Categories
NEWS UPDATE

ค่าเทอมพุ่ง หอการค้าเผย เศรษฐกิจยังไหว แต่การศึกษาเหลื่อมล้ำ

รายจ่ายเปิดเทอมปี 2568 ทะลุ 6.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 16 ปี สะท้อนภาพเศรษฐกิจยังเคลื่อนไหว แม้ผู้ปกครองกังวลผลกระทบ

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เผยผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน พบว่าแม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากภาวะการชะลอตัวระดับโลก แต่การใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงเปิดเทอมกลับสูงขึ้นแตะระดับ 62,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.80% ซึ่งนับว่าสูงสุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่เริ่มสำรวจปี 2553

แนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา สูงขึ้น แต่สะท้อนความสำคัญในใจผู้ปกครอง

จากผลสำรวจพบว่า ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนจัดซื้อสินค้าเกี่ยวกับการเรียนและอุปกรณ์การศึกษาก่อนเปิดภาคเรียน โดย

  • ร้อยละ 78.6% วางแผนซื้อหนังสือเรียนใหม่ทั้งหมด
  • ร้อยละ 42.7% ซื้ออุปกรณ์การเรียนใหม่บางส่วน
  • ค่าเทอมเฉลี่ย 21,142 บาท
  • ค่าชุดนักเรียน เพิ่มขึ้น 38.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมต่อคนอยู่ที่ 26,039 บาท

ถึงแม้ว่าผู้ปกครองร้อยละ 45.6% มองว่าค่าใช้จ่ายในปีนี้ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ยังมีถึงร้อยละ 30.2% ที่รู้สึกว่าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสาเหตุหลักคือ ราคาสินค้าแพงขึ้น และ ปริมาณสิ่งของที่ซื้อเพิ่มขึ้น

วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายด้านการศึกษา

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่จากการใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียนสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทย “ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้” โดยไม่มีสัญญาณของภาวะซึมเศร้ารุนแรง การใช้จ่ายของผู้ปกครองไม่ได้ลดลงหรือระมัดระวังจนผิดปกติ ซึ่งอาจตีความได้ว่า

  1. ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเพิ่มขึ้นจริง
  2. ผู้ปกครองยังให้ความสำคัญกับการศึกษา
  3. ภาพรวมการบริโภคไม่ได้ชะลอลงถึงขั้นวิกฤต

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ไม่พบสัญญาณชัดเจนของผลกระทบจาก สงครามการค้าโลก หรือการชะลอตัวจากตลาดแรงงานที่รุนแรงแต่อย่างใด

ผู้ปกครองยอมรับภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อการศึกษา

แม้ภายนอกดูเหมือนเศรษฐกิจยังทรงตัวได้ แต่ผลสำรวจยังชี้ว่า มากกว่า 90% ของผู้ปกครองยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวรายได้น้อย ซึ่งต้องวางแผนและจำกัดการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ

ข้อกังวลของผู้ปกครอง นอกเหนือเรื่องเงิน ยังมีเรื่องอนาคตลูก

ผลสำรวจยังเปิดเผยถึงความกังวล 5 อันดับแรกของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ได้แก่

  1. ความกังวลเรื่องการคบเพื่อนของลูกหลาน
  2. ความรุนแรงในโรงเรียน
  3. ความเสี่ยงไม่มีงานทำในอนาคต
  4. ความสามารถในการเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
  5. การสอบแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

ข้อกังวลเหล่านี้สะท้อนว่า การศึกษาในยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องตำราเรียนหรือคะแนนสอบ แต่เกี่ยวพันกับคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อม และทักษะการใช้ชีวิตของนักเรียน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษายังเป็นปัญหาเรื้อรัง

รายงานระบุว่า มี ความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างนักเรียนในเมืองและต่างจังหวัด โดยเฉพาะด้านโอกาสในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และครูผู้สอนคุณภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กนอกเมืองมีความเสี่ยงตกหล่นทางการศึกษาอย่างถาวร

ความสำคัญของ กยศ. ต่อโอกาสทางการศึกษา

ในการประเมินบทบาทของ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า

  • 50.1% ของผู้ปกครองมองว่า กยศ. มีความสำคัญอย่างมาก
  • มากกว่า 90% เห็นว่า กยศ. ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในระดับปานกลางถึงมาก

นโยบายของรัฐด้านการศึกษา เช่น กยศ. ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ผู้ปกครองอยากให้รัฐบาลปรับปรุงด้านการศึกษา

จากผลสำรวจ พบว่าผู้ปกครองเสนอให้มีการปฏิรูป 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ปรับปรุงระบบประเมินผลให้หลากหลาย ไม่ยึดคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว
  2. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้โรงเรียนทุกแห่งมีมาตรฐานเท่าเทียม
  3. สนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับเด็กขาดแคลน
  4. ยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล
  5. ปรับวิธีสอนให้ทันสมัย ดึงดูดนักเรียนมากขึ้น
  6. เพิ่มจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เพียงพอ

มุมมองของผู้ประกอบการ เศรษฐกิจการศึกษายังไปต่อได้

ในแง่ของผู้ประกอบการ พบว่า

  • ร้อยละ 38.2% เชื่อว่าบรรยากาศช่วงเปิดเทอมปีนี้ “คึกคักกว่าปีที่แล้ว”
  • ร้อยละ 85% มีความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาไทยจะสามารถยกระดับให้ทัดเทียมระดับนานาชาติได้ในอีก 10 ปี
  • อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการระบุอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา คือ
    1. ความเข้าใจผิดของสังคมเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูป
    2. การเปลี่ยนนโยบายทางการศึกษาบ่อยครั้งตามการเมือง

บทวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบาย

ผลการสำรวจสะท้อนภาพรวมที่ซับซ้อนของสถานการณ์การศึกษาในไทย กล่าวคือ

  • เศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็ยังมีผลกระทบกับกลุ่มเปราะบาง
  • ผู้ปกครองยังเห็นคุณค่าในการลงทุนด้านการศึกษา แม้ต้นทุนสูง
  • ระบบการศึกษาไทยต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมาตรฐานเดียวกัน
  • การสนับสนุนจากรัฐ เช่น กยศ. ยังมีบทบาทสำคัญ และควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึง
  • ผู้ประกอบการเชื่อในอนาคตของการศึกษาไทย แต่ต้องการความต่อเนื่องในนโยบาย

สถิติสำคัญจากการสำรวจ (มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, พฤษภาคม 2568)

รายการ

ตัวเลขสำคัญ

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเปิดเทอม

26,039 บาท

ค่าเทอมเฉลี่ย

21,142 บาท

เม็ดเงินสะพัดช่วงเปิดเทอม

62,614 ล้านบาท

ผู้ปกครองมองว่ามีผลกระทบจากเศรษฐกิจ

90%

ความสำคัญของ กยศ. (มองว่าสำคัญมาก)

50.1%

ความเชื่อมั่นระบบการศึกษาไทยพัฒนาได้ใน 10 ปี

85% ผู้ประกอบการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (สำรวจพฤษภาคม 2568)
  • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) www.studentloan.or.th
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  • โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

งบ 646 ล้านบาท ของเทศนครเชียงราย โอกาสที่คุณกำหนดได้เอง

งบประมาณเทศบาลนครเชียงราย ปี 2568 มูลค่า 646 ล้านบาท โอกาสและความท้าทายในการพัฒนาท้องถิ่น

ประเทศไทย, 7 พฤษภาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งบประมาณท้องถิ่นคือหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงการพัฒนาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีเทศบาลรวมกันถึง 574 แห่ง ประกอบด้วยเทศบาลนคร 6 แห่ง เทศบาลเมือง 31 แห่ง และเทศบาลตำบล 537 แห่ง ในจำนวนนี้ จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น โดยเทศบาลนครเชียงรายได้รับความสนใจอย่างมากจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 มูลค่ารวม 646,624,800 บาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความท้าทายในการบริหารจัดการเมืองที่มีประชากร 77,911 คน บนพื้นที่ 60.85 ตารางกิโลเมตร การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวเชียงรายจะมีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองผ่านการเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน

ความสำคัญของงบประมาณท้องถิ่น

งบประมาณท้องถิ่นเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการพัฒนาในระดับชุมชน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเทศบาลทั้งสิ้น 73 แห่ง รองจากจังหวัดเชียงใหม่ที่มีถึง 121 แห่ง งบประมาณของเทศบาลนครเชียงรายในแต่ละปีมาจากสามแหล่งหลัก ได้แก่ (1) รายได้จากการจัดเก็บเอง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีโรงเรือน และภาษีป้าย (2) งบประมาณจากการจัดสรรของรัฐบาล เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต และ (3) เงินอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งในรูปแบบทั่วไปและเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภารกิจและโครงการพัฒนาท้องถิ่น

ในปีงบประมาณ 2568 เทศบาลนครเชียงรายได้รับงบประมาณรวม 646,624,800 บาท ลดลงจากปี 2567 จำนวน 10,182,800 บาท ซึ่งได้รับงบประมาณรวม 656,807,600 บาท การลดลงของงบประมาณในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม ประชากร 77,911 คนของเทศบาลนครเชียงราย ประกอบด้วยผู้หญิง 41,192 คน และผู้ชาย 36,719 คน มีความหลากหลายทั้งในด้านอายุ เพศ และความต้องการ การจัดสรรงบประมาณจึงต้องคำนึงถึงความครอบคลุมและความเท่าเทียม เพื่อให้ทุกกลุ่มในสังคมได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

สถานะการคลังและการบริหารงบประมาณ

จากข้อมูลของฝ่ายแผนงานและงบประมาณ กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย สถานะการคลังในปีงบประมาณ 2567 (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2567) แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของเทศบาล ดังนี้

  • เงินฝากธนาคาร: 672,992,744.27 บาท
  • เงินสะสม: 44,641,036.42 บาท
  • เงินทุนสำรองเงินสะสม: 0.00 บาท
  • รายการกันเงินไว้แบบก่อหนี้ผูกพันและยังไม่ได้เบิกจ่าย: 4 โครงการ รวม 14,760,789.00 บาท
  • รายการกันเงินไว้โดยยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน: 18 โครงการ รวม 69,139,200.00 บาท
  • เงินกู้คงค้าง: 92,994,648.21 บาท

สถานะการคลังดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งอย่างไรก็ตาม การที่มีเงินกู้คงค้างถึงเกือบ 93 ล้านบาท และงบประมาณที่ลดลงจากปีก่อนหน้า ทำให้การจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ต้องเน้นความคุ้มค่าและการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด

ในส่วนของการบริหารงบประมาณในปี 2566 เทศบาลนครเชียงรายมีรายรับจริงรวม 912,797,893.31 บาท แบ่งเป็น

  • หมวดภาษีอากร: 142,775,013.07 บาท
  • หมวดค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และใบอนุญาต: 17,277,750.79 บาท
  • หมวดรายได้จากทรัพย์สิน: 10,048,864.81 บาท

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเมืองในด้านต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม การที่งบประมาณในปี 2568 ลดลงจากปีก่อนหน้า ทำให้ผู้บริหารต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดสรรงบประมาณปี 2568 ความท้าทายและโอกาส

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ของเทศบาลนครเชียงรายครอบคลุมหลากหลายแผนงานที่มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย

  • แผนงานบริหารงานทั่วไป: มุ่งเน้นการบริหารจัดการภายในและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนสำหรับนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี และพนักงานเทศบาล
  • แผนงานการศึกษา: สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชน
  • แผนงานสาธารณสุข: เสริมสร้างระบบสาธารณสุขและการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาด รวมถึงการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในช่วงที่มีโรคระบาด
  • แผนงานสังคมสงเคราะห์: จัดสรรเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (95,845,200 บาท) และเบี้ยความพิการ (15,784,800 บาท) เพื่อสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับบำนาญ (1,470,000 บาท)
  • แผนงานโยธาและอุตสาหกรรม: รวมถึงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดินตามสัญญาเลขที่ 2192/40/2565 และการบำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน
  • แผนงานการจัดการภัยพิบัติ: เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมและไฟป่า ที่เกิดถี่ขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ
  • แผนงานการท่องเที่ยว: ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรถรางและรถโค้ช เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากนี้ งบประมาณเฉพาะการสถานธนานุบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของเทศบาล มีรายรับรวม 52,030,500 บาท และรายจ่ายที่ครอบคลุมการบริหารจัดการสถานธนานุบาล เช่น ค่าตอบแทนพนักงาน ค่าบำรุงรักษาทรัพย์สิน และเงินทดแทนท้องถิ่นร้อยละ 30 (7,200,000 บาท) การบริหารจัดการสถานธนานุบาลนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลในการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ความท้าทายหลักของเทศบาลนครเชียงรายในปี 2568 คือการบริหารงบประมาณที่ลดลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป ผู้บริหารคนใหม่จะต้องเผชิญกับคำถามสำคัญ เช่น

  • จะจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการเร่งด่วนและการพัฒนาในระยะยาว?
  • จะบริหารจัดการหนี้กู้ยืมที่คงค้างอยู่เกือบ 93 ล้านบาทอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต?
  • จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นอย่างไร เพื่อลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล?

วิสัยทัศน์และความคาดหวัง

งบประมาณครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกำหนดทิศทางการใช้จ่ายของเทศบาล แต่ยังเป็นโอกาสที่ผู้บริหารท้องถิ่นจะแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะมาถึงจึงไม่เพียงแต่เป็นการเลือกผู้นำ แต่ยังเป็นการเลือกวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะกำหนดอนาคตของเมือง ผู้สมัครที่สามารถนำเสนอแผนการบริหารงบประมาณที่ชัดเจน โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ จะมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการจัดสรรเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลในการดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคม นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน และการจัดการภัยพิบัติ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้กับประชาชนในระยะยาว โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยรถรางและรถโค้ช จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การบริหารงบประมาณ 646 ล้านบาทในปี 2568 ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนายกเทศมนตรีคนใหม่ โดยเฉพาะในบริบทที่งบประมาณลดลงและความคาดหวังของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการต่อยอดงบประมาณเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน เช่น

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบไฟฟ้า และการจัดการน้ำท่วม จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับประชาชน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น: การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับชุมชน
  • การดูแลกลุ่มเปราะบาง: การจัดสรรเงินเบี้ยยังชีพและการพัฒนาระบบสวัสดิการจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการ
  • การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ: การลงทุนในระบบเตือนภัยและการจัดการภัยพิบัติจะช่วยลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น

โอกาสและบทบาทของผู้นำท้องถิ่น

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนชาวเชียงรายจะมีส่วนกำหนดอนาคตของเมือง ผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้ง งบประมาณ 646 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาเมืองให้ก้าวหน้า ผู้สมัครที่สามารถนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า

หนึ่งในโอกาสสำคัญของผู้บริหารคนใหม่คือการต่อยอดงบประมาณเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมือง นอกจากนี้ การบริหารจัดการหนี้กู้ยืมที่คงค้างอยู่เกือบ 93 ล้านบาทจะเป็นบททดสอบความสามารถของผู้บริหารในการรักษาความสมดุลทางการคลัง

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ประชาชนชาวเชียงรายจะแสดงพลังในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง สิทธิและอำนาจในการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนสามารถใช้เพื่อเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่มในสังคม การเลือกผู้นำที่มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบจะช่วยให้งบประมาณ 646 ล้านบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของบริบทงบประมาณท้องถิ่นในภาคเหนือและจังหวัดเชียงราย ต่อไปนี้คือสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนเทศบาลในภาคเหนือ: 574 แห่ง (เทศบาลนคร 6 แห่ง, เทศบาลเมือง 31 แห่ง, เทศบาลตำบล 537 แห่ง)
    ที่มา: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2567
  • จังหวัดที่มีเทศบาลมากที่สุดในภาคเหนือ: เชียงใหม่ (121 แห่ง), เชียงราย (73 แห่ง), ลำปาง (43 แห่ง)
    ที่มา: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2567
  • งบประมาณเทศบาลนครเชียงราย ปี 2568: 646,624,800 บาท (ลดลง 10,182,800 บาท จากปี 2567)
    ที่มา: ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย, 2567
  • รายรับจริงของเทศบาลนครเชียงราย ปี 2566: 912,797,893.31 บาท (ภาษีอากร 142,775,013.07 บาท, ค่าธรรมเนียม 17,277,750.79 บาท, รายได้จากทรัพย์สิน 10,048,864.81 บาท)
    ที่มา: ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย, 2567
  • ประชากรเทศบาลนครเชียงราย: 77,911 คน (ชาย 36,719 คน, หญิง 41,192 คน)
    ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567
  • เงินกู้คงค้างของเทศบาลนครเชียงราย: 92,994,648.21 บาท (ณ 31 กรกฎาคม 2567)
    ที่มา: ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย, 2567
  • งบประมาณสถานธนานุบาล ปี 2568: รายรับ 52,030,500 บาท, รายจ่ายรวมค่าบำรุงรักษาและเงินทดแทนท้องถิ่น 7,200,000 บาท
    ที่มา: รายงานรายละเอียดประมาณการรายรับ-รายจ่ายสถานธนานุบาล, เทศบาลนครเชียงราย, 2567

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเทศบาลนครเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างยั่งยืน การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวเชียงรายจะมีส่วนกำหนดอนาคตของเมืองผ่านการเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่มในสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ครม.ทุ่ม 2 พันล้าน ฟื้นฟู ‘ถนนเชียงราย’ พร้อม 16 จังหวัด

ครม.อนุมัติงบกลาง 2,049.69 ล้านบาท ฟื้นฟูถนนเสียหายจากอุทกภัย เน้นเชียงรายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

เชียงราย, 6 พฤษภาคม 2568 – เวลา 11.35 น. ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 2,049.69 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและภัยพิบัติใน 17 จังหวัด โดยมีจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการเร่งดำเนินการฟื้นฟู

การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กรมทางหลวง 1,619.90 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบท 429.79 ล้านบาท เพื่อใช้ซ่อมแซมและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมหลักและรองที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม 2567 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

เชียงราย จุดวิกฤตโครงข่ายถนนภาคเหนือ

จังหวัดเชียงรายได้รับการจัดสรรงบประมาณจากทั้งสองหน่วยงานรวมเป็นจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากพบความเสียหายสะสมต่อเนื่องหลายระลอกจากพายุฤดูฝน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ทำให้ถนนสายหลักอย่างแม่สรวย-เทิง และแม่จัน-เชียงแสน ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง รวมถึงสะพานขาดในหลายจุด

จากข้อมูลของกรมทางหลวง พบว่าในเดือนกันยายน 2567 อิทธิพลจากพายุ “ยางิ” ทำให้พื้นที่ 10 จุดในจังหวัดเชียงรายไม่สามารถสัญจรได้ ดินสไลด์และคอสะพานขาดหลายแห่ง โดยเฉพาะในอำเภอเมือง แม่สาย เวียงแก่นและเทิง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนและส่งผลต่อภาคขนส่งอย่างกว้างขวาง

กรมทางหลวงชนบทรายงานเพิ่มเติมว่าในปีเดียวกัน มีอย่างน้อย 9 สายทางในเชียงรายถูกน้ำกัดเซาะ ถนนทรุดตัว และสะพานพังเสียหาย ไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงทางเชื่อมไปยังพื้นที่ชายแดนที่มีบทบาททางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น จุดผ่านแดนถาวรแม่สาย

งบกลางฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน

สำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การจัดสรรงบกลางครั้งนี้ มุ่งเน้นให้การซ่อมแซมถนนและสะพานเป็นไปอย่างเร่งด่วนภายในปีงบประมาณ 2568 โดยเบิกจ่ายในหมวดงบลงทุนค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และดำเนินการฟื้นฟูในพื้นที่ 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย เลย ภูเก็ต ยะลา พิษณุโลก อุดรธานี หนองคาย และกาญจนบุรี

ภาพรวมความเสียหายทั่วประเทศ ปี 2567

ในช่วงกลางปี (ก.ค.–ส.ค.) ทช. รายงาน 7 สายทางได้รับผลกระทบในจังหวัดตาก กาญจนบุรี จันทบุรี และตราด โดย 6 สายทางไม่สามารถสัญจรได้ ขณะที่ทล. รายงานความเสียหาย 10 จุดในเชียงรายและแพร่ โดย 9 จุดไม่สามารถใช้งานได้

ช่วงปลายปี (ต.ค.–ธ.ค.) ความเสียหายขยายวงกว้างไปยังภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา ทล. รายงานว่า 63 จุดเสียหาย และมี 47 จุดไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนทช. รายงาน 97 สายทางได้รับความเสียหายใน 6 จังหวัด โดย 66 สายทางใช้การไม่ได้

ปี 2568 ฟื้นฟูเพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำซาก

รัฐบาลได้เตรียมการฟื้นฟูเชิงรุก โดย ครม. ยังอนุมัติงบกลางปี 2567 เพิ่มเติมอีก 3,017 ล้านบาท สำหรับซ่อมแซมความเสียหายในอีก 39 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแผนวางระบบบริหารความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติในปี 2568 โดยเน้นการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

เชียงรายในฐานะศูนย์กลางฟื้นฟูภาคเหนือ

เชียงรายไม่เพียงได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยธรรมชาติในปีที่ผ่านมา แต่ยังเป็นจังหวัดที่มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจชายแดน การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในเชียงรายจึงเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมภาคการขนส่ง การท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

สถิติที่เกี่ยวข้อง (ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2568)

  • จังหวัดเชียงราย ได้รับการจัดสรรงบรวมจาก ทล. และ ทช. เป็น 2 ใน 17 จังหวัด
  • ทล. รายงานความเสียหายในเชียงราย 10 จุด ในช่วง พ.ค.–ธ.ค. 2567
  • ทช. รายงานสายทางเสียหายในเชียงราย 9 สายทาง
  • งบกลางปี 2568 ฟื้นฟู 17 จังหวัด รวมวงเงิน 2,049.69 ล้านบาท (ทล. 1,619.90 ล้านบาท / ทช. 429.79 ล้านบาท)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักนายกรัฐมนตรี (แถลงข่าว ครม. 6 พ.ค. 2568)
  • กระทรวงคมนาคม
  • กรมทางหลวง
  • กรมทางหลวงชนบท
  • สำนักงบประมาณ (สงป.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โจรขโมยสายไฟ ซิ่งมอเตอร์ไซค์ หนีด่าน ‘อ.แม่จัน’ เจอพิรุธ

ตำรวจ สภ.แม่จัน รวบผู้ต้องหาขโมยสายไฟหลวง พร้อมของกลางและหลักฐานชัดเจน – เสพยาขณะขับขี่ จ่อแจ้ง 3 ข้อหา

เริ่มต้นจากการตั้งด่านตรวจ สู่การเปิดโปงอาชญากรรมร้ายแรงกระทบสาธารณูปโภค

เชียงราย, 5 พฤษภาคม 2568 – เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรแม่จัน จังหวัดเชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และ พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผู้กำกับการ สภ.แม่จัน พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภูริวัฒ รุจิรัฐภาส รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม พ.ต.ท.นิติการณ์ แก้วรากมุก สารวัตรป้องกันปราบปราม และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการด่านตรวจท่าข้าวเปลือก ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชายวัย 45 ปี ชื่อเล่น “นายตุลุ” (สงวนนามสกุล) พร้อมของกลางสายไฟและเครื่องมือใช้ในการโจรกรรม

การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจบริเวณถนนบายพาสสายเชียงราย – เชียงแสน จุดตัด ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจุดที่มักมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มกระทำผิดกฎหมายทั้งด้านยาเสพติดและการลักลอบตัดสาธารณูปโภค

พบพิรุธหนีด่าน ตรวจค้นพบบุคคลต้องสงสัยพร้อมของกลางเต็มคันรถ

ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่พบชายขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีแดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน วิ่งมาด้วยความเร็วจากทาง อ.เชียงแสน มุ่งหน้าเข้า อ.เมืองเชียงราย เมื่อเห็นด่านตรวจได้พยายามกลับรถและหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามจนสามารถสกัดรถไว้ได้ที่บริเวณหน้าตลาดชุมชน

จากการตรวจค้นเบื้องต้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายในตัวผู้ต้องหา แต่บริเวณเบาะท้ายรถจักรยานยนต์พบของกลางสำคัญ ได้แก่

  1. สายไฟชนิด CV2C ขนาด 35 มม. ยาวประมาณ 8 เมตร
  2. สายไฟชนิด CV2C ขนาด 4 เมตร จำนวน 1 เส้น
  3. เครื่องมือช่าง ได้แก่ ชะแลง 1 อัน, เลื่อยเหล็ก 1 ปื้น และจอบขุดดินอีก 1 อัน

ขณะเดียวกัน นายตุลุ ได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ว่าได้เสพยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) มาก่อนหน้านี้ และผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดประเภทที่ 1 ในร่างกายจริงตามที่กล่าวอ้าง

ยืนยันของกลางเป็นทรัพย์สินราชการ พร้อมลงพื้นที่พิสูจน์การโจรกรรม

เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งไปยังแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายเพื่อตรวจสอบของกลาง โดยวิศวกรและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคได้ยืนยันว่า สายไฟดังกล่าวเป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในโครงการไฟส่องสว่างริมทาง โดยเฉพาะในเขตถนนหมายเลข ชร.1063 ซึ่งเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 1

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพร้อมเจ้าหน้าที่แขวงฯ ได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณ กม. 32+500 บ้านทับกุมารทอง หมู่ 8 ตำบลท่าข้าวเปลือก และพบว่ามีสายไฟที่ถูกตัดออกหายไปจากเสาไฟริมทาง ซึ่งตรงกับจำนวนและชนิดของสายไฟที่ตรวจพบในเบาะรถผู้ต้องหา

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายจึงได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ในทันที

แจ้ง 3 ข้อหาหนักตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายยาเสพติด

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหากับนายตุลุ รวม 3 ข้อหาหนัก ได้แก่

  1. ลักทรัพย์ของทางราชการ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือครอบครองเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 336 และ 337 ซึ่งการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการก่อเหตุ จะมีโทษเพิ่มขึ้นจากลักทรัพย์ทั่วไป โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  2. ขับขี่ยานพาหนะขณะเสพสารเสพติด ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 43(8) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลมีอำนาจสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
  3. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2564 มาตรา 57(1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายตุลุส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วิเคราะห์ผลกระทบของการลักทรัพย์สาธารณะต่อสังคม

การลักทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่พึ่งพาแสงสว่างจากไฟถนนในการเดินทาง การตัดสายไฟส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจากความมืด และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจแก่ภาครัฐที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นการลดทอนศักยภาพของรัฐในการดูแลโครงข่ายทางหลวงชนบท และทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐลดลง

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ตามข้อมูลจาก กรมทางหลวงชนบท พบว่าในปี 2566 มีกรณีลักทรัพย์ระบบไฟส่องสว่างทางหลวงชนบทรวมทั้งสิ้น 218 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ราว 18%
  • จังหวัดเชียงรายพบเหตุลักสายไฟบนทางหลวงชนบทรวม 12 กรณี ในปี 2566 โดยมากกระจุกตัวอยู่ในเขตอำเภอแม่จันและเชียงแสน
  • งบประมาณที่รัฐต้องจ่ายในการซ่อมแซมไฟถนนที่ถูกขโมยหรือทำลาย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 85 ล้านบาท/ปี ทั่วประเทศ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รายงานว่า ในปี 2567 มีผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ตรวจพบสารเสพติดในระบบรวมทั้งสิ้น 13,271 ราย โดย 76% เป็นการตรวจพบเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมทางหลวงชนบท

  • ป.ป.ส.

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • สถานีตำรวจภูธรแม่จัน จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยึด 2,800 กล้าทุเรียน เตรียมส่งข้ามโขง สปป.ลาว

นรข.เชียงรายตรวจยึดต้นกล้าทุเรียนกว่า 2,800 ต้น ลักลอบส่งออกข้ามแดนปลายทาง สปป.ลาว ผ่านแม่น้ำโขง

การขยายตัวของพืชเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดน

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – เจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ได้ดำเนินการตรวจยึดต้นกล้าทุเรียนจำนวนกว่า 2,800 ต้น ที่ถูกลักลอบขนส่งผ่านแม่น้ำโขงเพื่อส่งออกไปยัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายควบคุมพืชพรรณของประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนมากขึ้นของขบวนการลักลอบค้าพืชเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในฤดูเพาะปลูกและฤดูแล้งที่การขนส่งทางน้ำมีความสะดวกมากกว่าช่วงอื่น

ปฏิบัติการตรวจยึดของกลางริมแม่น้ำโขง

เจ้าหน้าที่ทหารเรือจากสถานีเรือเชียงของ นำโดย ร.ท.สัญญา จันจี รักษาราชการแทนหัวหน้าสถานีฯ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่า จะมีการลักลอบนำต้นกล้าทุเรียนออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่บ้านดอนมหาวัน หมู่ 9 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

หลังได้รับแจ้งดังกล่าว หน่วยลาดตระเวนจึงจัดกำลังพลพร้อมเรือจู่โจมทางน้ำออกปฏิบัติหน้าที่ทันที ต่อมาในช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเรือยนต์ขนาดเล็กหรือ “เรือกาบ” สีดำ ลอยลำและจอดอยู่บริเวณดอนกรวด ใกล้หมู่บ้านที่ได้รับแจ้ง โดยมีชายผู้ต้องสงสัย 1 คนกำลังควบคุมเรือ

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าใกล้จุดตรวจสอบ ชายคนดังกล่าวได้ไหวตัวทันและหลบหนีขึ้นฝั่งไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นภายในเรือ และพบตะกร้าบรรจุต้นกล้าทุเรียนจำนวนมาก คาดว่าทั้งหมดมีจำนวนกว่า 2,800 ต้น บรรจุอยู่ในตะกร้าพลาสติกสีแดงรวม 21 ตะกร้า

ส่งของกลางให้ด่านศุลกากรเชียงของดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังการตรวจยึดเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำเรือและต้นกล้าทุเรียนของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้ด่านศุลกากรเชียงของเพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507

ทั้งนี้ การส่งออกต้นกล้าพันธุ์พืชจะต้องมีการตรวจสอบและได้รับใบอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร และผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายข้ามแดนได้ หากไม่ปฏิบัติตามจะเข้าข่ายเป็นการลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวของตลาดทุเรียนในภูมิภาค

ทุเรียนถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของไทย โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศจีน เวียดนาม และ สปป.ลาว โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงของลาวเริ่มหันมาปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการต้นกล้าคุณภาพสูงจากฝั่งไทย ซึ่งขึ้นชื่อในด้านสายพันธุ์และการเพาะเลี้ยง

ขบวนการลักลอบนำเข้าต้นกล้าทุเรียนจึงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของตลาดทุเรียนในลาวและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งนับเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สนใจผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของพรมแดน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พันธุกรรมพืช และความมั่นคงด้านเกษตร

การลักลอบส่งออกต้นกล้าพันธุ์พืช นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาการสูญเสียพันธุกรรมพืชท้องถิ่น ซึ่งเป็นทรัพยากรทางเกษตรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์สูง หากสายพันธุ์พืชสำคัญตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี หรือไม่มีการควบคุมที่ดี อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในอนาคต

นอกจากนี้ หากมีการนำต้นกล้าปลอม หรือมีเชื้อโรคแฝงออกไป อาจสร้างปัญหาด้านสุขอนามัยพืชในภูมิภาค และทำให้ไทยถูกลดอันดับมาตรฐานการส่งออกในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเกษตรกรรมไทย

ความพยายามร่วมของหน่วยงานความมั่นคงชายแดน

หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในลำน้ำโขง โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือที่ติดกับชายแดนลาว การลาดตระเวนเชิงรุกและการประสานข่าวกรองกับชุมชนในพื้นที่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสกัดกั้นการลักลอบค้าของผิดกฎหมาย รวมถึงสินค้าการเกษตร

การจับกุมในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่ช่วยแจ้งเตือนภัยและร่วมกันเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งต้นทางของการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร (2566) ระบุว่า ประเทศไทยมีการขออนุญาตส่งออกต้นกล้าทุเรียนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องเฉลี่ยเพียง 9,400 ต้นต่อปี ในขณะที่พบการลักลอบนำออกกว่า 3,000-5,000 ต้น/ปี
  • ศูนย์บัญชาการป้องกันชายแดนภาคเหนือ (2567) รายงานว่าในรอบปีงบประมาณ 2567 มีการตรวจยึดต้นกล้าทุเรียนลักลอบส่งออกในภาคเหนือรวม 12 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าของกลางกว่า 3.2 ล้านบาท
  • สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 เปิดเผยว่า การลักลอบส่งออกพืชเศรษฐกิจโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 17% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบทศวรรษ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมวิชาการเกษตร
  • ศูนย์บัญชาการป้องกันชายแดนภาคเหนือ
  • สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สปป.ลาว ปะทะหนัก กระสุนข้ามแดนตกบ้านเชียงราย

ความตึงเครียดชายแดนไทย-ลาว ฐานทหาร สปป.ลาว ถูกโจมตี กระสุนทะลุบ้านเรือนในฝั่งไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-ลาวตึงเครียด หลังเกิดเสียงปืนหลายจุดในฝั่ง สปป.ลาว

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-ลาว ด้านอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย หลังมีเสียงปืนดังเป็นระยะจากฝั่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) บริเวณเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพื้นที่บ้านร่มฟ้าผาหม่น หมู่ 15 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น โดยเสียงปืนดังขึ้นหลายจุดติดต่อกันและกินเวลาหลายชั่วโมง สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงของฝั่งไทย

พลตรีกิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้พันเอกไพรัช ศรีไชยวาล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 เข้าตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยพบว่าเสียงปืนดังกล่าวมาจากพื้นที่บ้านพูผามน เมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยไม่มาก และยังได้ยินเสียงในหลายจุดที่อยู่ตรงกันข้ามกับตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ตลอดแนวพื้นที่ตั้งแต่ผาตั้งไปจนถึงภูชี้ฟ้า

ผลกระทบข้ามแดน กระสุนปืนทะลุหลังคาบ้านชาวบ้านฝั่งไทย

ในช่วงเกิดเหตุปะทะกัน มีรายงานว่าหัวกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 1 นัด ตกลงมาในพื้นที่ฝั่งไทย โดยกระสุนทะลุหลังคาบ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านร่มฟ้าผาหม่น ตำบลปอ โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างมากให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และทำให้เจ้าหน้าที่ทหารของกองกำลังผาเมืองต้องวางกำลังเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

หน่วยทหารได้ยืนยันว่ากระสุนที่ตกลงมานั้นน่าจะมาจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายกับกองกำลังของ สปป.ลาว โดยบริเวณที่เกิดเสียงปะทะนั้นอยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร และยังคงมีเสียงดังต่อเนื่องในบางช่วง

ไทยขอความร่วมมือ สปป.ลาว เร่งตรวจสอบและป้องกันเหตุซ้ำ

พลตรีกิดากร จันทรา ได้มีหนังสือประสานไปยังหัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว-ไทย แขวงบ่อแก้ว เพื่อขอให้ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝั่งไทย ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยและความรู้สึกของประชาชนบริเวณแนวชายแดน

ในหนังสือดังกล่าว ยังได้ขอความร่วมมือจากทางการ สปป.ลาว ให้แจ้งเตือนล่วงหน้าหากมีความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์สำคัญ เพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถเตรียมการป้องกันและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญต่อการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองฝ่ายอย่างสูงสุด

ลาวเตรียมการรับมือ-สั่งเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดน

ภายหลังเหตุการณ์ สปป.ลาว ได้มีการสั่งการในระดับพื้นที่ โดยเจ้าเมืองต่างๆ ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้นำชุมชน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นย้ำให้เฝ้าระวังกลุ่มคนไม่หวังดีและกองกำลังติดอาวุธที่อาจเข้ามาก่อความไม่สงบเพิ่มเติม

คำสั่งยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพล อาวุธ และแผนเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะบริเวณป้อมชายแดนที่อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

วิเคราะห์สถานการณ์ ความมั่นคงของชายแดนไทย-ลาวในบริบทความเปลี่ยนแปลง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-ลาว แม้ทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ที่ดีและให้ความร่วมมือในหลายด้าน แต่ภัยคุกคามจากกองกำลังนอกระบบหรือกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ชัดเจนทางฝ่าย อาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งที่กระทบต่อประชาชนและการค้าชายแดนได้อย่างไม่คาดคิด

การที่กระสุนตกมายังฝั่งไทยแม้เพียงหนึ่งนัด ย่อมเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรับมือด้วยความรอบคอบ และไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่อาจลุกลาม

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการดำเนินการต่อไป

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยและลาวจะต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ ร่วมกันวางแนวทางป้องกันที่ครอบคลุมทั้งทางทหารและการข่าว พร้อมทั้งเปิดช่องทางสื่อสารที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในยามฉุกเฉิน

ควรมีการจัดเวทีหารือหรือคณะกรรมการร่วมชายแดน (Joint Border Committee – JBC) เพื่อประเมินความเสี่ยงและปรับแผนการรับมือในสถานการณ์ชายแดนร่วมกันเป็นระยะ

ผลกระทบต่อประชาชนและความเชื่อมั่นในความมั่นคงของพื้นที่

ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับธรรมชาติและการค้าชายแดน การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ ๆ อาจทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในความปลอดภัย และส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากของพื้นที่ที่พึ่งพาความสงบในการดำเนินชีวิต

หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับชุมชนในแนวชายแดน เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความตื่นตระหนก และรักษาเสถียรภาพทางสังคม

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อความมั่นคงภาคเหนือ (2566) พื้นที่แนวชายแดนไทย-ลาวในภาคเหนือมีจุดเสี่ยงด้านความมั่นคงมากกว่า 36 จุด โดยเฉพาะในเขตจังหวัดเชียงรายและน่าน
  • รายงานจากศูนย์สันติภาพและความมั่นคง (Peace & Security Studies Center) ระบุว่าในช่วงปี 2565-2567 มีเหตุการณ์กระสุนข้ามแดนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงถึง 14 ครั้ง แม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ส่งผลต่อจิตวิทยาชุมชนชายแดน
  • สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (สมัยรัฐบาลปี 2567) มีข้อเสนอให้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจชายแดน เพื่อการลาดตระเวนและเฝ้าระวังเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่มีความเปราะบางสูง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์วิจัยเพื่อความมั่นคงภาคเหนือ

  • Peace & Security Studies Center

  • สำนักความมั่นคงแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โค้งสุดท้าย! เจาะลึกจุดเด่น “ผอ.แซน-วันชัย” ชิงเทศบาลนครเชียงราย

วิเคราะห์ศึกชิงนายกเทศมนตรีนครเชียงราย ‘วันชัย vs ดร.แซน’ เปิดจุดเด่น-คาดการณ์ผล

เชียงราย, 4 พฤษภาคม 2568 – เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนที่ชาวนครเชียงรายจะได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นี้ โดยศึกชิงเก้าอี้ครั้งนี้ ถือเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายปี ระหว่างสองผู้สมัครที่โดดเด่นด้วยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การหาเสียงที่แตกต่างกัน ได้แก่ นายวันชัย จงสุทธานามณี ผู้สมัครหมายเลข 2 อดีตนายกเทศมนตรีที่คร่ำหวอดในวงการการเมืองท้องถิ่น และ ดร.ศราวุธ สุตะวงค์ หรือ ดร.แซน ผู้สมัครหมายเลข 1 ผู้ท้าชิงไฟแรงจากพรรคประชาชน

เปิดจุดเด่น ‘วันชัย’ ผู้สมัครหมายเลข 2 กับผลงานที่จับต้องได้

นายวันชัย จงสุทธานามณี มีจุดแข็งที่ชัดเจนจากผลงานในอดีตที่สร้างไว้ในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเชียงรายหลายสมัย โดยเฉพาะการสร้างโรงเรียนเทศบาล 6 และ 7, การพัฒนาสวนตุงและโคม บนพื้นที่เรือนจำเก่า, การก่อสร้างหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองเชียงราย รวมถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสร้างความพึงพอใจในกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยทำงาน

นายวันชัยยังคงใช้กลยุทธ์เดิมที่เคยประสบความสำเร็จ คือการเคาะประตูบ้านเพื่อเข้าถึงประชาชนแบบตัวต่อตัวตั้งแต่เริ่มเปิดรับสมัคร และยังเพิ่มการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ใกล้ชิดประชาชนได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและชุมชนในพื้นที่รอบนอกของเทศบาลนครเชียงราย

อย่างไรก็ตาม นายวันชัยยังมีจุดอ่อนจากการลดระดับการเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย โดยล่าสุดหายไปจากการอัปเดตข้อมูลมาแล้วถึง 2 วัน (ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2568) ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาฐานเสียงจากกลุ่มวัยทำงาน (21-37 ปี) ที่นิยมรับข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์

เจาะจุดเด่น ‘ดร.แซน’ ผู้สมัครหมายเลข 1 กับภาพลักษณ์ทันสมัย

ในขณะเดียวกัน ดร.ศราวุธ สุตะวงค์ หรือ ดร.แซน ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชน ได้ชูวิสัยทัศน์สำคัญในการเปลี่ยนเชียงรายจาก “เมืองที่ตายแล้ว” ให้กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมกับนโยบายแก้ไขปัญหาการอพยพของประชากรวัยรุ่นและวัยทำงานที่มักจะย้ายไปทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ วิสัยทัศน์นี้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเขตเทศบาลนครเชียงราย (18,359 คน)

นอกจากนี้ ดร.แซน ยังได้รับแรงหนุนจากหัวหน้าพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ส.ส.ชื่อดังอีกหลายคน โดยเฉพาะ ส.ส.ปั๋น ชิตวัน และ ส.ส.หญิง จุฬาลักษณ์ ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

ในเรื่องกลยุทธ์การหาเสียง ดร.แซน ผสมผสานการเคาะประตูบ้านแบบตัวต่อตัวเข้ากับการใช้โซเชียลมีเดียและเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ล่าสุดที่ Center Point Night Bazaar เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา สามารถดึงดูดประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนในพื้นที่เขตเมืองได้เป็นอย่างดี

วิเคราะห์การแข่งขัน “เข้าถึงประชาชน” คือปัจจัยชี้ขาด

การแข่งขันระหว่างนายวันชัยและดร.แซน จะตัดสินด้วยกลยุทธ์การเข้าถึงประชาชน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (54-72 ปี) จำนวน 17,146 คน ที่นิยมการสื่อสารโดยตรงกับผู้สมัคร และกลุ่มวัยทำงาน (21-37 ปี) จำนวน 18,359 คน ที่รับข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย

นายวันชัยมีข้อได้เปรียบจากฐานเสียงที่แข็งแกร่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งยังคงชื่นชมในผลงานและการลงพื้นที่แบบใกล้ชิด ขณะที่ดร.แซน มีความได้เปรียบจากการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานผ่านการใช้สื่อสังคมออนไลน์และนโยบายทันสมัยที่โดนใจคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม การตัดสินผลการเลือกตั้งครั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขยายฐานเสียงเพิ่มเติมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะนายวันชัยต้องกลับมาเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้คะแนนจากกลุ่มวัยทำงานหลุดมือไป ขณะที่ดร.แซนต้องเร่งขยายพื้นที่หาเสียงให้เข้าถึงผู้สูงอายุในพื้นที่รอบนอกมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงราย

ข้อมูลจากสำนักงานทะเบียนราษฎร์ (City Data Information, 2566) ระบุว่าเทศบาลนครเชียงรายมีประชากรทั้งหมด 77,760 คน แบ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานอายุ 21-37 ปี มีจำนวนมากที่สุดถึง 18,359 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 23.6 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ 54-72 ปี มีจำนวน 17,146 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของประชากร ทั้งนี้ จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 คน มีอัตราการมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงถึงร้อยละ 70.3 (ข้อมูลจาก กกต.เชียงราย)

จากสถิติข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์สูงเช่นกัน และกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งวัย 21-37 ปี จะเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงรายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นี้อย่างแน่นอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘เชียงราย’ ทดสอบเตือนภัยมือถือ Cell Broadcast ครั้งแรกไทย

เชียงรายนำร่องทดสอบระบบเตือนภัย Cell Broadcast ครั้งแรกในประเทศไทย

เชียงราย 3 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผู้ให้บริการโทรคมนาคม จัดทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

จุดเริ่มต้นของระบบเตือนภัยแห่งอนาคต

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการทดสอบระบบ Cell Broadcast อย่างเป็นทางการ ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

การทดสอบครั้งนี้ดำเนินการโดยความร่วมมือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), กรมประชาสัมพันธ์ และบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ได้แก่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS)

จังหวัดเชียงรายได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสี่จังหวัดที่ร่วมทดสอบระบบในครั้งนี้ ร่วมกับจังหวัดสุพรรณบุรี อุบลราชธานี และสงขลา ซึ่งดำเนินการพร้อมกันเวลา 13.00 น.

Cell Broadcast สู่ความปลอดภัยอย่างแท้จริง

การทดสอบส่งข้อความแจ้งเตือนประเภท “National Alert” จำนวน 1 ครั้ง ระยะเวลาแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ 10 นาที ครอบคลุมรัศมี 2 กิโลเมตรรอบศาลากลางจังหวัดเชียงราย ข้อความที่ส่งระบุว่า:

“ทดสอบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก This is a test message from Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM). No action required.”

จากการรายงานผล พบว่าโทรศัพท์มือถือที่ใช้เครือข่าย AIS ได้รับข้อความเป็นลำดับแรก ตามมาด้วย True และ NT ตามลำดับ โดยใช้เวลาส่งไม่ถึง 1 นาที ถือว่าการทดสอบผ่านไปได้ด้วยดี

ประชาชนเชียงรายรับทราบอย่างทั่วถึง

จากการสอบถามประชาชนในชุมชนน้ำลัด และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ศาลากลางเชียงราย ทุกฝ่ายได้รับข้อความแจ้งเตือนตามที่กำหนดไว้ ประชาชนส่วนใหญ่รับทราบล่วงหน้าว่าจะมีการทดสอบ เพราะมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนอื่อตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น กลุ่มไลน์ หน่วยงานราชการ และใบปลิวที่แจกในพื้นที่ ทำให้ไม่มีความตื่นตระหนกเกิดขึ้น

ปัญหาเล็กน้อยที่ต้องปรับปรุง

นายชรินทร์ ทองสุข เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากการทดสอบพบปัญหาบางประการ เช่น โทรศัพท์บางรุ่นไม่สามารถเก็บข้อความแจ้งเตือนไว้ได้ บางเครื่องที่เก่าหรือไม่ได้อัปเดตระบบ ก็ไม่สามารถรับข้อความได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะถูกส่งไปให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแก้ไขในขั้นตอนต่อไป

กรมปภ.พร้อมเดินหน้าขยายผล

นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ผลการทดสอบระบบ Cell Broadcast ครั้งแรกนี้ถือว่าน่าพอใจมาก เพราะสามารถส่งข้อความถึงประชาชนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในอนาคตกรมฯ จะมีการทดสอบเพิ่มอีกในพื้นที่ขนาดกลางและใหญ่ เพื่อให้ระบบมีความพร้อมใช้งานจริงในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว และโรคระบาด

Cell Broadcast เทคโนโลยีเพื่ออนาคต

ระบบ Cell Broadcast เป็นระบบส่งข้อความแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่จำเป็นต้องทราบหมายเลขโทรศัพท์ผู้รับ แตกต่างจากระบบ SMS ที่ต้องส่งรายบุคคล ระบบนี้เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ที่ต้องแจ้งเตือนประชาชนอย่างเร่งด่วนในพื้นที่เสี่ยง

จุดแข็งของระบบ Cell Broadcast คือการส่งข้อความที่รวดเร็ว เข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับการเตือนภัยธรรมชาติร้ายแรง เช่น แผ่นดินไหว น้ำป่าไหลหลาก พายุ และเหตุฉุกเฉินอื่นๆ

การวิเคราะห์ความพร้อมใช้ของระบบ

อย่างไรก็ตาม การทดสอบในครั้งนี้เผยให้เห็นปัญหาเกี่ยวกับความเข้ากันได้ของโทรศัพท์มือถือบางรุ่น ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญได้หากนำไปใช้งานจริง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว รวมถึงปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวเข้าใจระบบนี้อย่างชัดเจน และสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

สถิติที่เกี่ยวข้องกับระบบแจ้งเตือนภัย

จากข้อมูลของ International Telecommunication Union (ITU) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุว่า การใช้ระบบ Cell Broadcast ช่วยลดเวลาการแจ้งเตือนภัยจากเดิมที่ใช้ระบบ SMS จาก 10-15 นาที เหลือเพียงไม่ถึง 1 นาที ซึ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้มากถึง 50% นอกจากนี้ รายงานจาก ITU ในปี 2024 ยังระบุว่า ประเทศที่มีระบบ Cell Broadcast ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90% มีอัตราการเสียชีวิตจากภัยธรรมชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 30-40%

จังหวัดเชียงรายจะเป็นต้นแบบสำคัญในการใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast เพื่อนำไปสู่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริงในอนาคตอันใกล้นี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • สำนักงาน กสทช.
  • International Telecommunication Union (ITU) Report 2024
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โพลชี้! คนไทยเอือมโกงเลือกตั้งท้องถิ่นหวังโปร่งใส

ผลสำรวจเลือกตั้งเทศบาลสะท้อนปัญหาทุจริต ประชาชนต้องการผู้นำโปร่งใส

ผลสำรวจล่าสุดจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ประเทศไทย,2 พฤษภาคม 2568 – มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เปิดผลสำรวจการเลือกตั้งระดับเทศบาล วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 โดยสำรวจประชาชน 1,020 คน ทั่วประเทศ ช่วงวันที่ 16-25 เมษายน 2568 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 711 คน เยาวชนอายุ 15 ปี จำนวน 309 คน

ประชาชนย้ำชัด “ไม่เลือกคนโกง”

จากผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการคอร์รัปชันคือปัญหาใหญ่ ต้องการผู้นำที่โปร่งใส ผลสำรวจระบุชัดเจน หากรู้ว่าผู้สมัครทุจริตหรือมีประวัติไม่ดี ประชาชนจะปฏิเสธทันที แม้ในอดีตมีการซื้อเสียงอย่างหนัก พบการซื้อเสียงขั้นต่ำ 1,100 บาท สูงสุดถึง 2,000 บาทต่อคนในบางพื้นที่

เยาวชนไทยเน้นความโปร่งใสเป็นอันดับหนึ่ง

เยาวชนอายุ 15-17 ปี ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสมากที่สุด กลุ่มนี้ถือเป็นความหวังสำคัญของการเมืองไทยในอนาคต ขณะที่ประชาชนวัยผู้ใหญ่ยังมองความโปร่งใสเป็นเรื่องรอง

ทุจริตท้องถิ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชาติ

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า ปัญหาคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่น ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก ดัชนีการคอร์รัปชันของไทย (CPI) อยู่ที่อันดับ 108 ได้คะแนนเพียง 34 คะแนนเท่านั้น ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่เคยทำได้เกิน 40 คะแนนเลย ต่างจากเวียดนามที่คะแนนสูงกว่าอย่างชัดเจน

ประชาชนต้องการร่วมตรวจสอบการทุจริต

นายวิเชียร พงศธร ประธานมูลนิธิเพื่อคนไทย ระบุชัดจากผลสำรวจ ประชาชนไม่ยอมรับการโกง แม้จะมีการซื้อเสียงอยู่ แต่ประชาชนยืนยันว่าจะไม่เลือกคนโกง ส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจต่อการบริหารของผู้นำท้องถิ่นที่ผ่านมา มีประชาชนพอใจผลงานเพียง 10% เท่านั้น

เม็ดเงินสะพัดในการซื้อเสียงสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท

ดร.ธนวรรธน์ ระบุว่า เม็ดเงินที่หมุนเวียนในการเลือกตั้งเทศบาลอยู่ที่ประมาณ 2-4 หมื่นล้านบาท เทียบได้กับการเลือกตั้ง อบจ. และใกล้เคียงกับระดับประเทศที่ 3-5 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลงหลังเดือนพฤษภาคม เงินสะพัดอาจสูงขึ้นอีก

ท้องถิ่นเข้มข้นขึ้นกับการต่อต้านคอร์รัปชัน

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เผยว่า ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริง การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก หากประชาชนปฏิเสธเงินซื้อเสียง และตัดสินใจเลือกผู้นำด้วยความโปร่งใส การเมืองระดับท้องถิ่นจะมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างแน่นอน

กกต. ถูกตั้งคำถามกับบทบาทจับทุจริต

การดำเนินคดีจากการซื้อเสียงที่ผ่านมา มีการจับกุมน้อยมาก หน่วยงาน กกต. ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้มากนัก ประชาชนจึงต้องการให้ กกต. ทำงานเชิงรุกมากขึ้น พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนช่วยเฝ้าระวังผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นหลักฐานในการจัดการกับปัญหานี้

แนวทางอนาคตของประชาธิปไตยไทย

ผู้ร่วมแถลงข่าวเห็นร่วมกันว่า คนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคตของประชาธิปไตยไทย เยาวชนอายุ 15-17 ปี จะเป็นกลุ่มที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบบการเมือง แม้ผลลัพธ์อาจไม่ทันใจ แต่พัฒนาการด้านประชาธิปไตยไทยจะดีขึ้นแน่นอน

ข้อเสนอแนะสำคัญจากผลสำรวจ

ประชาชนเสนอให้ กกต. ปรับปรุงกระบวนการคัดกรองผู้สมัครให้เข้มงวดขึ้น และมีมาตรการติดตามตรวจสอบที่โปร่งใสมากขึ้น เพื่อให้ได้ผู้นำท้องถิ่นที่ดีในอนาคต ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แม้บางพื้นที่จะไม่มีตัวเลือกที่ถูกใจ แต่ประชาชนยังพร้อมออกไปเลือก “โนโหวต” แทนที่จะสนับสนุนคนโกง

สรุปทิศทางการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนชัดว่าประชาชนไทยต้องการเปลี่ยนแปลงจริงจังในระดับท้องถิ่น มองการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญที่สุด หากแก้ไขปัญหานี้ได้ เศรษฐกิจและการเมืองไทยจะมั่นคงและโปร่งใสมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

  • Transparency International (Corruption Perception Index – CPI 2024)

  • สถิติการซื้อเสียงจาก กกต. และ ACT Ai (องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

AOT สะเทือน “กีรติ” ลาออก เอฟเฟกต์การเมือง หรือดูแลครอบครัว

กีรติ ลาออกจาก AOT อย่างเป็นทางการ “สุริยะ” ยันไม่มีแรงกดดันทางการเมือง พร้อมย้ำความต่อเนื่องขององค์กรการบินแห่งชาติ

เริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านในองค์กรสนามบินแห่งชาติ

ประเทศไทย, 23 เมษายน 2568 – วงการคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินของไทยเกิดความเคลื่อนไหวสำคัญ เมื่อ ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2568 เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลเรื่องความจำเป็นในการดูแลบิดามารดาซึ่งมีอายุมากและสุขภาพไม่ดี

แม้เป็นการตัดสินใจที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมายืนยันในทันทีว่า การลาออกของนายกีรติไม่มีความเกี่ยวข้องกับแรงกดดันทางการเมืองแต่อย่างใด

การแถลงยืนยันจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายสุริยะ กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า ตนเองได้รับหนังสือลาออกจากนายกีรติแล้ว และยืนยันว่าทั้งหมดเป็นการตัดสินใจส่วนตัวของเจ้าตัว ไม่ได้มีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง หรือปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับพรรคการเมืองใดเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ยังปฏิเสธข่าวลือที่ระบุว่านายวิม รุ่งวัฒนจินดา หนึ่งในกรรมการ AOT และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะเข้ารับหน้าที่รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่แทนว่า “ไม่เป็นความจริง”

เขาย้ำด้วยว่า หากมีแรงกดดันทางการเมืองจริง นายกีรติคงไม่สามารถดำรงตำแหน่งมาได้นานถึง 2 ปี และหากตนจะใช้อำนาจแทรกแซงจริงก็มีโอกาสที่จะให้ลาออกได้ตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว

ภาพรวมผลงาน AOT ภายใต้การนำของกีรติ

ก่อนการลาออกเพียงไม่กี่วัน AOT ได้รายงานผลการดำเนินงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการระบบสนามบินทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้โดยสารรวมกว่า 2.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4.3% และเที่ยวบินรวมกว่า 16,000 เที่ยว เพิ่มขึ้น 7.6%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนับเป็นผลงานสำคัญภายใต้การนำของดร.กีรติ

นวัตกรรมที่ช่วยยกระดับบริการผู้โดยสาร

หนึ่งในผลงานเด่นของ AOT ภายใต้การบริหารของดร.กีรติ คือ การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการบริการ อาทิ

  • เครื่องเช็กอินอัตโนมัติ (CUSS)
    ลดเวลาเช็กอินจาก 20 นาที เหลือเพียง 1 นาที
  • ระบบ Biometric
    ลดเวลาในการยืนยันตัวตนจาก 3 นาที เหลือ 1 นาที
  • Automated Border Control (ABC)
    ลดเวลาการตรวจหนังสือเดินทางจาก 15 นาที เหลือไม่ถึง 2 นาที

สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้ระยะเวลาโดยรวมของการเดินทางผ่านสนามบินลดลงอย่างชัดเจน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และทำให้ AOT สามารถรักษามาตรฐานการให้บริการที่ดีขึ้นกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้

เป้าหมายระยะยาว มุ่งสู่สนามบินระดับโลก

ในรายงานฉบับล่าสุด AOT ระบุว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขยับอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกขึ้นจากอันดับที่ 58 เป็นอันดับที่ 39 ในปี 2568 โดยมีเป้าหมายที่จะขยับเข้าสู่ “Top 20 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก” ภายใน 5 ปีข้างหน้า

AOT ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ให้บริการที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ผู้โดยสาร เช่น การจัดพื้นที่พักผ่อน การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสันทนาการภายในสนามบิน เพื่อสร้างความประทับใจตลอดการเดินทาง

ข่าวลือในช่วงสงกรานต์ และแรงกดดันภายใน

รายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมามีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่า ดร.กีรติ อาจลาออกก่อนครบวาระในปี 2570 โดยมีการเชื่อมโยงไปถึงแรงกดดันจากภายในองค์กร รวมถึงปัญหาทางการเงินที่เกิดจากการเจรจาขอเลื่อนชำระค่าตอบแทนขั้นต่ำจากผู้ประกอบการรายสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อฐานะการเงินของ AOT และการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

โดย AOT ต้องเผชิญกับการปรับลดราคาหุ้นกว่า 20% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี หลังการประกาศผลประกอบการล่าสุด

ประวัติและบทบาทในองค์กรของดร.กีรติ

ดร.กีรติ เป็นผู้บริหารที่เติบโตจากสายงานภายในของ AOT ผ่านประสบการณ์ด้านการพัฒนาธุรกิจและบริหารจัดการสนามบิน ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เมื่อกลางปี 2566 ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลังโควิด-19

ภายใต้การนำของเขา AOT ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างรายได้ และวางกลยุทธ์ใหม่ โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน (Non-Aviation) ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ผู้โดยสารช่วงสงกรานต์ 2568
    รวม 2.6 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 4.3%)
  • ผู้โดยสารระหว่างประเทศ
    1.6 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 3.1%)
  • ผู้โดยสารภายในประเทศ
    1 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 6.2%)
  • เที่ยวบินทั้งหมด
    16,064 เที่ยวบิน (เพิ่มขึ้น 7.6%)
  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)
    1.3 ล้านผู้โดยสาร, 7,345 เที่ยวบิน
  • อันดับสนามบินในโลก (Skytrax)
    อันดับ 39 ในปี 2568 (เพิ่มขึ้นจากอันดับ 58)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
  • กระทรวงคมนาคม
  • รายงานการประเมินสนามบินจาก Skytrax
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • ข่าวจากสื่อมวลชนสายคมนาคม – กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, ฐานเศรษฐกิจ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE