Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

แรงงานเมียนมาในเชียงรายผุดแคมเปญ Don’t Go Out 14 วัน ลดแรงเสียดทานสังคมไทยและปัญหาแรงงานนอกระบบ

ในจังหวัดชายแดนที่ผู้คนคุ้นชินกับ “การข้ามไป–กลับ” มานานหลายทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงมักมาแบบเงียบ ๆ ไม่ได้เริ่มจากคำสั่งราชการเสมอไป แต่บางครั้งเริ่มจากโพสต์สั้น ๆ ในโลกออนไลน์

ประเทศเมียนมา / เชียงราย, 28 มกราคม 2569 — ไม่กี่วันมานี้ ชาวเชียงรายจำนวนหนึ่งสะดุดตากับคำที่ถูกส่งต่อในกลุ่มแรงงานเมียนมา “Don’t Go Out” ข้อความนัดหมายให้ “อยู่เงียบ” เป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่ 26 มกราคม 2569 เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับสังคมไทย และลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจจับจากกระแสการกดดันเรื่องการทำงานผิดกฎหมายและพฤติกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่

ในอีกด้าน เสียงของคนไทยในพื้นที่ก็สะท้อนอารมณ์หลายเฉด ตั้งแต่ “ดีแล้ว ทำต่อไป” ไปจนถึง “ควรทำให้ถูกกฎหมายถาวร ไม่ใช่แค่ 14 วัน” ภาพทั้งหมดนี้ทำให้คำถามใหญ่กว่าคำว่าไวรัลค่อย ๆ ปรากฏขึ้นนี่คือวิกฤตศรัทธา หรือเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกในการอยู่ร่วมกัน?

14 วันของความเงียบ ที่ดังสะเทือนทั้งเมืองชายแดน

สิ่งที่ทำให้ “Don’t Go Out” กลายเป็นข่าว เพจ Fncc Burma Fact Check Community สื่อของประเทศเมียนมา โพสต์ว่า  ไม่ใช่แค่คำเชิญชวนให้อยู่บ้าน แต่คือ “เหตุผล” ที่แฝงอยู่ข้างหลัง ความรู้สึกว่าบรรยากาศในชุมชนกำลังตึงขึ้น และการอยู่เงียบคือ “ทางรอดที่จับต้องได้” ในช่วงเวลาที่การตรวจเข้มและการแจ้งเบาะแสในพื้นที่ถี่ขึ้นตามที่ผู้ใช้จัดเตรียมข้อมูลไว้

ข้อความในแคมเปญที่ถูกแชร์ระบุชัดว่า

  • ไม่ใช่การประท้วง
  • ไม่ใช่กิจกรรมการเมือง
  • แต่เป็นการ “กำกับตัวเอง” เพื่อยืนยันว่าอยู่ร่วมกับคนไทยได้อย่างสงบ

สารสำคัญนี้เป็นจุดที่ข่าวต้องจับให้แม่น แคมเปญพยายาม “สื่อสารความตั้งใจ” เพื่อลดแรงเสียดทาน มากกว่าท้าทายอำนาจรัฐ

กฎเหล็ก 4 ข้อ ออกเท่าที่จำเป็น งดสังสรรค์ ห้ามดัง ใครฝ่าฝืนรับผิดชอบเอง

รายละเอียดที่ทำให้แคมเปญนี้ “เป็นระบบ” คือกฎปฏิบัติที่แจกแจงเป็นข้อ ๆ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา

1) ออกเฉพาะที่จำเป็น

ไปทำงาน/ไปโรงเรียน/ทำธุระจำเป็นได้ แต่ต้องกลับที่พักโดยเร็ว ไม่เที่ยวเตร่

2) งดสังสรรค์และการดื่ม

ห้ามปาร์ตี้ ดื่มสุรา หรือค้างคืนนอกบ้าน

3) ห้ามส่งเสียงดัง แม้อยู่ในห้องพัก

ห้ามเปิดเพลงดัง หรือรวมกลุ่มส่งเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน

4) ใครฝ่าฝืน “รับผิดชอบตัวเอง”

เนื้อหาในแคมเปญระบุแนวคิดแบบแรง หากฝ่าฝืนแล้วถูกจับ เพื่อนร่วมชาติจะไม่ให้ความช่วยเหลือ

กฎข้อสุดท้ายสะท้อน “แรงกดดันภายใน” ของชุมชนแรงงานเอง เป็นการวางต้นทุนทางสังคมให้คนที่ไม่ทำตามต้องแบกรับผลลัพธ์ด้วยตัวเอง

ตัวเลขที่ทำให้คำว่า ‘นอกระบบ’ หนักขึ้น 13,000–14,000 vs 35,000–40,000

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมอ้างว่า ตัวเลขแรงงานเมียนมา ที่จดทะเบียน ในเชียงรายอยู่ราว 13,000–14,000 คน แต่จำนวน พำนักจริงรวมกลุ่มนอกระบบ อาจสูงถึง 35,000–40,000 คน และกระจุกตัวมากใน อำเภอแม่สาย และ อำเภอเมือง

หากมองเชิงข่าว ตัวเลขชุดนี้ทำหน้าที่เหมือน “แสงไฟฉาย” ที่ส่องให้เห็นช่องว่าง 2 อย่างพร้อมกัน

  1. ช่องว่างในระบบข้อมูลและการบริหารจัดการ
  2. ช่องว่างทางความรู้สึกของชุมชนเจ้าบ้าน เมื่อจำนวน “ที่เห็นจริง” ไม่ตรงกับ “ที่อยู่ในระบบ”

และช่องว่างแบบนี้เอง ที่มักถูกเติมด้วยความกังวล ข่าวลือ และการเหมารวม หากไม่มีการสื่อสารเชิงข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง

แรงงานคือฟันเฟือง หรือคือปัญหา? ภาพจริงมักซ้อนกันสองชั้น

ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าแรงงานกลุ่มนี้เป็นแรงหลักใน

  • เกษตรกรรม/ปศุสัตว์ (45%)
  • ก่อสร้าง (25%)
  • บริการและพาณิชยกรรม (20%)
  • อื่น ๆ (10%)

นี่คืออีกชั้นของข่าวที่ต้องเล่าให้ครบ หากมองแต่ “ความตึงเครียด” จะไม่เห็นว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมากพึ่งแรงงานข้ามชาติในงานที่คนไทยทำไม่พอหรือไม่ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน หากมองแต่ “ฟันเฟือง” แล้วละเลย “กติกา” ก็จะทำให้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมสะสมในชุมชนเจ้าบ้าน ดังนั้นข่าวต้องยืนบนหลัก สองมือ” คือ

  • ยอมรับความจริงด้านแรงงานและเศรษฐกิจ
  • และยืนยันความจำเป็นของการทำให้ถูกกฎหมายและอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกติกาชุมชน
ภาพจาก : ที่นี่แม่สาย
ภาพจาก : Fncc Burma Fact Check Community

แม่สายกับ ‘มาตรา 64’ กติกาชายแดนที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ชื่อ แต่เห็นผลทุกวัน

หนึ่งในคำสำคัญที่ปรากฏในข้อมูลผู้ใช้คือการใช้ มาตรา 64 ในบริบท “แรงงานไป–กลับ/ตามฤดูกาล” ซึ่งมีการสื่อสารในระดับภาครัฐมาก่อนว่า กระทรวงแรงงานเคยเปิดแนวทางนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามมาตรา 64 ใน 8 จังหวัดชายแดน รวมถึงเชียงราย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและลดการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย

ประเด็นนี้สำคัญเชิงข่าว เพราะสะท้อนว่า “ระบบ” พยายามมีช่องทางให้แรงงานเข้าสู่กรอบกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ พื้นที่ชายแดนมักเผชิญแรงดึงหลายด้าน เศรษฐกิจที่ต้องใช้แรงงานเร็ว, การเคลื่อนย้ายคนที่เกิดขึ้นจริง, และความสามารถของรัฐในการกำกับให้ทั่วถึง

แรงเสียดทานในชุมชน เมื่อพฤติกรรมรายคน กลายเป็นภาพจำของทั้งกลุ่ม

ความเห็นในโซเชียลที่ผู้ใช้รวบรวมมา มีทั้งข้อความที่สนับสนุนให้ “ทำต่อเนื่อง” และข้อความที่ตั้งข้อสังเกตเรื่อง

  • การทำงานผิดกฎหมาย/อาชีพสงวน
  • สุขอนามัยและความเป็นระเบียบในที่สาธารณะ
  • ความกังวลเรื่องความปลอดภัย
  • ไปจนถึงการเหมารวมชาติพันธุ์

ในมาตรฐานข่าวมืออาชีพ จุดที่ต้องระวังที่สุดคือ การขยายความเกลียดชัง เพราะจะทำให้ข่าวกลายเป็นเชื้อไฟมากกว่ากระจกสะท้อนปัญหา

สิ่งที่รายงานได้อย่างเป็นกลาง คือ “มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย” และชี้ให้เห็นว่า แคมเปญ “Don’t Go Out” เกิดขึ้น เพราะแรงงานเองก็รับรู้แรงกดดันนี้ และพยายาม “ลดแรงกระแทก” ด้วยวินัยร่วมกันในระยะสั้น

คำถามคม ๆ ที่เชียงรายต้องตอบ 14 วันช่วยอะไรได้จริง?

แคมเปญ 14 วัน อาจช่วยในเชิง “อุณหภูมิความตึงเครียด” ได้ชั่วคราว เช่น

  • ลดโอกาสการรวมกลุ่มดื่มสุรา/เสียงดังในพื้นที่พักอาศัย
  • ลดเหตุปะทะเล็ก ๆ ที่มักบานปลายเป็นกระแสใหญ่
  • ลดความเสี่ยงรายบุคคลในช่วงที่การตรวจเข้มถี่ขึ้น

แต่หากหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งที่สังคมไทยกังวล เรื่องกฎหมาย แรงงานนอกระบบ และความเป็นระเบียบ จะกลับมาอีก เพราะ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ยังอยู่เหมือนเดิม

ดังนั้น แกนคลี่คลายปมของข่าวควรชี้ว่า ทางออกไม่ใช่ 14 วัน แต่คือ “สะพาน” ระหว่าง 3 ฝ่าย:
แรงงาน นายจ้าง รัฐ/ชุมชน

บทบาทนายจ้าง จุดที่มักถูกพูดน้อย แต่เป็นคันโยกสำคัญ

ในระบบแรงงานข้ามชาติ นายจ้างคือผู้กำหนด “มาตรฐานหน้างาน” และ “ที่พัก/วินัย” ในหลายกรณี
หากนายจ้างต้องการแรงงาน แต่ปล่อยให้การจัดการเอกสาร/ที่พัก/การอยู่ร่วมกันหลวม ความตึงเครียดจะไหลไปตกที่ชุมชน

ข่าวเชิงลึกจึงควรย้ำหลักคิดตรงไปตรงมา:

  • แรงงานต้องเคารพกฎหมายและกติกาชุมชน
  • แต่ นายจ้าง ก็ต้องรับผิดชอบให้การจ้างงานอยู่ในระบบ และไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงถูกผลักไปเป็น “ภาระสังคม”

รัฐมีเครื่องมืออะไร ‘เปิดช่องเข้าสู่ระบบ’ ควบคู่ ‘บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม’

ในภาพใหญ่ รัฐไทยเคยใช้มาตรการ “ผ่อนผัน/ขึ้นทะเบียน” เป็นช่วงเวลา เพื่อจัดระเบียบแรงงานที่ไม่มีเอกสารให้เข้าสู่ระบบ โดยมีการประกาศช่วงให้ขึ้นทะเบียนในระดับประเทศเป็นระยะ และมุ่งลดปัญหาความมั่นคงและสาธารณสุข

บทเรียนเชิงนโยบายที่โยงกับเชียงรายคือ

  • ถ้ามีแต่ “กวาดจับ” โดยไม่มีช่องทางเข้าสู่ระบบที่ทำได้จริง → นอกระบบจะยิ่งลึก
  • ถ้ามีแต่ “ผ่อนผัน” โดยไม่กำกับวินัยและมาตรฐานชุมชน → ความไม่พอใจของเจ้าบ้านจะสะสม

“ความพอดี” จึงเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นโจทย์ที่เลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ลดการปะทะ เพิ่มการแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางที่ถูกต้อง

เพื่อไม่ให้สถานการณ์กลายเป็น “สงครามคอมเมนต์” ข่าวควรจบด้วยข้อเสนอที่ทำได้จริง และไม่ทำให้สังคมแตกขั้ว

สำหรับประชาชน/ชุมชนเจ้าบ้าน

  • หากพบการทำงานผิดกฎหมายหรือปัญหาความเดือดร้อน แจ้งผ่านช่องทางรัฐ/ท้องถิ่น ไม่ใช้การปลุกกระแสเกลียดชัง
  • แยก “พฤติกรรมรายบุคคล” ออกจาก “การเหมารวมทั้งกลุ่ม” เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม

สำหรับแรงงานข้ามชาติ

  • รักษาวินัยที่กระทบเพื่อนบ้านโดยตรง เสียงดัง การดื่ม การทิ้งขยะ สุขอนามัยพื้นที่สาธารณะ
  • เข้าสู่ระบบเอกสารเมื่อมีช่องทาง และร่วมมือกับนายจ้างให้ถูกต้อง

สำหรับนายจ้าง

  • ตรวจสอบเอกสารการจ้างและที่พักให้เป็นมาตรฐาน ลดเงื่อนไขที่ผลักให้แรงงาน “จำใจอยู่นอกระบบ”

14 วันอาจลดไฟ แต่การอยู่ร่วมกันต้องใช้ ‘ระบบ’ ไม่ใช่แค่ ‘ความเงียบ’

แคมเปญ “Don’t Go Out” 14 วัน ในเชียงราย เป็นสัญญาณที่น่าฟัง เพราะสะท้อนว่าชุมชนแรงงานเองก็เห็นแรงเสียดทานและพยายามลดความเสี่ยงในระยะสั้น

แต่ในระยะยาว คำตอบของเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การเงียบ 14 วัน แต่อยู่ที่ การจัดระเบียบให้คนอยู่ในระบบ, การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม, และ การสื่อสารที่ลดการเหมารวม เพื่อให้เมืองชายแดนเดินต่อได้ ทั้งเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของการอยู่ร่วมกัน

สถิติ/ข้อมูลสำคัญ

  1. จังหวัดชายแดนรวมถึงเชียงราย เคยมีกรอบ “นำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบไป–กลับ/ตามฤดูกาลตามมาตรา 64” ในการบริหารแรงงาน
  2. รัฐไทยเคยมีมาตรการ “เปิดช่วงให้แรงงานที่ไม่มีเอกสารเข้าสู่การขึ้นทะเบียน” ในระดับประเทศ เพื่อแก้แรงงานขาดแคลนและมิติความมั่นคง/สาธารณสุข
  3. บริบทระดับประเทศ ไทยมีแรงงานต่างด้าว “ถูกกฎหมาย” หลายล้านคน (รายงานเชิงข่าวต่างประเทศ)
  4. ตัวเลขเชียงราย (จดทะเบียน 13,000–14,000 คน / พำนักจริง 35,000–40,000 คน) และสัดส่วนงาน (เกษตร 45% ก่อสร้าง 25% ฯลฯ) อ้างอิงตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม จากสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย และ IOM
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
  • Reuters บริบทจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายในไทย
  • ข้อมูลพื้นที่เชียงรายและข้อความแคมเปญ “Don’t Go Out” ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย, IOM, และข้อความที่แชร์ในโซเชียล)
  • Fncc Burma Fact Check Community
  • กลุ่มที่นี่แม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

หมอพระมงกุฎฯ วิเคราะห์ไวรัสนิปาห์รุนแรงแต่คุมได้ พร้อมเตือนชาวเชียงรายเฝ้าระวัง PM2.5 กระทบหัวใจและหลอดเลือด

เชียงรายจับตานิปาห์ หมอพระมงกุฎฯ ชี้ “รุนแรงแต่ไม่ใช่โรคใหม่” ย้ำวิธีป้องกันจากสัตว์สู่คน พร้อมเตือนภัยใกล้ตัว “PM2.5” กระทบสุขภาพหนักกว่าที่คิด

เชียงราย, 27 มกราคม 2569 — ในช่วงที่กระแสข่าวการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสนิปาห์” ในต่างประเทศกลับมาถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ความกังวลของประชาชนจำนวนไม่น้อยมักพุ่งไปที่คำถามเดียวกันว่า “โรคนี้จะเข้ามาไทยไหม” และ “ถ้าเข้ามาแล้วจะรุนแรงแค่ไหน”

ท่ามกลางเสียงเตือนและข้อมูลที่ไหลเร็ว พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เพื่อช่วย “จัดระเบียบความเสี่ยง” ให้สังคมแยกแยะระหว่างสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง กับสิ่งที่ไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ พร้อมกันนั้นยังชี้ว่า เมืองที่กำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 สูงอย่างต่อเนื่องต่างหาก คือโจทย์สุขภาพที่กระทบคนจำนวนมากในชีวิตประจำวัน

นิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็น “โรคอันตรายร้ายแรง” ที่ต้องรู้เท่าทัน

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์อธิบายว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคเกิดใหม่ และเคยมีการระบาดมาแล้วในบางประเทศ โดยธรรมชาติของโรคนี้มี “ค้างคาว” เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ การติดเชื้อในคนจึงมักเริ่มต้นจาก “จุดเชื่อม” ระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง หรือการบริโภคผลไม้/พืชผักที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ

ในเชิงระบาดวิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเคยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบริบทการสัมผัสใกล้ชิดและการดูแลผู้ป่วย และยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ สำหรับนิปาห์ในปัจจุบัน

“ประเด็นที่สังคมควรรู้” ตามคำอธิบายของแพทย์ คือ ช่องทางการติดต่อ ของนิปาห์ “ต่างจาก” โรคทางเดินหายใจที่แพร่กระจายง่ายอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เพราะนิปาห์โดยทั่วไปต้องอาศัยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เลือด หรือการสัมผัสใกล้ชิดในบริบทการดูแลผู้ป่วย จึงมักพบการติดเชื้อคนสู่คนในวงจำกัดมากกว่า “การระบาดวงกว้างแบบรวดเร็ว”

อย่ากลัวจนมองไม่เห็น “ความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า”

นิปาห์เป็นโรคที่โลกยอมรับว่า “หนัก” เพราะอัตราป่วยตายสูงและยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยได้วางมาตรการคุมด่านหน้าแบบเป็นระบบ 3 ระยะ เริ่มใช้ตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569 และเปิดช่องทางข้อมูล 1422 เพื่อลดช่องโหว่และลดความตื่นตระหนก

แต่สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ “PM2.5” คือโจทย์สุขภาพที่กระทบจริงในวงกว้างและต่อเนื่อง WHO ประเมินผลกระทบระดับโลกชัดเจนว่าฝุ่นละเอียดสัมพันธ์กับการตายก่อนวัยอันควรและโรคสำคัญหลายกลุ่ม

ดังนั้น “เมืองที่ปลอดภัย” ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีข่าวโรค แต่คือเมืองที่ สื่อสารความเสี่ยงได้ถูกต้อง และทำให้คนในชุมชน ลงมือทำได้จริงทันที โดยไม่เพิ่มความตื่นตระหนกเกินเหตุ

ทำไมโรคนี้ถึงถูกจัดเป็นภัยร้ายแรง แม้จะไม่ระบาดง่ายแบบโรคทางเดินหายใจ

คำว่า “ไม่น่าระบาดกว้าง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อันตราย”   จุดที่ทำให้นิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูง

WHO ระบุว่าอัตราป่วยตาย (case fatality rate) ของนิปาห์ในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ เคยอยู่ในช่วงสูงมาก และยังเป็นโรคที่ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ ขณะที่ข้อมูลจากพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ย้ำว่า ในทางคลินิก ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการหนักเร็ว จนเกิดปอดอักเสบรุนแรง หายใจลำบาก หรือเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ชัก ซึ่งทำให้การรักษาต้องรวดเร็วและมีระบบคัดกรองที่ดี

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “มาตรการด่านหน้า” จึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ระบบสาธารณสุขมีเวลาและเครื่องมือพอในการแยกผู้ป่วยต้องสงสัยออกจากผู้เดินทางทั่วไป

อาการเริ่มต้นคล้ายหวัด แต่ต้องจับตา “จุดเปลี่ยน” ที่พาไปสู่ภาวะรุนแรง

แพทย์อธิบายว่าอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยนิปาห์อาจเริ่มจาก ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำมูก ไอ จาม ซึ่งทำให้บางคนเผลอประเมินต่ำ แต่ “สัญญาณเตือน” ที่ต้องระวังคืออาการที่รุนแรงขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก สงสัยปอดอักเสบ หรือเริ่มมีอาการทางระบบประสาท (สับสน ชัก)

ในมุมข่าวสาธารณสุข สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้จักอาการ คือการรู้จัก “บริบทเสี่ยง”   ผู้ที่เพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์พาหะ/สัตว์ป่า รวมถึงสัมผัสสารคัดหลั่ง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อในสถานพยาบาลได้เหมาะสม

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง ตัด “ทางผ่าน” จากสัตว์สู่คน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์เน้นไปที่ “การลดโอกาสรับเชื้อจากสัตว์” ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการเข้าป่า/สัมผัสสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาว
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือผลไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้น
  • ปอกเปลือก/ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
  • ล้างมือบ่อย ๆ และยึดหลักสุขอนามัยอาหาร

หลักคิดสำคัญคือ “เราไม่จำเป็นต้องกลัวจนหยุดใช้ชีวิต แต่ต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” เพราะในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน พฤติกรรมเล็กๆ ในครัวเรือนและชุมชนมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

ด่านหน้า-ด่านใน เมื่อรัฐต้องทำงานพร้อมกับประชาชน

ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องโรคจากต่างประเทศ หน่วยงานด้านโรคติดต่อมักยกระดับการคัดกรองและเฝ้าระวังตามด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบผู้ป่วยต้องสงสัยตั้งแต่ต้นทาง/ปลายทาง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในชุมชน โดยแนวทางลักษณะนี้เป็นมาตรการมาตรฐานที่ไทยเคยใช้กับโรคอุบัติใหม่ในอดีตเช่นกัน

อย่างไรก็ดี “ด่านใน” ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความร่วมมือของประชาชนในการสังเกตอาการและแจ้งประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพราะในโรคที่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด การปกปิดประวัติเป็นความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยรายอื่นโดยตรง

จากนิปาห์สู่ PM2.5 แพทย์ชี้ “ภัยใกล้ตัว” ที่กระทบวงกว้างกว่า

หลังอธิบายเรื่องนิปาห์ พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์หันมาชี้ประเด็นที่กระทบสุขภาพคนเชียงรายและภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าในชีวิตประจำวัน นั่นคือ มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

สาระสำคัญคือ PM2.5 ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกาย “อักเสบ” ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือมันกระทบคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (รวมถึง PM2.5) สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมะเร็งปอด

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผลกระทบระยะสั้น ระคายเคือง หอบหืดกำเริบ หายใจลำบาก

แพทย์อธิบายผลกระทบระยะสั้นที่พบได้ทันทีเมื่อสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง เช่น

  • แสบตา ระคายเคือง ผื่นคัน
  • แน่นจมูก น้ำมูก หายใจไม่สะดวก
  • กระตุ้นอาการหอบหืด/ภูมิแพ้ในผู้มีโรคประจำตัว

ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า PM2.5 ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบระยะยาว จาก “การอักเสบ” ไปสู่หัวใจ สมอง และปอดเรื้อรัง

ประเด็นที่แพทย์เน้นย้ำคือ “ผลระยะยาว” ซึ่งมักถูกมองข้าม เพราะไม่ได้เกิดทันที แต่สะสมเป็นความเสี่ยงต่อโรคใหญ่ ได้แก่

  • การอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด
  • เพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ/โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง และความเสี่ยงมะเร็งปอด

ในระดับสากล WHO ก็ยืนยันภาพรวมว่า PM2.5 เชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายกลุ่ม และเป็นเหตุให้ “ภาระโรค” ของเมืองใหญ่และเมืองที่มีหมอกควันสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีป้องกันตัวเองในวันที่เลี่ยงฝุ่นไม่ได้ “ลดสัมผัส” ให้มากที่สุด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ต่อประชาชนคือ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  2. หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่เหมาะสม
  3. เฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ

ขณะที่ในระดับชุมชน แพทย์ย้ำการ “ลดแหล่งกำเนิด” เช่น ลดการเผาหญ้า เผาขยะ ลดการจอดรถติดเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถใช้น้ำมัน รวมถึงการพิจารณาใช้ขนส่งสาธารณะ/เดินในระยะใกล้เมื่อทำได้ เพื่อช่วยลดการเพิ่มฝุ่นในพื้นที่

แนวคิดสำคัญคือ “หน้ากากช่วยลดการรับสัมผัสรายบุคคล” แต่การแก้ที่ยั่งยืนต้องลดฝุ่นที่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระดับครัวเรือน ท้องถิ่น และการบังคับใช้มาตรการของรัฐ

รัฐคุมด่านหน้าแบบ “เข้มเฉพาะจุด” มาตรการ 3 ระยะ เริ่ม 26 ม.ค. 2569

กรมควบคุมโรค (กระทรวงสาธารณสุข) เปิดรายละเอียดมาตรการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อน/ระหว่างเดินทาง จนถึงเมื่อเดินทางถึงไทย และกรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ

1) ก่อนและระหว่างการเดินทาง “กรองตั้งแต่ต้นทาง”

มาตรการสำคัญ เช่น การให้บุคลากรสวมอุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำ การกำหนดให้ผู้โดยสารที่มีไข้สูงหรืออาการทางเดินหายใจต้องมีเอกสาร fit to fly และการดำเนินการเมื่อพบผู้โดยสารป่วยระหว่างเที่ยวบิน รวมถึงการแจกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) ให้ผู้โดยสารจากพื้นที่ระบาดกรอกให้เสร็จสิ้นก่อนถึงไทย

2) เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย “คัดกรอง-แยก-ส่งต่อ” ให้ชัด

ผู้โดยสารต้องยื่นแบบฟอร์ม ต.8 ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนผ่าน ตม. มีมาตรการสุขาภิบาลอากาศยาน และในกรณีพบผู้ป่วยสงสัยต้องฆ่าเชื้อก่อนทำการบินต่อ รวมถึงการกำหนด หลุมจอดเฉพาะ พร้อมจัดพื้นที่คัดกรอง ห้องแยกโรค เส้นทางส่งต่อ และการจัดการสัมภาระ

3) กรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ ลดความเสี่ยง “เคสรักษาในไทย”

มีข้อกำหนดให้ผู้ป่วยที่ส่งต่อจากประเทศที่มีรายงานนิปาห์และประสงค์เข้ามารักษาในไทย ต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR จากโรงพยาบาลต้นทางก่อนเข้าประเทศ และให้โรงพยาบาลปลายทางประสานด่านควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด

มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. และหากฝ่าฝืนอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมช่องทางสอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ความท้าทายของการสื่อสารความเสี่ยง ทำให้คน ‘ระวัง’ โดยไม่ ‘ตระหนก’

เมื่อข่าวโรคจากต่างประเทศมาแรง ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นคู่กันคือ “ข้อมูลล้น” และ “ความกลัวนำหน้าเหตุผล” แพทย์จึงเสนอกรอบคิดที่ใช้ได้จริงกับทั้งนิปาห์และ PM2.5 คือ

  • ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โรคนี้ติดต่ออย่างไร เสี่ยงกับใคร
  • ชี้พฤติกรรมเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ อาหาร ผลไม้ สัมผัสสัตว์ป่า การไม่ป้องกันฝุ่น
  • บอกสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อมีอาการ พบแพทย์ แจ้งประวัติ ลดสัมผัสฝุ่น
  • ย้ำว่า “ความร่วมมือ” สำคัญกว่าความตื่นตระหนก เพราะการตระหนกทำให้คนหลงเชื่อข่าวลวงง่าย ขณะที่ความร่วมมือทำให้ระบบคัดกรองและป้องกันโรคทำงานได้จริง

ในเชิงสังคม นี่คือบทเรียนว่า เมืองอย่างเชียงรายไม่เพียงต้อง “ตั้งการ์ด” กับโรคอุบัติใหม่ แต่ยังต้อง “ไม่ละสายตา” จากวิกฤตสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดซ้ำทุกฤดูกาล

นิปาห์คือบททดสอบระบบ PM2.5 คือบททดสอบวิถีชีวิตเมือง

สาระจากคำให้สัมภาษณ์ของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์สะท้อนภาพชัดว่า

  • นิปาห์ เป็นโรครุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง และยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ จึงต้องมีระบบเฝ้าระวังและคัดกรองที่ดี
  • แต่ในอีกด้าน PM2.5 คือภัยที่ “แตะปอดและหัวใจของคนจำนวนมาก” ในเวลาเดียวกัน และสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิดอย่างมีหลักฐานชัด

ท้ายที่สุด ข่าวสุขภาพที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข่าวที่ทำให้คนกลัวที่สุด แต่คือข่าวที่ทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น” รู้ว่าต้องระวังอะไร ทำอะไรได้ทันที และร่วมกันลดความเสี่ยงของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

เข้มแต่ไม่ปิดประเทศ” เส้นบาง ๆ ที่ต้องเดินเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

ภาวะปกติใหม่ของโลกยุคโรคอุบัติใหม่คือ ประเทศต้อง “ป้องกัน” ควบคู่ “เปิด” การเดินทางอย่างมีระบบ และนี่คือเหตุผลที่มาตรการด้านสาธารณสุขมักถูกออกแบบให้ เจาะจงกลุ่มเสี่ยง มากกว่ากวาดกว้างทั้งระบบ เพราะเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางของคนจำนวนมากผูกอยู่กับความเชื่อมั่น

ข้อมูลจากผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนมิตินี้ชัดเจน ภาพรวมต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวันสะสม ณ 26 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 2.62 ล้านคน ลดลงเฉลี่ย 10% เทียบปีก่อน แต่ ททท. ชี้ว่าปัจจัยหลักมาจากตลาดบางภูมิภาคหดตัวจากเหตุปัจจัยอื่น ขณะที่ “นิปาห์” ยังไม่ใช่ตัวแปรลบหลักในเชิงตัวเลข และตลาดอินเดียช่วง 1–25 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้น 20%

สถิติ/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง

  • WHO ระบุว่าโรคนิปาห์มีอัตราป่วยตายสูงมากในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ และ ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ
  • WHO ชี้ว่า PM2.5 สามารถเข้าสู่กระแสเลือด และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด
  • เอกสารหน่วยงานด้านมลพิษของไทยอธิบายผลกระทบสุขภาพจาก PM2.5 และแนวทางลดการสัมผัส/ลดแหล่งกำเนิดในระดับบุคคลและชุมชน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Disease Outbreak News: Nipah virus infection – India (ข้อมูลอัตราป่วยตายและสถานะวัคซีน/ยาจำเพาะ)
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Air quality guidelines / health impacts of particulate matter (PM2.5)
  • หน่วยงานด้านมลพิษของประเทศไทย (เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่อง PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ)
  • ข้อมูลคำให้สัมภาษณ์: พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชียงรายโตแรง! ยอดสะสมอันดับ 13 แต่ป้ายแดงพุ่งติด Top 10 ของประเทศไทย

เชียงรายเร่งเครื่อง BEV จาก “ยอดสะสมอันดับ 13” สู่ “ป้ายแดงอันดับ 9” คำถามใหม่ของเมืองเหนือคือชาร์จที่ไหน ซ่อมอย่างไร และใครได้ประโยชน์

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — ในปีที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค คำว่า “รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)” ไม่ได้อยู่แค่ในบทสนทนาของกรุงเทพฯ หรือเมืองอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออกอีกต่อไป หากแต่กำลังปรากฏเป็น “พฤติกรรมการซื้อจริง” ในจังหวัดปลายทางท่องเที่ยวและเมืองหน้าด่านอย่างเชียงราย ที่ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า รถ BEV สะสม 2,883 คัน ณ ธันวาคม 2568 และในปีเดียวกันมี จดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) 1,331 คัน พาเชียงรายขึ้นมาอยู่ อันดับ 13 ของประเทศในยอดสะสม และโดดขึ้นถึง อันดับ 9 ของประเทศในยอดป้ายแดงปี 2568 (อันดับ 3 ของภาคเหนือ) ตามข้อมูลสถิติรถจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกที่ผู้ใช้รวบรวมและอ้างอิงจากระบบสถิติทางการ

ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่ “มหาศาล” เมื่อเทียบกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่สำหรับเชียงราย มันคือสัญญาณว่าตลาดกำลัง “เปลี่ยนเฟส” จากการทดลองใช้ของกลุ่มแรกเริ่ม ไปสู่การยอมรับในวงกว้างขึ้น พร้อมคำถามสำคัญที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบให้ชัด การเติบโตนี้กำลังพาเชียงรายไปสู่เมืองเดินทางสะอาดและต้นทุนต่ำลงจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นภาระใหม่ด้านไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเทคโนโลยี

ตัวเลขที่ทำให้เชียงราย “น่าจับตา” ไม่ใช่แค่ยอดสะสม แต่คือแรงซื้อใหม่

หากมองเพียงยอดสะสม 2,883 คัน เชียงรายอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “กำลังมา” แต่สิ่งที่ทำให้ภาพชัดขึ้นคือยอดป้ายแดง 1,331 คันในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่า “รถใหม่” มีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบฐานสะสมเดิม นัยหนึ่งคือ ความต้องการไม่ได้เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีแรงเร่งในช่วงปีล่าสุด

ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ นี่เป็นภาพที่สอดคล้องกับจังหวัดที่มีบทบาท 3 ชั้นซ้อนกัน คือ (1) เมืองท่องเที่ยวที่การเดินทางภายในเมืองและระหว่างอำเภอเกิดขึ้นตลอดปี (2) เมืองบริการที่มีพนักงานเอกชนจำนวนหนึ่งอยู่ในระบบค่าจ้างประจำ และ (3) เมืองหน้าด่านที่เชื่อมโยงกิจกรรมโลจิสติกส์และการเดินทางข้ามพื้นที่ ซึ่งทำให้ “ต้นทุนเชื้อเพลิง” เป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตประจำวันของครัวเรือนและผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ดี ข่าวเชิงลึกไม่ได้หยุดแค่ “ยอดขาย” แต่ต้องไปต่อที่ “คุณภาพของการเปลี่ยนผ่าน” ว่าความนิยม BEV กำลังสร้างโอกาสให้คนเชียงรายกลุ่มใด และทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่

เชียงรายอยู่ตรงไหนในแผนที่ BEV ประเทศไทย ภาพใหญ่ที่ทำให้เห็นแรงเหวี่ยง

ข้อมูลภาพรวมประเทศปี 2568 ระบุว่าไทยมีรถ BEV สะสม 274,368 คัน และเติบโต +75% YoY โดย 5 จังหวัดยอดสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล 189,915 คัน, เชียงใหม่ 11,000 คัน, ชลบุรี 8,437 คัน, สงขลา 5,017 คัน, และ ขอนแก่น 4,895 คัน (ตัวเลขและอันดับตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมจากสถิติกรมการขนส่งฯ)

เมื่อวางเชียงรายไว้บนแผนที่นี้ จะเห็น 2 ภาพพร้อมกัน

  • ภาพที่หนึ่ง เชียงรายยังเป็น “ตลาดขนาดกลาง” เมื่อเทียบกับเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
  • ภาพที่สอง (สำคัญกว่า) เชียงรายเป็น “ตลาดที่กำลังเร่งตัว” เพราะอันดับป้ายแดงสูงกว่ายอดสะสม แปลว่าอัตราการเพิ่มกำลังเกิดขึ้นมากในปีเดียว

ในภาคเหนือ ภาพความเคลื่อนไหวยิ่งชัด เชียงใหม่เป็นหัวขบวนด้วยฐานเมืองใหญ่และเครือข่ายบริการ ขณะที่พิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลางคมนาคมของตอนล่างภาคเหนือ ส่วนเชียงรายกำลังสะท้อนบทบาท “เมืองปลายทางท่องเที่ยว + เมืองชายแดน” ที่มีความต้องการเดินทางระยะทางจริงสูง และอาจเริ่มเห็น BEV เป็นทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการวิ่งในระยะยาว

ทำไม “เชียงราย” จึงเกิดแรงซื้อ BEV มากขึ้น สมมติฐานที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลต่อไป

ในฐานะงานข่าวที่ต้องยืนบนความเป็นกลาง จำเป็นต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “สมมติฐาน” อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริง คือ ยอดสะสมและยอดจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นตามตัวเลขที่ปรากฏในสถิติทางการ และอันดับของเชียงรายขยับขึ้นมาสูงในเชิงป้ายแดงปี 2568

สมมติฐานที่เป็นไปได้ (ซึ่งต้องติดตามด้วยข้อมูลภาคสนามและข้อมูลหน่วยงานในระยะต่อไป) ได้แก่

  1. ตลาดรถ BEV มีรุ่นให้เลือกมากขึ้น ราคาจับต้องได้ขึ้น ทำให้จังหวัดรองเริ่มเข้าถึง
  2. ผู้ใช้ในเชียงรายที่มีรูปแบบเดินทางประจำ (วิ่งในเมือง/วิ่งระหว่างอำเภอ) เริ่มคำนวณ “ต้นทุนต่อกิโลเมตร” แบบจริงจัง
  3. โครงข่ายจุดชาร์จและบริการหลังการขายเริ่มมีมากขึ้นจนความกังวลลดลง

อย่างไรก็ดี สมมติฐานทั้งหมดนี้ยังต้องการ “หลักฐานสนับสนุน” เช่น จำนวนสถานีชาร์จในจังหวัด สัดส่วนการติดตั้งชาร์จที่บ้าน/ที่ทำงาน และโครงสร้างความพร้อมของศูนย์บริการ ซึ่งเป็นช่องว่างข้อมูลสำคัญที่สังคมเชียงรายควรผลักดันให้มีการเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อคนเชียงราย “ค่าเดินทาง” อาจลด แต่ต้องไม่สร้างภาระใหม่

การพูดถึง BEV มักใช้ถ้อยคำใหญ่ เช่น ลดคาร์บอน ลดมลพิษ แต่สำหรับประชาชน สิ่งที่จับต้องได้คือ “ค่าใช้จ่ายรายเดือน” และ “ความแน่นอนของการเดินทาง”

สำหรับครัวเรือนที่มีการเดินทางประจำในเมืองเชียงราย รับส่งบุตรไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปโรงพยาบาล หรือไปทำธุระราชการ BEV มักถูกมองเป็นการแปลงค่าใช้จ่ายจากน้ำมันไปเป็นค่าไฟ และค่าเสื่อมระยะยาวของรถ ซึ่งหากระบบชาร์จสะดวกและราคาค่าไฟไม่ผันผวนรุนแรง การวางแผนการเงินครัวเรือนอาจทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว รถรับส่งขนาดเล็ก หรือกิจการบริการที่ต้องวิ่งงานในตัวเมือง ความเปลี่ยนแปลงอาจสะท้อนเป็น “ความสามารถแข่งขัน” ผ่านต้นทุนต่อเที่ยวที่ต่ำลง แต่ก็มีเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องชาร์จได้จริงในเวลาจริง และต้องซ่อมได้จริงเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง

นี่คือหัวใจข่าวชุมชน เทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ได้ ต้องไม่ทำให้คนใช้ “เสี่ยง” กับการเดินทางและเวลาทำมาหากิน

ความท้าทายเฉพาะของเชียงราย เมืองกว้าง ระยะทางจริงสูง และต้องการความพร้อมมากกว่าคำว่า “เทรนด์”

เชียงรายมีภูมิประเทศและรูปแบบการเดินทางที่ต่างจากเมืองชั้นในหลายจังหวัด การเดินทางระหว่างอำเภอ จากตัวเมืองไปแม่สาย เชียงของ แม่จัน หรือขึ้นพื้นที่สูง ทำให้ผู้ใช้ BEV ต้องคิดมากกว่า “ขับในเมืองได้ไหม” แต่ต้องคิดว่า “ขับแล้วกลับได้ไหม และชาร์จที่ไหน”

ความท้าทายหลักจึงอยู่ที่ 4 ประเด็น

  1. โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จแบบกระจายตัว
    หากจุดชาร์จหนาแน่นเฉพาะตัวเมือง แต่บางอำเภอยังมีช่องว่าง การตัดสินใจซื้ออาจกระจุกตัวในคนกลุ่มที่มีบ้านติดตั้งชาร์จได้ หรือมีเส้นทางวิ่งไม่ไกล ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด “ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึง” ในระดับจังหวัดเดียวกัน
  2. คุณภาพงานบริการและช่างเทคนิค
    เมื่อยอดป้ายแดงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องโตตามคือช่างซ่อม อะไหล่ และมาตรฐานความปลอดภัย หากความพร้อมตามไม่ทัน ผู้ใช้จะเผชิญต้นทุนแฝง เช่น ระยะเวลารอซ่อมนาน ต้องส่งรถไปจังหวัดใหญ่ หรือค่าเสียโอกาสจากการหยุดงานของรถ
  3. ความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยง
    รถไฟฟ้ามีมาตรฐานความปลอดภัยเฉพาะทาง ตั้งแต่แบตเตอรี่แรงดันสูง การกู้ภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไปจนถึงแนวทางดับเพลิงที่แตกต่างจากรถสันดาป ประเด็นนี้เป็น “โครงสร้างสาธารณะ” ที่ต้องวางแผนร่วมกันระหว่างท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานรัฐ
  4. แบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ ใครรับผิดชอบ และระบบรีไซเคิลไปถึงไหน
    การเพิ่มยอดใช้งานวันนี้ คือโจทย์สิ่งแวดล้อมในอีกหลายปีข้างหน้า หากไม่มีระบบรับคืน/รีไซเคิลที่ชัดเจน ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาระใหม่ด้านของเสียอันตรายในอนาคต

นโยบาย EV เดินหน้า แต่สังคมต้องคุม “ธรรมาภิบาลของแรงส่ง”

ในระดับประเทศ รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริม EV ต่อเนื่อง ทั้งเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการลงทุน โดยมีการปรับมาตรการ EV3 และ EV3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น การขยายกรอบเวลาให้การจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศภายใต้มาตรการ สามารถทำได้ถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อรองรับรถที่จำหน่ายปลายปีให้จดทะเบียนทัน

รายงานข่าวภาครัฐยังสะท้อนว่า ยอดจดทะเบียน BEV ช่วง 9 เดือนหนึ่งเติบโตในระดับสูง และการลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV มีมูลค่าสูง ซึ่งสะท้อนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานผลิตภูมิภาค ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานมุมมองเชิงนโยบายว่า ไทยพยายามประคองแรงจูงใจและปรับเงื่อนไขเพื่อรักษาการลงทุนและความต่อเนื่องของตลาด EV

อย่างไรก็ดี ในมาตรฐานงานข่าวเชิงลึก “นโยบายส่งเสริม” ต้องเดินคู่กับ “ธรรมาภิบาลและความคุ้มค่า” เพราะเงินสนับสนุน/แรงจูงใจทางภาษีในระยะยาวย่อมมีต้นทุนทางการคลัง และอาจเกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมระหว่างคนที่เข้าถึงรถใหม่ราคาแพง กับคนที่ยังต้องพึ่งรถมือสองหรือรถสาธารณะ

เชียงรายควรเดินเกมอย่างไร 3 ทางเลือกเชิงนโยบายที่จับต้องได้

หากยอมรับข้อเท็จจริงว่าเชียงรายกำลังเร่งตัว คำถามจึงไม่ใช่ “จะเอา EV ไหม” แต่เป็น “จะจัดการการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมและปลอดภัยอย่างไร”

ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับจังหวัด/ท้องถิ่นที่ทำได้ทันที ได้แก่

  1. ทำแผนที่โครงสร้างพื้นฐานชาร์จแบบเปิดข้อมูล (Open Data) รายอำเภอ
    ไม่ใช่แค่บอกว่ามีจุดชาร์จ “ที่ไหนสักแห่ง” แต่ต้องตอบได้ว่า จุดชาร์จครอบคลุมเส้นทางหลักและอำเภอรอบนอกเพียงใด มีหัวชาร์จกี่ประเภท และช่วงเวลาใช้งานหนาแน่นตอนไหน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจซื้อบนข้อมูลจริง
  2. ยกระดับทักษะช่างและศูนย์บริการในพื้นที่
    จับมือสถาบันการศึกษา/อาชีวะ/ภาคเอกชน จัดหลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้าและระบบแรงดันสูง เพื่อให้การเติบโตของยอดรถ “ไม่ทิ้งช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและบริการ”
  3. เริ่มต้นด้วย “ฟลีทรถสาธารณะ/ท่องเที่ยว” ที่วัดผลได้
    แทนที่จะกระจายแบบไร้ทิศทาง เชียงรายสามารถผลักดันโครงการนำร่องที่วัดผลชัด เช่น รถรับส่งในเมือง รถบริการท่องเที่ยวในโซนหนาแน่น พร้อม KPI เรื่องต้นทุนต่อเที่ยว การลดมลพิษ และความพึงพอใจผู้โดยสาร เพื่อพิสูจน์ผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อรถส่วนบุคคล

เชียงรายไม่ได้แค่ “ตามเทรนด์” แต่กำลังถูกทดสอบความพร้อมของเมือง

ตัวเลข สะสม 2,883 คัน และ ป้ายแดง 1,331 คันในปีเดียว ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่าจับตาของการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะยอดรวมใหญ่ที่สุด แต่เพราะ “แรงซื้อใหม่” กำลังพุ่ง และสะท้อนการขยับของพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองเหนืออย่างชัดเจน

แต่การเติบโตจะเป็น “ข่าวดีของชุมชน” ได้จริง ก็ต่อเมื่อเมืองตอบคำถามปลายทางให้ได้ว่า ประชาชนชาร์จได้สะดวกเพียงพอหรือไม่ ระบบบริการตามทันหรือไม่ ความปลอดภัยพร้อมหรือไม่ และการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้คนเชียงรายส่วนใหญ่ “ได้ประโยชน์” ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มที่เข้าถึงรถใหม่ราคาแพง

ในปี 2569 “รถไฟฟ้า” จึงไม่ใช่เพียงพาหนะ หากเป็นบททดสอบความสามารถของเชียงรายในการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ให้ทันเทคโนโลยี ทันเศรษฐกิจ และทันความเป็นธรรมของสังคมไปพร้อมกัน

สถิติสำคัญ 

  • เชียงราย รถ BEV สะสม ณ ธ.ค. 2568 = 2,883 คัน; จดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) ปี 2568 = 1,331 คัน (อันดับสะสม 13 ของประเทศ; อันดับป้ายแดง 9 ของประเทศ; อันดับ 3 ภาคเหนือ)
  • ประเทศไทย รถ BEV สะสมปี 2568 = 274,368 คัน, เติบโต +75% YoY
  • ชุดข้อมูล/ทรัพยากรสถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ทางการ) เผยแพร่ผ่าน DLT Data Catalog และมีไฟล์รายปี/รายเดือนให้ดาวน์โหลด
  • นโยบายระดับประเทศ มีการปรับมาตรการ EV3–EV3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกรอบเวลาจดทะเบียน และสะท้อนทิศทางการผลักดันฐานผลิต EV ของไทย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการขนส่งทางบก (DLT) – DLT Data Catalog ชุดข้อมูล “สถิติจำนวนรถจดทะเบียนใหม่” (ไฟล์รายปี/รายเดือน)
  • เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) ข่าวการปรับมาตรการ EV3–EV3.5 และข้อมูลประกอบเชิงนโยบาย
  • Reuters รายงานมุมมองเชิงนโยบาย/เศรษฐกิจเกี่ยวกับการเดินหน้ามาตรการและอุตสาหกรรม EV ของไทย
  • Omoda&Jaecoo Rich Chaing Rai

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ประกันสังคม 2569 เมื่อแชตหลุดและระบบล่ม บรรจบกับเพดานเงินสมทบใหม่ของแรงงานเชียงราย

เงินออมของแรงงาน กับบททดสอบความเชื่อมั่น” เชียงรายจับสัญญาณ “ปฏิรูปประกันสังคม” ปี 2569 เมื่อแชตหลุด ระบบล่ม เพดานสมทบใหม่ บรรจบกันบนชีวิตลูกจ้างตัวจริง

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — เชียงรายเมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และงานบริการ “ความแน่นอน” ของรายได้มักเป็นสิ่งที่แรงงานจำนวนมากไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่แรงงานเชื่อว่าควร “มีแน่” คือหลักประกันยามเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือในวันที่ต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว นั่นคือระบบประกันสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแส “แชตหลุดบอร์ด” กลายเป็นชนวนใหญ่ ประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องโครงการไอทีมูลค่าสูง และการปรับเพดานคำนวณเงินสมทบปี 2569 ภาพของ “กองทุนที่ควรเป็นที่พึ่ง” จึงถูกลากเข้าสู่ไฟสปอร์ตไลต์ ทั้งในเชิงจริยธรรม การบริหาร และความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ชีวิตแรงงานในเชียงรายซึ่งอาศัยเศรษฐกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นแกนหลัก ก็สะท้อนคำถามเดียวกับคนทั้งประเทศว่า “เงินที่ส่งทุกเดือน กำลังถูกดูแลแบบไหน และจะทันต่อความเสี่ยงจริงหรือไม่”

 

เมื่อความเชื่อมั่นสะดุดด้วย “แชตหลุด”

ประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างหนักคือภาพแชตที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบทสนทนาที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการฝ่ายนายจ้างในระบบประกันสังคม มีถ้อยคำรุนแรงในทำนอง “ทวงบุญคุณ” ต่อผู้ประกันตน พร้อมการพาดพิงสื่อด้วยคำหยาบคาย จนนำไปสู่แรงกดดันให้ตรวจสอบจริยธรรมและท่าทีของผู้กำกับกองทุน โดยมีการอ้างถึง “กำไรจากการลงทุน” ระดับหลายหมื่นล้านบาทเป็นองค์ประกอบของการถกเถียง

ในเชียงราย กระแสดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงดราม่าเมืองหลวง เพราะ “ภาษาที่ใช้” สะท้อนวิธีคิดต่อแรงงานฐานราก กลุ่มคนที่ต้องส่งเงินสมทบจากรายได้ที่ไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาลท่องเที่ยว หากผู้กำกับกองทุนมองผู้ประกันตนเป็นเพียง “ตัวเลข” มากกว่าผู้ถือสิทธิ คำถามเรื่องความชอบธรรมย่อมขยายตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างแรงงานเมืองท่องเที่ยว กับความเปราะบางที่ “ต้องมีหลักประกัน”

เชียงรายมีแรงงานภาคบริการจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงรถรับจ้าง โลจิสติกส์ และแรงงานในโครงการก่อสร้างที่รองรับเมืองท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจดี คนทำงานอาจอยู่ในระบบมาตรา 33 แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภัยพิบัติ น้ำท่วม ดินถล่ม หรือการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ความเสี่ยง “ตกงาน/รายได้หาย” จะเกิดเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่น

ในภาพรวมประเทศ จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ระดับราว 12 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราอยู่ระดับ 24–25 ล้านคน ซึ่งสะท้อนความใหญ่ของระบบและความสำคัญเชิงสังคม
สำหรับเชียงราย แม้เอกสารสาธารณะไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรา 33 รายเดือนแบบย่อยจังหวัดในชุดข้อมูลข่าวที่ตรวจพบ แต่ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างคือเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยว การค้าชายแดน บริการ ซึ่งทำให้แรงงานในระบบมีบทบาทสูง และความขัดข้องของระบบส่วนกลางย่อมสะเทือนพื้นที่ชายขอบไม่แพ้เมืองใหญ่

คำถามชวนคิดสำหรับเชียงราย ถ้าแรงงานบริการที่อยู่ห่างไกลจากส่วนกลาง ต้องพึ่งระบบออนไลน์เป็นหลัก แล้วระบบ “ล่ม” หรือ “ติดขัด” ใครแบกรับต้นทุนช่วงรอยต่อ แรงงาน นายจ้างท้องถิ่น หรือรัฐ?

 

เพดานสมทบใหม่ปี 2569 ภาระเพิ่ม แต่ต้องแลกกับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น

อีกเส้นเรื่องที่เข้มข้นคือการสื่อสารเรื่อง เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ซึ่งทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน ในส่วนที่คำนวณตามเพดาน โดยมีการอธิบายสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ในมุมของแรงงานเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ระดับกลางในโรงแรม/บริการมาตรฐาน การเปลี่ยนเพดานคำนวณไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลข” แต่คือคำถามว่าการจ่ายเพิ่มหรือการคำนวณบนเพดานใหม่จะทำให้

  • การเข้าถึงบริการแพทย์รวดเร็วขึ้นหรือไม่
  • การจ่ายกรณีว่างงาน/ทดแทนรายได้แม่นยำและทันเวลาหรือไม่
  • ระบบดิจิทัลรองรับพื้นที่ภูเขา/ชายแดนที่เดินทางยากได้จริงแค่ไหน

หากคำตอบยังไม่ชัด การตั้งคำถามต่อการบริหารย่อมเข้มขึ้นตามธรรมชาติ

 

 “ยกเครื่องสู่มืออาชีพ” วาระรัฐ คำประกาศที่ต้องพิสูจน์ด้วยกลไกตรวจสอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีการให้ข่าว/สื่อสารถึงการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยเน้นแนวคิดเพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ และการใช้ข้อมูล (Big Data) เพื่อกำกับการตัดสินใจลงทุนและบริการ พร้อมย้ำหลักธรรมาภิบาล

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะระหว่าง “เขตเมือง” กับ “พื้นที่ดอย/ชายแดน” หากการปฏิรูปหมายถึงระบบบริการที่เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และตรวจสอบได้จริง ผลดีจะตกกับแรงงานที่ต้องเดินทางไกล ลดต้นทุนเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดการพึ่งพา “ดุลพินิจ” ในการอนุมัติสิทธิ

แต่หากการปฏิรูปเป็นเพียงคำประกาศ โดยไม่มีการเปิดข้อมูล การตรวจสอบอิสระ และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ความขัดแย้งเชิงความเชื่อมั่นก็อาจยืดเยื้อ และกระทบความร่วมมือของทุกฝ่ายในระยะยาว

ปมร้อนงบไอที การลงทุน เมื่อ “ระบบหลังบ้าน” กลายเป็นความเดือดร้อนหน้าบ้าน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักสุดในช่วงนี้หนีไม่พ้น ระบบไอที SSO Core มูลค่า 850 ล้านบาท (ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมและกรอบข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้าง) เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ไม่ใช่ TOR หรือสถาปัตยกรรมระบบ แต่คือ “เงินชดเชยมาไม่ทัน” “ทำรายการไม่ได้” “ติดต่อยาก” เมื่อระบบติดขัด

ขณะที่อีกกรณีที่ถูกยกขึ้นมาคือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TU Dome ซึ่งสื่อรายงานว่าลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับคนเชียงรายที่อยู่ในเศรษฐกิจรายวัน ภาพเหล่านี้กระตุ้นคำถามแบบตรงไปตรงมา

  • เงินของผู้ประกันตน “ถูกนำไปเสี่ยง” มากน้อยแค่ไหน
  • ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงหรือไม่
  • ใครรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจผิดพลาด
  • กลไกถ่วงดุล ทั้งภายในและภายนอก ทำงานจริงหรือไม่

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “แชตหลุด” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันไปแตะความเชื่อมั่นใน “คน” ที่กำกับ “ระบบ” และกำกับ “เงิน” พร้อมกัน

 

เชียงรายในสมการค่าแรง SMEs ภาระต้นทุนกับการรักษาการจ้างงาน

แม้ประกาศที่ตรวจพบเรื่อง “ค่าแรง 400 บาท” จะระบุ 10 จังหวัดนำร่อง (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ) และเงื่อนไขเฉพาะกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
แต่เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวก็เผชิญ “แรงกดดันต้นทุนแรงงาน” ในตลาดเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่แข่งขันด้วยบริการและคุณภาพคน

เมื่อรวมกับประเด็นเงินสมทบ ระบบไอที และข้อกังขาการใช้งบ ความเสี่ยงในพื้นที่จึงเกิด “ซ้อนชั้น” นายจ้างต้องบริหารต้นทุน แรงงานต้องการหลักประกัน และหน่วยงานต้องพิสูจน์คุณภาพบริการ หากจุดใดจุดหนึ่งสะดุด ผลกระทบอาจไปจบที่ “การลดชั่วโมงงาน/การจ้างงานไม่เต็มเวลา/การหลุดจากระบบ” ซึ่งย้อนกลับไปทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบหดตัวในระยะยาว

ทางออกที่สังคมคาดหวัง เปิดข้อมูล เพิ่มการมีส่วนร่วม ทำระบบให้เชื่อถือได้

บทเรียนจากกระแสครั้งนี้ชี้ว่า “กำไรจากการลงทุน” ไม่เพียงพอจะสร้างความชอบธรรม หากกระบวนการตัดสินใจไม่โปร่งใสหรือสื่อสารไม่เคารพผู้ประกันตน ขณะเดียวกัน การประกาศปฏิรูปจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมี

  1. การเปิดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ (ผลตอบแทน/ความเสี่ยง/ค่าใช้จ่ายโครงการ/เหตุผลเชิงนโยบาย)
  2. การตรวจสอบอิสระ และการรับผิดรับชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย
  3. การพัฒนาระบบดิจิทัลที่ “ใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะพื้นที่ไกลอย่างหลายอำเภอของเชียงราย
  4. การรับฟังผู้ประกันตนในฐานะผู้ถือสิทธิ ไม่ใช่เพียงผู้ส่งเงินสมทบ

ในแง่นี้ คำประกาศของฝ่ายนโยบายเรื่องการยึดหลักข้อมูลและธรรมาภิบาลจึงเป็น “มาตรฐานที่สังคมใช้วัดผล” มากกว่าคำขวัญ

ปี 2569 คือ “จุดเปลี่ยน” ที่เชียงรายหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเชียงราย เรื่องประกันสังคมไม่ใช่ข่าวส่วนกลางที่อ่านแล้วผ่านไป แต่เป็น “ระบบประคองชีวิต” ของแรงงานเมืองท่องเที่ยวและบริการ หากระบบโปร่งใสและทำงานได้จริง จะช่วยให้แรงงานกล้าอยู่ในระบบ นายจ้างรักษาคน และชุมชนมีเสถียรภาพมากขึ้น

แต่หากปัญหาความเชื่อมั่นยังไม่ถูกแก้ด้วยข้อมูลและความรับผิดรับชอบ ความขัดแย้งจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงขึ้น เพราะทุกเดือนเงินสมทบยังถูกหักออกจากค่าจ้างของคนทำงานเหมือนเดิม ขณะที่คำถามปลายทางยังค้างอยู่
เมื่อวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้สิทธิ ระบบจะอยู่ตรงนั้น…อย่างที่ควรอยู่หรือไม่”

สถิติ/ตัวเลขสำคัญที่ใช้ประกอบข่าว (ตรวจสอบได้)

  • ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราในระบบประกันสังคมอยู่ระดับ ประมาณ 24–25 ล้านคน และมาตรา 33 ระดับ ประมาณ 12 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก สปส.ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ)
  • เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาท/เดือน (ตามการสื่อสารสาธารณะ/คำอธิบายสิทธิประโยชน์)
  • กรอบการปฏิรูปที่ฝ่ายนโยบายสื่อสาร เพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ ยึดข้อมูลและธรรมาภิบาล
  • กรณี TU Dome ถูกสื่อรายงานว่าเป็นการลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงมาก
  • กระแส “แชตหลุดบอร์ด” ถูกสื่อรายงานรายละเอียดและแรงกดดันทางสังคมต่อการตรวจสอบจริยธรรม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประกันสังคม (สปส.)   ข้อมูลสิทธิประโยชน์/การสื่อสารเรื่องเพดานคำนวณเงินสมทบ (อ้างผ่านสื่อ/ช่องทางสาธารณะ)
  • กระทรวงแรงงาน   ประกาศ/ข่าวประชาสัมพันธ์ด้านค่าแรงขั้นต่ำในบางกลุ่มกิจการและพื้นที่
  • Thai PBS / Thai PBS Active   ประเด็นนโยบายและการสื่อสารเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม
  • ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online)   รายงานประเด็นแชตหลุดและบริบทความขัดแย้งสาธารณะ
  • Dailynews   รายงานกรณี TU Dome และข้อถกเถียงด้านการลงทุน
  • PPTVHD36 / GCC   รายงาน/สรุปสถิติจำนวนผู้ประกันตนจากข้อมูล สปส. ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ ไทย 2569 หนี้ครัวเรือนพุ่งดันกระแส Generation Rent และโอกาสทองที่ดินแนวรถไฟเชียงราย

อสังหาฯ ไทย 2569 ยุค “รักษาสมดุลความเสี่ยง” และการกลายร่างของ “เชียงราย” สู่ประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 25 มกราคม 2569 — หากปี 2568 คือปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย “ชะงักเพื่อประเมินความเสียหาย” จากแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 คือปีที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อบ้านต้อง “เดินบนเส้นเชือก” อย่างมีสติยิ่งกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกบังคับให้ต้องบริหารให้เดินต่อได้

ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกฝ่ายเลี่ยงไม่ได้คือ ภาระหนี้ครัวเรือนของไทย ใกล้ระดับ 90% ของ GDP ได้กลายเป็น “เพดานกำลังซื้อ” ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นธุรกรรมได้จริง ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการคัดกรองสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่มีการระบุอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ สูงถึง 70–80% ในบางช่วง

ในบริบทเช่นนี้ CBRE ประเทศไทย ประเมินทิศทางตลาดปี 2569 ว่าเป็น “ปีแห่งการทดสอบความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน” พร้อมชี้ว่า ตลาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มขยับไปสู่แนวคิด คุณภาพเหนือปริมาณ” มากขึ้น ขณะที่ตลาดสำนักงานเดินหน้าไปตามเทรนด์ Flight-to-Quality และกลุ่มที่โดดเด่นต่อเนื่องคือ Industrial & Logistics โดยเฉพาะความต้องการพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ในพื้นที่ EEC

แต่ถ้ากรุงเทพฯ คือเวทีแข่งขันของสินทรัพย์ระดับบน แบรนด์ และทุนขนาดใหญ่ “เชียงราย” กำลังถูกดึงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาของเมืองที่กำลัง “เปลี่ยนสถานะ” จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาลและเกษตรกรรม สู่เมืองยุทธศาสตร์ชายแดนและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทย–สปป.ลาว–จีน ภายใต้แรงส่งจากเมกะโปรเจกต์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ปี 2569 ตลาดไม่ได้ถามว่า “ฟื้นไหม” แต่ถามว่า “เสี่ยงแค่ไหนถึงคุ้ม”

ภาพตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม ผู้ประกอบการไม่ได้เริ่มต้นจาก “จะเปิดตัวโครงการเพิ่มกี่ยูนิต” แต่เริ่มจาก “หากเปิดแล้วขายไม่ออก จะรับความเสี่ยงไหวหรือไม่” เพราะต้นทุนความผิดพลาดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนการเงิน สต็อกคงค้าง และการแข่งขันที่รุนแรง

ในปี 2567 สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง และมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงตามภาพเศรษฐกิจ ขณะที่การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้ถึง 100% ในช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 ถูกมองว่าเป็นมาตรการลดแรงเสียดทาน แต่ไม่ใช่ “เวทมนตร์” ที่ทำให้คนกู้ผ่านทันที หากฐานะรายได้และภาระหนี้เดิมยังเปราะบาง 

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ มาตรการช่วย “คนที่เกือบพร้อม” ให้ขยับได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถยก “คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต” ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้ในชั่วข้ามคืน ตรงนี้เองที่ทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีของการ “คัดคน” และ “คัดสินค้า” มากกว่าปีก่อน

ภาพใหญ่ระดับประเทศ “คุณภาพเหนือปริมาณ” กับการย้ายสนามแข่งขันของอสังหาฯ

นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ CBRE ประเทศไทย สะท้อนแนวโน้มว่า ตลาดที่พักอาศัยจะมุ่งไปสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยเฉพาะโครงการในย่านใจกลางเมืองที่มีแนวโน้มเป็นโครงการระดับบน เน้นความเป็นส่วนตัว และการยกระดับด้วยแนวคิด Branded Residence หรือการบริหารจัดการมาตรฐานบริการที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาพสำนักงานที่ผู้ใช้สรุปไว้สะท้อนพฤติกรรมผู้เช่าที่เริ่ม “ย้าย” ไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า  เทรนด์ Flight-to-Quality  เพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ภาพลักษณ์องค์กร และต้นทุนรวมในระยะยาว โดยตลาดที่ผู้ใช้ชี้ว่า “โดดเด่นที่สุด” คือกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่แรงขับสำคัญคือการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล

สาระสำคัญของภาพใหญ่คือ ตลาดกำลังปรับจากการแข่งขันเชิงปริมาณ (จำนวนยูนิต/จำนวนโครงการ) ไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ (มาตรฐานอาคาร บริการ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความสามารถบริหารความเสี่ยง)

เมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” กลายเป็นชีวิตจริง  ตลาดเช่าจึงกลายเป็นตลาดหลัก (ไม่ใช่ตลาดรอง)

หนึ่งในตัวเลขที่สะเทือนความเข้าใจเดิมของตลาดคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ผู้ใช้ระบุว่าอยู่ระดับ 70–80% ในบางช่วงเวลา ซึ่งหากตัวเลขนี้สะท้อนภาวะจริงในภาคสนาม ก็เท่ากับว่าความต้องการของคนจำนวนมากถูกตัดออกจากระบบด้วย “ประตูสินเชื่อ” ไม่ใช่ด้วย “ความไม่อยากซื้อ”

ผลที่ตามมาคือปรากฏการณ์ Generation Rent มีคนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าแทนซื้อ” และการเกิดโมเดล Rent-to-Own (เช่าซื้อ) ที่เปิดทางให้ผู้บริโภคเช่าอยู่อาศัยก่อน แล้วนำค่าเช่าบางส่วนมาหักเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เพื่อลดกำแพงการเข้าถึงบ้านสำหรับผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก

นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพราะเมื่อการเช่าไม่ใช่ “ทางผ่าน” แต่เป็น “ทางหลัก” ผู้ประกอบการที่ยังยึดโมเดลรายได้จากการขายอย่างเดียว ย่อมเผชิญความเสี่ยงสภาพคล่องมากกว่าผู้ที่ออกแบบพอร์ตให้รองรับรายได้จากการเช่า/การบริการ/การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

เชียงราย “เมืองที่กำลังถูกเขียนใหม่” ด้วยรางรถไฟ โลจิสติกส์ และบทเรียนภัยพิบัติ

หากจะมีจังหวัดหนึ่งที่สะท้อนคำว่า “การกลายร่างท่ามกลางวิกฤติ” ได้ชัด เชียงรายคือหนึ่งในนั้น เพราะเมืองกำลังยืนอยู่บนแรงดึงสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือแรงกดจากกำลังซื้อระดับล่างที่เปราะบางและการกู้ที่ยากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยบางเซกเมนต์ชะลอตัวและต้องปรับฐาน
อีกด้านคือแรงส่งจากโครงสร้างพื้นฐานและบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจชายแดน ที่ทำให้อสังหาฯ เชิงยุทธศาสตร์  ทำเลโลจิสติกส์ พื้นที่พาณิชย์รอบจุดเชื่อมต่อ และที่อยู่อาศัยรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว  เริ่มมีความหมายมากขึ้น

และหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ “โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ”

เมกะโปรเจกต์เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ “ความคืบหน้า 50.49%” คือสัญญาณที่ตลาดใช้คำนวณได้

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ถูกวางให้เป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมภาคเหนือสู่พื้นที่ชายแดนและการค้าลุ่มน้ำโขง ผู้ใช้ระบุความคืบหน้า ณ สิ้นปี 2568 ว่าอยู่ที่ ประมาณ 50.49% (เร็วกว่าแผน) และแจกแจงรายสัญญา ได้แก่

  • สัญญา 1 เด่นชัย–งาว 47.61% (ล่าช้าเมื่อเทียบแผน)
  • สัญญา 2 งาว–เชียงราย 56.72% (เร็วกว่าแผน)
  • สัญญา 3 เชียงราย–เชียงของ 45.79% (เร็วกว่าแผน)

สำหรับตลาดอสังหาฯ ตัวเลขความคืบหน้าเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความคืบหน้าทางวิศวกรรม แต่คือ “สัญญาณความเป็นจริง” ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มนำไปใส่ในสมการความเสี่ยง ทำเลที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์เริ่มถูกตีราคาใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่รอบแนวสถานีและถนนบายพาสที่ผู้ใช้ระบุว่าแนวคิด TOD ช่วยดันราคาเสนอขายที่ดินไปแตะ ราว 2.3 ล้านบาทต่อไร่ ในบางจุด

หากมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจเมือง รถไฟทางคู่กำลังเปลี่ยนเชียงรายจาก “เมืองปลายทาง” ไปสู่ “เมืองผ่านที่มีมูลค่า” เพราะการผ่านของสินค้า คน และบริการ คือสิ่งที่สร้างดีมานด์ต่อคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า พื้นที่พาณิชย์ และที่อยู่อาศัยของแรงงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน

ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย ปรับฐานด้วยตัวเลข  และสะท้อนแรงกดจริงของครัวเรือน

ในข้อมูลเชิงสถิติที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายราว 2,758 หน่วย (ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน) และมีหน่วยเหลือขายราว 2,656 หน่วย มูลค่ารวมราว 10,499 ล้านบาท โดยกระจุกตัวในกลุ่มบ้านจัดสรรระดับราคา 2–5 ล้านบาท และทำเลหลักอย่างอำเภอเมืองเชียงราย/โซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ตัวชี้วัดที่สะท้อนการชะลอตัว ได้แก่

  • หน่วยขายได้ใหม่ 102 หน่วย (ลดลง 55.5% YoY)
  • มูลค่าหน่วยขายได้ใหม่ 372 ล้านบาท (ลดลง 61.1% YoY)
  • อัตราดูดซับต่อเดือน 1.6%
  • ระยะเวลาคาดว่าจะขายหมด 57 เดือน

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? อย่างน้อยสองอย่าง
หนึ่ง ตลาดไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการใหม่” เพื่อดันการเติบโตได้เหมือนเดิม
สอง ผู้ประกอบการต้องคิดหนักขึ้นเรื่องการจัดการสต็อก โปรโมชัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรม “เช่าแทนซื้อ” ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลัก

ความปลอดภัย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของราคา น้ำท่วม–แผ่นดินไหว และต้นทุนความเชื่อมั่น

บทเรียนอีกด้านที่เชียงรายเผชิญคือภัยพิบัติ ผู้ใช้ระบุว่าแม่สายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ และภาครัฐมีแผนป้องกันน้ำท่วมถาวรงบประมาณรวมราว 3,430 ล้านบาท พร้อมรายละเอียด เช่น ขุดลอกลำน้ำสาย/น้ำรวก การสร้างพนังกั้นน้ำ รวมถึงการรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องจำนวน 843 หลัง และงบชดเชยราว 1,830 ล้านบาท

เมื่อความเสี่ยง “ปรากฏเป็นภาพจริง” ความปลอดภัยจึงไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็น “ตัวแปรราคา” ผู้ซื้อจำนวนมากจะไม่ประเมินแค่ทำเล–ฟังก์ชันบ้าน แต่ประเมินว่า

  • โครงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากหรือไม่
  • มีมาตรการระบายน้ำ/ยกพื้น/แนวป้องกันหรือไม่
  • โครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้เพียงใด
  • วัสดุและระบบอาคารลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวได้จริงหรือไม่

นั่นทำให้ผู้ใช้ชี้ว่าแนวทาง Green & Safety และการออกแบบรองรับแผ่นดินไหว/ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่ “ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์” แต่เป็น “เงื่อนไขเพื่อขายได้” ในเมืองที่ความเชื่อมั่นเคยถูกกระทบ

Chiang Rai Wellness City จาก “อยู่” ให้กลายเป็น “อยู่ดี” และเปลี่ยนอสังหาฯ เป็นประสบการณ์สุขภาวะ

ผู้ใช้ระบุยุทธศาสตร์ผลักดันเชียงรายสู่ “Chiang Rai Wellness City” ซึ่งเปลี่ยนโจทย์อสังหาฯ จาก “บ้าน” ไปสู่ “Wellness Living Experience” โดยทำเลอย่างโซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่ที่ยังมี Real Demand สูงจากนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์

ในกรอบนี้ อสังหาฯ ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงบ้านที่สวย แต่เป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว เช่น การออกแบบพื้นที่สีเขียว การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความสะดวกในการเดินทาง และความปลอดภัยของชุมชน ซึ่งเมื่อผสานกับเทรนด์ long-stay และสังคมสูงวัย ยิ่งทำให้เชียงรายมี “เรื่องเล่าใหม่” ที่ต่อยอดไปสู่ตลาดคุณภาพได

ผู้ซื้อต่างชาติและแรงเคลื่อนย้ายทุน เมื่อเมียนมา “ขยับขึ้น” และเชียงรายได้อานิสงส์ด้านความปลอดภัย

REIC ระบุว่า ไตรมาส 1/2568 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวม 3,919 หน่วย มูลค่าราว 16,392 ล้านบาท และชาวเมียนมาขยับขึ้นเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 แซงหน้ารัสเซีย  โดยเหตุผลสำคัญเชื่อมโยงกับความไม่สงบทางการเมืองและความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้เกิดแรงผลักให้ผู้มีฐานะมองหาที่พำนักในไทย

สำหรับเชียงราย “ความใกล้ชายแดน” ซึ่งเคยเป็นจุดขายด้านการค้าและท่องเที่ยว กำลังเพิ่มความหมายใหม่ในฐานะ “พื้นที่หลบความเสี่ยง” ที่เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ และอยู่ในระยะทางที่เดินทางเชื่อมต่อได้จริง นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้บางผลิตภัณฑ์ เช่น บ้านคุณภาพสูงหรือโครงการที่วางตำแหน่งรองรับการอยู่อาศัยจริงของชาวต่างชาติ มีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อในประเทศจะยังไม่ฟื้นเต็มที่

ฉากการแข่งขันผู้ประกอบการ “ทุนใหญ่” กับ “Local Heroes” และเกมที่ไม่เหมือนเดิม

ผู้ใช้จัดเตรียมภาพการแข่งขันในเชียงรายไว้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ได้เปรียบด้านแบรนด์และเงินทุน กับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่และรสนิยมล้านนา

ตัวอย่างที่ผู้ใช้ระบุ ได้แก่ ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาพร้อมโปรโมชันแรงและมาตรฐานบริการหลังการขาย รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ยังครองฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและระดับกลางถึงบนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างและความคุ้นเคยของทำเล

แต่ในปี 2569 เกมไม่ได้วัดกันที่ “ใครเปิดโครงการใหญ่กว่า” หากวัดกันที่

  • ใครคุมต้นทุนได้ดีพอให้ทนรอบขายช้าลง
  • ใครปรับโมเดลรายได้ให้รองรับตลาดเช่า/เช่าซื้อได้จริง
  • ใครสื่อสารความปลอดภัยและมาตรฐานอาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ใครเลือกทำเลที่สอดคล้องกับดีมานด์แท้ (มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล จุดคมนาคม) มากกว่าการหวังเก็งกำไร

เศรษฐกิจปี 2569 เมื่อการเติบโตชะลอ และความไม่แน่นอนสูง  อสังหาฯ จึงต้อง “วางแผนรอด” ก่อน “วางแผนรวย”

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่ามีโอกาสชะลอลง เหตุจากแรงกดดันการส่งออก อุปสงค์โลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า รวมถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกจาก WTO ที่ผู้ใช้ระบุไว้

แม้ในข่าวนี้จะไม่ลงรายละเอียดทุกบรรทัดของชุดข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค แต่สาระที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ คือ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่แน่นอน “การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่” จะยิ่งอ่อนไหว และทำให้พฤติกรรมผู้ซื้อเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจมากขึ้น

ในเชิงจิตวิทยาตลาด อสังหาฯ ไม่ได้ขายแค่พื้นที่ใช้สอย แต่ขาย “ความมั่นคงของชีวิต” และในยุคที่รายได้ถูกกดดัน หนี้สูง และภัยพิบัติสร้างความไม่แน่นอน ความมั่นคงนั้นยิ่งมีราคาแพงขึ้น

มุมมองเชิงนโยบาย เมืองที่กำลังโต ต้องโตอย่างไม่ทิ้งคนข้างหลัง

อีกด้านที่ข่าวเชิงลึกเลี่ยงไม่ได้คือ “ผลกระทบต่อชุมชน” เพราะการขยับของราคาที่ดินรอบแนวคมนาคม (เช่น TOD) และการยกระดับเมืองไปสู่ Wellness City อาจนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย หากตลาดเคลื่อนไปสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงมากขึ้น ขณะที่คนทำงานรายได้ปานกลาง–ล่างยังติดเงื่อนไขสินเชื่อ

นี่ทำให้โมเดลเช่า/เช่าซื้อและการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์แท้ กลายเป็น “โจทย์สาธารณะ” ไม่ใช่แค่โจทย์ธุรกิจ เพราะมันคือเครื่องมือให้แรงงานและครอบครัวในเมืองสามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้จริง

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (ปี 2569–2573) 

เพื่อความเป็นกลาง ข่าวส่วนนี้จะนำเสนอเป็น “แนวทางเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ได้สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ชี้ว่าแนวทางใดสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

1) ปรับพอร์ตสู่ตลาดเช่าและเช่าซื้อ

รองรับกลุ่ม Generation Rent และผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก ลดความเสี่ยงจากยอดขายชะลอ และสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

2) ยกระดับ Green & Safety ให้เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่มูลค่าเพิ่ม

ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว จัดการน้ำ และใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงาน เพื่อแปลง “ความปลอดภัย” ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้

3) โฟกัสทำเล TOD และแนวคมนาคมที่มีความคืบหน้าจริง

โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งผู้ใช้ระบุกรอบการเปิดใช้งานไว้ในอนาคต และชี้โอกาส capital gain ของทำเล

4) เจาะกลุ่มลูกค้า CLMV/ต่างชาติที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวและเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผู้ใช้ระบุว่าเป็นผู้ซื้ออันดับต้น ๆ ในภาพรวม

 “ความเสี่ยง” คือราคาใหม่ของอสังหาฯ ไทย และเชียงรายกำลังพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว

ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ในยุคที่ทุกโครงการ “ขายได้เพราะตลาดขึ้น” แต่เป็นยุคที่ต้อง “ขายได้เพราะอ่านความเสี่ยงขาด” ความเสี่ยงของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของสินเชื่อ ความเสี่ยงของภัยพิบัติ และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

ในภาพนี้ เชียงรายกำลังถูกผลักให้กลายเป็น “เมืองหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ทำให้บทบาทเมืองเริ่มจับต้องได้มากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ Wellness City ช่วยยกระดับความหมายของการอยู่อาศัยจาก “อยู่ให้ได้” ไปสู่ “อยู่ให้ดี” ท่ามกลางสังคมที่ให้ราคากับสุขภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น

แต่โอกาสจะเป็นของผู้ที่บริหารสมดุลได้จริงเท่านั้น  ผู้ประกอบการที่ปรับพอร์ต ผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้เมืองโตอย่างไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ และผู้ซื้อที่ตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่ความหวัง

เพราะในยุคที่หนี้ครัวเรือนสูงและความไม่แน่นอนเป็นปกติใหม่ คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “จะซื้อบ้านไหม” แต่คือ “บ้านแบบไหน ทำเลแบบไหน และเงื่อนไขแบบไหน ที่ปลอดภัยพอจะผูกชีวิตไว้ระยะยาว”

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างถึงในข่าว

  1. หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ 90% ของ GDP 
  2. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็น 100% ช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 
  3. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ความคืบหน้า 50.49% และความคืบหน้ารายสัญญา 
  4. ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย หน่วยเสนอขาย/เหลือขาย/อัตราดูดซับ/ระยะเวลาขายหมด และตัวเลขขายได้ใหม่ 
  5. พฤติกรรมผู้บริโภค อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท 70–80%, คนรุ่นใหม่ 66% เลือกเช่า 
  6. ชาวต่างชาติโอนห้องชุดไตรมาส 1/2568 3,919 หน่วย มูลค่า 16,392 ล้านบาท และแนวโน้มผู้ซื้อเมียนมาขยับขึ้น 
  7. แผนป้องกันน้ำท่วมแม่สาย งบประมาณรวม 3,430 ล้านบาท, รื้อถอนอาคาร 843 หลัง, งบชดเชย 1,830 ล้านบาท 
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CBRE Thailand 
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมธนารักษ์ 
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

กรีนบัสรุกคืบ “รถเมล์ไฟฟ้า EV” เชียงราย–แม่สาย ดีเดย์ ก.ค. 2569 ชู “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” พร้อมปั้นสถานีชาร์จ 24 ชม. หนุนเศรษฐกิจชายแดน ลดแรงกดดัน PM2.5

เชียงราย, 24 มกราคม 2569 – หาก “ฝุ่น” คือภาษาที่เมืองเหนือถูกบังคับให้พูดทุกฤดูกาล การขยับตัวของระบบขนส่งสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็น “นโยบายคุณภาพชีวิต” ที่คนเมืองสัมผัสได้จริงตั้งแต่หน้าป้ายรถเมล์ไปจนถึงรายจ่ายรายเดือนของครัวเรือน โดยล่าสุด บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Green Mobility เตรียมเปิดให้บริการ รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางเศรษฐกิจ เชียงราย–แม่สาย ภายใน เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมแนวคิด “ตั๋วเดือน” ที่ตั้งเป้าให้ ราคาเฉลี่ยต่อเที่ยวเท่ากับรถพัดลมเดิม เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพของคนท้องถิ่น

ในเชิงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า มลพิษอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือด ซึ่งทำให้แนวคิด “ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมือง” ถูกยกขึ้นเป็นวาระในหลายประเทศ.

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bus ยังไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องตอบให้ได้ทั้ง “ความคุ้มค่า” “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ” และ “มาตรฐานบริการ” ที่ผู้โดยสารคาดหวังโดยเฉพาะเส้นทางชายแดนอย่างแม่สายที่พ่วงนัยเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ข้ามแดนอย่างแยกไม่ออก

ดีเดย์ “เชียงราย–แม่สาย” เส้นทางเศรษฐกิจสู่ EV Bus เปลี่ยนรถ เปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 8 เมตร ประมาณ 20 กว่าที่นั่ง เพื่อทดแทนรถโดยสารแบบพัดลมเดิมในเส้นทาง เชียงราย–แม่สาย โดยคาดว่าจะได้รับมอบรถช่วง มิถุนายน–กรกฎาคม และเริ่มให้บริการภายใน กรกฎาคม 2569

ประเด็นที่สะท้อน “การออกแบบบริการ” มากกว่า “การเปลี่ยนเครื่องยนต์” คือ ผู้บริหารชี้ว่า EV Bus ไม่สามารถทำเป็น “รถพัดลม” ได้ เนื่องจากช่องเก็บแบตเตอรี่จำเป็นต้องมี ระบบหล่อเย็น ส่งผลให้รถต้องติดตั้ง ระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน ซึ่งในทางกลับกันทำให้ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถที่ “ทันสมัยกว่าเดิม” โดยอัตโนมัติ

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด

 “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” กลไกสำคัญลดแรงเสียดทานการเปลี่ยนผ่าน

หากมองจากประสบการณ์ประเทศต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบขนส่งให้สะอาดขึ้นมักติดกับดักเดียวกันคือ “ต้นทุนสูงขึ้นแล้วผลักไปที่ค่าโดยสาร” จนคนรายได้น้อยถูกตัดออกจากระบบ แต่กรณีนี้ กรีนแคปปิตอลเลือกวางโจทย์แบบกลับหัว ให้เทคโนโลยีใหม่ “เข้าหาคน” มากกว่าบังคับให้คน “ไล่ตามเทคโนโลยี”

นายกฤษฏิภาชย์ระบุว่า บริษัทจะทำ ตั๋วเดือนสำหรับผู้เดินทางประจำทุกวัน และตั้งเป้าว่าเมื่อเฉลี่ยเป็นรายเที่ยวแล้ว จะมีราคาใกล้เคียงรถพัดลมเดิม เพราะ “ต้องให้บริการตรงกับความต้องการของคนจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก”

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการลด “ค่าเปลี่ยนผ่าน” (Switching Cost) ของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราการยอมรับ (Adoption) หากทำได้จริง EV Bus จะไม่ใช่บริการพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าถึงได้

โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน สถานีชาร์จ “Fair Super Charge” เปิด 24 ชม. ให้ประชาชนใช้ได้

อีกหัวใจที่ขาดไม่ได้คือ “สถานีชาร์จ” เพราะต่อให้มีรถดีแค่ไหน หากชาร์จไม่สะดวกหรือค่าไฟแพงเกิน ระบบก็วิ่งไม่ยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทเตรียมขยายสถานีชาร์จมายังเชียงราย โดยจะเปิดให้ รถยนต์ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการได้ ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายโมเดลที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ และคาดว่าค่าบริการจะอยู่ราว 6 บาทกว่าต่อหน่วย

ด้านข้อมูลอัตราค่าบริการชาร์จในตลาดไทย พบว่าเครือข่ายบางรายมีการประกาศอัตราแบบแยกช่วงเวลา (On-peak/Off-peak) และแยกประเภทหัวชาร์จ ซึ่งช่วยสะท้อน “เพดานความเป็นไปได้” ของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับ.

นอกจากนี้ นายกฤษฏิภาชย์ให้เหตุผลเชิงต้นทุนว่า ราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ ต่างจากราคาน้ำมันดีเซลที่พื้นที่ปลายทางอย่างอำเภอชายแดนอาจมีต้นทุนขนส่งสูงกว่า และมองว่าแม่สายเป็นพื้นที่ที่ราคาดีเซล “แพงมาก” เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยว เส้นทางระยะไกล ทำไม “แม่สาย” จึงเป็นสนามจริงของ Green Mobility

เส้นทางเชียงราย–แม่สายไม่ใช่แค่เส้นทางประจำวันของคนทำงาน แต่เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมกิจกรรมการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวชายแดน หากระบบขนส่งสาธารณะมีต้นทุนพลังงานที่เสถียรกว่าและภาพลักษณ์ที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่า ก็อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมืองปลายทางได้ในทางอ้อม

ผู้บริหารยังอธิบายภาพรวมเครือข่ายว่า บริษัทมองเส้นทางในภาพ “ภาคเหนือเชื่อมภาคใต้” และยกตัวอย่างเส้นทาง เชียงราย–ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคอีสานตอนบน โดยระบุว่าเป็น “รูตสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเป็นวงรอบ (ลงกรุงเทพฯ พัทยา อีสาน ขึ้นเหนือ ลงใต้ บินกลับ) และย้ำว่าหลังจากเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่เชียงราย

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างอิงสถิติภายในว่า สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ เพิ่มจาก 5% ในปี 2567 เป็น 15% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเดินทางของต่างชาติในเส้นทางเชื่อมภูมิภาค “เริ่มยกระดับ” และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

ในระดับมหภาค ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าต้นปี 2569 ยังมีความผันผวน โดยมีรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุข้อมูลเชิงสัปดาห์/สะสมช่วงต้นปี ซึ่งชี้ว่าตลาดหลักอย่างจีนยังคงมีบทบาทสูง.

แคมเปญ “ส่วนลดร้านค้า ที่พัก” และแนวคิด “Green Park” ทำให้รถเมล์ไม่ใช่แค่รถเมล์

แผนงานที่น่าจับตาคือ บริษัทเตรียมทำแคมเปญร่วมกับร้านค้าและที่พักในเชียงราย เพื่อมอบส่วนลดให้ผู้โดยสาร EV Bus โดยมีเป้าหมายชัดคือ “ดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น” ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม จะทำให้ขนส่งสาธารณะกลายเป็น “แพลตฟอร์มการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงบริการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่สถานี/ศูนย์บริการให้เป็น Green Park เพื่อรองรับทั้งคนเชียงรายและผู้เดินทางจากต่างถิ่น/ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “สถานีขนส่ง” อาจถูกยกระดับเป็น “ประตูเมือง” (Gateway) ที่ทำหน้าที่มากกว่าจุดรอรถ

ปมท้าทายที่ต้องจับตา ต้นทุนลงทุน ความพร้อมไฟฟ้า มาตรฐานบริการ ความเป็นธรรม

เพื่อให้ข่าวอยู่บนความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องชี้ปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จควบคู่กันไป ได้แก่

  1. ต้นทุนลงทุนและการซ่อมบำรุง
    EV Bus ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า (ตัวรถ ระบบชาร์จ การฝึกอบรมช่าง อะไหล่เฉพาะทาง) ความสำเร็จจึงผูกกับ “อัตราการใช้บริการจริง” และ “การบริหารรอบวิ่ง/รอบชาร์จ” ให้คุ้ม
  2. ความน่าเชื่อถือของบริการ (Reliability)
    ผู้โดยสารจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเมื่อรถมา “ตรงเวลา” วิ่ง “สม่ำเสมอ” และมีแผนสำรองเมื่อระบบชาร์จหรือแบตเตอรี่มีปัญหา
  3. โครงข่ายชาร์จและราคาค่าไฟ
    แม้ผู้ประกอบการตั้งเป้าค่าบริการชาร์จราว 6 บาท/หน่วย แต่ตลาดมีความหลากหลายด้านอัตราค่าบริการตามประเภทหัวชาร์จและช่วงเวลา ดังนั้น “ต้นทุนจริงต่อกิโลเมตร” ต้องติดตามจากการปฏิบัติการจริง.
  4. ความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารและการเข้าถึง
    แนวคิดตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลมเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ต้องดูรายละเอียด เช่น เงื่อนไขการใช้งาน การครอบคลุมกลุ่มนักเรียน/ผู้สูงอายุ และความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
  5. ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
    ประเด็นลด PM2.5 เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ใหญ่ แต่การวัดผลต้องอาศัยข้อมูลหลายมิติ ทั้งแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง/ไฟป่า/คมนาคม และข้อมูลสุขภาพประชาชน ซึ่ง WHO ย้ำว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ.

 “รถเมล์ไฟฟ้า” คือการลงทุนในเวลาของคน และลมหายใจของเมือง

ในภาพใหญ่ ดีเดย์ EV Bus เส้นทางเชียงราย–แม่สาย ไม่ใช่แค่การเพิ่มรถรุ่นใหม่ แต่คือการทดสอบว่า “เมืองชายแดน” จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านขนส่งสาธารณะได้จริงเพียงใด โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทพยายามชู คือ (1) ทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่แพงขึ้นสำหรับคนท้องถิ่นผ่านตั๋วเดือน (2) สร้างโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่ประชาชนใช้ได้ 24 ชั่วโมง และ (3) ผูกขนส่งเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแคมเปญร้านค้า ที่พักและแนวคิด Green Park

หากทำได้ตามที่ประกาศ นี่อาจเป็นโมเดลที่ส่งสัญญาณไปยังอำเภอเศรษฐกิจอื่นของเชียงรายว่า “การลดมลพิษและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระทางการเงินของประชาชนเสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายค่าโดยสาร การจัดการต้นทุนพลังงาน และการบริการที่รักษามาตรฐานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์/นายนายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • PEA VOLTA (กฟภ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
(1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
(2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

  • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
  • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

  • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
  • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
  • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
  • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

  • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
  • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
  • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

  • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
  • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
  • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
  • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

  1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
  2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
  4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
  5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
  6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

  • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
  • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
  • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
  • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
  • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หน้ารวม “สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 (Tourism Statistics 2025)” และหมวดสถิติท่องเที่ยวภายในประเทศรายเดือน/รายจังหวัด
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หมวดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Statistics 2025)
  • AirAsia MOVE (AirAsia Newsroom)
  • Bangkok Biz News / CH3Plus
  • Dailynews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรีนพาร์คเจียงฮาย เปิดเฟสแรกชูดีไซน์ท้องถิ่น-พลังงานสะอาด หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง

ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง

ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว

มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”

แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก

  1. ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  2. ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
  3. ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ

สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก

ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง

“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต

โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว

ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์

ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ

  • สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
  • ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
  • รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?

นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”

มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน

หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ

“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)

จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
  2. ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
  3. คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว

แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น

  • จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
  • รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
  • ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
  • ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก

หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น

ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา

ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”

ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์

ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน

บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย

กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี

แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง

ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)

  • มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
  • พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
  • พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
  • ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
  • การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
  • แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
  • กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย นำทีมปฏิบัติการ “โฮงยาใกล้บ้าน Plus” เสริมแกร่ง รพ.สต. หวังลดป่วยหนักกลุ่มโรค NCDs

อบจ.เชียงราย ปักหมุด “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เติมอาวุธคัดกรอง NCDs ให้ รพ.สต. เวียงป่าเป้า–เชียงของ หวัง “จับให้เจอเร็ว” ลดป่วยเรื้อรังถึงประตูบ้าน

เชียงราย,21 มกราคม 2569  – ในหลายครัวเรือนของเชียงราย ความเจ็บป่วยไม่ได้เริ่มต้นด้วยเหตุฉุกเฉินที่พาไปโรงพยาบาลใหญ่ หากเริ่มจาก “อาการเล็กน้อยที่ถูกมองข้าม” เวียนหัวบ่อยขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น ปลายเท้าชาเล็กน้อย หรือความดันที่ขึ้นๆ ลงๆ จนกลายเป็นความคุ้นชิน กระทั่งวันหนึ่งความคุ้นชินนั้นพาไปสู่คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเรื้อรังอื่นๆ ในกลุ่ม โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพที่ต้องแบกรับภาระโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เดินหน้าผลักดันนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ให้เห็นภาพจริงในระดับชุมชน ผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ. เพื่อขยาย “บริการปฐมภูมิ” ให้เข้าถึงบ้านคนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ยังมีต้นทุนสูงทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และกำลังของผู้สูงอายุ

จากตัวเลขโลก สู่ความจริงหน้าบ้าน เมื่อ NCDs ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หากมองจากภาพใหญ่ NCDs คือหนึ่งในความท้าทายของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เคยชี้ให้เห็นว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสัดส่วนการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก และเป็นภาระที่กระทบประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างหนัก โดยมีความเสี่ยงทับซ้อนกับปัจจัยด้านพฤติกรรม สังคม และความเหลื่อมล้ำ (อ้างอิงภาพรวมจากรายงานสถานการณ์ NCDs ของ WHO)

ขณะที่ในบริบทประชากรสูงวัย WHO ยังสะท้อนภาพเชิงระบบว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภาระโรคและภาวะสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) มักถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ประเทศและท้องถิ่นต้องยิ่งเน้น “ป้องกัน–คัดกรอง–ควบคุมโรค” ในระดับปฐมภูมิ ไม่ใช่รอรักษาเมื่ออาการหนัก

ภาพใหญ่เหล่านี้ เมื่อตัดกลับมาที่เชียงราย กลายเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ตรงไปตรงมา เราจะทำอย่างไรให้คนเจอโรคเร็วขึ้น ก่อนที่โรคจะพาเขาไปถึงภาวะแทรกซ้อน? และ จะทำอย่างไรให้การดูแลโรคเรื้อรังไม่กลายเป็นภาระซ้ำซ้อนที่ผลักคนจนให้จนลง?

คำตอบหนึ่งที่หลายพื้นที่เริ่มเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ทำให้หน่วยปฐมภูมิแข็งแรง” และให้เครื่องมือกับด่านหน้าที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุด

อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือการวางระบบให้ตรวจได้ถึงชุมชน

นโยบาย “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ของ อบจ.เชียงราย ถูกวางให้เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงด้านบริการสุขภาพ โดยย้ำแนวคิดสำคัญว่า “ระยะทางไม่ควรเป็นกำแพงของการรักษา” และ “การคัดกรองคือด่านสำคัญของการลดป่วยหนัก”

ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการลงพื้นที่ส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองที่จำเป็นต่อการเฝ้าระวังโรคเรื้อรัง โดยมี 2 ปฏิบัติการหลักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 19–20 มกราคม 2569 ครอบคลุมอำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งชุมชนเมืองย่อย ชุมชนชนบท และบริบทการเดินทางที่ต่างกัน

ปฏิบัติการที่ 1 เวียงป่าเป้า เสริมเครื่องมือคัดกรองเชิงรุกให้ รพ.สต. 3 แห่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. อบจ.เชียงรายมอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข ลงพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองสุขภาพ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และ เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ณ ห้องประชุม รพ.สต.แม่เจดีย์ โดยมี รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงรายเข้ารับมอบ 3 แห่ง ได้แก่

  • รพ.สต.เวียงกาหลง
  • รพ.สต.แม่เจดีย์
  • รพ.สต.แม่เจดีย์ใหม่

การรับมอบมีคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ร่วมรับมอบ เพื่อยกระดับความพร้อมของหน่วยปฐมภูมิในการคัดกรอง เฝ้าระวัง และติดตามกลุ่มเสี่ยง NCDs ในระดับชุมชน (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงข่าว นี่ไม่ใช่เพียงการ “ให้เครื่องมือ” แต่เป็นการ “เพิ่มโอกาส” ให้บุคลากรด่านหน้า โดยเฉพาะ รพ.สต. และ อสม. ที่ทำงานใกล้ชิดกับคนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง

เพราะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ “การไปโรงพยาบาล” อาจไม่ใช่เรื่องยากเฉพาะค่าเดินทาง แต่หมายถึงคนดูแลที่ต้องลางาน รถที่ต้องหา เวลาและแรงที่ต้องใช้ และความเสี่ยงจากการรอคิวนาน ทั้งหมดคือกำแพงที่ทำให้หลายคนเลื่อนการตรวจออกไปเรื่อยๆ จนโรคเดินนำหน้าไปไกล

ปฏิบัติการที่ 2 เชียงของ   “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ไปถึง 4 ตำบล

ต่อเนื่องในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ อำเภอเชียงของ พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข เพื่อมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในรูปแบบ “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือคัดกรองสำคัญ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ให้แก่ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่

  • ต.ห้วยซ้อ
  • ต.ครึ่ง
  • ต.ศรีดอนชัย
  • ต.สถาน

โดยมี นายทวี ครึ่งธิ ผอ.รพ.สต.บ้านห้วยซ้อ พร้อมคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และ อสม. ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากเวียงป่าเป้าเป็นภาพของการเสริมกำลัง “ฐานบริการปฐมภูมิ” เชียงของคือภาพของการเน้น “เข้าถึงเป็นเครือข่าย” เพราะบริบทพื้นที่มีการกระจายตัวของชุมชน และความจำเป็นต้องพึ่งพา “ระบบส่งต่อและติดตาม” ที่ทำงานร่วมกันได้ระหว่าง รพ.สต.–อสม.–ผู้นำชุมชน

NCDs ในมุมของคนทำงาน ทำไม “เครื่องวัดความดัน” และ “เครื่องเจาะน้ำตาล” ถึงเป็นหัวใจ

สำหรับคนทั่วไป อุปกรณ์คัดกรองอาจดูเป็น “เครื่องมือพื้นฐาน” แต่สำหรับหน่วยปฐมภูมิ เครื่องมือสองประเภทนี้คือประตูด่านแรกของการคุมเกมโรคเรื้อรัง

  1. ความดันโลหิตสูง มักไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ และไต หากคัดกรองเร็วและติดตามต่อเนื่อง จะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต
  2. เบาหวาน เช่นกัน หากปล่อยให้น้ำตาลสูงสะสมโดยไม่รู้ตัว ความเสียหายค่อยๆ เกิดกับเส้นเลือด ปลายประสาท ไต และดวงตา จนเมื่อแสดงอาการชัด บางครั้งก็เป็น “ช่วงที่แก้ยากและแพง” แล้ว

จุดนี้เองที่คำว่า “จับให้เจอเร็ว” มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพซ่อนอยู่   การลงทุนกับการคัดกรองและป้องกัน มักใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการรักษาภาวะแทรกซ้อน และสำคัญที่สุดคือ ลดความสูญเสียของครัวเรือน ที่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยระยะยาว

คำกล่าวจากพื้นที่ “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” กับความหมายของความเท่าเทียม

ในกิจกรรมที่เชียงของ นายก อบจ.เชียงรายได้สื่อสารทิศทางเชิงนโยบายว่า อบจ.ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้บริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง โดยยึดแนวทาง “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เป็นแกนการขับเคลื่อน (ตามถ้อยคำและสาระที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงวาระสาธารณะ คำกล่าวลักษณะนี้กำลังชี้ให้เห็น “ความคาดหวังใหม่ของประชาชนต่อท้องถิ่น” กล่าวคือ ท้องถิ่นไม่ใช่เพียงผู้จัดบริการสาธารณะด้านกายภาพ แต่กำลังถูกคาดหวังให้เป็น “กลไกสุขภาวะ” ที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง โดยเฉพาะในจังหวัดที่พื้นที่กว้าง ชุมชนกระจาย และสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากรายงานสถิติระดับจังหวัดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ชุดรายงานจังหวัดเชียงราย) สะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่ท้องถิ่นต้องรับมือมากขึ้น ทั้งด้านผู้สูงอายุและภาระการดูแลในครัวเรือน ซึ่งทำให้การขยับของ อบจ.เชียงรายในมิติ “สุขภาพใกล้บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมครั้งคราว แต่เป็นการตอบโจทย์โครงสร้างระยะยาว

เวียงป่าเป้า–เชียงของ เลือกพื้นที่อย่างมีนัย ไม่ใช่ทำแบบหว่าน

สองพื้นที่ที่ถูกเน้นในข่าวครั้งนี้สะท้อน “ตรรกะเชิงระบบ” ที่ต่างกันแต่เสริมกัน

  • เวียงป่าเป้า มีชุมชนกระจายหลายตำบลและมีความต้องการบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็งเพื่อคัดกรองและติดตามโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง การเสริมอุปกรณ์ให้ รพ.สต. 3 แห่งจึงเป็นการเพิ่มกำลัง “จุดบริการ” ให้ทำงานได้คล่องขึ้น
  • เชียงของ เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การค้าชายแดน และการเคลื่อนย้ายของผู้คนในระดับหนึ่ง ทำให้การทำงานสุขภาพชุมชนต้องยึด “เครือข่าย” เป็นแกน   รพ.สต. หลายตำบลทำงานร่วมกับ อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อคัดกรองถึงบ้านและส่งต่อเมื่อจำเป็น

ในมุมของงานข่าวเชิงลึก นี่คือรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่า นโยบายเดียวกันสามารถออกแบบ “วิธีทำงาน” ให้เหมาะกับพื้นที่ได้ ไม่ใช่ยกโมเดลเดียวไปใช้ทุกแห่งแบบไม่ดูบริบท

AI, เทคโนโลยี และ “คำถามที่ต้องตอบให้ได้” หากอยากให้ผลลัพธ์เกิดจริง

แม้ข่าวนี้เน้นการมอบอุปกรณ์ แต่ในยุคที่หลายหน่วยงานพูดถึงการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการดูแลสุขภาพ สิ่งที่สังคมต้องการเห็นควบคู่กัน คือ “ระบบหลังบ้าน” ที่ทำให้อุปกรณ์ทำงานเกิดผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำให้เกิดภาพข่าวเพียงวันเดียว

คำถามเชิงนโยบายที่ควรถูกวางไว้ในข่าวอย่างตรงไปตรงมา ได้แก่

  1. เวชภัณฑ์สิ้นเปลืองและการซ่อมบำรุง เครื่องเจาะน้ำตาลต้องใช้แถบตรวจอย่างต่อเนื่อง หากแถบตรวจไม่พอ หรือกระบวนการจัดซื้อช้า การคัดกรองจะสะดุดทันที
  2. มาตรฐานการวัดและการสอบเทียบ เครื่องวัดความดันต้องมีความแม่นยำและมีมาตรฐาน เพื่อให้ผลคัดกรองนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง
  3. การจัดการข้อมูลและระบบติดตาม คัดกรองแล้ว “ต้องตามต่อ” ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการนัดติดตาม การให้คำแนะนำ และการส่งต่อเมื่อเกินศักยภาพปฐมภูมิ
  4. ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcomes) ถ้าตั้งเป้า “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ควรมีตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ชั้น
    • ชั้นที่ 1: จำนวนคนคัดกรองเพิ่มขึ้นเท่าไร (coverage)
    • ชั้นที่ 2: จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าสู่การติดตามต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเท่าไร (continuity)
    • ชั้นที่ 3: ภาวะแทรกซ้อน/การส่งต่อฉุกเฉิน/การนอนโรงพยาบาลลดลงหรือไม่ (impact)

การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การลดทอนความสำเร็จ แต่เป็นการ “ทำให้ความสำเร็จเดินต่อได้” และนี่คือหัวใจของงานข่าวเชิงนโยบายที่มุ่งประโยชน์สาธารณะ

เมื่อ “สุขภาพ” คือเศรษฐกิจของบ้าน และ “ปฐมภูมิ” คือเกราะของชุมชน

ในท้ายที่สุด ข่าวนี้ไม่ได้พูดถึงเครื่องมือแพทย์เท่านั้น แต่กำลังพูดถึง “ต้นทุนชีวิต” ของผู้คน

เพราะในโลกของ NCDs ความสูญเสียมักค่อยๆ สะสม ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ของผู้ดูแล รายได้ที่หายไปจากการลางาน ภาระหนี้สินในครัวเรือน และความเครียดที่ก่อตัวจนกระทบทั้งสุขภาพกายและใจ

ในภาพใหญ่ WHO เคยเตือนว่าการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ “ทำได้จริงในระดับประเทศและชุมชน” และหากไม่เร่งดำเนินการ ภาระจะยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งด้านชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น การที่ อบจ.เชียงรายเลือกขับเคลื่อน “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ด้วยการเสริมความพร้อม รพ.สต. และเครือข่าย อสม. จึงเป็นการเดินหมากที่สอดคล้องกับตรรกะสาธารณสุขร่วมสมัย ลดความเหลื่อมล้ำด้วยบริการใกล้บ้าน และลดป่วยหนักด้วยการคัดกรองให้เร็ว

ข่าวดีของวันนี้ กับ “งานหนักของพรุ่งนี้” ที่ต้องเดินต่อ

ภาพข่าวการมอบอุปกรณ์คัดกรองให้ รพ.สต. ในเวียงป่าเป้าและเชียงของ คือสัญญาณเชิงบวกของการยกระดับบริการปฐมภูมิ   ทำให้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น ทำให้หน่วยด่านหน้าทำงานได้มั่นใจขึ้น และทำให้คำว่า “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” มีความหมายมากกว่าถ้อยคำบนป้าย

แต่หากต้องการให้ผลลัพธ์เกิดจริงตามเป้าหมาย “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ภารกิจถัดไปคือการทำให้ระบบเดินต่อเนื่อง ตั้งงบเวชภัณฑ์ให้พอ วางมาตรฐานเครื่องมือให้แม่น สร้างฐานข้อมูลให้ติดตามได้ และรายงานผลให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม

ในสนามนโยบายสุขภาพ ความสำเร็จไม่ใช่ “วันที่มอบของ” แต่คือ “วันที่จำนวนคนป่วยหนักลดลง” และถ้าการลงทุนวันนี้ทำให้ชาวเชียงรายวันพรุ่งนี้ “เจอโรคเร็ว รักษาเร็ว และอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น” นั่นจึงเป็นชัยชนะที่แท้จริงของนโยบายสุขภาพใกล้บ้าน

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด 

  • ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพโลก และเป็นประเด็นที่ WHO ติดตามและรายงานต่อเนื่อง
  • ในบริบทประชากรสูงวัย ภาระการสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) จำนวนมากเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และจำเป็นต้องเน้นมาตรการป้องกัน คัดกรอง ดูแลต่อเนื่อง
  • รายงานสถิติระดับจังหวัด (เชียงราย) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุในระยะยาว
  • WHO เคยประเมินว่าหากประเทศต่างๆ นำมาตรการที่ได้ผลมาใช้จริงอย่างทั่วถึง จะสามารถลดการเสียชีวิตจาก NCDs ได้จำนวนมากในทศวรรษหน้า (อ้างอิงข่าวสรุปจากรายงาน WHO)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ.เชียงราย: เวียงกาหลง, แม่เจดีย์, แม่เจดีย์ใหม่ และ รพ.สต.ในพื้นที่ ต.ห้วยซ้อ, ต.ครึ่ง, ต.ศรีดอนชัย, ต.สถาน อ.เชียงของ
  • เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME