป่วยที่ส่งต่อจากประเทศที่มีรายงานนิปาห์และประสงค์เข้ามารักษาในไทย ต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR จากโรงพยาบาลต้นทางก่อนเข้าประเทศ และให้โรงพยาบาลปลายทางประสานด่านควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด

มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. และหากฝ่าฝืนอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมช่องทางสอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ความท้าทายของการสื่อสารความเสี่ยง ทำให้คน ‘ระวัง’ โดยไม่ ‘ตระหนก’

เมื่อข่าวโรคจากต่างประเทศมาแรง ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นคู่กันคือ “ข้อมูลล้น” และ “ความกลัวนำหน้าเหตุผล” แพทย์จึงเสนอกรอบคิดที่ใช้ได้จริงกับทั้งนิปาห์และ PM2.5 คือ

  • ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โรคนี้ติดต่ออย่างไร เสี่ยงกับใคร
  • ชี้พฤติกรรมเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ อาหาร ผลไม้ สัมผัสสัตว์ป่า การไม่ป้องกันฝุ่น
  • บอกสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อมีอาการ พบแพทย์ แจ้งประวัติ ลดสัมผัสฝุ่น
  • ย้ำว่า “ความร่วมมือ” สำคัญกว่าความตื่นตระหนก เพราะการตระหนกทำให้คนหลงเชื่อข่าวลวงง่าย ขณะที่ความร่วมมือทำให้ระบบคัดกรองและป้องกันโรคทำงานได้จริง

ในเชิงสังคม นี่คือบทเรียนว่า เมืองอย่างเชียงรายไม่เพียงต้อง “ตั้งการ์ด” กับโรคอุบัติใหม่ แต่ยังต้อง “ไม่ละสายตา” จากวิกฤตสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดซ้ำทุกฤดูกาล

นิปาห์คือบททดสอบระบบ PM2.5 คือบททดสอบวิถีชีวิตเมือง

สาระจากคำให้สัมภาษณ์ของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์สะท้อนภาพชัดว่า

  • นิปาห์ เป็นโรครุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง และยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ จึงต้องมีระบบเฝ้าระวังและคัดกรองที่ดี
  • แต่ในอีกด้าน PM2.5 คือภัยที่ “แตะปอดและหัวใจของคนจำนวนมาก” ในเวลาเดียวกัน และสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิดอย่างมีหลักฐานชัด

ท้ายที่สุด ข่าวสุขภาพที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข่าวที่ทำให้คนกลัวที่สุด แต่คือข่าวที่ทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น” รู้ว่าต้องระวังอะไร ทำอะไรได้ทันที และร่วมกันลดความเสี่ยงของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

เข้มแต่ไม่ปิดประเทศ” เส้นบาง ๆ ที่ต้องเดินเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

ภาวะปกติใหม่ของโลกยุคโรคอุบัติใหม่คือ ประเทศต้อง “ป้องกัน” ควบคู่ “เปิด” การเดินทางอย่างมีระบบ และนี่คือเหตุผลที่มาตรการด้านสาธารณสุขมักถูกออกแบบให้ เจาะจงกลุ่มเสี่ยง มากกว่ากวาดกว้างทั้งระบบ เพราะเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางของคนจำนวนมากผูกอยู่กับความเชื่อมั่น

ข้อมูลจากผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนมิตินี้ชัดเจน ภาพรวมต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวันสะสม ณ 26 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 2.62 ล้านคน ลดลงเฉลี่ย 10% เทียบปีก่อน แต่ ททท. ชี้ว่าปัจจัยหลักมาจากตลาดบางภูมิภาคหดตัวจากเหตุปัจจัยอื่น ขณะที่ “นิปาห์” ยังไม่ใช่ตัวแปรลบหลักในเชิงตัวเลข และตลาดอินเดียช่วง 1–25 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้น 20%

สถิติ/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง

  • WHO ระบุว่าโรคนิปาห์มีอัตราป่วยตายสูงมากในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ และ ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ
  • WHO ชี้ว่า PM2.5 สามารถเข้าสู่กระแสเลือด และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด
  • เอกสารหน่วยงานด้านมลพิษของไทยอธิบายผลกระทบสุขภาพจาก PM2.5 และแนวทางลดการสัมผัส/ลดแหล่งกำเนิดในระดับบุคคลและชุมชน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Disease Outbreak News: Nipah virus infection – India (ข้อมูลอัตราป่วยตายและสถานะวัคซีน/ยาจำเพาะ)
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Air quality guidelines / health impacts of particulate matter (PM2.5)
  • หน่วยงานด้านมลพิษของประเทศไทย (เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่อง PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ)
  • ข้อมูลคำให้สัมภาษณ์: พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชียงรายโตแรง! ยอดสะสมอันดับ 13 แต่ป้ายแดงพุ่งติด Top 10 ของประเทศไทย

เชียงรายเร่งเครื่อง BEV จาก “ยอดสะสมอันดับ 13” สู่ “ป้ายแดงอันดับ 9” คำถามใหม่ของเมืองเหนือคือชาร์จที่ไหน ซ่อมอย่างไร และใครได้ประโยชน์

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — ในปีที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค คำว่า “รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)” ไม่ได้อยู่แค่ในบทสนทนาของกรุงเทพฯ หรือเมืองอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออกอีกต่อไป หากแต่กำลังปรากฏเป็น “พฤติกรรมการซื้อจริง” ในจังหวัดปลายทางท่องเที่ยวและเมืองหน้าด่านอย่างเชียงราย ที่ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า รถ BEV สะสม 2,883 คัน ณ ธันวาคม 2568 และในปีเดียวกันมี จดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) 1,331 คัน พาเชียงรายขึ้นมาอยู่ อันดับ 13 ของประเทศในยอดสะสม และโดดขึ้นถึง อันดับ 9 ของประเทศในยอดป้ายแดงปี 2568 (อันดับ 3 ของภาคเหนือ) ตามข้อมูลสถิติรถจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกที่ผู้ใช้รวบรวมและอ้างอิงจากระบบสถิติทางการ

ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่ “มหาศาล” เมื่อเทียบกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่สำหรับเชียงราย มันคือสัญญาณว่าตลาดกำลัง “เปลี่ยนเฟส” จากการทดลองใช้ของกลุ่มแรกเริ่ม ไปสู่การยอมรับในวงกว้างขึ้น พร้อมคำถามสำคัญที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบให้ชัด การเติบโตนี้กำลังพาเชียงรายไปสู่เมืองเดินทางสะอาดและต้นทุนต่ำลงจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นภาระใหม่ด้านไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเทคโนโลยี

ตัวเลขที่ทำให้เชียงราย “น่าจับตา” ไม่ใช่แค่ยอดสะสม แต่คือแรงซื้อใหม่

หากมองเพียงยอดสะสม 2,883 คัน เชียงรายอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “กำลังมา” แต่สิ่งที่ทำให้ภาพชัดขึ้นคือยอดป้ายแดง 1,331 คันในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่า “รถใหม่” มีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบฐานสะสมเดิม นัยหนึ่งคือ ความต้องการไม่ได้เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีแรงเร่งในช่วงปีล่าสุด

ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ นี่เป็นภาพที่สอดคล้องกับจังหวัดที่มีบทบาท 3 ชั้นซ้อนกัน คือ (1) เมืองท่องเที่ยวที่การเดินทางภายในเมืองและระหว่างอำเภอเกิดขึ้นตลอดปี (2) เมืองบริการที่มีพนักงานเอกชนจำนวนหนึ่งอยู่ในระบบค่าจ้างประจำ และ (3) เมืองหน้าด่านที่เชื่อมโยงกิจกรรมโลจิสติกส์และการเดินทางข้ามพื้นที่ ซึ่งทำให้ “ต้นทุนเชื้อเพลิง” เป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตประจำวันของครัวเรือนและผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ดี ข่าวเชิงลึกไม่ได้หยุดแค่ “ยอดขาย” แต่ต้องไปต่อที่ “คุณภาพของการเปลี่ยนผ่าน” ว่าความนิยม BEV กำลังสร้างโอกาสให้คนเชียงรายกลุ่มใด และทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่

เชียงรายอยู่ตรงไหนในแผนที่ BEV ประเทศไทย ภาพใหญ่ที่ทำให้เห็นแรงเหวี่ยง

ข้อมูลภาพรวมประเทศปี 2568 ระบุว่าไทยมีรถ BEV สะสม 274,368 คัน และเติบโต +75% YoY โดย 5 จังหวัดยอดสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล 189,915 คัน, เชียงใหม่ 11,000 คัน, ชลบุรี 8,437 คัน, สงขลา 5,017 คัน, และ ขอนแก่น 4,895 คัน (ตัวเลขและอันดับตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมจากสถิติกรมการขนส่งฯ)

เมื่อวางเชียงรายไว้บนแผนที่นี้ จะเห็น 2 ภาพพร้อมกัน

  • ภาพที่หนึ่ง เชียงรายยังเป็น “ตลาดขนาดกลาง” เมื่อเทียบกับเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
  • ภาพที่สอง (สำคัญกว่า) เชียงรายเป็น “ตลาดที่กำลังเร่งตัว” เพราะอันดับป้ายแดงสูงกว่ายอดสะสม แปลว่าอัตราการเพิ่มกำลังเกิดขึ้นมากในปีเดียว

ในภาคเหนือ ภาพความเคลื่อนไหวยิ่งชัด เชียงใหม่เป็นหัวขบวนด้วยฐานเมืองใหญ่และเครือข่ายบริการ ขณะที่พิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลางคมนาคมของตอนล่างภาคเหนือ ส่วนเชียงรายกำลังสะท้อนบทบาท “เมืองปลายทางท่องเที่ยว + เมืองชายแดน” ที่มีความต้องการเดินทางระยะทางจริงสูง และอาจเริ่มเห็น BEV เป็นทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการวิ่งในระยะยาว

ทำไม “เชียงราย” จึงเกิดแรงซื้อ BEV มากขึ้น สมมติฐานที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลต่อไป

ในฐานะงานข่าวที่ต้องยืนบนความเป็นกลาง จำเป็นต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “สมมติฐาน” อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริง คือ ยอดสะสมและยอดจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นตามตัวเลขที่ปรากฏในสถิติทางการ และอันดับของเชียงรายขยับขึ้นมาสูงในเชิงป้ายแดงปี 2568

สมมติฐานที่เป็นไปได้ (ซึ่งต้องติดตามด้วยข้อมูลภาคสนามและข้อมูลหน่วยงานในระยะต่อไป) ได้แก่

  1. ตลาดรถ BEV มีรุ่นให้เลือกมากขึ้น ราคาจับต้องได้ขึ้น ทำให้จังหวัดรองเริ่มเข้าถึง
  2. ผู้ใช้ในเชียงรายที่มีรูปแบบเดินทางประจำ (วิ่งในเมือง/วิ่งระหว่างอำเภอ) เริ่มคำนวณ “ต้นทุนต่อกิโลเมตร” แบบจริงจัง
  3. โครงข่ายจุดชาร์จและบริการหลังการขายเริ่มมีมากขึ้นจนความกังวลลดลง

อย่างไรก็ดี สมมติฐานทั้งหมดนี้ยังต้องการ “หลักฐานสนับสนุน” เช่น จำนวนสถานีชาร์จในจังหวัด สัดส่วนการติดตั้งชาร์จที่บ้าน/ที่ทำงาน และโครงสร้างความพร้อมของศูนย์บริการ ซึ่งเป็นช่องว่างข้อมูลสำคัญที่สังคมเชียงรายควรผลักดันให้มีการเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อคนเชียงราย “ค่าเดินทาง” อาจลด แต่ต้องไม่สร้างภาระใหม่

การพูดถึง BEV มักใช้ถ้อยคำใหญ่ เช่น ลดคาร์บอน ลดมลพิษ แต่สำหรับประชาชน สิ่งที่จับต้องได้คือ “ค่าใช้จ่ายรายเดือน” และ “ความแน่นอนของการเดินทาง”

สำหรับครัวเรือนที่มีการเดินทางประจำในเมืองเชียงราย รับส่งบุตรไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปโรงพยาบาล หรือไปทำธุระราชการ BEV มักถูกมองเป็นการแปลงค่าใช้จ่ายจากน้ำมันไปเป็นค่าไฟ และค่าเสื่อมระยะยาวของรถ ซึ่งหากระบบชาร์จสะดวกและราคาค่าไฟไม่ผันผวนรุนแรง การวางแผนการเงินครัวเรือนอาจทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว รถรับส่งขนาดเล็ก หรือกิจการบริการที่ต้องวิ่งงานในตัวเมือง ความเปลี่ยนแปลงอาจสะท้อนเป็น “ความสามารถแข่งขัน” ผ่านต้นทุนต่อเที่ยวที่ต่ำลง แต่ก็มีเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องชาร์จได้จริงในเวลาจริง และต้องซ่อมได้จริงเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง

นี่คือหัวใจข่าวชุมชน เทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ได้ ต้องไม่ทำให้คนใช้ “เสี่ยง” กับการเดินทางและเวลาทำมาหากิน

ความท้าทายเฉพาะของเชียงราย เมืองกว้าง ระยะทางจริงสูง และต้องการความพร้อมมากกว่าคำว่า “เทรนด์”

เชียงรายมีภูมิประเทศและรูปแบบการเดินทางที่ต่างจากเมืองชั้นในหลายจังหวัด การเดินทางระหว่างอำเภอ จากตัวเมืองไปแม่สาย เชียงของ แม่จัน หรือขึ้นพื้นที่สูง ทำให้ผู้ใช้ BEV ต้องคิดมากกว่า “ขับในเมืองได้ไหม” แต่ต้องคิดว่า “ขับแล้วกลับได้ไหม และชาร์จที่ไหน”

ความท้าทายหลักจึงอยู่ที่ 4 ประเด็น

  1. โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จแบบกระจายตัว
    หากจุดชาร์จหนาแน่นเฉพาะตัวเมือง แต่บางอำเภอยังมีช่องว่าง การตัดสินใจซื้ออาจกระจุกตัวในคนกลุ่มที่มีบ้านติดตั้งชาร์จได้ หรือมีเส้นทางวิ่งไม่ไกล ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด “ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึง” ในระดับจังหวัดเดียวกัน
  2. คุณภาพงานบริการและช่างเทคนิค
    เมื่อยอดป้ายแดงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องโตตามคือช่างซ่อม อะไหล่ และมาตรฐานความปลอดภัย หากความพร้อมตามไม่ทัน ผู้ใช้จะเผชิญต้นทุนแฝง เช่น ระยะเวลารอซ่อมนาน ต้องส่งรถไปจังหวัดใหญ่ หรือค่าเสียโอกาสจากการหยุดงานของรถ
  3. ความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยง
    รถไฟฟ้ามีมาตรฐานความปลอดภัยเฉพาะทาง ตั้งแต่แบตเตอรี่แรงดันสูง การกู้ภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไปจนถึงแนวทางดับเพลิงที่แตกต่างจากรถสันดาป ประเด็นนี้เป็น “โครงสร้างสาธารณะ” ที่ต้องวางแผนร่วมกันระหว่างท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานรัฐ
  4. แบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ ใครรับผิดชอบ และระบบรีไซเคิลไปถึงไหน
    การเพิ่มยอดใช้งานวันนี้ คือโจทย์สิ่งแวดล้อมในอีกหลายปีข้างหน้า หากไม่มีระบบรับคืน/รีไซเคิลที่ชัดเจน ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาระใหม่ด้านของเสียอันตรายในอนาคต

นโยบาย EV เดินหน้า แต่สังคมต้องคุม “ธรรมาภิบาลของแรงส่ง”

ในระดับประเทศ รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริม EV ต่อเนื่อง ทั้งเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการลงทุน โดยมีการปรับมาตรการ EV3 และ EV3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น การขยายกรอบเวลาให้การจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศภายใต้มาตรการ สามารถทำได้ถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อรองรับรถที่จำหน่ายปลายปีให้จดทะเบียนทัน

รายงานข่าวภาครัฐยังสะท้อนว่า ยอดจดทะเบียน BEV ช่วง 9 เดือนหนึ่งเติบโตในระดับสูง และการลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV มีมูลค่าสูง ซึ่งสะท้อนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานผลิตภูมิภาค ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานมุมมองเชิงนโยบายว่า ไทยพยายามประคองแรงจูงใจและปรับเงื่อนไขเพื่อรักษาการลงทุนและความต่อเนื่องของตลาด EV

อย่างไรก็ดี ในมาตรฐานงานข่าวเชิงลึก “นโยบายส่งเสริม” ต้องเดินคู่กับ “ธรรมาภิบาลและความคุ้มค่า” เพราะเงินสนับสนุน/แรงจูงใจทางภาษีในระยะยาวย่อมมีต้นทุนทางการคลัง และอาจเกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมระหว่างคนที่เข้าถึงรถใหม่ราคาแพง กับคนที่ยังต้องพึ่งรถมือสองหรือรถสาธารณะ

เชียงรายควรเดินเกมอย่างไร 3 ทางเลือกเชิงนโยบายที่จับต้องได้

หากยอมรับข้อเท็จจริงว่าเชียงรายกำลังเร่งตัว คำถามจึงไม่ใช่ “จะเอา EV ไหม” แต่เป็น “จะจัดการการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมและปลอดภัยอย่างไร”

ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับจังหวัด/ท้องถิ่นที่ทำได้ทันที ได้แก่

  1. ทำแผนที่โครงสร้างพื้นฐานชาร์จแบบเปิดข้อมูล (Open Data) รายอำเภอ
    ไม่ใช่แค่บอกว่ามีจุดชาร์จ “ที่ไหนสักแห่ง” แต่ต้องตอบได้ว่า จุดชาร์จครอบคลุมเส้นทางหลักและอำเภอรอบนอกเพียงใด มีหัวชาร์จกี่ประเภท และช่วงเวลาใช้งานหนาแน่นตอนไหน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจซื้อบนข้อมูลจริง
  2. ยกระดับทักษะช่างและศูนย์บริการในพื้นที่
    จับมือสถาบันการศึกษา/อาชีวะ/ภาคเอกชน จัดหลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้าและระบบแรงดันสูง เพื่อให้การเติบโตของยอดรถ “ไม่ทิ้งช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและบริการ”
  3. เริ่มต้นด้วย “ฟลีทรถสาธารณะ/ท่องเที่ยว” ที่วัดผลได้
    แทนที่จะกระจายแบบไร้ทิศทาง เชียงรายสามารถผลักดันโครงการนำร่องที่วัดผลชัด เช่น รถรับส่งในเมือง รถบริการท่องเที่ยวในโซนหนาแน่น พร้อม KPI เรื่องต้นทุนต่อเที่ยว การลดมลพิษ และความพึงพอใจผู้โดยสาร เพื่อพิสูจน์ผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อรถส่วนบุคคล

เชียงรายไม่ได้แค่ “ตามเทรนด์” แต่กำลังถูกทดสอบความพร้อมของเมือง

ตัวเลข สะสม 2,883 คัน และ ป้ายแดง 1,331 คันในปีเดียว ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่าจับตาของการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะยอดรวมใหญ่ที่สุด แต่เพราะ “แรงซื้อใหม่” กำลังพุ่ง และสะท้อนการขยับของพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองเหนืออย่างชัดเจน

แต่การเติบโตจะเป็น “ข่าวดีของชุมชน” ได้จริง ก็ต่อเมื่อเมืองตอบคำถามปลายทางให้ได้ว่า ประชาชนชาร์จได้สะดวกเพียงพอหรือไม่ ระบบบริการตามทันหรือไม่ ความปลอดภัยพร้อมหรือไม่ และการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้คนเชียงรายส่วนใหญ่ “ได้ประโยชน์” ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มที่เข้าถึงรถใหม่ราคาแพง

ในปี 2569 “รถไฟฟ้า” จึงไม่ใช่เพียงพาหนะ หากเป็นบททดสอบความสามารถของเชียงรายในการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ให้ทันเทคโนโลยี ทันเศรษฐกิจ และทันความเป็นธรรมของสังคมไปพร้อมกัน

สถิติสำคัญ 

  • เชียงราย รถ BEV สะสม ณ ธ.ค. 2568 = 2,883 คัน; จดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) ปี 2568 = 1,331 คัน (อันดับสะสม 13 ของประเทศ; อันดับป้ายแดง 9 ของประเทศ; อันดับ 3 ภาคเหนือ)
  • ประเทศไทย รถ BEV สะสมปี 2568 = 274,368 คัน, เติบโต +75% YoY
  • ชุดข้อมูล/ทรัพยากรสถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ทางการ) เผยแพร่ผ่าน DLT Data Catalog และมีไฟล์รายปี/รายเดือนให้ดาวน์โหลด
  • นโยบายระดับประเทศ มีการปรับมาตรการ EV3–EV3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกรอบเวลาจดทะเบียน และสะท้อนทิศทางการผลักดันฐานผลิต EV ของไทย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการขนส่งทางบก (DLT) – DLT Data Catalog ชุดข้อมูล “สถิติจำนวนรถจดทะเบียนใหม่” (ไฟล์รายปี/รายเดือน)
  • เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) ข่าวการปรับมาตรการ EV3–EV3.5 และข้อมูลประกอบเชิงนโยบาย
  • Reuters รายงานมุมมองเชิงนโยบาย/เศรษฐกิจเกี่ยวกับการเดินหน้ามาตรการและอุตสาหกรรม EV ของไทย
  • Omoda&Jaecoo Rich Chaing Rai

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนูในแม่น้ำโขง-สาย พร้อมเปิดตัวแอป “ปลาปลอดภัย” สร้างเชื่อมั่น

ผู้ว่าฯ เชียงรายชี้คุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำ “ดีขึ้นต่อเนื่อง” ย้ำประปามาตรฐาน–ปลา–ผักยังปลอดภัย พร้อมยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนู–เตรียมระบบตรวจ Real-time

เชียงราย, 20 มกราคม 2569 — สายน้ำในเชียงรายไม่ใช่เพียงภาพทิวทัศน์ที่ไหลผ่านเมืองเหนือ หากแต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตจริง” ตั้งแต่น้ำประปาที่เปิดใช้ทุกเช้า อาหารที่ขึ้นจากตลาดริมน้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจชายแดนที่พึ่งพาการสัญจรและการค้าตามแนวลุ่มน้ำโขง แต่เมื่อใดที่เกิดคำถามเรื่อง “สารปนเปื้อน” แม้เพียงข่าวลือ ผลสะเทือนมักไปไกลกว่าความกังวลส่วนบุคคล เพราะมันกระทบทั้งความมั่นใจของผู้บริโภค รายได้ของชุมชนประมง–เกษตรกร และภาพลักษณ์ความปลอดภัยของจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน

ในบริบทเช่นนี้ การประชุม คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการ “รายงานตัวเลข” หากเป็นการประกาศทิศทางร่วมของรัฐต่อสาธารณะว่า จังหวัดจะสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างไร จะสร้างความมั่นใจแบบมีหลักฐานอย่างไร และจะเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในจุดไหนบ้าง

ภาพรวมที่ผู้ว่าฯ ยืนยัน น้ำใสขึ้น คุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง ประปาผ่านมาตรฐานทุกแห่ง

ตามสรุปสาระการประชุมที่จังหวัดรายงานล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า คุณภาพน้ำใน 4 ลุ่มน้ำหลักมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในภาพรวม พร้อม “ย้ำความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค” โดยยืนยันว่า ระบบน้ำประปาส่วนภูมิภาคในเชียงรายผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกแห่ง ประชาชนสามารถใช้ดื่มและใช้สอยได้ตามปกติ (สาระดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการบริหารคุณภาพน้ำประปาที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะโดยยึดการตรวจตามมาตรฐานและการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง)

ในเชิงนโยบาย “ประปาผ่านมาตรฐาน” เป็นคำที่สั้น แต่เบื้องหลังคือระบบตรวจวัดคุณภาพตามเกณฑ์สุขาภิบาลและมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม ซึ่งหนึ่งในสารที่สังคมให้ความสนใจสูงคือ สารหนู (arsenic)” โดยองค์การอนามัยโลกให้ค่ามาตรฐานเชิงแนวทาง (guideline value) ในน้ำดื่มที่ 0.01 มก./ลิตร และประเทศไทยมีแนวทางมาตรฐานน้ำบริโภคที่สอดคล้องกับหลักการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพในทิศทางเดียวกัน

การย้ำประเด็นนี้จึงหมายถึง “สัญญาณเชิงระบบ” ว่าจังหวัดเลือกตอบความกังวลของประชาชนด้วยกลไกมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยคำปลอบใจ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารของภาครัฐในเรื่องคุณภาพน้ำจำเป็นต้องพ่วงคำว่า “ตรวจแล้ว” และ “อยู่ในเกณฑ์” อยู่เสมอ

มิติอาหาร สุ่มตรวจปลาและพืชผัก “ไม่พบเกินมาตรฐาน” และเริ่มใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกตั้งคำถามทันทีเมื่อมีประเด็นสารปนเปื้อนในน้ำ คือ “อาหารจากแหล่งน้ำ” โดยเฉพาะ ปลา และ ผักริมลำน้ำ ซึ่งจังหวัดรายงานว่า การสุ่มตรวจปลาและพืชผักจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และเสริมด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสื่อสารความปลอดภัยไปถึงผู้บริโภค ผ่านแอปพลิเคชัน ปลาปลอดภัย” ที่ถูกอธิบายในเชิงแนวคิดว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของปลา “ตั้งแต่ต้นทางถึงจานอาหาร” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากข่าวลือ

หากมองด้วยสายตาสื่อเชิงลึก “แอปปลาปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่สะท้อนการขยับของรัฐจาก “การสื่อสารแบบประกาศ” ไปสู่ “การสื่อสารแบบให้ตรวจสอบได้” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการบริหารความเสี่ยงสาธารณะในหลายประเทศ ยิ่งสังคมกังวลมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องทำให้ข้อมูลตรวจสอบได้มากเท่านั้น

ตัวเลขสุขภาพที่เป็นหัวใจความเชื่อมั่น กลุ่มเสี่ยง 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน

ในข่าวด้านสิ่งแวดล้อม “ตัวเลขน้ำ” มักไม่ทรงพลังเท่า “ตัวเลขคน” เพราะสิ่งที่ประชาชนถามจริง ๆ คือ “กระทบสุขภาพไหม” จังหวัดรายงานผลที่ถือเป็น “ข่าวดีเชิงสาธารณสุข” ว่า จากการตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย ปัจจุบัน เหลือเพียง 1 ราย ที่ตรวจพบ ค่าสารหนูเกินมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การสื่อสารตัวเลขนี้มีความสำคัญสองชั้น

  • ชั้นแรกคือ “ลดความตื่นตระหนก” เพราะทำให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดกับคนจำนวนมากอย่างที่สังคมอาจกังวล
  • ชั้นที่สองคือ “สะท้อนงานติดตามต่อเนื่อง” เพราะการจะเหลือ 1 รายได้ ต้องมีกระบวนการติดตาม ตรวจซ้ำ ให้คำแนะนำ และเฝ้าระวังรายกรณีอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี ในเชิงจริยธรรมสื่อมวลชน การนำเสนอควรระมัดระวังไม่ทำให้สังคมตีความเกินจริงว่า “ปัญหาจบแล้ว” เพราะประเด็นสารหนู/โลหะหนักในระบบนิเวศน้ำ โดยธรรมชาติสามารถแฝงอยู่ใน “ตะกอน” และสะสมในบางจุดได้ แม้น้ำผิวหน้าจะดูดีขึ้นก็ตาม

จุดที่จังหวัด “ยังไม่วางใจ” ตะกอนดินในบางช่วงของแม่น้ำสายและโขง ความเสี่ยงแบบสะสมที่ต้องใช้เวลา

สาระสำคัญหนึ่งที่จังหวัดสื่อสารอย่างชัดเจน คือแม้แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี “จุดเสี่ยง” ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ โดยเฉพาะ การสะสมของสารหนูและโลหะหนักในตะกอนดินบางจุดของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโจทย์ที่แก้ยากกว่า “น้ำขุ่น–น้ำใส” เพราะตะกอนคือการสะสมระยะยาว

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักฐานจากการติดตามเชิงวิชาการของภาครัฐที่ชี้ว่าการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องดูทั้ง “น้ำ” และ “ตะกอน” โดยรายงานการติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงช่วงก่อนหน้า เคยแสดงข้อมูลเชิงตัวเลขของ สารหนูในตะกอน ในบางจุดและบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงยังยึดมาตรการ “ติดตามตะกอน” เป็นหัวใจของการเฝ้าระวัง

ในทางสื่อสารสาธารณะ ภาพที่ควรถอดรหัสให้ประชาชนเข้าใจง่ายคือ

  • “น้ำดีขึ้น” อาจหมายถึงค่าพารามิเตอร์พื้นฐานของคุณภาพน้ำผิวดิน เช่น ความสกปรกทางอินทรีย์หรือความใส ฯลฯ
  • แต่ “ตะกอน” คืออีกมิติหนึ่งที่สะท้อนการสะสมของสารบางประเภท และต้องใช้การจัดการเชิงวิศวกรรม/เชิงระบบนานกว่า

และเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน การอธิบายกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน (การจัดประเภทแหล่งน้ำเพื่อการใช้ประโยชน์) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้เข้าใจว่า “เกณฑ์ดี” ของหน่วยงานรัฐหมายถึงอะไรและวัดด้วยอะไร

5 มาตรการเชิงรุกที่จังหวัด “กางแผน” เดินหน้าต่อ จากประปาหมู่บ้านถึง Real-time Monitoring

ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าจังหวัดกำหนดการดำเนินการต่อเนื่องในจุดเสี่ยงสำคัญ โดยสรุปมาตรการหลักที่สื่อสารต่อสาธารณะมีอย่างน้อย 5 แนวทาง

  1. เฝ้าระวังตะกอนดิน   ติดตามการสะสมโลหะหนักและสารหนูในตะกอน โดยเฉพาะบางจุดของแม่น้ำสายและโขง
  2. ยกระดับความปลอดภัย “ประปาหมู่บ้าน”   เร่งติดตั้ง/เสริมระบบกำจัดสารหนูเพิ่มเติม เพื่อให้มาตรฐานความปลอดภัยครอบคลุมพื้นที่นอกเขตระบบประปาขนาดใหญ่
  3. งานวิจัยเชิงลึก   ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ (เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อศึกษาที่มาและกลไกการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ
  4. เตรียมติดตั้งระบบตรวจวัดแบบ Real-time   เพื่อแจ้งเตือนประชาชนทันทีหากพบค่าความผิดปกติ
  5. การจัดการตะกอนและฟื้นฟูแหล่งน้ำ   แนวคิดเรื่องฝายดักตะกอน/การฟื้นฟู เป็นมาตรการที่สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองปัญหาแบบรายวัน แต่เป็นการจัดการเชิงโครงสร้างระยะกลาง–ยาว

เมื่อวางทั้งหมดไว้บนเส้นเรื่องเดียวกัน จะเห็นภาพว่า “ข่าวนี้” ไม่ใช่แค่ข่าวผู้ว่าฯ สรุปสถานการณ์ แต่คือการสื่อสารว่า จังหวัดกำลังเปลี่ยนจากการตอบคำถาม “ปลอดภัยไหม” ไปสู่การบริหารระบบ “ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ด้วยเครื่องมือทั้งวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และดิจิทัล

ทำไม “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสมรภูมิสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขคุณภาพน้ำ”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนเกาะอยู่กับความเชื่อมั่นของคนนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยว ผู้ซื้อสินค้าเกษตร ผู้ค้าชายแดน และผู้บริโภคปลาน้ำจืด เมื่อเกิดประเด็นคุณภาพน้ำ สิ่งที่เสียหายได้ทันทีคือ “ราคาสินค้า” และ “ความไว้วางใจ” แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะคลี่คลาย

ดังนั้น การที่จังหวัดหยิบทั้ง 3 มิติขึ้นมาพร้อมกันในเวทีเดียว น้ำประปา / อาหาร / สุขภาพคน จึงเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด เพราะมันตอบคำถามประชาชนแบบครบวงจร ไม่ปล่อยให้สังคมไปเติมคำตอบเองด้วยความกลัวหรือข่าวลือ

ในมุมของการบริหารความเสี่ยงสาธารณะ “ความจริง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “หลักฐาน” และ “ช่องทางตรวจสอบ” ด้วย ซึ่งการอ้างอิงมาตรฐาน (เช่น ค่าสารหนูในน้ำดื่ม) และการผลักเครื่องมืออย่าง “ปลาปลอดภัย” จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างห้องแล็บกับโต๊ะอาหาร ระหว่างรัฐกับประชาชน

เสียงสะท้อนที่ควรได้ยิน ดีขึ้นแล้ว แต่ต้องสื่อสารแบบไม่ประมาท

เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จำเป็นต้องสะท้อนทั้งสองด้านอย่างสมดุล

ด้านบวก (ความคืบหน้า)

  • จังหวัดยืนยันแนวโน้มคุณภาพน้ำดีขึ้น
  • ระบบน้ำประปาใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
  • สุ่มตรวจปลาและพืชผักไม่พบเกินมาตรฐาน
  • ตัวเลขสุขภาพกลุ่มเสี่ยงดีขึ้นมาก (322 เหลือ 1 รายเกินมาตรฐาน)

ด้านที่ต้องเฝ้าระวัง (ความเสี่ยงคงค้าง)

  • ตะกอนดินในบางจุดยังเป็นความเสี่ยงสะสม
  • ประปาหมู่บ้านต้องเสริมระบบกำจัดสารหนู
  • ต้องมีการวิจัยที่มาของสารปนเปื้อนและระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time เพื่อป้องกันการกลับมาของปัญหา

ประเด็นสำคัญคือ การสื่อสารแบบ “ดีขึ้น” ไม่ควรทำให้สังคม “หยุดสนใจ” เพราะการปกป้องทรัพยากรน้ำต้องอาศัยการเฝ้าระวังระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่ลุ่มน้ำเชื่อมโยงหลายพื้นที่และหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ความมั่นคงของมนุษย์” ผ่านเลนส์สิ่งแวดล้อม น้ำสะอาดคือสวัสดิการพื้นฐานที่จับต้องได้

ในทางนโยบายสาธารณะ น้ำสะอาดไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ หากประชาชนต้องซื้อเครื่องกรองน้ำเพราะไม่มั่นใจ หรือชาวประมงขายปลาไม่ได้เพราะผู้บริโภคหวาดกลัว ทั้งหมดคือ “ต้นทุนเงียบ” ที่สังคมจ่ายแทนรัฐ

ดังนั้น ข่าวการประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายในเชิง “การยืนยันความรับผิดชอบของรัฐ” ว่า

  • รัฐรับรู้ความกังวล
  • รัฐมีข้อมูลและมาตรฐานรองรับ
  • รัฐมีแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • และรัฐกำลังสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ การสื่อสารเชิงหลักฐานคือหัวใจของการคลี่คลาย “ปมความกลัว” ที่อาจทำให้จังหวัดทั้งจังหวัดต้องแบกผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

แนวโน้มดีขึ้นคือข่าวดี แต่ “การเฝ้าระวังต่อเนื่อง” คือเงื่อนไขของความยั่งยืน

การประชุมติดตามคุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำหลักของเชียงรายในครั้งนี้ สะท้อนสารหลัก 2 ประโยคที่ต้องไปด้วยกันเสมอ

  1. แนวโน้มดีขึ้นและประชาชนสามารถใช้น้ำประปาได้ตามปกติ
  2. ยังต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงด้านตะกอนและยกระดับระบบตรวจวัด–แจ้งเตือน

หากจังหวัดเดินหน้าได้ตามแผน ตั้งแต่เสริมระบบกำจัดสารหนูในประปาหมู่บ้าน งานวิจัยหาที่มา ไปจนถึงระบบตรวจ Real-time เชียงรายจะไม่ได้แค่ “ผ่านวิกฤตความกังวล” แต่จะยกระดับไปสู่ “จังหวัดต้นแบบการจัดการความเสี่ยงคุณภาพน้ำ” ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สายน้ำที่ไหลผ่านบ้านและตลาด ไม่ได้พาเอาความเสี่ยงที่มองไม่เห็นมาด้วย

 

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ในข่าว (จากข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม + แหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้)

  • ผลตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมจากสรุปการประชุมจังหวัด)
  • แนวคิด “สารหนูในตะกอน” เป็นความเสี่ยงสะสม มีรายงานติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงที่แสดงค่าการตรวจสารหนูในตะกอนในบางช่วงเวลา
  • มาตรฐาน/แนวทางค่าสารหนูในน้ำดื่มระดับสากลที่มักใช้อ้างอิง: WHO guideline value 0.01 มก./ลิตร
  • แนวทางมาตรฐานน้ำดื่ม/น้ำบริโภคของไทยในเชิงสาธารณสุข (เอกสารหน่วยงานรัฐไทย)
  • กรอบการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของไทย (เอกสารกฎระเบียบ/มาตรฐานภาครัฐ)
  • การสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพน้ำประปาและการตรวจมาตรฐานโดยหน่วยงานรัฐ/สื่อกระแสหลัก
  • แอป “ปลาปลอดภัย” ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น/ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของปลา (สื่อสารโดยหน่วยงาน/เครือข่ายวิจัยรัฐ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายความร่วมมือวิจัย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ เปิดพระราชานุสาวรีย์ ณ รพ.ศูนย์ มฟล. หมุดหมายใหม่สาธารณสุขลุ่มน้ำโขง

รพ.ศูนย์การแพทย์ มฟล. กับหมุดหมาย “Mekong Regional Medical Hub” ทำไม “โรงพยาบาล” ถึงเปลี่ยนอนาคตเมืองได้

เชียงราย,15 มกราคม 2569 – ลองคิดภาพแบบง่ายๆ เมืองหนึ่งจะโตได้จริง ไม่ใช่แค่มีถนนดีหรือห้างใหม่ แต่ต้องมี “ระบบที่ทำให้คนอยู่ได้อย่างมั่นใจ” และสุขภาพคือระบบใหญ่ที่สุดของชีวิตเรา ถ้าคุณป่วยหนักแล้วต้องนั่งรถหลายชั่วโมงเพื่อไปรักษา เมืองนั้นก็เหมือนบ้านที่ยังไม่มีหลังคาแข็งแรง

เชียงรายกำลังเดินเข้าไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ผ่านบทบาทของ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (รพศ.มฟล.) ที่ถูกวางให้เป็นมากกว่าโรงพยาบาลรักษาโรค แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” และ “เครื่องยนต์ยุทธศาสตร์” ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุชัดว่าโรงพยาบาลนี้สร้างด้วยเงินลงทุน มากกว่า 4 พันล้านบาท จากงบรัฐและเงินบริจาคสาธารณะ พร้อมย้ำเป้าหมายการเป็น Regional Medical Hub ของลุ่มน้ำโขง เหตุการณ์วันที่ 15 มกราคม 2569 ไปจนถึงตัวเลข บุคลากร พันธกิจ 3Ps และคำถามสำคัญที่สังคมควรถามต่อ เพื่อให้การพัฒนานี้ “ไปถึงคนจริง” ไม่ใช่ไปถึงแค่ตัวเลขบนกระดาษ

ภาพรวม ที่เชียงราย พิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ สัญลักษณ์ของรากฐานทางสาธารณสุขไทย

เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อน “จิตวิญญาณ” ของการสร้างระบบสุขภาพในพื้นที่ชายขอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิด พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นี่ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็น “หมุดความหมาย” ที่เชื่อมรากฐานสาธารณสุขไทยกับอนาคตของระบบสุขภาพชายแดน เพราะพื้นที่นี้คือประตูเชื่อมไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และโรคภัยก็ไม่เคยรู้จักเส้นพรมแดน

รายชื่อผู้ร่วมรับเสด็จและภาพสะท้อนความร่วมมือหลายภาคส่วน

ข้อมูลจากการรายงานพิธีระบุถึงการร่วมรับเสด็จของผู้แทนฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และฝ่ายมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาล อาทิ ผู้แทนกองทัพ ผู้แทนจังหวัด ผู้บริหารสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารมหาวิทยาลัย รวมถึงประชาชนจากพิธีการสู่ “ความหมาย” ของระบบสุขภาพ ถ้าคุณมองให้ลึก พิธีนี้ทำหน้าที่เหมือน “การประกาศเจตนารมณ์” ว่าพื้นที่เชียงรายไม่ได้เป็นชายขอบของบริการสุขภาพอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลาง” ของการดูแลคนในภูมิภาค

เงินลงทุน “กว่า 4,000 ล้านบาท” บอกอะไรเราได้บ้าง เงินลงทุนไม่ใช่แค่ตึก แต่คือความสามารถของระบบ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่าโรงพยาบาลนี้สร้างด้วยเงินลงทุน มากกว่า 4 พันล้านบาท จากงบประมาณภาครัฐและเงินบริจาคของประชาชน  ตัวเลขนี้แปลเป็นภาษาคนได้ว่าเมืองกำลังสร้าง “ความสามารถรองรับวิกฤต” และ “ขีดความสามารถรักษาโรคซับซ้อน” ในพื้นที่ที่เดิมทีคนจำนวนมากต้องเดินทางไกลไปยังศูนย์ใหญ่

ที่มาของงบ รัฐ + เงินบริจาคสาธารณะ

โมเดล “รัฐร่วมประชาชน” สะท้อนความคาดหวังสองชั้น:

  1. ภาครัฐหวังให้เกิดการกระจายศูนย์บริการตติยภูมิ
  2. ประชาชนหวังให้ระบบนี้ตอบคำสัญญาเรื่องความเท่าเทียม

เมื่อเงินมาจากทั้งสองทาง “ความชอบธรรม” ก็สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน “มาตรฐานความโปร่งใสและการวัดผล” ก็ต้องสูงขึ้นเช่นกัน เพราะนี่คือเงินที่ทุกคนมีส่วนร่วม

โรงพยาบาลของประชาชน” กับหลักคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง วลี “ไม่ปฏิเสธผู้ป่วยเพราะความยากจน” สำคัญอย่างไร

มหาวิทยาลัยระบุแนวคิดผู้ก่อตั้ง/ผู้บริหารว่า “no patient should ever be denied medical care due to poverty” ซึ่งถูกย้ำในบริบทของการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อคนเชียงรายและขยายไปยังลุ่มน้ำโขง

ประโยคเดียวนี้ทำหน้าที่เหมือน “เข็มทิศจริยธรรม” เพราะในโลกจริง คนจนไม่ได้ป่วยน้อยกว่าใคร แต่เขามักเข้าถึงระบบช้ากว่าเสมอ และโรคก็ยิ่งแพงขึ้นทุกครั้งที่ปล่อยให้ช้า ภูมิศาสตร์ชายแดน ทำไมเชียงรายต้องมีศูนย์ตติยภูมิ

เชียงรายเป็น “ประตูภูมิภาค” ใกล้ทั้งลาว เมียนมา และเส้นทางสู่จีนตอนใต้ การมีศูนย์การแพทย์ที่ตั้งใจเชื่อม “การรักษา + การศึกษา + ความร่วมมือระหว่างประเทศ” จึงเป็นมากกว่าเรื่องสุขภาพ แต่เกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งมหาวิทยาลัยสื่อสารแนวคิดนี้อย่างชัดเจน

อัตรากำลัง 1,575 อัตรา และโจทย์คนทำงานที่ใหญ่พอๆ กับตึก เป้าหมายรองรับผู้ป่วย “ไม่ต่ำกว่าปีละ 4.6 แสนคน”

มติ ครม. ที่มหาวิทยาลัยรายงาน ระบุการเห็นชอบแผนเพิ่มอัตรากำลัง 1,575 อัตรา พร้อมงบประมาณ 401.87 ล้านบาท และตั้งเป้ารองรับผู้ป่วย ไม่ต่ำกว่าปีละ 4.6 แสนคน

นี่คือ “ตัวเลขที่ต้องแปลเป็นคุณภาพชีวิต” เพราะถ้ารองรับคนได้มากขึ้น แต่คิวรอนานขึ้น คุณภาพตกลง หรือบุคลากรเหนื่อยล้า ระบบก็เสี่ยงกลายเป็นเครื่องยนต์ที่เร่งจนพัง ความท้าทายด้านบุคลากรในพื้นที่ห่างไกล การดึงแพทย์เฉพาะทาง พยาบาลวิชาชีพ และทีมสหสาขามาอยู่ชายแดน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน แต่เป็นเรื่อง “ระบบสนับสนุนชีวิตการทำงาน” ตั้งแต่ที่พัก โอกาสวิชาการ ไปจนถึงความมั่นคงในครอบครัว จุดนี้เป็นโจทย์ร่วมของทั้งมหาวิทยาลัยและระบบรัฐ

4 พันธกิจ มากกว่ารักษา คือเรียนรู้ วิจัย และบริการเพื่อสังคม Tertiary Care งานโรคซับซ้อนและการส่งต่อ

บทบาทโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ในเชิงโครงสร้าง คือการเพิ่มศักยภาพการรักษาระดับสูงในภูมิภาค และทำให้ระบบส่งต่อ “ใกล้ขึ้น” สำหรับคนที่เดิมทีต้องออกนอกจังหวัดหรือไปศูนย์ใหญ่ Integrated Medicine แพทย์ปัจจุบัน + ไทย + จีน มหาวิทยาลัยสื่อสารว่าให้บริการผสมผสานแพทย์สมัยใหม่กับแพทย์แผนไทยและแผนจีน รวมถึงคลินิกเฉพาะทางหลายด้าน ในภาษาง่ายๆ นี่คือการทำให้ “การรักษา” ไม่ใช่เส้นตรงแบบยา-ผ่า-กลับบ้าน แต่เป็นเส้นทางที่มีการฟื้นฟู ดูแลต่อเนื่อง และมองคนแบบองค์รวมมากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้จริง จะลดภาระโรคเรื้อรังในระยะยาว Social Innovation นวัตกรรมเพื่อคนชายขอบ งานด้าน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ในพื้นที่ชายแดนมักเจอโจทย์เดิมคนอยู่ไกล ถนนยาก ภาษาไม่เหมือนกัน และบางพื้นที่เข้าถึงบริการฉุกเฉินลำบาก การใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูล/พิกัดเพื่อยกระดับการเข้าถึง โดยเฉพาะการเชื่อมกับระบบฉุกเฉิน เป็นแนวคิดที่พบในงานสื่อสารของหน่วยงานในเครือมหาวิทยาลัย GMS Health เครือข่ายสุขภาพข้ามพรมแดน มหาวิทยาลัยระบุเป้าหมายขยายบริการและความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และย้ำบทบาทของเชียงรายในฐานะจุดยุทธศาสตร์

MFU Wellness Center และยุทธศาสตร์ 3Ps

มหาวิทยาลัยระบุชัดว่าให้บริการสุขภาพภายใต้กรอบ 3Ps: Promotion, Prevention, Prediction ผ่าน MFU Wellness Center และหน่วยบริการต่างๆ  Promotion สร้างทักษะสุขภาพให้คน “ยังไม่ป่วย” ลองถามตัวเอง ถ้าเรารอให้ป่วยก่อนค่อยรักษา เราก็เหมือนรอให้ไฟไหม้ก่อนค่อยหาถังดับเพลิง Promotion คือการสอนให้คนรู้จักดูแลตัวเองตั้งแต่ยังแข็งแรง กิน นอน ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพให้เป็นนิสัย Prevention คัดกรอง/ลดความเสี่ยงก่อนเจ็บหนัก Prevention คือการยอมรับความจริงว่า “โรคจำนวนมากป้องกันได้” โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถ้าศูนย์สุขภาพทำงานเชิงรุกได้จริง โรงพยาบาลใหญ่ก็จะไม่ถูกกลืนด้วยเคสที่หนักขึ้นเพราะมาช้า Prediction อ่านอนาคตสุขภาพด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี Prediction คือการใช้ข้อมูลสุขภาพและเทคโนโลยีช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง เพื่อให้การป้องกัน “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยสื่อสารแนวทางนี้ในบริบทของ 3Ps อย่างต่อเนื่อง

สิทธิการรักษาและความมั่นใจของประชาชน UCEP เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต “รักษาได้ทุกที่”

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายนโยบาย UCEP ว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้เข้ารับการรักษาได้โดยไม่ถูกปฏิเสธตามสิทธิ และมีช่องทางประสานงาน/สอบถาม ทำไม “ความเข้าใจสิทธิ” คือด่านแรกของความเท่าเทียม โรงพยาบาลศูนย์ระดับภูมิภาคจะสร้างความมั่นใจให้คนได้มาก ถ้าการสื่อสารสิทธิทำให้เข้าใจง่าย ไม่สับสน และมีระบบช่วยเหลือจริง เพราะคนจำนวนมากไม่ได้ขาดสิทธิ แต่ขาด “ความรู้และความมั่นใจ” ในการใช้สิทธิ

เศรษฐกิจเมืองสุขภาพ เมื่อคนไข้ กลายเป็น “การเดินทาง” Health Destination vs Medical Tourism ต่างกันตรงไหน

Medical Tourism มักเน้น “การรักษาเป็นหลัก” แต่ Health Destination คือการทำให้เมืองทั้งเมืองสนับสนุนสุขภาพ การเดินทางสะดวก อาหารปลอดภัย สิ่งแวดล้อมดี กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพมีจริง เมื่อมหาวิทยาลัยพูดถึงการเป็น Regional Medical Hub และการขยายบริการใน 5 ปี (2026–2030) เราควรมองไกลกว่าแค่จำนวนเตียง แต่มองถึงระบบนิเวศสุขภาพของเมือง เมืองที่ดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง จะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้อย่างไร

แพทย์ นักวิจัย บุคลากรสุขภาพ คือกลุ่มที่มีทักษะสูงและรายได้ค่อนข้างมั่นคง เมื่อเมืองดึงคนกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการใช้จ่ายต่อเนื่อง เกิดธุรกิจรองรับ และเพิ่มมาตรฐานบริการต่างๆ ของเมือง (ที่พัก อาหาร การเดินทาง การศึกษา)

แต่ต้องระวัง “ผลข้างเคียง” เช่น ค่าครองชีพสูงขึ้น หรือช่องว่างคนเมือง-คนดอยกว้างขึ้น ถ้านโยบายสาธารณะไม่ตามให้ทัน

แผนอนาคต 2569–2573 ภาพของ Smart Hospital ที่ต้องวัดผลได้ คลินิกเฉพาะทางใหม่และเครือข่ายไปน่าน/ลาว

มหาวิทยาลัยระบุแผนขยายบริการช่วงปี 2026–2030 เช่น คลินิกศัลยกรรมหลอดเลือด ศูนย์ฟื้นฟูระบบประสาท ศูนย์เบาหวาน และการตั้งศูนย์การศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลน่าน รวมถึงการขยายเครือข่ายไป สปป.ลาว.

สิ่งนี้แปลว่า “โรงพยาบาลไม่ได้คิดแค่ในรั้วตัวเอง” แต่คิดเป็นเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพยุคใหม่ เพราะคนไข้ไม่ได้อยู่ในระบบเดียวตลอดชีวิต เขาย้ายที่อยู่ ย้ายงาน และข้ามจังหวัดตลอดเวลา

AI + Big Data โอกาสและความเสี่ยง

คำว่า Smart Hospital ฟังดูเท่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า:

  • AI ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำตรงไหน
  • ข้อมูลสุขภาพจะปลอดภัยอย่างไร
  • คนชายขอบจะถูกทิ้งห่างไหม ถ้าเทคโนโลยีมาเร็วเกิน

เทคโนโลยีคือมีดสองคม ถ้าใช้ดี มันคือสะพาน ถ้าใช้พลาด มันคือกำแพง

มุมมองสองด้าน โอกาส vs ความกังวลที่ต้องตอบให้ชัด โอกาส ลดเหลื่อมล้ำ ยกระดับมาตรฐาน และสร้างความร่วมมือภูมิภาค

โอกาสหลัก คือการยกระดับบริการตติยภูมิในภาคเหนือตอนบน ทำให้คนเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนได้ใกล้ขึ้น พร้อมแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มหาวิทยาลัยประกาศชัด

อีกโอกาสคือ “การทูตสุขภาพ” แบบนิ่มๆ ผ่านความร่วมมือการศึกษาและบริการสุขภาพกับพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานในระยะยาว เพราะความร่วมมือด้านสุขภาพมักเป็นพื้นที่ที่คนเห็นพ้องง่ายที่สุด

ความกังวล ความยั่งยืนการเงิน คุณภาพบริการ และความเป็นส่วนตัวข้อมูล

ในด้านความกังวล มี 3 คำถามที่สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมา:

  1. ยั่งยืนการเงิน: เมื่อบริการขยายต่อเนื่อง งบดำเนินการจะโตตามหรือไม่
  2. คุณภาพบริการ: จำนวนผู้ป่วยมากขึ้น จะกระทบมาตรฐานและเวลารอไหม (เป้ารับผู้ป่วยปีละ 4.6 แสนคน เป็นตัวเลขที่ทั้ง “น่าหวัง” และ “น่าห่วง” ถ้าระบบไม่พร้อม)
  3. ข้อมูลสุขภาพ: เมื่อพูดถึง AI/Big Data ต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง

ป้อมปราการสุขภาพของเชียงราย และคำถามที่เมืองต้องตอบ

ถ้าจะสรุปให้คมที่สุด รพ.ศูนย์การแพทย์ มฟล. คือ “ป้อมปราการสุขภาพ” ที่เชียงรายสร้างขึ้นด้วยเงินลงทุนกว่า 4 พันล้านบาทและความร่วมมือของรัฐกับประชาชน พร้อมเป้าหมายยกระดับสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  แต่ป้อมปราการจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ “ประตูเปิดให้ทุกคนเข้าได้” และ “คนเฝ้าป้อมมีแรงพอจะยืนระยะ” นั่นคือโจทย์เรื่องสิทธิ การสื่อสาร การจัดคน การเงิน และเทคโนโลยีที่ต้องไปพร้อมกัน

พิธีวันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าประตูอนาคต บทต่อไปคือการทำให้อนาคตนั้นเป็นของ “คนทั้งเมือง” ไม่ใช่ของ “คนบางกลุ่ม” เท่านั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • เทศบาลนครเชียงราย  
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายวิกฤต! ขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ. อัดมาตรการจูงใจ 5 ด้านหวังพลิกพื้นที่สีแดง

เชียงรายขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ.ดันแผน 3 ระยะ–มาตรการจูงใจ 5 ด้าน หวังพลิก “พื้นที่สีแดง” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคักในภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญ “โจทย์ใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” คือภาวะขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งขณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่วิกฤตหรือ “พื้นที่สีแดง” ถึง 4 แห่ง ขาดแพทย์รวม 18 คน ขณะที่โรงพยาบาลแม่สายยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีระดับความขาดแคลนรุนแรง (สีส้ม) สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย ที่แม้จะมี “เตียง” และอาคารสถานพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่กลับมี “หมอ” ไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมวิกฤตบุคลากรแพทย์ของประเทศ เจาะลึกสถานการณ์ในจังหวัดเชียงราย และวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ 3 ระยะ รวมถึงมาตรการจูงใจ 5 ด้านที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้า หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากที่สุด

ภาพรวมวิกฤตขาดแคลนแพทย์ เมื่อ “โรงพยาบาลชุมชน” รับภาระหนักที่สุด

จากการแถลงของ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ระบุชัดเจนว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) คือกลุ่มที่เผชิญปัญหาขาดแคลนแพทย์รุนแรงที่สุดในระบบ โดยมีการประเมินสถานการณ์ผ่านเกณฑ์ “สี” ตามสัดส่วนการขาดแคลนแพทย์เทียบกับกรอบอัตรากำลัง ได้แก่ สีแดง (ขาดแคลนมากกว่า 40%) สีส้ม (ขาดแคลน 30–39.99%) และสีเขียว (ขาดแคลนน้อยกว่า 30%)

ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า รพช. ทั่วประเทศขาดแคลนแพทย์รวม 616 คน กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 234 แห่ง ในจำนวนนี้ กลุ่มวิกฤตที่สุด คือพื้นที่สีแดง 76 แห่ง ขาดแพทย์รวม 307 คน ขณะที่พื้นที่สีส้มมี 47 แห่ง ขาดแพทย์ 143 คน ส่วนพื้นที่สีเขียวแม้ขาดแคลนในระดับต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องการแพทย์เพิ่มอีก 166 คน

ความหมายเชิงปฏิบัติของตัวเลขเหล่านี้คือ ในหลายอำเภอทั่วประเทศ แพทย์เพียง 1–2 คนต้องแบกรับภาระคนไข้ทั้งนอกเวลาและในเวลา บางแห่งต้องขึ้นเวรฉุกเฉิน (ER) สัปดาห์ละหลายคืนติดต่อกัน ส่งผลต่อความเหนื่อยล้า คุณภาพการบริการ และความเสี่ยงในการตัดสินใจทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกลับต้องเดินทางไกลขึ้นหรือรอนานขึ้นกว่าจะได้พบแพทย์

เชียงรายในภาพรวมประเทศ พื้นที่สีแดง 4 แห่ง ขาดหมอ 18 คน

ในโครงสร้างเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดเชียงรายสังกัด “เขตสุขภาพที่ 1” ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดภูเขาสูงและมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง เมื่อลงรายละเอียดไปยังโรงพยาบาลชุมชนในเขตสุขภาพที่ 1 พบว่ามีพื้นที่สีแดงรวม 12 แห่ง ขาดแพทย์ 48 คน แบ่งเป็น

  • จังหวัดเชียงราย ขาดแคลนแพทย์ 18 คน ใน 4 โรงพยาบาลชุมชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ ขาดแคลน 18 คน ใน 4 แห่ง
  • จังหวัดน่าน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง

ตัวเลข 18 อัตราของเชียงราย แม้อาจดูไม่สูงในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับจังหวัดใหญ่บางแห่ง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทางคดเคี้ยว และการกระจายตัวของประชากรในหลายอำเภอที่ห่างไกล การไม่มีแพทย์ประจำเต็มอัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชนย่อมส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ด้านโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) แม้จะมีปัญหาขาดแคลนในระดับที่ต่ำกว่า รพช. แต่ก็พบว่ามีโรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” ซึ่งหมายถึงขาดแคลนแพทย์มากกว่า 20% สะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนสำคัญที่มีภาระดูแลทั้งประชาชนในพื้นที่และแรงงานข้ามชาติ ยังต้องการกำลังแพทย์เพิ่มอย่างเร่งด่วน

ยุทธศาสตร์ 3 ระยะของ สธ. วางระบบใหม่ให้บุคลากรแพทย์

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้จัดทำแผนบริหารกำลังคนด้านการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระหว่างปี 2569–2571 ได้แก่

  1. ระยะเร่งด่วน ปี 2569 – มุ่งลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น ผ่านมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน สิทธิลาศึกษาต่อ และสวัสดิการต่าง ๆ ควบคู่กับการรวบรวมข้อมูลอัตรากำลังทั้งระบบให้เป็นปัจจุบันที่สุด
  2. ระยะวางรากฐาน ปี 2570 – พัฒนาระบบบริหารบุคลากรให้มีความมั่นคง ทั้งด้านการจัดสรรแพทย์ การเตรียมงบประมาณ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและงานเวชระเบียน รวมถึงปรับแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการกระจายแพทย์
  3. ระยะยั่งยืนและขยายผล ปี 2571 – ส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่แพทย์ตามสัญญาอย่างครบถ้วน และขยายรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ประสบความสำเร็จไปยังสายวิชาชีพอื่น เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และวิชาชีพสาธารณสุขอื่น ๆ

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบายว่า แผน 3 ระยะนี้จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ใช่เพียง “การเยียวยาเฉพาะหน้า” แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมองเห็นอนาคตของตนเองในระบบสาธารณสุขภาครัฐได้อย่างชัดเจน

5 มาตรการสิทธิประโยชน์ “จูงใจมากกว่าบังคับ”

หัวใจสำคัญของการลดพื้นที่สีแดงคือการทำให้แพทย์ “อยากเลือก” ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมากกว่าถูก “บังคับ” ไปใช้ทุน สธ.จึงออกแบบมาตรการสิทธิประโยชน์หลัก 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดแพทย์รุ่นใหม่และรักษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่ให้ย้ายออกจากพื้นที่ ดังนี้

  1. การเพิ่มค่าตอบแทน
    โดยเฉพาะงานในห้องฉุกเฉิน (ER) ซึ่งเป็นภาระหนักและเสี่ยงสูง แพทย์ที่ปฏิบัติงานจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเดิม มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาแพทย์ลาออกจาก ER และกระจายภาระงานให้สมดุลมากขึ้น
  2. สิทธิลาศึกษาต่อกรณีพิเศษ
    แพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดงจะได้รับสิทธิลาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทางในโควตาพิเศษ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความเชี่ยวชาญโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระบบแข่งขันทั่วไป
  3. เพิ่มโควตาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทาง
    กระทรวงฯ จะขยายสัดส่วนโควตาการเรียนต่อเฉพาะทางให้แก่แพทย์ใน รพช./รพท. มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างแพทย์ในส่วนกลางกับแพทย์ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลต่างจังหวัดให้มากขึ้นในระยะยาว
  4. สวัสดิการและระบบแพทย์พี่เลี้ยง
    นอกจากค่าตอบแทน กระทรวงสาธารณสุขยังเน้นปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่พัก สภาพแวดล้อมการทำงาน และความปลอดภัย รวมถึงจัดระบบ “แพทย์พี่เลี้ยง” ดูแลแพทย์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดจากการทำงานในพื้นที่ห่างไกล
  5. การเพิ่มพูนทักษะในพื้นที่จริง
    เปิดโอกาสให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 2 และ 3 สามารถไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงได้ เพื่อเสริมกำลังคนในพื้นที่ที่ขาดแคลน และให้แพทย์รุ่นใหม่ได้ประสบการณ์จริงกับเคสหลากหลายมากขึ้น

มาตรการทั้ง 5 ด้านนี้ จะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในการประชุมวิชาการ “เส้นทางความก้าวหน้าในสายวิชาชีพแพทย์” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Be The Doctor Who Changes To The Future” พร้อมเปิดรอบพิเศษให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานล่วงหน้าได้ก่อน

ผลต่อเชียงราย จากตัวเลขขาดแคลน สู่คุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับจังหวัดเชียงราย การขาดแพทย์ 18 คนใน 4 โรงพยาบาลชุมชน และการที่โรงพยาบาลแม่สายถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม สะท้อนผลกระทบหลายมิติที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

  1. ภาระงานที่หนาแน่นของแพทย์
    แพทย์ที่เหลืออยู่ต้องรับผิดชอบทั้งงานตรวจผู้ป่วยนอก ตรวจผู้ป่วยใน งานเวรฉุกเฉิน งานบริหาร และงานสาธารณสุขเชิงรุกในชุมชน ทำให้มีเวลาพูดคุยและอธิบายโรคกับผู้ป่วยน้อยลง ขณะที่ความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าก็เพิ่มขึ้นตามชั่วโมงการทำงาน
  2. ระยะเวลารอคอยและการเดินทางของผู้ป่วย
    ในบางกรณี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางอาจจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง หรือข้ามอำเภอไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนไม่มีแพทย์เพียงพอ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทางประจำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายแฝงของครัวเรือน เช่น ค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการหยุดงาน เพิ่มสูงขึ้น
  3. ผลกระทบต่อระบบส่งต่อ
    เมื่อโรงพยาบาลชุมชนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มที่ โรงพยาบาลแม่สายและโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ย่อมรับภาระหนักขึ้น ทั้งในแง่จำนวนผู้ป่วยและความซับซ้อนของโรค ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลในระยะยาว
  4. ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข
    หากประชาชนรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงแพทย์ หรือต้องรอคิวนานโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาลรัฐอาจลดลง เปิดช่องให้เกิดการไหลไปใช้บริการในภาคเอกชนหรือการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรักษาที่ไม่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของการจัดสรรกำลังคนในเชิงตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิตและความอยู่รอด” ของประชาชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายโดยตรง

มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จัดสรรตาม “ระดับปัญหา” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

หนึ่งในจุดแข็งของแผนจัดสรรแพทย์ครั้งนี้คือการใช้เกณฑ์ “ความรุนแรงของปัญหา” เป็นตัวกำหนดลำดับความสำคัญ แทนการจัดสรรแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกพื้นที่ นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลในเชียงรายที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีแดงและสีส้มจะถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการเติมแพทย์ใหม่และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน พื้นที่สีแดงทั้ง 4 แห่งในเชียงรายควรเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่จำนวนแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงการรอคอยที่ลดลง จนถึงการมีบริการเฉพาะทางบางสาขาให้เห็นมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลแม่สายซึ่งเป็นประตูชายแดนสำคัญก็มีโอกาสได้รับการเสริมกำลังทั้งในเชิงบุคลากรและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านสาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเตือนว่า แม้สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่ปัจจัยที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ระยะยาวยังรวมถึงคุณภาพชีวิตครอบครัว ระบบพี่เลี้ยง ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องบริหารควบคู่กันไป

จาก “วิกฤตบุคลากร” สู่โอกาสปฏิรูประบบสาธารณสุข

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ 18 อัตราในจังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญว่า ระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในมิติการผลิตแพทย์ การกระจายบุคลากร และการดูแลคุณภาพชีวิตของทีมสาธารณสุขแนวหน้า

แผน 3 ระยะ และมาตรการสิทธิประโยชน์ 5 ด้านของกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นก้าวแรกที่สะท้อนว่า รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “จูงใจและสร้างความหวัง” มากกว่าการบังคับใช้ทุนเพียงอย่างเดียว หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและรักษาคำมั่นสัญญากับบุคลากรแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสสูงที่ “พื้นที่สีแดง” ในเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “พื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม”

สำหรับประชาชนเชียงราย การติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด การสะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่สู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการร่วมกันใช้บริการอย่างเข้าใจข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยผลักดันให้ระบบสาธารณสุขก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

ในระยะยาว หากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เมืองเหนือแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่จะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกคน “เข้าถึงหมอ เข้าถึงการรักษา และเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี” ได้อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • Hfocus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เปิดข้อมูล Travelbag ทำไมเชียงรายไนท์มาร์เก็ตติดอันดับ 8 ของโลก แซงหน้าเมืองท่องเที่ยวใหญ่

เจาะลึก Travelbag เปิดข้อมูลเบื้องหลัง “Chiang Rai Night Market” ติดอันดับ 8 ตลาดกลางคืนยอดนิยมของโลก

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – จากเสียงวิจารณ์บนโซเชียล สู่คำถามใหญ่ เมืองเล็กแต่ทำไมได้ไปยืนแถวหน้าโลก? ข่าวการจัดอันดับ “The top destinations for night markets” โดยเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Travelbag ได้จุดประกายให้ชื่อ “Chiang Rai Night Market” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวเน็ตไทย เมื่อผลปรากฏว่า “เชียงราย” ผงาดขึ้นติด อันดับ 8 ของโลก เคียงบ่าเคียงไหล่กับตลาดกลางคืนระดับตำนานอย่าง Chatuchak Weekend Market ในกรุงเทพฯ Pub Street ที่เสียมราฐ และ Shilin Night Market เมืองไทเป

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สื่อบางส่วนและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในไทยเรียกติดปากว่า “เชียงรายไนท์บาซาร์ติดอันดับ 8 ของโลก” การตรวจสอบเอกสารต้นฉบับของ Travelbag พบว่า เว็บไซต์ใช้ชื่อว่า “Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand” โดยไม่ได้ระบุชัดเจาะจงว่าเป็น “Chiang Rai Night Bazaar” หรือ “ถนนคนเดินเชียงราย” หากแต่เป็นการให้คะแนนรวมในฐานะ “ตลาดนัดกลางคืนในเชียงราย” หรือ Night Market Scene ของเมืองเชียงรายโดยรวม

คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีแค่ “เชียงรายสมควรติดอันดับหรือไม่” แต่ลึกไปกว่านั้น คือ เราเข้าใจวิธีคิดของการจัดอันดับในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติถูกต้องเพียงใด และในเมื่อองค์กรท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Travelbag เลือกหยิบ “เชียงราย” ขึ้นไปอยู่แถวหน้าของตลาดกลางคืนโลก เมืองเล็กริมโขงแห่งนี้กำลังถูกมองเห็นในมิติใดกันแน่

เสียงแตกบนโลกออนไลน์ จากความภูมิใจ สู่ความเคลือบแคลงของคนในพื้นที่

หลังข่าว “เชียงรายไนท์บาซาร์/Chiang Rai Night Market” ติดอันดับ 8 ของโลก ถูกแชร์ต่อกันบนสังคมออนไลน์ เสียงสะท้อนของชาวเน็ตก็ “แตกออก” อย่างชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งแสดงความภูมิใจที่เมืองเล็ก ๆ ทางเหนือถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับเมืองใหญ่ทั่วโลก แต่อีกฝ่ายตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมาว่า

  • “เชียงรายเนี้ยนะ? ผมว่าไนท์บาซาร์เชียงใหม่ดีกว่าหลายเท่าครับ ไม่เชื่อๆ 555”
  • “บางวันไนท์บาซาร์เชียงรายไม่มีคนเลย แถมแคบด้วย มันไม่ควรจะติดอันดับอะไรเลยด้วยซ้ำ”
  • “เอ่อ ถ้าบอกว่า Top10 ในฐานะคนเชียงราย ไม่สมควรจะติดจริงๆ นะครับ เทียบกับที่อื่น ๆ ไม่ได้เลย”
  • “ห่ะ!!! ไนท์เชียงรายเนี้ยนะ เชียงรายมายังไง”

ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาอธิบายด้วยมุมมองเชิงประสบการณ์ส่วนตัว โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานที่คนไทยใช้วัด อาจไม่ตรงกับสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสำคัญ เช่น

  • “เราชอบไนท์เชียงราย เพราะไม่ใหญ่เกินไป เดินได้ทั่วถึง ยิ่งสมัยก่อนตอนก่อนโควิดยิ่งดี ร้านค้าเยอะ และมีลานอาหาร มีเวทีแสดง และราคาที่จับต้องได้ อาหารราคาไม่แพงจนเกินไป ชอบหมูจุ่ม แจ่วฮ้อนชุดละ 100”
  • “ของเชียงใหม่เคยเดินหลายรอบ เกิดคำถามเสมอว่า ‘มาทำไม’ พื้นที่เดินอาจจะใหญ่ เดินเยอะยาวตามถนน ราคาอาหารแพง คนเยอะ… แม้แต่ถนนคนเดินยังไม่ชอบไป คนเยอะ เบียดเสียด ใหญ่เกิน เดินไม่ทั่ว เดินต่อเท้ากันอยู่”

ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างอย่างน้อยสองระดับ คือ

  1. ช่องว่างระหว่าง “ภาพจำของคนในพื้นที่” กับ “ภาพที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้”
  2. ช่องว่างระหว่าง “ตัวชี้วัดในสายตาชาวบ้าน” เช่น ความคึกคัก ความใหญ่โต จำนวนร้านค้า กับ “ตัวชี้วัดในสายตาองค์กรท่องเที่ยวระดับโลก” ที่อ้างอิงชุดข้อมูลเชิงสถิติอย่างเป็นระบบมากขึ้น

เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์จึงตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดจากรายงานฉบับเต็มของ Travelbag รวมทั้งข้อมูลอ้างอิงที่เว็บไซต์ใช้เป็นฐานการตัดสินใจ

เปิดต้นฉบับ Travelbag จัดอันดับ “Chiang Rai Night Market” ไม่ได้ระบุเฉพาะไนท์บาซาร์

แม้ในพื้นที่จริง “ไนท์บาซาร์เชียงราย” จะเป็นชื่อที่คุ้นเคยในหมู่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว แต่รายงานของ Travelbag ในหัวข้อ “Top Night Markets in the World” เลือกใช้ชื่อรวมว่า

“Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand”

โดยไม่ระบุคำว่า “Bazaar” ตามชื่ออย่างเป็นทางการของพื้นที่ตลาดกลางคืนบางโซนในตัวเมือง นั่นมีนัยสำคัญว่า Travelbagอาจกำลังมอง “ประสบการณ์ตลาดกลางคืนของเชียงราย” ในภาพรวม มากกว่าชี้เฉพาะไปที่โซนใดโซนหนึ่ง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คะแนนที่เชียงรายได้รับ อาจหมายรวมทั้งบรรยากาศของ ตลาดนัดกลางคืนในเมืองเชียงราย ถนนขายของยามค่ำ ร้านอาหารพื้นเมือง ลานแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรม รวมถึงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่อ “ทั้งเมืองในยามค่ำคืน” มากกว่าการเจาะจงเฉพาะในรั้วของไนท์บาซาร์เพียงจุดเดียว

แต่ไม่ว่าชื่อเรียกจะเป็น “Chiang Rai Night Market” หรือคนไทยจะเข้าใจว่าเป็น “เชียงรายไนท์บาซาร์” สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ คือ วิธีที่ Travelbag ใช้จัดอันดับ ซึ่งสะท้อนเกณฑ์การมองโลกของนักเดินทางต่างชาติในยุคดิจิทัลได้อย่างชัดเจน

แกะวิธีคิด Travelbag คะแนน 8 ของโลกไม่ได้มาจากความใหญ่โต แต่มาจาก 4 ดัชนีหลัก

Travelbag อธิบายชัดเจนว่า การจัดอันดับครั้งนี้ต้องการหาคำตอบว่า

“ตลาดกลางคืนแห่งใดในโลก ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่มากที่สุด ในแง่ความปลอดภัย กระแสในโซเชียล และคุณภาพประสบการณ์ที่คนเคยไปจริงรีวิวไว้”

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว Travelbag จึงใช้ “ดัชนีเชิงข้อมูล” จาก 4 แหล่งสำคัญ ได้แก่

  1. คะแนนความปลอดภัยยามค่ำคืน (Safety at Night Score) – ดัชนีที่เชียงรายชนะขาด

ดัชนีนี้ดึงมาจาก ฐานข้อมูลของ Numbeo.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลด้านค่าครองชีพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก โดยใช้แบบสอบถามและข้อมูลสถิติมาจัดทำเป็นดัชนี

สำหรับเชียงราย ข้อมูลในรายงานของ Travelbag ระบุว่า มีคะแนนความปลอดภัยยามค่ำคืนสูงถึง 96/100 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดา Top 10 ทั้งหมด

เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในตารางเดียวกัน เช่น

  • Chatuchak Weekend Market (กรุงเทพฯ) – 58
  • Pub Street (เสียมราฐ) – 69
  • Shilin Night Market (ไทเป) – 85
  • Bugis Street Market (สิงคโปร์) – 78

ตัวเลข 96 ของเชียงรายจึงไม่ใช่เพียง “ดี” แต่คือ “โดดเด่นอย่างชัดเจน” ขึ้นมาอยู่หัวแถวของโลกในมิติความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนยามค่ำคืน

ในมุมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงการไม่มีอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกว่า “ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ” เช่น ราคาสินค้าที่สมเหตุสมผล การไม่ถูกบังคับซื้อสินค้า และสภาพแวดล้อมโดยรวมที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลาย เดินเที่ยวได้อย่างสบายใจ

  1. ปริมาณการค้นหาทั่วโลก (Monthly / Annual Search Volume) – เชียงรายแม้ไม่ดังที่สุด แต่มีฐานผู้สนใจเฉพาะกลุ่ม

ตัวชี้วัดด้านความนิยม Travelbag ใช้ข้อมูลจาก Google Keyword Planner เพื่อวัดจำนวนการค้นหาชื่อตลาดกลางคืนนั้น ๆ เช่น “Chatuchak Weekend Market” หรือ “Chiang Rai Night Market”

ตัวเลขจากรายงานระบุว่า

  • Chatuchak Weekend Market มีการค้นหามากถึง 368,000 ครั้งต่อเดือน
  • Petaling Street Market ในกัวลาลัมเปอร์ – 165,000 ครั้งต่อเดือน
  • Jodd Fairs Night Market – 40,500 ครั้งต่อเดือน

ขณะที่ Chiang Rai Night Market มีการค้นหาประมาณ 22,200 ครั้งต่อเดือน แม้จะน้อยกว่าตลาดใหญ่ แต่ก็สะท้อนว่า เชียงรายเป็นจุดหมายที่มีฐานผู้สนใจ “อย่างต่อเนื่อง” โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางที่วางแผนไปเที่ยวเชียงรายหรือภาคเหนือแล้วต้องการข้อมูลตลาดกลางคืนในเมืองนี้

กล่าวคือ แม้จะไม่ใช่ตลาดที่ “ดังระเบิด” แบบจตุจักร แต่ก็อยู่ในหมวด “จุดหมายปลายทางเฉพาะกลุ่ม” (Niche Destination) ที่มีผู้ตั้งใจค้นหาอย่างจริงจัง

  1. กระแสบน TikTok (TikTok Post Volume) – เชียงรายไม่ใช่เมืองแห่งไวรัล แต่เป็นเมืองแห่งความเงียบสงบ

ในยุคที่การเดินทางและการกิน ถูกเชื่อมโยงกับคลิปวิดีโอสั้น Travelbag ใช้ข้อมูลจาก TikTok.com เพื่อนับจำนวนโพสต์ที่ติดแท็กเกี่ยวกับตลาดกลางคืนนั้น ๆ

ตัวเลขในรายงานระบุว่า

  • Pub Street – มากกว่า 17,600 โพสต์
  • Jodd Fairs Night Market – ประมาณ 15,800 โพสต์
  • Chatuchak Weekend Market – 14,600 โพสต์
  • 626 Night Market ในแคลิฟอร์เนีย – 10,400 โพสต์

ขณะที่ Chiang Rai Night Market มีเพียง 16 โพสต์ ซึ่งต่ำมากในเชิงปริมาณ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นใน Top 10

อย่างไรก็ตาม ในเชิงการวิเคราะห์ นี่อาจสะท้อนตัวตนอีกแบบหนึ่งของเชียงราย คือ “ไม่ได้เป็นเมืองที่ถูกผลิตซ้ำผ่านโซเชียลมีเดียมากเกินไป” แต่ยังคงความเป็นปลายทางที่เงียบสงบ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความพลุกพล่าน หรือบรรยากาศที่ถูกออกแบบเพื่อการถ่ายรูปลงโซเชียลเพียงอย่างเดียว

  1. คะแนนรีวิวเฉลี่ยจากผู้ใช้จริง (Average Google Review Rating)

ดัชนีสุดท้ายมาจาก คะแนนรีวิวบน Google Maps ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของคนที่เคยเดินตลาดจริง ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

เชียงรายไนท์มาร์เก็ตได้คะแนนเฉลี่ยประมาณ 4.2 จาก 5 ในขณะที่ตลาดบางแห่งได้ 4.3–4.6 แต่เมื่อพิจารณารวมกับดัชนีด้านความปลอดภัยและตัวเลขการค้นหา Travelbag จึงมองว่าคะแนนรีวิวระดับนี้อยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” และเพียงพอที่จะผลักดันให้เชียงรายขึ้นมาติด Top 10 ได้

DATA BY TRAVELBAG "The top destinations for night markets"
PHOTO : Grégory Roels

วางเชียงรายบนแผนที่โลก Top 10 ตลาดกลางคืนยอดนิยมในสายตา Travelbag

เมื่อนำทั้ง 4 ดัชนีมารวมกัน Travelbag จัดอันดับตลาดกลางคืนยอดนิยมที่สุดในโลก 10 แห่งดังนี้

  1. Chatuchak Weekend Market – Bangkok, Thailand
  2. Pub Street – Siem Reap, Cambodia
  3. Jodd Fairs Night Market – Bangkok, Thailand
  4. Petaling Street Market – Kuala Lumpur, Malaysia
  5. Shilin Night Market – Taipei, Taiwan
  6. Ningxia Night Market – Taipei, Taiwan
  7. Queens Night Market – New York City, USA
  8. Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand
  9. 626 Night Market – Los Angeles Area, USA
  10. Bugis Street Market – Singapore

ในเชิงภาพรวม อันดับเหล่านี้สะท้อนเทรนด์สำคัญ 2 ประการ

  • เอเชียยังคงเป็น “หัวใจของตลาดกลางคืนโลก” โดยเฉพาะประเทศไทย ไต้หวัน มาเลเซีย กัมพูชา และสิงคโปร์
  • ประเทศไทยมีถึง 3 แห่งใน Top 10 คือ จตุจักร Jodd Fairs และเชียงราย สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางตลาดกลางคืนของโลก” อย่างแท้จริง

การที่ Chiang Rai Night Market สามารถแทรกตัวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเป็นสัญญาณว่าคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงราย กำลังถูกมองเห็นในระดับสากลมากขึ้น

มุมมองนักท่องเที่ยว เมืองเล็กแต่ “พอดี” – เดินได้ทั่ว ทานได้จริง และปลอดภัย

หากมองจากสายตาคนท้องถิ่น เชียงรายไนท์บาซาร์อาจถูกมองว่า “เล็กไป เงียบไป ร้านไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อน” แต่ในมุมของนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย เสน่ห์ของเชียงรายกลับอยู่ตรงความ “ไม่ใหญ่เกินไป” และความ “ไม่เยอะจนล้า”

ภาพรวมที่นักท่องเที่ยวมักกล่าวถึง ได้แก่

  • เดินตลาดได้ทั่วในเวลาสั้น ๆ ไม่ต้องใช้แรงหรือเวลามาก
  • มีลานอาหารและลานเบียร์ที่มีทั้งโซนมีหลังคาและโซนกลางแจ้ง บางช่วงมีการแสดงดนตรีหรือฟ้อนรำพื้นเมือง
  • อาหารพื้นถิ่นรสชาติดีในราคาที่ “ยังจับต้องได้” เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ชุดจิ้มจุ่มราคา 100 บาท ผักรวมทอดหรือเอ็นไก่ทอดในราคาย่อมเยา

เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับคะแนนความปลอดภัย 96/100 เชียงรายจึงถูกมองว่าเป็นเมืองที่ “เดินเที่ยวกลางคืนได้อย่างสบายใจ” ไม่เร่งรีบ ไม่วุ่นวาย และไม่รู้สึกถูกทำให้เป็นเพียงฉากสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล

ในขณะเดียวกัน เสียงของชาวเชียงรายที่ชี้ว่า ถ้าเป็นการจัดอันดับ “Top 10 ในใจคนเชียงราย” อาจมีตลาดอื่นที่ตอบโจทย์คนท้องถิ่นมากกว่า เช่น ตลาดนัดหลังบิ๊กซี ตลาดกลางคืนรวมโชค หรือมาลินพลาซ่า ก็สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า มาตรฐานของคนอยู่ กับมาตรฐานของคนมาเยือน อาจไม่เหมือนกันเสมอไป

วิเคราะห์เชิงนโยบาย จากอันดับ 8 ของโลก สู่โจทย์ “เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยและยั่งยืน”

การที่ Chiang Rai Night Market ขึ้นไปอยู่ใน Top 10 ของโลกในรายงานของ Travelbag มีนัยสำคัญมากกว่าการเป็น “เกียรติยศ” หรือ “เหรียญเชิดหน้าชูตา” ให้เมืองเชียงราย

หากมองในมุมการพัฒนาเมือง นี่คือ “ต้นทุนเชิงภาพลักษณ์” ที่สามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่าได้ อย่างน้อย 3 มิติ คือ

  1. ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เมืองปลอดภัย” ในยุคที่คนเดินทางให้ความสำคัญกับความอุ่นใจมากกว่าความหวือหวา

คะแนนความปลอดภัย 96/100 เป็นสินทรัพย์เชิงภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่ทุกเมืองจะมีได้ง่าย ๆ การรักษามาตรฐานนี้ให้คงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการไฟส่องสว่าง การดูแลพื้นที่สาธารณะ การบริหารจัดการผู้ค้าและคนขับรถโดยสาร รวมถึงการป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว จะยิ่งทำให้เชียงรายโดดเด่นในฐานะเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe City)

เมื่อเชื่อมโยงกับแนวคิดเมืองสุขภาวะ (Wellness City) ซึ่งเชียงรายกำลังพยายามผลักดันในหลายมิติ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะ และธรรมชาติ คะแนนชุดนี้ยิ่งกลายเป็น “หลักฐานเชิงข้อมูล” ที่ช่วยสนับสนุนนโยบายเมืองได้อย่างดี

  1. ยกระดับตลาดกลางคืนจาก “ที่ช้อปปิ้ง” สู่ “ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม”

เมื่อ Travelbagชี้ให้เห็นว่าจุดเด่นของเชียงรายอยู่ที่ความเรียบง่าย บรรยากาศท้องถิ่น และความคุ้มค่าของอาหารและสินค้า นั่นหมายความว่า หากเชียงรายเลือกยกระดับไนท์มาร์เก็ตให้เชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น การแสดงดนตรีพื้นเมือง การจำหน่ายงานหัตถกรรมแท้จากชุมชน หรือพื้นที่จัดกิจกรรมศิลปะของเยาวชนในเมือง การรับรู้ของนักท่องเที่ยวที่มีต่อเมืองก็จะยิ่งลึกซึ้งและแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น

  1. ชวนคนเชียงรายร่วมกันนิยามใหม่ว่า “ตลาดกลางคืนที่ดี” ควรมีหน้าตาอย่างไร

เสียงวิจารณ์ที่ว่า “ในฐานะคนเชียงราย ยังไม่รู้สึกว่าไนท์บาซาร์สมควรติด Top 10” ไม่ควรถูกปัดทิ้งว่าเป็นเพียงความไม่พอใจ หากควรถูกนำมาใช้เป็นฐานสนทนาเพื่อร่วมกัน “ออกแบบตลาดกลางคืนในฝัน” ของชุมชน

ในอนาคต เมื่อเชียงรายมีทั้งถนนคนเดิน ตลาดนัดชุมชน และไนท์มาร์เก็ตหลายจุด การมีข้อมูลระดับสากลอย่างรายงานของ Travelbag เป็นเหมือน “กระจกบานหนึ่ง” ที่สะท้อนมุมมองของคนภายนอก จะช่วยให้คนในพื้นที่มีข้อมูลมากขึ้นในการถกเถียง วางแผน และตัดสินใจร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนว่าจะพัฒนาเมืองไปในทิศทางใด

เหนือข้อถกเถียงเรื่อง “สมควรติดไหม” คือโอกาสในการออกแบบอนาคตเมืองเชียงราย

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ชื่อ “Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand” ปรากฏอยู่ในรายงาน “Top Night Markets in the World” ของ Travelbag ในอันดับที่ 8 ท่ามกลางตลาดกลางคืนจากเมืองใหญ่ทั่วโลก คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

คำถามที่สำคัญกว่า “สมควรติดหรือไม่” คือ

  • เราจะใช้โอกาสนี้สร้างมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นมิตรกับทั้งคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนได้อย่างไร
  • เราจะรักษาจุดแข็งด้าน “ความปลอดภัย” และ “ความไม่เอาเปรียบผู้บริโภค” ให้เป็นลายเซ็นของเชียงรายได้หรือไม่
  • เราจะพัฒนาตลาดกลางคืนให้เป็นมากกว่าที่ช้อปปิ้ง แต่เป็น “เวทีร่วมกัน” ของวัฒนธรรม ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร

ในวันที่ตลาดหลายแห่งทั่วโลกเริ่มเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความรู้สึกไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน การที่เมืองเล็กอย่างเชียงรายถูกมองเห็นในฐานะ “ตลาดกลางคืนที่ปลอดภัยที่สุดใน Top 10” อาจเป็นสัญญาณว่า โลกกำลังมองหา “เมืองแบบเชียงราย” มากขึ้น – เมืองที่ไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่เป็นเมืองที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่า

“มาแล้วสบายใจ เดินแล้วไม่เหนื่อย และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นตัวเอง”

หากเชียงรายสามารถต่อยอดจากจุดนี้ได้อย่างมียุทธศาสตร์ อันดับ 8 ของโลกในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการออกแบบเมืองท่องเที่ยวที่เป็นมิตร ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกคน

PHOTO : Grégory Roels
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูสายนํ้าเหนือ เชียงรายนำร่องแอปตรวจสอบปลา และนวัตกรรมไส้กรองเกษตรกู้ความเชื่อมั่น

เชียงรายเผชิญวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำเหนือ เปิดทางรอดด้วยแอป “ปลาปลอดภัย” และพลเมืองวิทยาศาสตร์ กู้ความมั่นใจอาหารจากน้ำ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ลมหนาวต้นปีที่พัดผ่านแนวเทือกเขาและสายน้ำชายแดนไทย–เมียนมา–ลาว อาจทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวภาคเหนือดูสงบงามดังเดิม แต่ใต้ผืนน้ำสีขุ่นของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย กลับกำลังซ่อน “ภัยเงียบ” ที่ท้าทายความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และความกังวลต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง – โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง – กำลังบีบให้เชียงรายต้องหาคำตอบใหม่ ทั้งในเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์ และพลังของชุมชนท้องถิ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” การตั้งห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และการสร้าง “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชนริมฝั่งน้ำ กลายเป็นความหวังสำคัญที่จะดึงเชียงรายให้รอดพ้นจากวิกฤตสารพิษที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

ลุ่มน้ำกก–โขง เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นภาระพิษ

ข้อมูลภาคสนามจากนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกกชี้ชัดว่า ต้นตอสำคัญของปัญหามาจากการเปิดหน้าดินทำเหมืองแร่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสำรวจพบเหมืองถึง 2,420 แห่งที่ดำเนินการอย่างไร้การควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตะกอนดินและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ว่า พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแทบทุกจุด โดยเฉพาะสารหนูที่มีคุณสมบัติสะสมในห่วงโซ่อาหาร (biomagnification) เริ่มตั้งแต่สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไปสู่แมงกีบแมงอีแนว ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในที่สุดคือมนุษย์ผู้บริโภค

“เราไม่ได้กินปลาแค่วันเดียว แต่กินสะสมไปเรื่อย ๆ หลายปี โลหะหนักจึงสะสมในร่างกายแบบที่มองไม่เห็น เป็น ‘ความรุนแรงที่เงียบงัน’ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่มลพิษกำลังค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพคนและระบบนิเวศ” นักวิชาการท่านนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์

การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากรายงานถึงความเสียหายทางการเกษตรหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ระบุว่า เกษตรกร 194 รายในลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เกษตรจมน้ำเสียหายรวม 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 49,492,850 บาท หรือเฉลี่ยรายละราว 270,000 บาท สูงกว่ารายได้ภาคเกษตรโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบสองเท่า และที่น่ากังวลคือเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่กว่า 97% มองว่าความช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอ

พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง และกระเทียมถูกกระทบหนัก หลายครัวเรือนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบใหม่ในสภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าดินและน้ำในพื้นที่ปลอดภัยเพียงใด

เสียงจากชุมชนริมกก เมื่อน้ำไม่ใส และนักท่องเที่ยวหายไป

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำกกในอำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือจังหวัดเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่ลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เล่าถึงการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองเถื่อนต้นน้ำว่า นับถึงวันนี้เป็นวันที่ 308 ของการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มรวมตัวกันที่สะพานท่าตอน ชาวบ้านยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับเหมืองเทา” ที่ส่งตะกอนและสารพิษลงสู่แม่น้ำ

อดีตอันใกล้ของพื้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีต เคยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 50,000 คน แวะมาเล่นน้ำและใช้บริการร้านอาหารริมน้ำกว่า 250 ร้าน แต่เมื่อข่าวสารเรื่องน้ำปนเปื้อนแพร่กระจาย นักท่องเที่ยวหายไปแทบหมดสิ้น

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวท่าตอน เล่าว่า หลังเจอน้ำท่วมและปัญหาน้ำขุ่นจากต้นน้ำ เหลือเพียงความเสียหายและหนี้สิน

“ตอนน้ำท่วมปี 2567 บ้านริมน้ำพังไปหลายหลัง ลงทุนซื้อของสต็อกไว้สองหมื่นบาท จ้างคนงานอีกหลายหมื่น สุดท้ายไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ปีหนึ่งที่เคยพอมีรายได้หลักแสนจากเทศกาล ตอนนี้กลายเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนใช้ทีละนิด” เธอกล่าว

กัญชญา แก้วประเพณี เสริมว่า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และธุรกิจเรือท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดกิจการ บางร้านที่เคยขายดีถึงขั้นมีรายได้แสนบาทต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันแทบมองไม่เห็น “แสงสว่าง” ทางเศรษฐกิจแล้ว

มิติด้านสุขภาพก็ไม่ต่างกัน นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลาท้องถิ่นยอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐบางแห่งจะยืนยันว่าปลาจากแม่น้ำกก “กินได้หากเลี่ยงอวัยวะภายในและทำให้สุกดี” แต่เขาเองยังกังวลและไม่กล้าลงน้ำ

“เมื่อก่อนวันหนึ่งออกจับปลากับเพื่อน 3–7 คน ได้ปลา 10 กิโลกรัม ขายได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ได้ลงน้ำเลย ลงไปทีไรผื่นขึ้นตามตัวอยู่เป็นเดือน ๆ” เขาเล่า พร้อมตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่ขอให้ประชาชน “กินปลาได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ” ว่าเป็นคำอธิบายที่คนปลายน้ำยากจะยอมรับ

ศาสนา–วิทยาศาสตร์–ชุมชน เครือข่ายใหม่บนสายน้ำเดียวกัน

การขับเคลื่อนในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักวิชาการหรือเอ็นจีโอเท่านั้น พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวในเวทีคืนข้อมูลชุมชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า การต่อสู้กับเหมืองเถื่อนและสารพิษในลุ่มน้ำกกเป็นความร่วมมือยาวนานระหว่างวัด ชุมชน มูลนิธิ และมหาวิทยาลัย

ท่านชี้ว่า “ธุรกิจสีเทาอย่างเหมืองเถื่อนเป็นผลผลิตของความโลภ ทั้งของคนและระบบเศรษฐกิจโลก หากปล่อยให้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม สักวันหนึ่งอาจทำลายโลกใบนี้ได้”

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจและค่านิยมการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยทั้งสติทางศาสนาและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาร่วมกันจัดการ

ปลาปลอดภัย” เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลลงมาช่วยตัดสินใจในครัวเรือนเชียงราย

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่ออาหารจากแม่น้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่พยายามเชื่อม “ห้องแล็บ” เข้ากับ “เขียงปลาและครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือการใช้งานแอปฯ ดังกล่าว โดยมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยกลยุทธ์ข้อมูลและดิจิทัล สกสว. นำเสนอแนวคิดและฟังก์ชันหลัก

แอป “ปลาปลอดภัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ชาวประมง แหล่งจับปลา ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงมือของผู้บริโภค มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมข้อมูลผลตรวจสารปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยมีการอัปเดตอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตั้งเป้าทุก 2 สัปดาห์ในอนาคต
  • แสดงแผนที่พื้นที่จับปลาที่ “ปลอดภัย” และ “ควรหลีกเลี่ยง” ตามผลตรวจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ชาวประมงวางแผนการออกเรือโดยไม่เสี่ยงต่อการจับปลาจากพื้นที่ปนเปื้อน
  • ให้ร้านค้าและร้านอาหารสามารถเชื่อมข้อมูลแหล่งที่มาของปลาแต่ละชุด และแสดงใบรับรองบนหน้าจอให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันที
  • เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังของผลตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สกสว. เตรียมนำร่องใช้แอปในตลาด 3–5 แห่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อทดสอบการใช้งานและรับฟังข้อเสนอแนะจากชาวประมง–ผู้ค้า ก่อนเปิดใช้งานกับประชาชนทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากและเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

รศ.ดร.ธนพลย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของแอปไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ปลาไหนกินได้หรือไม่ได้” แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหารตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการตื่นตระหนกโดยไร้ข้อมูล และในทางกลับกันก็ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแล็บ 100 ล้านบาท–ดันไส้กรองจากวัสดุเกษตร

อีกฟากหนึ่งของเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่บนดอยริมลุ่มน้ำกก ก็กำลังเร่งเครื่องด้านงานวิจัยเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ว่า มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณ 100 ล้านบาทผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

หากโครงการสำเร็จ แล็บดังกล่าวจะสามารถออกใบรับรองผลตรวจ (Certificate) ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำจากเชียงรายในสายตาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวแล้ว มฟล. ยังจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน 3 ล้านบาท ให้แก่นักวิจัย 10 ทีมจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลและหาแนวทางรับมือการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระดับสารพิษในน้ำ–ดิน–พืชผล การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เริ่มเห็นรูปธรรมคือ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย จากสำนักวิทยาศาสตร์ ที่นำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรองน้ำ ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และตะกั่วกว่า 90% นักวิจัยกำลังประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน โดยหวังให้เป็นทางเลือกสำคัญในการลดการปนเปื้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือนและภาคการเกษตร

ด้านสุขภาพ ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ จากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล. กำลังศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กนักเรียนในโรงเรียนริมน้ำกก ด้วยการตรวจหาสารหนูจากเส้นผมและปัสสาวะ ปัจจุบันเก็บตัวอย่างได้แล้วราว 30 รายจากเป้าหมาย 100 ราย พร้อมวางระบบ “Alarm” หากตรวจพบค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อเชื่อมไปสู่กระบวนการรักษาและป้องกันต่อเนื่อง

ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ และทีมจากสำนักนวัตกรรมสังคม ยังพยายามขยายวงของการวิจัยให้ครอบคลุมมิติ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) โดยดึง อสม. ครู และคนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสังเกตความผิดปกติของน้ำด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนสี ความขุ่น และสภาพปลาหรือสิ่งมีชีวิตในน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว

“เมื่อคนในชุมชนอ่านน้ำเป็น รู้ว่าความขุ่นระดับไหนเสี่ยงต่อสารหนู เขาก็มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องรอประกาศจากใครอย่างเดียว” นักวิชาการด้านสังคมวิทยากล่าวในเวทีเสวนา MFU Research Expo 2025

มิตินโยบาย ข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อเขื่อนปากแบงและความเสี่ยง “น้ำเท้อ” ที่เชียงของ–เวียงแก่น

ขณะที่นักวิจัยเร่งจัดการผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายด้านพลังงานบนลุ่มน้ำโขงก็ถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ใน สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร และมีแผนขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) จากเขื่อนดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินใจรับซื้อไฟฟ้าเกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ เขตแดนธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง และภาวะ “น้ำเท้อ” (Backwater Effect) ที่อาจทำให้อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงรายเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมถาวร

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 6 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบงและเขื่อนอื่นในลาว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ
  2. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
  3. จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยา ร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและลาว เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยกรณีเขื่อนไซยะบุรี
  4. พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ให้ชุมชนริมโขงรับมือได้ทัน
  5. ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ
  6. จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบจากน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยงของเชียงราย

กรณีนี้สะท้อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากเกี่ยวพันกับนโยบายพลังงานระดับชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย–ลาวอย่างแยกไม่ออก

ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนืออีกฟากที่เผชิญชะตาเดียวกัน

แม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกับลุ่มน้ำกกและโขง เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเอกชน นำโดยสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ทราย และดินโคลนในอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในฝั่งเมียนมา

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง พบโลหะหนักสะสมทั้งในน้ำและตะกอน เช่นเดียวกับในแม่น้ำกก ขณะที่การตรวจตัวอย่างกุ้งและปลาในลุ่มน้ำสาละวินพบการสะสมสารพิษสูงใน “หัวกุ้ง” และ “หัว–พุง–อวัยวะภายในปลา” แม้หอยแม่น้ำยังไม่ถูกตรวจอย่างเป็นระบบก็ตาม

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยด้านผลกระทบสุขภาพ อธิบายว่า สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหาร และการซึมผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีบาดแผล การได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดในระยะยาว

คณะนักวิจัยจึงเสนอแนวทางลดความเสี่ยงเฉพาะหน้า เช่น การกรองน้ำก่อนใช้ หลีกเลี่ยงการบริโภคหัว พุง และเครื่องในปลา รวมถึงงดกินหัวกุ้ง และไม่ใช้แม่น้ำรดผักกินใบจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสาธิตชุดตรวจน้ำเบื้องต้นให้ชุมชนใช้ด้วยตนเอง

กรณีลุ่มน้ำสาละวินทำให้เห็นว่า ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงราย หากเป็น “ภาพสะท้อนทั้งภาคเหนือ” ที่ต้องการความร่วมมือทั้งระดับลุ่มน้ำ ประเทศ และอนุภูมิภาค

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จากข้อค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวิน แนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่

  • ด้านการบริโภคปลาและกุ้ง: หลีกเลี่ยงการกินส่วนหัว พุง และเครื่องในปลา รวมทั้งหัวกุ้ง เน้นรับประทานเฉพาะเนื้อปลาและเนื้อกุ้งที่ปรุงสุกดี และไม่ควรกินบ่อยเกินความจำเป็น
  • ด้านการใช้น้ำ: กรองน้ำจากลำน้ำก่อนนำไปใช้ซักล้างหรืออุปโภค หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีบาดแผล เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังและเยื่ออ่อนได้
  • ด้านการเกษตร: ระมัดระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำรดผักกินใบหรือพืชที่บริโภคสด โดยเฉพาะในช่วงน้ำขุ่นหรือน้ำหลาก
  • ด้านการติดตามข้อมูล: ติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเอ็นจีโออย่างสม่ำเสมอ และเตรียมใช้แอป “ปลาปลอดภัย” เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569

เชียงรายบนเส้นบาง ๆ ระหว่างวิกฤตและโอกาส

วิกฤตสารพิษในลุ่มน้ำเหนือกำลังทดสอบศักยภาพของเชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงกระแทกจากการพัฒนาในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ต้นน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้ก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการผสานพลังของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคศาสนา สามารถสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหายุคเปลี่ยนผ่านได้

แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง งานวิจัยนวัตกรรมไส้กรองน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก และกระบวนการ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชน ล้วนเป็นก้าวย่างสำคัญที่ตอกย้ำว่า เชียงรายไม่ได้ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างเฉยเมย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงที่อาจส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำ หากข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง และเสียงของชุมชนริมฝั่งน้ำได้รับการยอมรับในโต๊ะเจรจาระดับชาติ โอกาสที่เชียงรายจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ในระหว่างที่คำตอบระดับนโยบายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ครัวเรือนริมลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวินยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วยการตัดสินใจทุกวันว่าจะใช้น้ำอย่างไร จะกินปลาแบบไหน และจะส่งเสียงของตนอย่างไรให้รัฐรับฟัง วิกฤตสารพิษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม หากเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา ความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดน และสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME