Categories
FEATURED NEWS

ธอส. ฉลองครบรอบ 70 ปี ปล่อยสินเชื่อใหม่ ได้แล้วกว่า 162,760 ล้านบาท

 

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองครบรอบสถาปนา 70 ปี ในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.4 ล้านครอบครัว ล่าสุด ณ วันที่ 19 กันยายน 2566 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้สูงถึง 162,760 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเป้าสินเชื่อปล่อยใหม่ทั้งปี พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐ ช่วยเหลือคนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้น พร้อมออกโปรโมชันผลิตภัณฑ์ทางการเงินฉลองครบรอบ 70 ปี โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก นำโดย สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 6 เดือนแรกเพียง 0.70% ต่อปี, เงินฝากออมทรัพย์อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 7.70% ต่อปี, สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดขาลเพิ่มพูน ปี 2566 เพิ่มผลตอบแทนหน้าสลากเป็น 1.40% ต่อปี และบ้านมือสอง ธอส. ลดราคาสูงสุด 50% กว่า 500 รายการ พร้อมรับบัตรกำนัลแทนเงินสดมูลค่า 7,000 บาท ในงานมหกรรมบ้านมือสอง ธอส. ออนไลน์ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566

นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการธนาคาร และรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันครบรอบสถาปนา 70 ปี ธอส. ในวันที่ 24 กันยายน 2566 ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้มีบทบาทในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการปล่อยสินเชื่อให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.4 ล้านครอบครัว และในปี 2566 ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ธอส. จึงยังคงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 151,813 ล้านบาท จำนวน 121,016 บัญชี คิดเป็น 64.47% ของเป้าหมายสินเชื่อใหม่ในปี 2566 ที่ตั้งไว้ที่ 235,480 ล้านบาท ส่งผลให้เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2565 ธอส. มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,658,128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.74% มีสินทรัพย์รวม 1,698,448 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.35% เงินฝากรวม 1,452,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.52% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 71,389 ล้านบาท หรืออยู่ที่ 4.31% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.57% จากสิ้นปี 2565 ที่มี NPL อยู่ที่ 3.74% ของยอดสินเชื่อรวม โดยได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ 140,725 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL สูงถึง 197.12% สะท้อนความมั่นคงและความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 15.18% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด และล่าสุด ณ วันที่ 19 กันยายน 2566 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 162,760 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเป้าหมายสินเชื่อใหม่ในปี 2566 ส่วนสภาพคล่องในปัจจุบันเพียงพอเพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธอส. ยังพร้อมดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) โดย ณ วันที่ 19 กันยายน 2566 ได้ปล่อยสินเชื่อ Green Loan จำนวนมาก อาทิ สินเชื่อบ้านอยู่เย็น เป็นสุข ปี 2566 มีลูกค้าได้รับสินเชื่อแล้ว จำนวน 6,170 บัญชี วงเงิน 8,514.02 ล้านบาท, สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 ลูกค้าได้รับสินเชื่อแล้วจำนวน 270 บัญชี วงเงิน 519.22 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อ Green Loan สูงถึง 120.44% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7,500 ล้านบาท รวมถึงโครงการสินเชื่อเพื่ออาคารคาร์บอนต่ำ (Project Loan For Carbon Reduction Building) สำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งธนาคารอนุมัติวงเงินกู้แล้วจำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 259.50 ล้านบาท คิดเป็น 28.83% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 900 ล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาสินเชื่ออีกจำนวน 9 โครงการ วงเงินรวม 850 ล้านบาท สะท้อนบทบาท ธอส. มุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน (The Best Housing & Sustainable Bank) โดยให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อ Green Loan ต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อสนองนโยบายของรัฐอย่างต่อเนื่อง และฉลองครบรอบวันสถาปนา 70 ปี ธอส. ได้จัดทำโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับลูกค้า ทั้งด้านสินเชื่อ เงินฝาก สลากออมทรัพย์ และบ้านมือสอง ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน 70 ปี ธอส. อัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่นาน 3 ปีแรก โดยเดือนที่ 1 – 6 เท่ากับ 0.70% ต่อปี เดือนที่ 7 – 24 เท่ากับ 2.70% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.70% ต่อปี หรือเฉลี่ย  3 ปีแรกเพียง 2.70% สำหรับลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระต่อเดือนเพียง 3,500 บาท นานถึง 2 ปี!! ผลปรากฏว่า มีลูกค้าให้ความสนใจยื่นขอสินเชื่อแล้ว 5,555.76 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 9 วันเท่านั้น! ขณะเดียวกันสำหรับลูกค้าที่ขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านมือหนึ่งและบ้านมือสอง วงเงินขอกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ธอส.มอบโปรโมชันค่าธรรมเนียม โดยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการที่ธนาคารรับภาระค่าธรรมเนียมแทนผู้กู้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนอง ในอัตรา 0.01% ของวงเงินจำนองและไม่เกินตามที่จ่ายจริง สำหรับลูกค้าที่ทำนิติกรรมแล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2566 และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ หรือห้องชุด ไม่เกิน 25% ของค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ หรือห้องชุด ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 0.25% ของวงเงินจำนอง สำหรับลูกค้าที่ทำนิติกรรมแล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 1 – 29 กันยายน 2566 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)

ด้านเงินฝากออมทรัพย์ครบรอบ 70 ปี ธอส. อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุดถึง 7.70% ต่อปี โดยตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.70% ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 กันยายน 2568 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 7.70% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยรวมสูงถึง 2.43 – 2.53% ต่อปี บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)

ส่วนการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดขาลเพิ่มพูน ปี 2566 ผ่านช่องทาง Mobile Application : GHB  ALL GEN  และ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หน่วยละ 1,000 บาท ฝากครบ 3 ปี รับผลตอบแทนหน้าสลากเพิ่มขึ้นอีก 0.25% ต่อปี หรือ สูงถึง 1.40% ต่อปี (เงื่อนไขรับผลตอบแทนเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด) พร้อมกันนี้ ยังมีโอกาสลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลสูงถึง 2 ล้านบาท ทุกเดือนรวม 36 ครั้ง โดยมียอดจำหน่าย ณ วันที่ 19 กันยายน 2566 จำนวน 1,949.18 ล้านบาท และ บ้านมือสองฉลองครบรอบ 70 ปี ธอส. ที่มอบบัตรกำนัลแทนเงินสดมูลค่า 7,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อทรัพย์บ้านมือสอง ธอส. ในงานมหกรรมบ้านมือสอง ธอส. ออนไลน์ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 (GHB ALL HOME ONLINE 2023) ผ่านทาง Application : GHB ALL HOME หรือเว็บไซต์บ้านมือสองของธนาคาร www.ghbhomecenter.com ระหว่างวันที่ 22 – 26 กันยายน 2566 จำนวน 14 รายแรก แบ่งเป็น ซื้อทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 7 รายแรก และทรัพย์ในเขตภูมิภาค 7 รายแรก ที่ทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยในงานจะได้พบกับทรัพย์เด่นทั่วประเทศกว่า 500 รายการ ลดสูงสุดถึง 50% ของราคาประเมิน พร้อมรับสิทธิ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสุด นานสูงสุดถึง 24 เดือน โดยผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ Mobile Application : GHB ALL GEN และ www.ghbank.co.th

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

12 สมาคมเปลี่ยนผ่านก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย”

 

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2566 เวลา 13.30 น. สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งปรเทศไทย ได้จัดงานครบรอบ   43 ปี และการเปลี่ยนผ่านองค์กรก้าวสู่ “สมาพันธ๋สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย” โดยมี 12 ภาคีสมาชิกเข้าร่วมงาน ได้แก่ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนแห่งประทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ, สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย. สมาคมผู้ลิตข่าวออนไลน์ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

นายมงคล บางประภา ประธานสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้กล่าวรายงานการดำเนินกิจกรรมของสมาพันธ์ฯ ที่ผ่านมา มีการส่งเสริมการทำงานขององค์กรสมาชิก และสื่อมวลชน ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนในภูมิภาคอาเซียนและจีน จากนั้น นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และอดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า มีควา่มยินดีและชื่นชมการทำงานของคณะกรรมการสมาพันธ์ฯและองค์กรภาคีสมาชิก ที่มีวิสัยทัศน์ในการทำงานและปรับตัวเข้ากับยุคสมัย รวมทั้งการจัดเสวนาหัวข้อ “ไทยในสถานการณ์ SDGs : บทบาทสื่อมวลชนควรเป็นอย่างไร” นับว่าทันสมัยเข้ากับช่วงที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไปร่วมประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน พร้อมกันนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆ

จากนั้นนายภากร ยังแจ่ม เลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เชิญนายกสมาคมและผู้แทน 12 ภาคีสมาชิก ขึ้นเวทีเพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ เปลี่ยนผ่านองค์กรก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย” โดยนายมงคล บางประภา ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ประกาศเจตนารมรณ์การก้าวสู่ยุคใหม่  คือ 1.การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการทำงานเกี่ยวข้องกับวิชาขีพสื่อสารมวลชน
2.ตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ 3.ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพที่ทันต่อความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล และ 4.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อมวลชนนานาขาติ
หลังจากนั้น ผู้แทนทั้ง 12 องค์กรภาคีสมาชิก ได้ยืนจับมือประกาศเจตนารมณ์ ท่ามกลางเสียงปรบมือของสื่อมวลชนอาวุโส รุ่นเกลางและรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานด้วยความชื่นชมยินดี

ต่อจากนั้น นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานในงานได้เป็นประธานมอบโล่เกียรติคุณแก่องค์กรที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน ได้แก่ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, นางชาลอต โทณวณิก ที่ปรึกษาด้านสื่อสารองค์กร บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรช่ัน จำกัด, น.ส.ศิรนุช โรจนเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส จัดถ่ายทอดไลฟ์สด และสามย่านมิตรทาน์ ฮอลล์ สถานที่จัดงาน
 
ช่วงที่สองของงาน ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ ได้เป็นผู้ดำเนินการเสวนาพิเศษ หัวข้อเรื่อง “ไทยในสถานการณ์ SDGs : บทบาทสื่อมวลชนควรเป็นอย่างไร”  โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายวันฉัตร สุวรรณกิต รองเลขาธิการ สภาพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ นายธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย(GCNT)  ส่วนผู้ร่วมเสวนาอีกคนได้แก่ ผศ.ชล บุนนาค  ผู้อำนวยการโครงการ SDG Move คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งคลิปจากการไปร่วมประชุมว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน ( SDG Summit) ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78  จากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ มาร่วมวงเสวนา ได้รับความสนใจจากผู้ฟังเป็นอันมาก

ต่อจากช่ววงเสวนาพิเศษ นายเทพชัย หย่อง อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ในฐานะ ประธานจัดการประกวด “ภาพข่าวอาเซียน ปี 2024” (CAJ Photo Contest 2024)ได้ขึ้นเวทีประกาศการจัดประกวด  “ภาพข่าวอาเซียน 2024” ภายใต้หัวข้อ “เปิดรับการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืนผ่านเลนห์ของคุณ”
(Embrecing Sustainable Tourism Through Your Lens) ซึ่ง สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการปรกวดในปี 2567 โดยคัดเลือกจากภาพที่นำเสนอในหนังสือพิมพ์และสื่ออนไลน์ และจะมีการประกวดคัดเลือกภาพในประเทศไทยด้วย

ช่วงสุดท้ายของงาน ได้มีพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณแก่ “บุคคลผู้มีคุณูปการต่อสมาพันธหนังสือพิมพ์แหงประเทศไทย” ซึ่งคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ ได้มีมติมอบรางวัลให้แก่ นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ อดีตบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีคุณูปการต่อวงการสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนอาเซียน

พร้อมกันนี้ได้มีการมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณบุคคล และองค์กรที่ให้การสนับสนุน  องค์กรภาคีสมาชิก สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบให้ นายระวิ โหลทอง อดีตนายกสมาคมฯ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มอบให้สภาทนายความ, สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย มอบให้นายยุทธนา หยิมการุณ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย มอบให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย มอบให้กรมประชาสัมพันธ์, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย มอบให้นายณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา สมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนแห่งประทศไทย มอบให้ ดร.ปราจิณ เอี่ยมลำเนา ประธานมูลนิธิช่างภาพสื่อมวลชน, สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศ มอบให้ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มอบให้นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมฯ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย มอบให้ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว Integrity Hotline เครื่องมือเสริมความเชื่อมั่น

 

จากผลสำรวจของบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ผู้นำทางธุรกิจกว่า 97% เล็งเห็นความสำคัญของการแสดงออกถึงจุดยืนด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล จริยธรรม และความรับผิดชอบ (integrity) ขององค์กร ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร คณะกรรมการบริษัท และพนักงานในทุกระดับ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการจัดการความเสี่ยงอย่างทันท่วงทีและร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง

ในโอกาสนี้ ขอเชิญไปรู้จักกับ ‘Integrity Hotline’ หรือ ‘สายด่วนธรรมาภิบาล’ เครื่องมือการดำเนินงานสำคัญที่ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของทรู คอร์ปอเรชั่น

สร้างวัฒนธรรมการ Speak Up
การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล นอกจากจะเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญขององค์กรอีกด้วย ทั้งในด้านการรักษาชื่อเสียง การดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ไปจนถึงการทำให้ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคมโดยรวม เกิดความไว้วางใจในองค์กรและแบรนด์

 

อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลต้องอาศัยการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มข้น โมเดลบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงที และการกำหนดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมความเป็นอิสระและถ่วงดุลอำนาจ (check and balance) สูงสุด


ภายหลังการรวมธุรกิจ ทรูจึงเพิ่มระดับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และได้พัฒนา Integrity Hotline เพื่อเป็นช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนความประพฤติหรือการกระทำของพนักงานที่อาจละเมิดต่อหลักธรรมาภิบาล (Code of Conduct) ของบริษัท ซึ่งเปิดให้ทั้งพนักงานและบุคคลภายนอกสามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสได้

 

ช่องทาง Integrity Hotline นี้เอง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำหลักธรรมาภิบาลมาปฏิบัติจริงในองค์กร (Governance in action) พร้อมทั้งขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมั่นใจและใช้ช่องทาง ‘speak up’ หรือรายงานสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม

 

Whistleblower หยุดยั้งวิกฤต

ก้าวสำคัญสู่การสร้างวัฒนธรรมการ speak up และธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรนั้น คือการให้ความมั่นใจแก่ผู้แจ้งเบาะแสหรือ ‘whistleblower’ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยยับยั้งความเสี่ยง และจำกัดความรุนแรงที่อาจลุกลามเป็นวิกฤตได้อย่างทันท่วงที จากเหตุการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เกิดขึ้นในตลาดทุนล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงบทบาทของ whistleblower และความสำคัญของการมีช่องทางรายงานการละเมิดธรรมาภิบาลที่ไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแส

ปัจจุบัน ช่องทาง Integrity Hotline ของทรู มีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่าง EQS Group ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของยุโรป เป็นผู้ให้บริการ ผ่านมาตรฐาน ISO 27001 ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศและข้อมูล มั่นใจได้ว่าข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแส หรือ whistleblower จะไม่ถูกเปิดเผยและได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยผู้แจ้งเบาะแสสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดเผยตัวตนหรือไม่ และระบบจะไม่เก็บข้อมูลผู้รายงาน ไม่ว่าจะเป็นรหัสพนักงาน รหัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแจ้งเบาะแส หรืออีเมลก็ตาม


มั่นใจใน 4 ขั้นตอนค้นหาความจริง

ความเชื่อมั่น (trust) ยังถือเป็นแก่นสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมั่นใจได้ ตั้งแต่ระบบต้นทาง กระบวนการ การตีความ ความสมเหตุสมผล ไปจนถึงปัจจัยแวดล้อม ทรูจึงได้กำหนดกรอบการทำงานที่เข้มข้น ชัดเจน เป็นอิสระสูงสุด สอดรับกับเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมาตรฐานระดับโลกอย่างดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) โดยในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์หรือพฤติกรรมที่อาจละเมิดต่อหลักธรรมาภิบาลผ่าน Integrity Hotline ทรูจะมีการดำเนินงานใน 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้แก่

 

  • ขั้นตอนที่ 1 Risk assessment เป็นการประเมินความน่าเชื่อถือของการรายงานนั้นๆ เพื่อป้องกันการใช้ช่องทาง Integrity Hotline เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง

 

  • ขั้นตอนที่ 2 Categorization เมื่อประเมินแล้วว่ารายงานที่ได้รับนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ ทางทีม Investigation จะมีการจัดชั้นความเสี่ยงของรายงานข้อกังวลนั้นตามนโยบายของบริษัท เพื่อบริหารจัดการตามความเหมาะสม โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตามแต่ละประเภทของความเสี่ยง

 

  • ขั้นตอนที่ 3 Fact-finding การตรวจสอบข้อเท็จจริง จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการและพิจารณาโดยเฉพาะ และมีผู้เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยดำเนินงานภายใต้ความอิสระ รวมถึงในบางกรณีอาจมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่มีชื่อเสียงและเป็นอิสระมาดำเนินการ เพื่อป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) และเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน

 

  • ขั้นตอนที่ 4 Filing report เมื่อพิจารณาข้อร้องเรียนเรียบร้อยแล้ว คณะทำงานจะส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการ DAC (Disciplinary Action Committee) เพื่อพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสม ในการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้น รวมถึงพิจารณาบทลงโทษทางวินัย กรณีที่รายงานข้อกังวลนั้นเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามนโยบายบริษัท  

 

มาร่วมกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรและตลาดทุน หากผู้ใดพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ https://truecorp.integrityline.com/  

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทรู คอร์ปอเรชั่น

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

โค้งสุดท้าย ! สั่งจองสินค้า “Limited Education” 5 ผลิตภัณฑ์เก๋ไก๋ร่วมลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

 

โค้งสุดท้ายภายใน 30 กันยายน ศกนี้  ! สำหรับผู้สนใจร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่าน แคมเปญ Limited Education ด้วยการสั่งจองของที่ระลึกสร้างสรรค์โดยนักออกแบบไทยรุ่นใหม่สุดปังซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการร้อยพลังการศึกษา และ โครงการ Designers’ Room & Talent Thai Promotion 2023  รวมทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนโครงการร้อยพลังการศึกษา

 

นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากเปิดให้มีการสั่งจองของที่ระลึกของแคมเปญ Limited Education มาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน กระแสตอบรับอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม ดังที่ทราบกันว่าปัญหาการศึกษานั้นมีขนาดใหญ่มาก โครงการจึงยังคงต้องการการสนับสนุนจากประชาชนเพิ่ม โดยเด็กนักเรียนในโครงการมีทั้งหมดกว่า 45,000 คน จาก 112 โรงเรียนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทั้งนี้ ทางโครงการจะนำรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเพื่อสนับสนุนเยาวชนกลุ่มนี้ผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งทุนการศึกษา ห้องเรียนดิจิทัลวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ การสนับสนุนบุคลากรครูผู้สอน การพัฒนาทักษะชีวิตและคุณธรรม รวมถึงการสนับสนุนให้เด็กๆ ได้รับโภชนาการอาหารที่ครบถ้วนอีกด้วย

 

เช่นเดียวกับทุกปี ผลิตภัณฑ์ภายใต้แคมเปญ Limited Education ยังคงมุ่งเน้นสื่อสารปัญหาการศึกษาไทยและปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่ร้อยพลังการศึกษาได้ร่วมมือกับสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้สนับสนุนเครือข่ายนักออกแบบของโครงการมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ โดยโจทย์การออกแบบของปีนี้จะเป็นวิชาสามัญ 5 วิชาที่เยาวชนควรจะมีโอกาสได้เรียนหากยังศึกษาอยู่ในระบบการศึกษา ประกอบด้วย วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศาสตร์ ซึ่งกลุ่มนักออกแบบได้ระดมไอเดียเพื่อออกแบบผลงานเป็น 5 ผลิตภัณฑ์ ต่อไปนี้

 

1.ผลิตภัณฑ์ “ผ้าห่ม ด.ดาว” มาร่วมกันหา ด.ดาว ที่หายไป ได้แรงบันดาลใจจากวิชาวิทยาศาสตร์ ในคอนเซ็ปต์ “ลอสสตาร์” พูดถึงดวงดาวที่หายไปเปรียบได้กับเด็กๆที่หายไปจากระบบการศึกษา กว่า 4% ของ ด.ดาว ดวงน้อยเหล่านั้น อาจยังไม่ได้หายไปไหน แต่แค่ไม่มีแสงสว่างส่องไปถึง จึงอยากเชิญชวนมาช่วยกันสะท้อนแสงแห่งโอกาส ตามหาดวงดาวที่มองไม่เห็นให้กลับมาส่องประกายอีกครั้ง

 

 

 

2.ผลิตภัณฑ์ “ผ้าห่ม ด.ดาว” มาร่วมกันหา ด.ดาว ที่หายไป ได้แรงบันดาลใจจากวิชาวิทยาศาสตร์ ในคอนเซ็ปต์ “ลอสสตาร์” พูดถึงดวงดาวที่หายไปเปรียบได้กับเด็กๆที่หายไปจากระบบการศึกษา กว่า 4% ของ ด.ดาว ดวงน้อยเหล่านั้น อาจยังไม่ได้หายไปไหน แต่แค่ไม่มีแสงสว่างส่องไปถึง จึงอยากเชิญชวนมาช่วยกันสะท้อนแสงแห่งโอกาส ตามหาดวงดาวที่มองไม่เห็นให้กลับมาส่องประกายอีกครั้ง

 

 

3. ผลิตภัณฑ์ชุดเสื้อผ้า “ด.เด็กสมบูรณ์” คอลเลคชั่นเสื้อผ้า ‘วัตถุฮาไว’ ชุดเสื้อผ้าฮาวายร่วมสมัย ผสมผสานกับการเล่าเรื่องผ่านลวดลายบนผืนผ้าที่หยิบเอาคำไทยในชีวิตประจำวันซึ่งทุกคนคุ้นเคยและรู้จักกันดีมาใช้ ได้แรงบันดาลใจจากวิชาภาษาไทย เมื่อ “ด.เด็ก” หายไป คำต่างๆ บนเสื่อผ้าจึงผิดเพี้ยนและไร้ความหมาย ประกอบกับภาพวาดลายเส้นขาวดำที่ชวนให้ทุกคนนึกย้อนกลับไปช่วงวัยเรียน

 

4.ผลิตภัณฑ์กระเป๋า “Good for Good” กระเป๋า ฮาว อา ยู ทูเด๊? ได้แรงบันดาลใจจากวิชาภาษาอังกฤษ เป็นกระเป๋าที่มาพร้อมกับเข็มกลัด ชุดพู่กัน และสี สำหรับการต่อจุดและลากเส้นตามแบบฝึกหัดสมัยเรียน เป็นคำว่า “How Are You Today?” ทำให้ผู้ใช้และผู้พบเห็นได้หวนนึกถึงช่วงเวลาวัยเด็กในคาบวิชาภาษาอังกฤษ พร้อมการใช้สี Photochromic เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า ทุกคนสามารถเป็นแสงสว่างที่เต็มไปด้วยความหวังให้กับเด็กๆ ทุกคนได้

 

5.ผลิตภัณฑ์กระเป๋าเพื่อสังคม “Tote Bag for Society” ได้แรงบันดาลใจจากวิชาสังคม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผู้คน และสะท้อนส่วนที่หายไปหรือไม่สมบูรณ์ผ่านลายกราฟิกคำว่า “Soci ty” ที่ไม่มีตัว e ที่แทนคำว่า education และลวดลายกราฟิกรูปคนหลากหลายสีสันสดใสแสดงความเป็นเด็กที่แตกต่างหลากหลายในสังคม เพื่อสร้างความตระหนักให้ผู้คนได้เห็นถึงปัญหา และเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยให้เด็กๆ ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา

 

การร่วมสนับสนุนสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้จะเป็นรูปแบบพรีออร์เดอร์ ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยได้เพียงร่วมบริจาคและเลือกรับของที่ระลึกจากนักออกแบบ โดยสั่งจองล่วงหน้าได้ที่ https://www.tcfe.or.th/ttdrxlimitededucation2023/ ผ่านช่องทางเวบไซต์ร้อยพลังการศึกษา(www.tcfe.or.th) ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน ศกนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิยุวพัฒน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เปิดแล้วเซเว่น อีเลฟเว่น สปป.ลาว สาขาแรกอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์

 

ท่านบุญเถิง ดวงสะหวัน รองรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม และการค้า แห่ง สปป.ลาว นางสาวมรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ ให้เกียรติเป็นประธานตัดริบบิ้นในพิธีเปิดให้บริการร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแรกในสปป. ลาว อย่างเป็นทางการ ร่วมกับนายชัยโรจน์ ทิวัตถ์มั่นเจริญ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ Managing Director International Business บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา

          โดย เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแรกนี้ ตั้งอยู่ที่ถนนสุพานุวง บ้านหนองปาใน เมืองสีโคดตะบอง ในนครหลวงเวียงจันทน์ บริหารโดย บริษัท ซีพี ออลล์ ลาว จำกัด ในกลุ่มซีพี ออลล์  ซึ่งจะเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง นำเสนอสินค้ากว่า 5,000 SKUs เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม มุ่งเน้นคุณภาพมาตรฐาน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารพร้อมทาน รวมถึงสินค้าเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น อาทิ สินค้ายอดนิยมตลอดกาลในอย่าง Slurpee หรือเครื่องดื่มชงสด All Café นอกจากนี้ ยังมีสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศ และผู้ที่มาเยือน สปป. ลาว ซึ่งเพิ่มขึ้นตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงทำให้การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปี 2567 นี้ รัฐบาล สปป. ลาวกำหนดให้เป็นปีท่องเที่ยวลาว ซึ่งจะตรงกับวาระที่สปป.ลาว จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ก็จะทำให้บรรยากาศภายในประเทศคึกคักมากยิ่งขึ้นด้วย     

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ซีพี ออลล์ ลาว จำกัด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ก.อุตฯ ชงมาตรการใหม่ สนับสนุนเงิน ช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่เผาอ้อย

 

ปลัดฯ อุตสาหกรรม เผยห่วงประชาชนกว่า 44 ล้านคน ที่เดือดร้อนต้องสูดควันพิษ PM 2.5 จากการเผาไร่อ้อยนานกว่า 6 เดือนในทุกปี ล่าสุดเปิดมาตรการใหม่ in cash & in kind ช่วยเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ไม่เผาอ้อย ผ่านการให้เงินช่วยเหลือรูปแบบใหม่ พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมบริหารจัดการไร่อ้อย ย้ำทุกหน่วยงานบังคับใช้และกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นเกษตรอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายและมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามแผนของรัฐบาลในการจัดการกับฝุ่นพิษ PM 2.5 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM 2.5 โดยหนึ่งในสาเหตุหลักมีแหล่งที่มาจากฝุ่นควันของการเผาไร่อ้อย ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระทำผิดและฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ยังเป็นการเอารัดเอาเปรียบส่วนรวม และเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจากการเผาไร่อ้อยก่อมลพิษฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณสูงมาก สามารถคงค้างอยู่ในบรรยากาศเป็นระยะเวลายาวนานและแผ่ขยายได้ตามทิศทางลม จึงปกคลุมหนาแน่นทั่วพื้นที่ในบริเวณที่มีประชนชนอาศัยอยู่ถึงกว่า 44 ล้านคน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะเวลาถึงประมาณ 6 เดือนของทุกปี ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงและส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนผู้หายใจอากาศที่มีฝุ่นควันพิษ PM 2.5 ที่เกิดจากการลักลอบเผาอ้อยเหล่านี้เข้าไป

จากข้อมูลสถิติการลักลอบเผาอ้อย พบว่า ฤดูการผลิตปี 2563/2564 มีอ้อยที่ถูกลักลอบเผาสูงถึง 17.61 ล้านตัน จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 66.66 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.42 ฤดูการผลิตปี 2564/2565 มีอ้อยที่ถูกลักลอบเผาสูงถึง 25.12 ล้านตัน จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 92.07 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 27.28 และฤดูการผลิตปี 2565/2566 พบว่ามีอ้อยที่ถูกลักลอบเผาสูงถึง 30.78 ล้านตัน จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 93.89 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 32.78 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพื้นที่ที่เกิดการลักลอบเผาประมาณ 3.08 ล้านไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ใน 2 ฤดูการผลิตที่ผ่านมา มาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในลักษณะการให้เงินแบบเดิมในอัตรา 120 บาทต่อตันอ้อย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 จำนวนเงินรวม 14,384.79 ล้านบาท ควบคู่กับมาตรการป้องปรามของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ยังมีประสิทธิภาพโดยรวมไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาให้อ้อยถูกเผาหมดไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ดังนั้น จึงต้องทบทวนมาตรการและกลไกการบูรณาการในการจัดการกับปัญหาการเผาไร่อ้อย ทั้งในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมกับการออกแบบมาตรการส่งเสริมรูปแบบใหม่ เพื่อให้ชาวไร่และผู้ตัดอ้อยดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการและการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนกว่า 44 ล้านคน ในการเข้าถึงอากาศไร้ฝุ่นพิษจากการเผาอ้อยในช่วง 6 เดือน ของทุก ๆ ปี

“เพื่อเป็นการกำกับควบคู่ไปกับการจูงใจ สนับสนุน และส่งเสริมชาวไร่อ้อยที่ไม่กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่เผาไร่อ้อยของตนหรือของผู้อื่น เพื่อไม่สร้างปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งสอดคล้องตามเป้าหมายรัฐบาลที่กำหนด จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินมาตรการอย่างบูรณาการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เน้นย้ำความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการกำกับดูแลให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอความร่วมมือให้กระทรวงมหาดไทยทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงความพยายามร่วมกันของรัฐบาล ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะแก้ปัญหาฝุ่นพิษจากการเผาอ้อยให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการเสนอให้มีการกำหนดแนวทางการสนับสนุนส่งเสริมในรูปแบบใหม่ที่ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปฏิบัติตามกฎหมาย (คือ ชาวไร่ที่มิได้ลักลอบเผาไร่อ้อยของตนเองหรือไร่อ้อยของผู้อื่นตลอดช่วงฤดูการผลิตปี 2565/2566) ให้ได้รับการสนับสนุน ทั้งในรูปแบบที่ให้เป็นตัวเงิน (in cash) แก่ชาวไร่อ้อย และในรูปแบบที่ให้เป็นระบบการบริหารจัดการไร่อ้อยและการตัดอ้อยด้วยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม (in kind) ภายใต้วงเงินที่เหมาะสมและไม่เป็นภาระงบประมาณเกินความจำเป็น เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของรัฐในการจัดการกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 อย่างยั่งยืน และมิให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ต่อพี่น้องประชาชนกว่า 44 ล้านคน ต่อไป” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงอุตสาหกรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ป.ป.ช.ชงฟ้องยึดทรัพย์ ส.อบจ. ดำรงตำแหน่ง 7 ปี รวยผิดปกติ 4.6 ล้าน

 

5 กันยายน 2566 สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 5 และสำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดพื้นที่ภาค 5 ร่วมแถลงข่าวการดำเนินงานประจำเดือนกันยายน 2566 โดย นายเนติพล ชุมยวง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย เปิดเผยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานายจิรายุ เผ่ากา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้ หรือร่ำรวยผิดปกติ และปัจจุบันนายจิรายุ เผ่ากา ยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายจิรายุ เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2555 พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 นายจิรายุ และคู่สมรส มีรายได้ตามแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปี 2555-2562 (7 ปี) เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,584,309 บาท และไม่ปรากฏว่า นายจิรายุ ประกอบอาชีพเสริมอื่นใด มีรายได้เพียงค่าตอบแทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเท่านั้น

ส่วนคู่สมรสก็ไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติเกินกว่าฐานะและรายได้ เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ประเภทออมทรัพย์ ชื่อบัญชีนายจิรายุ เผ่ากา เปิดบัญชีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ทางการไต่สวนพบว่า มีรายการเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากเกินกว่าฐานะและรายได้ ซึ่งเป็นลักษณะฝากเงินเข้าบัญชีนอกเหนือจากเงินรายได้ที่ได้รับในตำเหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ช่วงระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2561 รวม 63 รายการ เป็นเงินจำนวน 6,466,870 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 87/2566 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 พิจารณาแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากและเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหา ตามที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 63 รายการ เป็นจำนวนเงิน 6,466,870 บาท นั้น มีทรัพย์สินที่มีแหล่งที่มา ซึ่งมิใช่เป็นการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติ จำนวน 20 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 1,793,140 บาท กรณีดังกล่าวเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป

แต่กรณีแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เป็นเงินนำฝากและเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหา อีกจำนวน 43 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 4,673,730 บาท เป็นกรณีมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ อันมีลักษณะเป็นการร่ำรวยผิดปกติ คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้ ฟังไม่ขึ้น ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีเขตอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดี

ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 43 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 4,673,730 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

ทั้งนี้ หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติดังกล่าวได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ก็ขอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาด้วย ตามมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุป ไปยังผู้มีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าทีตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

 

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 5 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ปราบแก๊งนักล่าสมบัติ ยึดโบราณวัตถุได้เกือบ 1,000 ชิ้น

 
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับ กรมศิลปากร นำกำลังลงพื้นที่ตรวจค้นจับกุม 9 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด โดยสามารถจับกุมกลุ่มลักลอบขุด ค้าโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ได้จำนวน 3 ราย ตรวจยึดอุปกรณ์สแกนโลหะ และสิ่งของคล้ายวัตถุโบราณจำนวนเกือบ 1,000 ชิ้น
 
สืบเนื่องมาจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ป. ได้รับแจ้งเบาะแสจากกลุ่มผู้อนุรักษ์โบราณวัตถุ ว่ามีกลุ่มบุคคลลักลอบขุด และค้า โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โดยมีการนำโบราณวัตถุต่างๆ มาเสนอขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยผิดกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
 
จากการตรวจสอบพบบัญชีเฟซบุ๊กของกลุ่มผู้ต้องหา ลงโพสต์ภาพการขุดค้นหาโบราณวัตถุ พร้อมประกาศขายสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุจำนวนหลายรายการ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการติดต่อซื้อสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุดังกล่าว โดยเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้รับสิ่งของคล้ายวัตถุโบราณมาแล้ว ได้มีการส่งตรวจพิสูจน์ที่สำนักศิลปากร กรมศิลปากร ผลการตรวจสอบพบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นโบราณวัตถุตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 จริง
 
จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งสามารถเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวได้ทั้งหมด 3 คน ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา พบมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 200,000 บาท และมียอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 10 ล้านบาท ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
 
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัยประชาชนกรณีพบเจอสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ ขอให้ท่านนำส่งกรมศิลปากร เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ไม่ควรยึดถือไว้เป็นของตน และสำหรับผู้ใดที่ลักลอบขุด ค้นหา โบราณวัตถุตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำไปประกาศขาย รวมไปถึงผู้รับซื้อโบราณวัตถุต่างๆ ถือว่ามีโทษตามกฎหมาย
 
 
Successful Joint Operation by CIB and Department of Fine Arts to Combat Antiquities Trafficking
 
In a collaborative effort between the Central Investigation Bureau (CIB) and Department of Fine Arts, an extensive operation was conducted to apprehend a group involved in illegal excavation and trade of antiquities. The suspects had been advertising these artifacts on Facebook, which eventually led to the seizure of nearly 1,000 valuable antiquities. Nine locations across four provinces were targeted in this operation, resulting in the apprehension of three individuals engaged in unauthorized excavation and trading of antiquities. The authorities also confiscated metal scanning equipment and numerous items resembling ancient artifacts.
.
This successful operation highlights the importance of safeguarding cultural heritage and enforcing laws related to archaeological sites and artifacts. It ensures the preservation of valuable historical and cultural assets for future generations while deterring illegal activities that threaten our heritage.
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ตำรวจสอบสวนกลาง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“กรุงไทย” ผนึก “IBM” ตั้งบริษัทร่วมทุน ขับเคลื่อนธุรกิจหลัก สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

 
ธนาคารกรุงไทย และ IBM ประกาศความร่วมมือ ตั้งบริษัทร่วมทุน “IBM Digital Talent for Business” มุ่งเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้ทัดเทียมนานาชาติ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจหลักของธนาคารให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยประกาศ ความร่วมมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ IBM ผู้ให้บริการและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีระดับโลก โดยจัดตั้งบริษัท  ร่วมทุน IBM Digital Talent for Business (IBMDT) เพื่อยกระดับด้านไอทีของธนาคารในทุกมิติ มุ่งเน้นไปที่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การดำเนินงานด้านไอที และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ความร่วมมือในครั้งนี้ ตอบโจทย์ธนาคารในด้านการเสริมสร้างทักษะพนักงาน ทั้งการ Upskill และ Reskill ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานในอนาคต ผ่านประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ IBM รวมถึง การปรับวิธีการดำเนินงานต่างๆ ของส่วนงานไอที ทั้งสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และบริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด (KTCS) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีความรวดเร็ว และคล่องตัวยิ่งขึ้น ตลอดจน ยกระดับเทคโนโลยีต่างๆ ของธนาคารให้ทันสมัย และสนับสนุนการทำงานได้มากขึ้น เช่น การนำ AI มาใช้ในกระบวนการภายในของธนาคาร เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจหลักของธนาคารให้เติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์ธุรกิจ ในอนาคต รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าและคู่ค้าของธนาคาร

“ธนาคารได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากศักยภาพและความเชี่ยวชาญระดับโลกของ IBM ทั้งด้านเทคโนโลยีและทีมงานทักษะสูงจากหลากหลายวิชาชีพ มาทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาทักษะของพนักงาน และปรับปรุงรูปแบบการทำงานของธนาคารให้มีความคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการยกระดับโครงสร้างเทคโนโลยีของธนาคารให้ปลอดภัย มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพ รองรับการดำเนินธุรกิจธนาคารตามแผนงานในอนาคตที่จะมีการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมมากขึ้นและสนับสนุนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการแข่งขันด้านธุรกิจการเงินแบบครบวงจร (Universal Banking) และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักของธนาคารให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

นางลูลา โมฮานตี (Mrs. Lula Mohanty) Managing Partner ของ IBM Consulting ภูมิภาค Asia Pacific กล่าวว่า IBMDT จะผสานความเชี่ยวชาญด้านไอที ความสามารถในการบริหารจัดการนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งประสบการณ์ของ IBM Consulting ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจุดแข็งของ IBM ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกจากความสำเร็จในหลากหลายองค์กรที่ผ่านมา มาประสานกับวิธีการทำงานเฉพาะของ IBM ที่เรียกว่า IBM GarageTM โดยยึดแนวทางการทำงานภายใต้วัฒนธรรมของการ Co-Create แต่ยังคงความรวดเร็วในการดำเนินการ ในการสนับสนุนธนาคารอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ธนาคารต้องการ

ทั้งนี้ IBMDT จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับส่วนงานต่างๆ ภายในธนาคาร เพื่อพัฒนาชิ้นงานและพัฒนาแนวทางการดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธนาคารให้ได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่ง IBM เอง ก็มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หลากหลายด้าน เข้ามาช่วย ในการทำงานของกระบวนการต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาและต่อยอดให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การจับมือกันเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับสัมพันธภาพอันดีระหว่างธนาคารกรุงไทย และ IBM ที่มีมายาวนานกว่า 30 ปี จากการทำงานร่วมกันที่ผ่านมาในการสนับสนุนธุรกิจหลักของธนาคาร และ IBM จะยังคงเดินหน้าในการสนับสนุนธนาคารอย่างเต็มความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายใต้การเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจและเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วต่อไป
 
 


Krungthai Bank and IBM establish joint venture to drive sustainable growth in traditional banking business

Bangkok, 1st September, 2023 — Krungthai Bank and IBM announced a strategic collaboration to form a new joint venture company, IBM Digital Talent for Business (IBMDT), to accelerate Krungthai’s technology workforce and infrastructure development. The initiative will enable the Bank to enhance its traditional banking businesses to respond to customer needs and expectations efficiently while working toward strong and sustainable growth.

IBMDT will focus on developing and enhancing the skills and capabilities of the Bank’s IT workforce and acquiring new tech and digital talent to support the bank’s operations. This collaboration aligns with Krungthai’s “7 North Star” strategies and is also a part of the key actions to move forward. This will thereby enable the bank to generate maximum benefit for its customers and partners.

Payong Srivanich, CEO, Krungthai Bank PCL, said, “IBMDT will be an important part that transforms the Bank’s IT infrastructure and introduces new ways of working to our traditional banking businesses. We must build future-ready skills as part of our two-banking-model strategy, which encompasses sustaining and enhancing traditional banking businesses in parallel with developing innovative, new businesses. Doing so will enable us to strengthen our competitive edge, attend to every facet of our customers’ needs, create new business opportunities, and improve the quality of life for many Thai people.”

This collaboration will allow the Bank to benefit from IBM’s expertise in technology and consulting, with the use of the globally proven IBM GarageTM methodology for greater agility and operational speed. IBMDT will contribute to modernizing and upgrading the Bank’s IT infrastructure, ensuring security, stability, and efficiency in support of the bank’s future plans to be more technology- and innovation-driven. It will also give Krungthai the next wave of competitive advantage in the global banking space, strengthen its traditional banking businesses, and enable sustainable core growth.

Lula Mohanty, Managing Partner of IBM Consulting, Asia Pacific, said, “IBMDT will leverage IBM Consulting’s expertise and experience in helping organizations successfully modernize and transform. Using the IBM GarageTM approach and agile principles, new products and services will be created quickly and scaled by integrated teams of talent, from developers, AI experts, data scientists, data architects to designers.”

This strategic partnership is the next phase of a relationship that spans more than 30 years, in which IBM has been trusted to support the Bank’s core business. The continued support will bring the best of IBM’s ability to reinforce the Bank as it embraces the rapid changes in business and technology.

To learn more about IBM’s insights and solutions for the financial services industry, please visit www.ibm.com/financial-services.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารกรุงไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

EXIM BANK สนับสนุนเบทาโกรขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน

 

นางวรางคณา วงศ์ข้าหลวง รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนางสาวถนอมวงศ์ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานบริหารส่วนกลาง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) (เบทาโกร) ร่วมลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จํานวน 2,800 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการขยายธุรกิจของเบทาโกร รองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในไทยและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยมีนางศิริวรรณ อินทรกำธรชัย กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานบริหารการเงิน เบทาโกร และนางสาวอัจโนมา พรธารักษ์เจริญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรม 1 EXIM BANK เป็นสักขีพยาน ณ อาคารเบทาโกร ทาวเวอร์ (นอร์ธปาร์ค) กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566

รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า การสนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวเพื่อสนับสนุนเบทาโกร ในฐานะผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเป็นพื้นฐานการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ปศุสัตว์ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ อาหารแปรรูปที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ภายใต้เจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรม สร้างงานและรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในเครือข่ายการผลิตและการจัดจำหน่ายทั่วทุกภูมิภาคของไทย รวมทั้งมีการขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา

“การสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่มูลค่าธุรกิจส่งออก (Value-added Integrator) ภายใต้เป้าหมายการเป็น ‘Green Development Bank’ เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชน ประเทศไทย ภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนโลกโดยรวม สร้างโอกาสการพัฒนาของภาคเกษตรกรรม เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน” นางวรางคณา กล่าว

 

 

EXIM Thailand Supports Betagro’s Business Expansion in the ASEAN Region

Mrs. Warangkana Wongkhaluang, Senior Executive Vice President, Export-Import Bank of Thailand (EXIM Thailand), and Ms. Thanomvong Taepaisitphongse, Director and Chief Administrative Officer, Betagro Public Company Limited (Betagro), jointly signed a financial support agreement worth 2.8 billion baht with EXIM Thailand to enhance liquidity and support the expansion of Betagro’s business, aiming to meet the demands of consumers both in Thailand and other markets within the ASEAN region. Witnessing the signing were Mrs. Siriwan Intarakumthornchai, Director and Chief Financial Officer, Betagro, and Miss Atchanoma Porntharuckcharoen, Senior Vice President of Corporate Business Department 1, EXIM Thailand, at the Betagro Tower (North Park) Building in Bangkok on August 31, 2023.  

EXIM Thailand Senior Executive Vice President said that this financial support is a long-term loan to support Betagro, a capable Thai entrepreneur in the agriculture and food industry, which is essential for livelihoods and serves as a foundation for development in various aspects. This support enables the company to be increasingly well-prepared to be engaging in business operations covering the production and distribution of animal feed, animal medicines, livestock, pork, chicken, chicken eggs, related processed foods, as well as the distribution of related equipment and research and development. This is driven by the goal to promote a better quality of life for people through quality, safe, and affordable food, generating jobs and income for entrepreneurs throughout the production and distribution network across all regions of Thailand. Additionally, the company is expanding investments internationally, particularly in Cambodia, Lao PDR, and Myanmar.

“The financial support provided by EXIM Thailand is a crucial mechanism in creating added value throughout the export value chain (Value-added Integrator). This is aligned with the Bank’s goal of becoming the ‘Green Development Bank’ to facilitate beneficial trade and investment both domestically and internationally for the sustainable development of communities, Thailand the ASEAN region, and the entire world. It creates development opportunities for the agricultural sector, bridges with the industrial sector, and contributes to economic, social and environmental development in a balanced and sustainable manner,” said Mrs. Warangkana.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : EXIM BANK

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News