Categories
FEATURED NEWS

‘สภาสื่อฯ’ ครบรอบ 26 ปี จัดเวที “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง”

 

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรมครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และดิจิทัล โดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จะจัดงานครบรอบ 26 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566 เวทีปาฐกถาพิเศษ “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง” และวันอังคารที่ 4 กรกฎาคม 2566 เป็นงานในโอกาสครบรอบ 26 ปีสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 – 12.30 น. ที่ห้องกรุงธนบอลล์รูม ชั้น 3 โรงแรมรอยัล ริเวอร์ เวที “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง” เริ่มจากปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางการเมืองไทยในบริบทการเมืองโลก” โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข  “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล และ“ทิศทางสังคมไทย” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  

 

ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งเพื่อสมทบทุนมูลนิธิสภาการสื่อมวลชน เพื่อใช้ในกิจการของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรมสื่อมวลชน โดยผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมงานที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ราคาที่นั่งละ 5,000 บาทและ 3,000 บาท บัตรราคา 1,000 บาท (เฉพาะอาจารย์ นิสิต นักศึกษา) บัตรเข้าฟังทางระบบออนไลน์ แอคเคาท์ละ 500 บาท เข้าดูได้ 5 คน (เฉพาะอาจารย์ นิสิต นักศึกษา) ติดต่อซื้อบัตร โทร. 0 2668 9900

 

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 26 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่ห้องบงกชรัตน์ เอ  ชั้น 2 โรงแรมรอยัลริเวอร์ เวลา 12.00-16.00 น. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “กฎหมายจริยธรรมสื่อจำเป็นหรือไม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดย คุณมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 

 

เสวนา หัวข้อ “กฎหมายจริยธรรมสื่อจำเป็นหรือไม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน” วิทยากรร่วมเสวนา ประกอบด้วย     

1. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

2.นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา

3.รศ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินการเสวนาโดย นางสาวกุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ประกาศข่าวเนชั่นทีวี

 

สำหรับผู้สนใจที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ได้ ชมการถ่ายทอดสดผ่าน เพจเฟซบุ๊ก สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (www.facebook.com/PressCouncilThailand/) เพจเฟซบุ๊ก ไทยพีบีเอส (www.facebook.com/ThaiPBS/) และยูทูป ไทยพีบีเอส (www.YouTube.com/Thai PBS/)

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“กรุงไทย” ร่วมงาน Thailand Future Careers 2023 มุ่งพัฒนา “คน” ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคต

 

ธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศ มุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแรงผลักดันองค์กรก้าวสู่เป้าหมายของการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุด ธนาคารเข้าร่วมงาน Thailand Future Careers 2023 

 

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อพัฒนาตลาดแรงงานของประเทศในทุกมิติ ทั้งการสำรวจและศึกษาความต้องการของภาคธุรกิจ เพื่อให้สถาบันการศึกษานำไปพัฒนาหลักสูตรผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน ตอบโจทย์โลกและสร้างทักษะแห่งอนาคต ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของประเทศ และถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ที่ภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยมี  ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ร่วมเสวนาหัวข้อ “Future Banking Careers” สะท้อนภาพรวมของทักษะที่จำเป็นสำหรับงานธนาคารในปัจจุบันและเทคโนโลยีที่จะมีความสำคัญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลอดจนแนวโน้มความต้องการทักษะใหม่ ๆ รวมทั้ง Soft Skills ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต

 

 

ธนาคารกรุงไทย มุ่งเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน (Financial Innovation Technology) และเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานด้านนวัตกรรมอย่างเต็มที่ โดยมีการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานด้านการบริหารบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการ Upskill และ Reskill เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยีให้พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ด้วยโปรแกรมการฝึกอบรมและกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ โครงการ Krungthai Hackathon ที่มุ่งเน้นให้พนักงานจากทุกสายงานและกลุ่มอายุร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินผ่านกระบวนการ Design Thinking ตลอดจนสนับสนุนให้พนักงานทุกคน กล้าเปลี่ยนเพื่อก้าวนำ และมีพันธกิจร่วมกัน คือ พร้อมปรับตัว พร้อมเติบโต และพร้อมเรียนรู้ เพื่อร่วมแรงร่วมใจก้าวทันการเปลี่ยนแปลง 

 

โดยธนาคารเปิดรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความก้าวหน้า ด้วยงานที่ท้าทาย มีโอกาสร่วมงานกับบุคลากรชั้นนำ พร้อมความภาคภูมิใจที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่มีส่วนยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น ตลอดจนมีความยืดหยุ่นในการทำงานด้วยคอนเซ็ปต์ “Flexible Workplace” และสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์ เช่น สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับพนักงาน และทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ที่สนใจร่วมงานกับธนาคารกรุงไทย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://hr.krungthai.com/Home/JoinUs

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารกรุงไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ เปิดสภาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. นี้

 

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2566 ความว่า

 
“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน
 
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
 
โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 แล้ว และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กําหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง
.
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป
 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี”

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย ร่วมกับ กรมป่าไม้ แจกต้นกล้าฟรี !

 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ร่วมกับ กรมป่าไม้ แจกต้นกล้าฟรี ! พันธุ์กล้าไม้ที่แจก อาทิ เหลืองเชียงราย, มะขามป้อม, มะขาม, และต้นลูกหว้า เริ่มแจกวันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน 2566 (จนกว่าของจะหมด) บริเวณ ชั้น 1 หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
เนื่องในโอกาส ครบรอบ 43 ปีเซ็นทรัลพัฒนา และเดือนสิ่งแวดล้อมโลก โดยร่วมกับ กรมป่าไม้ แจกต้นกล้าทั่วประเทศกว่า 43,000 กล้า เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวในบ้านคุณ และเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ธ.ก.ส. เปิดแล้วสลากมั่งมีทวีโชค ฝาก 100 ลุ้นรางวัลใหญ่ 10 ล้านบาท

 

ธ.ก.ส. เปิดจอง “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมั่งมีทวีโชค” วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท หน่วยละ 100 บาท เมื่อฝากครบ 1 ปี ได้รับดอกเบี้ยทันที 0.25% พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ 10 ล้านบาท และรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 66 ล้านบาทต่อเดือน โดยเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป ผ่านแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus และเคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. ทุกสาขา พิเศษ ! สำหรับลูกค้าเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคที่ใช้บริการแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus สามารถใช้สิทธิ์จองสลากก่อนใครในวันที่ 19 – 28 มิถุนายนนี้

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมั่งมีทวีโชค” จำนวน 1,000 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนทางเลือกในการออมเงินที่ไม่เสียภาษี พร้อมลุ้นเงินรางวัล โดยแบ่งการเปิดรับฝากเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 สำหรับลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคกับ ธ.ก.ส. เปิดรับฝากวันที่ 3 – 11 กรกฎาคม 2566 และช่วงที่ 2 สำหรับลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคและบุคคลทั่วไป ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป โดยสามารถฝากผ่านแอปพลิเคชัน A-Mobile plus สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อครั้ง แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อวันต่อราย หรือฝากที่เคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. ทุกสาขา สูงสุดไม่เกิน 400 ล้านบาทต่อวันต่อราย พิเศษ ! สำหรับลูกค้าเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคที่ใช้งานแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus สามารถใช้สิทธิ์ผ่านระบบจองสลากบนแอปฯ ได้ก่อนใครในวันที่ 19 – 28 มิถุนายน 2566

สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมั่งมีทวีโชค มีอายุการรับฝาก 1 ปี เมื่อฝากครบกำหนด จะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.25 บาท คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี และมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลรวม 12 ครั้ง ในทุกวันที่ 16 ของเดือน ยกเว้นเดือนมกราคม ออกรางวัลในวันที่ 17 มกราคมของทุกปี ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000,000 บาท รางวัลที่ 1 ต่างหมวด จำนวน 99 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท รางวัลที่ 2 จำนวน 300 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท รางวัลที่ 3 จำนวน 1,000 รางวัล รางวัลละ 2,500 บาท รางวัลที่ 4 จำนวน 2,000 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท รางวัลที่ 5 จำนวน 10,000 รางวัล รางวัลละ 500 บาท รางวัลเลขท้าย 4 ตัว จำนวน 100,000 รางวัล รางวัลละ 50 บาท และรางวัล เลขท้าย 3 ตัว จำนวน 2,000,000 รางวัล รางวัลละ 20 บาท รวมรางวัลต่องวดสูงสุดทั้งสิ้น 2,113,400 รางวัล รวมเงินรางวัล 66,990,000 บาทต่อเดือน ออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 สำหรับผู้ฝากสลากที่ฝากผ่านแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus และประสงค์ออกบัตรสลากออมทรัพย์ ธนาคารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการออกบัตรสลากฉบับละ 20 บาท และในกรณีถอนสลากคืนก่อนครบกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ย หรืกรณีฝากสลากไม่ครบ 3 เดือน ธ.ก.ส. จะคิดค่าธรรมเนียมการถอนจากมูลค่าสลาก 2 บาทต่อหน่วย โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลในการฝากสลากออมทรัพย์ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ สามารถตรวจผลการออกรางวัลและรับชมการถ่ายทอดสดการออกสลากออมทรัพย์ได้ทางเว็บไซต์ www.baac.or.th Facebook Page “ธกส BAAC Thailand” Youtube Channel “BAAC Thailand” แอปพลิเคชัน A-Mobile Plus โดยท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสลากออมทรัพย์ได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา   ทั่วประเทศ หรือ Call Center 02 555 0555

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

AIS เปิดผลสำรวจชี้ “คนไทย” พบ 44% ยังเสี่ยงภัยด้านไซเบอร์

 

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2566 นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) กล่าวว่า มีการประมาณการว่า จำนวนผู้ใช้งานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มจำนวนเป็น 1.5 พันล้านคน จาก 1.2 พันล้านคน ภายในปี 2025 และการที่จำนวนผู้ใช้งานดิจิทัลเพิ่มขึ้นทุกปี ผลักดันให้ AIS พัฒนาโครงการด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง

“ดิจิทัลเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ไทย สามารถพัฒนาและแข่งขันกับนานาประเทศได้ แต่มันมีทั้งประโยชน์มหาศาลและโทษอย่างมากถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้ทำงานเกี่ยวกับการใช้งานดิจิทัลอย่างปลอดภัย เริ่มตั้งแต่ปี 2562 ที่เราเปิดตัวภารกิจอุ่นใจ CYBER”

“ทำไมเราต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าการใช้งานดิจิทัลเพิ่มขึ้นทุกปี มีการประมาณการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่า จำนวนผู้ใช้งานดิจิทัลมีถึง 1.2 พันล้านคน และในปี 2025 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า จำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านคน พูดง่าย ๆ คือดิจิทัลแทรกซึมไปกับทุกคนแล้ว”

ล่าสุด AIS ยกระดับการทำงานด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลด้วยการสร้าง “ดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล” (Thailand Cyber Wellness Index หรือ TCWI) ร่วมกับ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี” และนักวิชาการด้านเทคโนโลยี สุขภาพ สื่อสารมวลชน การศึกษา และการประเมินผล เพื่อออกแบบกรอบการศึกษาและการวิเคราะห์ผล

ดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล ชี้ให้เห็นถึงทักษะดิจิทัลที่ครอบคลุมพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลของคนไทย 7 ด้าน ดังนี้

1. ทักษะการใช้ดิจิทัล (Digital Use)
2. ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy)
3. ทักษะด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันบนดิจิทัล (Digital Communication and Collaboration)
4. ทักษะด้านสิทธิทางดิจิทัล (Digital Rights)
5. ทักษะด้านความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security and Safety)
6. ทักษะด้านการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying)
7. ทักษะด้านความสัมพันธ์ทางดิจิทัล (Digital Relationship)

วิธีการสำรวจจะเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลายทั้งช่วงอายุ (อายุ 10-60 ปีขึ้นไป) และกลุ่มอาชีพจากทุกจังหวัด ทั่วประเทศกว่า 21,862 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 48.24% และผู้หญิง 51.76%

ดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล แบ่งระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเป็น 3 ระดับ

สุขภาวะดิจิทัลระดับสูง (Advanced): ผู้ที่มีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย สร้างสรรค์ รู้เท่าทันการใช้งานและภัยไซเบอร์ทุกรูปแบบ และยังสามารถแนะนําให้คนรอบข้างเกิดทักษะในการใช้งานดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

สุขภาวะดิจิทัลระดับพื้นฐาน (Basic): ผู้ที่มีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโลกไซเบอร์ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสร้างสรรค์

สุขภาวะดิจิทัลระดับที่ต้องพัฒนา (Improvement): ผู้ที่มีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอที่จะใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล มีความเสี่ยงต่อการใช้งานในโลกไซเบอร์

ผลการศึกษาจากดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล

ภาพรวมระดับสุขภาวะดิจิทัลของ “คนไทย” อยู่ในระดับ “พื้นฐาน” (0.51)

แบ่งตามภูมิภาค พบว่า 

  • ภูมิภาคที่มีระดับสุขภาวะดิจิทัลอยู่ในระดับ “พื้นฐาน” ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0.59), ภาคตะวันออก (0.52), กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (0.61), ภาคใต้ (0.49) และภาคกลาง (0.50)
  • ภูมิภาคที่มีระดับสุขภาวะดิจิทัลอยู่ในระดับ “ต้องพัฒนา” ได้แก่ ภาคเหนือ (0.33) และภาคตะวันตก (0.40)

แบ่งตามกลุ่มอายุ พบว่า

  • ระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนอายุ 10-12 ปี อยู่ในระดับ “พื้นฐาน” (0.52)
  • ระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนอายุ 13-15 ปี อยู่ในระดับ “พื้นฐาน” (0.56)
  • ระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนอายุ 16-18 ปี อยู่ในระดับ “พื้นฐาน” (0.59)
  • ระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนอายุ 19-22 ปี อยู่ในระดับ “พื้นฐาน” (0.58)
  • ระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนอายุ 23-59 ปี อยู่ในระดับ “พื้นฐาน” (0.52)
  • ระดับสุขภาวะดิจิทัลของผู้สูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) อยู่ในระดับ “ต้องพัฒนา” (0.28)

แบ่งตามกลุ่มอาชีพ พบว่า

  • อาชีพที่มีระดับสุขภาวะดิจิทัลอยู่ในระดับ “พื้นฐาน” ได้แก่ นักเรียน/นักศึกษา (0.59), ข้าราชการ (0.67), ข้าราชการบำนาญ (0.47) และพนักงานของรัฐ (0.78)
  • อาชีพที่มีระดับสุขภาวะดิจิทัลอยู่ในระดับ “ต้องพัฒนา” ได้แก่ คนว่างงาน (0.42), พนักงานรัฐวิสาหกิจ (0.31), พนักงานบริษัทเอกชน (0.41), ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว (0.38), รับจ้างทั่วไป (0.33) และเกษตรกร (0.24) ซึ่งกลุ่มอาชีพเหล่านี้ มีสุขภาวะทางดิจิทัลระดับเดียวกับผู้สูงวัย

โครงการนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากภารกิจหลักของ AIS อุ่นใจ CYBER ที่มุ่งสร้างทักษะด้านดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาบริการดิจิทัล คัดสรรโซลูชัน และเครื่องมือป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ได้ยกระดับการทำงานขึ้นไปอีกขั้นด้วยการสร้างมาตรวัดทักษะทางดิจิทัลขึ้นเป็นฉบับแรกของไทยกับ ดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล Thailand Cyber Wellness Index (TCWI) ด้วยที่ระดมความคิดในการออกแบบกรอบการศึกษา ขั้นตอนและวิธีการเก็บผล กลุ่มตัวอย่าง รวมถึงการวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา จนออกมาเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย ที่เป็นไปตามมาตรฐาน แม่นยำ และถูกต้องตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นมาตรฐานใหม่ในการสร้างพลเมืองดิจิทัลและสังคมการใช้งานดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าผสานกำลังส่งมอบดัชนีนี้ไปยังเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันนำองค์ความรู้ เสริมสร้างความเข้าใจในการใช้งานดิจิทัลให้แก่คนไทยทุกกลุ่มต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท AIS ร่วมกับ มจธ.(มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สีสันแห่งความแตกต่างอย่างงดงามของ ขบวน CHIANGRAI Pride Parade 2023

 

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ณ ลานกาสะลอง 1 หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย คุณรัตนาจงสุทธนามณี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย เปิดงาน Chiang Rai Pride Month 2023 กิจกรรมฉลองเทศกาลไพรด์ เทศกาลแห่งความเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQIAN ตอกย้ำบทบาทองค์กรแห่งความหลากหลาย และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อทุกคนในสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ Imagining Better Futures For All มุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดี เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน โดยมีคุณวิศิษฏ์ อริยะ ผู้จัดการทั่วไป. ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย กล่าวต้อนรับ คุณกฤชกร สิงห์สกุล ผู้จัดการมูลนิธิเอ็มพลัสเชียงราย นายแพทย์ คงศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย คุณโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนัก ประชาสัมพันธ์เชียงราย และกลุ่มรุ่งสร้างสรรค์เชียงราย ร่วมงาน #PrideForAll

 
ชมบรรยากาศสีสันแห่งความแตกต่างอย่างงดงามของ ขบวน CHIANGRAI Pride Parade 2023 #เซ็นทรัลเชียงราย ต้อนรับขบวน CHIANGRAI Pride Parade 2023 ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ โดยมูลนิธิเอ็มพลัส เชียงราย (MPlus) Mplus ChiangRai Mplus ChiangRai ,กลุ่มรุ้งสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย รุ้งสร้างสรรค์จังหวัดเชียงราย , เทศบาลนครเชียงราย ,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,ทิพยประกันภัย ,Jai Jai Studio JaiJai.Studio ,ฟ้อนเชียงราย ฟ้อนเชียงราย ,Madeaw,TDC Dance Studio,มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย,มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเชียงราย,กลุ่ม ฅ.ฅน เพื่อการเปลี่ยนแปลง กลุ่ม ฅ ฅน เพื่อการเปลี่ยนแปลง ,SiriTonPosh ,โรงเรียนแม่จันวิทยาคม และอื่นๆ
 

ร่วมจัดกิจกรรมฉลองเทศกาลไพรด์ เทศกาลแห่งความเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQIAN ตอกย้ำบทบาทองค์กรแห่งความหลากหลาย และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อทุกคนในสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ Imagining Better Futures For All มุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดี เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ทลายเครือข่ายยาลดน้ำหนัก ข้ามชาติ มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

 
ตํารวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับ อย., สบส., ป.ป.ส., ตํารวจสากล (INTERPOL), สํานักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (HSI), หน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ(TCIU) และสํานักงานกลางแห่งชาติตํารวจสากลกรุงเทพ(Interpol NCB Bangkok) ทลายเครือข่ายจําหน่ายยาลดนํ้าหนัก ผสมไซบูทรามีนข้ามชาติ
 
สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ได้รับการประสานว่า ผู้ต้องหาซึ่งมีสัญชาติคาซัคสถาน ได้จำหน่ายยาลดน้ำหนักผสมวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาทผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีการโพสต์จำหน่ายยากลุ่มลดน้ำหนักเป็นจำนวนมาก และมีการรีวิวสรรพคุณเกินจริง นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบอีกว่า มีการส่งยาลดน้ำหนักไปขายต่างประเทศ รวมกว่า 34 ประเทศ มากกว่า 600 ครั้ง ยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 3 ล้านบาท
 
เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวน กระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ไว้ได้ และเข้าตรวจค้นทั้งหมด 6 จุด พร้อมทั้งตรวจยึดของกลาง รวม 272 รายการ มูลค่ากว่า 6,000,000 บาท
 
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงขอเตือนภัยประชาชน การซื้อผลิตภัณฑ์ยาลดน้ำหนักผ่านช่องทางออนไลน์ ควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อ หรือเลือกซื้อจากสถานบริการที่ได้รับอนุญาต หรือสั่งยาผ่านโดยแพทย์เท่านั้น และขอเตือนผู้ที่ลักลอบจาหน่ายผลิตภัณฑ์ยา แผนปัจจุบันและวัตถุออกฤทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. โดยเฉพาะการลักลอบจาหน่ายยาลดความอ้วนทางสื่อออนไลน์ ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด
 
หากพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค
 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ตำรวจสอบสวนกลาง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สื่อออนไลน์ภูมิภาคอาเซียน แลกเปลี่ยนแนวทาง การอยู่รอด งาน Regional Seminar 2023

 

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเห็นระดับภูมิภาค (Regional Seminar) ในหัวข้อ “ความอยู่รอดของสื่อออนไลน์ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” หรือ Survival of Online News Providers in the Changing World เป็นการรวมตัวกันของตัวแทนผู้ผลิตสื่อออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ที่มาร่วมแลกเปลี่ยน หารือเกี่ยวกับปัญหา สถานการณ์และแนวทางการทำธุรกิจสื่อออนไลน์ในภูมิภาคนี้ โดยได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรม ปทุมวัน ปริ๊นเซส และถ่ายทอดสดออนไลน์ทางเฟซบุ๊กสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ www.fb.com/SONPThai และไทยพีบีเอส www.fb.com/ThaiPBS

นายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำว่า  ภูมิทัศน์สื่อในภูมิภาคอาเซียนปรับเปลี่ยนไปอย่างมากโดยเฉพาะพฤติกรรมผู้รับสารที่ปรับเปลี่ยนไปโดยเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านทาง Key Opinion Leader  หรืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการรับข่าวสารเป็นอย่างมาก ดังนั้นสื่อมวลชนในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งผู้ที่เข้าร่วมงานจะสามารถแลกเปลี่ยนแนวคิด พร้อมทั้งเสนอแนวทางต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาการผลิตสื่อที่เน้นถึงคุณภาพของคอนเทนต์ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางในการสร้างโมเดลธุรกิจ สำหรับหารายได้ให้องค์กรสื่อมีความยั่งยืนทางธุรกิจ  โดยในงานนี้ได้สรุปถึงที่มาและภาพรวมของพัฒนาการของอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์ในภูมิภาคอาเซียน โดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งสมาคมฯ อีกด้วย

การสัมมนาดังกล่าว ได้เชิญตัวแทนจากสื่อออนไลน์ชื่อดังในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้แก่ ประเทศไทย เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว   ร่วมหารือใน 3 หัวข้อหลัก คือ หัวข้อที่ 1 “กลยุทธ์ด้านเนื้อหา (Content Strategy)” นำเสนอการพัฒนาการนำเสนอเนื้อหาและกลยุทธ์ในมุมมองใหม่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน โดย Min Thaw Htut, Executive Director of Eleven Media Group เมียนมาร์,  Thong Sovan Raingsey, General Director of Koh Santepheap Media จากกัมพูชา และ Somsack Pongkhao, News Editor of Vientiane Times จากลาว หัวข้อที่ 2 “โมเดลธุรกิจ (Business Model)” ศึกษาสื่อออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่อย่างไร เพื่อดึงดูดผู้อ่านและผู้ชมมากขึ้น ในขณะที่แพลตฟอร์มทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ร่วมเสวนาโดย Do Min Thu  Executive,  VietnamPlus Online News จากเวียดนาม , Rosette Santillan Adel, Online Writer/Editor of Philstar.com  จากฟิลิปปินส์ และ Adek Media Roza Ph.D .Director of Katadata Insight Center จากอินโดนีเซีย  โดยทั้งสองหัวข้อ ร่วมดำเนินรายการเสวนาโดย น.ส.ณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวนการ Thai PBS World จาก Thai PBS  และหัวข้อที่ 3  “โอกาสการสร้างรายได้ (Monetization Opportunity)” โอกาสใหม่ ๆ และการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ของการหารายได้ที่แต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดย  Chia Ting Ting,  Chief Commercial Officer Malaysiakini จากมาเลเซีย และนายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์  ดำเนินรายการโดย น.ส.ธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการ TNN World

ตัวแทนสื่อจากมาเลเซียกล่าวว่า สื่อ ผลิตภัณฑ์ และการโฆษณาเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด การกำหนดจุดยืนของแบรนด์ในระดับโลกเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะสื่อจำนวนมากลงไปแข่งขันในระดับนานาชาติ นอกจากนั้น สื่ออาจต้องเน้นให้บริการลูกค้าในด้านการบริหารชื่อเสียง การให้คำแนะนำด้านการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า รวมทั้งการให้ความรู้กับสาธารณชนด้วย  การจำแนกฐานลูกค้า การเข้าใจลูกค้าแบบลึกซึ้ง การเข้ากันได้แบรนด์ลูกค้ากับสื่อของเราก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเช่นเดียวกัน

ขณะที่ตัวแทนจากประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า “สื่อต้องหากลุ่มเฉพาะของตัวเองให้เจอ ส่วนเนื้อหาที่ Google ต้องการในปัจจุบัน  คือเรื่องเกี่ยวกับการให้ความหวัง สุขภาพจิต สิ่งแวดล้อม และการข่มขู่คุกคามจะได้รับการผลักดันมากกว่าเรื่องอื่น ๆ

ตัวแทนสื่อจากลาว กล่าวว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 สื่อมวลชนลาวต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อความอยู่รอด แต่เดิมหารายได้จากการขายพื้นที่โฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์ ต้องปรับตัวหารายได้จากออนไลน์ โดยผู้บริโภคข่าวสารในลาวที่รับข่าวสารผ่านระบบออนไลน์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ตัวแทนจากเมียนมาร์ กล่าวว่า ภายในประเทศยังคงมีการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด จนทำให้สื่อหลาย ๆ รายต้องปิดตัวลง เป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวพม่าต้องใช้ VPN ในการเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกปิดกั้น สื่อมวลชนพม่าจำนวนมากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และกักขังจากการเสนอเนื้อหาหรือความจริงที่ไม่ถูกใจรัฐ แม้จะยากลำบากในการทำสื่อขนาดไหน ทางตัวแทนพม่าได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “ถึงแม้คุณจะถูกห้ามไม่ให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทำเรื่องไม่ดีแทน”

ด้านตัวแทนจากกัมพูชา ให้คำแนะนำว่า “การแบ่งกลุ่มชุดเนื้อหาให้เหมาะกับกลุ่มเฉพาะ (Niche) เป็นสิ่งที่ควรทำ การทำข่าวในปัจจุบันเป็นเรื่องที่เน้นความเร็ว และควรมีความครอบคลุมหลากหลายกลุ่มผู้ชม และเห็นว่า COVID-19 ได้กระตุ้นให้สื่อต้องปรับกลยุทธ์อย่างมากเพื่อความอยู่รอด

ตัวแทนจากฟิลลิปปินส์ กล่าวว่า สื่อมวลชนนำเสนอคอนเทนต์ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าการเมือง สังคม กีฬา ในช่วงนี้สื่อจะผลิตเนื้อหาที่สั้นลงให้เข้ากับพฤติกรรมผู้รับสาร และเน้นไปที่การนำเสนอแบบไลฟ์สด หรือ Real Time โดยเนื้อหาที่ครองใจคนได้ คือเนื้อหาที่มีทั้งภาพและเสียง ( Visualization)  พร้อนแนะนำว่า การทำคอนเทนต์ให้ตรงใจกับผู้รับสารจะเป็นประโยชน์กับตัวสำนักข่าวเอง ส่วนการที่จะไปต่อสู้กับโซเชียลมีเดีย หรือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ องค์กรสื่อเองต้องมีความน่าเชื่อถือและทำหน้าที่เป็นสุนัขเฝ้ายามของสังคม รักษาผลประโยชน์ให้ประชาชน

ตัวแทนจากอินโดนีเซียได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจว่า “การหาทุนในการทำข่าวเชิงลึกเป็นเรื่องที่ยาก สื่อต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน อีกทั้งสื่อยังต้องมีการคิดกลยุทธ์ทางธุรกิจก่อนการผลิตเนื้อหา ไม่เช่นนั้นการหารายได้จะลำบากอย่างยิ่ง”  

นอกจากนี้ยังได้จัดการสนทนาแบบ Roundtable ในหัวข้อ “The Future of News Website in ASEAN” โดยเปิดโอกาสให้วิทยากรทั้งหมด ​ได้แสดงความคิดเห็นและถาม-ตอบร่วมกับผู้เข้าร่วมงานกว่า 40 คน

ผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ประกอบด้วย บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), มูลนิธิเอสซีจี,  สายการบินไทยแอร์เอเชีย, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  ทั้งนี้สามารถติดตามชมบรรยากาศและเนื้อหาตลอดการประชุมย้อนหลังได้ทาง www.facebook.com/SONPThai และ YouTube Thai PBS : ช่วงที่ 1 http://youtu.be/9jpqD9eFJok , ช่วงที่ 2 https://youtu.be/ylM3Ql03LBY

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

นายกฯ ห่วงใยประชาชน หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า

 

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ปี 2566 ซึ่งข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุ ในปี 2566 มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว 3 ราย (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 พฤษภาคม 2566) เหตุจากการไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรค และในบางรายเคยมีประวัติได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน แต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนซ้ำหลังถูกสุนัขกัด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยประชาชน จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังดูแลป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำของกรมควบคุมโรค โดยการนำสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และหากประชาชนที่ถูกสัตว์กัด/ข่วน หรือสัมผัสน้ำลายของสัตว์เข้าทางบาดแผล หรือเยื่อเมือกอ่อน โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือได้รับครั้งล่าสุดเกิน 1 ปี หรือไม่ทราบประวัติวัคซีน ลูกสัตว์ที่เกิดจากแม่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่ทราบประวัติวัคซีน ได้รับวัคซีนยังไม่ครบตามกำหนด หรือสัตว์ที่เคยได้รับวัคซีนแต่มีอาการป่วย หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยให้น้ำไหลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที ก่อนรักษาบาดแผลโดยการใส่ยาฆ่าเชื้อและรีบไปพบแพทย์ รวมทั้งให้กักขังสัตว์ที่กัด/เลีย เพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 10 วัน หากสุนัขหรือแมวเสียชีวิต ให้รีบแจ้งผู้นำชุมชนที่อยู่ใกล้ที่สุด และแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อส่งซากสัตว์สงสัยที่เพิ่งตายตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าทางห้องปฏิบัติการ และไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับวัคซีนที่สถานพยาบาลหลังถูกกัด ข่วน หรือสัมผัสน้ำลายสัตว์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันจะฉีดวัคซีนเพียง 4-5 ครั้งเท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ‘ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าภายในปี 2568’ ตามโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากพิษสุนัขบ้า โดยมีแนวทางแก้ปัญหาโรคนี้ โดยมุ่งเน้นการควบคุมประชากรสุนัขและแมว และสัตว์ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนสุนัขและแมวเป็นประจำทุกปี อีกทั้ง ส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าให้ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยง รวมถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ และไม่ปล่อยทิ้งสัตว์ในพื้นที่สาธารณะ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับโรคพิษสุนัขบ้า ข้อมูลกรมควบคุมโรคระบุว่าสามารถพบได้ตลอดทั้งปีหากในพื้นที่นั้น ๆ มีสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเชื้อแล้วไปกัดคน หรือสัตว์ตัวอื่นต่อไป โรคนี้ติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies virus) พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะสุนัขและแมว และพบบ้างในโค กระบือ เชื้อจะเข้าทางบาดแผลที่ถูกกัด ข่วน หรือสัมผัสกับน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อเข้าทางแผล หรือเยื่อเมือกอ่อน ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าจะพบอาการทางระบบประสาทแบบเฉียบพลัน อาการระยะแรกจะมีไข้ อาจพบอาการคันบริเวณบาดแผลที่ถูกกัด แสบ ร้อน แล้วลามไปส่วนอื่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมาอาจมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ประสาทหลอน ไวต่อสิ่งกระตุ้น เสียการทรงตัว พูดจาเพ้อเจ้อ กลืนลำบาก น้ำลายไหล กล้ามเนื้อกระตุก แน่นหน้าอก ชักเกร็ง อาจพบอาการกลัวแสง กลัวลม กลัวน้ำ ซึ่งเรียกว่า Furious form พบประมาณร้อยละ 80 ส่วนอาการที่พบในอีกรูปแบบหนึ่ง ประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วย คือ อาการอัมพาต (Paralytic form) โดยอาการอัมพาตกล้ามเนื้อจะเริ่มจากข้างที่ถูกกัด ก่อนที่จะลุกลามไปยังแขนขาทั้ง 4 และผู้ป่วยจะเสียชีวิตในที่สุด

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News