Categories
NEWS UPDATE

ครม.ไฟเขียวร่างกฎหมายใหม่ ปลดล็อกที่ดินทำกินในอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ที่เสนอโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แถลงข่าวหลังการประชุม

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ

ร่างพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับนี้ประกอบด้วย:

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามมาตรา 121 ของ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

ร่างพระราชกฤษฎีกาเหล่านี้จัดทำขึ้นเพื่ออนุญาตให้ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ดังกล่าวก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ โดยรัฐไม่ได้ให้สิทธิ์ในที่ดิน แต่ให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกกฎหมาย พร้อมกับมีหน้าที่ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ

การอนุญาตให้ใช้ที่ดินทำกิน

ครม. ได้กำหนดให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในระยะเวลา 20 ปี โดยจะมีการกำหนดเขตที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้ชัดเจน โดยไม่ขยายพื้นที่เพิ่มเติม

พื้นที่ที่ครอบคลุมภายใต้โครงการนี้ ได้แก่:

  • อุทยานแห่งชาติ จำนวน 4 แห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (เพชรบูรณ์) และอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ (จันทบุรี)
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง (เพชรบูรณ์)
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ลพบุรี)

การช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้ จะได้รับการสำรวจสิทธิ์โดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งกำหนดให้แต่ละครอบครัวถือครองที่ดินไม่เกิน 20 ไร่ และหากมีครัวเรือนร่วมทำกิน จะถือครองได้ไม่เกิน 40 ไร่ ทั้งนี้ การโอนสิทธิ์หรือยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้าใช้ที่ดินไม่ได้

การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายภูมิธรรม เวชยชัย ระบุว่าครม. ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามและทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้มีความยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเสริมว่า ร่างพระราชกฤษฎีกานี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ละเมิดกฎหมาย

ความสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญในการแก้ไขกฎหมายนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินในพื้นที่ป่าโดยไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาอีกต่อไป พร้อมทั้งย้ำว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายเดิม

“เป้าหมายสำคัญคือให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างมีความสุขและถูกต้องตามกฎหมาย” นายปกรณ์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเน้นว่าการแก้ไขกฎหมายนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต

สรุปผลการประชุม

ครม. ได้เห็นชอบให้ดำเนินการตามร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนการใช้ที่ดินทำกินอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายจัดงานลอยกระทง ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง สืบสานวัฒนธรรม

เทศบาลนครเชียงรายเตรียมพร้อมจัดงานลอยกระทง “ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง” สืบสานประเพณีท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา เทศบาลนครเชียงรายได้ประกาศจัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง” โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2567 ณ สวนสาธารณะริมน้ำกก (ฝั่งหมิ่น) เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเชียงราย พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

เน้นความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการจัดงานครั้งนี้ โดยเน้นการ รักษาความปลอดภัย และการ ควบคุมมาตรการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมงานได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ นอกจากนี้ยังได้จัดทำความสะอาดพื้นที่สวนสาธารณะและริมน้ำกก พร้อมตรวจสอบระบบไฟฟ้าและไฟส่องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้เข้าร่วมงาน

กำหนดการจัดกิจกรรม

งานลอยกระทงปีนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน โดยมีกิจกรรมที่หลากหลายให้ประชาชนได้เข้าร่วม ดังนี้:

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567

  • เวลา 17.00 น. เริ่มกิจกรรม ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง ณ วิหารวัดฝั่งหมิ่น
  • เวลา 18.30 น. พิธีเปิดโครงการจัดงานประเพณีลอยกระทง ณ สวนสาธารณะริมน้ำกก (ฝั่งหมิ่น)
  • เวลา 19.00 น. การประกวด หนูน้อยนพมาศ และการแสดงศิลปะวัฒนธรรมจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2567

  • เวลา 17.00 น. เริ่มกิจกรรมลอยกระทง
  • เวลา 18.00 น. การประกวด กระทงใหญ่ ณ สวนสาธารณะริมน้ำกก (ฝั่งหมิ่น)
  • เวลา 19.00 น. การประกวด เทพีนพมาศ และการแสดงจากศิลปินชื่อดัง เต็นท์ พิชญา ยอดแสง และแพรว รัตนาพร นอสูงเนิน พร้อมด้วยวงดนตรีจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย

กิจกรรมพิเศษ: ประกวดคลิปสั้นส่งเสริมการท่องเที่ยว

เทศบาลนครเชียงรายยังได้จัดกิจกรรม ประกวดคลิปวิดีโอสั้น ภายใต้หัวข้อ “แอ่วลอยกระทง ฮิมน้ำกก” โดยให้ประชาชนส่งผลงานความยาว 60-180 วินาทีเข้าร่วมประกวด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจ ผลงานที่ชนะจะได้รับ เงินรางวัล ดังนี้:

  • รางวัลที่ 1: 10,000 บาท
  • รางวัลที่ 2: 7,000 บาท
  • รางวัลที่ 3: 5,000 บาท
  • รางวัลที่ 4: 3,000 บาท
  • รางวัลที่ 5: 2,000 บาท
  • รางวัลชมเชย 5 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 โดยปิดรับผลงานในเวลา 16.00 น.

ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจ

งานลอยกระทงในปีนี้ นอกจากจะเป็นการสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงรายแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเยี่ยมชมงานลอยกระทงที่จัดขึ้นอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการจำหน่ายสินค้าและของฝากจากชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมในช่วงเทศกาล

มาตรการรักษาความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เทศบาลนครเชียงรายได้วางแผนการจัดการเพื่อ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเก็บขยะและกำจัดขยะหลังจบงาน โดยเน้นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวใช้ กระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น กระทงจากใบตองหรือวัสดุธรรมชาติ เพื่อลดขยะพลาสติกและปกป้องแม่น้ำกกให้คงความสวยงาม

เทศบาลยังเน้นการ จัดระเบียบการจราจรและการจัดพื้นที่จอดรถ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดงาน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

AOT เตือนปล่อยโคมเสี่ยงคุก เตือนอันตรายถึงเครื่องบิน

AOT เตือนอันตรายจากการปล่อยโคมลอยช่วงลอยกระทง อาจกระทบเที่ยวบินและความปลอดภัย

[กรุงเทพฯ 11 พฤศจิกายน 2567] บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ออกมาเตือนประชาชนถึงอันตรายจากการปล่อยโคมลอยในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบินอย่างรุนแรง ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า การปล่อยโคมลอย โคมไฟ โคมควัน พลุ ตะไล บั้งไฟ หรือแม้แต่โดรน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่ออากาศยานได้หลายประการ เช่น เครื่องบินสูญเสียการควบคุม เกิดอุบัติเหตุ หรือหากโคมเข้าไปในเครื่องยนต์ อาจทำให้เกิดการระเบิดได้ นอกจากนี้ ยังบดบังทัศนวิสัยของนักบินและรบกวนสมาธิในการบิน

อันตรายจากการปล่อยโคมลอย

ดร.กีรติเน้นย้ำว่า การปล่อยโคมลอยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกและปรับสูงสุด หากก่อให้เกิดความเสียหายต่ออากาศยาน อาจมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต

มาตรการควบคุมการปล่อยโคมลอย

  • เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ: ห้ามปล่อยโคมลอยในเขตพื้นที่ดังกล่าวโดยเด็ดขาด
  • พื้นที่อื่นๆ: ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นล่วงหน้า
  • โดรน: ต้องขออนุญาตจากสนามบินหากบินในรัศมี 9 กิโลเมตรจากสนามบิน
  • จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย: กำหนดเวลาและพื้นที่ในการปล่อยโคมลอยอย่างชัดเจน

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายซึ่งเป็นพื้นที่ที่นิยมปล่อยโคมลอย โดยในเขตพื้นที่ความปลอดภัยในการเดินอากาศบริเวณใกล้เคียง ทชม.และ ทชร.และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษระดับ 1 (พื้นที่สีแดง) ไม่อนุญาตให้ปล่อยโคมลอยไม่ว่าช่วงเวลาใด ซึ่งพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อน

โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดระยะเวลาในการจุดหรือปล่อย คือ สามารถปล่อยโคมลอย โคมไฟได้ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2567 ระหว่างเวลา 19.00-01.00 น. และปล่อยโคมควัน (ว่าวฮม) ได้ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น. สำหรับจังหวัดเชียงรายสามารถปล่อยโคมลอยได้ในวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2567 ระหว่างเวลา 21.00-01.00 น. และปล่อยโคมควันได้ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.

ผลกระทบต่อเที่ยวบิน

เนื่องจากความเสี่ยงจากการปล่อยโคมลอย สายการบินหลายแห่งจึงตัดสินใจยกเลิกและเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินในช่วงเทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปล่อยโคมลอยเป็นจำนวนมาก

AOT สนับสนุนประเพณีลอยกระทง

แม้ว่า AOT จะต้องออกมาเตือนถึงอันตรายจากการปล่อยโคมลอย แต่ก็ยังคงสนับสนุนการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีไทย โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสกับบรรยากาศของเทศกาลลอยกระทง

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562
  • พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558
  • ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวทางในการพิจารณาอนุญาตให้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกทำการบินภายในระยะ 9 กิโลเมตรจากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน พ.ศ. 2561

สรุป

AOT ขอให้ประชาชนร่วมมือกันงดการปล่อยโคมลอยในช่วงเทศกาลลอยกระทง เพื่อความปลอดภัยในการบินและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากต้องการร่วมสืบสานประเพณีไทย สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในท่าอากาศยานได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ เชียงราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ รพ.คืนเงินผู้ป่วยวิกฤต

ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองเชียงราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ รพ.เอกชนเตรียมคืนเงินผู้ป่วย UCEP

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยกรณี โรงพยาบาลเอกชน เก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP) ซึ่งถือเป็นสิทธิที่ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” ผู้ป่วยรายดังกล่าวจะได้รับ เงินคืนจากโรงพยาบาลเอกชน หลังจากที่การเจรจาสิ้นสุดลง

กรณีตัวอย่าง: ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

กรณีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เมื่อมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ทำงานเป็น ไรเดอร์ ประสบภาวะ อาการเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนแรง สะลึมสะลือ และน้ำลายฟูมปาก เพื่อนไรเดอร์จึงรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย โดยในช่วงนั้นสถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด ทำให้ญาติผู้ป่วยลงนามยินยอมไม่ใช้สิทธิ UCEP อย่างเร่งด่วน เนื่องจากต้องการให้เริ่มการรักษาโดยเร็วที่สุด

กระบวนการไกล่เกลี่ยและการคืนเงินค่ารักษา

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ญาติของผู้ป่วยได้พยายามย้ายตัวผู้ป่วยไปยัง โรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคม แต่โรงพยาบาลเอกชนกลับเรียกเก็บเงินค่ารักษาประมาณ 250,000 บาท และไม่ยินยอมให้ผู้ป่วยย้ายออกจนกว่าจะชำระเงิน ญาติจึงตัดสินใจชำระเท่าที่มีและเซ็นรับสภาพหนี้ไปก่อนเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถออกจากโรงพยาบาลได้

นายธนชัย ฟูเฟื่อง ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติผู้ป่วย ศูนย์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว โดยทำการรวบรวมข้อมูลและส่งหนังสือแจ้งไปยังโรงพยาบาลเอกชนว่า ผู้ป่วยรายนี้เข้าข่ายสิทธิ UCEP และโรงพยาบาลไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บเงินเพิ่มเติม

กระบวนการส่งเรื่องต่อ สปสช. และสพฉ.

ในขั้นตอนต่อมา ศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ ได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนกลาง ซึ่งต่อมา สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ ได้ประสานกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) เพื่อพิจารณากรณีนี้ โดยสพฉ. ได้ทำหนังสือยืนยันว่า เคสนี้เข้าเกณฑ์ UCEP และโรงพยาบาลควรคืนเงินให้กับญาติผู้ป่วย

ผลการเจรจาและการคืนเงิน

การเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ ญาติผู้ป่วย และตัวแทนจากโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2567 หลังจากเจรจาราว 1 ชั่วโมง โรงพยาบาลเอกชนตกลงที่จะคืนเงินให้กับญาติผู้ป่วย แต่ขอเคลมค่าใช้จ่ายกับ สปสช. ก่อน เมื่อทางโรงพยาบาลได้รับเงินจาก สปสช. แล้วจึงจะโอนคืนเงินส่วนที่เรียกเก็บไปให้กับญาติผู้ป่วย ซึ่งล่าสุด ทางโรงพยาบาลได้โอนเงินคืนให้กับผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว

ความสำคัญของสิทธิ UCEP และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

กรณีนี้เป็น กรณีตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้สิทธิ UCEP โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งโรงพยาบาลทุกแห่งมีหน้าที่ต้องเคลมค่าใช้จ่ายจาก สปสช. แทนการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยโดยตรง

การขอบคุณและความหวังในอนาคต

นายธนชัยได้ขอบคุณโรงพยาบาลเอกชนที่ยอมคืนเงินค่ารักษาและเข้าใจในกระบวนการหลังการเจรจา พร้อมเน้นย้ำว่า กรณีนี้จะเป็นบทเรียน ให้กับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิที่พึงมีอย่างแท้จริง

บทสรุป

การไกล่เกลี่ยกรณีโรงพยาบาลเอกชนเก็บเงินค่ารักษาผู้ป่วย UCEP ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ต้องยกย่องความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิ สปสช. และสพฉ. ในการดำเนินการให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิที่พึงมี กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิและการเคารพในกฎระเบียบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสุขภาพไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดเชียงราย 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายลุยป้องฝุ่น PM2.5 ปี 2568 สร้างสุขภาพดีทั่วจังหวัด

เชียงรายเตรียมพร้อมรับมือฝุ่น PM2.5 ปี 2568: สสจ.เชียงรายจับมือภาคีเครือข่ายดูแลสุขภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย) ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างครอบคลุม

การดำเนินมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่น PM2.5

ในปีที่ผ่านมา สสจ.เชียงรายได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการแจกจ่าย หน้ากากอนามัย N95 ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางจำนวนกว่า 232,000 ชิ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคหอบหืด นอกจากนี้ ทีมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน 12,162 ราย เพื่อดูแลและเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วย

นพ.วัชรพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับ อสม. ในการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง โดยไม่เพียงแค่แจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นเท่านั้น แต่ยังมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้หน้ากากอย่างถูกวิธี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุด

นวัตกรรมเพื่อป้องกันฝุ่นภายในบ้าน

เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 สสจ.เชียงรายได้ส่งเสริมการติดตั้งอุปกรณ์สร้าง แรงดันบวกภายในบ้าน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันฝุ่นไม่ให้เข้ามาภายในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้ “มุ้งปลอดฝุ่น” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดการสัมผัสกับฝุ่นละอองโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ

บริการคลินิกมลพิษและการจัดห้องปลอดฝุ่น

สสจ.เชียงรายยังได้ให้บริการ คลินิกมลพิษ ผ่านสถานพยาบาลและระบบออนไลน์กว่า 1,234 ครั้ง นอกจากนี้ยังจัดทำ ห้องปลอดฝุ่นระดับ 2 และระดับ 3 (ระบบกรองอากาศและแรงดันบวก) ในสถานพยาบาล สถานศึกษา และศูนย์เด็กเล็กทั่วจังหวัดกว่า 2,400 ห้อง พร้อมเชิญชวนร้านค้าและสถานบริการเอกชนกว่า 119 แห่ง เข้าร่วมโครงการห้องปลอดฝุ่นเพื่อให้บริการประชาชน

คัดกรองสุขภาพเจ้าหน้าที่และอาสาดับไฟป่า

นอกจากการดูแลประชาชนแล้ว สสจ.เชียงรายยังได้ดำเนินการ คัดกรองสุขภาพของเจ้าหน้าที่และอาสาดับไฟป่า จำนวน 4,429 ราย เพื่อให้มั่นใจว่ามีสภาพร่างกายพร้อมปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนสร้าง ห้องปลอดฝุ่นในบ้านด้วยตนเอง ซึ่งมีประชาชนกว่า 352 ราย เข้าร่วมสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นอย่างง่ายในบ้าน

เชิญชวนประชาชนร่วมมือเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5

นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้งดการเผาขยะและวัสดุการเกษตร รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้จังหวัดเชียงรายสามารถลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สรุป

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายยังคงเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากฝุ่นละออง โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้จังหวัดเชียงรายกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสุขภาพดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

Agoda เผยท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เที่ยวไทย

ท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของไทยกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากหันมาเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยว

Agoda ชี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ค้นหาที่พักในไทย

จากข้อมูลของ Agoda พบว่าการค้นหาที่พักในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 25% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นกลุ่มหลัก

นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยมีอัตราการเติบโตของการค้นหาที่พักสูงถึง 21% 22% และ 21% ตามลำดับ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีนโยบายยกเว้นวีซ่า เช่น อินเดีย จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และซาอุดีอาระเบีย ก็มีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย

แม้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาเที่ยวไทยกันมากขึ้น แต่คนไทยเองก็ยังคงนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 26% โดยโตเกียวเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือโอซาก้าและซัปโปโร

เวียดนามและจีน กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าสนใจ

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว เวียดนามก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย โดยมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 5% และเมืองดานังก็กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ส่วนประเทศจีนก็มีการเติบโตของการค้นหาที่พักอย่างรวดเร็วถึง 206% ซึ่งเป็นผลมาจากการยกเว้นวีซ่าและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ท่องเที่ยวภายในประเทศคึกคัก กรุงเทพฯ ยังคงเป็นอันดับ 1

สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยกรุงเทพมหานครยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือพัทยา และหัวหิน/ชะอำ

Agoda มั่นใจว่าการท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวเต็มที่

Agoda มองว่าการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ในปี 2568 และคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะสูงกว่า 39 ล้านคน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

5 อันดับประเทศจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่คนไทยนิยมมากที่สุด

1.ญี่ปุ่น

2.เวียดนาม

3.เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

4.จีน

5.มาเลเซีย

 

5 อันดับเมืองจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่คนไทยนิยมมากที่สุด

1.โตเกียว

2.โอซาก้า

3.โซล

4.ไทเป

5.ฮ่องกง

 

5 อันดับกิจกรรมที่คนไทยนิยมมากที่สุดในต่างประเทศ

1.ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ (สิงคโปร์)

2.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ศิลปะ (สิงคโปร์)

3.ดิสนีย์แลนด์ (ฮ่องกง)

4.พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (สิงคโปร์)

5.ตั๋วท่องเที่ยวรอบโอซาก้า (ญี่ปุ่น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อโกด้า (Agoda)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

กรมอุตุเตือนฝนหนัก-ลมหนาว เฝ้าระวังฝนตกหนัก 6-7 พฤศจิกายน

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภาคเหนือรับมือฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงช่วงต้นพฤศจิกายน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 กรมอุตุนิยมวิทยาออกพยากรณ์อากาศ 10 วันล่วงหน้า โดยคาดว่าในช่วงวันที่ 6-8 พฤศจิกายน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากมวลอากาศเย็นปานกลางที่เริ่มแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนี้มาจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอากาศเย็นลง และในบางพื้นที่อาจพบฝนฟ้าคะนองปะปน

เตือนเกษตรกรเตรียมรับมือผลกระทบจากความชื้นสูง

เนื่องจากการเข้าสู่ฤดูหนาวในปีนี้อาจยังมีฝนปะปนในช่วงต้น ทำให้เกษตรกรในภาคเหนือควรเตรียมป้องกันผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบจากความชื้นสูง นอกจากนี้ บริเวณพื้นที่ยอดดอยและยอดภูในภาคเหนือจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดตลอดจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ โดยในช่วงเช้าอากาศจะเย็น ในขณะที่กลางวันอาจร้อนขึ้นเนื่องจากเมฆน้อย

พายุโซนร้อนหยินซิ่งเคลื่อนตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ยังไม่มีผลกระทบต่อไทย

ช่วงวันที่ 8-13 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อนหยินซิ่ง (Yinxing) ซึ่งขณะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นและกำลังเคลื่อนเข้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมวลอากาศเย็นที่แผ่ปกคลุมประเทศไทย พายุนี้จึงยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยในขณะนี้ แต่การเฝ้าระวังยังคงดำเนินต่อไป

ภาคใต้ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

ในช่วงวันที่ 6-10 พฤศจิกายน ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ต้องระวังฝนตกหนัก ฝนสะสม และคลื่นลมแรงที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมรับมือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังน้ำท่วมซ้ำในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาเตือนประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ โดยเฉพาะในอำเภอปางมะผ้าและอำเภอปาย ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักจะส่งผลให้น้ำไหลหลากในพื้นที่สูง โดยแนะนำให้ย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงและไม่ควรประเมินความรุนแรงของธรรมชาติต่ำเกินไป พร้อมเน้นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันความเสียหาย

คำแนะนำสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงอากาศแปรปรวน

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงเตรียมรักษาสุขภาพในช่วงที่อุณหภูมิลดลง สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนไปเยือนพื้นที่ที่มีอากาศหนาวหรือบริเวณยอดดอยในภาคเหนือ ขอให้เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวและตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง

การเฝ้าระวังในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการเตรียมพร้อมและป้องกันความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา / รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายพัฒนาเว็บไซต์ท่องเที่ยวด้วย Big Data และ AI

เชียงรายจัดประชุมพัฒนาการท่องเที่ยวด้วย Big Data และเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 น. ณ ห้องวิสต้าไพรเวท ชั้น 2 โรงแรมแกรนด์วิสต้า เชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ได้จัดการประชุมสำคัญเพื่อระดมความคิดเห็นในการออกแบบเว็บไซต์และฐานข้อมูลสำหรับโครงการ Chiang Rai Digital Tourism ซึ่งมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวของเชียงราย

การประชุมครั้งนี้มี นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมทั้งมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism โดยมีผู้แทนส่วนราชการและเครือข่ายภาคเอกชนในจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โครงสร้างหลักของเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism

ภายในงานนี้ คณะทำงานได้นำเสนอโครงสร้างหลักของเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจถึงแนวคิดและการทำงานของเว็บไซต์ที่กำลังจะถูกพัฒนาขึ้น โดยเน้นไปที่การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อช่วยให้สามารถวิเคราะห์และติดตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ

ระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์

กิจกรรมระดมความคิดเห็นในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบแผนที่ (Google Map) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ทั้งในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และเส้นทางการเดินทางที่น่าสนใจ

การใช้ปัญญาประดิษฐ์และ Google Map เพื่อยกระดับเว็บไซต์ท่องเที่ยว

การประชุมยังได้พูดถึงความสำคัญของการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการทำงานของเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism ซึ่ง AI จะสามารถช่วยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวตามความสนใจของนักท่องเที่ยวแต่ละคน โดยใช้ข้อมูลที่ได้จาก Big Data นอกจากนี้ยังมีการนำ Google Map มาใช้เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูลแผนที่และการเดินทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถค้นหาตำแหน่งของแหล่งท่องเที่ยวได้ทันทีบนเว็บไซต์

สรุปประเด็นการระดมความคิดเห็นและตอบข้อซักถามจากผู้เข้าร่วม

ในช่วงสุดท้ายของการประชุม คณะทำงานได้สรุปประเด็นที่ได้จากการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งานระบบ AI และ Google Map ในการพัฒนาเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้การพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าวตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักท่องเที่ยว

การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นระบบ

การประชุมในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมี นายจิรัฏฐ์ ยุทธ์ธนประวิช นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นตัวแทนจากนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มาร่วมให้ข้อเสนอแนะ และการจัดการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สะท้อนถึงความร่วมมือและการมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายให้ก้าวสู่ความทันสมัย

อนาคตการท่องเที่ยวเชียงรายกับ Chiang Rai Digital Tourism

การประชุมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เชียงรายกลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ทันสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยว ด้วยเว็บไซต์ Chiang Rai Digital Tourism ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการวางแผนการท่องเที่ยว ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายบุกยึดรถดัดแปลงเสียงดัง ลดอุบัติเหตุบนถนน

ตำรวจเชียงรายเปิดยุทธการ “บุกบ้านอันธพาล” ตรวจยึดรถดัดแปลงเสียงดัง สร้างความสงบในช่วงเทศกาลลอยกระทงและปีใหม่

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ตำรวจเชียงรายได้เปิดยุทธการครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ “บุกบ้านอันธพาล จังหวัดเชียงราย 2567” ซึ่งได้รับการอำนวยการจาก พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผกก.สภ.เมืองเชียงราย เพื่อกวาดล้างและยึดรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพที่มีเสียงดังเกินควรและขาดอุปกรณ์ส่วนควบตามกฎหมาย นับเป็นการดำเนินงานเพื่อลดความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนและเสริมสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างลอยกระทงและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

บูรณาการความร่วมมือหลายหน่วยงานเพื่อบรรลุภารกิจ

การดำเนินการครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งจากหน่วยงานตำรวจ องค์กรท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมี พ.ต.ท.พันชาติ สมตัว รอง ผกก.จร.สภ. เมืองเชียงราย, พ.ต.ท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองเชียงราย, พ.ต.ท.พรต เศรษฐกร รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย และ พ.ต.ท.สถาพร มังคลาด สวป.สภ.เมืองเชียงราย ร่วมเป็นผู้ควบคุมและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ในการนี้ยังมีชุดปฏิบัติการสายตรวจและชุดปฏิบัติการจราจรจาก สภ.เมืองเชียงราย พร้อมหน่วยงานเครือข่าย เช่น อำเภอเมืองเชียงราย, ขนส่งจังหวัดเชียงราย, ผู้แทนสถานศึกษา, กำนัน ต.ป่าอ้อดอนชัย และส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมบูรณาการการปฏิบัติในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ตรวจเข้มรถจักรยานยนต์ดัดแปลง ท่อเสียงดัง ป้องกันการก่อความรำคาญ

ตามนโยบายของ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย ได้มอบหมายให้หน่วยงานตำรวจในพื้นที่เข้มงวดกับการตรวจสอบและยึดรถจักรยานยนต์ที่มีการดัดแปลงสภาพ เช่น ท่อไอเสียเสียงดังเกินกฎหมายกำหนด หรือมีอุปกรณ์ส่วนควบที่ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลอยกระทงและปีใหม่ ซึ่งมีการเดินทางและการเฉลิมฉลองในพื้นที่อย่างหนาแน่น การตรวจยึดรถเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดความรำคาญแก่ประชาชนแล้วยังสามารถช่วยป้องกันและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้รถที่ไม่ปลอดภัยได้อีกด้วย

ผลการดำเนินงาน: ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพรวม 86 คัน

จากการดำเนินยุทธการ “บุกบ้านอันธพาล” ที่ผ่านมานี้ ทางตำรวจสามารถตรวจยึดรถจักรยานยนต์ที่ถูกดัดแปลงสภาพให้มีเสียงดังและมีสภาพที่ไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 86 คัน การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของพื้นที่และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการรบกวนประชาชนในช่วงเทศกาลสำคัญ

แนวทางป้องกันความปลอดภัยและเสริมสร้างสังคมปลอดภัย

นอกจากการตรวจยึดรถดัดแปลงแล้ว หน่วยงานตำรวจยังได้แนะนำให้ประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการดัดแปลงสภาพรถที่อาจเป็นอันตรายหรือสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น เพื่อเสริมสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสร้างความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการลดปัญหาการดัดแปลงรถยนต์และการใช้รถที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภ.เมืองเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มอบเงินกองทุนกว่า 1.9 ล้านบาท

เชียงรายเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มอบเงินกองทุนกว่า 1.9 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานฝ่ายพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยและดินถล่มที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

มอบเงินช่วยเหลือกว่า 1.9 ล้านบาท

ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ประสบภัยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่สาย อำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอเวียงแก่น โดยมอบเงินจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวนทั้งสิ้น 1,940,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะบ้านที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 43 หลังคาเรือน

ความช่วยเหลือครอบคลุมทุกพื้นที่

จังหวัดเชียงรายได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง โดยได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาและจัดสรรเงินกองทุนให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน โดยมีการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือผู้ประสบภัยอย่างตรงจุดและทั่วถึง

ขอบคุณผู้บริจาคทุกท่าน

นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทำให้มีเงินทุนเพียงพอในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ โดยยอดบริจาค ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,245,716.42 บาท และหลังจากการพิจารณาในครั้งนี้ ยังคงเหลือเงินในกองทุนอีก 1,305,716.42 บาท ซึ่งจะนำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะต่อไป

ร่วมสร้างกำลังใจให้ผู้ประสบภัย

แม้ว่าเหตุการณ์อุทกภัยจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบยังคงอยู่ จังหวัดเชียงรายจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันส่งกำลังใจและให้การสนับสนุนผู้ประสบภัย เพื่อให้พวกเขาสามารถฟื้นฟูชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE