วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายคว้าแชมป์โลกแกะสลักหิมะที่จีน ผลงาน “ปลากัดเบ่งบาน” ตีกรอบอัตลักษณ์ไทยบนเวทีนานาชาติ
ฮาร์บิน,สาธารณรัฐประชาชนจีน 8 มกราคม 2569 – ฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนประวัติศาสตร์ใหม่ของการอาชีวศึกษาไทยถูกสร้างขึ้นท่ามกลางอากาศติดลบและพายุหิมะที่เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะระดับนานาชาติ ครั้งที่ 18 (18th International Collegiate Snow Sculpture Contest: ICSSC 2026) ด้วยผลงาน “雪域绽放的斗艳之鱼” หรือ “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” (Betta Blossoms in the Snowfields) เอาชนะคู่แข่ง 45 ทีมจาก 8 ประเทศทั่วโลก
การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2569 ณ Harbin Engineering University โดยได้รับการสนับสนุนจาก China-Harbin International Ice and Snow Festival มีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 46 ทีมจาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน โดยประเทศไทยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันต่างคว้ารางวัลกลับมาอย่างเต็มมือ
จากเมืองหนาวสู่เมืองน้ำแข็ง การท้าทายที่เกินจินตนาการ
การเดินทางสู่ความสำเร็จของทีม “Fighting Frost TH” จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายไม่ได้เริ่มต้นด้วยความง่ายดาย นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์และครูผู้ควบคุมทีม เล่าถึงความท้าทายที่ทีมต้องเผชิญว่า “ในการเข้าแข่งขันเราเริ่มจากการคัดเลือกเข้าเป็นตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ด้วยการปั้นโมเดลและการเสนอ concept ซึ่งจะต้องอัดวิดีโอการปั้นโมเดลของเด็กตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมกับทำวิดีโอพรีเซนต์ความยาวไม่เกิน 2 นาทีส่งภายในวันและเวลาที่กำหนด”
ทีมนักศึกษาประกอบด้วย นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่ และนางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ โดยมีนางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ครูแผนกวิชาการออกแบบ และนายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง เป็นครูผู้ควบคุมทีม ภายใต้การมอบหมายจาก ดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
การเตรียมตัวของทีมเต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากนักศึกษาไม่เคยมีประสบการณ์กับอากาศติดลบหรือการทำงานกับหิมะมาก่อน “ในการซ้อมเราซ้อมโดยใช้โฟมอัดเป็นก้อน ต่อมาได้มีการซ้อมใช้เครื่องมือจริงกับก้อนน้ำแข็ง ถึงแม้วัสดุและอุปกรณ์ที่เราใช้จะไม่เหมือนกับหน้างานจริง” นายพงษ์พิสิฐกล่าว
ศักยภาพที่หล่อหลอมจากบริบทเมืองสร้างสรรค์
เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงมั่นใจที่จะเข้าแข่งขันในเวทีระดับโลก ทั้งๆ ที่เชียงรายเป็นเพียงเมืองเล็กในภาคเหนือของไทย นายพงษ์พิสิฐตอบด้วยความมั่นใจว่า “เรามั่นใจในศักยภาพของสาขาวิชาวิจิตรศิลป์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ที่มีการพัฒนานักเรียนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรายังใช้บริบทของการเป็นเมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งศิลปะ”
จุดแข็งสำคัญของวิทยาลัยคือการได้รับการสนับสนุนจากศิลปินระดับชาติหลากหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม และอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ที่ให้การช่วยเหลือในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าฝึกงานและได้ปฏิบัติงานเรียนรู้เทคนิคการทำงานจากศิลปินจริงอย่างต่อเนื่อง “เราจึงมั่นใจว่าจากบริบทข้างต้นนักเรียนนักศึกษาของเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะนำเสนอความรู้ความสามารถในทักษะวิชาชีพในเวทีระดับนานาชาติได้” นายพงษ์พิสิฐกล่าวเน้นย้ำ
การเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ทักษะการแกะสลักเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเอาตัวรอดในสภาพอากาศที่ติดลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมไทยไม่เคยประสบมาก่อน “เรามองปัญหาออกเป็นส่วนๆ ตั้งแต่การเตรียมตัว เรื่องของการฝึกสอนทักษะฝีมือ การทำความเข้าใจกับสเกล เข้าใจเรื่องสัดส่วนความหิวของปลากัด ดอกบัวและใบบัว ต่อไปเป็นเรื่องของการวางแผนต่อสู้กับอากาศติดลบ” นายพงษ์พิสิฐอธิบาย
การเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากนักศึกษาจะต้องยืนทำงานในสนามแข่งขันตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึงสองทุ่มของทุกวัน ตลอดระยะเวลา 3 วันเต็ม “เรามองถึงความปลอดภัยของทีมเป็นหลัก ทั้งนี้เราได้รับความช่วยเหลือจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี และทีมงานที่ช่วยกันรีเสิร์ชหาข้อมูลการเตรียมพร้อมในการจัดเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้กับทีมอย่างเต็มที่”
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษายังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะในส่วนของอุปกรณ์การแกะหิมะที่เป็นอุปกรณ์เฉพาะทางไม่มีขายทั่วไป “สอศ. ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นคุณ Siwawut คุณสุพัฒน์ เข้ามาเทรนนิ่ง และจัดเวิร์คช็อปการใช้อุปกรณ์ให้กับทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ทำให้เรามีความเข้าใจในการใช้อุปกรณ์ รวมไปถึงแนวทางในการจัดเตรียม ตลอดไปจนถึงการแพ็คเพื่อโหลดข้ามประเทศในการเดินทางมาแข่งขันด้วย”
“ปลากัดเบ่งบาน” ปรัชญาลึกซึ้งบนก้อนหิมะ
ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังบรรจุปรัชญาและความหมายที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของผู้เรียน นายพงษ์พิสิฐอธิบายที่มาของแนวคิดว่า “จากโจทก์ Shaping dreams with snow, igniting the future with wisdom ทำให้เรารู้สึกอยากตีโจทก์ และอยากนำเสนอความเป็นไทยเข้าไปในงานด้วย ดังนั้นเราจึงเลือกนำเสนอไอคอนของความเป็นไทย แต่ให้มีความเป็นสากล จึงมาลงตัวที่การเลือกใช้ปลากัด (Thai Betta)”
ปลากัดไทยถูกเลือกมาเป็นสัญลักษณ์หลักเพราะประกาศสื่อถึงจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ ความงดงาม และความแข็งแกร่ง ผลงานนำเสนอปลากัด 4 ตัววนรอบลูกโลกเป็นลำดับ โดยลำดับที่จัดวางอ้างอิงตามคำสอนในพระพุทธศาสนาหัวข้อ “บัวสี่เหล่า” ที่พูดถึงระดับสติปัญญาและความพร้อมในการเบ่งบานของดอกบัว
“ปลากัดตัวแรกสะท้อนบัวใต้น้ำ ผู้ที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลก ปลากัดตัวที่สองสื่อถึงบัวปริ่มน้ำ ผู้ที่เริ่มเปิดใจรับโอกาสและพร้อมจะพัฒนา ปลากัดตัวที่สามแทนบัวพ้นน้ำ ผู้ที่มองเห็นเส้นทางแห่งปัญญาได้อย่างชัดเจน และปลากัดตัวที่สี่คือบัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ผู้ที่พร้อมเบ่งบานเต็มศักยภาพ ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยความงดงามภายใน” นายพงษ์พิสิฐอธิบายอย่างละเอียด
องค์ประกอบของลูกโลกและหิมะในผลงานหมายถึงความพร้อมของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาที่ฝึกฝนตนเองตั้งแต่ยังไม่รู้ ขั้นเตรียมตัว ขั้นฟันฝ่าอุปสรรค จนถึงช่วงเวลาที่พร้อมจะเบ่งบานและโชว์ศักยภาพและนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของไทยในเวทีระดับนานาชาติ “เมื่อมารวมเข้ากับสนามแข่งจริงที่เป็นหิมะ concept นี้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เพราะมันจะหมายถึง ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน แต่หากเรามีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เราก็พร้อมที่จะเบ่งบาน” นายพงษ์พิสิฐกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
การแข่งขันที่เข้มข้น เผชิญหน้าคู่แข่งระดับโลก
ทีมไทยต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งจากทั่วโลก โดยเฉพาะทีมจากประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพ “อย่างที่บอกว่าในสนามการแข่งขันระดับนานาชาติ ณ Harbin Engineering University ในปีนี้ ประกอบไปด้วย 7 ประเทศ และ 46 ทีมแข่งขัน สำหรับเราทุกทีมมีความเป็นเอกลักษณ์ และมี concept ที่น่าสนใจ” นายพงษ์พิสิฐกล่าว
ทีมที่น่าจับตามองที่สุดคือทีมจาก Beijing Institute of Technology ที่อยู่ตรงข้ามทีมไทย ซึ่งนำเสนอผลงานใน concept “Hearring” ที่โดดเด่นทั้งผลงาน และชุดเครื่องแต่งกายของทีมที่ดึงดูดสายตาผู้คนผ่านไปผ่านมาให้หยุดมองดูอยู่เสมอ “และสุดท้ายก็ได้รับรางวัล Grand Prize ในที่สุด” นายพงษ์พิสิฐเล่าถึงคู่แข่งที่น่าเกรงขาม
แม้จะเป็นครั้งแรกที่เข้าแข่งขัน แต่ทีมไทยก็ไม่ได้ประมาทใดๆ “ปีนี้เป็นปีแรกของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เราถือว่าเป็นน้องใหม่ตัวจริง เพราะไม่เคยเจอทั้งอากาศติดลบ ไม่เคยเจอหิมะ ไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้แล้วเวลาที่จำกัดเท่านี้ น่ะงานจริงมีทั้งแรงกดดัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ”
อย่างไรก็ตาม ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนักและการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สอศ. ทีมไทยสามารถปรับตัวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เราจึงทำได้เพียงทำผลงานของเราให้ดีที่สุดเต็มความสามารถ ตามที่เราได้ฝึกซ้อม และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด” นายพงษ์พิสิฐกล่าว
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอาชีวศึกษาไทย
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ว่า ปีนี้มีทีมนักศึกษาอาชีวศึกษาที่เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ต่างคว้ารางวัลกลับมาอย่างเต็มมือ
ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายและวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภาคว้ารางวัลชนะเลิศร่วมกัน ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โดยจะได้รับรางวัลพร้อมประกาศนียบัตร
ผลงานโดดเด่นจากทีมไทย
ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศร่วมกับทีมเชียงราย นำเสนอผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ” ประกอบด้วยนักศึกษา นายอติคุณ ทวีวิไลศิริกุล (น้องภูเขา) ชั้น ปวช.2 นายอภิโชค จันทนะ (น้องกันดั้ม) ชั้น ปวช.3 นายฐิติรัตน์ แสงจิรัง (น้องตัส) ชั้น ปวช.3 และนางสาวปานรดา ทิพยจันทร์ (น้องแอ๋ม) ชั้น ปวช.3 โดยมีนายศรชัย ชนะสุข และนายสุกฤษ สุธญพลาวุฒิ เป็นครูผู้ควบคุม
ผลงานชิ้นนี้นำเสนอความสำคัญของน้ำต่อชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยน้ำถูกเปรียบเสมือนมารดาผู้หล่อเลี้ยงชีวิต แสดงออกผ่านภาพสตรีผู้เป็นมารดาที่กำลังบีบน้ำจากเส้นผมของเธอเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างน้ำและการให้กำเนิดชีวิต
ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำเสนอผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” ประกอบด้วยนักศึกษา นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ (น้องมินนี่) นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์ (น้องหนูดี) นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา (น้องทิว) และนายณัชพล ญาวงศ์ (น้องไดมอนด์) โดยมีนายสุระชาติ พละศักดิ์ และนายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นครูผู้ควบคุม
ผลงานนี้นำเสนอพลังของมรดกทางวัฒนธรรมผ่านสัญลักษณ์ของพระแม่โพสพและกวนอู ผสานกับสัญลักษณ์ปลากัดไทย-จีน รวงข้าว และหางนกยูง เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่และความหวังในการสร้างอนาคตจากรากฐานของอดีต
ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นำเสนอผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” ประกอบด้วยนักศึกษา นายกิตติพันธ์ คงชนบท (น้องแมค) นายปฏิภาณ พลชารี (น้องวา) นายวันชัยชนะ จ่าโนนสูง (น้องวันชัย) และนายภัทรภูมิ เจียรนิมิต (น้องบีม) โดยมีนายวสันต์ เมฆฉาย และนายกิตติพล วิเชียรเชื้อ เป็นครูผู้ควบคุม
ผลงานนำเสนอแนวคิดที่ว่าการศึกษาเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต จุดเริ่มต้นที่จุดประกายการเดินทางของการดำรงอยู่ ผ่านภาพเด็กที่เปิดหนังสือซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในการเรียนรู้และการเติบโตทางปัญญา
ผลกระทบและความหมายต่อวงการอาชีวศึกษา
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายหรือจังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของการอาชีวศึกษาไทยที่สามารถแข่งขันและเอาชนะคู่แข่งจากนานาประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การที่ทีมไทยต่างคว้ารางวัลกลับมาทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและคุณภาพของการผลิตบุคลากรด้านศิลปะและการออกแบบในระบบอาชีวศึกษาไทย โดยเฉพาะการที่สามารถนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผสานกับเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
การแข่งขันในครั้งนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาจากประเทศต่างๆ และเปิดโลกทัศน์ให้กับนักศึกษาไทยได้เห็นมาตรฐานสากลและเทคนิคการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในอนาคต
สำหรับนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขัน ประสบการณ์การทำงานภายใต้สภาพอากาศที่ท้าทายและเวลาที่จำกัด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการทำงานเป็นทีม ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตการทำงาน นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้พวกเขารู้ว่าความฝันสามารถเป็นจริงได้หากมีความมุ่งมั่นและพยายาม
การเบ่งบานของดอกบัวท่ามกลางหิมะ
จากเมืองหนาวเชียงรายสู่เมืองน้ำแข็งฮาร์บิน การเดินทางของทีม Fighting Frost TH เป็นมากกว่าการเข้าแข่งขัน แต่เป็นการพิสูจน์ศักยภาพและการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” ไม่ได้เป็นเพียงก้อนหิมะที่แกะสลักอย่างสวยงาม แต่เป็นการถ่ายทอดปรัชญาการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของผู้เรียนไทย
ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ตั้งแต่การสนับสนุนจากผู้อำนวยการวิทยาลัย การให้คำแนะนำจากศิลปินระดับชาติ การสนับสนุนจาก สอศ. และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอื่นๆ รวมถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของนักศึกษาและครูผู้ควบคุม
ประโยคที่นายพงษ์พิสิฐกล่าวไว้ว่า “ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน แต่หากเรามีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เราก็พร้อมที่จะเบ่งบาน” ได้สะท้อนถึงแก่นแท้ของความสำเร็จในครั้งนี้ เหมือนดอกบัวที่เบ่งบานท่ามกลางทุ่งหิมะ ความสำเร็จของทีมไทยในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาอาชีวศึกษารุ่นต่อไปว่า ความฝันสามารถเป็นจริงได้ หากมีความพยายาม ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในตนเอง
คณะผู้แข่งขันมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 และจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น. โดยพร้อมที่จะนำประสบการณ์และความภาคภูมิใจกลับมาสู่บ้านเกิด
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
- วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
- Harbin Engineering University (HEU)
- China-Harbin International Ice and Snow Festival บุคคลสำคัญที่ให้ข้อมูล
- ดร.อรพิน ดวงแก้ว – ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
- นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง – ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ ครูผู้ควบคุมทีม
- นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก – ครูแผนกวิชาการออกแบบ ครูผู้ควบคุมทีม
- นายยศพล เวณุโกเศศ – เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ศิลปินที่ให้การสนับสนุน:
- อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
- อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม
- อาจารย์กมล ทัศนาญชลี



















































