Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มหาดไทยรุกเชียงรายใช้ “นโยบาย 3 ตัด” สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้อนฟังเวที 4 พรรคแก้ฝุ่นข้ามพรมแดน

มหาดไทยคุมเข้มชายแดนเชียงราย รองปลัดฯ ลงพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เดินเกมนโยบาย 3 ตัดสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ ควบคู่เวทีดีเบต 4 พรรคชูการทูตเชิงรุกแก้ฝุ่นและมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหนาวปลายฤดูพัดผ่านสันดอนริมโขงที่สามเหลี่ยมทองคำ แต่บรรยากาศในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงภาพท่องเที่ยวและค้าขายคึกคัก หากยังมีแรงกดดันอีกชั้นที่คนชายแดนรับรู้มานาน นั่นคือการต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ข้ามแดนได้เร็วกว่าเดิม ทั้งขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ยาเสพติด และปมมลพิษที่ไหลมากับน้ำกับลมจนยากจะแยกเส้นเขตแดนให้ชัดเจน

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนและตรวจสภาพพื้นที่สำคัญ โดยช่วงเช้าประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมให้ข้อมูลภาพรวม ก่อนคณะจะลงพื้นที่อำเภอเชียงแสนและจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง การคัดกรองบุคคลต่างชาติ และการอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่จับตาความพยายามของรัฐในการสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งหลอกลวง ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตัดไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ต้องสงสัยตามแนวชายแดนถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะเครื่องมือกดดันเชิงปฏิบัติการของรัฐ เพื่อจำกัดความสามารถในการตั้งฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องว่างกฎหมายและภูมิประเทศชายแดนเป็นเกราะกำบัง

ชายแดนยุคใหม่ที่ภัยคุกคามไม่ได้มาเดี่ยว

นายภาสกรระบุระหว่างภารกิจว่า การติดตามครั้งนี้เป็นการตรวจสถานการณ์ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งยาเสพติด การค้าชายแดน และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นการดำเนินการตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่ถูกเรียกกันในทางปฏิบัติว่า นโยบาย 3 ตัด ควบคู่กับการคัดกรองบุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้าออกผ่านจุดผ่านแดนถาวรต่าง ๆ

ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาชายแดนเชียงรายไม่ใช่เพียงเรื่องการตั้งด่านตรวจหรือเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ แต่เป็นโจทย์ของพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายคน สินค้า เงิน และข้อมูลพร้อมกัน การค้าชายแดนต้องเดินได้เพื่อพยุงเศรษฐกิจชุมชน แต่ความคล่องตัวดังกล่าวก็ถูกเครือข่ายอาชญากรรมใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน หากรัฐคุมเข้มเกินไป อาจกระทบผู้ค้ารายย่อยและโลจิสติกส์ หากผ่อนเกินไป ความเสี่ยงต่อการแฝงตัวของเครือข่ายผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้น

ภายใต้ภาพที่เหมือนต้องเลือกข้าง รัฐจึงพยายามเสนอแนวคิดแบบสองราง คือรางความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น และรางเศรษฐกิจที่ยังต้องไหลต่ออย่างเป็นระบบ

ตรวจด่านศุลกากรเชียงแสนและตรวจคนเข้าเมือง การค้าเดินหน้าแต่ต้องปลอดภัย

หนึ่งในจุดเน้นของภารกิจคือการตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงแสนและด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามกระบวนการคัดกรองบุคคลและการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการ โดยในข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งสินค้าผ่านแดนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรไปยังท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดจีนตอนใต้

ในมุมของผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงความเร็ว แต่คือความแน่นอนของเวลาและต้นทุน หากกระบวนการตรวจเข้มขึ้นแต่มีระบบรองรับชัดเจน เช่น ช่องทางคัดกรองที่ใช้ข้อมูลล่วงหน้า การจัดคิวรถ การประสานงานเอกสารแบบดิจิทัล จะช่วยให้มาตรการความมั่นคงไม่กลายเป็นแรงเสียดทานต่อการค้า

แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เมื่ออาชญากรรมข้ามชาติกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่น

แก๊งหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์สร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง ทั้งทรัพย์สินและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม การขับเคลื่อนมาตรการสกัดท่อน้ำเลี้ยง จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนจากการจับปลายเหตุไปสู่การทำให้เครือข่ายทำงานยากขึ้น

แนวทางที่ปรากฏในพื้นที่ชายแดนหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการลดศักยภาพฐานปฏิบัติการด้วยการตัดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเดินระบบ เช่น ไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร ซึ่งสื่อสาธารณะได้รายงานความพยายามของรัฐไทยในการใช้มาตรการลักษณะดังกล่าวกับพื้นที่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านเมียนมา

อย่างไรก็ดีคำถามสำคัญของสังคมไม่ใช่เพียงตัดได้หรือไม่ แต่คือทำอย่างไรให้มาตรการดังกล่าวมีผลจริงในเชิงคดีและการยึดทรัพย์ และไม่สร้างผลกระทบกับประชาชนสุจริตที่อยู่อีกฝั่งของมาตรการ รัฐจึงต้องสื่อสารให้ชัดว่า เครื่องมือเชิงปฏิบัติการจะเชื่อมต่อกับกระบวนการสืบสวนทางการเงิน การพิสูจน์ตัวตน และความร่วมมือข้ามประเทศอย่างไร

เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค เมื่อปัญหาชายแดนถูกยกระดับเป็นวาระการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

ก่อนหน้าการลงพื้นที่ของรองปลัดมหาดไทยไม่กี่วัน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ที่ลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ได้มีเวทีดีเบตสัญจรรับฟังนโยบายการแก้ปัญหาชายแดนภาคเหนือ มีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต และพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นหลักที่เชื่อมโยงชีวิตคนชายแดน ตั้งแต่มลพิษข้ามพรมแดน ฝุ่น PM2.5 ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด

สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า ปัญหาชายแดนไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงในความหมายแคบ แต่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องใช้เครื่องมือหลากมิติ

ปมมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่หายาก เสียงชุมชนและข้อเสนอที่ต่างแนว

ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างเข้มข้น คือปัญหามลพิษทางน้ำที่ชาวบ้านสะท้อนว่ากระทบแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน

ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ เสนอแนวทางที่เน้นการบรรเทาเร่งด่วน เช่น การผันน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นให้ชาวบ้าน และเสนอแนวคิดผลักดันกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน เพื่อให้สามารถเอาผิดบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่สร้างมลพิษในต่างประเทศได้

ด้านพรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช เสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคล้านช้างแม่โขง และการเพิ่มพิกัดศุลกากรแร่หายากเพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับมีประสิทธิภาพ พร้อมแนวคิดปฏิเสธการนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่สะอาด

พรรคพลวัต โดยนายกัณวีร์ สืบแสง ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ โดยมองว่าผู้ลงทุนหลักและผู้มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่การผลิตต้องถูกชวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยอยู่ในสถานะผู้เสียหายที่ทำได้เพียงตั้งรับ

ขณะที่พรรคกล้าธรรม โดยนายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ เสนอให้ตั้งศูนย์บัญชาการน้ำภาคเหนือในลักษณะวอร์รูม บูรณาการทุกกระทรวง และเสนอให้ประชาชนตรวจสุขภาพและสารพิษในร่างกายฟรี เพื่อสร้างฐานข้อมูลผลกระทบและการเยียวยาที่จับต้องได้

เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นเส้นแบ่งเชิงนโยบายชัดขึ้น ฝ่ายหนึ่งเน้นเครื่องมือกฎหมายและการบรรเทาเร่งด่วน อีกฝ่ายเน้นเครื่องมือความร่วมมือระหว่างประเทศและระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และอีกฝ่ายเน้นการตั้งกลไกบัญชาการรวมศูนย์พร้อมบริการสุขภาพเชิงรุก

สงครามฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน จุดตัดระหว่างการค้า เกษตร และสุขภาพ

อีกประเด็นที่มีแรงปะทะทางความคิดคือฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน โดยโยงกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่เผาป่า พรรคประชาชนวิจารณ์ระบบการรับรองตนเองของผู้นำเข้าว่าเสี่ยงต่อการเลี่ยงตรวจสอบ และเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมและพิกัดพื้นที่เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงก่อนอนุญาตนำเข้า

พรรคภูมิใจไทยยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ และเสนอว่าหากพบการเผาในต้นทาง โรงงานในไทยต้องไม่รับซื้อ เพื่อใช้ตลาดเป็นแรงกดดันต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม

พรรคกล้าธรรมเสนอการทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข โดยระบุว่าหากประเทศเพื่อนบ้านไม่หยุดเผา ไทยอาจต้องใช้มาตรการต่อรองด้านพลังงานหรือไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม

ในภาพรวม ปัญหาหมอกควันข้ามแดนของภูมิภาคนี้มีกรอบระหว่างประเทศรองรับอยู่แล้ว นั่นคือความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นฐานให้ประเทศสมาชิกหารือและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ในระดับข้อมูลและการแจ้งเตือนประชาชน ระบบรายงานคุณภาพอากาศของหน่วยงานรัฐ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นช่องทางที่ถูกใช้ในการติดตามสถานการณ์และสื่อสารความเสี่ยงต่อสุขภาพ และแนวทางด้านสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขก็ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการแนะนำการป้องกันตนเองเมื่อค่าฝุ่นสูง

ภัยพิบัติและบทเรียนแม่สาย เมื่อระบบเตือนภัยกลายเป็นโจทย์ความเชื่อมั่นของรัฐ

ในเวทีดีเบตยังหยิบบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมและโคลนถล่มที่แม่สายเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ การชดเชยเยียวยาผ่านระบบดิจิทัล และการปรับกฎหมายให้ท้องถิ่นใช้งบเตรียมการก่อนเกิดเหตุได้

แม้ข้อเสนอจะแตกต่าง แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือการยอมรับว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุฉุกเฉินรายครั้งอีกต่อไป หากเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องลงทุนในระบบข้อมูล การแจ้งเตือน และการบริหารจัดการแบบไม่แยกส่วน

เทียบแนวคิดรัฐกับพรรคการเมือง ความเหมือนที่ต่างเครื่องมือ

หากสรุปภาพเชิงนโยบายจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จะเห็นว่า

ฝ่ายปฏิบัติการของรัฐที่รองปลัดมหาดไทยติดตาม เน้นการบูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย คัดกรองบุคคลต่างชาติในจุดผ่านแดน และใช้มาตรการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง

ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองเน้นไปที่เครื่องมือเสริมสามด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เอาผิดมลพิษและอาชญากรรมข้ามแดนได้จริง และการทูตเชิงรุกเพื่อจัดการปัญหาที่ต้นทาง

ความต่างสำคัญจึงไม่ใช่เป้าหมาย เพราะทุกฝ่ายพูดถึงความปลอดภัยและชีวิตประชาชนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลำดับความสำคัญและชนิดของเครื่องมือที่เชื่อว่าจะสร้างผลลัพธ์ได้เร็วและยั่งยืนกว่า

ที่แท้จริงอยู่ที่ความต่อเนื่องและความโปร่งใส

คำถามที่คนชายแดนต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่ารัฐจะคุมเข้มแค่ไหนหรือพรรคการเมืองเสนออะไร แต่คือหลังจากกล้องกลับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อ

หากมาตรการคัดกรองเข้มขึ้น ประชาชนต้องเห็นว่าเป้าหมายคือการกันคนเสี่ยง ไม่ใช่ทำให้คนค้าขายลำบาก หากรัฐพูดถึงการตัดท่อน้ำเลี้ยงแก๊งหลอกลวง ประชาชนต้องเห็นเส้นทางไปสู่การอายัดทรัพย์และคืนความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม หากการเมืองพูดถึงการทูตเชิงรุก ประชาชนต้องเห็นการเจรจาที่มีข้อมูลรองรับและมีรายงานความคืบหน้า ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงถ้อยคำบนเวที

ในมิติสังคม สิ่งที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนได้มากที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล ทั้งข้อมูลความเสี่ยงมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศ ข้อมูลผลคดี และข้อมูลการช่วยเหลือเยียวยา เพราะความไม่แน่นอนคือเชื้อเพลิงของความกลัว และความกลัวคือพื้นที่ที่อาชญากรรมและความขัดแย้งเติบโตได้ง่ายที่สุด

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางทางการ เช่น Air4Thai และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

สอง เมื่อมีสายหรือข้อความต้องสงสัย ให้หยุด โอนเงินหรือให้ข้อมูล และรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเก็บหลักฐานการติดต่อไว้ เพราะหลักฐานคือกุญแจเชื่อมไปสู่การสืบสวนทางการเงิน

สาม ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการค้าชายแดนควรติดตามประกาศด้านพิธีการและมาตรการคัดกรองล่วงหน้า วางแผนโลจิสติกส์ให้มีเวลาสำรอง และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่อาจเกิดในช่วงมาตรการเข้ม

ชายแดนต้องปลอดภัยและต้องเดินได้

การลงพื้นที่ของรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เชียงรายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จึงสะท้อนภาพรัฐที่พยายามขยับเกมจากการตั้งรับไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก ขณะที่เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรคสะท้อนอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนยุคใหม่จำเป็นต้องใช้มากกว่าเจ้าหน้าที่และด่านตรวจ แต่ต้องใช้การทูต เทคโนโลยี ข้อมูล และกฎหมายที่ตามทัน

ท้ายที่สุด หากชายแดนคือประตูเศรษฐกิจของประเทศ ประตูบานนี้ต้องเปิดให้การค้าไหลได้ แต่ต้องมีระบบกลอนที่กันภัยคุกคามได้จริง และมีหน้าต่างข้อมูลที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความคืบหน้าวันต่อวัน เพราะความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการจับกุมครั้งใหญ่ หากคือความรู้สึกมั่นใจของคนในพื้นที่ว่า ชีวิตจะเดินต่อได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอยู่ในเงาของอาชญากรรมและมลพิษที่ข้ามแดนมาได้ทุกเมื่อ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ณ สามเหลี่ยมทองคำ
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution เอกสารความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน เผยแพร่บนเว็บไซต์อาเซียน
  • Air4Thai กรมควบคุมมลพิษ ช่องทางข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อการติดตามสถานการณ์
  • แนวทางสุขภาพเมื่อเผชิญฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ้างอิงข้อมูลคำแนะนำทางสุขภาพจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายยกระดับด่านแม่สาย การค้าไทย-จีน ดันส่งออกผลไม้ผ่านแดนพุ่งทะลุ 6 แสนล้าน

เชียงรายรุกเปิดทางผลไม้ไทยสู่จีน ดันด่านแม่สายเข้ากรอบพิธีสาร พร้อมจัดมหกรรมการค้าชายแดนเร่งดีลใหม่ กู้แรงส่งเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – บนเส้นทางที่รถบรรทุกสินค้าต้องแข่งกับเวลา ความสดของผลไม้ และต้นทุนที่ไหลขึ้นทุกครั้งที่คอขวดเกิดซ้ำ จังหวัดเชียงรายกำลังขยับหมากสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับบทบาท “ประตูการค้าลุ่มน้ำโขง” ให้จับต้องได้จริงมากขึ้นในปี 2569

ภาพที่เห็นชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ คือการเดินหน้าสองแนวรบคู่กัน แนวรบแรกคือการเร่งผลักดัน “ด่านแม่สาย” ให้ได้รับการพิจารณาในกรอบพิธีสารไทย–จีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้การขนส่งทางบกมีสถานะทางการและทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม แนวรบที่สองคือการใช้กิจกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ ด้วยการจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเจรจาธุรกิจและหาตลาดทดแทนในช่วงที่การค้าชายแดนบางด้านยังเผชิญความไม่แน่นอน

ประเด็นไม่ใช่เพียงการจัดงานหรือการประชุมหนึ่งครั้ง หากเป็นการอ่านโจทย์เศรษฐกิจชายแดนจากตัวเลขทั้งประเทศ แล้วนำมาลงมือแก้ด้วยเครื่องมือที่จับต้องได้ในจังหวัด

แม่สายจากด่านชายแดนสู่จุดยุทธศาสตร์ผลไม้ไทย–จีน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมเพื่อพิจารณาความพร้อมการเพิ่มด่านแม่สายเป็นจุดนำเข้าและส่งออกผลไม้ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กรอบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศที่สาม โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานร่วมกับผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สาระสำคัญของการหารืออยู่ที่การทำให้ “เส้นทาง” กลายเป็น “ระบบ” เพราะในโลกของการค้าผลไม้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันตั้งแต่ต้นทางในไร่ ไปจนถึงการตรวจรับ การกักกันโรค การควบคุมอุณหภูมิ การผ่านพิธีการ และเวลาที่สินค้าใช้บนถนน

ฝ่ายจังหวัดสะท้อนว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีความต้องการสูงในตลาดจีน แต่ข้อจำกัดด้านเส้นทางคมนาคมและขั้นตอนพิธีการในบางจุดยังส่งผลต่อระยะเวลาและต้นทุน การทำให้ด่านแม่สายถูกยกระดับในกรอบพิธีสาร จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่งทางบกที่เร็วขึ้น ลดคอขวด และลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกและเกษตรกรเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์การค้า การลดเวลาได้เพียงเล็กน้อยอาจแปลเป็นการลดต้นทุนรวมทั้งระบบ เพราะเวลาที่เสียหน้าแดนเท่ากับต้นทุนที่เพิ่มทั้งค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า และความไม่แน่นอนของกำหนดส่งมอบ ซึ่งทั้งหมดสะเทือนต่อราคาและอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยโดยตรง

มหกรรมการค้าชายแดน 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ วางเวทีดีลใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน กรมการค้าต่างประเทศประกาศจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่าง 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้พื้นที่ฝูงบิน 416 และโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เป็นจุดจัดกิจกรรมหลัก เป้าหมายที่ประกาศคือเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงการค้าเมียนมา ลาว และจีน และตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการค้าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

รูปแบบกิจกรรมสะท้อนว่ารัฐต้องการ “ให้เกิดธุรกรรมจริง” ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า ภายในงานจะมีบูธจำหน่ายสินค้ากว่า 200 คูหา เวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนของจังหวัด รวมถึงสัมมนาเชิงลึกหัวข้อ Winning the New Chinese Wave ที่ชูการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการต่อคลื่นเศรษฐกิจจีนรอบใหม่ และการแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน

อีกมิติที่ถูกหยิบขึ้นมาคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด่านกัมพูชา ด้วยการดึงเข้ามาอยู่ในเวทีใหม่ เพื่อหาตลาดทดแทนและคู่ค้าใหม่ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งสะท้อนแนวคิด “กระจายความเสี่ยง” ในทางปฏิบัติ

ตัวเลขทั้งประเทศชี้ชัด ปี 2568 ผ่านแดนโตแรงจนพยุงภาพรวม

แรงผลักดันของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังลอย ๆ หากมีตัวเลขระดับประเทศเป็นฐานรองรับอย่างชัดเจน

ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 6.71 เมื่อเทียบปีก่อน เป็นการส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 1.39 และการนำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุลการค้า 188,579 ล้านบาท

แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้าง จะเห็นการเปลี่ยนศูนย์ถ่วงที่สำคัญ
การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.47 ส่งออกชายแดน 522,007 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 13.31 ขณะที่นำเข้าชายแดน 372,186 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.69
ในทางตรงข้าม การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท โตถึงร้อยละ 24.39 ส่งออกผ่านแดน 541,097 ล้านบาท โต ร้อยละ 21.23 นำเข้าผ่านแดน 502,339 ล้านบาท โต ร้อยละ 27.99 และไทยได้ดุลผ่านแดน 38,757 ล้านบาท

ตัวเลขนี้บอกนัยสำคัญว่า แม้ “ชายแดน” ในความหมายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงจะชะลอตัว แต่ “ผ่านแดน” ซึ่งเชื่อมไปประเทศที่สามกลับเร่งตัวแรง จนทำให้ภาพรวมทั้งระบบยังขยายตัว

เมื่อพิจารณาเฉพาะการผ่านแดนไปจีน มูลค่ารวมอยู่ที่ 608,165 ล้านบาท โต ร้อยละ 26.71 กลายเป็นตลาดผ่านแดนอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามตามมาในลำดับถัดไปตามข้อมูลชุดเดียวกัน

หากตีความแบบภาคสนาม นี่คือเหตุผลที่เชียงรายต้องเร่ง เพราะเมื่อแนวโน้มทั้งประเทศชี้ว่าการผ่านแดนไปจีนเป็น “แรงฉุดขึ้น” ของระบบ การทำให้ด่านและเส้นทางพร้อมจึงเท่ากับการยืนอยู่บนกระแสเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่การสวนกระแส

สัญญาณล่าสุดเดือนธันวาคม ชี้การผ่านแดนยังแรงแม้ส่งออกชายแดนสะดุด

ข้อมูลเดือนธันวาคม 2568 ยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกัน ภาพรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเดียวมีมูลค่า 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76 แต่รายละเอียดสะท้อนความต่างของสองเครื่องยนต์

การค้าชายแดนเดือนธันวาคมอยู่ที่ 66,031 ล้านบาท ลด ร้อยละ 15.16 ส่งออกชายแดน 38,426 ล้านบาท ลด ร้อยละ 23.86 ขณะที่นำเข้าชายแดน 27,605 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 0.87
ส่วนการค้าผ่านแดนเดือนเดียวอยู่ที่ 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36 ส่งออกผ่านแดน 42,750 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.66 และนำเข้าผ่านแดน 53,283 ล้านบาท เพิ่มสูงถึง ร้อยละ 64.07

สำหรับผู้ประกอบการ ตัวเลขแบบนี้แปลเป็นเรื่องเดียวกัน คือความเสี่ยงและโอกาสกำลังอยู่คนละทิศทาง ความเสี่ยงคือการพึ่งพาการค้าชายแดนบางด้านมากเกินไปในช่วงที่สถานการณ์ปิดเปิดหรือมาตรการฝั่งคู่ค้าเปลี่ยนได้รวดเร็ว โอกาสคือการต่อยอดผ่านแดนไปประเทศที่สามที่กำลังขยายตัว และต้องการเส้นทางที่ชัดเจน โปร่ง และมีมาตรฐาน

เชียงรายกับบทบาทศูนย์กลาง การค้าที่โตไม่พอถ้าโลจิสติกส์ยังติดขัด

ในชุดข้อมูลที่แนบมา มีการระบุว่าเชียงรายมีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวมกว่า 100,000 ล้านบาทในปี 2568 และสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ทุเรียน มังคุด ลำไย และน้ำมันเชื้อเพลิง ภาพนี้สะท้อนบทบาท “ประตูการค้าสู่จีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน” ที่เชียงรายพยายามยืนยันมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การเป็นประตูไม่ได้หมายความว่าผ่านได้โดยอัตโนมัติ ประตูที่คนใช้จริงต้องเปิดได้ไว ปลอดภัย และมีกติกาที่คู่ค้ารับรู้ตรงกัน ยิ่งเมื่อผ่านแดนไปจีนโตแรง การผลักดันด่านแม่สายให้เข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ จึงเป็นเหมือนการยกระดับ “ประตู” จากประตูท้องถิ่นให้กลายเป็นประตูมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์จากการเร่งครั้งนี้ และใครต้องปรับตัว

คำถามที่ผู้อ่านเชิงลึกมักมองหา คือผลลัพธ์จะตกถึงใคร

หากด่านแม่สายถูกยกระดับจริง กลุ่มแรกที่มีโอกาสได้ประโยชน์คือเกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ต้องการเส้นทางบกที่ลดคอขวดและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ห้องเย็น และธุรกิจบริการชายแดนย่อมได้รับแรงหนุนตามมา

แต่ในอีกด้าน การยกระดับเส้นทางย่อมมาพร้อมการแข่งขันที่เข้มขึ้น เพราะเมื่อระบบเร็วขึ้น ตลาดจะยิ่งคาดหวังความสม่ำเสมอของคุณภาพและกำหนดส่งมอบ ผู้ประกอบการรายเล็กจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและเอกสารมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มและการค้าดิจิทัล ซึ่งถูกชูเป็นแกนในการสัมมนาภายในงานมหกรรมด้วย

นี่คือเหตุผลที่ “มหกรรมการค้าชายแดน” ไม่ควรถูกมองเป็นงานขายของ แต่ควรถูกมองเป็นเวทีปรับทักษะและสร้างดีลใหม่ในจังหวะที่โครงสร้างการค้ากำลังเปลี่ยน

ปลายทางของเรื่องนี้ คือเชียงรายจะใช้แรงส่งผ่านแดนพยุงเศรษฐกิจปี 2569 ได้แค่ไหน

เมื่อการค้าชายแดนทั้งประเทศปี 2568 หดตัว แต่ภาพรวมยังโตได้เพราะผ่านแดนพุ่งขึ้น การวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ของเชียงรายจึงเหมือนการ “เลือกยืนบนเครื่องยนต์ที่กำลังเร่ง” มากกว่ายืนบนเครื่องยนต์ที่ยังสะดุด

โจทย์ที่ต้องจับตาหลังจากนี้มีอย่างน้อยสามข้อ
หนึ่ง ความคืบหน้าการผลักดันด่านแม่สายเข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ และความพร้อมด้านมาตรฐานตรวจรับและโลจิสติกส์
สอง ผลลัพธ์เชิงธุรกรรมจากงานมหกรรมการค้าชายแดน ว่าจะเกิดคู่ค้าใหม่และคำสั่งซื้อจริงมากเพียงใด
สาม ความสามารถของผู้ประกอบการท้องถิ่นในการปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสนามที่เร็วและเปลี่ยนกติกาได้ตลอด

ท่ามกลางตัวเลขการค้าผ่านแดนที่ทะลุ 1,043,436 ล้านบาทในปี 2568 และเติบโตถึง ร้อยละ 24.39 ภารกิจของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่การ “ตามน้ำ” แต่คือการทำให้ระบบรองรับน้ำเชี่ยวได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สถิติสำคัญ

  • ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.71 ส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 1.39 นำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุล 188,579 ล้านบาท
  • ปี 2568 การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท ลด ร้อยละ 8.47
  • ปี 2568 การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 24.39
  • ปี 2568 การผ่านแดนไปจีน 608,165 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 26.71
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าผ่านแดน 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36

หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นอ้างอิงจากอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลการค้าชายแดนและผ่านแดนของกรมการค้าต่างประเทศที่แนบมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายเร่งทบทวนโครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม งบ 3.9 พันล้าน หลังเครือข่ายอนุรักษ์หวั่นทำลายนิเวศและโบราณสถาน

เชียงรายเร่งทบทวนอนาคต “เวียงหนองหล่ม” ระหว่างธนาคารน้ำกับพื้นที่ชุ่มน้ำมีชีวิต หลังหนังสือเครือข่ายอนุรักษ์ขอให้ยุติขุดลอก ชี้งบเกือบ 3,900 ล้านบาทเสี่ยงกระทบระบบนิเวศ โบราณสถาน และวิถีชุมชน

เชียงราย,4 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรและคำถามที่ดังขึ้นจากคนปลายน้ำ จังหวัดเชียงรายเปิดโต๊ะหารือเร่งด่วนเพื่อ “จัดระเบียบความจริง” ว่า เวียงหนองหล่มควรถูกพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการยกระดับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งน้ำท่วม กับการคงคุณค่าในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีประวัติศาสตร์ฝังลึกในภูมิทัศน์ล้านนา

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์และวิชาการ ขอให้ยุติโครงการขุดลอกพื้นที่เวียงหนองหล่มโดยด่วน พร้อมเสนอให้เปิดการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อพิจารณาทางเลือกการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักอนุรักษ์และความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยืนยันว่า “โจทย์น้ำ” ของพื้นที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาตื้นเขิน การบุกรุก และความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน ตลอดจนขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง จึงต้องมีแนวทางจัดการที่ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี แต่ต้องอยู่บนข้อมูลรอบด้านและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยที่การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนเชิงระบบ มากกว่าการเดินหน้าตามกรอบเดิมเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์ 5 ชุดข้อมูลหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อน

เนื้อหาที่แนบสามารถแยกเป็น 5 ชุดข้อมูลหลัก ซึ่งต้องวางให้อยู่ในบริบทเดียวกัน

หนึ่ง ข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่และคุณค่า เอกสารระบุเวียงหนองหล่มมีขนาดประมาณ 14,091 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ มีโบราณสถาน 53 แห่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม เช่น นกแสกทุ่ง
ข้อมูลชุดนี้สอดคล้องกับมุมมองเชิงนิเวศที่หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำเองก็ยอมรับว่าเป็นประเด็นต้อง “พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 สอง ข้อมูลโครงการพัฒนาและตัวเลขงบประมาณ เครือข่ายอนุรักษ์อ้างถึงโครงการภายใต้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วงเงินรวม 3,880.85 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ราว 2,500 ไร่ รวม 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะเป็น “ขนาดของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์” ที่อาจเปลี่ยนระบบนิเวศและวิถีชีวิตในเวลาไม่กี่ปี

สาม ข้อมูลกระบวนการรัฐและการมีส่วนร่วม กรมทรัพยากรน้ำรายงานว่า การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการหารือกรณีมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน
จุดนี้สะท้อนว่า ภาครัฐรับรู้แรงกังวล และกำลังเริ่มขยับสู่การทบทวนเชิงกระบวนการ แม้ยังไม่ปรากฏข้อสรุปสุดท้าย

สี่ กรอบนโยบายด้านพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ เอกสารที่แนบอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีนัยด้านการกำหนดแนวทางคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการทำให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ในทางปฏิบัติ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและฐานข้อมูลภาครัฐมีการเผยแพร่เอกสารและชุดข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายดังกล่าว ซึ่งมักถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงในการจัดทำแผนและกำหนดมาตรการคุ้มครอง

ห้า ข้อมูลเชิงสังคมและความรู้สึกของชุมชน เอกสารแนบมีคำบอกเล่าและการตีความเชิงสังคม เช่น การเปรียบเวียงหนองหล่มเป็นคลังอาหารของชาวบ้าน และความกังวลต่อการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นอ่างเก็บน้ำลึก สิ่งนี้ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ” แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงประสบการณ์” ที่ต้องนำเสนออย่างระมัดระวังโดยให้พื้นที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน

จากการจัดวางข้อมูลทั้ง 5 ชุด จึงสามารถเขียนข่าวให้คมและไม่วนได้ โดยเดินเรื่องจาก “เหตุประชุมเร่งด่วน” ไปสู่ “คุณค่าและความเสี่ยง” แล้วเข้าสู่ “ปมขัดแย้งเชิงนโยบาย” ก่อนคลี่คลายด้วย “ทางออกเชิงกระบวนการ” และปิดท้ายด้วย “สถิติและกรอบอ้างอิง”

จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน หนังสือขอให้ยุติขุดลอก และคำถามเรื่องความคุ้มค่า

เวียงหนองหล่มไม่ใช่แค่แหล่งน้ำในแผนที่ แต่เป็นพื้นที่ที่ความทรงจำของชุมชนผูกอยู่กับจังหวะน้ำหลากน้ำลด และเป็นพื้นที่ที่นักธรรมชาติวิทยามองเห็นคุณค่าจากความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

หนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานระดับรัฐซึ่งเผยแพร่โดยเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์ ระบุเหตุผลหลักว่าโครงการขุดลอกกำลัง “เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์” และ “ทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างร้ายแรง” พร้อมเตือนถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจลามไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นในลุ่มน้ำเดียวกัน รวมถึงหนองบงคายซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ทำให้สังคมหันมามอง คือขนาดของโครงการที่เครือข่ายอ้างว่าใช้งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มความจุน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดลอกตะกอนปริมาณมากในพื้นที่กว้าง
เมื่อ “ตัวเลข” ใหญ่ระดับนี้ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความคุ้มค่าถูกนับอย่างไร และต้นทุนที่เป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมถูกนับรวมไว้แล้วหรือยัง

เวียงหนองหล่มในสายตานักอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นมากกว่าหนองน้ำ

ข้อมูลที่แนบระบุว่าเวียงหนองหล่มมีพื้นที่ประมาณ 14,091 ไร่ ครอบคลุมรอยต่ออำเภอแม่จันและเชียงแสน มีโบราณสถาน 53 แห่งในเขตเมืองโบราณโยนกนครและสิงหนวัตินคร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ถูกคุกคาม และมีการยก “นกแสกทุ่ง” เป็นกรณีสัญลักษณ์

เครือข่ายอนุรักษ์ยังเชื่อมเวียงหนองหล่มเข้ากับกรอบการจัดลำดับความสำคัญระดับประเทศ โดยอ้างถึงการบันทึกพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทย และชี้ว่าเวียงหนองหล่มอยู่ในบริบทเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในมิติการอนุรักษ์ สาระสำคัญไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ปัญหาน้ำ แต่คือการยืนยันว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำทำงานแบบมีชีวิต” ทำหน้าที่ซับน้ำ กรองน้ำ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหาร และเป็นฐานรายได้ของชุมชน หากเปลี่ยนโครงสร้างกายภาพอย่างรวดเร็ว ความสามารถเหล่านี้อาจหายไปโดยไม่สามารถย้อนคืน

มุมมองรัฐ โจทย์น้ำท่วม น้ำแล้ง และการจัดการตื้นเขินที่ลากยาวมาหลายปี

ฝั่งหน่วยงานรัฐไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าพื้นที่ แต่ย้ำ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” ที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการตื้นเขินและความเสี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝน รวมถึงการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรรมและคุณภาพชีวิต

การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรมทรัพยากรน้ำรายงานไว้ ระบุชัดว่า ที่ประชุมมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และมีการแจ้งข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้คำแนะนำและข้อท้วงติงในด้านต่าง ๆ และจะมีการรวบรวมข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป
นี่สะท้อนว่า ภาครัฐเองรับรู้แรงเสียดทาน และเริ่มเปิดพื้นที่ให้ข้อท้วงติงเชิงวิชาการเข้ามาอยู่บนโต๊ะเดียวกับข้อมูลวิศวกรรม

PHOTO : Taksanai Muentip

ปมสำคัญไม่ใช่จะทำหรือไม่ทำ แต่คือทำแบบไหนให้ไม่ทำลายต้นทุนร่วม

เมื่อส่องให้ลึกกว่าคำว่า “พัฒนา” กับ “อนุรักษ์” ปมแท้จริงของเวียงหนองหล่มคือความยากในการทำให้ “สองเป้าหมาย” อยู่ร่วมกัน

ฝ่ายหนึ่งต้องการความมั่นคงด้านน้ำที่จับต้องได้ วัดผลได้ เป็นปริมาตรน้ำสำรอง เป็นโครงสร้างที่บริหารได้ในยามวิกฤต
อีกฝ่ายมองว่าการพัฒนาแบบเปลี่ยนหนองน้ำตื้นให้เป็นอ่างน้ำลึกและคันดินสูง อาจเท่ากับรื้อระบบนิเวศที่ทำงานเองตามธรรมชาติ และทำให้ชุมชนสูญเสียคลังอาหาร วิถีประมงพื้นบ้าน และโอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืนกว่า

หนังสือเครือข่ายอนุรักษ์จึงเสนอ “ทางเบรก” ให้ยุติการดำเนินการในรูปแบบเดิม และเปิดวงหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
ขณะที่ฝั่งรัฐส่งสัญญาณ “ทางทบทวน” ผ่านกระบวนการประชุมที่รวมหลายหน่วยงานและนักวิชาการ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด

กล่าวให้ชัด เวียงหนองหล่มกำลังเดินมาถึงทางแยกที่คำตอบแบบสุดโต่งทั้งสองฝั่งอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สิ่งที่สังคมจับตาคือ “แบบจำลองการบริหารจัดการร่วม” ที่ใช้ทั้งวิศวกรรมและนิเวศวิทยาอยู่ในสมการเดียวกัน

ทางออกเชิงกระบวนการที่เริ่มปรากฏ รับฟังความเห็น สำรวจข้อมูลจริง และจัดโซนการใช้ประโยชน์

ในข้อมูลที่แนบ จังหวัดเชียงรายเสนอแนวทางเบื้องต้น 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น การสำรวจทางวิชาการด้านชนิดพันธุ์ และการจัดทำแผนแบ่งเขตการใช้ประโยชน์หรือโซนนิงเพื่อกำหนดเขตใช้ประโยชน์ เขตกันชน และพื้นที่อนุรักษ์  ข้อเสนอเชิงกระบวนการเช่นนี้มีความหมาย เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ยึดติดอยู่กับเอกสารแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามว่า

  • ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพล่าสุดเป็นอย่างไร
  • พื้นที่ใดเป็นแหล่งวางไข่หรืออนุบาลสัตว์น้ำ
  • พื้นที่ใดทับซ้อนโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์
  • พื้นที่ใดเป็นทุ่งหญ้าหรือพื้นที่หากินของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
  • ที่สำคัญ ชุมชนสูญเสียหรือได้ประโยชน์อย่างไรในแต่ละทางเลือก

หากทำให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบบนข้อมูลจริง การจัดโซนจะไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเครื่องมือชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม

นัยของการอ้างกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ จาก “พื้นที่สีเขียว” สู่การกำกับโครงการขนาดใหญ่

เอกสารที่แนบย้ำมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ว่าด้วยแนวทางการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการส่งเสริมให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งสะท้อนว่า เวียงหนองหล่มไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่รกร้างรอการปรับปรุง แต่เป็นทรัพยากรร่วมที่มีกรอบกำกับในระดับประเทศ

ในเชิงนโยบาย จุดสำคัญคือการทำให้โครงการด้านน้ำขนาดใหญ่ “เคารพกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำ” ไม่ใช่เดินคนละทิศกับนโยบายสิ่งแวดล้อม และหากมีข้อยกเว้น ต้องชี้แจงด้วยเหตุผลและมาตรการเยียวยาที่จับต้องได้

บทเรียนเชิงสังคมที่เวียงหนองหล่มกำลังส่งสัญญาณ การพัฒนาที่ไม่ฟังเสียงพื้นที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ

เสียงของเครือข่ายอนุรักษ์และชุมชนจำนวนหนึ่งสะท้อนความกลัวที่ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นความมั่นคงทางอาหารและรายได้
หากสัตว์น้ำพื้นถิ่นลดลง ประมงพื้นบ้านหายไป
หากนกหายากหายไป โอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศหายไป
หากโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ถูกกระทบ มรดกที่สร้างคืนไม่ได้ก็หายไป

ขณะที่รัฐเองก็เผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงน้ำในยุคอากาศแปรปรวน น้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งยาวนานเกิดถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ สิ่งที่ทำให้เวียงหนองหล่มแตกต่างคือ พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่น้ำล้วน ๆ แต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีชีวิตและความหมายทางประวัติศาสตร์ การตัดสินใจจึงต้องละเอียดกว่าเดิม

สังคมจับตา จะหยุดเพื่อทบทวนหรือเดินหน้าพร้อมมาตรการคุ้มครองที่พิสูจน์ได้

จากรายงานของกรมทรัพยากรน้ำ การประชุมได้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตีความได้ว่า “ช่องทางทบทวน” ถูกเปิดขึ้นแล้วในระดับจังหวัด
ขณะที่หนังสือของเครือข่ายอนุรักษ์เสนอให้ “ยุติโครงการโดยด่วน” และจัดหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

ทางออกที่มีโอกาสลดความขัดแย้งที่สุดในทางปฏิบัติ มักไม่ใช่คำตอบแบบตัดสินฝ่ายเดียว แต่คือ
หนึ่ง การหยุดกิจกรรมที่เสี่ยงสูงในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดชั่วคราวเพื่อสำรวจข้อมูล
สอง การเปิดเผยข้อมูลโครงการและข้อมูลฐานทรัพยากรที่ใช้ตัดสินใจให้ตรวจสอบได้
สาม การออกแบบโซนการใช้ประโยชน์ที่มีขอบเขตชัด และมีมาตรการคุมผลกระทบที่วัดผลได้
สี่ การกำหนดกลไกติดตามระยะยาวที่มีตัวแทนชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐร่วมกัน

หากทำได้ เวียงหนองหล่มอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการน้ำที่ไม่แลกด้วยการทำลายระบบนิเวศ และเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบเคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทำได้ทันที

ติดตามประกาศจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเวทีรับฟังความคิดเห็น และเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงประสบการณ์จริงของพื้นที่ รวบรวมข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดหากินประมงพื้นบ้าน จุดทุ่งหญ้า จุดที่พบชนิดพันธุ์สำคัญ เพื่อส่งให้คณะทำงานเชิงพื้นที่ สนับสนุนให้เกิดการสื่อสารหลายภาษาและรูปแบบที่เข้าถึงได้ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่อยู่นอกระบบข้อมูลข่าวสาร เรียกร้องให้เผยแพร่ข้อมูลโครงการฉบับสรุปที่ประชาชนอ่านเข้าใจได้ โดยไม่ลดทอนสาระสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น

  1. ขนาดพื้นที่เวียงหนองหล่ม
    ประมาณ 14,091 ไร่ ตามหนังสือและแถลงการณ์ของเครือข่ายอนุรักษ์
  2. ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกยกเป็นเหตุผลหลักของฝ่ายคัดค้าน
    พืชอย่างน้อย 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 200 ชนิด และมีชนิดพันธุ์ถูกคุกคามอย่างน้อย 9 ชนิด รวมถึงนกแสกทุ่ง
  3. ตัวเลขโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบ
    งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ขุดลอกพื้นที่ราว 2,500 ไร่ ปริมาณตะกอนราว 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. หลักฐานการเปิดวงหารือในระดับจังหวัด
    กรมทรัพยากรน้ำระบุว่ามีการประชุมหารือกรณีหนังสือมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด
  5. บริบทพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญในระดับประเทศและสากล
    หนองบงคายถูกอ้างถึงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และอยู่ในบริบทลุ่มน้ำเดียวกันตามข้อกังวลของเครือข่ายอนุรักษ์
    กรอบข้อมูลและเอกสารด้านพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยที่เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐเป็นฐานอ้างอิงเชิงนโยบายในการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ ข่าวประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่เวียงหนองหล่ม วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เอกสารและแถลงการณ์ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม ลงวันที่ 28 มกราคม 2569
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานข้อมูลและเอกสารกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำและบัญชีรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลภาพรวมพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทยและการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ โดยกล่าวถึงหนองบงคายในจังหวัดเชียงราย
  • lannernews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายเตรียมพื้นที่ฝูงบิน 416 ตั้งพระเมรุมาศจำลอง รับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาคอย่างสมพระเกียรติ

เชียงรายปักหมุดสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 เตรียมตั้งพระเมรุมาศจำลอง รับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาค น้อมรำลึกสมเด็จแม่แห่งแผ่นดิน

เชียงราย, 5 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางห้วงอารมณ์โศกอาลัยที่ปกคลุมไปทั่วประเทศ เสียงระฆังแห่งความทรงจำดังขึ้นอีกครั้งในเมืองเหนือ เมื่อจังหวัดเชียงรายเร่งขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคอย่างสมพระเกียรติ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยที่ประชุมระดับจังหวัดมีแนวโน้มเลือกพื้นที่สนามบินเก่า ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ เป็นจุดตั้งพระเมรุมาศจำลองของจังหวัดและของอำเภอเมือง ด้วยเหตุผลด้านศักยภาพพื้นที่ การบริหารจราจร และความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ที่ผูกโยงกับประวัติศาสตร์ของเชียงราย

ภาพรวมของการขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวทางส่วนกลางของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และแบ่งงานเป็นคณะทำงานด้านพิธีการ ด้านสถานที่ ด้านความปลอดภัยและจราจร รวมถึงด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ที่ระบุถึงแนวทางการคัดเลือกสถานที่สำคัญของจังหวัดและอำเภอ เช่น วัดประจำจังหวัดหรือสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ และสามารถรองรับประชาชนได้เพียงพอสำหรับการตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่ต่าง ๆ

เริ่มจากห้องประชุมศาลากลาง สู่การตัดสินใจที่ต้องคิดถึงคนทั้งจังหวัด

ตามข้อมูลที่จังหวัดเชียงรายสรุปจากการประชุมเตรียมงานเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมจอมกิตติ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสถานที่ตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของอำเภอเมือง พร้อมมอบหมายให้อำเภออื่น ๆ เร่งคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในระดับอำเภอ และรวบรวมข้อมูลส่งส่วนกลางภายในกรอบเวลาที่กำหนด

สำหรับเชียงราย การเลือกสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 ถูกมองว่าเป็นคำตอบที่เชื่อมได้ทั้งเหตุผลเชิงบริหารและความหมายทางสังคม เพราะเป็นพื้นที่โล่งกว้างใจกลางเมือง มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อได้หลายทิศทาง และมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่สามารถวางมาตรการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่แคบหรือแออัด

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของการเลือกสถานที่ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความสะดวก หากยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดปลายแดนและเมืองพหุวัฒนธรรม การจัดพื้นที่ต้องรองรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สูง นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนจาก 18 อำเภอที่อาจต้องเดินทางเข้ามาร่วมพิธีในช่วงเวลาเดียวกัน การจัดการจึงต้องละเอียดรอบคอบทั้งการจราจร การจัดแถว การบริการสาธารณสุข และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนอย่างถูกต้องและไม่สับสน

เมื่อกระทรวงมหาดไทยย้ำมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ งานพื้นที่จึงต้องเดินคู่กับราชประเพณี

แนวทางส่วนกลางที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเผยแพร่วันที่ 31 มกราคม 2569 ได้สะท้อนสารสำคัญ 2 ชั้น ชั้นแรกคือการยืนยันบทบาทของมหาดไทยในการเป็นแกนกลางจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาค ชั้นที่สองคือการกำหนดกรอบปฏิบัติให้จังหวัดคัดเลือกสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์และรองรับประชาชนได้เพียงพอ พร้อมตั้งคณะทำงานหลายฝ่ายตามภารกิจ

กรอบดังกล่าวทำให้การเตรียมงานของเชียงรายต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างความยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ กับความเคร่งครัดของพิธีการที่ยึดตามราชประเพณี การจัดสถานที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้านทัศนียภาพ ความสงบเรียบร้อย ความเป็นระเบียบ การแต่งกายและกิริยามารยาท ตลอดจนการอธิบายขั้นตอนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง

รอยต่อของความทรงจำ เมื่อสนามบินเก่าเคยเป็นพื้นที่พิธีการสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

การเลือกสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 ยังชวนให้ย้อนมองบทเรียนจากอดีต ในเหตุการณ์พระราชพิธีสำคัญของชาติที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2560 สื่อหลายสำนักรายงานว่าหลายจังหวัดเลือกพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นจุดศูนย์กลางเมืองเพื่อรองรับประชาชนจำนวนมาก โดยเชียงรายมีการกล่าวถึงพื้นที่สนามบินเก่าเป็นหนึ่งในจุดตั้งพระเมรุมาศจำลองในช่วงเวลานั้นด้วย

บทเรียนสำคัญจากอดีตจึงไม่ใช่เพียงการเลือกพื้นที่ แต่รวมถึงการออกแบบการไหลของคนตั้งแต่ทางเข้า จุดคัดกรอง จุดพักคอย จุดถวายดอกไม้จันทน์ ไปจนถึงทางออก การจัดน้ำดื่ม ห้องสุขา จุดปฐมพยาบาล และการจัดรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ดูเล็ก แต่เป็นตัวชี้คุณภาพของการจัดงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ปมท้าทายของเชียงราย ความหลากหลายของผู้ร่วมพิธี และการสื่อสารที่ต้องเข้าถึงทุกคน

เชียงรายมีโครงสร้างประชากรที่มีความหลากหลาย ทั้งชุมชนเมือง ชุมชนชนบท กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง และชาวต่างชาติที่พำนักหรือท่องเที่ยวในจังหวัด การเตรียมงานจึงต้องตอบโจทย์มากกว่าการประกาศกำหนดการทั่วไป

ในเชิงปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจตรงกันในประเด็นสำคัญ เช่น การแต่งกายสุภาพ การปฏิบัติตนในพิธี การเดินตามลำดับขั้น การป้องกันความแออัด และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ หากการสื่อสารไม่ดีพอ ความตั้งใจที่จะให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง อาจกลายเป็นความสับสนที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยได้

โจทย์นี้ยิ่งชัดเมื่อพิจารณาการเดินทางของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สูงที่อาจต้องใช้เวลานานในการเข้ามายังจุดจัดพิธี และบางส่วนอาจไม่ถนัดภาษาไทยกลางหรือไม่คุ้นเคยขั้นตอนพิธีการระดับชาติ การจัดจุดให้ข้อมูลหลายภาษา หรือการมีอาสาสมัครช่วยแนะนำ จึงเป็นองค์ประกอบที่สอดคล้องกับสภาพจริงของเชียงรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อยู่ที่การทำงานร่วมกันของทุกหน่วย และการเตรียมพร้อมเชิงระบบ

ทิศทางของกระทรวงมหาดไทยที่ให้จังหวัดตั้งคณะทำงานหลายฝ่าย เป็นภาพสะท้อนว่า พิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคไม่ใช่งานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นงานระบบที่ต้องประสานกันตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ ทหาร หน่วยงานจราจร หน่วยงานการศึกษา ไปจนถึงภาคประชาสังคม

สำหรับเชียงราย การทำงานร่วมกันมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่สนามบินเก่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยตรง การวางมาตรการรักษาความปลอดภัยจึงต้องสมดุลกับการอำนวยความสะดวกประชาชน ให้เข้าถึงพิธีได้อย่างสงบและไม่เกิดความกังวล อีกด้านหนึ่ง การเตรียมฝ่ายสถานที่ต้องคำนึงถึงงานศิลปกรรมประกอบพิธีให้ถูกต้องตามแบบแผน และกลมกลืนกับอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อให้พื้นที่พิธีการสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่นภายใต้กรอบราชประเพณีเดียวกัน

ความหมายที่มากกว่าพิธีการ เมื่อพื้นที่กลางเมืองกลายเป็นพื้นที่ของความกตัญญู

สำหรับประชาชนทั่วไป คำว่า พระเมรุมาศจำลอง อาจถูกมองเป็นเพียงโครงสร้างพิธีการ แต่ในมุมของสังคม พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็น “ที่ยึดเหนี่ยวร่วม” ให้คนที่แตกต่างกันได้มาพบกันภายใต้ความรู้สึกเดียวกัน ความอาลัย และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความหลากหลายสูงอย่างเชียงราย การเปิดพื้นที่กลางเมืองให้ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า “ความโศกอาลัยครั้งนี้เป็นของทุกคน” ไม่ว่าผู้อยู่พื้นราบหรือบนดอย ไม่ว่าคนเกิดในจังหวัดหรือคนที่มาทำงานและตั้งรกรากใหม่ในเมืองแห่งนี้

งานใหญ่ที่วัดจากความสงบเรียบร้อย และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การเตรียมตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในจังหวัดเชียงราย กำลังเดินหน้าอยู่บนหลักคิดสองประการที่ต้องไปด้วยกัน คือความสมพระเกียรติ และการเข้าถึงของประชาชน หากเชียงรายทำให้พิธีการเป็นระเบียบ สงบ ปลอดภัย และไม่ทิ้งกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง งานครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ในปฏิทินราชการ แต่จะเป็นบทบันทึกทางสังคมว่า เมืองชายแดนที่มีความหลากหลายสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งได้ในวันที่หัวใจทั้งจังหวัดก้มลงพร้อมกัน

ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังประคองความรู้สึกของผู้คนให้ผ่านความสูญเสียไปอย่างสง่างาม รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ป้ายแนะนำที่ชัดเจน ทางลาดสำหรับรถเข็น จุดพักคอยผู้สูงอายุ การจัดรถรับส่ง และการสื่อสารหลายภาษา อาจกลายเป็นตัวแทนของคำว่า “สมพระเกียรติ” ในความหมายที่ประชาชนสัมผัสได้จริงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลแนวทางการเตรียมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาค เผยแพร่วันที่ 31 มกราคม 2569 โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
  • ข้อมูลเชิงบริบทจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับบทเรียนการจัดพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่สนามบินเก่าเชียงรายในพระราชพิธีสำคัญของชาติปี 2560
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

สัมภาษณ์พิเศษ “เฟรนช์ฟรายส์” ธิดาดอย 2569 เผยเคล็ดลับชนะใจกรรมการด้วยรอยยิ้มจริงใจและชุดชาติพันธุ์ไตหย่า

สาวงามอำเภอพานคว้ามงกุฎธิดาดอยปี 2569 เปิดใจครั้งแรกหลังคว้าชัยชนะ ย้ำไม่ให้ข้อจำกัดมาตีกรอบความสามารถ

เชียงราย 4 ก.พ. 2569 – เมื่อแสงไฟเวทีกลางงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ยังคงส่องสว่างไสวท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนนับพันที่แห่มาร่วมงาน สำหรับสาวงามคนหนึ่งจากอำเภอพาน คืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “น้องเฟรนช์ฟรายส์” สามารถคว้ามงกุฎแห่งความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง “ธิดาดอย ประจำปี 2569” มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองเชียงราย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับสาวงามผู้คว้าใจกองเชียร์และคณะกรรมการไปครองหลังจากคว้ามงกุฎมาได้ใหม่ๆ เพื่อเปิดเรื่องราวและความรู้สึกที่แท้จริงของธิดาดอยคนใหม่ ตลอดจนแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้

คืนแห่งความภาคภูมิใจบนเวทีกลาง

ช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศบริเวณเวทีกลางภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเชียร์จากประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ลูกโป่งนับพันลูกที่ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อการประกวด “ธิดาดอย” ซึ่งนับเป็นหหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานในทุกปี

สาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายต่างแต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์ที่งดงามอลังการ สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละท้องถิ่น ผลการประกวดปรากฏว่า น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว สาวงามจากอำเภอพาน ผู้สวมชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ด้วยความงดงาม บุคลิกภาพ และความสามารถที่โดดเด่น

ายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคุณแม่วันดี พงษ์ไชย และรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ธิดาดอยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากผู้ร่วมงาน สร้างบรรยากาศแห่งความปีติยินดีที่แทบจะจับต้องได้

ขณะเดียวกัน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ น.ส.สุภานันท์ สิริวรพร หรือ “น้องแพร” สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ปัณฑิตา อยู่ลือ หรือ “น้องสตางค์” สาวงามจากอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทั้งสองได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นผู้มอบรางวัลเช่นกัน

ส่วนรางวัลพิเศษ “ขวัญใจชาวดอย” ได้ตกเป็นของ น.ส.พรธิดา พุทธวีวรรณ หรือ “น้องดา” สาวงามจากอำเภอเชียงของ ที่สามารถคว้าหัวใจผู้ชมภายในงานไปครองจากเสียงเชียร์ ลูกโป่ง และกำลังใจอย่างล้นหลาม

ตัวตนที่แท้จริงหลังแสงไฟเวทีประกวด

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ “เฟรนช์ฟรายส์” ที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นว่า เบื้องหลังชื่อนี้มีเรื่องราวที่น่ารักและมีความหมายพิเศษ “คุณแม่ชื่อไก่ คุณพ่อชื่อป๋อป เลยตั้งชื่อว่า เฟรนฟราย ค่ะ เพราะอยากได้ชื่อที่ฟังดูน่ารัก จำง่าย และมีความหมายพิเศษจากคุณพ่อคุณแม่” นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นกับครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของเธอ

เมื่อถูกขอให้นิยามตัวเอง น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายว่า “ยิ้มง่าย ยิ้มหวาน จริงใจค่ะ” คำตอบที่สั้นกระชับแต่สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของเธอ ความเป็นธรรมชาติและไม่ประดิษฐ์ตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นและเป็นที่รักของผู้คน

ในช่วงเวลาว่างที่ไม่ได้ประกวด น้องเฟรนช์ฟรายส์เล่าว่าเธอชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง กิจกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นช่องทางในการผ่อนคลายและสร้างสมาธิให้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอพร้อมสำหรับการขึ้นเวทีประกวดในแต่ละครั้ง

ปัจจุบัน น้องเฟรนช์ฟรายส์กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การเลือกศึกษาในสาขานี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเอง พร้อมกับการใช้ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาสังคมต่อไป

แรงบันดาลใจและกำลังใจจากครอบครัว

เมื่อถูกถามว่าใครคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีความมั่นใจ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “คุณแม่ของเฟรนฟรายเองค่ะ เพราะแม่จะสอนให้เชื่อมั่นในตัวเองให้เยอะๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นคนขี้อายไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองค่ะ” คำตอบนี้เปิดเผยถึงอีกมิติหนึ่งของเธอที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นบนเวทีประกวด

การที่เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่สามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประกวดที่มีคนมากมายจับจ้องมองได้อย่างมั่นใจ นั่นแสดงให้เห็นถึงความพยายาม การฝึกฝน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ

“ประกวดครั้งนี้ทำให้เฟรนฟรายมีสมาธิมากขึ้นค่ะ ไม่ค่อยลนและมีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะเป็นปีที่ 2 แล้วที่เฟรนฟรายได้ร่วมประกวดธิดาดอย” เธอเล่าถึงบทเรียนและทักษะใหม่ที่ได้รับจากการประกวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประกวดไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชิงชัย แต่เป็นเวทีในการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

คติประจำใจและวิธีจัดการกับความกดดัน

เมื่อถามถึงคติประจำใจในการใช้ชีวิตและประโยคที่มักจะบอกตัวเองเวลาที่เหนื่อยหรือท้อ น้องเฟรนช์ฟรายส์แบ่งปันอย่างจริงใจว่า “ทำให้เต็มที่ค่ะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงช่างมัน ถ้าทำเสร็จเดี๋ยวก็ได้กลับไปบ้านไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านแล้วค่ะ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เธอเน้นที่กระบวนการและการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป และที่สำคัญคือการมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่พึ่งพิงทางใจเสมอ นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอสามารถรักษาความสงบนิ่งและความมั่นใจบนเวทีได้

สำหรับวิธีจัดการกับความตื่นเต้นหรือความกดดันเวลาต้องขึ้นเวทีใหญ่ๆ น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยว่า “นั่งสมาธิก่อนขึ้นเวทีค่ะ แล้วก็นึกถึงพ่อขุนเม็งรายให้ท่านให้พร” วิธีนี้ช่วยให้เธอสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงราย

วินาทีแห่งชัยชนะและความรู้สึกที่แท้จริง

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในวินาทีที่ประกาศชื่อว่าเป็น “ธิดาดอย ปี 2569” น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบด้วยความตรงไปตรงมาว่า “รู้สึกดีใจ ภูมิใจมากๆ ค่ะที่ทำได้แล้ว” ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนถึงความสุขและความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ตนเองได้รับ

ในฐานะสาวงามจากอำเภอพาน การได้ทำหน้าที่ตัวแทนของอำเภอจนคว้ามงกุฎมาได้ เธอมีข้อความอยากบอกชาวอำเภอพานที่ส่งแรงใจเชียร์ว่า “ขอบคุณอำเภอพานทุกๆ หน่วยงาน ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและขอบคุณสำหรับลูกโป่งด้วยค่ะ อำเภอพานน่ารักมากๆ ค่ะ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกขอบคุณและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของอำเภอบ้านเกิด

เมื่อถูกถามว่าอะไรคือเสน่ห์หรือจุดเด่นของตัวเองที่คิดว่าชนะใจคณะกรรมการ น้องเฟรนช์ฟรายส์วิเคราะห์อย่างมีสติปัญญาว่า “บุคลิกภาพรวมไปถึงการตอบคำถามค่ะ และที่สำคัญรอยยิ้มที่จริงใจของเฟรนฟราย” จุดเด่นที่เธอกล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งที่มาจากภายในและความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสดงออกที่ประดิษฐ์ขึ้นมา

ความหมายของ “ธิดาดอย” ในมิติที่ลึกซึ้ง

เมื่อถามถึงความหมายของคำว่า “ธิดาดอย” ในมุมมองของน้องเฟรนช์ฟรายส์ เธอตอบอย่างมีสาระและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างลึกซึ้งว่า “การที่ได้ส่งเสริมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ค่ะ ได้รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความสวยงาม”

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเธอแล้ว ตำแหน่ง “ธิดาดอย” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นบทบาทที่มีความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงรายให้คงอยู่สืบไป

จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง มีพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 30 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ตำแหน่ง “ธิดาดอย” จึงเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการนำเสนอความงดงามและคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้สังคมไทยและนานาชาติได้รับรู้และเข้าใจ

ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไตหย่า

เมื่อถูกขอให้แนะนำ “ของดีเมืองพาน” หรือวัฒนธรรมเด่นของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จัก น้องเฟรนช์ฟรายส์อธิบายอย่างภาคภูมิใจว่า “ของดีอำเภอพานมีหลายอย่างเลยค่ะ มีลำไย ข้าวสาร และปลานิล แต่ถ้าให้เฟรนฟรายเลือกนำเสนอของดีหนึ่งอย่าง เฟรนฟรายจะนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่น้องเฟรนฟรายใส่ค่ะ เพราะเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของพี่น้องไตหย่าอย่างแท้จริง”

ชาวไตหย่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในจังหวัดเชียงราย มีถิ่นฐานดั้งเดิมในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชาวไตหย่ามีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะการทอเสื่อกกที่เริ่มต้นจากการที่กลุ่มที่ติดตามมิชชันนารีได้นำเหง้าต้นกกติดตัวมาจากบ้านเกิด จนพัฒนาให้กลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ปัจจุบัน “สาดไตหย่า” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ชาวไตหย่ายังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านการแต่งกาย ด้วยการใช้ผ้าซิ่นสองผืน เสื้อตัวใน เสื้อคลุมตัวนอก ผ้าคาดเอวลาย และหมวก โดยเฉพาะผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายและตกแต่งแถบผ้าหลากสีสันสวยงาม จนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ฮวาเย่าไต” ซึ่งแปลว่า ไตผ้าคาดเอว

การที่น้องเฟรนช์ฟรายส์เลือกนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าแทนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความตระหนักถึงคุณค่าที่ยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

แนวคิดในการสืบสานวัฒนธรรมยุคใหม่

ต่อมาเมื่อถูกถามว่า ในยุคสมัยใหม่มีแนวคิดอย่างไรในการสืบสานประเพณีดั้งเดิมให้ยังคงอยู่และดูทันสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างชัดเจนว่า “ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะโซเชียลมีเดียมีผลต่อคนยุคใหม่มากๆ ค่ะ ในฐานะคนรุ่นใหม่เอง”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในพฤติกรรมและช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมนั้นเสื่อมค่าลง แต่กลับเป็นการปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านสื่อดิจิทัลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะห่างเหินจากวัฒนธรรมดั้งเดิมได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้นานาชาติได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน

ภารกิจแรกในฐานะธิดาดอยคนใหม่

เมื่อถูกถามถึงภารกิจแรกที่ตั้งใจจะทำร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายในฐานะธิดาดอยคนใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบว่า “น้องเฟรนฟรายจะช่วยโปรโมทงานกาชาด และร่วมหมุนวงล้อสลากกาชาดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์”

งานกาชาดเป็นกิจกรรมการกุศลที่สำคัญซึ่งจัดขึ้นเพื่อจัดหารายได้สำหรับใช้ในกิจการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนและงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย การที่ธิดาดอยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

ข้อความถึงสาวงามในอนาคตและแรงบันดาลใจสู่ความฝัน

ในท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ เมื่อถูกขอให้ฝากข้อความถึงเด็กสาวบนดอยหรือสาวงามคนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากก้าวมายืนจุดเดียวกับน้องในอนาคต น้องเฟรนช์ฟรายส์ฝากข้อความที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและกำลังใจว่า “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเราค่ะ ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการอยู่บนเวที แต่เริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวเอง”

ข้อความนี้มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง มันสะท้อนถึงการต่อสู้กับอคติและข้อจำกัดทางสังคมที่อาจมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือผู้ที่มาจากพื้นที่ห่างไกล การเน้นย้ำว่าความงามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่จากการยืนบนเวที เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรจดจำ

น้องเฟรนช์ฟรายส์เองก็เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อความนี้ แม้จะเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองตามที่เธอเล่า แต่ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง ประกอบกับความมุ่งมั่นและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพิชิตใจกองเชียร์และคณะกรรมการจนคว้ามงกุฎธิดาดอยมาครองได้ในที่สุด

บทสรุป

การประกวด “ธิดาดอย” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์ที่สร้างสีสันให้กับงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 และสะท้อนถึงเสน่ห์ ความงดงาม รวมถึงอัตลักษณ์ของสาวงามจากแต่ละอำเภอในจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างดี ตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงามทั่วไป แต่เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของน.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือ “น้องเฟรนช์ฟรายส์” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นความภาคภูมิใจของอำเภอพาน ของชาวไตหย่า และของจังหวัดเชียงรายทั้งหมด เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการสืบทอดวัฒนธรรม การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ข้อความที่เธอฝากไว้ “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเรา” จะคงอยู่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสาวงามบนดอยที่มีความฝันอยากก้าวมายืนบนเวทีใหญ่ในอนาคต ให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะฝัน และมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนี้ไป น้องเฟรนช์ฟรายส์จะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ธิดาดอย ปี 2569” อย่างเต็มความสามารถ ทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ความมั่นใจที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เธอพร้อมที่จะสร้างคุณประโยชน์และเป็นตัวแทนที่ดีของจังหวัดเชียงรายต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (chiangrai.prd.go.th) – ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (chiangrai.cdd.go.th) – รายงานการประชุมเตรียมการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569 เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ethnicity.sac.or.th) – ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ – การสัมภาษณ์พิเศษ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว (น้องเฟรนช์ฟรายส์) ธิดาดอย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

อบจ.เชียงราย ใช้มวยไทยสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้เยาวชนเชียงแสน ในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา

นายก อบจ.เชียงราย เปิดสังเวียนมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ชูพลังเยาวชนสืบสานศิลปะประจำชาติ

เชียงราย, 4 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงกลองเชียร์กระทบอากาศหนาวของเชียงแสนในค่ำคืนต้นกุมภาพันธ์ ผู้คนหลากวัยทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่รอบสังเวียน บางคนมากับลูกหลาน บางคนเป็นนักมวยรุ่นเยาว์ที่สวมผ้าพันมือแน่นรอคิวขึ้นชก ขณะที่อีกมุมหนึ่งของลานวัด การทำบุญในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชคยังดำเนินควบคู่ไปกับมหรสพสมโภชอย่างคึกคัก ภาพทั้งหมดอาจดูเป็นเพียงงานวัดประจำปี แต่สำหรับชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากยาเสพติดมาอย่างยาวนาน “สังเวียนมวยไทย” ถูกวางบทบาทเป็นมากกว่าความบันเทิง หากเป็นพื้นที่ฝึกวินัยและพลังใจให้เยาวชนได้เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป

เปิดการแข่งขันมวยไทยในวัดงิ้วแก้วพัฒนา เน้นสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชน

ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์กิจกรรมระบุว่า เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันชกมวยไทย ภายในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา บ้านงิ้วเฒ่า ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง และมีการจัดคู่ชกมวยไทยรวม 9 คู่

สาระสำคัญที่ผู้จัดงานสื่อสารต่อสาธารณะในครั้งนี้คือการใช้ “กีฬามวยไทย” เป็นเครื่องมือเชิงสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลอบายมุขและยาเสพติด ควบคู่กับการสืบสานศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในชุมชนผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา

ทำไมชุมชนชายแดนจึงเลือกกีฬาเป็นแนวหน้าในการป้องกัน

คำว่า “ต้านภัยยาเสพติด” ถูกใช้ในงานหลายรูปแบบทั่วประเทศมานาน ทั้งเวทีวิ่งเพื่อสุขภาพ ดนตรี กีฬา หรือกิจกรรมอาสา แต่การหยิบมวยไทยมาเป็นแกนกลางมีความหมายเฉพาะในบริบทภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและการเดินทางข้ามพื้นที่

ในมิติภาพใหญ่ ข้อมูลของ UNODC ชี้ว่าเมทแอมเฟตามีนยังเป็นปัญหาหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานระบุแนวโน้มการผลิตและการค้ายังอยู่ในระดับสูง แม้หลายประเทศจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายแล้วก็ตาม ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันที่ไหลมาถึงพื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ชุมชนจำนวนมากพยายามสร้าง “กลไกป้องกันทางสังคม” ที่ทำได้ทันทีในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน ในระดับฐานราก สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน โดยมีสัดส่วนหนึ่งของประชาชนที่ระบุว่า “ยาเสพติด” เป็นปัญหาในชุมชนของตน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความกังวลไม่ได้หายไปจากชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก เมื่อปัญหายังถูกมองว่าอยู่ใกล้ตัว เครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างกีฬา จึงถูกใช้เพื่อดึงเด็กออกจากวงจรเสี่ยง และทำให้ผู้ปกครองเห็นเส้นทางเลือกที่จับต้องได้

มวยไทยในฐานะวินัย ไม่ใช่แค่การชก

หัวใจของมวยไทยไม่ได้อยู่ที่หมัดหรือแข้งอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการฝึกซ้ำ การเคารพครู การคุมอารมณ์ และการรู้แพ้รู้ชนะ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางสังคม” ที่แปลงเป็นพฤติกรรมได้จริงในชีวิตประจำวัน

การฝึกมวยไทยบังคับให้เด็กต้องจัดตารางเวลา ต้องตื่นซ้อม ต้องฟังคำสั่ง ต้องรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง และต้องรู้จักขอบเขต เมื่อกีฬาแบบนี้ถูกวางอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างลานวัด เด็กจำนวนหนึ่งจะได้แรงหนุนจากสายตาของชุมชน นี่คือกลไกสำคัญที่ต่างจากการฝึกแบบปัจเจก เพราะ “ผู้ใหญ่ทั้งชุมชน” กลายเป็นพยานของความพยายาม และกลายเป็นเครือข่ายคอยประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดจากเส้นทาง

งานบุญ งานวัด และเศรษฐกิจชุมชนที่เดินไปพร้อมกัน

ผู้จัดงานระบุว่าการแข่งขันมวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของมหรสพสมโภชในงานบุญประเพณีประจำปีของวัดงิ้วแก้วพัฒนา โดยภายในงานยังมีกิจกรรมทางศาสนา พิธีสรงน้ำพระธาตุพบโชคเพื่อความเป็นสิริมงคล การแสดงรำวงย้อนยุค และการออกร้านจำหน่ายสินค้าของคนในชุมชน

มิติที่น่าสนใจคือกิจกรรมแบบนี้ทำงานพร้อมกันหลายชั้น
ชั้นแรกคือชั้นวัฒนธรรม ที่ยึดโยงคนกับศรัทธาและประเพณี
ชั้นที่สองคือชั้นสังคม ที่สร้างพื้นที่รวมตัวของครอบครัวและเยาวชน
ชั้นที่สามคือชั้นเศรษฐกิจ ที่ทำให้เงินหมุนในชุมชนผ่านร้านค้าและการจับจ่าย

เมื่อทั้งสามชั้นเกิดพร้อมกัน “ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่” จะเพิ่มขึ้น และความร่วมมือของชุมชนจะเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการป้องกันปัญหายาเสพติด เพราะการป้องกันที่ยั่งยืนไม่ใช่การไล่จับเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดปัจจัยผลักและเพิ่มปัจจัยดึงให้เด็กมีพื้นที่ยืนในสังคม

บทบาทของ อบจ. ในการผลักดันกีฬาเพื่อสังคม

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนกีฬาในระดับชุมชนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องกิจกรรม แต่ในทางนโยบาย กีฬาเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ต้นทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ทางสังคม

กรณีการแข่งขันมวยไทยในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่ามุ่งให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ และสร้างภูมิคุ้มกันจากยาเสพติด หากมองในเชิงระบบ นี่คือการทำงานแบบบูรณาการระหว่างวัด ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานท้องถิ่น โดยใช้กิจกรรมที่คนเข้าร่วมจริงเป็นฐาน

สิ่งที่ทำให้งานแบบนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเกิดในอำเภอเชียงแสนซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ชายแดน ความหนาแน่นของผู้คน การเดินทาง และกิจกรรมเศรษฐกิจ ทำให้การดูแลเยาวชนต้องใช้ “เครือข่ายในพื้นที่” มากกว่าคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขที่สะท้อนว่าโจทย์ยาเสพติดยังไม่จบ

กิจกรรมกีฬา แต่การทำความเข้าใจโจทย์ยาเสพติดจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า นี่คือปัญหาโครงสร้างที่ยาวนานและข้ามพรมแดน

ข้อมูลจาก UNODC ในช่วงไม่กี่ปีหลังสะท้อนว่าการผลิตและการลักลอบค้ายาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง และการยึดของกลางจำนวนมากในหลายประเทศเป็นหลักฐานว่าตลาดยังทำงานอยู่ ขณะที่ข้อมูลการสำรวจระดับชุมชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สะท้อนการรับรู้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่าแรงกดดันทางสังคมยังปรากฏในชีวิตผู้คน

เมื่อ “ต้นทาง” ยังร้อนแรง และ “ปลายทาง” ยังรู้สึกใกล้ตัว กลไกเชิงชุมชนอย่างกีฬา ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่สร้างสรรค์จึงถูกยกระดับเป็นแนวป้องกันด่านหน้า เพื่อซื้อเวลาให้การบังคับใช้กฎหมาย การบำบัด และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานได้เต็มที่ขึ้น

มวยไทยกับ Soft Power แบบที่ชุมชนจับต้องได้

คำว่า Soft Power มักถูกพูดถึงในเวทีนโยบายระดับประเทศ แต่ในระดับหมู่บ้าน Soft Power แปลว่า “สิ่งที่เรามีแล้วคนภายนอกเห็นคุณค่า” และมวยไทยคือหนึ่งในนั้น

ในงานวัดหนึ่งคืน เด็กที่ขึ้นชกอาจไม่ได้คิดถึงเวทีโลก แต่เขาได้เรียนรู้ว่าความพยายามของตนมีคนดู มีคนให้กำลังใจ และมีพื้นที่ยอมรับ นี่คือรากฐานของความภาคภูมิใจและการมีตัวตนในสังคม และเมื่อเด็กมีตัวตน เขามีโอกาสน้อยลงที่จะมองหาการยอมรับจากกลุ่มเสี่ยงหรือสารเสพติด

ในมุมนี้ การสืบสานมวยไทยจึงไม่ได้แยกจากการป้องกันยาเสพติด หากเป็นการทำงานกับ “ใจ” และ “สังกัดทางสังคม” ของเยาวชนโดยตรง

คำถามชวนคิดที่สังคมต้องตอบร่วมกัน

งานมวยไทยต้านภัยยาเสพติดอาจจัดได้ปีละครั้ง แต่คำถามคืออีก 364 วัน เยาวชนในพื้นที่มีพื้นที่แบบเดียวกันหรือไม่
มีครูมวย มีสนาม มีอุปกรณ์ มีคนพาไปซ้อมอย่างต่อเนื่องหรือไม่
และที่สำคัญ ครอบครัวมีเวลาพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานหรือไม่

ตัวเลขและรายงานระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคช่วยให้เห็นขนาดของปัญหา แต่คำตอบของการเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งมักอยู่ที่กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้จริงในชุมชน นั่นคือเหตุผลที่กิจกรรมกีฬาในงานบุญงานวัดยังมีความหมาย แม้จะไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการแก้ปัญหา

สรุปภาพรวมและก้าวต่อไป

การแข่งขันมวยไทยในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน เป็นตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมและกีฬาเป็นฐาน สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนและครอบครัวได้รวมตัวกัน พร้อมส่งสารเชิงนโยบายเรื่องการป้องกันยาเสพติดในแบบที่ชุมชนเข้าถึงได้จริง

ท่ามกลางบริบทที่รายงานระดับภูมิภาคยังชี้ว่ายาเสพติดสังเคราะห์เป็นแรงกดดันต่อเนื่อง และการสำรวจระดับชุมชนยังสะท้อนความกังวลของประชาชน กิจกรรมอย่างมวยไทยจึงถูกมองเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสร้างวินัย สร้างสุขภาวะ และสร้างเครือข่ายคุ้มกันทางสังคม เพื่อให้เยาวชนมีทางเลือกที่มั่นคงขึ้น

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของมาตรการต้านภัยยาเสพติดอาจไม่ได้วัดที่เสียงเชียร์ดังแค่ไหน แต่จะวัดที่เช้าวันถัดไป เด็กคนเดิมยังกลับไปซ้อม ยังอยู่ในเส้นทางที่มีครู มีชุมชน และมีความหวังหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดกิจกรรมการแข่งขันมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน จากการประชาสัมพันธ์ของ อบจ.เชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ เอกสารผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน
  • United Nations Office on Drugs and Crime รายงานภาพรวมยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้า 2 รางวัลใหญ่ The Leafies 2025 ที่ลอนดอน การันตีคุณภาพชาอัสสัมไทยระดับโลก

ชาสิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้า 2 รางวัลเวทีชาโลกที่ลอนดอน สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยจากผืนป่าภาคเหนือสู่สายตานานาชาติ

เชียงราย, 3 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกกำลังมองหาความหมายใหม่ของคำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ ประเทศที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมผ่านอาหาร เครื่องดื่ม และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าเชื่อถือ มักเป็นประเทศที่ได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้เสียงดัง ชาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์นั้น เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นผลรวมของดิน น้ำ อากาศ เวลา และมือของผู้คน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากภาคเหนือของไทยกำลังทำให้เรื่องเล่านี้ชัดขึ้น เมื่อชาจากแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อมโยงจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงราย ภายใต้การพัฒนาของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ถูกประกาศชื่อบนเวทีประกวดชานานาชาติในกรุงลอนดอน และไม่ได้มาเพียงรางวัลเดียว แต่เป็น 2 รางวัลในปีเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายที่ธุรกิจเกษตรพรีเมียมไทยจับตา

จากไร่บนภูเขาสู่เวทีตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญชา

ตามข้อมูลการประกาศผลรางวัลของเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ผลงานจากสิงห์ปาร์ค เชียงราย ปรากฏชื่อในสองสาขาอย่างเป็นทางการ

รางวัลแรกคือ Gold Award ในสาขา New Region ให้กับ Mystique Assam Green Tea
รางวัลที่สองคือ Highly Commended ในสาขา Green Panned หรือ Roasted ให้กับ Premium Assam Green Tea

ความหมายของหมวด New Region ในโลกของชา ไม่ได้จำกัดอยู่ที่คำว่า แหล่งใหม่ เท่านั้น แต่สะท้อนการยอมรับว่าแหล่งเพาะปลูกนอกภูมิภาคดั้งเดิมสามารถสร้างเอกลักษณ์รสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิตได้ทัดเทียมตลาดหลัก เมื่อรางวัลระดับสูงสุดในหมวดนี้ถูกมอบให้แบรนด์จากไทย จึงเป็นสัญญาณเชิงภาพลักษณ์ที่แรงในระดับอุตสาหกรรม

รายละเอียดรางวัลที่ทำให้ไทยถูกพูดถึงในฐานะ New Region

ข้อมูลในเอกสารที่คุณแนบมา ระบุจุดเด่นด้านกระบวนการผลิตและลักษณะของใบชาอย่างชัดเจน ตั้งแต่การคัดเลือกยอดชา การควบคุมอุณหภูมิ เวลา และความชื้น ไปจนถึงโทนกลิ่นและรสที่ต้องการสื่อสาร ซึ่งทั้งหมดเป็นภาษาที่วงการชาพรีเมียมใช้จริงในการประเมินคุณภาพ

สำหรับ Mystique Assam Green Tea ถูกวางเป็นชาในหมวด New Region ที่ชูคาแรกเตอร์กลิ่นโทนดอกไม้ป่า และแนวทางเก็บใบชาด้วยมือเต็มรูปแบบ รวมถึงการระบุสภาพพื้นที่สูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลในจังหวัดน่านตามข้อมูลที่ส่งมา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ตลาดต่างประเทศมักใช้ทำความเข้าใจที่มาและเทอรัวร์

ส่วน Premium Assam Green Tea ได้ Highly Commended ในหมวด Green Panned หรือ Roasted โดยเน้นเทคนิคการคั่วและอบอย่างประณีต และการเลือกใช้เฉพาะยอดชาเพื่อให้ได้รสสัมผัสในโทนผลไม้สุก ดื่มง่ายและชุ่มคอ

คำกล่าวผู้บริหารและวิธีเล่าเรื่องที่เชื่อมภูมิปัญญากับมาตรฐานสากล

ในข้อความที่คุณแนบมา คุณพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด อธิบายความสำเร็จว่าเกิดจากความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งเพาะปลูก การเก็บใบชาด้วยมือ ไปจนถึงการแปรรูป และชี้ว่าชาอัสสัมจากจังหวัดน่านมีประวัติการปลูกยาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งถูกนำมาผสานกับเทคนิคสมัยใหม่เพื่อสร้างคาแรกเตอร์เฉพาะของป่าน่าน

เมื่อมองย้อนอดีต ไทยเดินทางบนเวที Leafies มาอย่างไร

รางวัลในปี 2025 จะยิ่งมีน้ำหนักเมื่อวางบนไทม์ไลน์ที่ตรวจสอบได้ ในหน้าประกาศผลรางวัลปี 2024 มีรายชื่อจากประเทศไทยปรากฏในระดับ Highly Commended ในหนึ่งสาขา ย้อนกลับไปปี 2022 รายชื่อจากประเทศไทยก็เคยปรากฏในระดับ Highly Commended เช่นกัน แล้วปี 2025 ไทยไม่เพียงปรากฏชื่ออีกครั้ง แต่ได้ทั้ง Gold Award และ Highly Commended ในปีเดียวกันตามหน้าผลรางวัล

ลำดับเหตุการณ์นี้สะท้อนรูปแบบการไต่ระดับที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมเจออยู่เสมอ เริ่มจากการถูกมองเห็นในระดับรอง จากนั้นสะสมมาตรฐาน ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความชัดของเอกลักษณ์ จนขยับสู่รางวัลสูงสุดในหมวดที่สอดคล้องกับภาพจำใหม่ของประเทศ

ชาในฐานะเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้

ซอฟต์พาวเวอร์มักถูกพูดถึงในภาษานโยบาย แต่สิ่งที่ทำให้มันเกิดจริงคือสินค้าและประสบการณ์ที่ผู้บริโภคต่างชาติสัมผัสแล้วเชื่อเอง ชาเป็นตัวอย่างที่ชัด เพราะผู้บริโภคสายพรีเมียมซื้อด้วยเหตุผล 3 อย่าง ซื้อคุณภาพที่พิสูจน์ได้
ซื้อเรื่องเล่าของแหล่งกำเนิด ซื้อคุณค่าทางจริยธรรม เช่น ความยั่งยืนและผลประโยชน์ที่ย้อนกลับสู่ชุมชน เมื่อรางวัลระดับนานาชาติทำหน้าที่เป็นตรารับรองคุณภาพ การเล่าเรื่องแหล่งกำเนิดจึงเดินได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องยืนยันซ้ำหลายรอบ และนี่คือจุดที่ข่าวชิ้นนี้มีนัยต่อเศรษฐกิจชุมชน หากการยอมรับบนเวทีโลกทำให้เกิดคำสั่งซื้อ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หรือการยกระดับราคาผลผลิตได้จริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่แบรนด์ แต่ไปถึงมือเกษตรกรและแรงงานในห่วงโซ่

ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องพูดแบบมีฐานข้อมูล

ในเอกสารที่คุณให้มา มีการเชื่อมโยงชาอัสสัมกับการฟื้นฟูป่าและการลดแรงกดดันจากไร่เลื่อนลอย ประเด็นนี้ควรเล่าอย่างระมัดระวังและมีฐาน เพราะคำว่า ฟื้นฟู หรือ อนุรักษ์ ถูกใช้บ่อยจนบางครั้งกลายเป็นคำโฆษณา

อย่างไรก็ตาม งานวิชาการเกี่ยวกับการปลูกชาในป่าผลิตชาภาคเหนือของไทยมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาอัสสัมกับโครงสร้างป่า การพึ่งพาร่มไม้และการจัดการพื้นที่ในลักษณะที่ชาเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ มากกว่าจะเป็นพืชเชิงเดี่ยวล้วน ๆ

มุมนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่องชากับการอนุรักษ์มีน้ำหนักขึ้นในฐานะ แนวทางเกษตรที่สอดคล้องกับป่า หากทำอย่างถูกแบบและมีมาตรฐาน ไม่ใช่คำกล่าวอ้างลอย ๆ

เศรษฐกิจชุมชนกับคำถามสำคัญที่ตามมาหลังเวทีรางวัล

รางวัลมีพลัง แต่คำถามของสังคมหลังจากนั้นสำคัญไม่แพ้กัน  หนึ่ง ราคาที่เพิ่มขึ้นจะกระจายไปถึงต้นน้ำหรือไม่ หากตลาดพรีเมียมขยายตัว สิ่งที่ต้องออกแบบคือกลไกรับซื้อที่เป็นธรรม มาตรฐานคุณภาพที่ชัด และการสนับสนุนองค์ความรู้ให้เกษตรกรทำได้จริง ไม่ใช่ให้แบรนด์โตเพียงฝั่งเดียว สอง ความยั่งยืนจะถูกพิสูจน์อย่างไร ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ การใช้สารเคมี การจัดการแรงงาน และผลกระทบต่อพื้นที่ป่า มากขึ้นทุกปี หากไทยต้องการยืนระยะในตลาดนี้ การสื่อสารเชิงความยั่งยืนต้องมีตัวชี้วัดและการรับรองที่ตรวจได้ สาม การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะกลายเป็นโอกาสของเชียงรายหรือไม่ เมื่อสินค้ามีรางวัลระดับโลก เมืองต้นทางมักได้อานิสงส์เป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ชิมชา เรียนรู้การผลิต และเชื่อมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จุดนี้คือโอกาสของเชียงรายในการต่อยอดภาพเมืองเกษตรสร้างสรรค์ที่ไม่ขายเพียงวิว แต่ขายคุณค่าและเรื่องเล่า

ภาพสะท้อนจากตลาดชาโลกที่เปลี่ยนไป

รายงานเชิงอุตสาหกรรมจำนวนมากชี้ว่า ตลาดชาไม่ได้เติบโตด้วยปริมาณอย่างเดียว แต่เติบโตด้วยคุณภาพ ความหลากหลาย และการยกระดับไปสู่สินค้าเฉพาะทาง ข้อมูลหนึ่งที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศผู้ดื่มชาหนักอย่างตุรกี ระบุการบริโภคมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าตลาดชามีความลึกและมีวัฒนธรรมการดื่มที่แข็งแรงในหลายภูมิภาค

ในโลกแบบนี้ ประเทศที่ถูกจัดเป็น New Region ไม่ได้เสียเปรียบ หากสามารถพิสูจน์คุณภาพและสร้างอัตลักษณ์ชัดพอ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมองหาแหล่งกำเนิดใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากภาพจำเดิม

บทสรุปที่ชวนคิด

รางวัลชาอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่ในระดับโครงสร้าง มันแตะ 3 ประเด็นที่กระทบชีวิตและชุมชน หนึ่ง เกษตรกรและแรงงานต้นน้ำจะได้ส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน สอง การผลิตจะเดินหน้าควบคู่กับการรักษาป่าและทรัพยากรอย่างมีหลักฐานหรือไม่ สาม เชียงรายและน่านจะใช้โอกาสนี้ต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงข่าวดีชั่วคราว คำตอบไม่ได้อยู่บนถ้วยชาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในระบบจัดการหลังรางวัล ตั้งแต่การรับซื้อ การพัฒนามาตรฐาน การสื่อสารแบบตรวจสอบได้ ไปจนถึงการทำให้คนในพื้นที่เป็นผู้ได้ประโยชน์ร่วม ไม่ใช่ผู้ชมความสำเร็จจากข้างเวที

สถิติและข้อมูลสำคัญในข่าวนี้

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย ได้ 2 รางวัลจาก The Leafies International Tea Awards 2025 ได้แก่ Gold Award ในสาขา New Region และ Highly Commended ในสาขา Green Panned หรือ Roasted ตามหน้าประกาศผลรางวัล
  • ไทยเคยปรากฏชื่อในผลรางวัลของเวที Leafies อย่างน้อยในปี 2022 และ 2024 ในระดับ Highly Commended ตามหน้าประกาศผลรางวัลของแต่ละปี
  • งานวิชาการเกี่ยวกับการปลูกชาในป่าผลิตชาภาคเหนือของไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการปลูกชากับโครงสร้างป่าและการจัดการพื้นที่ลักษณะพึ่งพาร่มไม้
  • ตัวอย่างบริโภคชาของประเทศผู้ดื่มชาหนักอย่างตุรกี ระบุการบริโภคมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สดุดีทหารกล้าเชียงราย! พลโท ศุภอักษร เป็นประธานวันทหารผ่านศึก ย้ำสารถึงคนรุ่นใหม่ “สันติภาพมีต้นทุน”

เชียงรายน้อมรำลึกวันทหารผ่านศึก 2569 เชิดชูเกียรติผู้เสียสละ พร้อมส่งสารถึงคนรุ่นใหม่ว่า สันติภาพมีต้นทุน

เชียงราย, 3 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงเพลงสดุดีดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ พวงมาลาถูกวางลงอย่างเป็นระเบียบ และผู้ร่วมพิธีต่างยืนสงบนิ่งในห้วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้คำว่า “ผู้เสียสละ” กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ความทรงจำเรื่องความมั่นคงไม่ใช่ภาพไกลตัว หากเป็นเรื่องที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเติบโตมากับร่องรอยของประวัติศาสตร์ และครอบครัวที่เคยส่งคนรักออกไปปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย จัดงานวันทหารผ่านศึกประจำปี 2569 อย่างสมเกียรติ ภายใต้แนวทางน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพิธีเชิดชูเกียรติและรำลึกวีรกรรมทหารผ่านศึก โดยมี พลโท ศุภอักษร สังประกุล เป็นประธานในพิธี และมีผู้แทนหน่วยทหาร หน่วยงานฝ่ายปกครอง ตลอดจนทหารผ่านศึกและประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงตามกำหนดการของผู้จัดงาน

พิธีกรรมที่ย้ำว่า การรำลึกคือการยืนยันคุณค่าของชีวิตที่แลกมา

สาระสำคัญของพิธีการในปีนี้ ประกอบด้วยพิธีวางพวงมาลาเพื่อแสดงความคารวะต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่ออธิปไตยของชาติ การประกอบพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ และการจัดนิทรรศการเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัว

ในส่วนของพิธีสดุดีวีรกรรม ผู้จัดงานระบุว่ามีการรำลึกถึงทหารกล้าจำนวน 42 นาย โดยผู้ร่วมพิธีร่วมกันวางดอกไม้แสดงความอาลัย พร้อมย้ำสารเชิงสังคมว่า การสูญเสียในพื้นที่ชายแดนไม่ควรถูกทำให้เลือนหายไปกับกาลเวลา เพราะทุกชื่อที่ถูกกล่าวถึงมีครอบครัว มีชุมชน และมีเรื่องเล่าที่หล่อหลอมความหมายของคำว่า “สันติภาพ”

ผู้เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยสะท้อนความรู้สึกคล้ายกันว่า แม้พิธีจะเป็นทางการ แต่บรรยากาศกลับ “ใกล้ตัว” กว่าที่คิด เพราะวันทหารผ่านศึกไม่ได้พูดถึงสงครามเพื่อยกย่องความรุนแรง หากเป็นการชี้ให้เห็นว่าความสงบในปัจจุบันมีต้นทุน และต้นทุนนั้นเคยตกอยู่บนบ่าของคนบางกลุ่ม

ทำไมต้อง 3 กุมภาพันธ์ เมื่อวันรำลึกผูกโยงกับรากฐานการดูแลทหารผ่านศึกของประเทศ

ในภาพใหญ่ระดับประเทศ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ถูกยึดถือเป็นวันทหารผ่านศึก โดยมีคำอธิบายในข้อมูลสาธารณะว่าเกี่ยวข้องกับการประกาศใช้กฎหมายจัดตั้ง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งทำหน้าที่ด้านการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและครอบครัว ทำให้วันดังกล่าวกลายเป็นหมุดหมายประจำปีที่สังคมไทยใช้แสดงความกตัญญูกตเวทีและระดมความร่วมมือเพื่อการช่วยเหลือ

เมื่อความหมายของวันทหารผ่านศึกถูกวางไว้บนฐาน “การดูแลผู้เสียสละ” งานในระดับจังหวัดจึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนของชุมชนว่า ผู้ที่กลับมาพร้อมบาดแผล ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ไม่ควรถูกปล่อยให้เดินลำพังในชีวิตหลังภารกิจ

ดอกป๊อปปี้จากสัญลักษณ์สากล สู่กลไกการช่วยเหลือที่จับต้องได้ในสังคมไทย

ภาพคุ้นตาในช่วงต้นกุมภาพันธ์ของทุกปี คือดอกป๊อปปี้สีแดงที่ถูกติดไว้บนหน้าอกเสื้อของผู้คนหลากอาชีพ ในข้อมูลของสื่อสาธารณะระบุว่า การจำหน่ายดอกป๊อปปี้เพื่อวันทหารผ่านศึกในไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2511 และกลายเป็นธรรมเนียมการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว

การหยิบสัญลักษณ์อย่างดอกไม้ขึ้นมาใช้ ทำให้ “การช่วยเหลือ” ถูกแปลงเป็นการกระทำที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ทันที และเมื่อผูกกับพิธีรำลึกในพื้นที่อย่างเชียงราย ภาพของดอกป๊อปปี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบนเสื้อ หากเป็นเครื่องเตือนใจว่า หลังพิธีจบลง ภารกิจการดูแลยังต้องเดินต่อในเชิงระบบ

ยกย่องคนทำงานหลังแนวหน้า เมื่อการดูแลคุณภาพชีวิตคืออีกสมรภูมิหนึ่ง

นอกเหนือจากพิธีรำลึก ผู้จัดงานในเชียงรายให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกที่ยังมีชีวิตอยู่ ผ่านการมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติใน 2 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรกเป็นรางวัลทหารผ่านศึกเกษตรกรดีเด่นประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย สะท้อนความพยายามผลักดันให้ทหารผ่านศึกมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองได้ในวิถีชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงได้รับการยกย่องในพิธีการเท่านั้น

กลุ่มที่สองเป็นการมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ที่สนับสนุนภารกิจของสำนักงานฯ จำนวน 4 ราย ซึ่งในเชิงสังคมวิทยาแล้ว ถือเป็นการยอมรับบทบาทของ “เครือข่ายสนับสนุน” ที่อยู่รอบตัวทหารผ่านศึก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว อาสาสมัคร ชุมชน หรือผู้ร่วมกิจกรรมที่ช่วยให้การดูแลผู้เสียสละเดินหน้าได้ต่อเนื่อง

เชียงรายในฐานะพื้นที่ชายแดน เมื่อความทรงจำเรื่องความมั่นคงยังไม่จาง

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีมิติชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดงานวันทหารผ่านศึกในพื้นที่มีนัยสำคัญมากกว่าการรำลึกเชิงพิธีกรรม งานปีนี้จึงถูกอ่านได้อย่างน้อย 3 ชั้นความหมาย

ชั้นแรก คือการเปิดพื้นที่ให้สังคมแสดงความกตัญญูต่อผู้เสียสละอย่างตรงไปตรงมา

ชั้นที่สอง คือการส่งสารถึงคนรุ่นใหม่ว่า สันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากเป็นผลของประวัติศาสตร์ การเจรจา การป้องปราม และบางครั้งคือความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืน

ชั้นที่สาม คือการย้ำว่าความมั่นคงไม่จบที่แนวชายแดน แต่ต่อเนื่องไปถึงความมั่นคงในชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่และครอบครัว โดยเฉพาะช่วงหลังปลดประจำการที่หลายคนต้องปรับตัวกับร่างกาย อาชีพ และสถานะทางสังคม

ตัวเลขที่ทำให้ความทรงจำมีรูปทรง เมื่อ “ชื่อ” กลายเป็นหลักฐานของการสูญเสีย

ในวันทหารผ่านศึก สังคมไทยมักหันกลับไปมองสัญลักษณ์ความทรงจำในพื้นที่ส่วนกลางอย่าง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งข้อมูลสาธารณะระบุว่า บริเวณดังกล่าวมีรายชื่อผู้เสียชีวิตจากสงครามและเหตุการณ์สำคัญถูกจารึกไว้จำนวนมาก และยังมีการบันทึกข้อมูลเชิงตัวเลขเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากบางสมรภูมิในอดีต ซึ่งเป็นการทำให้ “ความสูญเสีย” ไม่กลายเป็นเพียงถ้อยคำลอย ๆ

เมื่อหันกลับมามองพิธีในเชียงรายที่มีการสดุดีทหารกล้าตามบัญชีรายชื่อของผู้จัดงาน ตัวเลข 42 นายในปีนี้จึงทำหน้าที่คล้ายกัน คือทำให้ความทรงจำมีรูปทรง มีขอบเขต และมีน้ำหนักพอที่จะผลักดันให้สังคมตั้งคำถามต่อว่า เราดูแลครอบครัวของผู้จากไปดีพอหรือยัง และเราสร้างระบบรองรับผู้กลับมาจากภารกิจอย่างเป็นธรรมแล้วหรือไม่

บทเรียนที่สังคมต้องไม่ข้าม เมื่อพิธีจบลง แต่ภารกิจของชุมชนยังอยู่

หัวใจของวันทหารผ่านศึกในมุมของผู้จัดงาน ไม่ได้สิ้นสุดที่พิธีวางพวงมาลา หากอยู่ที่การทำให้ “การรำลึก” พัฒนาไปสู่ “การดูแล” อย่างต่อเนื่อง และนี่คือจุดที่ทำให้ข่าวเชิงพิธีกรรมมีผลต่อชีวิตผู้คนจริง

ในเชิงปฏิบัติ งานวันทหารผ่านศึกช่วยดึงความสนใจของสาธารณะกลับมาที่กลุ่มคนซึ่งมักถูกมองเห็นเพียงปีละครั้ง ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่หน่วยงานสามารถสื่อสารเรื่องสิทธิ สวัสดิการ และช่องทางการช่วยเหลือได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะกับครอบครัวทหารผ่านศึกในพื้นที่ที่อาจเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ไม่เท่ากัน

สำหรับชุมชน ภาพการรวมตัวของทหารผ่านศึกและประชาชนในปีนี้ยังทำหน้าที่เป็น “สัญญาเงียบ” ว่าคนในพื้นที่จะไม่ปล่อยให้ความทรงจำถูกทิ้งไว้หลังเวทีพิธีการ และจะร่วมกันรักษาพื้นที่ปลอดความเกลียดชัง ไม่ทำให้ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นเชื้อไฟของอคติในชีวิตประจำวัน

จุดยืนของวันทหารผ่านศึกที่เชียงรายคือการย้ำว่าเกียรติยศต้องมาพร้อมการดูแล

งานวันทหารผ่านศึกประจำปี 2569 ในเชียงราย สะท้อนภาพสองด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ด้านแรกคือการเชิดชูเกียรติผู้เสียสละอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันคุณค่าของความกล้าหาญและความภักดีต่อประเทศชาติ อีกด้านคือการทำให้การรำลึกกลายเป็นแรงส่งในการดูแลคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกและครอบครัว ผ่านการยกย่องผู้ทำประโยชน์ การสนับสนุนอาชีพ และการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือในระดับพื้นที่

ท้ายที่สุด วันทหารผ่านศึกไม่ใช่เรื่องของอดีตเท่านั้น แต่เป็นคำถามถึงปัจจุบันว่า สังคมจะตอบแทนความเสียสละด้วยความทรงจำอย่างเดียว หรือจะตอบแทนด้วยระบบดูแลที่ทำให้ชีวิตหลังภารกิจยังมีศักดิ์ศรีและความหวัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ข้อมูลประวัติการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ในไทยและข้อมูลประกอบเชิงสถิติจากสื่อสาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ดีเบตเลือกตั้ง 2569 เชียงราย เมื่อมลพิษข้ามพรมแดนและภัยพิบัติแม่สายกลายเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล

เชียงรายสัญญาณเตือนจากสามเหลี่ยมทองคำ ดีเบตเลือกตั้ง 2569 ยกมลพิษข้ามพรมแดนและภัยพิบัติขึ้นเป็นวาระชาติ

เชียงราย 1 กุมภาพันธ์ 2569 ลมหนาวริมโขงพัดผ่านลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ในวันที่ภาพพระจันทร์สวยจนผู้ดำเนินรายการยังเอ่ยปากชม แต่ในบรรยากาศเดียวกันนั้น มีสิ่งที่ “สวยแต่ไม่เห็น” ถูกยกขึ้นกลางเวทีอย่างตรงไปตรงมา ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน น้ำปนเปื้อนจากต้นน้ำต่างประเทศ อาชญากรรมชายแดน และภัยพิบัติที่กำลังกลายเป็นเรื่องซ้ำปีซ้ำฤดูกาล

เวทีดีเบตสัญจรช่อง 3 ที่จัดขึ้น ณ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย เลือกตั้งใจให้พื้นที่ชายแดนเป็นฉากหลัง เพื่อสะท้อนว่า “ปัญหาชายแดน” ไม่ได้เป็นเรื่องปลายแถวอีกต่อไป หากแต่กำลังชนเข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่คุณภาพน้ำดื่ม น้ำใช้ ราคาปลาที่ขายไม่ได้ ไปจนถึงความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจจาก PM2.5 และความหวาดระแวงว่า น้ำหลากครั้งใหม่จะมาเมื่อไร

กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการเปิดภาพให้เห็นความต่างของ “เมืองคนละโลก” เมื่อมองข้ามแม่น้ำโขงไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่คนไทยคุ้นชื่อจากคาสิโนคิงโรมัน ขณะฝั่งเชียงแสนยังเป็นเมืองชุมชนและการท่องเที่ยวริมโขง ความต่างนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของคำถามใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 ประเทศไทยจะ “เปลี่ยนใหม่” หรือ “ไปต่อ” กับชุดนโยบายเดิม ในวันที่ปัญหาข้ามแดนไม่รอระบบราชการและไม่รอรัฐบาลใหม่

บนเวทีมีตัวแทน 4 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมดีเบต ได้แก่ พรรคประชาชน โดยมี พรรณิการ์ วานิช ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย โดยมี เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม โดยมี วิกรม เตชะธีราวัฒน์ ทีมยุทธศาสตร์ และ พรรคพลวัต โดยมี กัณวีร์ สืบแสง เป็นผู้ร่วมเวที

ประเด็นใหญ่ 3 แกนในรายการคือ มลพิษน้ำจากเหมืองและสารปนเปื้อน มลพิษอากาศ PM2.5 และภัยพิบัติน้ำท่วม โดยผู้ดำเนินรายการย้ำว่า เวทีนี้ไม่ใช่เสวนาวิชาการ แต่คือการ “ขอคำมั่นสัญญา” ว่าจะทำอะไรจริงหากได้เป็นรัฐบาล เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วกำลังกัดกินความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ

ชาวบ้านริมลำน้ำกับคำถามที่ค้างอยู่ในร่างกาย

ช่วงหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศเวทีเปลี่ยนจาก “นโยบาย” ไปเป็น “ชีวิตจริง” คือคลิปเสียงสะท้อนชาวบ้านในพื้นที่ ที่พูดถึงน้ำขุ่น การต้องพึ่งบ่อบาดาลและประปาภูเขา รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความกลัวของผู้บริโภคต่อปลาที่จับได้

ชาวบ้านคนหนึ่งอธิบายแบบตรงไปตรงมาว่า ปลายังคงกินกันอยู่เพราะไม่มีทางเลือก แต่ความกังวลคือสิ่งที่สะสมในร่างกาย และสิ่งที่อาจไม่เห็นผลทันที ประโยคสำคัญที่สะท้อนจิตวิทยาของภัยเงียบคือ “คนเรา ถ้าไม่ได้เห็นตรงหน้า ไม่ได้หลั่งน้ำตาหรอก” ก่อนโยงกลับไปที่ข้อเรียกร้องเดียวกัน คือ ต้องแก้ที่ต้นตอ

อีกเสียงสะท้อนชี้ว่า น้ำปริ่มมาทุกปีและพาสารพิษตกค้างลงมา เมื่อสารพิษตกค้าง ผักที่ขึ้นริมน้ำก็ถูกเก็บกิน วงจรนี้หากปล่อยให้เหมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนในพื้นที่ก็ไม่รู้ว่ากำลังกินอะไรเข้าไป “ไปเรื่อยๆ” และจะจบตรงไหน

นี่คือแก่นของเรื่องที่เวทีพยายามผลักจาก “เรื่องท้องถิ่น” ให้ขึ้นเป็น “วาระระดับชาติ” เพราะแม้ต้นทางจะอยู่นอกประเทศ แต่ปลายทางคือคนไทย

ความต่างของพรรคการเมือง เมื่อปัญหาอยู่นอกอำนาจอธิปไตย

ประเด็นยากที่สุดของมลพิษข้ามแดนคือ รัฐไทยไม่มีอำนาจสั่งการในประเทศต้นทาง เวทีจึงพุ่งไปที่ “การทูต” และ “กฎหมาย” ว่าใครจะทำอย่างไรให้เกิดผลจริง

พรรคภูมิใจไทย ชูแผนระยะสั้นถึงระยะยาว และเสนอร่างกฎหมายมลพิษข้ามแดน

ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการแก้ปัญหาระยะสั้นในพื้นที่แล้ว เช่น โครงการผันน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปาที่ปลอดภัย และย้ำการขับเคลื่อนมาตรการเรื่องมลพิษข้ามแดน โดยอ้างถึงประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องการตรวจสอบแหล่งที่มาไม่เกี่ยวกับการเผาในประเด็นฝุ่น

สำหรับนโยบายใหม่ที่ส่งให้ กกต. ตัวแทนพรรคกล่าวถึงการทำงานระยะกลางเพื่อสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และระยะยาวที่เน้นการต่างประเทศและห่วงโซ่อุปทานร่วม พร้อมประกาศแนวทางเสนอ “ร่างกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน” เพื่อปกป้องประชาชน หากกิจกรรมของบริษัทไทยไปเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ที่ทำให้คนไทยได้รับผลกระทบ

ช่วงที่เป็น “ใจกลางความขัดแย้ง” คือการตอบคำถามเรื่องการเจรจากับจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนพรรคยืนยันความมั่นใจต่อผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรค โดยกล่าวถึง อนุทิน ชาญวีรกูล และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าเป็นผู้ที่ “น่าไว้ใจ” ในการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอื่นบนเวทีโต้แย้งว่า ปัญหาดำรงอยู่มานานและการเจรจากับจีนยังไม่เห็นความคืบหน้าเชิงรูปธรรม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คำว่า “ความจริงใจ” ถูกหยิบมาขยายในช่วงต่อไป

พรรคพลวัต ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ และยกจีนเป็นตัวแปรสำคัญ

ตัวแทนพรรคพลวัตเสนอภาพใหญ่กว่า “เชียงราย” โดยโยงให้เห็นวิกฤตชายแดนรอบด้านของไทย แล้วกลับมาที่สารพิษลำน้ำและเหมือง โดยระบุว่ารัฐรู้ต้นเหตุ แต่สิ่งที่ขาดคือ “จุดยืนทางการทูต” ที่ไม่เงียบและไม่วิ่งตามเกมประเทศใหญ่

จุดที่หนักที่สุดคือการกล่าวหาว่าต้นเหตุสำคัญคือการลงทุนจากจีนในพื้นที่เมียนมา และเรียกร้องให้ไทยใช้แนวคิด business and human rights กดดันให้เกิดความรับผิดชอบในห่วงโซ่ธุรกิจ รวมถึงเสนอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องแร่แรร์เอิร์ธในไทย ซึ่งฝ่ายนี้มองว่าเป็นสัญญาณสวนทางกับการต่อต้านแร่จากแหล่งปนเปื้อน

ข้อเสนอของพรรคนี้แบ่งเป็นระยะสั้นถึงระยะยาวคล้ายพรรคอื่น แต่เน้นหนักที่การปิดหรือควบคุมเหมืองที่ต้นทาง และยอมรับตรงไปตรงมาว่า หากเมียนมายังไร้สันติภาพ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะยากมาก

พรรคประชาชน เสนอใช้กรอบความร่วมมือล้านช้างแม่โขง และระบบตรวจสอบย้อนกลับเชิงโครงสร้าง

พรรคประชาชนพยายามทำให้ข้อเสนอ “จับต้องได้” โดยอธิบายกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สามารถบังคับใช้ได้จริงในมุมมองของพรรค และเสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้างแม่โขงซึ่งครอบคลุมประเทศในห่วงโซ่ เพื่อทำแผนปฏิบัติการร่วม ไม่ต้องเริ่มกฎหมายใหม่ทั้งหมด แต่ต้องทำให้การบังคับใช้จริงจัง

ตัวแทนพรรคยังยกโจทย์เชิงเทคนิคที่สื่อถึง “ช่องโหว่ระบบ” คือพิกัดศุลกากรของแร่ที่เป็นหมวดเดียว ทั้งที่แรร์เอิร์ธมีหลายชนิด ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับอาจไม่ละเอียดพอ ข้อเสนอจึงไปที่การปรับระบบพิกัดและข้อมูล เพื่อให้มาตรการตรวจสอบในกฎหมายที่มีอยู่ทำงานได้จริง

ส่วนที่เป็นประเด็นทางสังคมมากที่สุดคือ “การเยียวยา” ตัวแทนพรรคกล่าวถึงตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาคเกษตรและพื้นที่ริมแม่น้ำ พร้อมย้ำว่าคนที่รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นคนจน และตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรการเยียวยายังไม่จริงจัง

ในอีกมิติหนึ่ง พรรคประชาชนเสนอแนวทางสื่อสารความเสี่ยงแบบรวมศูนย์และรายงานต่อเนื่อง เช่น การตรวจสารในปลา น้ำ พืช และการสื่อสารเชิงปริมาณว่าควรบริโภคอย่างไรเพื่อลดผลกระทบ โดยยกตัวอย่างต่างประเทศเพื่อชี้ว่า “ข้อมูลต่อเนื่อง” ช่วยทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชน เพราะลดการตื่นตระหนกแบบเหมารวม

พรรคกล้าธรรม เสนอศูนย์บัญชาการลุ่มน้ำโขงภาคเหนือ และตรวจสุขภาพฟรีแบบเชิงรุก

ข้อเสนอหลักของพรรคกล้าธรรมคือการตั้งศูนย์บัญชาการลุ่มน้ำโขงภาคเหนือ ให้เป็นศูนย์รวมหลายกระทรวงเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าหน่วยงานเดียว พร้อมเสนอเร่งชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ และยกระดับการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ รวมถึงการตรวจสุขภาพฟรีเพื่อค้นหาความเสี่ยงที่ประชาชนอาจไม่รู้ตัว

พรรคนี้ย้ำภาพการทำงานที่ “ทำมากกว่าพูด” ผ่านการอ้างถึงการลงพื้นที่ช่วยเหตุภัยพิบัติของแกนนำพรรคในอดีต ซึ่งเป็นการสื่อสารทางการเมืองที่พยายามแปลง “ความจริงใจ” ให้เป็นภาพจำเชิงปฏิบัติ

เสียงภาคประชาสังคม คำว่าความจริงใจและคำว่าเทาเทา

ช่วงที่ทำให้เวทีมีน้ำหนักเชิงสังคมมากขึ้นคือการเชิญ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มคนรักเชียงของ ขึ้นสะท้อนความเห็นหลังฟังตัวแทน 4 พรรค

เขาให้ความเห็นว่า นโยบายสำคัญ แต่เหนือกว่านโยบายคือ “ความจริงใจ” เพราะปัญหานี้รุนแรงและกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ ห่วงโซ่อาหาร และอนาคตคนรุ่นต่อไป พร้อมเสนอว่าควรแยกการแก้ปัญหาเป็นสองส่วนให้ชัด คือการแก้ภายในประเทศเพื่อดูแลสุขภาวะและอาชีพ และการแก้ข้ามพรมแดนที่ต้องยกระดับไปถึงความร่วมมืออนุภูมิภาคหรือระดับโลก

ประโยคที่สะเทือนที่สุดในเชิงการเมืองคือการกล่าวว่า เรื่องเหมืองและสารพิษ “สัมพันธ์กับเรื่องเทาเทา” และไป “เหยียบตีนใครมากมาย” ทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่เทคนิคการทูตหรือกฎหมาย แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลใหม่จะต้านแรงเสียดทานจากผลประโยชน์ทับซ้อนได้จริงแค่ไหน

ในความหมายทางข่าว นี่คือจุดที่ปมเรื่อง “มลพิษ” ถูกผูกเข้ากับปมเรื่อง “ธรรมาภิบาล” อย่างสมบูรณ์

ฝุ่น PM2.5 จากภาพพระจันทร์สวย สู่ตัวเลขที่ทำให้คนป่วยแบบผ่อนส่ง

เมื่อเวทีเข้าสู่ช่วงฝุ่น PM2.5 ผู้ดำเนินรายการใช้ภาพง่ายแต่แทงใจ คือพระจันทร์สวยที่เห็นด้วยตา แต่ฝุ่นพิษที่มองไม่เห็น และชวนผู้ชมต่างพื้นที่นึกถึงแจ้งเตือนบนมือถือในช่วงฤดูฝุ่น

สาระสำคัญของช่วงนี้ไม่ใช่การถกว่าฝุ่นมาจากไหนฝ่ายเดียว เพราะทุกคนยอมรับว่ามีทั้งในประเทศและข้ามแดน แต่คือ “เครื่องมือรัฐ” ที่จะทำให้การลดฝุ่นไม่เป็นแค่คำประกาศในฤดูข่าว

ปมร้อนเรื่องสินค้าเกษตรจากพื้นที่เผา เมื่อประกาศมีแล้ว แต่บังคับใช้จริงหรือไม่

แกนถกเถียงอยู่ที่มาตรการทางการค้า โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ และวิธีตรวจสอบย้อนกลับ

ฝ่ายพรรคประชาชนย้ำว่า รัฐบาลก่อนหน้าประกาศหลายครั้งว่าจะไม่นำเข้า แต่ไม่ทำจริง พร้อมวิจารณ์ว่าแนวทางที่ให้ “ผู้นำเข้ารับรองตัวเอง” เป็นช่องโหว่ เพราะไม่มีใครรับรองว่าตัวเองผิด และตั้งคำถามว่าเอกสารรับรองจากประเทศต้นทางจะตรวจสอบอย่างไรในสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน

ฝ่ายภูมิใจไทยชี้แจงว่า การรับรองไม่ใช่จบที่คำพูด แต่ต้องแนบข้อมูลพื้นที่และตรวจสอบด้วยดาวเทียมได้ หากไม่ตรงก็ไม่รับซื้อ พร้อมให้เหตุผลว่า หากไม่อนุญาตนำเข้าเลยอาจเกิดสินค้าหนีภาษีหรือสินค้าเถื่อน จึงต้องมี “รั้วและการเฝ้าระวัง” แทนการปิดประตูทั้งหมด

พรรคกล้าธรรมเสนอกรอบ “การทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข” กล่าวถึงการใช้แต้มต่อของไทย เช่น พลังงานหรือไฟฟ้า เป็นเครื่องต่อรอง เพื่อให้ประเทศต้นทางลดการเผาและลดฝุ่นที่ไหลเข้ามา

พรรคพลวัตเสนอภาพใหญ่ขึ้นไปอีก โดยพยายาม “รีเฟรม” PM2.5 ให้เป็นความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเพื่อใช้เวทีพหุภาคีระดับโลก และพูดถึงการใช้เงินทุนด้านภูมิอากาศเพื่อช่วยประเทศต้นทางปรับตัว ลดการเผา โดยเน้นแนวทางเชิงบวก ไม่ข่มขู่ แต่ยกระดับเรื่องขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศควบคู่กลไกอาเซียน

ในทางข่าว จุดที่ต้องจับตาคือ ทุกแนวทางจะชนะหรือแพ้ที่ “การตรวจสอบย้อนกลับ” และ “การบังคับใช้” เพราะหากมาตรการมีช่องโหว่ ความเชื่อมั่นของสังคมจะพัง และแรงกดดันจะไหลย้อนกลับมาที่เกษตรกรชายแดนไทยซึ่งไม่ใช่ต้นเหตุ

ภัยพิบัติแม่สาย ความทรงจำที่ยังไม่จาง และความกลัวที่นอนไม่หลับ

จากมลพิษที่ค่อยๆ สะสม เวทีพาเข้าสู่ภัยพิบัติที่ “มาแบบฉับพลัน” และทำลายทุกอย่างในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กรณีแม่สายถูกยกเป็นภาพจำของน้ำหลากและโคลนถล่มที่ทำให้การฟื้นฟูกินเวลายาวนาน

คำถามกลางเวทีถูกตั้งแบบไม่อ้อมค้อม ปีนี้จะโดนอีกหรือไม่ และรัฐบาลจะทำอะไรที่ใหม่กว่าเดิม ไม่ใช่แค่เยียวยาหลังน้ำลด แต่ต้องป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย

พรรคกล้าธรรมเสนอสามแกนหลัก คือการช่วยเหลือทันทีด้วยศูนย์บัญชาการที่มีอำนาจจริง การแก้ระบบระบายน้ำ ลอกคูคลอง และระบบเตือนภัยเรียลไทม์ พร้อมเสนอระบบเยียวยาดิจิทัลที่ติดตามได้ เพื่อเลิกยุคเอกสารกระดาษในวันที่ผู้ประสบภัยแทบไม่มีแรงทำเรื่อง

พรรคภูมิใจไทยชี้ไปที่ “ช่องว่างเชิงกฎหมาย” ในช่วงก่อนเกิดภัย โดยอธิบายว่า หากท้องถิ่นเตรียมศูนย์อพยพหรือจัดซื้อเพื่อป้องกันภัย แต่ภัยไม่เกิด อาจถูกตรวจสอบภายหลัง ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าลงมือ จึงเสนอให้ปรับกฎหมายหรือระเบียบให้รองรับการเตรียมการล่วงหน้าอย่างถูกต้อง พร้อมยกภาพการพัฒนาระบบบริการฉุกเฉินเป็นตัวอย่างว่าการเตรียมพร้อมเชิงระบบทำได้ หากรัฐออกแบบให้ถูก

พรรคประชาชนชู “เจตจำนงทางการเมือง” และการจัดลำดับความสำคัญ โดยยืนยันว่าการรับมือโลกรวนและภัยพิบัติถูกยกเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของทีมบริหาร และเน้นว่าช่วงเกิดภัย นายกรัฐมนตรีต้องนั่งหัวโต๊ะเพื่อสั่งการข้ามกระทรวง ลดไซโลราชการ พร้อมย้ำเรื่อง “ความเชื่อใจ” ระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะการเตือนภัยจะมีค่าเมื่อคนเชื่อว่าข้อมูลจริง ไม่มั่ว และสื่อสารเข้าใจง่าย

พรรคพลวัตเสนอภาพจากประสบการณ์ภาคใต้ ชี้ว่ากฎหมายและโครงสร้างมีอยู่แล้ว แต่ที่ล้มเหลวคือการบริหารแบบครอบงำจากส่วนกลาง ส่งหลายหน่วยลงพื้นที่จนซ้ำซ้อน เละในภาคปฏิบัติ และจึงเสนอแนวทางกระจายอำนาจถึงขั้นให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ผู้บริหารพื้นที่มีความชอบธรรมสูงและรู้ปัญหาจริง

ในเชิงข่าว นี่คือการถกกันระหว่างแนวคิด “รวมศูนย์เพื่อสั่งการเร็ว” กับ “กระจายอำนาจเพื่อรู้พื้นที่จริง” ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างเหตุผลด้านประสิทธิภาพ แต่ผลลัพธ์จริงจะตัดสินที่การออกแบบระบบบัญชาการร่วม การจัดงบประมาณ และความโปร่งใสในการใช้เงินภัยพิบัติ

เมื่อชายแดนไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป

เวทีเชียงแสนทำให้เห็นภาพชัดว่า “ชายแดน” ถูกยกระดับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศในสามมิติพร้อมกัน

มิติแรก สุขภาพและสิ่งแวดล้อม น้ำปนเปื้อนและฝุ่นพิษไม่หยุดที่เส้นแดน แต่เข้าถึงปอดและจานข้าวของคนไทย

มิติที่สอง เศรษฐกิจฐานราก เมื่อข่าวปนเปื้อนกระจาย ราคาสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำถูกกดลงทันที แม้ความเสี่ยงจริงจะยังต้องตรวจพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

มิติที่สาม ความมั่นคง ชายแดนเชื่อมกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และเศรษฐกิจเงา ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องอำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สิ่งที่เวทีไม่ปิดบังคือความจริงที่ว่า ปัญหาเหล่านี้แก้ยาก เพราะต้องไปแตะผลประโยชน์ ทั้งในและนอกประเทศ และต้องอาศัยการทูตแบบมีพลังต่อรอง ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลคนในพื้นที่แบบไม่ปล่อยให้เป็นผู้รับกรรมเงียบๆ

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตาหลังเวที

ประเด็นเด่นอันดับหนึ่ง การทำให้มลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ข่าวฤดูกาล
ทุกพรรคพูดถึงการทูตและความร่วมมือ แต่ต่างกันที่เครื่องมือ บางพรรคเน้นกฎหมายใหม่ บางพรรคเน้นกรอบความร่วมมือเดิม บางพรรคเน้นเงื่อนไขต่อรอง

ประเด็นเด่นอันดับสอง ระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง
ข้อเสนอเรื่องการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ การบูรณาการข้อมูลหลายหน่วยงาน และการสื่อสารเชิงปริมาณต่อประชาชน เป็นจุดที่หากทำได้จริงจะลดทั้งความเสี่ยงสุขภาพและความเสียหายเศรษฐกิจจากความตื่นตระหนก

ประเด็นเด่นอันดับสาม ภัยพิบัติและการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ
การถกเถียงชี้ชัดว่า ประเทศยังติดปัญหาโครงสร้างในช่วงก่อนเกิดภัย ทั้งระเบียบงบประมาณ อำนาจท้องถิ่น และระบบบัญชาการร่วม

ประเด็นรองที่สำคัญ ความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
คำว่าเทาเทาถูกพูดบนเวทีโดยภาคประชาสังคม ทำให้รัฐบาลใหม่หากเกิดขึ้นต้องตอบด้วยความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นทุกนโยบายจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที

ประเด็นรองอีกด้าน ความชอบธรรมของมาตรการการค้า
การห้ามนำเข้าสินค้าจากพื้นที่เผา หากทำไม่รัดกุม อาจกระทบผู้ประกอบการและเกิดตลาดมืด แต่หากทำแบบหลวม ก็ไม่ต่างจากการประกาศเพื่อภาพลักษณ์

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ระหว่างรอรัฐบาลใหม่และนโยบายใหญ่

หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง ใช้หน้ากากที่กรองอนุภาคละเอียดได้ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจ

สอง สำหรับชุมชนริมน้ำ ใช้น้ำจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ ควรติดตามประกาศเตือนของหน่วยงานรัฐในพื้นที่และขอคำแนะนำจากหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

สาม เก็บหลักฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจและสุขภาพอย่างเป็นระบบ เช่น ใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายซื้อน้ำดื่ม เครื่องกรอง รายได้ที่หายไป เพื่อใช้ประกอบการขอเยียวยาหรือมาตรการช่วยเหลือ

สี่ ใช้สิทธิพลเมืองในการถามนโยบายให้เฉพาะเจาะจง เช่น จะตรวจสอบย้อนกลับอย่างไร ใครเป็นเจ้าภาพข้อมูลกลาง จะประกาศพื้นที่เสี่ยงแบบใด จะชดเชยกลุ่มใดก่อน และมีกำหนดเวลาเท่าไร

บทสรุปจากเชียงแสน ถึงผู้มีอำนาจชุดต่อไป

เวทีดีเบตริมโขงไม่ได้ให้คำตอบว่าใคร “ชนะ” ในเชิงวาทกรรม แต่ให้ภาพชัดว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่เส้นแบ่งแดนใช้การไม่ได้ ทั้งฝุ่น ทั้งน้ำ ทั้งภัยพิบัติ และทั้งเศรษฐกิจเงา

คำถามจริงจึงไม่ใช่แค่นโยบายสวยหรู แต่คือรัฐบาลชุดต่อไปจะกล้าพอไหมที่จะทำให้คำมั่นสัญญา “มีต้นทุนทางการเมือง” กับคนที่ไม่อยากให้เปลี่ยน และจะจริงใจพอไหมที่จะทำให้ชายแดนไม่ใช่พื้นที่รับกรรมเงียบๆ อีกต่อไป

หากรัฐบาลใหม่ทำได้ ชายแดนอาจกลายเป็นแนวหน้าแห่งความร่วมมือและความปลอดภัยของชีวิต แต่หากทำไม่ได้ สามเหลี่ยมทองคำในคืนพระจันทร์สวยก็จะยังเป็นภาพเดิม คือความสวยที่กลบฝุ่น และความคึกคักที่ซ่อนความเสี่ยงไว้ใต้ลมหายใจของคนท้องถิ่น

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น

หมายเหตุ ข้อมูลส่วนนี้เป็นสถิติและกรอบมาตรฐานที่เผยแพร่สาธารณะต่อเนื่อง เพื่อประกอบความเข้าใจเรื่อง PM2.5 มลพิษข้ามแดน และการจัดการภัยพิบัติ ไม่ใช่ตัวเลขยืนยันเฉพาะเหตุการณ์ในคลิปดีเบต เว้นแต่ตัวเลขที่ผู้ร่วมเวทีกล่าวเองซึ่งต้องถือเป็นคำกล่าวบนเวทีและควรตรวจสอบซ้ำ

1 มาตรฐานคุณภาพอากาศ PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ
องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับปรับปรุงปี 2021 และชี้ความเชื่อมโยงระหว่าง PM2.5 กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

2 กลไกความร่วมมืออาเซียนด้านหมอกควันข้ามแดน
อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ลงนามปี 2002 เป็นกรอบความร่วมมือสำคัญของภูมิภาค

3 ข้อมูลฮอตสปอตไฟป่าและการเผาในที่โล่ง
ประเทศไทยมีการรายงานจุดความร้อนจากดาวเทียมผ่านหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ใช้ประกอบการติดตามการเผาและการบริหารจัดการในฤดูหมอกควัน

4 การติดตามคุณภาพน้ำและสารปนเปื้อน
หน่วยงานด้านมลพิษและทรัพยากรน้ำของไทยมีรายงานการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นระยะในลุ่มน้ำหลัก ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานตรวจสอบข้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำและตะกอน

5 การจัดการภัยพิบัติและกรอบกฎหมายในไทย
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรอบกฎหมายหลักสำหรับการเตรียมพร้อม การตอบโต้ และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ครอบครัวข่าว3 
  • องค์การอนามัยโลก แนวทางคุณภาพอากาศโลก ฉบับปี 2021 เรื่อง PM2.5 และผลกระทบสุขภาพ

  • สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ปี 2002

  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศและรายงานสถานการณ์มลพิษ รวมถึงฐานข้อมูลการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ

  • กรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลสภาพอากาศ ลม และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการสะสมฝุ่นในบรรยากาศ

  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ข้อมูลจุดความร้อนและการติดตามการเผาจากดาวเทียม

  • กระทรวงพาณิชย์ ประกาศและมาตรการด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผาและการตรวจสอบย้อนกลับ

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรอบการจัดการภัยพิบัติ แผนปฏิบัติการ และแนวทางการเตรียมพร้อมระดับพื้นที่

  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านการตรวจรักษาและการเข้าถึงบริการสุขภาพในภาวะเสี่ยง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ยกระดับสงกรานต์เชียงราย 2569 อัดฉีดนวัตกรรม Water Tower และอุโมงค์น้ำยักษ์ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เชียงราย” ปั้น “เชียงแสน” สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” พลิกโฉมเมืองเก่า 700 ปี ด้วย Soft Power และนวัตกรรม

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน จังหวัดเชียงรายได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สากล โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ภายใต้กิจกรรมเรือธง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การประกาศความพร้อมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งเน้นการผสาน “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “นวัตกรรมความบันเทิงสมัยใหม่” เพื่อแก้ไขปัญหา Pain Point ของการท่องเที่ยว และวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

เปิดม่านวิสัยทัศน์ จากเมืองทางผ่านสู่ “หมุดหมาย” ระดับโลก

บรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น. ณ จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังของความร่วมมือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดเผยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายหลักที่ต้องการขับเคลื่อนให้ “เชียงราย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกเดือน และทุกอำเภอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกพื้นที่ “อำเภอเชียงแสน” เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวิเคราะห์ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

นางอทิตาธร ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการทำงานของ อบจ.เชียงราย คือการทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจ “ปักหมุด” มาที่เชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนที่จะเลือกเดินทางไปยังจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ดังนั้น แนวคิดในการนำ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” มาผสมผสานกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม จึงถูกนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการไขโจทย์นี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและหาไม่ได้จากที่อื่น

ยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย

แก้ Pain Point การท่องเที่ยว เมื่อ “คำถาม” นำมาสู่ “คำตอบ”

ในเวทีเสวนา นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ได้สะท้อนมุมมองทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยหยิบยกประเด็นปัญหา หรือ Pain Point ของการท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงสงกรานต์ขึ้นมาวิเคราะห์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมักจะมีคำถามเสมอว่า “สงกรานต์ที่เชียงราย มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์?” หรือมีกิจกรรมใดที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่แตกต่างจากที่อื่น การขาด Signature Event ที่ชัดเจนทำให้เชียงรายเสียโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่

นางสาวยุรีพรรณ กล่าวเสริมว่า การจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ในปีนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การมาชมสถานที่สวยงามแล้วถ่ายรูปกลับไป หรือที่เรียกว่า “See Sand Sun” อีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “Experience-based Tourism” หรือการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวต้องการมีส่วนร่วม สัมผัส และซึมซับบรรยากาศด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นทิวทัศน์ริมโขง การได้ยินเสียงธรรมชาติ การสูดอากาศบริสุทธิ์ การลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และการสัมผัสความอบอุ่นทางใจจากการต้อนรับของเจ้าบ้าน

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจเชียงราย

โมเดล “Walkable City” เนรมิตเมืองเก่าให้มีชีวิตและเดินได้จริง

หนึ่งในไฮไลต์ที่ถูกจับตามองที่สุดของการจัดงานครั้งนี้ คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่อำเภอเชียงแสนให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” (Walkable City) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ขยายความถึงแนวคิดนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมการเดินท่องเที่ยวในเมืองที่มีบรรยากาศดีและปลอดภัย อบจ.เชียงราย จึงได้วางแผนเนรมิตพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและเขตเมืองเก่า ให้กลายเป็นถนนคนเดินที่มีกิจกรรมรายล้อมตลอดเส้นทาง

องค์ประกอบสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงแสนให้เป็น Walkable City ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยการแบ่งโซนกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิม ได้แก่

  1. อุโมงค์น้ำยักษ์ (Giant Water Tunnel) เพื่อสร้างความชุ่มฉ่ำและสนุกสนานให้กับผู้มาร่วมงานตลอดเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำโขง จะมีการติดตั้งอุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 250 ถึง 300 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างบรรยากาศความรื่นเริงที่ไม่ขาดตอน
  2. หอคอยน้ำ (Water Tower) นวัตกรรมไฮไลต์ของงาน คือหอคอยน้ำความสูง 5 ชั้น ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ หอคอยนี้ไม่ได้ตั้งตระหง่านเพียงเพื่อความสวยงาม แต่สามารถสเปรย์น้ำออกมาสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนโดยรอบ และในยามค่ำคืน หอคอยนี้จะถูกประดับตกแต่งด้วยแสงสีเสียง (Light & Sound) สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นจุดดึงดูดสายตาจากทั้งสองฝั่งโขง
  3. Landmark “น้องน้ำโขง” เพื่อสร้างการจดจำและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ได้สร้างสรรค์มาสคอต “น้องน้ำโขง” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสายน้ำและความสุขของเชียงราย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนและเป็นจุดเช็กอินสำหรับถ่ายภาพที่ระลึก

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ เชียงแสน ศูนย์กลางอารยธรรมนับล้านปี

นอกเหนือจากความสนุกสนานในรูปแบบสมัยใหม่แล้ว มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถือเป็น “Soft Power” ที่แท้จริงของงานนี้ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในระหว่างการเสวนา โดยฉายภาพให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเชียงแสนในอดีต ท่านรองผู้ว่าฯ ระบุว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวกว่า 4,909 กิโลเมตร ไหลผ่าน 7 ประเทศ แต่จุดที่เป็น “หัวใจ” หรือศูนย์รวมของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงนั้น อยู่ที่ “เชียงแสน” แห่งนี้

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งนายรุจติศักดิ์ได้นำเสนอ คือการที่เชียงแสนเคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอาณาจักรโบราณถึง 3 อาณาจักร ได้แก่

  • อาณาจักรสุวรรณโคมคำ ตามตำนานระบุว่ามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนาน มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 83,503 พระองค์ ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานนับล้านปี
  • อาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ มีกษัตริย์ปกครอง 46 พระองค์ กินระยะเวลากว่า 1,300 ปี
  • อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง มีกษัตริย์ 25 พระองค์ โดยพระองค์ที่ 25 คือ “พญาเม็งรายมหาราช” ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายและอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นรากฐานที่หล่อหลอมให้เชียงรายมีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 30 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามากที่สุดในลุ่มน้ำโขง การที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างทางความเชื่อและศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถือผี ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเชียงรายนำมาต่อยอดเป็น Soft Power ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

กำหนดการแห่งความสุข จากความมันส์สู่ความศรัทธา

เพื่อให้การจัดงานตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน และกลุ่มครอบครัวที่เน้นวัฒนธรรม คณะผู้จัดงานได้วางกำหนดการกิจกรรมไว้อย่างลงตัวตลอด 6 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยแบ่งช่วงเวลาไฮไลต์ดังนี้

ช่วงที่ 1 พลังความสนุกและแสงสี (13 – 15 เมษายน) ในช่วง 3 วันแรก พื้นที่จัดงานจะเน้นกิจกรรมรื่นเริงและการแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในทุกค่ำคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานริมแม่น้ำโขง ควบคู่ไปกับการเล่นน้ำผ่านอุโมงค์น้ำและหอคอยน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ช่วงที่ 2 รากเหง้าแห่งศรัทธาและวัฒนธรรม (16 – 18 เมษายน) หลังจากผ่านช่วงความสนุกสุดเหวี่ยง กิจกรรมจะปรับเข้าสู่โหมดประเพณีล้านนาอันงดงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่เมือง ได้แก่

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขบวนแห่ที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมจาก ไทย ลาว และเมียนมา มาแสดงร่วมกัน สะท้อนมิตรภาพไร้พรมแดน
  • การแห่พระแวดเมือง พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ไปรอบเมืองเชียงแสน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำพระ
  • การตักบาตร 3 แผ่นดิน กิจกรรมทำบุญตักบาตรเช้าตรู่ ที่เชื่อมโยงพุทธศาสนิกชนจากทั้งสามประเทศ
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีประชันความงามที่ไม่ได้วัดกันแค่รูปลักษณ์ แต่เน้นการนำเสนออัตลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของสาวงามจากลุ่มน้ำโขง
  • การแข่งขันเรือพาย กิจกรรมดั้งเดิมที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองริมน้ำ สะท้อนวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำโขง
ชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน

พลังท้องถิ่น เมื่อชุมชนคือเจ้าของงานตัวจริง

ความสำเร็จของงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คนในพื้นที่” นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ได้กล่าวถึงความพร้อมของภาคประชาชนและชุมชน โดยยืนยันว่าชาวเชียงแสนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมผ่านขบวนแห่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ม้ง เมี่ยน เย้า และไทยวน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ด้านการบริหารจัดการเมือง นายอำเภอเชียงแสนระบุว่า เชียงแสนมีความได้เปรียบด้านผังเมืองที่บรรพบุรุษวางไว้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การจัดการจราจรในช่วงเทศกาลที่มีคนหนาแน่นสามารถทำได้คล่องตัว โดยสามารถระบายรถออกสู่ถนนบายพาส (Bypass) ด้านนอกได้ เพื่อลดความแออัดในพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือด้านความปลอดภัย โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพและทรัพย์สินของผู้มาเยือน

เกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน

างเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน ในฐานะเจ้าของพื้นที่จัดงานหลัก ได้กล่าวเสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันเมืองเชียงแสนได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองโบราณสถาน (Ancient Ruins) มาเป็น “เมืองที่มีชีวิต” (Living City) ประชาชนในพื้นที่ยังคงสืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวเชียงแสนจะได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาสัมผัสความงดงามของการตกแต่งเมืองทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” ให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

กระจายรายได้สู่ฐานราก เที่ยวหนึ่งงาน เชื่อมโยงทุกตำบล

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอีเวนต์ที่จบแล้วผ่านไป แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นางอทิตาธร นายก อบจ.เชียงราย เปิดเผยถึงแผนการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Tourism Connectivity) ว่า งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน จะทำหน้าที่เป็น “ฮับ” (Hub) ที่กระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังตำบลต่าง ๆ ในอำเภอเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง

อบจ.เชียงราย ได้จัดทำแผนที่และแผนผังการท่องเที่ยว (Tourist Map) เพื่อแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่น่าสนใจ โดยมีการจัดเตรียมจุดจอดรถและระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถราง และรถสกายแลป (Sky Lab) ซึ่งเป็นพาหนะเอกลักษณ์ของเชียงแสน ไว้คอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่าง ๆ อาทิ

  • ตำบลโยนก เป็นที่ตั้งของ “ทะเลสาบเชียงแสน” และ “เกาะนก” ซึ่งในช่วงฤดูกาลดังกล่าวจะมีนกนานาพันธุ์นับหมื่นตัวอพยพมาอาศัย เหมาะแก่การดูนกและชมธรรมชาติ
  • ตำบลแม่เงิน เป็นที่ประดิษฐานของ “พญาอนันตนาคราช” ณ วัดป่าศพยาบ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสายมูเตลู ที่เดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ตำบลเวียง นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมี “วัดพระธาตุผาเงา” ที่มีสกายวอล์ก (Sky Walk) ให้ขึ้นไปชมทัศนียภาพ 3 แผ่นดินในมุมสูงได้อย่างงดงาม
  • ดอยสะโง้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวเขา ที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชุมชน

การวางแผนเชื่อมโยงเช่นนี้ จะทำให้สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และบริการที่พัก โฮมสเตย์ ของชาวบ้านในตำบลรอบนอก ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ที่แท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมือง

รุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสู่อนาคต

นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ปัจจัยพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเชียงรายไว้อย่างเป็นระบบ

จังหวัดเชียงรายและรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ประกอบด้วย

  • ทางราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ด้วยงบประมาณกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 โครงการนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง ทำให้การเดินทางมาเชียงรายสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น
  • ทางอากาศ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้รับงบประมาณขยายและปรับปรุงกว่า 5,700 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการออกแบบและจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
  • ทางบก มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 6,800 ล้านบาท ในการปรับปรุงและขยายเส้นทางถนนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2570
  • ทางน้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ งบประมาณ 2,800 ล้านบาท และการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันเฉลี่ยปีละ 3-4 ล้านคน (และเพิ่มเป็น 7 ล้านคนในปีล่าสุด) อาจทะลุเป้าไปถึง 10 ล้านคนในอนาคต ซึ่งหากคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายคนละ 100 บาท ก็จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนนับ 1,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายต่อหัวย่อมสูงกว่านั้นมาก ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลที่จะตกถึงมือพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย

บทพิสูจน์ความสำเร็จ จาก “อาข่า” สู่ “สิงคโปร์”

เพื่อยืนยันว่า “Soft Power” และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม คือสินค้าที่มีมูลค่าสูงในตลาดโลก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เมื่อครั้งที่มีการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทาง สิงคโปร์-เชียงราย โดยสายการบิน Scoot ทาง ททท. ได้นำการแสดง “อาข่ากระทุ้งไม้ไผ่” จากอำเภอแม่จัน ไปต้อนรับนักท่องเที่ยวถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง

ผลปรากฏว่าการแสดงชุดดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ติดต่อกลับมาชื่นชม แม้กระทั่งกัปตันของสายการบินยังยอมดีเลย์เที่ยวบินเพื่อลงมาชมการแสดงด้วยตาตนเอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นของแท้ (Authenticity) และรากเหง้าทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติโหยหาและให้คุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้น การนำวัฒนธรรม 3 แผ่นดิน มาเป็นจุดขายหลักของงานมหาสงกรานต์เชียงแสน จึงเป็นกลยุทธ์ที่เดินมาถูกทางและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

คำเชื้อเชิญจากหัวใจชาวเชียงราย

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานเทศกาลรื่นเริงประจำปี แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่าง “ภาครัฐ” ที่มีวิสัยทัศน์ “ภาคเอกชน” ที่พร้อมขับเคลื่อน และ “ภาคประชาชน” ที่เข้มแข็ง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและมิตรไมตรีว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ม่วนอก ม่วนใจ๋” ที่เชียงแสน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” และสัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความสนุกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ชาวเชียงรายทุกคนพร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น เพื่อให้งานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ เป็นความทรงจำที่ประทับใจและเป็นหมุดหมายแห่งความสุขที่ทุกคนต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันที่งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ระหว่างวันที่ 13 – 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จุดหมายปลายทางใหม่ของสงกรานต์ระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • อำเภอเชียงแสน
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME