Categories
NEWS UPDATE

AOC 1441 เผย 5 เคสรายสัปดาห์หลอกเทรดหุ้น เคสเดียวกว่า 20 ล้านบาท

 

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วย

 

คดีที่ 1 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,546,602 บาทรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับมิจฉาชีพผ่านทางแอปพลิเคชัน Line อ้างชื่อว่า อานัท นภาพรรณ ชักชวนหารายได้พิเศษ เปิดร้านค้าออนไลน์อ้างว่าเป็นตัวแทนของแอปพลิเคชัน TikTok Shop เมื่อมีผู้สั่งสินค้าเข้ามาในระบบ ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปในระบบก่อน แล้วจะได้รับผลตอบแทนเปอร์เซ็นต์จากยอดขายสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป พอต้องการจะถอนเงินออกมาใช้ระบบล็อกไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

 คดีที่ 2 หลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 21,603,597 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านทางแอปพลิเคชัน Facebook แล้วได้มีการติดต่อพูดคุย ผ่านทางแอปพลิเคชัน Line จนเกิดความเชื่อใจ จากนั้นมิจฉาชีพได้ชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นโดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงมีการโอนเงินลงทุนไปหลายครั้ง แต่เมื่อต้องการถอนเงินออกมาใช้ ก็ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จริง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก
 
 คดีที่ 3 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 4,139,353.77 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มายังผู้เสียหาย แจ้งว่าได้จับกุมผู้ต้องหา ในคดียาเสพติดและมีการซัดทอดผู้เสียหายว่า ได้มีการรับโอนเงินจากขบวนการค้ายาเสพติดจากนั้นมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยโอนเงินในบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจะโอนกลับคืนให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปแต่ก็ไม่ได้รับเงินโอนคืนกลับมา ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก
 
 คดีที่ 4 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 1,300,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินโทรศัพท์มายังผู้เสียหาย แจ้งว่าได้รับเงินคืน ค่าชำระภาษีที่ดิน โดยให้ผู้เสียหายตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากลิงก์ที่ส่งมาให้ ผู้เสียหายจึงได้ทำการติดตั้งลิงก์ดังกล่าวลงในโทรศัพท์ ภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีธนาคารของตนเองพบว่าได้ถูกโอนออกไปจากบัญชี จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก
 
คดีที่ 5 หลอกลวงให้กู้เงินอันมีลักษณะฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 1,086,240.45 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายทำการกู้ยืมเงินผ่านโฆษณาแอปพลิเคชันทาง Line มิจฉาชีพแสดงภาพโลโก้ แอบอ้างเป็นธนาคาร UOB ผู้เสียหายนึกว่าเป็นธนาคารจริง จึงสอบถามรายละเอียด การกู้ยืมเงินและได้กรอกข้อมูลสำคัญต่าง ๆ จนเสร็จ มิจฉาชีพแจ้งผู้เสียหายว่า ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้แต่ให้โอนเงินเพื่อยืนยันตัวตนก่อน จึงจะสามารถรับเงินกู้ได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินไป มิจฉาชีพแจ้งว่าทำรายการโอนเงินผิดเงื่อนไข ทำให้ต้องโอนเงินใหม่อยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายได้รับข้อความรหัสในการกดถอนเงินมา แต่ก็ไม่สามารถกดถอนเงินออกมาได้จริง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก

รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี 29,675,793 บาท

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นกังวล และขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล

“ดีอี ขอเตือนภัยให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 หรือหากประชาชนมีข้อสงสัยโดนหลอกออนไลน์สามารถโทรปรึกษา  สายด่วน AOC 1441 และ GCC 1111 โทรฟรีตลอด 24 ชม.

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สายด่วน AOC 1441

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

รวมพลัง Kick Off Line OA “อบจ.เชียงราย CR-PAO”

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2567 เวลา 14.00 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธี Kick Off เปิดตัว Line OA “อบจ.เชียงราย CR-PAO” อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นางทรงศรี คมขำ รองนายก อบจ.เชียงราย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ประธานสภา อบจ.เชียงราย นายประเสิรฐ ชุ่มเมืองเย็น รองประธานสภา อบจ.เชียงราย ณ บริเวณโถงชั้น 1 อบจ.เชียงราย โดยมีนายไพรัช มหาวงศนันท์ หน.ฝ่ายบริการสาธารณสุข อบจ.เชียงราย กล่าวรายงาน และมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการและ บุคลากร อบจ.เชียงราย เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

 

เนื่องด้วย สถานการณ์โรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังใน จ.เชียงราย มีแนวโน้มสูงขึ้น และความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดสถานะสุขภาพของประชาชน เมื่อบุคคลมีความรอบรู้ด้านสุขภาพน้อยและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้บุคคลนั้นไม่สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้น กองสาธารณสุข ร่วมกับงานประชาสัมพันธ์ งานส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ อบจ.เชียงราย สอน. รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงราย 
 
 
จึงได้สร้าง Line OA ขึ้น เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนอย่างมีคุณภาพ ในรูปแบบใหม่ในแนวคิด “โฮงยาใกล้บ้าน” เช่นได้รับความรู้ผ่านมือถือเครื่องเดียวได้ทุกที่ ทุกเวลา และทั่วถึงทุกคน ผู้ป่วยสามารถเลือกวันนัด หรือนัดหมายล่วงหน้าในการมาพบแพทย์ได้สะดวกรวดเร็ว ได้รับความสะดวกสบายในด้านการมารับบริการ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย โดย Line OA ดังกล่าวได้ใช้ชื่อว่า“อบจ.เชียงราย“ 
 
 
เพื่อให้ประชาชนทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าร่วมติดตามรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เช่น ข้อมูลกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ ข้อมูลด้านสุขภาพ เป็นต้น และ ในทุกๆ รพ.สต./สอน.ในสังกัด อบจ.เชียงรายจะมี Line OA เพื่อให้แกนนำสุขภาพ ประชาชนในพื้นที่ตนเอง ได้ติดตามรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เช่น สามารถสอบถาม ข้อมูลด้านสุขภาพ ตารางการรับบริการ ข่าวสารประชาสัมพันธ์ต่างๆได้สะดวก รวดเร็ว
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

USAID Enhance ร่วมมือกับ อปท. เปิดโครงการ “สร้างเมืองแห่งการมีส่วนร่วม”

  •  

โครงการ Citizen-centric Youth Incubator (ภายใต้โดรงการ USAID Enhance)

สร้างนวัตกรรม ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสังคมที่มีส่วนร่วม สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการพัฒนาสังคม มีไอเดียสร้างสรรคันวัดกรรมหรือเทคโนโลยีที่สามารถช่วยเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ “สังคมแห่งการมีส่วนร่วม” กับเราผ่านโครงการ Citizen-centric Youth Incubator มาแสดงศักยภาพของคุณกัน!

 

โครงการ Citizen-centric Youth Incubator ภายใต้โครงการ USAID Enhance เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ อายุ 18 – 29 ปี แสดงความสามารถและสร้างไอเดียนวัตกรรมการจัดการการปกครองโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านการอบรมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการปกครองโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และประดิษฐ์ไอเดียนวัตกรรมที่ขยายเสียงประชาชนในการจัดการการปกครองส่วนท้องถิ่น กิจกรรม Hackathon นี้ไม่เพียงแต่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้แก่คนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่สามารถนำไปใช่ในพื้นที่จริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลิตภัณฑ์ตัวอย่างจากไอเดียนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือก มีโอกาสที่จะนำาไปใช่ในพื้นที่จริงโดยองค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นที่สนใจ

 

1. หากเข้าร่วมโครงการ คุณจะได้รับอะไร?

  • โอกาสในการเรียนรู้และทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • มีส่วนร่วมในพื้นที่สร้างสรรค์ตั้แต่กระบวนการพัฒนาไอเดียเพื่อสร้างนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีไปจนถึงการน่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีนั้นมาใช้จริง
  • ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นในการสร้างสังคมที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
  • ประกาศนียบัตรจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
  • รางวัลสำหรับผู้ชนะกิจกรรม Hackathon ทั้งหมด 10 รางวัล

2. คุณสมบัติของผู้สมัคร

  • อายุ 18-29 ปี
  • สนใจและมีแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท. ในพื้นที่ 8 จ้งหวัดเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ ป้ตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา เชียงราย น่าน สกลนคร อุบลราชธานี
  • มีความสนใจเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการ “สร้างเมืองแห่งการมีส่วนร่วม”
  • มีความรู้และความเข้าใจในบริบทในพื้นที่ และ/หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด
  • สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาโครงการ
  • สามารถเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ ในจ้งหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา เชียงราย น่าน สกลนคร อุบลราชธานี

3. ระยะเวลาโครงการ

  • เปิดรับสมัคร 28 ก.พ. – 8 มี.ค. 2567
  • ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 18 มี.ค. 2567
  • ผู้ผ่านการคัดเลือกของแต่ละพื้นที่เข้าร่วมอบรมในจังหวัดของตนเอง จังหวัดละ 2 วัน ระหว่าง วันที่ 22 เม.ย. – 8 พ.ค. 2567
  • Hackathon ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ ประมาณสัปดาห์ที่สี่ของเดือนพฤษภาคม 2567
  • Hackathon ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ประมาณสัปดาห์ที่สามของเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมกับประกาศผลรางวัล 10 ไอเดียที่ได้รับการคัดเลือก
  • ผู้ชนะส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากไอเดียนวัดกรรมที่ขยายเสียงประชาชนในการจัดการการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการคัดเลือก (Prototype) ภายในวันที่ 31 ก.ค. 2567

4. วิธีการสมัคร

  • สแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างเพื่อกรอกข้อมูลรายละเอียดผู้สมัคร หรือ กดลิ้งค์นี้ สมัครร่วมโครงการ
  • ส่งไอเดียแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่จังหวัดเป้าหมายในรูปแบบที่สร้างสรรค์ เช่น วิดีโอสั้น หรือเขียนอธิบายสั้น ๆ และแนบมาพร้อมใบสมัคร
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : USAID Enhance

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ตำรวจแม่จัน ตามจับเก๋งพุ่งชนแล้วหนี เจ้าตัวสารภาพใส่เกียร์ผิด

 
จากกรณีที่ รถเก๋งแจส สีบรอนซ์ จอดอยู่หน้าร้านประมาณ 3 นาที แล้วพุ่งชนประตูหน้าร้านบีเอส สินค้าราคาถูก ตรงกันข้าม เทศบาลตำบลแม่จันได้รับความเสียหาย กล้องวงจรปิดหน้าร้านบันทึกไว้แต่เห็นป้ายทะเบียนรถไม่ค่อยชัด
ทางเจ้าของร้านได้แจ้งความ พร้อมนำภาพจากกล้องวงจรปิด ขอให้ชุดสืบสวน สภ.แม่จัน ติดตามตัวจากกล้องที่บันทึกไว้
 
 
ร้านดังกล่าว ตั้งอยู่ถนนพหลโยธิน ก่อนถึงโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่จัน ตำบลแม่จัน อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย
ต่อมา พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตประสาร ผกก.สภ แม่จัน สั่งการชุดสืบแม่จัน ติดตามตัวผู้ก่อเหตุ
จนกระทั่งวันที่ 26 ก.พ.67 เวลาประมาณ 01.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งจาก พงส.เวร ว่ามีเหตุรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีเทา ไม่ทราขทะเบียนพุ่งชนประตูหน้าร้านบีเอส สินค้าราคาถูก เมื่อวันที่ 25 ก.พ.67 เวลาประมาณ 23.30 น. นั้น
 
 
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าว คือ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน กทม. และพบว่ามีนายเอก เป็นผู้ขับขี่ จึงได้สอบถามนายเอก เบื้องต้นรับว่าตนเป็นบุคคลที่ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าว และได้ขับขี่พุ่งชนประตู จริง เนื่องด้วยตนง่วงนอนจึงได้จอดรถเพื่อนอน จากนั้นเมื่อตื่นขึ้นมาตนจะกลับบ้านแต่ใส่เกียร์ผิด จึงทำให้รถชนประตูดังกล่าว จึงได้เชิญตัวไปพบ พงส.เจ้าของคดี ตรวจยึดรถคันเกิดเหตุ อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ถนนคนข่าว

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ลุย! ลงนามป้องกันไฟป่าสนับสนุน เครื่องจักรกลฯปรับปรุงแนวกันไฟป่า อ.พาน

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.30 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงราย นายทัศพงษ์ สุวรรณมงคล เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย นายสุรเชษฐ วงศ์น้อย สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อ.พาน เขต 2 ลงนาม MOU การสนับสนุนเครื่องจักรกลฯและ บุคลากร เพื่อดำเนินงานปรับปรุงแนวกันไฟป่า ร่วมกับนายอลงกรณ์ ดีน้อย นายก อบต.สันกลาง นายศรีวรรณ์ วงศ์จินา กำนัน ต.สันกลาง โดยมีว่าที่ ร.ต.ปภาวิน ปวงใจ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อ.พาน เขต 1 นายสรายุธ ฟูวงศ์ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อ.แม่สรวย เขต 1 สมาชิกสภา อบต.สันกลาง อ.พาน ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

 

โดยบันทึกข้อตกลงนี้เกิดขึ้นระหว่าง อบจ.เชียงราย โดยนายก อบจ.เชียงราย ร่วมกับ อบต.สันกลาง โดยนายก อบต. สันกลาง อ.พาน และ ผู้นำฝ่ายปกครอง โดย กำนัน ต.สันกลาง อ.พาน เป็นบันทึกข้อตกลง เพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนการสนับสนุนเครื่องจักรกลฯ เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่บ้านใหม่พัฒนา – บ้านปางอาณาเขต เชื่อมระหว่างหมู่ที่ 12 ต.สันกลาง อ.พาน – หมู่ที่ 6 ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
การดำเนินงานปรับปรุงแนวกันไฟป่า (จัดทำเอง) โดย อบจ.เชียงราย ยินดีสนับสนุนเครื่องจักรกลและยานพาหนะ พร้อมเจ้าหน้าที่ในการออกปฏิบัติงาน และ อบต.สันกลาง อ.พาน จะเป็นผู้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงๆ ในการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานดังกล่าว ในพื้นที่ ต.สันกลาง อ.พาน จ.เชียงราย ขึ้นเพื่อบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันตาม นโยบาย สามพี่น้องท้องถิ่นร่วมใจชุมชนและการมีส่วนร่วมและกระจายเครื่องจักรและบุคลากรสู่ชุมชน
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เดินหน้าเร่งโครงการ Digital Wallet ให้เกิดขึ้นภายใน พ.ค. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

 
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี ตำบลเวียงคำ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีรายงานจาก สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในประเด็น GDP ของประเทศไทยว่าไตรมาสสุดท้ายต่ำไปอยู่ที่ 1.7% โดยรวมได้ 1.9% ว่าเรื่องนี้ได้พูดไปหลายรอบแล้ว เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา GDP ประเทศไทยโตเฉลี่ยกว่า 2.2% ต่ำมาโดยตลอด ต่างกว่าเพื่อนบ้านมาก อันดับ GDP โลก ประเทศไทยก็ลงมาเรื่อย ๆ ตรงนี้ รัฐบาลนยังไม่สามารถใช้งบประมาณได้ งบประมาณยังไม่ผ่าน เร็วที่สุดน่าจะเป็น 1 เมษายน 2567 แต่ทุก ๆ กระทรวงใช้นโยบายเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น นโยบายพักหนี้ นโยบายแก้ไขหนี้นอก และในระบบ นโยบายฟรีวีซ่า หลายๆ เรื่องพยายามใช้อยู่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น แต่วันนี้เราต้องยอมรับว่ายังไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้าไปในระบบเลย 

นายกฯ กล่าวว่า ทุก ๆ หน่วยงานได้มีการปรับ GDP ลดลงตลอดเวลาทุก ๆ เดือนที่ออกมา ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะมีการทำนายที่ชัดเจนมากกว่านี้ ไม่ใช่ปรับลดทุก ๆ เดือน ซึ่งปัจจัยเกิดจากหลายๆ อย่าง เม็ดเงินใหม่ไม่มี ไม่ใช่ GDP เพียงอย่างเดียว Capacity Utilization ก็ต่ำ หมายความว่าการที่เรามีโรงงานผลิตสินค้าออกมาก็ต่ำมาก ใช้ประมาณกว่า 50% ถ้าเกิดมีโรงงาน 100 แต่ใช้ประมาณ 60% แล้วกำไรจะอยู่ตรงไหน ทุก ๆ โรงงานที่มีการอัพเกรดอยู่ตอนนี้ไม่มียอดสั่งซื้อเข้ามา เพราะกำลังซื้อต่ำ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ไม่มี เงินในกระเป๋าไม่มี  รายจ่ายสูง รัฐบาลได้ช่วยไปแล้ว เช่น ลดค่าน้ำมัน ลดค่าไฟ พักหนี้ อะไรที่ไม่มี อะไรที่ทำได้รัฐบาลทำตลอด แต่อย่างหนึ่งที่ขอฝาก นโยบายดอกเบี้ยซึ่งต้องใช้งบประมาณ ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 2.5% ถ้าลดไปครึ่งหนึ่งจะเหลือ 2.25% ก็จะช่วยบรรเทาภาระของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนได้  

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนที่นายกรัฐมนตรีได้พูดเรื่องนี้มาตลอดแต่ไม่ได้รับการตอบรับจากธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีถามกลับสื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายใครเป็นคนควบคุม ก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย ตนพูดคุยกับเลขาธิการสภาพัฒนาฯ ก็บอกว่าเราได้ทำทุกวิถีทางแล้ว และมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาฯ ระบุว่าได้คุยกับผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าถึงเวลาที่จะต้องลด ตนเองจึงบอกว่าทำไมไม่พูดคุยต่อหน้าสาธารณชนบ้าง และพูดคุยในภาษาที่ชัดเจน ซึ่ง เลขาสภาพัฒน์ ผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย และตนเองก็จบเศรษฐศาสตร์มา ตรงนี้เราไม่ได้มาเอาชนะกันแต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีการลดดอกเบี้ยเกิดขึ้น เพื่อรองบประมาณที่จะนำออกมาใช้ ทั้งนี้ ได้สอบถามกับเลขาธิการสภาพัฒนาฯ ว่าสามารถทำอะไรได้อีก หากมีอะไรที่ทำได้ก็ขอให้เสนอมา ตนเองไม่ได้จมปลักอยู่กับการลดดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่การลดดอกเบี้ยเป็นการแบ่งเบาภาระของประชาชนคนไทยทุกคน ซึ่งเห็นอยู่แล้วสำหรับตัวเลขที่ออกมา อย่างเช่นนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ก็พยามที่จะออกมาให้เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าการเติมเงินเข้าไปในระบบจำนวน 500,000 ล้านบาท จะทำให้เงินเฟ้อ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ปัจจุบันนี้ตัวเลขเงินเฟ้อติดลบอยู่แล้ว หากจะบอกว่าติดลบจากการที่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนผ่านมาตรการลดราคาน้ำมัน หรือพยุงราคาไฟฟ้า ซึ่งหากถอดดัชนีตรงนี้ออกไปเงินเฟ้อขึ้นมาไม่ถึง 1% ยังไม่ถึงกรอบต่ำสุด หลายเรื่องที่รัฐบาลทำต้องใช้เวลารวมไปถึงโครงการ Digital Wallet ด้วย หากทุกคนเห็นด้วยและพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีการทุจริต และประพฤติมิชอบ ก็จะพยามทำให้เร็วที่สุด อยากจะให้เกิดขึ้น ภายในเดือนพฤษภาคม และนโยบายอื่นก็พยายามดำเนินการอยู่ ซึ่งรัฐบาลพยายามดำเนินการทุกอย่างที่สามารถทำได้ ณ วันนี้ ยินดีรับฟังว่าอยากให้รัฐบาลทำอะไร แต่ต้องคำนึงว่างบประมาณสามารถใช้ได้หรือไม่ อย่างเร็วที่สุด 1 เมษายน ซึ่งพยามเร่งอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องที่มีการเสนอแนวคิดเข้ามามากมาย ท่านนายกจะเดินหน้าโดยไม่ต้องพะว้าพะวังได้หรือยัง เรื่องเงิน Digital Wallet นายกรัฐมนตรีตอบกลับว่า ตามที่บอกไปมีทั้ง ป.ป.ช. และคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอมา นายกฯ ก็รับฟัง ถ้าไม่รับฟังเดี๋ยวก็มาบอกอีกว่าไม่รับฟัง พยายามรับฟังอยู่ในกรอบเวลาให้เร็วมากที่สุด  ทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพึงเห็นจึงขอเวลา นายกฯ เองก็ยินดี และหากมีอะไรให้บอกมา ยินดีรับฟัง  
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“วราวุธ” เป็นพยาน พม. – ออมสิน แก้หนี้ ขรก.พม. เตรียมขยายแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย

 
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 67 เวลา 09.30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการส่งเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงิน (MSO FinProtect)” ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับธนาคารออมสิน โดยมี นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายวุฒิพงษ์ ภิรมยาภรณ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าฐานรากและสนับสนุนนโยบายรัฐ ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สะพานขาว กรุงเทพฯ

นายวราวุธ กล่าวว่า ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยถึงปัญหาหนี้สิ้นของประชาชน และได้สั่งการให้ทุกกระทรวงรวบรวมปัญหาหนี้สิ้นทั้งระบบ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของบุคลากรกระทรวง พม. โดยความร่วมมือกับธนาคารออมสิน ภายใต้ “โครงการส่งเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงิน (MSO FinProtect)” เป็นการประสานความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่บุคลากรกระทรวง พม. ตลอดจนสนับสนุนความรู้และให้คำปรึกษาแนะนำ การวางแผน และการรักษาวินัยทางการเงิน 

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งสองหน่วยงานในการช่วยเหลือสวัสดิการด้านการเงินให้แก่บุคลากรกระทรวง พม. ทุกคน ทุกระดับ โดยผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการด้านการเงินของบุคลากร เพื่อแบ่งเบา แก้ไขปัญหาภาระหนี้สิน ด้วยการสนับสนุนข้อมูล ความรู้ การให้คำปรึกษาแนะนำ การจัดการมาตรการผ่อนปรนทางด้านดอกเบี้ย การวางแผนและการรักษาวินัยทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลต่อบุคลากรที่พร้อมเข้าร่วมโครงการในวันนี้ จำนวน 3,233 คน มียอดหนี้สินรวมกัน 3,884,720,010 บาท ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้สินของบุคลากรกลุ่มนำร่อง จำนวน 150 คน วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท โดยเบื้องต้นของเป้าหมายคือ ลูกหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้นอกระบบ มีจำนวนหนี้รวมทั้งหมด 16,118,109 บาท ในจำนวนเงินดังกล่าว มีภาระชำระดอกเบี้ย จำนวนเงิน 3,183,665 บาทต่อปี หากทำการปรับโครงสร้างหนี้สินกับธนาคารออมสินแล้ว จะสามารถลดภาระการชำระดอกเบี้ยได้ จำนวนเงิน 1,733,035 บาทต่อปี จะเห็นได้ว่าเบื้องต้น เป็นโครงการนำร่องจากจำนวนบุคลากร 150 เท่านั้น และหากดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สินได้ทั้งหมด 3,233 คน จะส่งผลให้ภาระหนี้สินด้านดอกเบี้ยที่จ่ายได้ผ่อนคลายลง สำหรับบุคลากรที่ได้ปรับโครงสร้างหนี้สินในเรื่องการยืดระยะเวลาชำระ ยิ่งจะส่งผลให้ลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน ทำให้สามารถบริหารการเงินส่วนบุคคลให้เกิดสภาพคล่องในการดำรงชีพได้ดียิ่งขึ้น

นายวราวุธ กล่าวต่ออีกว่า ตั้งแต่ที่ตนได้เข้ามาทำงานที่กระทรวง พม. เมื่อเดือนกันยายน 2566 เห็นได้ว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ รวมถึงอาสาสมัครของกระทรวง พม. มีภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรับฟังปัญหาและเข้าไปแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านที่อยู่อาศัย สภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัว ดังนั้น การที่กระทรวง พม. จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูแลคนของเรา ก่อนที่จะเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะเป็นน้ำที่ไม่เคยเต็มแก้ว ดังนั้น วันนี้สิ่งที่สำคัญคือการแสดงให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวง พม. ได้เห็นว่าผู้บริหารของกระทรวง พม. ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการ เข้าใจและให้ความสำคัญกับสถานการณ์และความเป็นอยู่ของเพื่อนข้าราชการทุกคน จึงเป็นเหตุผลให้เริ่มดำเนินโครงการในวันนี้ และต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินที่เข้ามาเป็นผู้แก้โครงสร้างหนี้สินและดูแลการจัดระเบียบของหนี้สินทั้งหลายของข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. 

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นของโครงการนี้ จะเข้ามาดูปริมาณหนี้สินทั้งหมดว่า มีจำนวนเท่าไหร่และจะมาปรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตนั้นค่อนข้างสูง ดังนั้น การที่ธนาคารออมสินเข้ามาดูแลหนี้สิน ดอกเบี้ยบัตรเครดิต เราจะสามารถปรับมูลค่าดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายลดลงไปได้กว่าครึ่ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ไปได้มากพอสมควร นอกจากนี้ เรายังมีแผนเจรจากับสถาบันการเงิน เรื่องหนี้ที่อยู่อาศัย เพราะปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญของพี่น้องประชาชนรวมถึงเพื่อนข้าราชการกระทรวง พม. ดังนั้น การที่เราจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินเรื่องบ้าน ตนเชื่อมั่นว่าการทำโครงการนี้และในอนาคตนั้น จะเพิ่มศักยภาพการทำงาน
ของเพื่อนข้าราชการกระทรวง พม. ได้เป็นอย่างดี
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เลือกตั้ง กรรมการสมัย 2 นัดชุดใหม่ 6 มีนาคมนี้

 

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมัยที่ 2 โดยแบ่งการเลือกตั้งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทสมาชิกผู้ก่อตั้ง และประเภทสมาชิกสามัญ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมัยที่ 1 ที่จะหมดวาระในวันที่ 5 มีนาคม 2567 โดยมีคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เป็นประธานฯ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ นายสมาน สุดโต นักหนังสือพิมพ์อาวุโส นายสุรินทร์ ชัยวีระไทย สื่อมวลชนอาวุโสส่วนภูมิภาคและนายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นกรรมการอำนวยการเลือกตั้งฯ

 

สำหรับการเลือกตั้งกันเองโดยองค์กรสมาชิก ปรากฏผลดังนี้ กรรมการประเภทสมาชิกผู้ก่อตั้ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหนังสือพิมพ์ กลุ่มวิทยุ-โทรทัศน์ และกลุ่มดิจิทัล โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการในกลุ่มหนังสือพิมพ์ เลือกกันเอง 7 คน จากผู้สมัคร 8 คน โดยผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ได้แก่ 

1. นางสาวผุสดีคีตวรนาฎ หนังสือพิมพ์ซิงจงเอี๋ยน 

2.นายนพปฎล รัตนพันธ์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 

3.นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี เครือไทยรัฐ 

4.นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ เครือผู้จัดการ 

5.นายสวิชย์ บำรุงสุข หนังสือพิมพ์สยามรัฐ 

6.นางสาว น.รินี เรืองหนู เครือมติชน 

และ 7.นางสาวนิภาวรรณ แก้วรากมุกข์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

กลุ่มวิทยุ-โทรทัศน์ เลือกตั้งกันเอง 2 คน จากผู้สมัคร 2 คน โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ 

ได้แก่ 1.นายธรรมสถิตย์ ผลแก้ว สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี 

และ 2.นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส

 

กลุ่มดิจิทัล เลือกกันเอง 2 คน จากผู้สมัคร 3 คน โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ได้แก่ 

1.นายปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ เดอะเนชั่นออนไลน์ 

และ 2.นางสาวณยา คัตตพันธ์ คมชัดลึกออนไลน์

 

กรรมการประเภทสามัญ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนังสือพิมพ์ และกลุ่มดิจิทัล โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการในกลุ่มหนังสือพิมพ์ เลือกกันเอง 3 คน จากผู้สมัคร 6 คน โดยผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการ ได้แก่ 

1. นายภูวสิษฏ์ สุขใส หนังสือพิมพ์ภาคใต้โฟกัส จ.สงขลา 

2.นายศักดิ์สิทธิ์ วิบูลศิลป์โสภณ หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ จ.เพชรบุรี 

และ 3.นายจักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ หนังสือพิมพ์ประชามติ จ.ตราด

 

ส่วนกลุ่มดิจิทัล ทำการเลือกกันเอง 1 คน จากผู้สมัคร 3 คน โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ได้แก่ 

นายสราวุฒิ แซ่เตี๋ยว เชียงใหม่นิวส์ออนไลน์ จ.เชียงใหม่          

 

จากนั้นกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท ได้ประชุมร่วมกันเพื่อเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่างๆ 8 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิสาขากฎหมาย นักวิชาการสื่อสารมวลชน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสิทธิมนุษยชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาละ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอาวุโสและประสบการณ์สูงด้านสื่อมวลชน ซึ่งไม่สังกัดองค์กรใดอีก 2 คน เพื่อให้ได้กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติครบทั้ง 23 คน จากนั้นจะมีการประชุมส่งมอบงานระหว่างกรรมการชุดเก่าและชุดใหม่ในวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณา โปรดพระราชทานน้ำหลวงสรงศพครูบาแสงหล้า

 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานน้ำหลวงสรงศพหลวงปู่ท่านเจ้าคุณพระรัตนรังษี (พระครูบาแสงหล้า ธมฺมสิริ) อายุ 96 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุสายเมือง โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ณ วิหารหลวง วัดพระธาตุสายเมือง จ.ท่าขี้เหล็ก สหภาพเมียนมา

 
ครูบาแสงหล้า ธัมมสิริ หรือหลวงปู่เจ้าคุณพระรัตนรังษี อายุ 96 ปี 76 พรรษา เจ้าอาวาสวัดพระธาตุสายเมือง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ติดกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2567 ณ วัดพระธาตุสายเมือง หลังจากได้อาพาธด้วยอาการชราภาพมาตั้งแต่กลางปี 2565 เป็นต้นมา ทำให้บรรดาพระภิกษุผู้ใหญ่รวมถึงฝ่ายฆารวาสต่างจัดเตรียมสถานที่นำสรีระของครูบาแสงหล้าประกอบพิธีทางศาสนาภายในวัดโดยพร้อมเพียงกัน
ครูบาแสงหล้าได้อาพาธเมื่อเดือน ก.ค.2565 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จ.ท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นพระเกจิชื่อดังอีกรูปได้อาพาธเช่นกัน ทำให้ทางคณะลูกศิษย์ได้นิมนต์ให้พระภิกษุทั้ง 2 รูป เดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ในประเทศไทย ต่อมาครูบาบุญชุ่มได้หายจากอาการอาพาธในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา แต่ครูบาแสงหล้าได้รับการรักษาต่ออีกประมาณ 8 เดือน และเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2566 คณะลูกศิษยได้นิมนต์ให้เดินทางกลับวัดพระธาตุสายเมืองกระทั่งมรณภาพดังกล่าว
 
 
หลังจากในช่วงที่พักรักษาอาการอาพาธอยู่ที่วัดได้มีบุคคลสำคัญเดินทางไปกราบนมัสการและเยี่ยมดูอาการอย่างต่อเนื่อง เช่น พระพุทธิญาณมุนี (ประเสริฐ ปัญญาวชิโร) เจ้าคณะ จ.เชียงราย ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร หรือแม้แต่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมาพร้อมภริยา ฯลฯ เนื่องจากครูบาแสงหล้าเป็นพระเกจิที่เคารพสักการะของผู้คนทั้งในประเทศเมียนมา ไทย สปป.ลาว และจีนตอนใต้
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อาชีวศึกษาเชียงราย คว้าดับเบิ้ลแชมป์! ภาคเหนือ – ระดับประเทศทักษะการบริการ

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567  ทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ได้ส่งตัวแทนนักเรียน นักศึกษา เข้าทำการแข่งขันทักษะวิชาชีพและทักษะวิชาพื้นฐาน ระดับชาติ ระหว่างวันที่ 5 – 9 กุมภาพันธ์ 2567 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี

 

ซึ่งแผนกวิชาการโรงแรม ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย คว้าแชมป์ระดับชาติ การแข่งขันทักษะการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ในครั้งนี้ได้สำเร็จ โดยประเภททีม ระดับปวช./ปวส.ประกอบไปด้วย  นางสาวบู้เดอ เบเช / นางสาวจันทร์หอม บุญติ๊บ  / นางสาวนิระดา แสงงาม  เป็นนักศึกษาระดับชั้น ปวส. สาขาวิชาการโรงแรม ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันทักษะการบริการอาหารและเครื่องดื่ม

 

ในชุดนี้เคยทำการคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ในการแข่งขันทักษะการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ระดับภาคเหนือ งานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 35 ปีการศึกษา 2566 ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มาแล้ว

 

การแข่งขันทักษะดังกล่าวฯ ดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการฯ ได้มอบหมายให้ นางพิมพ์ณดา นนประสาท หัวหน้าแผนกวิชาการโรงแรม และนายประดิษฐ์ คงตุ่น เป็นครูผู้ควบคุม ในงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) ระดับชาติ ปีการศึกษา 2566 ณ วิทยาลัยสารพัดช่างบรรหาร-แจ่มใส จังหวัดสุพรรณบุรี

 

โดยการประชุมองค์กรวิชาชีพฯระดับชาติและการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการอาชีวศึกษาสู่โลกสากล มีการพัฒนาความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ วิชาการ และยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง ผ่านกิจกรรมการพัฒนาสมาชิกให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษา “เรียนดี มีความสุข” และถือเป็นกิจกรรมที่รวมพลังชาวอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ และเป็นการสร้างสายใยเครือข่าย พี่ เพื่อน น้องชาวอาชีวศึกษา ส่งเสริมให้สมาชิกในองค์การ ได้แสดงออกถึงการเป็นผู้ที่มีศักยภาพ ถึงความเป็นผู้นํา ความสามารถ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น พร้อมที่จะนําพาเพื่อนสมาชิกในองค์การ ตลอดจนชุมชน สังคมและประเทศชาติ ให้พัฒนาต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News