Categories
NEWS UPDATE SOCIETY & POLITICS

ป้องกันความมั่นคง ไทยยุติส่งไฟฟ้า 5 จุดชายแดนเมียนมา

ประเทศไทยยุติการส่งไฟฟ้าไปยังเมียนมา 5 จุด เพื่อความมั่นคงของชาติ

กรุงเทพฯ, 5 กุมภาพันธ์ 2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการยุติการส่งกระแสไฟฟ้าไปยังเมียนมาใน 5 จุดชายแดน ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

การดำเนินการนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานใหญ่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการ กฟภ. ร่วมเป็นสักขีพยาน

การตัดกระแสไฟฟ้าทั้ง 5 จุดใช้ระบบสั่งการอัตโนมัติควบคุมระยะไกล โดยทันทีที่กดปิดระบบ แผงวงจรที่แสดงบนหน้าจอจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว และจำนวนวัตต์ที่จ่ายไฟจะเปลี่ยนเป็น 0 แอมป์ทันที

จุดที่ถูกยุติการส่งไฟฟ้า ได้แก่:

  1. บ้านพระเจดีย์สามองค์ – เมืองพญาตองซู รัฐมอญ
  2. สะพานมิตรภาพไทย-พม่า – เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน
  3. บ้านเหมืองแดง – เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน
  4. สะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 – เมืองเมียวดี
  5. บ้านห้วยม่วง – เมืองเมียวดี

รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ถูกยุติการส่งทั้งสิ้น 20.37 เมกะวัตต์

นายอนุทินกล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามมติของ สมช. ที่ประชุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งพบว่าการส่งไฟฟ้าไปยังเมียนมามีการนำไปใช้ไม่เป็นไปตามสัญญา และส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

“เมื่อมีข้อสั่งการที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยและ กฟภ. ก็สามารถดำเนินการได้ทันที” นายอนุทินกล่าว

การยุติการส่งไฟฟ้าในครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นไม่ถึง 1% ของรายได้รวมจากการขายไฟฟ้า ซึ่งนายอนุทินระบุว่าเป็นการเสียสละที่คุ้มค่าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

“การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามสัญญาข้อที่ 14 ที่กำหนดว่าหากจ่ายไฟฟ้าไปแล้วเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงของชาติ สามารถงดจ่ายไฟได้” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่เมียนมาอาจร้องขอซื้อไฟฟ้าใหม่ นายอนุทินกล่าวว่า “รัฐบาลสั่งให้หยุดเพราะเมียนมานำกระแสไฟฟ้าไปใช้ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อไทยด้วย เขาจึงต้องไปแก้ไขและต้องมีการเจรจาใหม่”

การยุติการส่งไฟฟ้าในครั้งนี้เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการป้องกันและจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งรวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจใช้พลังงานไฟฟ้าในการดำเนินกิจกรรม

นายอนุทินย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประชาชนชาวเมียนมาโดยตรง แต่เป็นมาตรการที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน

“เรายังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพร้อมให้ความร่วมมือกับทางการเมียนมาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเหมาะสมต่อไป” นายอนุทินกล่าว

การยุติการส่งไฟฟ้าในครั้งนี้เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

การดำเนินการครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของประเทศไทยในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

การยุติการส่งไฟฟ้าไปยังเมียนมาในครั้งนี้เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

การดำเนินการครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของประเทศไทยในการดำเนินมาตรการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

รัฐบาลไทยประกาศปี 2568 เป็น “ปีทองแห่งการท่องเที่ยว” พร้อมปรับรูปแบบเมืองรองเป็น “เมืองน่าเที่ยว” ทั่วประเทศ

รัฐบาลประกาศปี 2568 “ปีทองแห่งการท่องเที่ยว” ส่งเสริมเมืองรองเป็น “เมืองน่าเที่ยว” ทั่วไทย

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 รัฐบาลไทยได้เปิดตัวโครงการ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานที่ศูนย์การค้า One Bangkok เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค พร้อมเน้นการส่งเสริม Soft Power ของไทย รวมถึงการส่งเสริมเมืองหลักและเมืองรองที่เป็น “เมืองน่าเที่ยว” ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

การเปิดตัวการท่องเที่ยวในปี 2568

การเปิดตัว “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ถือเป็นการปรับรูปแบบการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของเมืองรอง ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากไปเยือนตลอดทั้งปี นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เกิดการเติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเน้นการพัฒนาเมืองรองให้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในทุกพื้นที่

โครงการที่สำคัญสำหรับปี 2568

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนการท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยว ด้วยการส่งเสริมทั้งเมืองหลักและเมืองรองให้มีการท่องเที่ยวที่ต่อเนื่อง พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจและการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาเมืองรองให้มีศักยภาพและเสน่ห์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ วัฒนธรรม หรือธรรมชาติ

การเสริมสร้าง Soft Power

การส่งเสริม Soft Power หรือพลังอ่อนของไทยยังคงเป็นจุดแข็งที่รัฐบาลต้องการผลักดันเพื่อเสริมสร้างการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้การท่องเที่ยวของไทยเป็นเรื่องของการสัมผัสวัฒนธรรมไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ รวมถึงอาหารไทยและวิถีชีวิตที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำคัญของความเป็นมิตรของคนไทย ที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอบอุ่นและต้อนรับอย่างดีเมื่อมาถึง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าสนับสนุนเต็มที่

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในปีนี้ประเทศไทยจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยวจาก “เที่ยวเมืองรอง” เป็น “เมืองน่าเที่ยว” โดยการคัดเลือกเมืองที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในด้านต่างๆ ซึ่งจะสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาชมศิลปะวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์

กิจกรรมในงาน Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025

ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ เช่น การแสดงความร่วมมือร่วมใจในปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025, การนำเสนอผ้าไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย, การทดสอบพลังความแข็งแรงของหมัดเชิงมวย, การดวลวงสวิงใน Golf Simulator, การชมจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นพาหนะที่สามารถใช้ในการท่องเที่ยวและกีฬาได้ และการค้นหาร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมาย “มิชลิน” ซึ่งรับรองความอร่อยระดับโลก

การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

การท่องเที่ยวปี 2568 ถือเป็นปีแห่งโอกาสและความหวังที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพในทุกด้าน ทั้งด้านการสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับทุกคน รวมไปถึงการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่จะมาร่วมสัมผัสกับ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และร่วมสร้างความสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในระดับสากล

บทสรุป

ปี 2568 ถือเป็นปีที่ประเทศไทยจะได้ผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการส่งเสริมเมืองหลักและเมืองรองที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ การส่งเสริม Soft Power ของไทยและการพัฒนาวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

อบจ. 68 ‘โหวตโน’ มาแรง กกต. ชี้เลือกตั้งใหม่ 4 จังหวัด คะแนนไม่ถึงเกณฑ์

เลือกตั้ง อบจ. 68 คนใช้สิทธิ์ น้อย ‘โหวตโน’ เพิ่ม กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่ 4 จังหวัด

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงสรุปผลการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนในระดับชาติและในจังหวัดเชียงราย

การเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ.

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายก อบจ. จำนวน 27,991,587 คน ได้มีผู้มาใช้สิทธิ 16,362,185 คน หรือคิดเป็น 58.45% ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งในปี 2563 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ 62.44% โดยมีบัตรดีจำนวน 14,272,694 ใบ (87.23%) และบัตรเสียจำนวน 931,290 ใบ (5.69%) สำหรับผู้ที่ไม่เลือกผู้สมัครใดมีจำนวน 1,158,201 ใบ (7.08%)

ในส่วนของสมาชิก อบจ. มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 47,124,842 คน และมีผู้มาใช้สิทธิ 26,418,754 คน หรือคิดเป็น 56.06% โดยมีบัตรดีจำนวน 23,131,324 ใบ (87.56%) และบัตรเสีย 1,488,086 ใบ (5.63%) ขณะที่บัตรที่ไม่เลือกผู้สมัครใดมีจำนวน 1,799,344 ใบ (6.81%)

จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด

โดยข้อมูลจาก กกต. เผยว่า จังหวัดที่มีอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิก อบจ. และนายก อบจ. สูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ลำพูน (73.43%), นครนายก (73%), พัทลุง (72.56%), นราธิวาส (68.42%) และมุกดาหาร (68.03%) ในขณะที่จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิก อบจ. มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พะเยา (61.68%), เลย (58.04%), เพชรบุรี (57.44%), ยโสธร (56.72%) และชัยนาท (56.63%)

ปัญหาการใช้สิทธิเลือกตั้งในบางพื้นที่

นายแสวง กล่าวถึงเหตุผลที่มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลงในบางพื้นที่ ว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน และในบางจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารก็พบว่ามีการส่งผลคะแนนและหีบบัตรเกินเวลากำหนด 24 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนว่า การเลือกตั้งในวันเสาร์นั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะสามารถให้ความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานได้

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นเมื่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เสียชีวิตระหว่างส่งหีบบัตร ซึ่งทาง กกต. จะดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องตามสิทธิที่พวกเขาควรได้รับ

จำนวนบัตรเสียและไม่เลือกผู้สมัคร

เรื่องของบัตรเสียในการเลือกตั้ง นายแสวง ยืนยันว่าไม่มีความแตกต่างจากปี 2563 โดยบัตรเสียจากการเลือกนายก อบจ. มีจำนวนใกล้เคียงกับปี 2563 ขณะที่บัตรเสียจากการเลือกสมาชิก อบจ. ในปีนี้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 7.63% เนื่องจากมีสาเหตุจากระบบการเลือกตั้งที่ทำให้บางจังหวัดมีการเลือกตั้งทั้งสองประเภทผู้สมัคร จึงทำให้ประชาชนบางส่วนสับสนในการลงคะแนน

สำหรับบัตรที่ไม่เลือกผู้สมัครใดมีจำนวนมาก โดยแสดงให้เห็นถึงการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้สมัครในเขตต่างๆ

การเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่

การเลือกตั้งในบางพื้นที่พบว่าไม่สามารถประกาศผลได้ตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากในบางเขตคะแนนเสียงไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยต้องมีการเลือกตั้งใหม่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี, ตรัง, ชุมพร และชัยนาท ซึ่งจะต้องมีการประกาศเลือกตั้งใหม่ภายใน 7 วัน นับจากวันเลือกตั้ง

การนับคะแนนใหม่และทุจริตในการเลือกตั้ง

ในส่วนของการร้องขอให้นับคะแนนใหม่จากบางพรรคการเมืองในพื้นที่เช่น เชียงใหม่และสมุทรปราการ นายแสวง ยืนยันว่า กกต. จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หากการนับคะแนนมีการทักท้วงและทำบันทึกไว้ การพิจารณาจึงจะเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

ผลการเลือกตั้งในเชียงราย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 936,351 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนายก อบจ. 605,780 คน คิดเป็น 64.70% และสมาชิก อบจ. 604,365 คน คิดเป็น 65.07% โดยจำนวนบัตรดีจากการเลือกตั้งนายก อบจ. มี 525,928 ใบ (86.82%) และสมาชิก อบจ. มี 511,882 ใบ (84.70%) ทั้งนี้การเลือกตั้งยังพบจำนวนบัตรที่ไม่เลือกผู้สมัครใดค่อนข้างมาก ซึ่งอาจสะท้อนถึงการแสดงความไม่พอใจหรือความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้สมัครในเขตต่างๆ

บทสรุป

การเลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งความสำเร็จและปัญหาที่ต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะการดำเนินคดีในบางเขตเลือกตั้งที่มีปัญหาการทุจริต รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่ที่คะแนนไม่ตรงตามเกณฑ์ แต่โดยรวมแล้ว การเลือกตั้งถือว่าจัดได้อย่างเป็นระเบียบและถูกต้องตามกฎหมาย

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ลุ้น “พญ.อัจฉรา” ผอ.โฮงยาไทย 3 รายชื่อเข้าชิงเลขา สปสช. คนใหม่

คณะกรรมการสรรหาฯ ประกาศ 3 รายชื่อเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. คนใหม่

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 คณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก 3 คนสุดท้ายจากผู้สมัครทั้งหมด 9 คน เพื่อเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ แทน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี ซึ่งกำลังจะหมดวาระในวันที่ 2 เมษายนนี้

“พญ.อัจฉรา” ผ่านเข้ารอบสุดท้าย พร้อมอีก 2 รายชื่อ

จากการประชุมของคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ได้มีการสัมภาษณ์ผู้สมัคร พร้อมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์และแผนการบริหารงานของแต่ละคน ก่อนจะคัดเลือกให้เหลือเพียง 3 คนสุดท้าย โดยรายชื่อที่ผ่านการพิจารณามีดังนี้

  1. นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี – เลขาธิการ สปสช. คนปัจจุบัน
  2. นพ.ดิเรก สุดแดน
  3. พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช

รายชื่อดังกล่าวจะถูกเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ต่อไป

กระบวนการคัดเลือกเลขาธิการ สปสช. คนใหม่

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เปิดรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. โดยมีผู้สมัครทั้งหมด 9 คน ผ่านการคัดเลือกรอบแรก จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ในวันที่ 31 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นการพิจารณาด้านวิสัยทัศน์ นโยบาย และความสามารถในการบริหารงาน

หลังการสัมภาษณ์ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้คัดเลือก 3 รายชื่อสุดท้าย โดยใช้เกณฑ์พิจารณาความสามารถในการบริหารงาน ระบบสุขภาพ และความเข้าใจในภารกิจของ สปสช. ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ดูแลระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ

ขั้นตอนต่อไป: การพิจารณาของบอร์ด สปสช.

คณะกรรมการสรรหาฯ จะส่งผลการคัดเลือกไปยังคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ในการประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568

ผู้ได้รับการแต่งตั้งจะดำรงตำแหน่งแทน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 2 เมษายน 2568 โดยเลขาธิการคนใหม่จะต้องเข้ามารับผิดชอบด้านการบริหารงบประมาณด้านสุขภาพ ดูแลระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผลักดันนโยบายให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.

เลขาธิการ สปสช. ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่มีบทบาทโดยตรงต่อการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 48 ล้านคนทั่วประเทศ โดยผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารงบประมาณ ดูแลการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า การคัดเลือกเลขาธิการ สปสช. ครั้งนี้เป็นกระบวนการที่ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านงบประมาณและการให้บริการที่ต้องพัฒนาให้ทันต่อสถานการณ์

“บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณขนาดใหญ่ และต้องมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้มีความยั่งยืน” นักวิชาการด้านสุขภาพให้ความเห็น

สรุป

การคัดเลือกเลขาธิการ สปสช. คนใหม่กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดย 3 รายชื่อที่ผ่านการคัดเลือก ได้แก่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, นพ.ดิเรก สุดแดน และ พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช ทั้งสามรายชื่อจะเข้าสู่การพิจารณาโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมตัดสินในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ก่อนที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งจะเข้ารับตำแหน่งแทน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี ที่จะหมดวาระในวันที่ 2 เมษายนนี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. ทำไมต้องมีการคัดเลือกเลขาธิการ สปสช. คนใหม่?
    ตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง เมื่อครบกำหนดต้องมีการคัดเลือกบุคคลใหม่เพื่อสานต่อภารกิจด้านหลักประกันสุขภาพ
  2. ใครเป็นตัวเต็งในการได้รับตำแหน่งครั้งนี้?
    นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี ซึ่งเป็นเลขาธิการคนปัจจุบัน ถือเป็นตัวเต็ง เนื่องจากมีประสบการณ์ตรงกับงานใน สปสช.
  3. ขั้นตอนสุดท้ายของการคัดเลือกเป็นอย่างไร?
    รายชื่อ 3 คนสุดท้ายจะถูกเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะพิจารณาและแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมที่สุด
  4. บทบาทของเลขาธิการ สปสช. มีอะไรบ้าง?
    บริหารงบประมาณหลักประกันสุขภาพ ดูแลการให้บริการสาธารณสุข และพัฒนานโยบายด้านสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
  5. การแต่งตั้งเลขาธิการ สปสช. คนใหม่จะมีผลเมื่อใด?
    หลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 และจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 เมษายน 2568

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ไฟไหม้บ้านนักสะสมเครื่องเสียง ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจนหลักฐาน

เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไหม้บ้านที่เชียงราย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 เวลา 12.46 น. ศูนย์สั่งการบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครเชียงราย ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านในบริเวณถนนวัดใหม่ หน้าค่าย ซอย 3 เขตเทศบาลนครเชียงราย โดยมีรายงานว่าไฟกำลังลุกไหม้ภายในบ้าน และควันพวยพุ่งขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่มีบ้านชั้นเดียวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

นายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้มอบหมายให้ พ.จ.อ.ณัฏฐศรันย์ อินแสนสืบ หัวหน้าสำนักปลัด และนายประพันธ์ ช่างแก้ว หัวหน้าฝ่ายปกครอง จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครเชียงราย พร้อมด้วยรถดับเพลิงและรถน้ำ พร้อมออกไปยังจุดเกิดเหตุในทันที

การเข้าระงับเหตุครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก พ.อ. สิงหนาท โลสุยะ เสธ.มทบ.37/เสธ.ศบภ.มทบ.37 ซึ่งได้นำรถบรรทุกน้ำขนาด 6000 ลิตรจำนวน 2 คัน และรถดับเพลิงขนาด 4,500 ลิตรจำนวน 1 คัน มุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยระงับเหตุไฟไหม้ในทันที โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการควบคุมเพลิงในวงจำกัด

รายละเอียดเหตุการณ์และการปฏิบัติการดับเพลิง

จากการสำรวจที่เกิดเหตุพบว่าเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีไฟกำลังโหมลุกไหม้ภายในบ้าน และมีควันพวยพุ่งออกมาจากตัวบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการเปิดประตูม้วนด้านหน้าเพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่เกิดเพลิงไหม้ และทำการควบคุมเพลิงในวงจำกัด การดำเนินการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรถดูดโคลนที่มีน้ำแรงดันสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนการดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองเชียงราย ได้เข้ามาช่วยปิดกั้นการจราจรบริเวณจุดเกิดเพลิงไหม้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การปิดกั้นการจราจรช่วยให้การเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุทำได้อย่างไม่มีอุปสรรค

ผลการปฏิบัติและความเสียหาย

จากการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จเมื่อเวลา 13.30 น. โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ทรัพย์สินในบ้านได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงตัวบ้านและโครงสร้างหลังคาของบ้านด้วย โดยเบื้องต้นทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายอภิรมย์ ยาวิชัย อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและบ้านเลขที่ 172/2 หมู่ 2 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย แต่ในขณะเกิดเหตุ เจ้าของบ้านไม่ได้อยู่ในบ้าน

สาเหตุและการตรวจสอบ

ทรัพย์สินที่เสียหายในบ้านส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เช่น เครื่องเสียงและเครื่องเล่นเทป เนื่องจากเจ้าของบ้านเป็นนักสะสมของเก่าที่รักในสิ่งเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และตำรวจภูธรเชียงราย เพื่อทำการตรวจสอบหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

บทสรุป

เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในเขตเทศบาลนครเชียงรายนี้ได้รับการควบคุมอย่างรวดเร็วโดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในระหว่างเหตุการณ์ ทรัพย์สินที่เสียหายถูกประเมินว่าได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าและโครงสร้างของบ้าน ขณะนี้การตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ยังคงดำเนินการอยู่ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ตำรวจแม่จันจับกุมผู้เผาใบไม้ สร้างควันกระทบจราจรและฝุ่น PM2.5

ตำรวจแม่จันจับกุมผู้เผาเศษใบไม้และหญ้าแห้ง ฝ่าฝืนกฎหมายกระทบปัญหาฝุ่น PM2.5

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน จังหวัดเชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และ พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผู้กำกับการ สภ.แม่จัน ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเผาในที่โล่งซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและการจราจร

จับกุมรายแรก: พบเผาเศษใบไม้ริมทาง

เมื่อเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดจราจร สภ.แม่จัน ออกตรวจตราพื้นที่รับผิดชอบบริเวณ เขตเทศบาลตำบลสันทราย และพบว่ามีชาวบ้านกำลังก่อไฟเผาเศษใบไม้ข้างทาง ส่งผลให้เกิดควันฟุ้งกระจายและอาจส่งผลต่อการสัญจรของรถยนต์บนถนน เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวบุคคลที่กระทำผิด ทราบชื่อภายหลังคือ นายอุดร อายุ 65 ปี ชาวตำบลสันทราย อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

หลังจากเจ้าหน้าที่ช่วยดับไฟที่กำลังลุกไหม้และทำให้ควันสงบลง จึงได้นำตัว นายอุดร ไปยัง สภ.แม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จับกุมรายที่สอง: เผาหญ้าแห้งริมถนนสาธารณะ

ในช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. พ.ต.ท.นิติการณ์ แก้วรากมุก สารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.แม่จัน พร้อมด้วย ร.ต.ท.สมศักดิ์ ทรายหมอ และเจ้าหน้าที่สายตรวจ ได้ออกตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อไปถึงบริเวณ ริมถนนสายแม่จัน-แม่อาย หมู่ 8 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พบกลุ่มควันจากการเผาหญ้าแห้งลอยขึ้นจากข้างทาง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและพบ นายวิชัย อายุ 63 ปี อยู่ใกล้จุดที่เกิดเหตุ

เมื่อตรวจสอบและสอบถาม นายวิชัย ได้ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือเผาหญ้าแห้งเอง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวไปยัง สภ.แม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ข้อกล่าวหาและมาตรการทางกฎหมาย

ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกตั้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ฐาน เผาหรือกระทำการใดๆ ภายในระยะ 500 เมตรจากทางเดินรถ ซึ่งก่อให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการจราจร” โดยเป็นไปตามมาตรการบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของ ตำรวจภูธรภาค 5

จากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน ได้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.พินัย พ.ศ.2565 โดยมีบทลงโทษเป็นการชำระค่าปรับ

ตำรวจเชียงรายเน้นย้ำเข้มงวด ห้ามเผาเด็ดขาด

ด้าน พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ได้กำชับให้ตำรวจในสังกัดเข้มงวดตรวจตราและป้องกันการเผาในที่โล่งทุกพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละสถานีตำรวจ เนื่องจากปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดจากการเผา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ประชาชนในพื้นที่เชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงจึงควร หลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง และหันมาใช้วิธีการกำจัดขยะหรือเศษพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน เช่น การหมักปุ๋ยหรือการกำจัดผ่านกระบวนการอื่นที่ไม่ส่งผลกระทบต่ออากาศ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการห้ามเผาในที่โล่ง

  1. การเผาเศษพืชในที่โล่งมีความผิดหรือไม่?
    ใช่ การเผาในที่โล่งโดยไม่มีมาตรการควบคุมอาจผิดกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535
  2. โทษของการเผาขยะหรือใบไม้ข้างทางคืออะไร?
    ผู้กระทำผิดอาจถูกปรับตามกฎหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และข้อบังคับของแต่ละจังหวัด
  3. มีวิธีใดที่สามารถกำจัดเศษพืชโดยไม่ต้องเผา?
    สามารถใช้วิธีหมักเป็นปุ๋ย ทำปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้เครื่องกำจัดขยะชีวภาพเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  4. การเผาหญ้าแห้งหรือขยะกระทบต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างไร?
    การเผาทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง
  5. หากพบเห็นการเผาในที่โล่ง ควรแจ้งหน่วยงานใด?
    สามารถแจ้งตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มหกรรมควายงามเชียงราย เสริมเศรษฐกิจ ยกระดับควายไทยสู่สากล

มหกรรมประกวดควายงามเมืองเชียงราย ครั้งที่ 2 ชูศักยภาพควายไทย เสริมเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568 ณ สนามข้างหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นายบุญศิลป์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน มหกรรมประกวดควายงามเมืองเชียงราย ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2568

งานนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายพืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 และนายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย โดยมีเจ้าของฟาร์มและผู้ประกอบการเลี้ยงควายจากทั่วประเทศเข้าร่วมประกวดควายงามกว่า 66 รุ่น ซึ่งมีมูลค่ารวมของควายที่เข้าร่วมงานสูงถึง 500 ล้านบาท

ควายชื่อดังที่สร้างสีสันภายในงาน

ภายในงานมีการจัดแสดงควายชื่อดังระดับประเทศ อาทิ “โก้เมืองเพชร” ควายเผือกที่ใหญ่ที่สุดในโลกจาก วนาสุวรรณฟาร์ม และ “ช้างภูแล” แชมป์ควายงามระดับประเทศในรุ่นควายดำเพศผู้ ฟันน้ำนมที่มีความสูงกว่า 140 เซนติเมตร สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมงาน

นายบุญศิลป์ วรินทรักษ์ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ถือว่ามีความพร้อมและสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการจัดกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวงการเลี้ยงควายไทยให้ก้าวหน้า พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

ด้านนายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย กล่าวว่า การพัฒนาวงการเลี้ยงควายไทยมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเศรษฐกิจในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มมูลค่าให้กับควายพันธุ์ดี และส่งเสริมอาชีพเลี้ยงควายให้ยั่งยืน

เสริมความเป็นศิลปะในงานมหกรรม

พ่อเลี้ยงเจ วนาสุวรรณ เจ้าของวนาสุวรรณฟาร์ม กล่าวว่า งานนี้ยังเป็นเวทีที่ผสมผสานศิลปะท้องถิ่น เช่น การเพ้นท์ควาย และการนำควายพ่อพันธุ์จากทั่วประเทศมาจัดแสดง ซึ่งเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของควายไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงควายเผือกและควายแคระ ซึ่งเป็นพันธุ์หายากที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของควายไทยที่ไม่เพียงแต่เป็นสัตว์เลี้ยง แต่ยังเป็นทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ขอเชิญชวนร่วมงาน

งาน มหกรรมประกวดควายงามเมืองเชียงราย ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมชมกิจกรรมมากมายและสนับสนุนการพัฒนาควายไทยเพื่อเศรษฐกิจชุมชนได้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดงานครั้งนี้ สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และข้อมูลเกี่ยวกับควายพันธุ์ดีจาก วนาสุวรรณฟาร์ม

มหกรรมประกวดควายงามเมืองเชียงราย


มหกรรมประกวดควายงามเมืองเชียงราย ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2568 ชูความสำคัญของควายไทยในฐานะทรัพย์สินที่มีมูลค่า พร้อมกิจกรรมประกวดควายพันธุ์หายาก การแสดงศิลปะบนควาย และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน งานจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘พญ.อัจฉรา’ ผ.อ. โฮงยาไทย สมัครชิง เลขาธิการ สปสช. คนใหม่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดรับสมัครเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ ปี 2568

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อจ้างและแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการรับสมัครบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตั้งแต่วันที่ 6-20 มกราคม 2568 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการบริหารและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

รายละเอียดการสรรหาและกระบวนการคัดเลือก

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นหน่วยงานสำคัญที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยเลขาธิการ สปสช. ทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการนโยบายหลักประกันสุขภาพให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการสรรหาได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร เช่น

  1. อายุไม่เกิน 60 ปี
  2. ไม่เป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
  3. มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการบริหาร

สำหรับประวัติของทั้ง 9 ผู้สมัคร มีดังนี้ 

1.นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี

อายุ 58 ปี 6 เดือน 15 วัน

ประวัติการศึกษา

1) ปริญญาตรีคณะแพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2) ปี 2538 ได้รับอนุมัติเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสาธารณสุขศาสตร์ แพทยสภา
3) ปี 2541 บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4) ปี 2541 วุฒิบัตรเวชศาสตร์ทั่วไป แพทยสภา 
5) ปี 2552 ปริญญาเอก ด้านนโยบายสาธารณสุข มหาวิทยาลัยลอนดอน

ประวัติการทำงาน

1) ปี 2533 แพทย์เวชปฏิบัติ รพ. ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี 
2) ปี 2534 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ รพ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี
3) ปี 2538 ผู้อำนวยการ รพ.บางกรวย จ.นนทบุรี
4) ปี 2546 เข้าทำงานที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารทั่วไป ในการร่วมบริหารและขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 
5) ปี 2547 รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สปสช.
6) ปี 2552 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สปสช.
7) ปี 2557 ประธานกลุ่มภารกิจนโยบายและยุทธศาสตร์ สปสช.
8) ปี 2559 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สปสช.
9) 1 กุมภาพันธ์ 2564 – ปัจจุบัน เลขาธิการ สปสช.

ผลงานเด่น

1. ยกระดับบัตรทอง 4 บริการเพิ่มความสะดวก ลดยุ่งยากใช้สิทธิ เข้าถึงบริการเพิ่ม
• ประชาชนที่เจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำาครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบบัตรทองที่ไหนก็ได้ ตามนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่”
• ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว
• โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม
• ย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน
2. เพิ่มประสิทธิภาพระบบบัตรทอง ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่
3. เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อดูแลประชาชนมากขึ้น
4. สนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศ
5. เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพ

2. นายแพทย์ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์

อายุ 50 ปี 8 เดือน 25 วัน

ประวัติการศึกษา

1) ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2) วุฒิบัตรแสดงความรู้ชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ. 2548 ผู้อำนวยการ รพ.สหัสหัสขันธ์ สสจ.กาฬสินธุ์
2) พ.ศ. 2553 ผู้อำนวยการ รพ.หนองกุงศรี สสจ.กาฬสินธุ์
3) พ.ศ. 2557 นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.กาฬสินธุ์
4) พ.ศ. 2559 นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ขอนแก่น
5) พ.ศ. 2560 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สสจ.ยะลา
6) พ.ศ. 2560นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สสจ.มหาสารคาม
7) พ.ศ. 2564 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สสจ.ขอนแก่น
8) พ.ศ.2566 สาธารณสุขนิเทศก์(นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) สป.สธ.

3. นายแพทย์มาโนช อู่วุฒิพงษ์

อายุ 59 ปี

ประวัติการศึกษา

1) พ.ศ. 2532 ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
2) พ.ศ. 2538 วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 
3) พ.ศ. 2556 ประกาศนียบัตร หลักสูตรพัฒนารองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลในสังกัดกรมต่าง ๆของกระทรวงสาธารณสุข รุ่นที่ ๗ วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข
4) พ.ศ. 2560 ประกาศนียบัตร หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง รุ่นที่ ๓๓วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข
5) พ.ศ. 2563 ประกาศนียบัตร หลักสูตรการบริหาร โรงพยาบาลรุ่นที่ ๔๙ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ. 2532 นายแพทย์ 4 โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
2) พ.ศ. 2534 นายแพทย์ 5 โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
3) พ.ศ. 2539 นายแพทย์ 6 โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
4) พ.ศ. 2541 นายแพทย์ 7 โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
5) พ.ศ. 2548 นายแพทย์ 8 โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
6) พ.ศ. 2551 นายแพทย์ 9 โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
7) พ.ศ. 2551 นายแพทย์เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
8) พ.ศ. 2561 ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
9) พ.ศ. 2563 ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสุโขทัย สสจ.สุโขทัย
10) พ.ศ.2567- ปัจจุบัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธชินราช สสจ.พิษณุโลก

ผลงานเด่น

ผลงานวิจัย 
1. เรื่อง “ประสิทธิผลของยาต้านไวรัสสูตรผสมจีพีโอเวียร์ต่อผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ในโรงพยาบาลสุโขทัย
2. How to improve medical.students’ interest in rural area: Lessons from TAK. Poster presentation in The Association for Medical Education in Europe Conference 2019.Austria.
3. การศึกษาประสิทธิผลงโปรแกรมการสร้างความรู้แก่ผู้ป่วยนอกโรคเบาหวานคลินิกโรคเบาหวาน โรงพยาบาลสุโขทัย

4. นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์

อายุ 54 ปี 20 วัน

ประวัติการศึกษา

1) พ.ศ. 2536 ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
2) พ.ศ. 2545 หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญ ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา
3) พ.ศ. 2545 หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญ ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสาธารณสุขศาสตร์ แพทยสภา
4) พ.ศ. 2548 ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (การพัฒนาสุขภาพชุมชน)มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ. 2544 ผู้อำนวยโรงพยาบาล(นายแพทย์ 7) รพ. สหัสขันธ์สสจ. กาฬสินธุ์
2) พ.ศ. 2545 ผู้อำนวยโรงพยาบาล(นายแพทย์ 8) รพ.คำม่วงสสจ. กาฬสินธุ์
3) พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยโรงพยาบาล(นายแพทย์ 8) รพ. สมเด็จสสจ. กาฬสินธุ์
4) พ.ศ. 2550 ผู้อำนวยโรงพยาบาล(นายแพทย์ 8) รพ. เขาวงสสจ. กาฬสินธุ์
5) พ.ศ. 2551 ผู้อำนวยโรงพยาบาล(นายแพทย์ 9) รพ. เขาวงสสจ. กาฬสินธุ์
6) พ.ศ. 2553 ผู้อำนวยโรงพยาบาล(นายแพทย์เชี่ยวชาญ) รพ. บรบือ สสจ. กาฬสินธุ์
7) พ.ศ. 2558 นายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านเวชกรรมป้องกัน) สสจ.มหาสารคาม
8) พ.ศ. 2561 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์)) ประเภทอำนวยการ ระดับสูง สสจ.กระบี่
9) พ.ศ. 2562 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์)) ประเภทอำนวยการ ระดับสูง สสจ.กาฬสินธุ์
10) พ.ศ. 2566 ถึง ปัจจุบัน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์)) ประเภทอำนวยการ ระดับสูง สสจ.ขอนแก่น

ผลงานเด่น

1. สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและลดอัตราตายมารดางทรกเขตสุขภาพที่ ๓/ (Health Literacy in High Risk Pregnancy) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
2. การบริหารการเงินการคลัง
3. ประสานความร่วมมือองค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับประชาชน

5. แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช

อายุ 59 ปี 4 เดือน 4 วัน

ประวัติการศึกษา

1) พ.ศ. 2515 – 2521 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม
2) พ.ศ. 2521 – 2524 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
3) พ.ศ. 2524 – 2527 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม
4) พ.ศ. 2521 – 2533 ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5) พ.ศ. 2536 – 2539 วุฒิบัตรสาขาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
6) พ.ศ. 2536 – 2539 วุฒิบัตรสาขาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
7) พ.ศ.2562 อนุมัติบัตรสาขาเวชศาสตร์ป้องกันแขนงคลินิกจิตเวชชุมชน

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ.2551 – 2556 หัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
2) พ.ศ.2556 -2560 รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
3) พ.ศ.2558 – 2560 รองผู้อำนวยการสำนักเขตสุขภาพที่ 1 เขตสุขภาพที่ 1
4) พ.ศ.2559 – 2560 รองผู้อำนวยการกองบริหารสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
5) พ.ศ. 2561 – 2562 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
6) พ.ศ. 2563 – 2565 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน จ.น่าน
7) พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย

ผลงานเด่น

1) รางวัลเหรียญทอง จากการอบรมหลักสูตร”นักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง” รุ่นที่ ๓๑
2) รางวัลคนดีศรีโฮงยาไทยโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ประจำปี 2558
3) ข้าราชการพลเรือนดีเด่น “ครุตทองคำ” ประจำพุทธศักรศักราช 2564 จังหวัดน่าน
4) รางวัลคนดีศรีปฐมภูมิ แห่งประเทศไทย ปี 2567 ของสมาคมเวชกรรมสังคมแห่งประเทศไทศไทย
5) รางวัลแพทย์สตรีดีเด่น ปี 2567 ด้านบริการการแพทย์และสาธารณสุข ของสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์

6. นายแพทย์ดิเรก สุดแดน

อายุ 55 ปี 11 เดือน 15 วัน

ประวัติการศึกษา

1) พ.ศ. 2537 วิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 
2) พ.ศ. 2544 แพทยศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
3) พ.ศ. 2549 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน (สาขาระบาดวิทยา) สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
4) พ.ศ. 2550 อนุมัติบัตรแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน (แขนงระบาดวิทยา)สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
5) พ.ศ.2552 สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล
6) พ.ศ.2555 อนุมัติบัตรแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ. 2545 แพทย์ประจำ รพ.น่าน จ.น่าน
2) พ.ศ. 2545 – 2547 ผู้อำนวยการรพ.ท่าวังผา จ.น่าน
3) พ.ศ. 2547 -2549 ผู้อำนวยการรพ.สองแคว จ.น่าน
4) พ.ศ. 2549 – 2551 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกันสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
5) พ.ศ. 2552 – 2559 ผู้อำนวยการรพ. ท่าวังผา จ.น่าน
6) พ.ศ. 2559 – 2565 นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกันสสจ.น่าน
7) ต.ค. 2562 – พ.ค. 2563 รักษาราชการแทนนายแพทย์สาธารณสุข จ.น่าน
8) พ.ศ. 2563 – 2565 รองผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
9) พ.ศ. 2565 – 2567 ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
10)พ.ศ. 2567 – ปัจจุบัน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ผลงานเด่น

1) ริเริ่มการใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี จัดทำระบบศูนย์กลางข้อมูลด้านการเงิน (Financial Data Hub : FDH) กระทรวงสาธารณสุข และได้รับรางวัลในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2) ริเริ่มทำโปรแกรม HINT ในการดูแลกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิและบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย สามารถทำให้มีการเบิกจ่ายและลงทะเบียนโดยใช้ระบบ Bio Metric ในกลุ่มดังกล่าวได้ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นระบบมีการดำเนินการทั่วประเทศ ทำให้กลุ่มเปราะบางดังกล่าวได้รับการบริการทีเข้าถึงและดีขึ้น 
3) เสนอและบริหารจัดการงบประมาณภาพรวมกระทรวงสาธารณสุข การเข้าสภาเพื่อเสนองบประมาณ ทั้งเงินงบประมาณ และเงินกู้โควิด-19
4) การวางแผนเพื่อตอบกระทู้ถามในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
5) วิเคราะห์ และจัดทำคำของบประมาณและจัดสรรงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงและกระทรวงสาธารณสุข
6) เป็นผู้ทำนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวง เสนอให้กับผู้บริหารระดับสูงเพื่อใช้เป็นนโยบายระดับประเทศ ทั้งด้านการเงินการคลังและด้านระบบการบริหารงานด้านสาธารณสุขทั้งประเทศ
7) บริหารจัดการระบบสาธารณสุข ในสถานการณ์โควิค-19 ขณะปฏิบัติหน้าที่นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.น่าน

7. นางสาวรุ่งศิริวรรณ เพิ่มพูน

อายุ 27 ปี 8 เดือน 4 วัน

ประวัติการศึกษา

1. พ.ศ. 2557 ปวช. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 
2. พ.ศ. 2559 ปวส. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 
3. พ.ศ. 2562 ปริญญาตรี สาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่ธุรการทั่วไป อบต.บ้านพร้าว นครนายก
2) พ.ศ. 2559 เจ้าหน้าที่บุคคล ฝึกงาน บริษัท บิวคอน จำกัด
3) พ.ศ. 2563 เจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน บริษัท บีเยส จำกัด
4) พ.ศ. 2566 – เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โพรเกรส เอช อาร์ จำกัด

8. นายกิตติศักดิ์ บุญพิทักษ์วุฒิ

อายุ 48 ปี

ประวัติการศึกษา

พ.ศ. 2547 ปริญญาตรี การบริหารธุรกิจ (การตลาด) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

9. อาจารย์ดร .สุนันท์ ตระกูลโชคเสถียร

อายุ 55 ปี 5 วัน

ประวัติการศึกษา

1) พ.ศ. 2532 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รร. ชัยนาทพิทยาคม 
2) พ.ศ. 2534 ประกาศนียบัตรพยาบาลผดุงครรภ์ วพ.ชัยนาท 
3) พ.ศ. 2537 ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต ราชภัฏลพบุรี 
4) ปริญญาโทการจัดการบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง
5) ปริญญาเอกการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยนอร์ท รังสิต
6) ปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา (กำลังศึกษา)
7) มหาวิทยาลัยนอร์ท รังสิต
8) พ.ศ. 2558 Fellowship (2 ปี) Anti-Aging มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

ประวัติการทำงาน

1) พ.ศ.2553 – 2559 อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยพยาบาลชัยนาท
2) พ.ศ.2559 – 2567 อาจาจารย์ศูนย์ฝึกคณะการแพย์บูรณาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
3) อาจารย์พิเศษด้านการแพทย์บูรณาการ คณะวิทยาศาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก
4) ผู้บริหารปั๊มน้ำมันมาลีบริการ 9สาขา
5) ผู้บริหารกิจการออแกไนซ์ Miss Beauty Regent
6) ผู้บริหารเจ้าของเวทีและกรรมการ Miss International Thalland 2018
7) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เวทีนางาม Mrs. Universe Thailand
8) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เวทีนางงาม Mrs. Tourism Thalland
9) กรรมการเวทีนางงาม Mrs. Thailand Wold (2565 – 2567)
10) กรรมการเวทีนางงาม Mrs. Tourism

ขั้นตอนการสัมภาษณ์และแผนการประเมิน

ผู้สมัครจะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาในวันที่ 31 มกราคม 2568 ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน สปสช. อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยจะมีการประเมินความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง คะแนนรวม 100 คะแนน แบ่งเป็น

  • การสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ 70 คะแนน
  • ใบสมัครและเอกสารประกอบ 30 คะแนน

ผลการพิจารณาจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาไม่เกิน 3 คนในวันเดียวกัน และนำเสนอรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการ สปสช. พิจารณาแต่งตั้งต่อไป

พันธกิจสำคัญของเลขาธิการ สปสช.

เลขาธิการ สปสช. มีบทบาทสำคัญในการกำกับและดำเนินงานตามกฎหมายและนโยบายของสำนักงาน เช่น การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เท่าเทียม การควบคุมคุณภาพบริการ และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ความคาดหวังจากการแต่งตั้งเลขาธิการใหม่

สปสช. หวังว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคนใหม่จะสามารถผลักดันนโยบายที่สำคัญ เช่น การเพิ่มความครอบคลุมของสิทธิประโยชน์ การพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติมและลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (www.nhso.go.th) หรือสอบถามรายละเอียดผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 06 2201 2846

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ / สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ผ่านมาตรฐาน GI เสริมศักยภาพเกษตรกร

ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” กับการประชุมพิจารณาคุณภาพและแหล่งผลิต ปี 2568

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาคำขอ ตรวจสอบกระบวนการผลิต ควบคุมคุณภาพสินค้า และแหล่งที่มาของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ครั้งที่ 1/2568 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก

พิจารณาคำขอการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ในที่ประชุมมีการพิจารณาคำขอจากสมาชิกผู้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” จำนวน 74 ราย โดยคณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายมีมาตรฐานตรงตามที่กำหนด และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างโปร่งใส

จากผลการตรวจสอบ พบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ใช้เพาะปลูกเป็นพันธุ์ ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 8974 เชียงราย ที่มีแหล่งที่มาถูกต้อง ชัดเจน พร้อมการจดบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยคณะกรรมการตรวจประเมินแปลงเกษตรกรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด

สถิติการขอต่ออายุและขึ้นทะเบียนสินค้า GI

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มีผู้ขอต่ออายุสินค้า GI จำนวน 31 ราย และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีผู้ขอต่ออายุจำนวน 9 ราย พร้อมทั้งมีผู้ขอขึ้นทะเบียนใหม่จำนวน 34 ราย รวมทั้งหมด 43 ราย ซึ่งสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ผลิตที่มุ่งมั่นรักษาคุณภาพสินค้าและภาพลักษณ์ที่ดีของ ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย”

การส่งเสริมและผลักดันสินค้า GI ระดับจังหวัด

จังหวัดเชียงรายยังคงมุ่งมั่นผลักดัน “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ให้เป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอพาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกพันธุ์ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 8974

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กับความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

การที่ “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ได้รับสถานะ GI ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แต่ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่รักษามาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

สรุป

การประชุมพิจารณาคุณภาพ “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมสินค้าเกษตรพื้นเมืองของเชียงรายให้ก้าวสู่ตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรักษาความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของข้าวเหนียวเขี้ยวงู ที่เป็นทั้งสมบัติทางภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาของท้องถิ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

รัฐบาลไทยเร่งปราบ ‘พอตเค’ ปกป้องเยาวชนจากภัยยาเสพติดรูปแบบใหม่

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด ย้ำ! ‘พอตเค’ ระบาดหนักในกลุ่มนักเที่ยวกลางคืน

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หน่วยงานทางปกครอง และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ความสำคัญต่อการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับสังคมไทย

ยาเสพติดแฝงตัวในรูปแบบใหม่

รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของยาเสพติดในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘พอตเค’ หรือหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเค (เคตามีน) โดยเฉพาะในกลุ่มนักเที่ยวกลางคืน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยาเคตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การใช้ในทางที่ผิดกฎหมายมีบทลงโทษรุนแรง เช่น โทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี และปรับสูงสุด 1.5 ล้านบาท

ผลกระทบของการใช้เคตามีนในทางที่ผิด

ยาเคตามีนถูกนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ในปัจจุบันพบการลักลอบนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสูดดมและสูบควันเพื่อหวังผลในการหลอนประสาท ผู้ใช้ที่เสพติดต่อกันเป็นเวลานานจะเสี่ยงต่อการติดยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ยังมีผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น การอาเจียน ชัก สมองและกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน และในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิต

รัฐบาลเข้มงวดปราบปรามการแพร่ระบาด

นายอนุกูลกล่าวเพิ่มเติมว่า การปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะการใช้เคตามีนในทางที่ผิด เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล ซึ่งได้เร่งดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนในการหยุดยั้งการลักลอบผลิต นำเข้า และจำหน่ายยาเสพติดทุกประเภท

นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ป้องกันและให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษและผลกระทบของการใช้ยาเสพติด รวมถึงการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางสายด่วน อย. 1556 กด 3 หรือโทร 0 2590 7343 รวมถึงผ่าน Facebook: FDA Thai

มาตรการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน

รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตา ช่วยเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ ‘พอตเค’ และสารเสพติดรูปแบบอื่นๆ ที่อาจเข้ามาในพื้นที่ โดยการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมไทย

การปราบปรามยาเสพติดและป้องกันการแพร่ระบาดของสารเสพติดรูปแบบใหม่ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยทุกคน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE