Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายกฯ ห่วง! รมช.มหาดไทยนำทีมแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก-สาย ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง

แม่น้ำกก-แม่น้ำสายเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์อำนวยการส่วนหน้า เดินหน้าสร้างระบบแก้ปัญหาน้ำปนเปื้อนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 6 มิถุนายน 2568 – สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งถือเป็นลำน้ำสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังมีการตรวจพบสารปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนูและตะกั่ว” ในระดับที่เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องหลายเดือน กระตุ้นให้รัฐบาลเร่งตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า)” เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชน พร้อมวางระบบรับมือภัยคุกคามด้านสุขภาพจากแหล่งน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

วิกฤตเชิงโครงสร้าง – น้ำที่ดื่มไม่ได้ คือความทุกข์ที่ไม่มีเสียง

แม่น้ำกกและแม่น้ำสายไม่เพียงแต่เป็นสายน้ำหลักของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตเกษตรกรรม การประมง และการบริโภคของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน ทว่าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏจากการตรวจวัดน้ำที่แสดงค่า “สารหนู” และ “ตะกั่ว” สูงเกินมาตรฐาน กระทั่งเข้าสู่ปี 2568 สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายจุด

การเฝ้าระวังโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ พบว่า “ทุกครั้งที่มีการตรวจวัด ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2568 มีจุดที่พบสารหนูเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง” ส่งผลให้เกิดความกังวลลึกในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ใช้แม่น้ำในการอุปโภคบริโภคโดยตรง

ศูนย์อำนวยการฯ ส่วนหน้า ตอบสนองเร็ว-สื่อสารชัด-แก้ปัญหาจริง

ในวันนี้ (6 มิ.ย.) นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า) เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข และรองผู้ว่าฯ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ ผ่านระบบ Zoom Meeting ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อ “วางแนวทางบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ” โดยมีหัวข้อเร่งด่วน เช่น

  • รายงานคุณภาพน้ำในพื้นที่
  • การวิเคราะห์ตะกอนดิน
  • ปรับปรุงระบบสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจง่าย
  • เตรียมรับมือกรณีประชาชนร้องเรียน หรือมีข่าวที่ก่อให้เกิดความตระหนก

ที่ประชุมได้เสนอให้ “รวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานในทิศทางเดียว” เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ทั้งจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน พร้อมข้อเสนอให้หน่วยงานเฉพาะทาง เช่น กรมประมง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเกษตรจังหวัด ตรวจผลแล็บซ้ำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม 4 จุดหลัก ปูโครงข่ายตรวจสอบในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เปิดศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำจำนวน 4 จุดหลัก ได้แก่:

  1. จุดที่ 1 ศูนย์การแพทย์แผนไทย สะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (แม่น้ำกก) – ดูแลโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  2. จุดที่ 2 ศูนย์หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย (แม่น้ำกก) – ดูแลโดยกรมควบคุมมลพิษ
  3. จุดที่ 3 ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย (แม่น้ำสาย) – ดูแลโดยสำนักงานควบคุมมลพิษ
  4. จุดที่ 4 สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน (แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง) – ดูแลโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

แต่ละจุดจะติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ พร้อมป้ายแสดงผลต่อสาธารณะ และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยตรง โดยมีหน่วยงานระดับจังหวัด-อำเภอ-ท้องถิ่น เข้าร่วมปฏิบัติงานประจำศูนย์ฯ อย่างใกล้ชิด

การสื่อสารที่ชัด คือเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนรับรู้ โดยเน้นการสื่อสารที่ “ตรงความจริง ชัดเจน สม่ำเสมอ และมีภาษาที่เข้าใจง่าย” เพื่อลดความวิตกกังวลจากข่าวลือหรือข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ พร้อมแนะนำแนวทางการปฏิบัติเมื่อพบเห็นหรือได้รับผลกระทบจากน้ำที่ปนเปื้อน

จากน้ำปนเปื้อน สู่คำถามเรื่องธรรมาภิบาลทรัพยากรน้ำ

กรณีแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเชิงสิ่งแวดล้อม แต่คือบททดสอบสำคัญของกลไกรัฐไทยในการจัดการวิกฤติระดับภูมิภาค เมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงใช้เวลานานเกินไปในการรับรู้ปัญหา เหตุใดข้อมูลที่เปิดเผยจึงแตกต่าง และเหตุใดแม่น้ำที่ควรเป็นแหล่งชีวิตกลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความวิตกในทุกวัน

การจัดตั้งศูนย์ฯ ส่วนหน้า และศูนย์เฝ้าระวังระดับพื้นที่ หากสามารถทำงานอย่างบูรณาการจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึง “เจตจำนงทางการเมือง” ที่จะไม่นิ่งเฉยเมื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกระทบความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนทั้งลุ่มน้ำ

สรุป

ปัญหาน้ำปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก คือสัญญาณชัดเจนว่า ไทยต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบสื่อสารข้อมูลภาครัฐ การบูรณาการที่ดีเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถนำพาประชาชนข้ามพ้นวิกฤตนี้อย่างมั่นใจ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า)
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • รายงานการประชุมวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

รับน้องรถทัวร์ ม.พะเยา สร้างความประทับใจแรก

มหาวิทยาลัยพะเยาเปิดบ้านต้อนรับนิสิตใหม่ กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” เสริมสร้างบรรยากาศอบอุ่น สานสายสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย

พะเยา, 4 มิถุนายน 2568 – ในช่วงเวลาที่รั้วมหาวิทยาลัยกลับมาคึกคักอีกครั้งต้อนรับการเปิดภาคเรียนใหม่ “มหาวิทยาลัยพะเยา” ได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงเติมเต็มความประทับใจแรกให้กับนิสิตใหม่เท่านั้น แต่ยังสร้างบรรยากาศของความอบอุ่นและความร่วมมือระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องและครอบครัว ภายใต้สองกิจกรรมหลัก ได้แก่ “รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2568

กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” ความทรงจำแรกในชีวิตนิสิต

เช้าวันที่ 4 มิถุนายน 2568 บริเวณหน้าหอพักนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เมื่อขบวนรถทัวร์จากทุกภูมิภาคทยอยเดินทางมาถึงเพื่อส่งนิสิตใหม่และครอบครัว กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 วันนี้ เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างสภานิสิต องค์การนิสิต หน่วยกิจกรรมเวียง สารวัตรนิสิต และกองกิจการนิสิต ภายใต้โครงการ “ต้อนรับนิสิตใหม่และผู้ปกครอง”

เมื่อก้าวลงจากรถทัวร์ น้อง ๆ จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรุ่นพี่อาสา และทีมงานด้วยเสียงเชียร์ ของที่ระลึก และมุมถ่ายภาพสุดน่ารัก สร้างรอยยิ้มและช่วยคลายความตื่นเต้นของนิสิตใหม่ หลายครอบครัวต่างรู้สึกประทับใจที่บรรยากาศในวันแรกของชีวิตมหาวิทยาลัยกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น

รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” สานสายใยระหว่างรุ่น

ในเวลาเดียวกัน กิจกรรม “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ก็เริ่มต้นขึ้น ณ หอพักนิสิต UP Dorm ตลอด 3 วันนี้ ศูนย์ปฏิบัติการมหาวิทยาลัยพะเยาจิตอาสาได้ระดมกำลังรุ่นพี่และสมาชิกสโมสรนิสิตจากคณะต่าง ๆ มาคอยช่วยเหลือนิสิตใหม่และผู้ปกครองในการขนย้ายสัมภาระ แนะนำเส้นทาง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการรายงานตัว การใช้ชีวิตในหอพัก และการปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อ น้ำใจ และการแบ่งปัน ผู้ปกครองจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกเบาใจและมั่นใจในคุณภาพของ “บ้านหลังใหม่” แห่งนี้ ด้วยความร่วมมือของนิสิตและบุคลากรที่ใส่ใจและดูแลกันเสมือนครอบครัวเดียวกัน

วันที่ 4 - 6 มิถุนายน 2568 โดยมี สภานิสิต องค์การนิสิต หน่วยกิจกรรมเวียง สารวัตรนิสิต ร่วมกับ กองกิจการนิสิต เป็นแม่งานหลัก ภายใต้โครงการ “ต้อนรับนิสิตใหม่และผู้ปกครอง”

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพในรั้วพะเยา

กิจกรรมทั้งสองนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “พิธีต้อนรับ” แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้เกิดสายสัมพันธ์และเครือข่ายมิตรภาพในหมู่นิสิต ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยพะเยา การมีรุ่นพี่คอยให้คำแนะนำ และรุ่นน้องที่กล้าเปิดใจรับสังคมใหม่ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากชีวิตนักเรียนสู่การเป็นนิสิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจ

วิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรม วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง

เมื่อวิเคราะห์ในเชิงผลลัพธ์ กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยพะเยาที่มุ่งสร้าง “สังคมแห่งมิตรภาพและความร่วมมือ” ที่เป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเต็มไปด้วยความกังวลใจของนิสิตและครอบครัว กิจกรรมต้อนรับที่อบอุ่นเป็นกันเองนี้ จึงช่วยลดช่องว่างและความกังวลในใจ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจและความอบอุ่นที่พร้อมจะส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกทักษะชีวิตของรุ่นพี่นิสิตให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การเสียสละ การให้บริการ และการดูแลผู้อื่น ถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ออกแบบมานอกห้องเรียนอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของการเดินทางใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังบวก

“รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังบวกในรั้วมหาวิทยาลัยพะเยา พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการเติบโตในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น กิจกรรมต้อนรับเช่นนี้จึงไม่เพียงช่วยเติมเต็มความทรงจำดี ๆ ให้กับนิสิตใหม่และครอบครัว หากยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “บ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นและพร้อมจะดูแลทุกชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย”

ศูนย์ปฏิบัติการมหาวิทยาลัยพะเยาจิตอาสา ได้จัดกิจกรรมจิตอาสา “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ณ หอพักนิสิต UP Dorm

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ซ้อมแผนน้ำท่วมเชียงราย เตรียมพร้อมรับมือ 2568

เชียงรายเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยปี 2568 ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เสริมระบบเตือนภัย-ซักซ้อมแผนรับมือ ยกระดับความปลอดภัยประชาชน

เชียงราย, 3 มิถุนายน 2568 — ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกปี จังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดที่มีภูมิประเทศติดลุ่มน้ำสำคัญของภาคเหนือ ยังคงให้ความสำคัญกับการรับมือและเตรียมความพร้อมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การประชุมใหญ่ ผนึกกำลังหลายฝ่าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดประชุมอบรมการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2568 โดยมี พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37/ผบ.ศบภ.มทบ.37) มอบหมายให้ พ.อ. สิงหนาท โลสุยะ เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 37/เสธ.ศบภ.มทบ.37 เข้าร่วมประชุม ร่วมกับ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกว่า 15 หน่วยงาน เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, ปภ., หน่วยกู้ภัย, มูลนิธิเพื่อนพึ่งพา และหน่วยงานท้องถิ่น

ปัญหาอุทกภัย บทเรียนจากอดีตสู่การวางแผนปี 2568

การประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือ การทบทวนมาตรการป้องกันน้ำท่วมในปี 2567 และเสนอแนะแนวทางป้องกันและลดความเสี่ยงในปี 2568 ซึ่งเชียงรายนับเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเกือบทุกปี สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเมืองเชียงราย และพื้นที่ติดแม่น้ำกก แม่น้ำโขง

ไพโรจน์ แอบยิ้ม ผู้ทรงคุณวุฒิลุ่มน้ำโขงเหนือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้นำเสนอแนวทางป้องกันน้ำท่วมปี 2568 พร้อมข้อสังเกตว่า

  1. การวิเคราะห์หน้าตัดลำน้ำยังไม่ครอบคลุมข้อมูลขุดลอกล่าสุด จึงต้องสำรวจสภาพปัจจุบันอย่างละเอียดมากขึ้น
  2. ควรขยายขอบเขตสำรวจให้เลยฝายเชียงราย เพื่อประเมินผลกระทบต่อการท่วมในพื้นที่
  3. แนะนำให้เพิ่มการสำรวจริมตลิ่ง เพื่อประเมินขอบเขตการขยายตัวของพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

ระบบเตือนภัยน้ำท่วมปรับปรุง-ยกระดับ

อีกประเด็นสำคัญคือการนำเสนอระบบเตือนภัยน้ำท่วมแม่น้ำกก โดย ผศ.ดร.พงศ์พันธุ์ กาญจนการุณ ผู้ทรงคุณวุฒิลุ่มน้ำโขงเหนือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ระบุว่าระยะเวลาแจ้งเตือนภัยปัจจุบัน (จากสถานีสะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน ถึงสะพานขังพญามังราย) มีเวลาประมาณ 11 ชั่วโมง ก่อนที่น้ำจะเข้าสู่เขตเมืองเชียงราย ควรเสริมระบบ Flood Mark หรือ Flood Map เพื่อแจ้งเตือนขอบเขตที่ชัดเจน พร้อมแนะนำให้เฝ้าระวังระบบอัตโนมัติในช่วงฤดูฝนเดือนสิงหาคม-กันยายน ที่อาจขัดข้องจากสภาพอากาศ

แผนฝึกอบรม-ซักซ้อมสร้างเครือข่ายปฏิบัติการจริง

จังหวัดเชียงรายได้กำหนดการฝึกอบรมการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยปี 2568 ในเดือนกรกฎาคม โดยจัดกิจกรรมครอบคลุม 3 วัน ได้แก่

  • วันแรก: ประชุมเชิงปฏิบัติการ ทบทวนแผนบรรเทาสาธารณภัย ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์
  • ภาคบ่าย: ฝึกจำลองสถานการณ์น้ำท่วมและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
  • วันที่สอง: อบรมพัฒนาเครือข่ายเครื่องจักรกลสาธารณภัย
  • วันที่สาม: ซักซ้อมแผนอุทกภัยอำเภอแม่สาย โดยผนวกแผนงานของ ปภ. 15 จังหวัด ร่วมกับ มทบ.37 ใช้งบประมาณจากมูลนิธิเพื่อนพึ่งพา

ความท้าทายใหม่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนตกหนักมากกว่าค่าเฉลี่ย การละลายของหิมะบนภูเขาในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำโขงผันผวนรวดเร็ว การเตรียมพร้อมจึงต้องยึดข้อมูลจริงและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

การบูรณาการคือคำตอบ

จากการประชุมในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าการรับมืออุทกภัยของเชียงรายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคประชาชน นักวิชาการ และมูลนิธิเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทและพร้อมตอบสนองสถานการณ์ได้จริง หากบูรณาการแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชียงรายจะสามารถลดผลกระทบจากอุทกภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของพื้นที่

เชียงรายเดินหน้าสู่เมืองปลอดภัยจากอุทกภัย

แผนเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยปี 2568 ของจังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างของการวางแผนเชิงรุกและยืดหยุ่น พร้อมผสานพลังกับเทคโนโลยีและฐานข้อมูลจริง สะท้อนการเรียนรู้และปรับตัวจากอดีตสู่อนาคต เพื่อให้ประชาชนเชียงรายอุ่นใจในทุกฤดูฝน

ประชุมการฝึกอบรมการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานประชุมเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย 3 มิ.ย. 2568
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ www.onwr.go.th
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย www.disaster.go.th
  • มณฑลทหารบกที่ 37
  • มูลนิธิเพื่อนพึ่งพา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มะม่วงเชียงรายวิกฤต ราคาดิ่ง เกษตรกรขาดทุนหนัก

วิกฤตราคามะม่วงตกต่ำในรอบหลายปี เกษตรกรเชียงรายขาดทุนหนัก เสียงสะท้อนจากชุมชนถึงภาครัฐ

เชียงราย, 3 มิถุนายน 2568 — เช้าตรู่ในฤดูเก็บเกี่ยวที่ควรจะเต็มไปด้วยความหวังของชาวสวนมะม่วง อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เมื่อมีภาพมะม่วงจำนวนมากถูกนำมาทิ้งข้างทาง เผยให้เห็นอีกด้านของปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเล่นงานเกษตรกรไทยอย่างรุนแรงในปีนี้

จากสวนสู่ข้างทาง จุดเริ่มต้นของวิกฤต

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านกระแล หมู่ 7 ตำบลแม่เปา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ได้พบกับนายปรีชา ลักษณาการ กำนันตำบลแม่เปา ซึ่งเป็นเจ้าของสวนมะม่วงกว่า 200 ไร่ ภายในสวนแห่งนี้ปลูกมะม่วงหลากหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดอกไม้สีทอง โชคอนันต์ อาร์ทูอีทู มหาชนก และแก้วขมิ้น โดยผลผลิตจะถูกส่งไปยังล้ง จุดรับซื้อกลาง มีพ่อค้าแม่ค้าตลาดไทมารับไปขายในตลาดกรุงเทพฯ บ้าง หรือส่งออกไปยังประเทศจีนและมาเลเซีย

ปีนี้กลับกลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี ราคามะม่วงร่วงหนักสวนทางกับต้นทุนที่พุ่งสูง ทำให้เกิดภาพเศร้าใจเมื่อเกษตรกรต้องนำมะม่วงที่ตกเกรดหรือมีแมลงวันเจาะมาเททิ้งไว้ข้างถนน ภาพเหล่านี้กลายเป็นประเด็นในโลกโซเชียล สะท้อนวิกฤตการณ์ที่ชาวสวนกำลังเผชิญ

เสียงจากคนทำสวนขายก็ขาดทุน ทิ้งก็เจ็บปวด

นายปรีชาเผยว่า แม้ชาวสวนในพื้นที่จะพยายามควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดด้วยการห่อผลมะม่วงทุกลูก เพื่อป้องกันแมลงและสร้างมาตรฐาน แต่ก็ยังไม่วายประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างหนัก “ปีที่แล้ว มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด A ขายได้ 80 บาท/กก. แต่ปีนี้ลดเหลือแค่ 21-22 บาท/กก. ส่วนมะม่วงแก้วขมิ้นที่กำลังได้รับความนิยม ปีที่แล้วขาย 40 บาท/กก. ปีนี้เหลือแค่ 11-12 บาท/กก. เรียกว่าราคาตกทุกสายพันธุ์” กำนันปรีชากล่าว

สำหรับมะม่วงที่ถูกนำไปทิ้งข้างทาง ส่วนใหญ่มักเป็นมะม่วงตกเกรดหรือถูกแมลงวันเจาะจนขายไม่ได้ “เราเองไม่อยากทิ้ง แต่ตลาดไม่รับซื้อ ราคาก็ตกต่ำมาก” นายปรีชาย้ำ

เศรษฐกิจโลกดิ่ง ต้นทุนสูง กระทบหนักถึงชาวสวนรายย่อย

สาเหตุที่ทำให้ราคามะม่วงตกต่ำในปีนี้ มาจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตอื่น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและราคาภายในประเทศโดยตรง

ขณะที่ต้นทุนการผลิต เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวยังคงสูงไม่เปลี่ยนแปลง หลายคนบ่นกับกำนันว่า ถึงทำงานหนักแค่ไหนแต่ก็แทบไม่มีเงินเหลือ “เราเองก็ต้องให้กำลังใจชาวสวน ว่าถึงปีนี้จะขาดทุนอย่างไร ก็ต้องดูแลรักษาต้นไว้ เผื่อปีหน้าราคากลับมาดีขึ้น” กำนันปรีชากล่าวอย่างมีความหวัง

วิกฤตการณ์ในโลกออนไลน์และข้อเท็จจริงในพื้นที่

ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพมะม่วงถูกนำไปทิ้งเป็นจำนวนมาก หลายฝ่ายแสดงความห่วงใยต่อเกษตรกรในพื้นที่ นายปรีชาให้ข้อมูลว่า “ในพื้นที่ตำบลแม่เปา ยังไม่พบเห็นการนำมะม่วงไปทิ้งแบบที่แชร์กัน อาจจะเป็นมะม่วงจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ผ่านมาตรฐานตลาดหรือถูกแมลงเจาะ”

ข้อเสนอจากชุมชน อยากเห็นรัฐช่วยเหลือแบบเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ชาวสวนคาดหวังจากภาครัฐไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้น แต่ต้องการมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับที่เคยทำในช่วงราคาหอมกระเทียมตกต่ำ จังหวัดให้กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วจังหวัดช่วยซื้อคนละ 1 ถุง (10 กก./ถุง) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร

“ปีนี้ราคามะม่วงตกต่ำสุดในรอบหลายปี อยากให้จังหวัดใช้มาตรการเดียวกันนี้กับชาวสวนมะม่วงบ้าง จะช่วยให้พวกเรามีกำลังใจและสามารถดำรงอาชีพต่อไปได้” กำนันปรีชาย้ำข้อเรียกร้อง

อนาคตเกษตรกรเชียงรายอยู่ที่ไหน?

แม้ว่าชาวสวนบางส่วนในพื้นที่อาจรอดจากวิกฤตราคาตกต่ำด้วยการรักษาคุณภาพผลผลิตเพื่อให้ได้ราคาดี แต่สำหรับชาวสวนรายย่อยที่ต้นทุนน้อย หรือประสบปัญหาผลผลิตตกเกรด กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด หากไม่เร่งแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้หลักของครอบครัว เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว และท้ายที่สุดอาจต้องละทิ้งอาชีพทำสวนมะม่วงที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงภาครัฐ ในการทบทวนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการสนับสนุนตลาด ผลักดันการแปรรูป และส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียว

สรุป

ปัญหาราคามะม่วงตกต่ำในอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่สูง และขาดกลไกช่วยเหลือที่เหมาะสมจากภาครัฐ เสียงจากชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการรับฟังและนำไปปรับใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องอาชีพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สัมภาษณ์นายปรีชา ลักษณาการ กำนันตำบลแม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย
  • ข่าวช่อง 7HD “มะม่วงราคาตกต่ำหนักสุดในรอบหลายปี” เผยแพร่ 3 มิถุนายน 2568
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.moac.go.th
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายยันเอง น้ำ-ผัก-ปลา ปลอดสารหนู

เชียงรายยืนยัน “น้ำประปา-ผัก-ปลา” ปลอดภัย ไร้สารหนูปนเปื้อน ตรวจสอบมาตรฐานสากล พร้อมทหารเดินหน้าป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงยืนยันคุณภาพน้ำประปา ผัก และปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก “ปลอดภัย” หลังดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล โดยไม่พบการปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน ทั้งยังมีมาตรการเฝ้าระวังและการจัดการปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

การแถลงข่าวความปลอดภัยด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เฝ้าระวัง

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2568) ณ ห้องประชุมศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ร่วมแถลงข่าวถึงสถานการณ์คุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน อาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และการตรวจสอบความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่

นายชรินทร์ ทองสุข ระบุว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายจุด แต่ผลการทดสอบโดยเครื่องมือเบื้องต้น (Test Kit) ไม่สามารถนำมาอ้างอิงอย่างเป็นทางการได้ จำเป็นต้องอาศัยผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017 สามารถตรวจวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้

ข้อมูลการตรวจสอบและผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์

นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า หลังมีข่าวการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานกำหนด กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแหล่งน้ำใกล้เคียงใน 6 อำเภอ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน โดยพบปริมาณน้อยกว่า 0.001 – 0.009 มิลลิกรัมต่อลิตร

ต่อมา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ได้ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านบริเวณใกล้แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกในอำเภอแม่สายและเชียงแสน รวม 6 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบปริมาณสารหนูน้อยกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด

ในเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2568 ได้วางแผนเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้าน พืชผัก และปลา รวมชนิดละไม่น้อยกว่า 19 ตัวอย่าง ตรวจวิเคราะห์โดยวิธีมาตรฐานสากล (Standard Methods For the Examination of Water and Wastewater. 24TH Edition. Washington DC: APHA Press; 2023. part 3030, 3110 : p 3-10) ด้วยเทคนิค AAS และ AOAC 2015.01 เทคนิค ICP-MS ในระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025:2017

ผลการตรวจสอบครั้งแรกจำนวน 80 ตัวอย่าง แบ่งเป็นน้ำประปาหมู่บ้าน 36 ตัวอย่าง พืชผัก 21 ตัวอย่าง และปลาแม่น้ำ 23 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ ผลการตรวจโลหะหนักชนิดอื่น ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว เหล็ก ฟลูออไรด์ คลอไรด์ ไนเตรท และแมงกานีส ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานเช่นกัน

การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและการดูแลประชาชน

จากกรณีประชาชนในอำเภอแม่สายบางรายมีอาการผื่นแดงหลังใช้น้ำจากบ่อในครัวเรือน เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำตรวจสารหนูเบื้องต้นด้วย Test Kit จำนวน 3 จุด ไม่พบการปนเปื้อนแต่อย่างใด และเก็บตัวอย่างบ่อน้ำบาดาล 6 จุด ตรวจหาสารปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจยืนยันว่าไม่พบเกินค่ามาตรฐานทั้งน้ำประปา พืชผัก และปลา

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนใช้เฉพาะน้ำที่ผ่านการกรองหรือปรับปรุงคุณภาพตามมาตรฐาน พร้อมแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การบริหารจัดการสถานการณ์และการสื่อสารสาธารณะ

นายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ยืนยันถึงการเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการด้านสุขภาพอย่างเข้มข้น โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งมีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลการดำเนินการอย่างโปร่งใสแก่ประชาชนทุกระยะ

มาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายฝากถึงประชาชนในพื้นที่ ให้มั่นใจในผลการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการที่มีความเชี่ยวชาญ โดยจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการป้องกันเฝ้าระวังและสร้างความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกด้าน

ทหารบกเดินหน้าป้องกันน้ำท่วมพื้นที่แม่สาย

ในวันเดียวกัน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการก่อสร้างพนังคอนกรีตและคันดินริมแม่น้ำสาย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำรอยจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีข้าราชการทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ให้การต้อนรับ

การดำเนินงานของทหารช่างในพื้นที่แม่สาย มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวเพื่อป้องกันน้ำท่วมทะลักเข้าชุมชน ในพื้นที่ที่มีอาคารติดแม่น้ำสาย ได้มีการเชื่อมเหล็กปิดช่องประตูหน้าต่างอย่างเข้มงวด ขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ได้มอบดอกไม้และป้ายขอบคุณแก่เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาช่วยเหลือในทุกมิติ

สถานการณ์ปัจจุบันและข้อเสนอแนะต่อสาธารณชน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำว่า สถานการณ์สารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำจังหวัดเชียงรายขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าเฝ้าระวังต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพและใช้เฉพาะน้ำประปาที่ผ่านการรับรอง พร้อมติดตามข่าวสารจากราชการอย่างใกล้ชิด

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

  • ผลตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน พืชผัก ปลา จำนวนรวม 80 ตัวอย่าง ไม่พบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน
  • ปริมาณสารหนูในน้ำประปาเฉลี่ยน้อยกว่า 0.001–0.009 มก./ลิตร ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด (อ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)
  • ผลตรวจโลหะหนักอื่นๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เหล็ก ฟลูออไรด์ คลอไรด์ ไนเตรท แมงกานีส ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (อ้างอิง: ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย)
  • ข้อมูลอ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร, Standard Methods For the Examination of Water and Wastewater. 24TH Edition. Washington DC: APHA Press; 2023, ISO/IEC 17025:2017

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“อบต.แม่อ้อ” จ่อขึ้นยกระดับ เป็น ‘เทศบาลตำบล’ ปลายปี 68

อบต.แม่อ้อ จ.เชียงราย เตรียมยกระดับเป็นเทศบาลตำบลปลายปี 2568 พร้อมเดินหน้าพัฒนาเมืองรองรับภารกิจใหม่

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่อ้อ เตรียมยกฐานะเป็น “เทศบาลตำบลแม่อ้อ” อย่างเป็นทางการภายในปลายปี 2568 นี้ นับเป็นเทศบาลตำบลแห่งที่ 3 ในพื้นที่อำเภอพาน ต่อจากเทศบาลตำบลเมืองพาน และเทศบาลตำบลสันมะเค็ด

เดินหน้ายื่นเรื่องกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการปกครอง

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายธีระพงษ์ เผ่ากา นายก อบต.แม่อ้อ พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอยกฐานะจาก อบต. เป็นเทศบาลตำบลตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านจะนับถอยหลังภายในระยะเวลา 180 วัน ก่อนครบวาระบริหารของชุดปัจจุบันในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

จาก “พ่อแคว่น” ถึงเทศบาลตำบล: พัฒนาการของตำบลแม่อ้อ

แม่อ้อมีประวัติการปกครองยาวนาน โดยมีการกล่าวถึงในตำนานปากเปล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ว่าเคยอยู่ภายใต้การปกครองแบบ “พ่อเมือง” ก่อนที่รัฐไทยจะปรับรูปแบบการปกครองเป็น “กิ่งอำเภอพาน” เมื่อปี 2450 และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลในปี 2539 ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537

หลักเกณฑ์สำคัญในการยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาลตำบล

การยกฐานะครั้งนี้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 14 พ.ศ. 2562) และ พ.ร.บ. สภาตำบลและ อบต. พ.ศ. 2537 (แก้ไขถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562) โดยต้องผ่านเกณฑ์ต่อไปนี้:

  1. มีประชากรไม่น้อยกว่า 5,000 คน
  2. มีรายได้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท/ปี (ไม่รวมเงินอุดหนุน)
  3. พื้นที่ต้องมีลักษณะเป็นชุมชนเมือง มีสาธารณูปโภคพื้นฐานครบถ้วน
  4. ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20% เห็นชอบผ่านการสำรวจประชามติ
  5. ได้รับมติเห็นชอบจากสภา อบต. และผ่านการกลั่นกรองจากอำเภอ จังหวัด และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  6. ประกาศจัดตั้งในราชกิจจานุเบกษาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ผลกระทบและโอกาสจากการยกฐานะ

การยกฐานะส่งผลให้โครงสร้างบริหารทั้งหมดเปลี่ยนแปลง โดยสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. จะพ้นจากตำแหน่ง และต้องมีการเลือกตั้งเทศบาลชุดใหม่ นอกจากนี้ งบประมาณ ทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ และภารกิจต่าง ๆ ของ อบต. จะถูกโอนเข้าสู่เทศบาลใหม่โดยอัตโนมัติ

ข้อเปรียบเทียบ เทศบาลตำบล vs อบต.

  • เทศบาลตำบลจะมีอำนาจบริหารที่ครอบคลุมมากกว่า อบต. โดยเฉพาะด้านผังเมือง ขนส่ง ขยะ และระบบสาธารณูปโภค
  • รายได้และงบประมาณของเทศบาลจะเพิ่มขึ้นจากภาษีท้องถิ่นและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
  • ภาพลักษณ์การพัฒนาเมืองที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยว
  • อย่างไรก็ตาม การเป็นเทศบาลหมายถึงภาระงานที่มากขึ้น คาดหวังจากประชาชนที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายบริหารที่เพิ่มขึ้นด้วย

แม่อ้อพร้อมหรือยังกับการเป็นเทศบาล?

จากข้อมูลประชากรและรายได้ที่สอดคล้องกับเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย ตำบลแม่อ้อถือว่ามีศักยภาพในการเป็นเทศบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่มีการเติบโตของประชากร มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมีรายได้จากภาษีท้องถิ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนและผู้นำท้องถิ่นก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เทศบาลตำบลแม่อ้อให้เป็นไปอย่างราบรื่น หากสามารถรักษาเอกลักษณ์ชุมชนควบคู่กับการยกระดับบริการสาธารณะ ก็จะช่วยให้เทศบาลแห่งใหม่นี้สามารถเติบโตอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนประชากร ต.แม่อ้อ: ประมาณ 6,800 คน (ที่มา: สนง.ทะเบียนราษฎร์ อ.พาน)
  • รายได้รวม อบต.แม่อ้อ ปีงบประมาณ 2567: ประมาณ 34.2 ล้านบาท (ที่มา: สนง.การคลัง อบต.แม่อ้อ)
  • จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่: ประมาณ 4,100 คน (ที่มา: กกต.จังหวัดเชียงราย)
  • ผลสำรวจความเห็นประชาชนในการเปลี่ยนฐานะ: เห็นชอบ 83% จากการสำรวจประชาคมหมู่บ้าน 12 หมู่บ้าน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (dla.go.th)
  • สำนักงานทะเบียนราษฎร์ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแม่อ้อ
  • กกต. จังหวัดเชียงราย
  • หนังสือแนวทางยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาลตำบล สำนักบริหารการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย ลุยน้ำท่วมแม่สาย

อบจ.เชียงรายเร่งลงพื้นที่รับมืออุทกภัยแม่สาย น้ำสายล้นตลิ่งท่วมชุมชนบ้านปิยะพร

เชียงราย, 30 พฤษภาคม 2568 – จากอิทธิพลของฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งและไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนบ้านปิยะพร ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทำให้ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในบริเวณบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อมด้วยคณะทำงาน ประกอบด้วย นายเสน่ห์ ปัญญาดี ที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงราย พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่บ้านปิยะพรอย่างเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น

กระสอบทราย-กำลังใจ แผนช่วยเหลือด่วนจาก อบจ.เชียงราย

อบจ.เชียงราย ได้ดำเนินการจัดส่งกระสอบทรายให้แก่ประชาชนที่ประสบภัย เพื่อนำไปวางกั้นน้ำบริเวณบ้านพักอาศัยและจุดเสี่ยงของหมู่บ้าน ทั้งยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอาสาสมัครที่ร่วมลงพื้นที่อย่างไม่ย่อท้อในการควบคุมสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

การบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจาก ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่น ซึ่งร่วมกันประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับ อบจ.เชียงราย และหารือแนวทางการรับมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างมีแผนรองรับ

นายก อบจ.เชียงราย ยืนยันว่า อบจ.เชียงรายพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที ลดความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยให้ได้มากที่สุด

ความเสี่ยงซ้ำซ้อนจากภูมิประเทศและภาวะโลกร้อน

พื้นที่อำเภอแม่สายถือเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศติดแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่รับน้ำจากฝั่งประเทศเมียนมาและลุ่มน้ำฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เมื่อฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องหรือเกิดฝนตกในฝั่งเมียนมา ก็มีโอกาสสูงที่ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและล้นตลิ่งดังเช่นครั้งนี้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ปริมาณฝนในภาคเหนือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-10% ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา และอาจกระทบต่อแผนบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นที่ยังขาดระบบระบายน้ำถาวรในบางพื้นที่

ความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากบ้านปิยะพร ยังมีพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านป่าซาง บ้านเกาะช้าง ที่เริ่มมีรายงานน้ำล้นตลิ่งเบื้องต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะสวนข้าวโพดและไร่ชาในเขตอำเภอแม่สายตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด

อบจ.เชียงราย ได้เตรียมประสานงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เพื่อจัดเก็บข้อมูลความเสียหายด้านเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดทำรายงานนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อของบประมาณเยียวยาต่อไป

แนวโน้มอุทกภัยต้องใช้ ‘ระบบจัดการ’ ไม่ใช่เพียง ‘การบรรเทา’

แม้การลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนของ อบจ.เชียงราย จะช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านระบบป้องกันน้ำท่วมถาวร เช่น การขุดลอกคูคลอง การสร้างเขื่อนป้องกันริมแม่น้ำ และการพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน

ในระยะยาว จังหวัดเชียงรายจำเป็นต้องเร่งทำแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติแบบองค์รวม พร้อมปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ให้ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในอำเภอแม่สายช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2568: 137 มม. (ที่มา: ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ)
  • ระดับน้ำแม่น้ำสายวันที่ 30 พ.ค. 2568 สูงกว่าระดับตลิ่ง 0.7 เมตร (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ)
  • พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากใน อ.แม่สาย: 5 ตำบล 18 หมู่บ้าน (ที่มา: สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายเบื้องต้น: บ้านเรือน 46 หลังได้รับผลกระทบ, พื้นที่เกษตรกว่า 130 ไร่ (ที่มา: อบจ.เชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่สายเร่งสอบนายทุน บุกรุกที่ราชพัสดุ ป่าสงวน

นายทุนแฝงรุกป่าสงวนเชียงราย จัดสรรขายที่ดินรัฐหวั่นกระทบมั่นคงชาติ

เชียงรายตรวจเข้ม! แฉพฤติกรรมจัดสรรที่ดินรัฐอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เชียงราย, 30 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายกลายเป็นจุดสนใจระดับชาติอีกครั้ง หลังมีรายงานผ่านช่องยูทูปชื่อดังเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตโครงการพัฒนาดอยตุง (คพต.) และที่ราชพัสดุในอำเภอแม่สาย โดยมีการจัดสรรแบ่งขายอย่างเปิดเผยผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งสร้างความกังวลต่อทั้งภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

ลงพื้นที่ตรวจสอบด่วนหลังมีรายงานการขายที่ดินผ่านไลฟ์เฟซบุ๊ก

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงราย และผู้นำชุมชน ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ 3 จุดหลักในตำบลเวียงพางคำ

  • บ้านผาแตก หมู่ 10 (ซอยผาคำ 11) พื้นที่ประมาณ 11 ไร่
  • บ้านป่ายางใหม่ หมู่ 4 พื้นที่ประมาณ 7 ไร่
  • บ้านป่าเมือดรุ่งเจริญ หมู่ 5 พื้นที่ประมาณ 23 ไร่

พื้นที่ทั้งหมดถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการบุกรุกโดยกลุ่มนายทุนบางกลุ่ม ซึ่งมีเป้าหมายรองรับการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาและชาวจีนเทา ด้วยวิธีการเปิดขายผ่านป้ายและการไลฟ์สดทางโซเชียลมีเดีย

ตั้งโต๊ะแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ในที่ประชุม ณ ชั้น 4 ที่ว่าการอำเภอแม่สาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมติร่วมกัน 3 ข้อสำคัญ

  1. สั่งระงับกิจกรรมในพื้นที่ทั้งหมดทันที พร้อมรื้อถอนป้ายประกาศและโพสต์ขายทางออนไลน์
  2. ให้หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ร่วมตรวจสอบสถานะกรรมสิทธิ์ของแต่ละแปลง
  3. มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชน 8 ตำบลในแม่สายเฝ้าระวัง หากพบความผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ที่ดินรัฐกลายเป็นสินค้าราคาสูงในตลาดลับ

การรายงานข่าวโดยสื่อออนไลน์ได้นำเสนออย่างชัดเจนว่ามีการแสดงเจตนาขายที่ดินของรัฐอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของพื้นที่ซึ่งจัดสรรไว้สำหรับการอยู่อาศัยของประชาชนผู้ยากไร้ หรือการใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งทางฝ่ายปกครองกำลังเร่งสืบสวน

ความเสี่ยงระยะยาวต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

หนึ่งในประเด็นที่เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลคือ หากไม่รีบจัดการและปล่อยให้กระบวนการซื้อขายแบบผิดกฎหมายดำเนินไป อาจส่งผลให้พื้นที่ในอำเภอแม่สายตกอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มชาติพันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

นอกจากนี้ การตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ปัญหาด้านอาชญากรรม เศรษฐกิจสีเทา และการบิดเบือนโครงสร้างประชากรในเขตพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา

เสียงเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐตรวจสอบ-ลงโทษ-ปกป้องประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ต่างเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ เช่น กรมธนารักษ์ กรมป่าไม้ และสำนักงานที่ดิน เร่งตรวจสอบข้อมูลเอกสารสิทธิ์ของพื้นที่ที่ถูกบุกรุก พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด

เสียงสะท้อนจากชุมชนยืนยันว่า พื้นที่เหล่านี้ควรสงวนไว้ให้กับผู้มีสิทธิ์โดยชอบตามกฎหมาย ไม่ใช่เปิดโอกาสให้ทุนต่างถิ่นเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐ

ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนายทุนแฝง

หากวิเคราะห์ในเชิงลึก ปัญหานี้สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบกำกับดูแลที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนซึ่งมีจุดอ่อนในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้งยังเปิดช่องให้มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารใหม่ เช่น ไลฟ์เฟซบุ๊ก มาเป็นเครื่องมือขายที่ผิดกฎหมาย

การตรวจสอบที่แม่นยำและการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการปัญหาเชิงระบบ

การบุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินรัฐในประเทศไทย

จากรายงานของกรมป่าไม้ พบว่าในปี 2566 มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทั่วประเทศกว่า 279,000 ไร่ โดยในภาคเหนือมีสัดส่วนการบุกรุกสูงสุดถึง 36% ของทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินระบุว่ามีกรณีฟ้องร้องเรื่องสิทธิ์ครอบครองที่ดินของรัฐมากกว่า 4,500 คดี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย
  • กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
  • รายงานสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่า ปี 2566
  • รายงานข่าวจาก YouTube ช่อง “เจาะลึกจริง” และเฟซบุ๊กไลฟ์กลุ่มขายที่ดินแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ยันจัดงาน “เชียงรายไพรด์ 2025” ที่เซ็นทรัล

เชียงรายไพรด์ 2025 – งานแห่งความกล้าหาญและความเท่าเทียม สะท้อนพลังบวกในสังคมและปักหมุดเชียงรายสู่เมืองต้นแบบแห่งความหลากหลายของประเทศไทย

เชียงราย, 28 พฤษภาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมแถลงข่าวเตรียมความพร้อมการจัดงาน “เชียงรายไพรด์ 2025” เพื่อส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ และเสริมสร้างพลังบวกแก่ชุมชน LGBTQIA+ จังหวัดเชียงรายเดินหน้าเป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่าง หวังสร้างวัฒนธรรมใหม่แห่งความเท่าเทียมในสังคม

 

เชียงรายจับมือทุกภาคส่วน ประกาศจัด “เชียงรายไพรด์ 2025”

เมื่อวันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.00 น. ที่ห้องธรรมปัญญา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย แถลงข่าวร่วมกับนายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย และนายพงศ์ภีระ พัฐภีระพงศ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพลัสเชียงราย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง รวมถึงเยาวชนและกลุ่ม LGBTQIA+ เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก สะท้อนพลังการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วนในพื้นที่

ผลักดันสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ และพลังบวกในสังคม

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า “เชียงรายไพรด์ 2025” ถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงออกถึงพลังแห่งความกล้าหาญ การยืนหยัด และการสนับสนุนสิทธิของพี่น้องผู้มีความหลากหลายทางเพศในจังหวัดเชียงรายและสังคมไทยโดยรวม ย้ำว่า อบจ.เชียงรายให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาโดยตลอด

รองนายก อบจ.เชียงราย ยังกล่าวอีกว่า “ความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามในวัฒนธรรมของสังคม ควรได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง เชียงรายคือพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างปลอดภัย ภาคภูมิใจ และมีคุณค่า”

การจัดงาน “เชียงรายไพรด์ 2025” สร้างพื้นที่ปลอดภัยและเฉลิมฉลองอัตลักษณ์

งาน “เชียงรายไพรด์ 2025” จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ด้วยความร่วมมือจากมูลนิธิเอ็มพลัสเชียงราย และเครือข่ายภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ภายในงานจะมีกิจกรรมเฉลิมฉลองและขบวนพาเหรดแห่งความภาคภูมิใจ รณรงค์ให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ เวทีเสวนา และกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชน LGBTQIA+ พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่น

งานนี้ได้รับความร่วมมือจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคการศึกษาในจังหวัดอย่างกว้างขวาง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงรายสู่เมืองแห่งความเท่าเทียมในระดับสากล

มุมมองและเสียงจากชุมชน LGBTQIA+ และเยาวชน

ภายในงานแถลงข่าวมีอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังของเชียงราย อาทิ ซัดดัมโซคิ้ว และมิว ลำสูลำ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตในฐานะบุคคลหลากหลายทางเพศ พร้อมทั้งตัวแทนเยาวชนจากโครงการ MPLUS Ambassador ร่วมเวทีเสวนา ส่งเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสังคมที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และให้คุณค่ากับทุกอัตลักษณ์

ผู้แทนเยาวชนได้กล่าวว่า “ความหวังของคนรุ่นใหม่ คือการสร้างสังคมที่ทุกคนรู้สึกมีคุณค่า มีพื้นที่ให้แสดงออกอย่างอิสระ ปลอดภัย และปราศจากอคติ”

ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและภาพลักษณ์เชียงราย

การจัดงาน “เชียงรายไพรด์ 2025” ไม่เพียงสร้างพลังบวกและแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์จังหวัดเชียงรายในฐานะพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศ เพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยว ส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในท้องถิ่น ให้จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวและกลุ่ม LGBTQIA+ จากทั่วประเทศ

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม Pride ในหลายจังหวัด มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของการจัดงาน Pride สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงจัดงานกว่า 250 ล้านบาท และคาดว่าจังหวัดเชียงรายจะได้รับประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน

การพัฒนาอย่างยั่งยืนและแนวทางขับเคลื่อน

อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายยังเดินหน้าส่งเสริมบทบาทชุมชน LGBTQIA+ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ และการพัฒนาทักษะเยาวชน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในทุกมิติ

จากข้อมูลของมูลนิธิเอ็มพลัส พบว่าจังหวัดเชียงรายมีประชากร LGBTQIA+ กว่า 6,000 คน หรือร้อยละ 2.5 ของประชากรทั้งจังหวัด และมีอัตราการเปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นกว่า 10% ต่อปี ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศที่เปิดกว้างและการยอมรับในพื้นที่

การวิเคราะห์และแนวโน้มอนาคต

เชียงรายไพรด์ 2025 เป็นมากกว่างานเฉลิมฉลอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างสังคม ประชาชน เยาวชน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า “ความหลากหลายคือพลังในการขับเคลื่อนสังคมไทย” การจัดงานในครั้งนี้จะนำไปสู่การวางรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ลดอคติทางเพศ และเสริมสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

สถิติและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนประชากร LGBTQIA+ จังหวัดเชียงราย กว่า 6,000 คน (มูลนิธิเอ็มพลัส, 2567)
  • รายได้จากการจัดงาน Pride ของเชียงใหม่ปี 2566 กว่า 250 ล้านบาท (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567)
  • งาน Pride ส่งผลต่อการรับรู้สิทธิและอัตราการเปิดเผยตัวตนของบุคคลหลากหลายทางเพศ เพิ่มขึ้นกว่า 10% ต่อปี (มูลนิธิเอ็มพลัส, 2566)
  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQIA+ มีการเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี (สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, 2566)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิเอ็มพลัสเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
  • อินฟลูเอ็นเซอร์และตัวแทนเยาวชนโครงการ MPLUS Ambassador
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ช่วย รมต. ลงเชียงราย เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อน

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อนและอุทกภัยลุ่มน้ำกก–สาย เชียงราย เน้นบูรณาการทุกภาคส่วน มั่นใจคุณภาพน้ำปลอดภัย

ประเทศไทย, 28 พฤษภาคม 2568 –พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานจากส่วนกลาง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อน (สารหนู) ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย รวมถึงประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยได้รับความร่วมมือจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หน่วยงานระดับอำเภอ กรมการทหารช่าง และองค์กรที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและภูมิภาค

วิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความหวังของคนเชียงราย

ปัญหาสารปนเปื้อนในลำน้ำกกและแม่น้ำสาย ถือเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง จากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำที่ผ่านมาพบการปนเปื้อนของสารหนูในบางจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน รวมถึงความปลอดภัยด้านประมง เกษตรกรรม และการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ได้ทำให้ประชาชนในหลายอำเภอ โดยเฉพาะแม่สายและเชียงแสน ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาสารปนเปื้อนและความเสี่ยงจากอุทกภัยในเวลาเดียวกัน

 

ความร่วมมือเชิงบูรณาการ เร่งฟื้นฟูคุณภาพน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก พร้อมคณะผู้แทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมประชุมรับฟังรายงานสถานการณ์จากนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วน

ที่ประชุมได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในน้ำแบบเฉพาะกิจ มีการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเป็นระยะ ร่วมกับมาตรการเสริมสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงโครงการพัฒนาระบบประปาให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ

พลเอก นิพัทธ์ เน้นย้ำว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน โดยเน้นการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และชัดเจน พร้อมเปิดเผยว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการที่จังหวัดเชียงรายนำเสนอ และจะเร่งขับเคลื่อนให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ติดตามสถานการณ์อุทกภัย-สารปนเปื้อนแม่สายอย่างใกล้ชิด

หลังการประชุมคณะฯ ได้ลงพื้นที่สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมริมแม่น้ำกก และตรวจงานขุดลอกเพื่อระบายน้ำ พร้อมเดินทางต่อไปยังเขื่อนเชียงรายและอำเภอแม่สาย เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย

ในเวลา 14.30 น. พลเอก นิพัทธ์ พร้อมคณะ ได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย เดินทางเข้าสู่ศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อรับฟังรายงานจากนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายอิทธิพล ช่างกลึงดี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 16 ร่วมติดตามสถานการณ์

จุดสำคัญคือการลงพื้นที่ชุมชนหัวฝาย เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างแนวพนังกั้นน้ำชั่วคราวและกึ่งถาวรบริเวณริมแม่น้ำสาย ซึ่งดำเนินงานโดยกรมการทหารช่าง นำโดยพลโท สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง รายงานว่าขณะนี้หน่วยงานได้เร่งขุดลอกลำน้ำรวก ระยะทางรวม 18 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมขังในฤดูฝนปีนี้

การสื่อสารสร้างความเข้าใจ มุ่งมั่นลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจ

นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และสื่อสารข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ตรงกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและมาตรการป้องกันน้ำท่วม เพื่อคลายความวิตกกังวลและสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัย

พลเอก นิพัทธ์ ยืนยันกับประชาชนจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ชายแดนว่า น้ำประปาในพื้นที่ปลอดภัย สามารถบริโภคได้ตามมาตรฐาน ขณะที่น้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายยังคงใช้เพื่อการประมงและการเกษตรได้อย่างปกติ หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดได้ออกตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวจากการปนเปื้อนสารหนู

การวิเคราะห์และข้อสังเกต จากวิกฤตสู่โอกาสสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

เหตุการณ์ในครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มแข็งของการประสานงานระหว่างรัฐบาลกลาง จังหวัด และท้องถิ่นในการรับมือกับภัยพิบัติและปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงซ้อน แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยหลายประการ เช่น ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากกิจกรรมในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา) แต่ด้วยระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำและการแจ้งเตือนแบบบูรณาการ ส่งผลให้สามารถควบคุมและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามาตรการขุดลอกลำน้ำและก่อสร้างแนวพนังกั้นน้ำ ได้ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน และลดผลกระทบต่อชุมชนในเขตลุ่มน้ำสายและลุ่มน้ำกกอย่างเห็นได้ชัด โดยชาวบ้านและเกษตรกรสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

สถิติและแหล่งอ้างอิง

  • ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ: กรมควบคุมมลพิษ (2568) รายงานว่าปริมาณสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ลดลงสู่ค่ามาตรฐานใน 90% ของจุดตรวจวัดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา
  • น้ำประปาจังหวัดเชียงราย: การประปาส่วนภูมิภาค รายงานคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์มาตรฐาน WHO ทุกสถานี
  • ขุดลอกลำน้ำรวก: กรมการทหารช่าง รายงานดำเนินการขุดลอกระยะทาง 18 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์แล้ว 14 กิโลเมตร
  • เฝ้าระวังสุขภาพประชาชน: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย รายงานการคัดกรองสุขภาพประชาชนในเขตเสี่ยงกว่า 7,000 คน ไม่พบผู้ป่วยโรคเฉียบพลันจากสารหนูในรอบ 6 เดือน
  • ข้อมูลประชาสัมพันธ์: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย, OSS อำเภอแม่สาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักนายกรัฐมนตรี
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมการทหารช่าง
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE