Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จทีม Fighting Frost อาชีวเชียงราย ฝ่าพายุหิมะคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกที่ฮาร์บิน

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายคว้าแชมป์โลกแกะสลักหิมะที่จีน ผลงาน “ปลากัดเบ่งบาน” ตีกรอบอัตลักษณ์ไทยบนเวทีนานาชาติ

ฮาร์บิน,สาธารณรัฐประชาชนจีน 8 มกราคม 2569 – ฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนประวัติศาสตร์ใหม่ของการอาชีวศึกษาไทยถูกสร้างขึ้นท่ามกลางอากาศติดลบและพายุหิมะที่เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะระดับนานาชาติ ครั้งที่ 18 (18th International Collegiate Snow Sculpture Contest: ICSSC 2026) ด้วยผลงาน “雪域绽放的斗艳之鱼” หรือ “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” (Betta Blossoms in the Snowfields) เอาชนะคู่แข่ง 45 ทีมจาก 8 ประเทศทั่วโลก

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2569 ณ Harbin Engineering University โดยได้รับการสนับสนุนจาก China-Harbin International Ice and Snow Festival มีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 46 ทีมจาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน โดยประเทศไทยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันต่างคว้ารางวัลกลับมาอย่างเต็มมือ

จากเมืองหนาวสู่เมืองน้ำแข็ง การท้าทายที่เกินจินตนาการ

การเดินทางสู่ความสำเร็จของทีม “Fighting Frost TH” จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายไม่ได้เริ่มต้นด้วยความง่ายดาย นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์และครูผู้ควบคุมทีม เล่าถึงความท้าทายที่ทีมต้องเผชิญว่า “ในการเข้าแข่งขันเราเริ่มจากการคัดเลือกเข้าเป็นตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ด้วยการปั้นโมเดลและการเสนอ concept ซึ่งจะต้องอัดวิดีโอการปั้นโมเดลของเด็กตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมกับทำวิดีโอพรีเซนต์ความยาวไม่เกิน 2 นาทีส่งภายในวันและเวลาที่กำหนด”

ทีมนักศึกษาประกอบด้วย นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่ และนางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ โดยมีนางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ครูแผนกวิชาการออกแบบ และนายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง เป็นครูผู้ควบคุมทีม ภายใต้การมอบหมายจาก ดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย

การเตรียมตัวของทีมเต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากนักศึกษาไม่เคยมีประสบการณ์กับอากาศติดลบหรือการทำงานกับหิมะมาก่อน “ในการซ้อมเราซ้อมโดยใช้โฟมอัดเป็นก้อน ต่อมาได้มีการซ้อมใช้เครื่องมือจริงกับก้อนน้ำแข็ง ถึงแม้วัสดุและอุปกรณ์ที่เราใช้จะไม่เหมือนกับหน้างานจริง” นายพงษ์พิสิฐกล่าว

ศักยภาพที่หล่อหลอมจากบริบทเมืองสร้างสรรค์

เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงมั่นใจที่จะเข้าแข่งขันในเวทีระดับโลก ทั้งๆ ที่เชียงรายเป็นเพียงเมืองเล็กในภาคเหนือของไทย นายพงษ์พิสิฐตอบด้วยความมั่นใจว่า “เรามั่นใจในศักยภาพของสาขาวิชาวิจิตรศิลป์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ที่มีการพัฒนานักเรียนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรายังใช้บริบทของการเป็นเมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งศิลปะ”

จุดแข็งสำคัญของวิทยาลัยคือการได้รับการสนับสนุนจากศิลปินระดับชาติหลากหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม และอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ที่ให้การช่วยเหลือในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าฝึกงานและได้ปฏิบัติงานเรียนรู้เทคนิคการทำงานจากศิลปินจริงอย่างต่อเนื่อง “เราจึงมั่นใจว่าจากบริบทข้างต้นนักเรียนนักศึกษาของเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะนำเสนอความรู้ความสามารถในทักษะวิชาชีพในเวทีระดับนานาชาติได้” นายพงษ์พิสิฐกล่าวเน้นย้ำ

การเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ทักษะการแกะสลักเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเอาตัวรอดในสภาพอากาศที่ติดลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมไทยไม่เคยประสบมาก่อน “เรามองปัญหาออกเป็นส่วนๆ ตั้งแต่การเตรียมตัว เรื่องของการฝึกสอนทักษะฝีมือ การทำความเข้าใจกับสเกล เข้าใจเรื่องสัดส่วนความหิวของปลากัด ดอกบัวและใบบัว ต่อไปเป็นเรื่องของการวางแผนต่อสู้กับอากาศติดลบ” นายพงษ์พิสิฐอธิบาย

การเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากนักศึกษาจะต้องยืนทำงานในสนามแข่งขันตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึงสองทุ่มของทุกวัน ตลอดระยะเวลา 3 วันเต็ม “เรามองถึงความปลอดภัยของทีมเป็นหลัก ทั้งนี้เราได้รับความช่วยเหลือจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี และทีมงานที่ช่วยกันรีเสิร์ชหาข้อมูลการเตรียมพร้อมในการจัดเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้กับทีมอย่างเต็มที่”

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษายังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะในส่วนของอุปกรณ์การแกะหิมะที่เป็นอุปกรณ์เฉพาะทางไม่มีขายทั่วไป “สอศ. ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นคุณ Siwawut คุณสุพัฒน์ เข้ามาเทรนนิ่ง และจัดเวิร์คช็อปการใช้อุปกรณ์ให้กับทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ทำให้เรามีความเข้าใจในการใช้อุปกรณ์ รวมไปถึงแนวทางในการจัดเตรียม ตลอดไปจนถึงการแพ็คเพื่อโหลดข้ามประเทศในการเดินทางมาแข่งขันด้วย”

ปลากัดเบ่งบาน” ปรัชญาลึกซึ้งบนก้อนหิมะ

ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังบรรจุปรัชญาและความหมายที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของผู้เรียน นายพงษ์พิสิฐอธิบายที่มาของแนวคิดว่า “จากโจทก์ Shaping dreams with snow, igniting the future with wisdom ทำให้เรารู้สึกอยากตีโจทก์ และอยากนำเสนอความเป็นไทยเข้าไปในงานด้วย ดังนั้นเราจึงเลือกนำเสนอไอคอนของความเป็นไทย แต่ให้มีความเป็นสากล จึงมาลงตัวที่การเลือกใช้ปลากัด (Thai Betta)”

ปลากัดไทยถูกเลือกมาเป็นสัญลักษณ์หลักเพราะประกาศสื่อถึงจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ ความงดงาม และความแข็งแกร่ง ผลงานนำเสนอปลากัด 4 ตัววนรอบลูกโลกเป็นลำดับ โดยลำดับที่จัดวางอ้างอิงตามคำสอนในพระพุทธศาสนาหัวข้อ “บัวสี่เหล่า” ที่พูดถึงระดับสติปัญญาและความพร้อมในการเบ่งบานของดอกบัว

“ปลากัดตัวแรกสะท้อนบัวใต้น้ำ ผู้ที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลก ปลากัดตัวที่สองสื่อถึงบัวปริ่มน้ำ ผู้ที่เริ่มเปิดใจรับโอกาสและพร้อมจะพัฒนา ปลากัดตัวที่สามแทนบัวพ้นน้ำ ผู้ที่มองเห็นเส้นทางแห่งปัญญาได้อย่างชัดเจน และปลากัดตัวที่สี่คือบัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ผู้ที่พร้อมเบ่งบานเต็มศักยภาพ ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยความงดงามภายใน” นายพงษ์พิสิฐอธิบายอย่างละเอียด

องค์ประกอบของลูกโลกและหิมะในผลงานหมายถึงความพร้อมของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาที่ฝึกฝนตนเองตั้งแต่ยังไม่รู้ ขั้นเตรียมตัว ขั้นฟันฝ่าอุปสรรค จนถึงช่วงเวลาที่พร้อมจะเบ่งบานและโชว์ศักยภาพและนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของไทยในเวทีระดับนานาชาติ “เมื่อมารวมเข้ากับสนามแข่งจริงที่เป็นหิมะ concept นี้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เพราะมันจะหมายถึง ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน แต่หากเรามีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เราก็พร้อมที่จะเบ่งบาน” นายพงษ์พิสิฐกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

การแข่งขันที่เข้มข้น เผชิญหน้าคู่แข่งระดับโลก

ทีมไทยต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งจากทั่วโลก โดยเฉพาะทีมจากประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพ “อย่างที่บอกว่าในสนามการแข่งขันระดับนานาชาติ ณ Harbin Engineering University ในปีนี้ ประกอบไปด้วย 7 ประเทศ และ 46 ทีมแข่งขัน สำหรับเราทุกทีมมีความเป็นเอกลักษณ์ และมี concept ที่น่าสนใจ” นายพงษ์พิสิฐกล่าว

ทีมที่น่าจับตามองที่สุดคือทีมจาก Beijing Institute of Technology ที่อยู่ตรงข้ามทีมไทย ซึ่งนำเสนอผลงานใน concept “Hearring” ที่โดดเด่นทั้งผลงาน และชุดเครื่องแต่งกายของทีมที่ดึงดูดสายตาผู้คนผ่านไปผ่านมาให้หยุดมองดูอยู่เสมอ “และสุดท้ายก็ได้รับรางวัล Grand Prize ในที่สุด” นายพงษ์พิสิฐเล่าถึงคู่แข่งที่น่าเกรงขาม

แม้จะเป็นครั้งแรกที่เข้าแข่งขัน แต่ทีมไทยก็ไม่ได้ประมาทใดๆ “ปีนี้เป็นปีแรกของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เราถือว่าเป็นน้องใหม่ตัวจริง เพราะไม่เคยเจอทั้งอากาศติดลบ ไม่เคยเจอหิมะ ไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้แล้วเวลาที่จำกัดเท่านี้ น่ะงานจริงมีทั้งแรงกดดัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ”

อย่างไรก็ตาม ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนักและการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สอศ. ทีมไทยสามารถปรับตัวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เราจึงทำได้เพียงทำผลงานของเราให้ดีที่สุดเต็มความสามารถ ตามที่เราได้ฝึกซ้อม และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด” นายพงษ์พิสิฐกล่าว

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอาชีวศึกษาไทย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ว่า ปีนี้มีทีมนักศึกษาอาชีวศึกษาที่เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ต่างคว้ารางวัลกลับมาอย่างเต็มมือ

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายและวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภาคว้ารางวัลชนะเลิศร่วมกัน ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โดยจะได้รับรางวัลพร้อมประกาศนียบัตร

ผลงานโดดเด่นจากทีมไทย

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศร่วมกับทีมเชียงราย นำเสนอผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ” ประกอบด้วยนักศึกษา นายอติคุณ ทวีวิไลศิริกุล (น้องภูเขา) ชั้น ปวช.2 นายอภิโชค จันทนะ (น้องกันดั้ม) ชั้น ปวช.3 นายฐิติรัตน์ แสงจิรัง (น้องตัส) ชั้น ปวช.3 และนางสาวปานรดา ทิพยจันทร์ (น้องแอ๋ม) ชั้น ปวช.3 โดยมีนายศรชัย ชนะสุข และนายสุกฤษ สุธญพลาวุฒิ เป็นครูผู้ควบคุม

ผลงานชิ้นนี้นำเสนอความสำคัญของน้ำต่อชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยน้ำถูกเปรียบเสมือนมารดาผู้หล่อเลี้ยงชีวิต แสดงออกผ่านภาพสตรีผู้เป็นมารดาที่กำลังบีบน้ำจากเส้นผมของเธอเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างน้ำและการให้กำเนิดชีวิต

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำเสนอผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” ประกอบด้วยนักศึกษา นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ (น้องมินนี่) นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์ (น้องหนูดี) นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา (น้องทิว) และนายณัชพล ญาวงศ์ (น้องไดมอนด์) โดยมีนายสุระชาติ พละศักดิ์ และนายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นครูผู้ควบคุม

ผลงานนี้นำเสนอพลังของมรดกทางวัฒนธรรมผ่านสัญลักษณ์ของพระแม่โพสพและกวนอู ผสานกับสัญลักษณ์ปลากัดไทย-จีน รวงข้าว และหางนกยูง เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่และความหวังในการสร้างอนาคตจากรากฐานของอดีต

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นำเสนอผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” ประกอบด้วยนักศึกษา นายกิตติพันธ์ คงชนบท (น้องแมค) นายปฏิภาณ พลชารี (น้องวา) นายวันชัยชนะ จ่าโนนสูง (น้องวันชัย) และนายภัทรภูมิ เจียรนิมิต (น้องบีม) โดยมีนายวสันต์ เมฆฉาย และนายกิตติพล วิเชียรเชื้อ เป็นครูผู้ควบคุม

ผลงานนำเสนอแนวคิดที่ว่าการศึกษาเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต จุดเริ่มต้นที่จุดประกายการเดินทางของการดำรงอยู่ ผ่านภาพเด็กที่เปิดหนังสือซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในการเรียนรู้และการเติบโตทางปัญญา

ผลกระทบและความหมายต่อวงการอาชีวศึกษา

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายหรือจังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของการอาชีวศึกษาไทยที่สามารถแข่งขันและเอาชนะคู่แข่งจากนานาประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การที่ทีมไทยต่างคว้ารางวัลกลับมาทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและคุณภาพของการผลิตบุคลากรด้านศิลปะและการออกแบบในระบบอาชีวศึกษาไทย โดยเฉพาะการที่สามารถนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผสานกับเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

การแข่งขันในครั้งนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาจากประเทศต่างๆ และเปิดโลกทัศน์ให้กับนักศึกษาไทยได้เห็นมาตรฐานสากลและเทคนิคการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในอนาคต

สำหรับนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขัน ประสบการณ์การทำงานภายใต้สภาพอากาศที่ท้าทายและเวลาที่จำกัด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการทำงานเป็นทีม ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตการทำงาน นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้พวกเขารู้ว่าความฝันสามารถเป็นจริงได้หากมีความมุ่งมั่นและพยายาม

การเบ่งบานของดอกบัวท่ามกลางหิมะ

จากเมืองหนาวเชียงรายสู่เมืองน้ำแข็งฮาร์บิน การเดินทางของทีม Fighting Frost TH เป็นมากกว่าการเข้าแข่งขัน แต่เป็นการพิสูจน์ศักยภาพและการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” ไม่ได้เป็นเพียงก้อนหิมะที่แกะสลักอย่างสวยงาม แต่เป็นการถ่ายทอดปรัชญาการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของผู้เรียนไทย

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ตั้งแต่การสนับสนุนจากผู้อำนวยการวิทยาลัย การให้คำแนะนำจากศิลปินระดับชาติ การสนับสนุนจาก สอศ. และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอื่นๆ รวมถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของนักศึกษาและครูผู้ควบคุม

ประโยคที่นายพงษ์พิสิฐกล่าวไว้ว่า “ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน แต่หากเรามีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เราก็พร้อมที่จะเบ่งบาน” ได้สะท้อนถึงแก่นแท้ของความสำเร็จในครั้งนี้ เหมือนดอกบัวที่เบ่งบานท่ามกลางทุ่งหิมะ ความสำเร็จของทีมไทยในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาอาชีวศึกษารุ่นต่อไปว่า ความฝันสามารถเป็นจริงได้ หากมีความพยายาม ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในตนเอง

คณะผู้แข่งขันมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 และจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น. โดยพร้อมที่จะนำประสบการณ์และความภาคภูมิใจกลับมาสู่บ้านเกิด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • Harbin Engineering University (HEU)
  • China-Harbin International Ice and Snow Festival บุคคลสำคัญที่ให้ข้อมูล
  • ดร.อรพิน ดวงแก้ว – ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง – ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก – ครูแผนกวิชาการออกแบบ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นายยศพล เวณุโกเศศ – เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ศิลปินที่ให้การสนับสนุน:

  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
  • อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม
  • อาจารย์กมล ทัศนาญชลี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูสายนํ้าเหนือ เชียงรายนำร่องแอปตรวจสอบปลา และนวัตกรรมไส้กรองเกษตรกู้ความเชื่อมั่น

เชียงรายเผชิญวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำเหนือ เปิดทางรอดด้วยแอป “ปลาปลอดภัย” และพลเมืองวิทยาศาสตร์ กู้ความมั่นใจอาหารจากน้ำ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ลมหนาวต้นปีที่พัดผ่านแนวเทือกเขาและสายน้ำชายแดนไทย–เมียนมา–ลาว อาจทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวภาคเหนือดูสงบงามดังเดิม แต่ใต้ผืนน้ำสีขุ่นของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย กลับกำลังซ่อน “ภัยเงียบ” ที่ท้าทายความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และความกังวลต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง – โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง – กำลังบีบให้เชียงรายต้องหาคำตอบใหม่ ทั้งในเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์ และพลังของชุมชนท้องถิ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” การตั้งห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และการสร้าง “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชนริมฝั่งน้ำ กลายเป็นความหวังสำคัญที่จะดึงเชียงรายให้รอดพ้นจากวิกฤตสารพิษที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

ลุ่มน้ำกก–โขง เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นภาระพิษ

ข้อมูลภาคสนามจากนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกกชี้ชัดว่า ต้นตอสำคัญของปัญหามาจากการเปิดหน้าดินทำเหมืองแร่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสำรวจพบเหมืองถึง 2,420 แห่งที่ดำเนินการอย่างไร้การควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตะกอนดินและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ว่า พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแทบทุกจุด โดยเฉพาะสารหนูที่มีคุณสมบัติสะสมในห่วงโซ่อาหาร (biomagnification) เริ่มตั้งแต่สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไปสู่แมงกีบแมงอีแนว ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในที่สุดคือมนุษย์ผู้บริโภค

“เราไม่ได้กินปลาแค่วันเดียว แต่กินสะสมไปเรื่อย ๆ หลายปี โลหะหนักจึงสะสมในร่างกายแบบที่มองไม่เห็น เป็น ‘ความรุนแรงที่เงียบงัน’ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่มลพิษกำลังค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพคนและระบบนิเวศ” นักวิชาการท่านนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์

การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากรายงานถึงความเสียหายทางการเกษตรหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ระบุว่า เกษตรกร 194 รายในลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เกษตรจมน้ำเสียหายรวม 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 49,492,850 บาท หรือเฉลี่ยรายละราว 270,000 บาท สูงกว่ารายได้ภาคเกษตรโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบสองเท่า และที่น่ากังวลคือเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่กว่า 97% มองว่าความช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอ

พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง และกระเทียมถูกกระทบหนัก หลายครัวเรือนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบใหม่ในสภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าดินและน้ำในพื้นที่ปลอดภัยเพียงใด

เสียงจากชุมชนริมกก เมื่อน้ำไม่ใส และนักท่องเที่ยวหายไป

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำกกในอำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือจังหวัดเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่ลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เล่าถึงการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองเถื่อนต้นน้ำว่า นับถึงวันนี้เป็นวันที่ 308 ของการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มรวมตัวกันที่สะพานท่าตอน ชาวบ้านยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับเหมืองเทา” ที่ส่งตะกอนและสารพิษลงสู่แม่น้ำ

อดีตอันใกล้ของพื้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีต เคยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 50,000 คน แวะมาเล่นน้ำและใช้บริการร้านอาหารริมน้ำกว่า 250 ร้าน แต่เมื่อข่าวสารเรื่องน้ำปนเปื้อนแพร่กระจาย นักท่องเที่ยวหายไปแทบหมดสิ้น

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวท่าตอน เล่าว่า หลังเจอน้ำท่วมและปัญหาน้ำขุ่นจากต้นน้ำ เหลือเพียงความเสียหายและหนี้สิน

“ตอนน้ำท่วมปี 2567 บ้านริมน้ำพังไปหลายหลัง ลงทุนซื้อของสต็อกไว้สองหมื่นบาท จ้างคนงานอีกหลายหมื่น สุดท้ายไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ปีหนึ่งที่เคยพอมีรายได้หลักแสนจากเทศกาล ตอนนี้กลายเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนใช้ทีละนิด” เธอกล่าว

กัญชญา แก้วประเพณี เสริมว่า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และธุรกิจเรือท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดกิจการ บางร้านที่เคยขายดีถึงขั้นมีรายได้แสนบาทต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันแทบมองไม่เห็น “แสงสว่าง” ทางเศรษฐกิจแล้ว

มิติด้านสุขภาพก็ไม่ต่างกัน นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลาท้องถิ่นยอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐบางแห่งจะยืนยันว่าปลาจากแม่น้ำกก “กินได้หากเลี่ยงอวัยวะภายในและทำให้สุกดี” แต่เขาเองยังกังวลและไม่กล้าลงน้ำ

“เมื่อก่อนวันหนึ่งออกจับปลากับเพื่อน 3–7 คน ได้ปลา 10 กิโลกรัม ขายได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ได้ลงน้ำเลย ลงไปทีไรผื่นขึ้นตามตัวอยู่เป็นเดือน ๆ” เขาเล่า พร้อมตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่ขอให้ประชาชน “กินปลาได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ” ว่าเป็นคำอธิบายที่คนปลายน้ำยากจะยอมรับ

ศาสนา–วิทยาศาสตร์–ชุมชน เครือข่ายใหม่บนสายน้ำเดียวกัน

การขับเคลื่อนในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักวิชาการหรือเอ็นจีโอเท่านั้น พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวในเวทีคืนข้อมูลชุมชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า การต่อสู้กับเหมืองเถื่อนและสารพิษในลุ่มน้ำกกเป็นความร่วมมือยาวนานระหว่างวัด ชุมชน มูลนิธิ และมหาวิทยาลัย

ท่านชี้ว่า “ธุรกิจสีเทาอย่างเหมืองเถื่อนเป็นผลผลิตของความโลภ ทั้งของคนและระบบเศรษฐกิจโลก หากปล่อยให้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม สักวันหนึ่งอาจทำลายโลกใบนี้ได้”

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจและค่านิยมการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยทั้งสติทางศาสนาและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาร่วมกันจัดการ

ปลาปลอดภัย” เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลลงมาช่วยตัดสินใจในครัวเรือนเชียงราย

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่ออาหารจากแม่น้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่พยายามเชื่อม “ห้องแล็บ” เข้ากับ “เขียงปลาและครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือการใช้งานแอปฯ ดังกล่าว โดยมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยกลยุทธ์ข้อมูลและดิจิทัล สกสว. นำเสนอแนวคิดและฟังก์ชันหลัก

แอป “ปลาปลอดภัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ชาวประมง แหล่งจับปลา ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงมือของผู้บริโภค มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมข้อมูลผลตรวจสารปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยมีการอัปเดตอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตั้งเป้าทุก 2 สัปดาห์ในอนาคต
  • แสดงแผนที่พื้นที่จับปลาที่ “ปลอดภัย” และ “ควรหลีกเลี่ยง” ตามผลตรวจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ชาวประมงวางแผนการออกเรือโดยไม่เสี่ยงต่อการจับปลาจากพื้นที่ปนเปื้อน
  • ให้ร้านค้าและร้านอาหารสามารถเชื่อมข้อมูลแหล่งที่มาของปลาแต่ละชุด และแสดงใบรับรองบนหน้าจอให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันที
  • เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังของผลตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สกสว. เตรียมนำร่องใช้แอปในตลาด 3–5 แห่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อทดสอบการใช้งานและรับฟังข้อเสนอแนะจากชาวประมง–ผู้ค้า ก่อนเปิดใช้งานกับประชาชนทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากและเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

รศ.ดร.ธนพลย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของแอปไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ปลาไหนกินได้หรือไม่ได้” แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหารตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการตื่นตระหนกโดยไร้ข้อมูล และในทางกลับกันก็ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแล็บ 100 ล้านบาท–ดันไส้กรองจากวัสดุเกษตร

อีกฟากหนึ่งของเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่บนดอยริมลุ่มน้ำกก ก็กำลังเร่งเครื่องด้านงานวิจัยเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ว่า มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณ 100 ล้านบาทผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

หากโครงการสำเร็จ แล็บดังกล่าวจะสามารถออกใบรับรองผลตรวจ (Certificate) ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำจากเชียงรายในสายตาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวแล้ว มฟล. ยังจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน 3 ล้านบาท ให้แก่นักวิจัย 10 ทีมจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลและหาแนวทางรับมือการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระดับสารพิษในน้ำ–ดิน–พืชผล การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เริ่มเห็นรูปธรรมคือ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย จากสำนักวิทยาศาสตร์ ที่นำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรองน้ำ ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และตะกั่วกว่า 90% นักวิจัยกำลังประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน โดยหวังให้เป็นทางเลือกสำคัญในการลดการปนเปื้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือนและภาคการเกษตร

ด้านสุขภาพ ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ จากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล. กำลังศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กนักเรียนในโรงเรียนริมน้ำกก ด้วยการตรวจหาสารหนูจากเส้นผมและปัสสาวะ ปัจจุบันเก็บตัวอย่างได้แล้วราว 30 รายจากเป้าหมาย 100 ราย พร้อมวางระบบ “Alarm” หากตรวจพบค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อเชื่อมไปสู่กระบวนการรักษาและป้องกันต่อเนื่อง

ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ และทีมจากสำนักนวัตกรรมสังคม ยังพยายามขยายวงของการวิจัยให้ครอบคลุมมิติ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) โดยดึง อสม. ครู และคนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสังเกตความผิดปกติของน้ำด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนสี ความขุ่น และสภาพปลาหรือสิ่งมีชีวิตในน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว

“เมื่อคนในชุมชนอ่านน้ำเป็น รู้ว่าความขุ่นระดับไหนเสี่ยงต่อสารหนู เขาก็มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องรอประกาศจากใครอย่างเดียว” นักวิชาการด้านสังคมวิทยากล่าวในเวทีเสวนา MFU Research Expo 2025

มิตินโยบาย ข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อเขื่อนปากแบงและความเสี่ยง “น้ำเท้อ” ที่เชียงของ–เวียงแก่น

ขณะที่นักวิจัยเร่งจัดการผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายด้านพลังงานบนลุ่มน้ำโขงก็ถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ใน สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร และมีแผนขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) จากเขื่อนดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินใจรับซื้อไฟฟ้าเกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ เขตแดนธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง และภาวะ “น้ำเท้อ” (Backwater Effect) ที่อาจทำให้อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงรายเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมถาวร

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 6 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบงและเขื่อนอื่นในลาว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ
  2. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
  3. จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยา ร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและลาว เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยกรณีเขื่อนไซยะบุรี
  4. พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ให้ชุมชนริมโขงรับมือได้ทัน
  5. ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ
  6. จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบจากน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยงของเชียงราย

กรณีนี้สะท้อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากเกี่ยวพันกับนโยบายพลังงานระดับชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย–ลาวอย่างแยกไม่ออก

ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนืออีกฟากที่เผชิญชะตาเดียวกัน

แม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกับลุ่มน้ำกกและโขง เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเอกชน นำโดยสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ทราย และดินโคลนในอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในฝั่งเมียนมา

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง พบโลหะหนักสะสมทั้งในน้ำและตะกอน เช่นเดียวกับในแม่น้ำกก ขณะที่การตรวจตัวอย่างกุ้งและปลาในลุ่มน้ำสาละวินพบการสะสมสารพิษสูงใน “หัวกุ้ง” และ “หัว–พุง–อวัยวะภายในปลา” แม้หอยแม่น้ำยังไม่ถูกตรวจอย่างเป็นระบบก็ตาม

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยด้านผลกระทบสุขภาพ อธิบายว่า สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหาร และการซึมผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีบาดแผล การได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดในระยะยาว

คณะนักวิจัยจึงเสนอแนวทางลดความเสี่ยงเฉพาะหน้า เช่น การกรองน้ำก่อนใช้ หลีกเลี่ยงการบริโภคหัว พุง และเครื่องในปลา รวมถึงงดกินหัวกุ้ง และไม่ใช้แม่น้ำรดผักกินใบจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสาธิตชุดตรวจน้ำเบื้องต้นให้ชุมชนใช้ด้วยตนเอง

กรณีลุ่มน้ำสาละวินทำให้เห็นว่า ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงราย หากเป็น “ภาพสะท้อนทั้งภาคเหนือ” ที่ต้องการความร่วมมือทั้งระดับลุ่มน้ำ ประเทศ และอนุภูมิภาค

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จากข้อค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวิน แนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่

  • ด้านการบริโภคปลาและกุ้ง: หลีกเลี่ยงการกินส่วนหัว พุง และเครื่องในปลา รวมทั้งหัวกุ้ง เน้นรับประทานเฉพาะเนื้อปลาและเนื้อกุ้งที่ปรุงสุกดี และไม่ควรกินบ่อยเกินความจำเป็น
  • ด้านการใช้น้ำ: กรองน้ำจากลำน้ำก่อนนำไปใช้ซักล้างหรืออุปโภค หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีบาดแผล เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังและเยื่ออ่อนได้
  • ด้านการเกษตร: ระมัดระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำรดผักกินใบหรือพืชที่บริโภคสด โดยเฉพาะในช่วงน้ำขุ่นหรือน้ำหลาก
  • ด้านการติดตามข้อมูล: ติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเอ็นจีโออย่างสม่ำเสมอ และเตรียมใช้แอป “ปลาปลอดภัย” เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569

เชียงรายบนเส้นบาง ๆ ระหว่างวิกฤตและโอกาส

วิกฤตสารพิษในลุ่มน้ำเหนือกำลังทดสอบศักยภาพของเชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงกระแทกจากการพัฒนาในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ต้นน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้ก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการผสานพลังของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคศาสนา สามารถสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหายุคเปลี่ยนผ่านได้

แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง งานวิจัยนวัตกรรมไส้กรองน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก และกระบวนการ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชน ล้วนเป็นก้าวย่างสำคัญที่ตอกย้ำว่า เชียงรายไม่ได้ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างเฉยเมย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงที่อาจส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำ หากข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง และเสียงของชุมชนริมฝั่งน้ำได้รับการยอมรับในโต๊ะเจรจาระดับชาติ โอกาสที่เชียงรายจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ในระหว่างที่คำตอบระดับนโยบายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ครัวเรือนริมลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวินยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วยการตัดสินใจทุกวันว่าจะใช้น้ำอย่างไร จะกินปลาแบบไหน และจะส่งเสียงของตนอย่างไรให้รัฐรับฟัง วิกฤตสารพิษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม หากเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา ความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดน และสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

“เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
    การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
  2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  3. เวทีกลางขนาดใหญ่
    ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
  4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
    ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

“เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
นางอทิตาธรกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : ภาพถ่ายนายนริศ

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง
  • ข้อมูลนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

วิเคราะห์สถิติเลือกตั้งเชียงราย 2569 เมื่อ Gen Y 2.7 แสนคน เป็นตัวแปรตัดสินชะตาตระกูลการเมือง 20 ปี

เชียงรายเตรียมใช้สิทธิ เมื่อ 950,000 เสียงและตระกูลการเมือง 20 ปี กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่

เชียงราย,6 มกราคม 2569 – จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 950,000 คน กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และชาวเชียงรายกว่า 950,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้งกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตัวเลขที่ออกมาจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในดินแดนล้านนา

952,266 เสียงที่รอคอย เชียงรายในภาพข้อมูล

ตามข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนสุดท้ายที่ประชาชนสามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านเพื่อมีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ตามข้อกำหนด 90 วัน – เชียงรายมีประชากรทั้งหมด 1,158,331 คน โดยมีผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนทั้งสิ้น 952,266 คน คิดเป็น 82.21% ของประชากรทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าที่เห็น เพราะเมื่อจำแนกตามช่วงอายุหรือ “เจเนอเรชัน” ตามคำจำกัดความของ McCrindle บริษัทวิจัยด้านสังคมศาสตร์ชั้นนำในออสเตรเลีย พบว่าเชียงรายมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุด จำนวน 278,694 คน หรือคิดเป็น 29.27% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า กลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีประสบการณ์ชีวิต มีครอบครัว และกำลังหาเลี้ยงชีพ จะเป็นกลุ่มหลักที่กำหนดทิศทางการเมืองของเชียงรายในครั้งนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ First Voter ที่ยังต้องเรียนรู้ระบบการเมือง แต่เป็นกลุ่มที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง รู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองต้องการคืออะไร

“ตัวเลขโครงสร้างประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงทิศทางการพัฒนาและความต้องการของพื้นที่” นักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่นระบุ “เมื่อเจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด นั่นหมายความว่านโยบายที่เกี่ยวกับงาน เศรษฐกิจ การศึกษาของลูกหลาน และคุณภาพชีวิต จะเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจ”

รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 248,770 คน คิดเป็น 26.12% และกลุ่ม Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 241,676 คน คิดเป็น 25.38% ซึ่งรวมกับผู้สูงอายุกลุ่ม Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) อีก 30,698 คน จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไปในเชียงรายมีจำนวนถึง 272,374 คน หรือคิดเป็น 28.60% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

ตัวเลกนี้เป็นเรื่องที่ผู้สมัครทุกคนต้องใส่ใจ เพราะกลุ่มผู้สูงอายุไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่ยังมีอัตราการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ และมักมีความภักดีต่อพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่ตนเองคุ้นเคย

ในขณะที่เจเนอเรชัน Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 152,428 คน คิดเป็น 16.01% โดยมี First Voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18-19 ปี) จำนวน 26,460 คน คิดเป็น 2.78% กลุ่มนี้ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีพลังและเสียงดังในโลกออนไลน์ การรณรงค์หาเสียงในยุคดิจิทัลจึงไม่สามารถมองข้ามกลุ่มนี้ได้

20 ปีของการเมืองเชียงราย เมื่อหน้าเดิมยังคงครองเวที

หากย้อนกลับไป 20 ปี ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เชียงรายได้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ในปี 2548, 2550, 2554, 2562 และ 2566 ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ – เชียงรายคือพื้นที่ที่มี “ตระกูลการเมือง” หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ที่มีความเข้มแข็งและต่อเนื่องที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

ตระกูลเตชะธีราวัฒน์ นับเป็นตระกูลที่โดดเด่นที่สุดในเชียงราย โดย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สลับกันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตมาอย่างต่อเนื่องในการเลือกตั้งทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยขาดแม้แต่สมัยเดียว ความสามารถในการรักษาฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของตระกูลนี้

ตระกูลติยะไพรัช เป็นอีกหนึ่งตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในเชียงราย โดย ละออง ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่ง สส.เขต มาแล้วถึง 4 สมัย ในปี 2548, 2550, 2554 และ 2562 ก่อนจะส่งต่อไม้ให้ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ในการเลือกตั้งปี 2566 การส่งต่ออำนาจภายในตระกูลที่ราบรื่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดฐานเสียงและความน่าเชื่อถือที่คนในพื้นที่มีต่อตระกูล

นอกจากนี้ยังมี ตระกูลวันไชยธนวงศ์ โดย สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ชนะเลือกตั้งในปี 2548 และ รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ครองตำแหน่ง สส.เขต ต่อเนื่อง 3 สมัย ในปี 2550, 2554 และ 2562 รวมถึง ตระกูลเชื้อเมืองพาน โดย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 4 สมัยเช่นกัน ในปี 2550, 2554, 2562 และ 2566

รายชื่ออื่นๆ ที่ครองเก้าอี้ สส.เขต ได้อย่างน้อย 3 สมัยในเชียงราย ได้แก่ สามารถ แก้วมีชัย, สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์, รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน – การเมืองเชียงรายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาถูกครอบงำโดย “หน้าเดิม” ที่ผู้คนในพื้นที่คุ้นเคยและเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งนี้ได้กลายเป็นคำถามสำคัญ – ทำไมคนเชียงรายจึงเลือก “คนเดิม” อยู่เสมอ?

ปรากฏการณ์ “บ้านใหญ่” เมื่อความภักดีมากกว่าโครงสร้างอำนาจ

คำว่า “บ้านใหญ่” ในวงการการเมืองไทย มักถูกมองในแง่ลบว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เอาเปรียบประชาชน แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทของภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงราย ภาพที่ปรากฏอาจซับซ้อนกว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Lanner – สื่อท้องถิ่นที่ทำการสำรวจและวิเคราะห์การเมืองภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง – ชี้ให้เห็นว่าการที่ประชาชนเลือก “คนเดิม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก หรือถูกบังคับ แต่อาจเป็นเพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการเมืองระดับชาติมีความไม่มั่นคง การรัฐประหาร การยุบสภา และความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เสมอ ส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่นหันกลับมาพึ่งพา “คนที่รู้จัก” มากขึ้น

“ตัวแทนที่อยู่ใกล้ ที่รู้จัก ที่สามารถติดต่อได้ และที่เคยช่วยเหลือชุมชนมาก่อน กลายเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า” นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่นอธิบาย “นี่ไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจที่สะสมมาตลอดหลายปี”

อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์การเมืองกำลังเปลี่ยนไป การเลือกตั้งปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยผู้สมัครหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามว่า “บ้านใหญ่หมดยุคแล้วหรือ?” แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่

การเคลื่อนไหวใหม่ เมื่อตระกูลการเมืองเปลี่ยนสี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่มีการเคลื่อนไหวของ “ตระกูลบ้านใหญ่” อย่างมาก ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่รวบรวมข้อมูลตระกูลการเมืองทั่วประเทศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 พบว่า ในเชียงราย ตระกูลเชื้อเมืองพาน ได้ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปยังพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน

นี่ไม่ใช่กรณีเดียวในภาคเหนือ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ตระกูลจันทรสุรินทร์ จากจังหวัดลำปาง ก็ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการคำนวณทางการเมืองและการปรับตัวของตระกูลบ้านใหญ่ที่ต้องการรักษาอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่

ในภาพรวมของภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ข้อมูลแสดงว่ามีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 22 ตระกูล โดยพรรคเพื่อไทยยังคงมีตระกูลบ้านใหญ่มากที่สุดที่ 10 ตระกูล แม้ว่าจำนวนจะลดลงจาก 12 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 5 ตระกูล, พรรคกล้าธรรม 4 ตระกูล และพรรคประชาชน 3 ตระกูล

น่าสนใจที่ตระกูลบ้านใหญ่ในภาคเหนือย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยและรวมไทยสร้างชาติมากที่สุด พรรคละ 3 ตระกูล ในขณะที่ตระกูลบ้านใหญ่ย้ายเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยมากที่สุด 4 ตระกูล แสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะเป็นพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

สรุปจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ภาพรวมจำนวนผู้สมัครทั้ง 7 เขต จากการรับสมัครตลอด 5 วัน มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 55 คน โดยแบ่งตามเขตเลือกตั้งได้ดังนี้:

  • เขตเลือกตั้งที่ 1: รวม 9 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน)
  • เขตเลือกตั้งที่ 2: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 3: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 4: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 5: รวม 6 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 6: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 7: รวม 10 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน + วันที่ 31 ธ.ค. 1 คน)

สรุปสถิติการรับสมัครรายวัน

  1. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 (วันแรก): เป็นวันที่คึกคักที่สุด มีผู้สมัครรวม 52 คน ครบทุกเขต
  2. วันที่ 28 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  3. วันที่ 29 ธันวาคม 2568: มีผู้สมัครเพิ่ม 2 คน (เขต 1 และ เขต 7)
  4. วันที่ 30 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  5. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (วันสุดท้าย): มีผู้สมัครเพิ่ม 1 คน (เขต 7)

ภาพใหญ่ภาคเหนือ 9.4 ล้านเสียงที่กำหนดทิศทาง

การมองเฉพาะเชียงรายอาจไม่เพียงพอ เพราะจังหวัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือที่มีพลังทางการเมืองมหาศาล ข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี มีประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน

จากจำนวนนี้ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน คิดเป็น 83.23% ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขเกือบ 10 ล้านเสียงนี้มีน้ำหนักทางการเมืองอย่างมาก เพราะสามารถเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล

เมื่อจำแนกตามเจเนอเรชัน พบว่าภาคเหนือมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุดเช่นกัน จำนวน 2,690,874 คน คิดเป็น 28.59% รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน คิดเป็น 27.07% และ Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน คิดเป็น 24.71%

ที่น่าสนใจคือภาคเหนือมี First Voter จำนวน 263,353 คน คิดเป็น 2.80% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด โดยพบมากที่สุดในจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร ตามลำดับ ในขณะที่ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 2,670,467 คน คิดเป็น 28.37% โดยพบมากที่สุดในจังหวัดลำปาง ลำพูน และแพร่ ตามลำดับ

จังหวัดไหนเจเนอเรชันไหนครอง? การกระจายตัวของพลังเสียง

การวิเคราะห์เชิงลึกแสดงให้เห็นความแตกต่างในแต่ละจังหวัด จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ มีถึง 9 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y มากที่สุด ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน และลำพูน

ขณะที่ 5 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน X มากที่สุด ได้แก่ พิจิตร, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี และอีก 3 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers มากที่สุด ได้แก่ พะเยา, แพร่ และลำปาง

ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละเจเนอเรชันมีความต้องการและทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน เจเนอเรชัน Y มักให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ การมีงานทำ และการพัฒนาท้องถิ่น ในขณะที่เจเนอเรชัน X และ Boomers อาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมมากกว่า

เมื่อพรรคภูมิใจไทยดึง “ดูด” บ้านใหญ่ทั่วประเทศ

ภาพใหญ่ในระดับประเทศชี้ให้เห็นกระแสที่ชัดเจน จากการรวบรวมข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่าในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ มีตระกูลบ้านใหญ่ที่ยังคงลงสนามหรือสนับสนุนพรรคการเมืองทั้งหมด 215 ตระกูลทั่วประเทศ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 22 ตระกูล, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 71 ตระกูล, ภาคกลางและกรุงเทพฯ 60 ตระกูล, ภาคใต้ 36 ตระกูล, ภาคตะวันตก 15 ตระกูล และภาคตะวันออก 12 ตระกูล

พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในการดึงดูดตระกูลบ้านใหญ่ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 48 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีตระกูลบ้านใหญ่เดิมของพรรค 41 ตระกูล และตระกูลที่ย้ายจากพรรคอื่นเข้ามาถึง 43 ตระกูล โดยย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 13 ตระกูล

ในทางตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยมีตระกูลบ้านใหญ่ถึง 76 ตระกูลในปี 2566 เหลือเพียง 70 ตระกูลในการเลือกตั้งครั้งนี้ การสูญเสียตระกูลบ้านใหญ่ไปยังพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะครองอำนาจต่อ

พรรคกล้าธรรมเป็นอีกพรรคที่น่าสนใจ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ 28 ตระกูล ซึ่งเกือบทั้งหมดย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 12 ตระกูล, พรรคประชาธิปัตย์ 6 ตระกูล และพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 ตระกูล สะท้อนให้เห็นถึงการล่มสลายของพรรคเดิมที่เคยมีอำนาจ

คำถามที่ยังค้างคา บ้านใหญ่จะหมดยุคจริงหรือ?

การเลือกตั้งปี 2566 ทำให้เกิดคำถามว่า “การเมืองบ้านใหญ่หมดยุคแล้ว” เมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้น แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่ และการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่กลับมาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการรวมตัวกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามใหม่

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าบ้านใหญ่หมดอำนาจ แต่เป็นการปรับตัวของระบบการเมืองไทย ในการเลือกตั้งระดับชาติ “กระแสพรรค” และ “นโยบาย” อาจมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ในระดับท้องถิ่น “บุคคล” และ “ความสัมพันธ์” ยังคงมีความสำคัญอย่างมาก

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ” นักวิชาการด้านการเมืองระบุ “หากพรรคภูมิใจไทยที่รวบรวมบ้านใหญ่ไว้ได้มากที่สุดสามารถคว้าชัยชนะได้ นั่นจะพิสูจน์ว่าบ้านใหญ่ยังมีบทบาท แต่หากผลออกมาไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจหมายความว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ”

เหลือ 34 วัน เชียงรายรอคำตอบ

เมื่อนับจากวันนี้ (6 มกราคม 2569) ถึงวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) เหลือเวลาอีกเพียง 34 วัน ชาวเชียงรายกว่า 952,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมด้วยชาวภาคเหนืออีกกว่า 8.4 ล้านคน กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวแทนเข้าสู่รัฐสภาเท่านั้น แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญหลายข้อ

ตัวแทนที่ชาวเชียงรายจะเลือกในครั้งนี้ จะเป็น “หน้าเดิม” ที่คุ้นเคยอีกครั้งหรือไม่? ตระกูลการเมืองที่ครองเวทีมา 20 ปี จะยังคงได้รับความไว้วางใจต่อไปหรือถึงเวลาเปลี่ยนแปลง? กระแสของพรรคภูมิใจไทยที่ดึงดูดบ้านใหญ่เข้ามาจะแปลงเป็นคะแนนเสียงจริงได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด – โครงสร้างประชากรที่เจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร?

ทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบในอีก 34 วันข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ตัวเลข 952,266 เสียงในเชียงราย และ 9,412,968 เสียงในภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเสียงของผู้คนที่กำลังจะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในบทใหม่

Lanner องค์กรสื่อท้องถิ่นที่ทำงานสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการเมืองภาคเหนือ สรุปไว้ว่า “การเปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เพียงช่วยให้เราได้เห็นโครงสร้างประชากรของแต่ละจังหวัด ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน แต่ยังช่วยสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของประชากร รวมถึงทิศทางการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับความต้องการเชิงพื้นที่ในอนาคต”

นี่คือเรื่องราวของเชียงราย จังหวัดที่กำลังยืนอยู่ณจุดเปลี่ยน ระหว่างอดีตที่คุ้นเคยกับอนาคตที่ยังไม่แน่ชัด ระหว่างความภักดีต่อตระกูลการเมืองที่คุ้นเคยกับโอกาสของความเปลี่ยนแปลง และระหว่างเสียงของคนรุ่นเก่าที่ต้องการความมั่นคงกับเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาส 34 วันข้างหน้า คำตอบจะชัดเจน และเชียงรายพร้อมกับภาคเหนือทั้งหมด จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • Lanner  
  • Rocket Media Lab
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 “อาราบิก้าครองเมือง” ท่ามกลางมรสุมภาษีทรัมป์และวิกฤตซัพพลายเชนโลก

เชียงราย, 6 มกราคม 2569 – เมื่อสายหมอกยามเช้าคลี่ตัวคลุมแนวยอดดอยเชียงราย กลิ่นดอกกาแฟที่เริ่มบานแทรกตัวท่ามกลางอากาศเย็นจัด ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีเกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง หากแต่กำลังสะท้อนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ที่วันนี้กาแฟอาราบิก้าไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวเลือก” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ที่ผูกอนาคตของเกษตรกร ชุมชน และการยืนหยัดของกาแฟไทยบนเวทีโลก

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “ผลิตไม่พอใช้” ความเปราะบางของภูมิอากาศ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เชียงรายกลับยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน จุดที่ตัวเลขสถิติยืนยันว่าเป็น “ป้อมปราการหมายเลขหนึ่งของกาแฟไทย”

เชียงราย แชมป์กาแฟไทยด้วยผลผลิต 4,850 ตัน  อาราบิก้ากว่า 99% ของจังหวัด

ข้อมูลปีเพาะปลูก 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุชัดว่า เชียงรายครองตำแหน่งจังหวัดที่มีผลผลิตกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยผลผลิตรวม 4,850 ตัน จากเนื้อที่ยืนต้น 55,415 ไร่ และเนื้อที่ให้ผลผลิต 53,954 ไร่  หากเปรียบเทียบกับตัวเลขรวมทั้งประเทศที่มีผลผลิตกาแฟ 16,020 ตัน จะพบว่า กาแฟจากเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของผลผลิตไทยทั้งหมด ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีผลผลิตรวม 11,390 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ โดยมีเชียงใหม่ (3,203 ตัน) น่าน (936 ตัน) แม่ฮ่องสอน (921 ตัน) ลำปาง (517 ตัน) และตาก (396 ตัน) ติดอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดผู้ผลิตกาแฟสูงสุดของประเทศร่วมกัน

สิ่งที่ทำให้เชียงรายแตกต่างไปจากหลายพื้นที่ในประเทศ คือ “ความเป็นอาราบิก้าล้วน” เกือบทั้งจังหวัด ข้อมูลสถิติเดียวกันระบุว่า ในผลผลิตทั้งหมด 4,850 ตันของเชียงราย เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 4,822 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.25 ขณะที่โรบัสต้า (ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้) มีเพียง 28 ตัน เท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตรายใหญ่” แต่คือ “เมืองหลวงอาราบิก้า” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เป็นฐานวัตถุดิบหลักให้กับโรงคั่วกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) แบรนด์ไทยจำนวนมาก และกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกาแฟจากทั่วประเทศให้เดินทางขึ้นดอยเพื่อ “ดื่มจากต้นทาง”

ครัวเรือนผู้ปลูกเพิ่มสวนกระแสประเทศ กาแฟในฐานะ “พืชแห่งความหวัง”

ต่างจากภาพรวมของประเทศไทยที่จำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟลดลงต่อเนื่อง จาก 29,761 ครัวเรือนในปี 2563 เหลือเพียง 24,949 ครัวเรือนในปี 2568 แต่เชียงรายกลับเดินคนละทิศทางอย่างเด่นชัด โดยจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟเพิ่มจาก 3,147 ครัวเรือนในปี 2563 เป็น 3,921 ครัวเรือนในปี 2568

ในระดับภูมิภาค ภาคเหนือโดยรวมก็ยังเติบโตจาก 13,067 ครัวเรือน เป็น 15,685 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่า “พื้นที่สูงภาคเหนือ” ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกาแฟอาราบิก้า ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคใต้หันไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือออกจากระบบการผลิตกาแฟ

สำหรับเชียงราย การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนผู้ปลูกไม่ได้สะท้อนแค่จำนวน แต่สะท้อน “โครงสร้างใหม่ของชุมชน” ด้วย เพราะในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับบ้านจากเมืองใหญ่มาลงทุนทำสวนกาแฟและโฮมสเตย์ รวมถึงเกษตรกรเดิมที่ปรับตัวจากพืชเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสานบนดอย เช่น กาแฟใต้ร่มไม้ร่วมกับแมคคาเดเมีย อโวคาโด หรือแม้แต่พืชสมุนไพร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

การที่ครัวเรือนผู้ปลูกในเชียงรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขระดับประเทศลดลง จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กาแฟในเชียงรายกำลังถูกมองในฐานะ “พืชแห่งความหวัง” ที่ผูกโยงอนาคตของครัวเรือนบนดอย ทั้งด้านรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการรักษาป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

ภาคเหนือ เส้นเลือดใหญ่ของกาแฟไทย และบทบาทของจังหวัดรอบข้าง

เมื่อขยับภาพออกจากเชียงรายไปสู่ระดับภูมิภาค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าภาคเหนือคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วยเนื้อที่ยืนต้น 138,574 ไร่ ผลผลิต 11,390 ตัน และมีสัดส่วนอาราบิก้าสูงถึง 10,705 ตัน จากผลผลิตรวมทั้งหมด 11,390 ตัน หรือกว่า 93% ของภาค

เชียงใหม่และน่านทำหน้าที่เป็น “เสาหลักร่วม” เคียงข้างเชียงราย – เชียงใหม่มีผลผลิต 3,203 ตันบนพื้นที่ 35,615 ไร่ ขณะที่น่านมีผลผลิต 936 ตัน จาก 12,677 ไร่ แม้พื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอนและลำปางจะมีปริมาณผลผลิตรองลงมา แต่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของกาแฟพิเศษ ด้วยภูมิประเทศสูงชัน ดินลึก และอากาศเย็นจัดที่เหมาะกับสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง

หากมองทั้งภาคเหนือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เชียงรายอยู่ในฐานะ “ประตูการค้าและการท่องเที่ยว” เชื่อมกาแฟจากดอยสู่เมือง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และชายแดนแม่สาย–เชียงของ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้และลาว ซึ่งกำลังเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของกาแฟไทย

ไทย ภาพใหญ่ของประเทศที่ “ผลิตไม่พอใช้”

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะมีตัวเลขผลผลิตน่าประทับใจ แต่ภาพรวมระดับประเทศยังสะท้อนภาวะ “คอขวดเชิงการผลิต” อย่างชัดเจน

ปัจจุบัน ไทยมีผลผลิตกาแฟรวม 16,020 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึงราว 90,000 ตันต่อปี ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 17% ของความต้องการ ส่วนช่องว่างอีกกว่า 80% ต้องอาศัยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศ โดยในช่วงต้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้ากาแฟของไทยสูงถึง 8,387.30 ล้านบาท ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

หากเทียบกับอดีตเมื่อปี 2544 ซึ่งไทยเคยผลิตกาแฟได้สูงถึง 86,000 ตัน จะเห็นได้ว่าฐานการผลิตกาแฟของประเทศหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่ปลูกอาราบิก้าบางส่วนเสื่อมศักยภาพลง และการตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น ทุเรียน หรือพืชไร่บางชนิด

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายจังหวัดลดพื้นที่ปลูกกาแฟลง เชียงรายกลับเดินหน้าเพิ่มทั้งพื้นที่และจำนวนครัวเรือนผู้ปลูก ดังที่ตัวเลขสถิติได้สะท้อนไว้ นั่นหมายความว่า “อนาคตของกาแฟไทย” จำนวนไม่น้อยกำลังผูกอยู่กับความสามารถในการรักษาและยกระดับห่วงโซ่กาแฟของเชียงรายและภาคเหนือให้ยั่งยืน

โลกเปลี่ยน อุปทานตึงตัว ราคาผันผวน และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

บนเวทีโลก ปีการผลิต 2568/26 ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่อุตสาหกรรมกาแฟเผชิญ “ภาวะย้อนแย้งแห่งการเติบโต” อย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ว่า ผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ราว 178–179 ล้านถุง (ถุงละ 60 กิโลกรัม) ขณะที่การบริโภคพุ่งแตะระดับประมาณ 180 ล้านถุง ส่งผลให้ปริมาณสำรองปลายปี (Ending Stocks) ลดลงเหลือราว 20 ล้านถุง ลดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

ความตึงตัวของอุปทานทำให้ดัชนีราคากาแฟโลกทะยานขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ความผันผวนของภูมิอากาศ  จากภัยแล้งในบราซิล ไปจนถึงฝนผิดฤดูกาลในเอเชีย  ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับพอร์ตการปลูกจากอาราบิก้าสู่โรบัสต้ามากขึ้น

ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลให้ราคากาแฟคั่วบดในตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% แม้ภายหลังจะมีการยกเลิกภาษีกาแฟจากบราซิลแล้ว แต่แรงกระแทกด้านราคาและต้นทุนยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก และต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงไตรมาส 3 ปี 2569 กว่าตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับสมดุลใหม่

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงกาแฟด้วย แม้จะเลื่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบสำหรับบริษัทรายใหญ่ไปเป็นเดือนธันวาคม 2569 แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ผู้ผลิตทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการระบุพิกัดแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน หากต้องการรักษาสถานะผู้ส่งออกสู่ตลาดคุณภาพสูงในยุโรป

สำหรับเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคม  หากไม่เตรียมตัว อาจถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียม แต่หากสามารถยกระดับระบบข้อมูลและการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยกระดับมูลค่ากาแฟได้ในระยะยาว

ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ทางรอดในโลกที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม

เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขระดับจังหวัด ประเทศ และโลก จะเห็นว่า เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงรายพูดถึงและเริ่มขับเคลื่อน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 แกนหลัก ดังนี้

จาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” ผ่านกาแฟพิเศษและ GI

ด้วยจุดแข็งด้านภูมิอากาศและความสูงของพื้นที่ปลูก เชียงรายมีศักยภาพสูงในการผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ให้กลิ่นรสฟรุตตี้และฟลอรัล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก การเร่งจัดทำและผลักดันกาแฟที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครอบคลุมทั้งดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง และพื้นที่อื่น ๆ จะช่วยสร้าง “แบรนด์ภูมิภาค” ให้เข้มแข็ง

ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกในปี 2568 ถูกประเมินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละราว 10% ไปจนถึงปี 2575 โดยมีผู้บริโภควัย 18–24 ปี เป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) เรื่องราวของชุมชน และรสชาติที่ซับซ้อนมากกว่าความเข้มเพียงอย่างเดียว

สำหรับเชียงราย การเล่า “เรื่องราวจากต้นน้ำ” ตั้งแต่เกษตรกรรมใต้ร่มเงาป่า การจ้างงานคนรุ่นใหม่บนดอย ไปจนถึงการดูแลดินและแหล่งน้ำ  จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่จะทำให้กาแฟจากดอยแต่ละแห่งมี “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองและต่างประเทศ

เชื่อมกาแฟกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism)

เชียงรายกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ควบคู่กัน การพัฒนาเส้นทาง “ดื่มกาแฟจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ที่เริ่มต้นจากการเดินชมแปลงกาแฟ ชิมเชอร์รี่บนต้น เรียนรู้การแปรรูปแบบเปียก–แบบแห้ง ไปจนถึงการคั่วและชงในคาเฟ่บนดอย กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ของจังหวัด

เมื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาพใหญ่ของ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่มุ่งเปลี่ยนจังหวัดจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัส” แนวทางกาแฟเชิงประสบการณ์จึงมีบทบาทเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่ทั้งสร้างรายได้ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชนบนดอย

เกษตรฟื้นฟู BCG รักษาป่าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

บนพื้นที่สูงอย่างเชียงราย กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำโดยตรง แนวคิดเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การคลุมดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในสวน และการลดการใช้สารเคมี กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางหลัก

ตัวอย่างจากโครงการระดับประเทศอย่าง Coffee++ และ Nescafé Plan 2030 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรปรับระบบปลูกสู่เกษตรฟื้นฟู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 40% พร้อมเพิ่มรายได้จากพืชร่วมแปลง ในบริบทเชียงราย แนวทางเดียวกันนี้จะช่วยทั้งรักษาป่าต้นน้ำ สร้างภาพลักษณ์กาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ในอนาคต

ข้อมูล–เทคโนโลยี–ความร่วมมื เสาหลักสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน”

สุดท้าย ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 จะเดินหน้าไม่ได้หากขาด “ข้อมูลและการบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงเอกชน โรงคั่ว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

การสร้างฐานข้อมูลแปลงปลูกระดับพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) การเชื่อมระบบตรวจสอบย้อนกลับกับมาตรฐานสากล การใช้เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยที่เหมาะกับเกษตรกรกาแฟบนดอย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน” ของประเทศ

ถ้วยกาแฟจากดอยเชียงรายในสมการเศรษฐกิจใหม่

เมื่อเชื่อมทุกชั้นข้อมูลเข้าด้วยกัน   ตั้งแต่ตัวเลขผลผลิต 4,850 ตันของเชียงรายที่คิดเป็นหนึ่งในสามของกาแฟไทยทั้งหมด ครัวเรือนผู้ปลูกที่เพิ่มขึ้นสวนกระแสประเทศ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น   จะเห็นชัดว่า กาแฟเชียงรายไม่ได้อยู่เพียง “ชายขอบ” ของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

กาแฟทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟในคาเฟ่กลางเมืองเชียงราย หรือในร้านกาแฟระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสร้างความตื่นตัวในยามเช้า หากแต่คือ “ภาชนะที่บรรจุอนาคต” ของชุมชนบนดอย เศรษฐกิจภาคเหนือ และความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้นน้ำอย่างแท้จริง

โจทย์ต่อจากนี้ คือการทำให้ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนกระดาษ แต่กลายเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจริงในไร่กาแฟทุกผืน จากดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมโขง   เพราะในโลกที่กาแฟกำลังเผชิญทั้งวิกฤตอุปทานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดที่มองเห็น “โอกาสในวิกฤต” ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนหยัดในฐานะผู้นำสมรภูมิกาแฟยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • ข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมกาแฟไทยและตลาดกาแฟโลก ปี 2568–2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิเคราะห์ศึกเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569: สง่า เพื่อไทย ปะทะ สุธีระพงษ์ บ้านใหญ่ และสุทัศน์ พรรคประชาชน

สนามเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569 ศึกริมโขง–ริมกก วัดพลัง “กระแสพรรค–บ้านใหญ่–การเมืองอุดมการณ์” บนสมรภูมิมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย, 5 มกราคม 2569 – เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น และบางส่วนของอำเภอแม่จันกับเชียงของ กำลังก้าวสู่หนึ่งในสมรภูมิการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดของการเลือกตั้งปี 2569 ไม่เพียงเพราะเป็นเขตที่มี “ผู้สมัครมากที่สุด” ของจังหวัดถึง 10 คน แต่เพราะที่นี่คือจุดตัดระหว่างการเมืองระดับชาติ การเมืองบ้านใหญ่ และการเมืองแบบอุดมการณ์ใหม่

เหนือสิ่งอื่นใด เขตนี้ยังเป็นแนวหน้าของปัญหา “มลพิษข้ามพรมแดน” จากการทำเหมืองในรัฐฉาน และเงาของโครงการเขื่อนปากแบงบนลำน้ำโขง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย แต่ยังโยงตรงไปถึงระบบประปา การเกษตร และเศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้งจริงจึงไม่ได้เป็นเพียงวันตัดสินว่าใครจะได้ครองเก้าอี้ ส.ส. เขต 7 แต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างพลัง “กระแสพรรค” “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” และ “แนวคิดการเมืองใหม่” แบบพรรคประชาชน ใครจะได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นปากเสียงของประชาชนริมโขง–ริมกก ในยุคที่ภัยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจเปราะบาง และความขัดแย้งผลประโยชน์ข้ามพรมแดนซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

เขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ภาพรวม 10 คน บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมโขง

เขต 7 ครอบคลุมพื้นที่หลากหลายทั้งเมืองท่องเที่ยวชายแดน ศูนย์กลางการค้าชายแดน และชุมชนเกษตรบนภูเขา ผู้สมัครทั้ง 10 คน ประกอบด้วยหลากหลายพรรคการเมือง ตั้งแต่พรรคใหญ่ พรรคกลาง ไปจนถึงพรรคขนาดเล็ก ได้แก่

  1. ร.ต.อ. ดอน สมควร (หมายเลข 1 – พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (หมายเลข 2 – พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อเมืองพาน (หมายเลข 3 – พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (หมายเลข 4 – พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (หมายเลข 5 – พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (หมายเลข 6 – พรรคกล้าธรรม)
  7. น.ส. มิรันตี บุญแก้ว (หมายเลข 7 – พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (หมายเลข 8 – พรรคเพื่อไทย)
  9. น.ส. อรทัย บัวศรี (หมายเลข 9 – พรรคประชากรไทย)
  10. นายทนงศักดิ์ ศรีทองจันทร์ (หมายเลข 10 – พรรคเศรษฐกิจ)

แม้บนกระดาษจะมีผู้สมัครถึง 10 ราย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง ทั้งฝ่ายวิเคราะห์และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า “ศูนย์ถ่วงหลัก” ในเขตนี้อยู่ที่ “สามตัวเต็ง” หรือ Big Three ได้แก่

  • นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่าจากการเลือกตั้งซ่อม
  • นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ตัวแทนบ้านใหญ่สายท้องถิ่น
  • นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ตัวแทนการเมืองแบบอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่

ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่น แม้คะแนนอาจไม่ถึงขั้นท้าชิงเก้าอี้โดยตรง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการ “แบ่งเค้กคะแนน” ข้ามกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฐานเสียงคละกันระหว่างพรรคอนุรักษนิยม พรรคสายรัฐบาลเดิม และคะแนนเชิงบุคคลของผู้สมัครบางราย

สามขั้วอำนาจ “กระแสพรรค – บ้านใหญ่ – การเมืองอุดมการณ์”

การแข่งขันในเขต 7 จึงไม่ได้เป็นแค่การวัดความนิยมตัวบุคคล แต่เป็น “สนามทดสอบสามโมเดลการเมือง” ที่สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยภาพใหญ่

  1. กระแสพรรค (เพื่อไทย – นายสง่า พรมเมือง)
    พรรคเพื่อไทยครอบครองที่นั่ง ส.ส. เขตนี้มาต่อเนื่อง ผ่านชื่อที่คนคุ้นอย่าง พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ก่อนจะส่งนายสง่า พรมเมือง ลงในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 15 กันยายน 2568 และคว้าชัยด้วยคะแนน 43,229 เสียง ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแรงของ “แบรนด์เพื่อไทย” ในพื้นที่เชียงแสน–เชียงของ–แม่จัน แต่ยังสะท้อนอิทธิพลของเครือข่ายการเมืองระดับชาติ นำโดย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกมองว่าเป็น “มือเก๋าการเมืองเชียงราย”
  2. บ้านใหญ่ท้องถิ่น (กล้าธรรม – นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์)
    ในอีกด้าน ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเชียงรายยาวนาน จากฐานในอำเภอเทิงสู่การก้าวขึ้นเป็น “บ้านใหญ่ระดับจังหวัด” ผ่านบทบาทของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองส่วนกลาง ทั้งสายภูมิใจไทยและเครือข่าย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า การที่นายสุธีระพงษ์ หรือ “สจ.เล็ก” ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เขต 7 ในนามพรรคกล้าธรรม จึงมีนัยสำคัญ เป็นการ “ลงสนามใหญ่เต็มตัว” ของบ้านใหญ่เจียงฮาย
  3. การเมืองอุดมการณ์–ระบบทีม (พรรคประชาชน – นายสุทัศน์ ยาละ)
    พรรคประชาชน (ที่ถูกมองว่าเดินรอยต่อจากคลื่นส้มในอดีต) ส่งนายสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครต่อเนื่อง หลังเคยคว้าอันดับสองในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ปี 2568 เบื้องหลังคือความพยายาม “ยึดพื้นที่การเมืองโดยใช้แนวคิดอุดมการณ์” ผสานกับ “เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่” ผ่านทีมงานที่หลายคนมีพื้นฐานการทำงานภาคประชาชนและท้องถิ่นร่วมกัน

สนามนี้จึงถูกจับตาในฐานะ “ห้องทดลองการเมือง” ว่าโมเดลใดจะตอบโจทย์ประชาชนริมโขง–ริมกก ได้มากกว่ากัน ในยุคที่ประชาชนไม่ได้มองแค่สีพรรค หรือชื่อบ้านใหญ่ แต่เริ่มตั้งคำถามว่า “ใครจะจัดการกับปัญหามลพิษ น้ำกินน้ำใช้ และอนาคตลูกหลานได้จริง”

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก เมื่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวาระเลือกตั้ง

ประเด็น “มลพิษข้ามพรมแดน” กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของศึกเลือกตั้งเขต 7 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลที่ชาวบ้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมติดตาม พบว่าการทำเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีสารโลหะหนัก เช่น สารหนูและแบเรียม ปรากฏในลำน้ำกกและแม่น้ำสาย ขณะที่ในลำน้ำโขงเองก็มีแรงกดดันจากการพัฒนาเขื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงโดยเฉพาะโครงการเขื่อนปากแบงใน สปป.ลาว

สำหรับชาวบ้านริมกก–ริมโขง ความกังวลจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม หากเกี่ยวข้องกับคำถามง่าย ๆ แต่หนักหนา เช่น

  • น้ำที่ใช้ผลิตประปา “ปลอดภัยจริงหรือไม่”
  • หากเขื่อนปากแบงเดินหน้าเต็มที่ น้ำโขงที่ไหลเอ่อกลับจะทำให้ที่ดินริมน้ำเสียหายมากเพียงใด
  • ใครจะรับผิดชอบ หากผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านและการเกษตรกลายเป็นความจริง

ข้อเรียกร้องสำคัญของประชาชน คือ การผลักดันให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐเร่งหา “แหล่งน้ำดิบใหม่” ที่ปลอดภัยกว่าน้ำโขง–น้ำกกสำหรับการผลิตน้ำประปา รวมทั้งจัดตั้งระบบกรองตะกอนพิษที่ได้มาตรฐานจริง ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราว

ในบริบทนี้ ผู้สมัครที่สามารถสื่อสารให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไรได้บ้างบนเวทีสภาไทย” เพื่อจัดการปัญหาที่เกี่ยวโยงทั้งการทูตพหุภาคี สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และความมั่นคงด้านน้ำ ย่อมได้รับการจับตาเป็นพิเศษ

นายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน เน้นสื่อสารเรื่อง “การเจรจาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม” และการผลักดันระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้า ขณะที่นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย มีจุดแข็งด้านการเชื่อมโยงกับเครือข่ายรัฐต่อรัฐ (G2G) และการผลักดันนโยบายระดับกระทรวง ส่วนบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ของนายสุธีระพงษ์ วางน้ำหนักไปที่ “การทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่

การที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกยกขึ้นมาเป็น “วาระหลัก” แทนที่จะเป็นเพียงวาระรองของการหาเสียง จึงเป็นสัญญาณว่าการเมืองชายแดนเหนือกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่เสียงของแม่น้ำและภูเขามีน้ำหนักไม่แพ้ถนนและสะพาน

บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ โมเดล “เขียว–น้ำเงิน” ฝ่ากระแสแดง–ส้ม

หนึ่งในจุดที่ทำให้เขต 7 ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือบทบาทของ “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ที่เลือก “กระจายความเสี่ยง” ทางการเมืองอย่างชัดเจน

  • ในเขต 7 นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม
  • ในเขต 5 “ส.ส.โอ” รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ เครือญาติเดียวกัน ยังคงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ลงสนามล้างตาคู่ปรับเก่าจากเพื่อไทย

การวางตำแหน่งเช่นนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ “เขียว–น้ำเงิน” คือใช้ทั้งพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกลาง เพื่อลดความเสี่ยงการแพ้แบบเหมาเขตให้กับ “แดง–ส้ม”

ตลอดสองปีที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองของบ้านใหญ่เชียงรายปรากฏชัดในเวทีส่วนกลาง เมื่อ “ส.ส.โอ” ได้เข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางลงพื้นที่เชียงรายอย่างถี่ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับเขต 7 นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า หากนายสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่าย ส.อบจ. เทศบาล และกลไกท้องถิ่นที่สั่งสมมาระยะยาว เข้าไปตัดตอนคะแนนในชุมชนสำคัญและหมู่บ้านชายแดน การเมืองรูปแบบ “บ้านใหญ่ผสานพรรคกลาง” อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ของการฝ่าแรงกดดันจากกระแสพรรคใหญ่และคลื่นการเมืองอุดมการณ์ในภาคเหนือตอนบน

สง่า พรมเมือง แชมป์เก่ากับภารกิจป้องกันเขตเดิม

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้สมัครหน้าใหม่ในสนามระดับชาติ แต่มีเส้นทางการเมืองที่โยงแน่นกับพื้นที่เชียงแสน

เขาเริ่มจากการเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขตอำเภอเชียงแสน ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ. สมัยแรกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 จากนั้นไม่นาน พรรคเพื่อไทยตัดสินใจ “ดันขึ้นสนามใหญ่” โดยส่งเขาลงสมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

ผลที่ออกมา สง่า พรมเมือง คว้าชัยชนะด้วยคะแนน 43,229 คะแนน รักษาเก้าอี้เขตเดิมของพรรคเพื่อไทยไว้ได้ หลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.

ด้านพื้นฐานการศึกษาและวิชาชีพ นายสง่าจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ่านบทบาทผู้บริหารในบริษัทด้านการเกษตรและโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในพื้นที่ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ทำงานด้านการตรวจสอบการทำงานของตำรวจใน สภ.เชียงแสน และบทบาทในสโมสรโรตารีเชียงแสน

จุดขายสำคัญของเขาคือ “การเข้าใจพื้นที่ชายแดนในฐานะคนทำงานจริง” และ “การเชื่อมโยงปัญหาเกษตร–การค้า–คมนาคม” เข้ากับโครงสร้างนโยบายระดับชาติของพรรค ชูแนวคิดแก้หนี้เกษตรกร และการพัฒนาระบบท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ริมโขงให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี การเป็น “แชมป์เก่า” ก็หมายถึงการถูกจับจ้องมากที่สุดเช่นกัน ทั้งจากผู้สมัครคู่แข่งและจากฐานเสียงที่ต้องการเห็น “ผลงานจับต้องได้” ในระยะเวลาไม่นานหลังการเลือกตั้งซ่อม

สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากเวที อบจ. สู่การสอบใหญ่ในสภาฯ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ หรือ “สจ.เล็ก” ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม คืออีกหนึ่งตัวละครสำคัญในสมรภูมิเขต 7

เดิมทีเขาทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นมานาน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภา อบจ. เชียงราย ทำให้มีประสบการณ์ตรงกับการบริหารงบประมาณ การกระจายทรัพยากร และการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ–ตำบลอย่างใกล้ชิด

ความเป็น “น้องชาย” ของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ตัวแทนบ้านใหญ่” ที่ได้เปรียบด้านเครื่องมือ–เครือข่าย โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการในหลายเขต

การเลือกลงในนามพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สะท้อนจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ว่า “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ต้องการยืนอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมโยงทั้งพรรคในรัฐบาลกลาง และเครือข่ายท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้าง “สะพานอำนาจ” จากกรุงเทพฯ สู่ชายแดนแม่น้ำโขง

สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย คำถามสำคัญคือ หากสุธีระพงษ์ได้เข้าไปเป็น ส.ส. เขาจะสามารถ “แปลงอำนาจท้องถิ่น” ที่มีอยู่ ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรองในสภาฯ” เพื่อผลักดันงบประมาณ–โครงการพัฒนาที่ตอบโจทย์ปากท้องและสิ่งแวดล้อมของเขต 7 ได้มากน้อยเพียงใด

สุทัศน์ ยาละ การเมืองรุ่นใหม่ที่ยังต้องพิสูจน์

ในอีกมุมหนึ่ง นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาชน เป็นภาพแทนของ “การเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบทีมและข้อมูล” มากกว่าการพึ่งพาบ้านใหญ่หรือแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว

สุทัศน์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เขาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในจังหวัดเชียงราย

ประสบการณ์ทำงานของเขาเชื่อมโยงทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ เช่น การเป็นคณะกรรมการภาคประชาชนประจำสำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ และที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหล่ายงาว

การลงสมัครในนามพรรคประชาชน ทำให้เขากลายเป็น “ตัวแทนสายอุดมการณ์” ที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงชายแดน

แม้ผลเลือกตั้งซ่อมปี 2568 เขาจะแพ้ให้กับนายสง่าอย่างขาดลอย แต่การได้อันดับสองในเมื่อเผชิญทั้ง “กระแสพรรคใหญ่” และ “บ้านใหญ่” ก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หากสามารถต่อยอดการทำงานภาคสนามและใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ฐานคะแนนของเขาอาจขยายตัวในระยะยาว

บทเรียนจากเลือกตั้งซ่อม 2568 ตัวเลข 43,229 เสียงที่ทุกฝ่ายต้องอ่าน

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 7 เมื่อ 15 กันยายน 2568 เกิดขึ้นหลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. โดยเขตเลือกตั้งในครั้งนั้นประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.บุญเรือง) และ อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้)

ผลการเลือกตั้งที่นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ชนะด้วยคะแนน 43,229 เสียง ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของบุคคล แต่เป็น “ดัชนีชี้วัด” หลายประเด็น

  • ฐานเสียงดั้งเดิมของเครือข่าย ยงยุทธ ติยะไพรัช ในอำเภอเชียงแสน เชียงของ และแม่จัน ยังแข็งแรงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความพยายามของบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ที่เคยเสนอชื่อ “สจ.เอ” วสุพล จตุรคเชนทร์เดชา ให้พรรคส้ม (ก่อนมาเป็นพรรคประชาชน) ลงสมัครในเขตนี้ สะท้อนว่าบ้านใหญ่ “เล็งเขต 7 มานานแล้ว” แม้สุดท้ายพรรคจะเลือกสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครแทน
  • การแพ้ของสุทัศน์ในนามพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่า “การเมืองอุดมการณ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ” ในพื้นที่ที่โครงสร้างบ้านใหญ่และเครือข่ายพรรคใหญ่ฝังรากลึก แต่ก็ยังสร้างฐานรับรู้ในหมู่คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนได้ระดับหนึ่ง

สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลข 43,229 จึงไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็น “จุดอ้างอิง” ที่ทุกฝ่ายใช้วางสมมติฐาน ตั้งแต่การวางแผนแบ่งเขตการลงพื้นที่ การเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย ไปจนถึงการกำหนดสโลแกนหาเสียงในแต่ละอำเภอ

เดิมพัน 8 กุมภาพันธ์ 2569 ศึกที่มากกว่าแค่เก้าอี้เดียว

แม้เขต 7 จะมีเพียง 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในเชิงการเมืองระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี “นัยสำคัญ” หลายด้าน

  • หาก พรรคเพื่อไทย รักษาเก้าอี้ไว้ได้ จะเป็นสัญญาณว่า “กระแสพรรคใหญ่” ยังเหนียวแน่นในภาคเหนือตอนบน แม้จะถูกท้าทายทั้งจากบ้านใหญ่และพรรคอุดมการณ์ใหม่
  • หาก บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ผ่านนายสุธีระพงษ์ สามารถ “เจาะเขต 7” สำเร็จ โมเดลบ้านใหญ่ + พรรคกลาง–รัฐบาล อาจกลายเป็นต้นแบบในการขยายอิทธิพลสู่เขตอื่นในอนาคต
  • หาก พรรคประชาชน ผ่านนายสุทัศน์ สามารถเบียดเข้าชนะได้ จะเป็น “จุดพลิกประวัติศาสตร์” ที่แสดงว่า การเมืองเชิงอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่สามารถเอาชนะทั้งกระแสพรรคใหญ่และบ้านใหญ่ในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อนได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขต 7 ยังอยู่ในบริบทของสนามเชียงรายทั้งจังหวัด ที่แชมป์เก่ามาจาก “คู่แดง–ส้ม” โดยการเลือกตั้งครั้งก่อน เพื่อไทยกวาด 4 ที่นั่ง และพรรคในสายส้มกวาด 3 ที่นั่ง การที่บ้านใหญ่ลงเล่นสนามใหญ่เต็มตัวในรอบนี้ จึงเป็นเหมือนการ “ตอกเสาเข็ม” ท้าทายสมดุลเดิมของจังหวัดโดยตรง

เสียงริมโขง–ริมกก จะกำหนดทิศการเมืองเหนืออย่างไร

เมื่อมองจากภาพใหญ่ลงสู่ระดับหมู่บ้าน เสียงของประชาชนในเขต 7 ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลขคะแนน” แต่คือการแสดงจุดยืนต่อคำถามสำคัญ 3 ข้อ

  1. พวกเขาเชื่อมั่นใน “พรรคใหญ่ที่เคยพิสูจน์ผลงานในอดีต” มากน้อยเพียงใด
  2. พวกเขายังเห็นว่าบ้านใหญ่ท้องถิ่นที่รู้ทางน้ำ–ทางดอย มีความจำเป็นต่อการจัดการปัญหาปากท้องและโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
  3. พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ “การเมืองแบบอุดมการณ์–โปร่งใส–ระบบทีม” แค่ไหน ในสังคมที่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก จึงไม่ใช่เพียงสมรภูมิของเรือประมง หรือนาข้าวริมตลิ่ง แต่กลายเป็นสมรภูมิของ “แนวคิดการเมือง” ที่กำลังปะทะกันอย่างเข้มข้นระหว่างรุ่นเก่า–รุ่นใหม่ ระดับชาติ–ท้องถิ่น และผลประโยชน์–สิ่งแวดล้อม

เมื่อประชาชนในอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น แม่จัน และเชียงของ เดินเข้าสู่คูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใบลงคะแนนหนึ่งใบของแต่ละคน จึงเป็นมากกว่าการเลือกชื่อคน ๆ เดียว หากเป็นการเลือก “โมเดลอนาคต” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบนไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร

  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เจาะแผน ททท.เชียงราย 2569 ชูแนวคิด Values over Volume แก้เกมเศรษฐกิจภาคเหนือด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย 2569 “เที่ยวลึก-ใช้จ่ายจริง” ยุทธศาสตร์ใหม่ของ ททท.เชียงราย ผลักเมืองเหนือสุดสู่ Wellness & Creative City ท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบางภาคเหนือ

การวิเคราะห์ภาพรวมจากข้อมูลสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ประกอบกับรายงานเศรษฐกิจภาคเหนือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับประเทศของ ททท. สะท้อน “โจทย์เดียวกัน” อย่างชัดเจน คือ ภาคเหนือและเชียงรายไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตแบบ “ปริมาณคนล้วน ๆ” ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่ “เศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Value Economy)” ที่ผูกกับ Wellness, Creative Tourism, BCG Economy และ Future Food

เชียงรายจึงถูกวางบทบาทใหม่จาก “เมืองทางผ่าน – เมืองชะโงกทัวร์” ไปสู่ “เมืองที่ต้องตั้งใจมาอยู่ – มาใช้เวลา – มาใช้จ่าย” ผ่านยุทธศาสตร์ Values over Volume และการออกแบบเส้นทางเชิงประสบการณ์ (Experiential & Story-based Routes) ที่ ททท.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางพยายามผลักดันอย่างเป็นระบบ

รายงานข่าวชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไล่จาก “เสียงในพื้นที่” ของ ททท.สำนักงานเชียงราย เชื่อมกับ “ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ” ของ ธปท. และ “ทิศทางการท่องเที่ยวไทย 2569” ของ ททท.ส่วนกลาง ก่อนจะกลับมาคลี่ว่า โอกาสและความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนอยู่ตรงไหน และควรเตรียมตัวอย่างไร

บทบาทใหม่ของ ททท.เชียงราย จากดันยอดคนเที่ยว สู่ดันยอด “การใช้จ่ายและการพักค้าง”

เชียงราย, 4 มกราคม 2569 – นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ให้ภาพทิศทางการทำงานในปี 2569 อย่างตรงไปตรงมาว่า บทบาทของ ททท.ในพื้นที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “พาคนมาเที่ยวให้ได้มากที่สุด” แต่ต้องทำให้ “คนที่เดินทางมาเชียงราย ใช้จ่ายจริงในพื้นที่ และพักค้างในจังหวัดให้ได้”

คุณยุรีพรรณ อธิบายว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งไทยและต่างชาติ เปลี่ยนจากการ “ชะโงกทัวร์ – แวะเช็คอินสถานที่ยอดฮิตแล้วกลับ” ไปสู่การท่องเที่ยวแบบ “เจาะลึกซึ้ง” ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องราว วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

ดังนั้น ททท.เชียงราย จึงเลือก “สินค้าและเส้นทางท่องเที่ยว” ที่มีคุณภาพสูง (High-End / High-Value Products) และมีเนื้อหาประสบการณ์ชัดเจนมาเป็นตัวเดินเกม ไม่ใช่แค่การรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมาเรียงต่อกัน

ยุรีพรรณย้ำว่า การนำเสนอโปรดักต์ของเชียงรายในปี 2569 จะเน้น “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และความยั่งยืน” เชื่อมธรรมชาติ ภูเขา โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ และอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างมีกลไกเศรษฐกิจรองรับ

จากไร่ฝิ่นสู่ไร่กาแฟ ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี ตัวอย่างเส้นทาง “Story ที่ขายได้จริง”

หนึ่งในตัวอย่างเส้นทางที่ยุรีพรรณยกขึ้นมา คือ เส้นทางเชื่อม “ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี” ซึ่งสะท้อนแกนคิดสำคัญของ ททท.เชียงราย คือ “เล่าเรื่องให้ชัด – เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ได้”

จุดเริ่มต้นอยู่ที่โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งใช้แนวคิด “เลิกปลูกฝิ่น – สร้างทางเลือกใหม่” ให้กับชุมชนชาติพันธุ์อาข่าในพื้นที่ดอยผาฮี้และผาหมี จากเดิมที่เคยพึ่งพาพืชเสพติด มาเป็นการปลูกกาแฟและพืชเศรษฐกิจอื่นที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนกว่า

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่ขึ้นดอยตุงไม่เพียงชมพระตำหนัก สวนแม่ฟ้าหลวง หรือถ่ายรูปทะเลหมอกเท่านั้น หากแต่ถูกชักชวนให้ “ต่อเส้นทาง” ไปยังผาฮี้เพื่อจิบกาแฟบนวิวหลักล้าน จากนั้นเลี้ยวไปผาหมีเพื่อชิมอาหารถิ่นอย่าง “รากชู” และเข้าร่วมเวิร์กชอปทำอาหาร เช่น น้ำพริกรากชู หรือ “โมจิดอย” ที่ใช้ข้าวเหนียวพื้นถิ่นมาทำของหวานแบบใหม่

เครื่องมือสำคัญคือ “คอนเซ็ปต์สินค้าที่เล่าเรื่องได้ (Story-based Products)” ที่ทำให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้จบลงแค่ค่าอาหารหรือค่าที่พัก แต่แปลงเป็น “ประสบการณ์” ซึ่งผู้มาเยือนรู้สึกว่ามีคุณค่า และยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

แผนที่ใหม่เชียงราย แบ่งโซนท่องเที่ยวตามพฤติกรรมจริงของนักเดินทาง

เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ททท.เชียงรายพัฒนา “แผนที่การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายแบบแบ่งโซน” แทนการนำเสนอเส้นทางแบบตายตัวที่มักไม่สอดคล้องกับเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

โซนหลักที่ถูกออกแบบ ได้แก่

  • โซนเหนือ ดอยแม่สลอง ดอยตุง ผาฮี้ ผาหมี ถ้ำหลวง วัดและแลนด์มาร์กเหนือสุดในสยาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการภูเขา หมอก กาแฟ และวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์
  • โซนตะวันออก เชียงแสน ริมน้ำโขง เชียงของ เวียงแก่น ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง เส้นทางชมซากุระและวิวแม่น้ำโขง เหมาะสำหรับผู้ที่รักสายน้ำ เส้นขอบฟ้า และการเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • โซนตะวันตก บ่อน้ำพุร้อนแม่จัน รีสอร์ตระดับ 5 ดาว และชุมชนบ้านหล่อโยของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การขายเป็น “โซน” แทน “เส้นทางตายตัว” ช่วยให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาพักต่างกัน เช่น 3 วัน 2 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน สามารถ “ออกแบบทริปของตนเอง” ได้โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางเดิม และช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวไปยังอำเภอรอบนอก ไม่กระจุกในตัวเมืองเชียงรายเพียงจุดเดียว

ในเชิงเศรษฐกิจ นั่นหมายถึง “การกระจายเม็ดเงิน” ไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในหลายพื้นที่มากกว่าที่เคยเป็นมา

ทำงานเป็นทีม ททท. – การกีฬา – อพท. – จังหวัด เดินคู่ขนานซัพพลาย–ดีมานด์

ยุรีพรรณอธิบายโครงสร้างการทำงานว่า การขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชียงรายไม่ได้อยู่บนบ่าของ ททท.เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็น “งานทีม” ที่ต้องเดินไปพร้อมกันระหว่างหน่วยงานในและนอกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวก (ดูแล “ซัพพลาย”)
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) พัฒนาพื้นที่และเส้นทางเฉพาะ ให้พร้อมขายในมิติความยั่งยืน
  • ททท. ทำหน้าที่ “การตลาด” เลือกสินค้าและเส้นทางที่พร้อม แล้วนำไปเสนอขายกับทั้งตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ผ่าน ททท.สำนักงานในต่างประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนคือ อพท.เสนอเส้นทางพิเศษ 5 เส้นให้ ททท.นำไปทดลองลงพื้นที่จริง เมื่อพบว่ามีศักยภาพ จึงถูกยกขึ้นเป็น “โปรดักต์ขาย” ในตลาดในและต่างประเทศ

ด้านจังหวัดเชียงรายและการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็มีแผนจัดกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรม เช่น งานวิ่ง งานปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมสามแผ่นดินช่วงสงกรานต์ เพื่อสร้าง “แม่เหล็กอีเวนต์” ขณะที่ ททท.เชียงรายจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นแกนดึงนักท่องเที่ยว และเติมคอนเทนต์เรื่องกิน อยู่ เที่ยว ให้ครบวงจร

นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย

ตัวเลขไม่โกหก นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 15% – ทำไมไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงรายจึงสำคัญ

จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ตัวเลข “ผู้เยี่ยมเยือนรวม” ของเชียงรายยังเป็นบวก โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นราว 2.76% และรายได้รวมจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 3%

อย่างไรก็ตาม เมื่อ “แยกดู” ระหว่างนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ จะพบว่า

  • นักท่องเที่ยวไทยเติบโตเป็นบวก
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ลดลงประมาณ 15%”

นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับจังหวัดที่มีศักยภาพชายแดน และเคยเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมต่อจากเชียงใหม่ ลาว หรือจีนตอนใต้

ท่ามกลางตัวเลขดังกล่าว การเปิดเที่ยวบินตรงสายการบินสกู๊ต (Scoot) เส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จึงมีนัยสำคัญมาก

  • สิงคโปร์ถือเป็นตลาด Short-haul ที่มีกำลังซื้อสูง ชอบธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ระยะทางสั้น ทำให้นักท่องเที่ยว “มาเมื่อไรก็ได้” และสามารถเดินทางซ้ำบ่อยครั้ง หากมีความประทับใจในบริการและประสบการณ์

ยุรีพรรณเชื่อว่า หากเชียงรายสามารถ “จัดระบบบริการ–ที่พัก–ร้านอาหาร–คอนเทนต์ท่องเที่ยว” ให้พร้อมรองรับกลุ่มนี้ได้อย่างมืออาชีพ เที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายจะช่วยชดเชยการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น และกลายเป็นฐานสร้างรายได้คุณภาพในระยะยาว

ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ โตช้ากว่าประเทศ – แต่ยังมีโอกาสถ้าจับเทรนด์ Wellness & BCG ให้ได้

ในอีกฟากหนึ่งของเวที นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ได้ฉายภาพเศรษฐกิจภาคเหนือในเวทีเสวนาเชิงนโยบายว่า

  • เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยราว 2.7% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 3.5%
  • ช่วงปี 2567–2568 ภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยเพียง 0.6% สาเหตุสำคัญมาจากราคาพืชผลเกษตร เช่น ข้าว ลำไย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปรับตัวต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้รายได้เกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ภาคการผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะหน้าจากการปิดปรับปรุงโรงงานเครื่องดื่ม ขณะที่ภาคบริการและการท่องเที่ยวก็ชะลอตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนกลับมาฟื้นเล็กน้อยในปลายปี

เขาระบุ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของภาคเหนือไว้ 4 ประการใหญ่ ได้แก่

  1. เทคโนโลยีการผลิตดั้งเดิม มูลค่าเพิ่มต่ำ และพึ่งพาสินค้าเกษตรไม่กี่ตัว
  2. แหล่งท่องเที่ยวและเม็ดเงินท่องเที่ยวกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย
  3. โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็ว สัดส่วนแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปในภาคเหนืออยู่ที่ 17.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  4. ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น Micro SME รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 400,000 บาทต่อปี เข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดระบบบริหารและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถยกระดับธุรกิจได้เต็มที่

อย่างไรก็ดี ธปท.ภาคเหนือชี้ให้เห็น “โอกาสใหม่” ที่สอดคล้องกับทิศทางของ ททท.อย่างชัดเจน ได้แก่

  • เทรนด์ Wellness Tourism ที่สร้างมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 60%
  • เทรนด์ BCG Economy ที่เน้นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
  • เทรนด์ Future Food & Functional Food เช่น น้ำลำไยสกัดช่วยการนอนหลับ ไส้อั่วไร้ไขมัน เบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช ซึ่งภาคเหนือมีฐานวัตถุดิบเกษตรรองรับอยู่แล้ว

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือ การขยับไปสู่เมือง Wellness & Creative City จึงไม่ได้เป็นเพียง “แนวคิดสวยงาม” แต่สอดรับโดยตรงกับโจทย์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ทิศทางท่องเที่ยวไทย 2569 เป้า 34.9 ล้านต่างชาติ – รายได้ 2.79–2.8 ล้านล้าน – เน้น Values over Volume

ในระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.79–2.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • รายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 8% จากปี 2568)
  • รายได้จากตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 1%) จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง (เพิ่มขึ้น 3%)

ในฝั่งตลาดต่างประเทศ ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะปิดปีที่ราว 33 ล้านคน หลังตัวเลขสะสมวันที่ 1 มกราคม–21 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 31.75 ล้านคน

กลยุทธ์หลักที่ ททท.จะใช้ขับเคลื่อน คือ “Values over Volume” หรือการไม่ไล่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เน้นคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าทางเศรษฐกิจแทน ผ่าน “เศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Value Economy)” 5 แกน ได้แก่

  1. Wellness Economy – ผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต รองรับกลุ่ม Silver Age ผู้เกษียณ และนักท่องเที่ยวสาย Healing / Prevention
  2. Subculture Economy – เจาะกลุ่ม Niche เช่น Film Maker, Sports Tourism, Yacht & Cruise, Private Jet ฯลฯ
  3. Night Economy – สร้างสีสันยามค่ำคืนที่ปลอดภัย แตกต่าง และยืด “ชั่วโมงเศรษฐกิจ” ของเมือง
  4. Tax-Free Economy – ผลักดันมาตรการด้านภาษี เช่น Instant Tax Refund และการลดภาษีนำเข้า เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Luxury Destination
  5. Prompt-pay Economy – ทำให้การชำระเงินดิจิทัลรวดเร็ว ปลอดภัย ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะ Digital-friendly Destination

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโดยตรงกับสิ่งที่ ททท.เชียงรายกำลังทำอยู่ ทั้งในด้านการออกแบบเส้นทาง Wellness & Experience, การเชื่อมกับ Sports Tourism (เช่น อีเวนต์วิ่ง–ปั่นระดับนานาชาติ) และการใช้วัฒนธรรมชาติพันธุ์เป็น Soft Power ดึงกลุ่ม Niche

จีน – ลิซ่า – และ Soft Power ไทย โอกาสที่เชียงรายต้องเตรียมตัวรับ

รายงานของ ททท.ส่วนกลางสะท้อนว่า แม้ตลาดจีนจะชะลอตัวอย่างหนักในปี 2568 (หลายเดือนตัวเลขลดลง 30–40% เมื่อเทียบรายปี) แต่ในปี 2569 ททท.คาดว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย” จะกลับมาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 40% หรือแตะระดับ 6.7 ล้านคน

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสองด้าน

  1. การเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งสร้างความประทับใจและกระแสเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสังคมจีน
  2. การที่ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลก รับบท “Amazing Thailand Ambassador” ในปี 2569 เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ความหลากหลายของเมืองไทยในมุมมองใหม่ให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีจุดแข็งด้านธรรมชาติ ภูเขา วัฒนธรรม และชายแดน แนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและกระแส Soft Power ไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญ หากสามารถเตรียมความพร้อมด้านภาษา บริการ และโปรดักต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคุณภาพ เช่น กลุ่มตามรอยธรรมชาติ–วัฒนธรรม หรือกลุ่มครอบครัวที่ต้องการประสบการณ์เรียนรู้เชิงลึก

โอกาส–ความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 เมืองที่ต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ไปพร้อมเศรษฐกิจภาคเหนือ

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า

  • เชียงรายมี “สินทรัพย์” ครบ – ทั้งภูเขา แม่น้ำ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ เมืองชายแดน การเชื่อมต่อ R3A–R3B และสายการบินที่สนใจเปิดเส้นทางบินตรง
  • ระบบเศรษฐกิจภาคเหนือยังคงเปราะบาง – ทั้งจากราคาพืชผล หนี้ครัวเรือน โครงสร้างแรงงานสูงวัย และธุรกิจ Micro SME

คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ว่า “จะเอานักท่องเที่ยวมาให้เยอะที่สุดเท่าไร” แต่คือ “จะทำให้ทุกการเดินทางมาที่เชียงรายมีมูลค่าต่อชุมชนแค่ไหน และทำได้ยั่งยืนเพียงใด”

ในบริบทนี้ ผู้ประกอบการ–ชุมชนในเชียงรายจำเป็นต้อง

  • ใช้ “Storytelling ของท้องถิ่น” ให้เป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอยตุงเลิกปลูกฝิ่น วิถีอาข่าที่เปลี่ยนมาเป็นกาแฟ อาหารถิ่นอย่างรากชู หรือภูมิปัญญาโมจิดอย
  • ยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ Wellness & Creative City และมาตรฐาน BCG Economy
  • เตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งด้านภาษา ระบบชำระเงินดิจิทัล และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การพักค้างและการใช้จ่ายที่มีความหมาย

ในอีกด้าน ภาครัฐส่วนกลางและหน่วยงานท้องถิ่นต้องประคอง “สมดุลระหว่างการเติบโตกับความยั่งยืน” ทั้งเรื่องฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในช่วงต้นปี การคมนาคมสาธารณะในพื้นที่ภูเขา และการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมไม่ให้ถูกทำให้เป็นสินค้าอย่างผิวเผินเกินไป

จาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง”

เมื่อฟังเสียงจากห้องสัมภาษณ์ที่ ททท.เชียงราย อ่านรายงานเศรษฐกิจจาก ธปท. และมองไปยังกรอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ ททท.ส่วนกลาง ภาพเดียวกันค่อย ๆ ชัดขึ้นว่า

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญระหว่างการเป็นเพียง “เมืองทางผ่าน ที่ใคร ๆ แวะชะโงกดูแล้วจากไป” กับการเป็น “เมืองที่ผู้คนต้องตั้งใจมาสัมผัส ลงมือทำ เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่กับมัน”

หาก ททท.เชียงราย หน่วยงานรัฐท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชนสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน – เชื่อม Story ของดอยและแม่น้ำเข้ากับ Wellness & BCG, ใช้ Soft Power วัฒนธรรมและศิลปะล้านนา, และพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ให้ “คุณค่า” มากกว่า “แค่รูปสวยบนหน้าฟีด” – เชียงรายอาจไม่เพียงเป็น “เหนือสุดในสยาม” ในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นหนึ่งใน “แนวหน้าของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • รายงานบรรยายของนายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เรื่อง “เศรษฐกิจภาคเหนือ เป็น..อยู่..คือ.. โอกาสและความท้าทาย” ครอบคลุมข้อมูล GDP ภาคเหนือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาเชิงโครงสร้าง BCG Economy, Wellness Tourism, Future Food และโอกาสการค้าชายแดนไทย–ลาว–จีน
  • สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติของสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • คำให้สัมภาษณ์ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ข้อมูลประกอบจากเวทีเสวนา “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่าด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน Wellness Tourism และ Future Food
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY TOP STORIES

เจาะลึกแผนพัฒนา 5 ปี ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกระดับสู่ Smart Airport และประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของธุรกิจการบินและแรงกดดันให้สนามบินทั่วโลกยกระดับ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 –  “สนามบินอัจฉริยะ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มองว่าสนามบินแห่งนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “สนามบินปลายทางท่องเที่ยว” หากแต่กำลังวางยุทธศาสตร์ 5 ปีเพื่อยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายท่าอากาศยานในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่มุ่งสู่มาตรฐานสนามบินชั้นนำของโลก ทั้งด้านผู้โดยสาร ขนส่งสินค้า และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

ในเวลาเดียวกัน ระดับส่วนกลาง AOT ก็กำลังอยู่ในช่วง “ทรานส์ฟอร์มองค์กร” ขนานใหญ่ ทั้งในมิติการลงทุน โครงสร้างรายได้ การบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งล้วนส่งแรงสะเทือนมาถึงสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายโดยตรงจากระดับรันเวย์ที่แม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่ห้องประชุมบอร์ด AOT และมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ก่อนกลับมาคลี่ให้เห็นว่า สนามบินจังหวัดเล็กๆ ในภาคเหนือแห่งนี้กำลังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของจิ๊กซอว์ “การบินไทยบนเวทีภูมิภาค” อย่างไร

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

“ปัจจุบันเรายังมี Capacity อีกมาก โดยเฉพาะเที่ยวบินแบบ Direct Flight ทั้งขนาดเครื่องและจำนวนเที่ยวบิน เราเปิด 24 ชั่วโมง เป็นสนามบินนานาชาติพร้อมให้บริการตลอดเวลา” นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ย้ำภาพรวมการดำเนินงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในช่วงต้นปี 2569

ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันที่เคยอยู่ในระดับ “ห้าพันปลาย ๆ” กำลังก้าวขึ้นแตะ “เจ็ดพันคนต่อวัน” สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวเชียงราย และศักยภาพของสนามบินในการรองรับนักเดินทางเพิ่มเติมได้อีกพอสมควร

เชียงรายในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายเชิงท่องเที่ยวธรรมชาติ หากแต่เริ่มขยับบทบาทสู่ “เมืองอีเวนต์ระดับภูมิภาค” มากขึ้น กิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล “Chiangrai Road Classic 2025” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอีเวนต์ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประกาศตัวเป็น “ด่านแรกของการต้อนรับ” นักปั่นจากทั้งในและต่างประเทศ โดยสนามบินยืนยันความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวก การขนส่งอุปกรณ์กีฬา และการดูแลด้านความปลอดภัย

ในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย สนามบินแห่งนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งผู้โดยสาร แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแกนกลาง” ของเศรษฐกิจจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว การค้า การลงทุน หรือแม้แต่โลจิสติกส์ชายแดนที่เชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

แผน 5 ปี ขยายเทอร์มินอล–รันเวย์–ระบบเชื่อมต่อ คิดล่วงหน้าให้ไกลกว่าการท่องเที่ยว

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย วันนี้อยู่ใน “ปีแรก” ของแผนพัฒนา 5 ปีที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตโดยตรง

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อธิบายว่า แผนดังกล่าวเริ่มต้นจาก “การจ้างออกแบบ” ทั้งในส่วนหน้า (Landside/Terminal) และส่วนเขตการบิน (Airside) เพื่อให้การลงทุนในระยะถัดไปตอบโจทย์ทั้งผู้โดยสารและอากาศยานอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของแผนมีอย่างน้อยสามมิติ

  1. อาคารผู้โดยสารใหม่
    • ท่าอากาศยานอยู่ระหว่างการออกแบบเทอร์มินอลใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะยาว
    • แนวคิดการออกแบบจะเน้น “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อลด Carbon Footprint ตามมาตรฐานที่ AOT และสมาคมสนามบินนานาชาติ (ACI) กำหนด
  2. การขยายเขตการบิน (Airside Expansion)
    • มีแผนขยายทางวิ่ง (Runway) และทางขับ (Taxiway) เพื่อรองรับทั้งเครื่องบินขนาดใหญ่และจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
    • การจัดสรรหลุมจอดจะคำนึงถึงศักยภาพรองรับอากาศยานขนาดกลางถึงใหญ่ รวมถึงเครื่องบินขนส่งสินค้า (เช่น แบบ B767-300SF) ที่อยู่ในแผนหารือกับสายการบินคาร์โก
  3. การเชื่อมต่อ “บก–ราง–อากาศ”
    • แม้โครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงตัวสนามบินโดยตรง แต่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหารือร่วมกัน เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์ ระบบราง และท่าอากาศยานให้ “ราบรื่นไร้อุปสรรค” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า
    • เป้าหมายคือทำให้การเดินทางระหว่างตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยวหลัก และสนามบินเกิดความต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แผนพัฒนา 5 ปีของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จึงไม่ใช่แค่การ “ขยายให้ใหญ่ขึ้น” แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับบทบาทที่กำลังเปลี่ยนจากสนามบินท่องเที่ยวปลายทาง สู่จุดเชื่อมต่อสำคัญของโครงข่ายการบินและโลจิสติกส์ในภาคเหนือ

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

Smart & Green Airport เมื่อเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด กลายเป็นภารกิจหลัก

ในโลกสนามบินยุคใหม่ มาตรฐานไม่ได้วัดจาก “จำนวนเที่ยวบิน” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความฉลาด” และ “ความเขียว” ของการบริหารจัดการด้วย แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถูกบูรณาการเข้าอยู่ในโปรแกรมด้านสิ่งแวดล้อมของ ACI และนโยบายลดคาร์บอนของ AOT อย่างเต็มตัว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ระบุว่า สนามบินมีแผนระยะยาวที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และออกแบบอาคารใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

“เราอยู่ในโปรแกรมของ ACI ในการลด Carbon Footprint และลดการใช้พลังงาน ระยะยาวเรามีแผนติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม และออกแบบอาคารใหม่เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน” เขาอธิบายภาพรวมเชิงสิ่งแวดล้อมของสนามบิน

ในมิติ “Smart Airport” หลังโควิด-19 ท่าอากาศยานในเครือ AOT รวมถึงแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้นำระบบไบโอเมตริกส์ (Biometrics) และคีออสสำหรับ Self Check-in มาใช้จริงแล้ว

  • ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนใช้งาน Biometrics สามารถเช็คอินและเดินผ่านจุดตรวจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชนทุกด่าน
  • ระบบนี้ช่วยลดเวลาแออัดหน้าเคาน์เตอร์ และทำให้ผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าและค่ำสามารถ “ไหลผ่านระบบ” ได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้สนามบินขนาดไม่ใหญ่เช่นแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สามารถ “ยืดขีดความสามารถเชิงคุณภาพ” ให้ทัดเทียมสนามบินเมืองใหญ่ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่กายภาพอยู่ก็ตาม

ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น ซ้อมแผน–บูรณาการทุกหน่วยงานรับเทศกาลปีใหม่

อีกหนึ่งมิติที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 คือ “ความปลอดภัย” ในเขตสนามบิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัยหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
  • กองบังคับการท่องเที่ยว 2 (สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2)

เพื่อฝึกซ้อมการตรวจพบ “วัตถุต้องสงสัย” ในเขตพื้นที่ท่าอากาศยาน โดยมุ่งยกระดับความพร้อมทั้งด้านแผนเผชิญเหตุ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในสถานการณ์จริง

การซ้อมแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียง “พิธีการตามระเบียบ” แต่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีปริมาณการเดินทางหนาแน่น
  2. ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุ และลดความสับสนในการสั่งการ
  3. ยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้ยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลักของประเทศในเครือ AOT

ด้านจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ำว่า จังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนทั้งด้านความปลอดภัย การคมนาคม และการบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยตั้งเป้าสร้าง “ความประทับใจและความอุ่นใจ” ให้ผู้มาเยือนทุกคน

CEI สู่ Cargo Hub ภูมิภาค ดีล K-Mile Air และโอกาสธุรกิจโลจิสติกส์เหนือ

หาก “ผู้โดยสาร” คือภาพที่ประชาชนทั่วไปเห็นชัดที่สุด การ “ขนส่งสินค้า” หรือ Cargo กลับเป็นอีกเส้นเลือดหนึ่งของสนามบินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 ผู้อ่านในแวดวงการบินจับตาเป็นพิเศษเมื่อ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ และทีมงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) ซึ่งถือเป็น “สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศรายแรกของไทย” ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าด่วนพิเศษ และให้บริการเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความเป็นไปได้ในการใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็น “ฐานปฏิบัติการบิน (Base)” สำหรับเครื่องบินคาร์โก รวมถึงการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกหลายมิติ เช่น

  • พื้นที่ลานจอดอากาศยานสำหรับเครื่องบินแบบ B767-300SF
  • ความพร้อมด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน
  • การให้บริการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดสรรพื้นที่สำนักงานและพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) ในโซนที่ใกล้หลุมจอด เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air ต่างแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสนามบิน ว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการบินและการเติบโตของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศในอนาคตได้

หากดีลนี้เดินหน้าเต็มตัว เชียงรายจะไม่ได้เป็นเพียง “เมืองปลายทางท่องเที่ยว” แต่จะได้รับบทบาทใหม่ในฐานะ “ประตูขนส่งสินค้าทางอากาศ” เชื่อมโยงสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา และสินค้าโลจิสติกส์จากภาคเหนือออกสู่ตลาดภูมิภาค

MRO และห่วงลงทุน โปรเจ็กต์ใหญ่ที่ยังต้องการ “จังหวะและความเชื่อมั่น”

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ถูกจับตา คือ แผนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul – MRO) ในพื้นที่สนามบินเชียงราย

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการ MRO ยังอยู่ในช่วง “เดินต่อ” แต่ต้องเผชิญแรงเหวี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอการตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี เขาแสดงความเชื่อมั่นว่า ภายใน 7–8 เดือนข้างหน้า โครงการจะสามารถกลับมาเดินหน้าก่อสร้างได้อีกครั้ง หากทุกฝ่ายมองเห็นแนวโน้มฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน และโมเดลธุรกิจของศูนย์ซ่อมบำรุงมีความคุ้มค่าเพียงพอ

สำหรับเชียงราย การมีศูนย์ MRO อยู่ในพื้นที่ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้าง “งานทักษะสูง” ให้กับแรงงานท้องถิ่น และช่วยผลักดันจังหวัดให้กลายเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมการบินของภาคเหนืออย่างแท้จริง

AOT บนเวทีตลาดทุน เมื่อสนามบินเชียงรายอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ใหญ่

แม้เนื้อข่าวส่วนใหญ่จะโฟกัสที่เชียงราย แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ของ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด (ปิดสมุดทะเบียนเดือนธันวาคม 2568) สะท้อนว่า AOT ยังคงเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจอย่างมาก

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ AOT ได้แก่

  1. กระทรวงการคลัง – 10,000,000,000 หุ้น (70.00%)
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด – 468,872,380 หุ้น (3.28%)
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง – 345,959,000 หุ้น (2.42%)
  4. สำนักงานประกันสังคม – 195,775,520 หุ้น (1.37%)
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED – 171,637,725 หุ้น (1.20%)

ที่น่าสังเกตคือ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น AOT จาก 1.26% (สิ้นปี 2567) เป็น 2.42% ในสิ้นปี 2568 หรือเกือบ “เท่าตัว” แม้ในช่วงเดียวกัน ราคาหุ้น AOT จะปรับตัวลดลงประมาณ 7.56% สะท้อนมุมมองว่า กองทุนดังกล่าวมอง AOT เป็นสินทรัพย์ที่ควร “สะสมในระยะยาว” มากกว่าการมองเพียงความผันผวนระยะสั้นของราคา

นอกจากวายุภักษ์แล้ว ผู้บริหาร AOT ยังระบุว่า มีกองทุนต่างชาติโดยเฉพาะ “กองทุนแห่งชาติจากฮ่องกง” เดินทางเข้าพบเพื่อขอรับฟังข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตของบริษัทโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับแผนขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับท่าอากาศยานระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้าง Synergy เพื่อเติบโตร่วมกัน

ในด้านประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น เอเซียพลัส และ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า AOT มีแนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญคือ

  • การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็น 1,120 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ราวเดือนเมษายน 2569
  • การเจรจาสัมปทาน Duty Free และผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ที่ดีกว่าคาด
  • ปริมาณผู้โดยสารในเครือสนามบินทั้ง 6 แห่งที่เร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินโลก

บล.หยวนต้า ประเมินว่า กำไรสุทธิของ AOT ในปีงบประมาณ 2568/2569 อาจแตะระดับ 22,000 ล้านบาท และเร่งตัวต่อไปที่ราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569/2570 หากสมมติฐานด้าน PSC และ MG เดินตามแผน

แม้ฝ่ายวิเคราะห์บางแห่งให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมายราว 50–55 บาทต่อหุ้น แต่สำหรับสนามบินอย่างแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาหุ้นในกระดาน หากคือ “ความต่อเนื่องของการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นในระดับบริษัทแม่

วิสัยทัศน์ใหญ่ของ AOT และแรงสะเทือนมาถึงสนามบินเชียงราย

ในระดับกลยุทธ์องค์กร AOT กำหนด “เป้าหมายการพัฒนาองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน ทั้งด้านคุณภาพบริการ ความเป็นสนามบินอัจฉริยะ และความยั่งยืนทางรายได้ เป้าหมายสำคัญสามารถสรุปได้ 4 ประการ ได้แก่

  1. สนามบินในเครือ AOT ต้องเป็นสนามบินชั้นนำระดับโลก มีการให้บริการที่ดีเยี่ยม
  2. เป็นสนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. เป็นบริษัทที่มีรายได้ยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือในตลาดทุน
  4. มีธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และคุณธรรมในการดำเนินงาน

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ AOT เคยระบุว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ “Classical Model ทางธุรกิจ” คือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง จำเป็นต้อง “Transform ทั้งองค์กร” ให้คล่องตัว โปร่งใส และสามารถลงทุนอย่างฉลาด (Smart Investment) เพื่อรองรับ Demand ผู้โดยสารในอนาคต

สำหรับแม่ฟ้าหลวง เชียงราย แนวนโยบายเช่นนี้หมายความว่า

  • สนามบินต้องยกระดับคุณภาพบริการให้สะท้อนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ทั้งด้านประสบการณ์ผู้โดยสาร (Customer Experience) และมาตรฐาน ACI / ASQ / Skytrax
  • การลงทุนทุกโครงการ ตั้งแต่ขยายเทอร์มินอล ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ไปจนถึงโครงการ MRO และฐานคาร์โก ต้องพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่า” และสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์ส่วนกลาง และศักยภาพเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย
  • สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายต้องบริหาร “รายได้ที่เกี่ยวกับการบิน” (Aero) และ “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน” (Non-Aero) ให้สมดุล ทั้งจากสัมปทานเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสนามบิน

ทั้งหมดนี้ทำให้แม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ในสถานะ “สนามบินเล็กที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่” เพราะทุกก้าวเดินไม่ได้สะท้อนเพียงตัวจังหวัด หากสะท้อนความพยายามของทั้งองค์กร AOT ในการยืนหยัดอยู่ในตำแหน่ง “Aviation Hub ระดับภูมิภาค” ของไทยในระยะยาว

เชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทย สนามบินหนึ่งแห่ง เชื่อมสามระดับความหมาย

หากจัดสัดส่วนภาพรวมของเรื่องนี้ตามกรอบการมอง 3 ระดับ จะเห็นบทบาทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ระดับจังหวัดเชียงราย
    • สนามบินคือ “เส้นเลือดหลัก” ของการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และกิจกรรมอีเวนต์ระดับนานาชาติ
    • แผนพัฒนา 5 ปี การเตรียมฐานคาร์โก และโครงการ MRO สะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวจากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของภาคเหนือ
  2. ระดับภาคเหนือและอนุภูมิภาค
    • CEI เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของโครงข่ายสนามบินในภาคเหนือ ร่วมกับสนามบินหลักอื่นของ AOT
    • หากฐานคาร์โกและศูนย์ซ่อมบำรุงเดินหน้า เชียงรายมีโอกาสกลายเป็น “หลังบ้านโลจิสติกส์” ที่รองรับสินค้าและบริการจากจังหวัดรอบข้าง และประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  3. ระดับประเทศและตลาดทุน
    • ผลการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ AOT ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและการพัฒนาในสนามบินภูมิภาค
    • ความสนใจของกองทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศต่อหุ้น AOT เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยในระยะยาว

สนามบินที่เปิด 24 ชั่วโมง กับคำถาม 5 ปีข้างหน้าของเชียงราย

ในวันนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังคงเปิดไฟส่องรันเวย์ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเที่ยวบินที่อาจมาถึงได้ทุกเวลา ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 7,000 คน บอกเราอย่างหนึ่งว่า เชียงรายไม่ได้อยู่ชายขอบแผนที่การเดินทางอีกต่อไป

แผน 5 ปีในการขยายเทอร์มินอลและรันเวย์ โครงการ Smart & Green Airport การเจรจากับ K-Mile Air เรื่องฐานคาร์โก และโครงการ MRO ที่รอจังหวะกลับมาดำเนินการ ล้วนเป็นภาพ “อนาคต” ที่กำลังถูกออกแบบอยู่บนฐานของ “ปัจจุบัน” ที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

คำถามสำคัญในช่วง 5 ปีจากนี้คือ

  • เชียงรายจะสามารถแปร “วิสัยทัศน์บนเอกสาร” ให้กลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริง” ได้มากน้อยเพียงใด
  • ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการใช้ประโยชน์จากการยกระดับสนามบินครั้งนี้
  • และในวันที่ AOT ก้าวสู่การเป็นองค์กรใน Classical Model ที่ต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ สนามบินเชียงรายจะถูกมองเป็น “ต้นทุน” หรือ “โอกาส” ของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่ชัดเจนแล้วในวันนี้ คือ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ยืนรอผู้โดยสารอย่างเงียบงัน หากกำลังก้าวออกไป “เชื้อเชิญสายการบินใหม่ โอกาสใหม่ และบทบาทใหม่” เข้ามาเชื่อมต่อกับรันเวย์ของจังหวัดเชียงราย – จังหวัดเหนือสุดของไทยที่กำลังขยับเข้าใกล้จุดตัดสำคัญของการบิน การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียยนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับทิศทางสนามบินปี 2569 แผนพัฒนา 5 ปี การบริหาร Capacity ผู้โดยสาร และการนำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air Company Limited)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ดีเดย์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ Scoot TR670 สิงคโปร์-เชียงราย เชื่อมโลกสู่ล้านนา ดันเป้านักท่องเที่ยวคุณภาพปี 2569

สิงคโปร์–เชียงราย ดีเดย์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ “Scoot TR670” เปิดฟ้าเหนือ สานยุทธศาสตร์เมืองน่าเที่ยว–ตลาดคุณภาพสิงคโปร์ เป้าหมาย 1.12 ล้านคน ปี 2569

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – แสงไฟส้มอ่อนของยามค่ำบนรันเวย์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สะท้อนผ่านม่านน้ำโค้งขนาดใหญ่จากรถดับเพลิงสองคันที่ยืนขนาบหัว–ท้ายรันเวย์ ขณะที่อากาศยานแบบ Embraer E190-E2 ของสายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติสิงคโปร์ “Scoot” ค่อย ๆ แล่นผ่าน “อุโมงค์น้ำ” (Water Salute) ตามธรรมเนียมสากลการต้อนรับเที่ยวบินสำคัญ

ภายในลำเครื่องคือผู้โดยสารกว่า 100 ชีวิตจากท่าอากาศยานชางงี สิงคโปร์ ที่เดินทางสู่เชียงรายด้วยเที่ยวบินตรง TR670 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินของจังหวัด ท่ามกลางอัตรา Load Factor เที่ยวปฐมฤกษ์สูงถึงร้อยละ 94 บ่งชี้ดีมานด์ที่จับต้องได้จริง มิใช่เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารแผนการตลาด

ที่บริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท่องเที่ยวในพื้นที่ ยืนเรียงแถวร่วมต้อนรับผู้โดยสารทุกคนด้วยรอยยิ้มและของที่ระลึกในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569

เบื้องหน้าคือพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ แต่เบื้องหลัง คือ “ยุทธศาสตร์ฟื้นและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทย” ที่ถูกเร่งเครื่องอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเส้นทางบินใหม่ “สิงคโปร์–เชียงราย” ในจังหวะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังอยู่ระหว่างการปรับตัวหลังปี 2568

ฉากเปิดบนรันเวย์เชียงราย จาก Water Salute สู่สัญญาณเชื่อมโลก–ล้านนา

เวลา 18.40 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569 เที่ยวบิน TR670 จากสิงคโปร์แตะล้อที่รันเวย์เชียงราย ก่อนเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์น้ำต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนั้นผู้โดยสารทยอยเดินเข้าบริเวณผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นแบบล้านนา

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดเตรียมของที่ระลึกและพิธีการพิเศษเนื่องในโอกาสปีใหม่ เพื่อให้ “ก้าวแรกบนผืนแผ่นดินเชียงราย” ของผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการต้อนรับเชิงวัฒนธรรม หากยังเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์ “เมืองน่าเที่ยว–ผู้คนเป็นมิตร” ให้ตรงกับความคาดหวังของตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ในฐานะผู้บริหารสนามบิน ย้ำผ่านการให้สัมภาษณ์ว่า ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีความพร้อมรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินระดับสากล พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร หน่วยรักษาความปลอดภัย และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเดินทางเข้า–ออกเชียงรายเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย

ภาพรวมของเที่ยวบินปฐมฤกษ์จึงไม่ใช่เพียง “พิธีเปิดเส้นทางบินใหม่” แต่คือการประกาศว่าจังหวัดเชียงรายพร้อมยกระดับบทบาทจากเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สู่ “จุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ” ที่เชื่อมโดยตรงกับศูนย์กลางการบินและการเงินสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์

ตารางบิน Scoot SIN–CEI  แผนเชื่อมต่อสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน

ตามแผนปฏิบัติการของสายการบิน Scoot เส้นทาง สิงคโปร์ (SIN) – เชียงราย (CEI) – สิงคโปร์ (SIN) จะให้บริการอย่างน้อยถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 รวมสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน ด้วยอากาศยานแบบ Embraer E190-E2 ความจุ 112 ที่นั่ง โดยแบ่งตารางบินดังนี้

  • เที่ยวบิน TR670 / TR671
    • ขาเข้า SIN → CEI เวลา 18.40 น.
    • ขาออก CEI → SIN เวลา 19.25 น.
    • ทำการบินทุกวันจันทร์ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์
  • เที่ยวบิน TR660 / TR661
    • ขาเข้า SIN → CEI เวลา 08.00 น.
    • ขาออก CEI → SIN เวลา 08.35 น.
    • ทำการบินทุกวันอังคาร และวันเสาร์

การออกแบบตารางบินเช้า–เย็นในลักษณะนี้ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์และผู้โดยสารต่อเครื่องจากจุดหมายอื่น สามารถเลือกเวลาเดินทางให้สอดคล้องกับกิจกรรมในเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบนดอยสูง กิจกรรมชา–กาแฟ และการเดินทางต่อทางบกไปสู่สามเหลี่ยมทองคำหรือจังหวัดใกล้เคียง

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการในเชียงรายก็มีโอกาสใช้เที่ยวบินเหล่านี้เชื่อมต่อออกไปยังตลาดโลกผ่านชางงี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่เชื่อมกับหลากหลายเส้นทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และโอเชียเนีย

ภาพใหญ่ของท่องเที่ยวไทยปี 2568–2569 จากแรงกระแทกสู่การเน้น “คุณภาพ”

การเปิดเส้นทางบินสิงคโปร์–เชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพิ่งสรุปภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทยมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว (นักท่องเที่ยวต่างชาติ + ไทยเที่ยวไทย) จำนวน 2,703,335 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.26 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

หากแยกตามแหล่งที่มา พบว่า

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 สร้างรายได้ 1,536,574 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.71
  • ไทยเที่ยวไทย 202.37 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 สร้างรายได้ 1,166,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.69

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพ “การฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ” โดยเฉพาะในตลาดต่างชาติหลักบางตลาด เช่น จีน ที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงถึงร้อยละ 33.55 และรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 31.54% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้บางตลาด เช่น อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักร จะเติบโตทำสถิติใหม่ แต่โดยรวมยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของบางตลาดใหญ่ได้เต็มที่

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า แม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่จำนวน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงฯ จึงวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้เน้น “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพ” เพื่อดึงกลุ่มมูลค่าสูง พร้อมรักษาฐานนักท่องเที่ยวเดิมให้กลับมาเที่ยวซ้ำ ด้วยประสบการณ์รูปแบบใหม่ ในขณะที่การยกระดับความปลอดภัยถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

การเปิดเที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายภายใต้กรอบคิดนี้ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มเส้นทางบิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปรับพอร์ตตลาด” ไปสู่กลุ่มที่ใช้จ่ายสูง เดินทางถี่ และมองหาเมืองรอง–เมืองน่าเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่างเชียงราย

ตลาดสิงคโปร์ โปรไฟล์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง–เดินทางซ้ำ–ใช้จ่ายต่อทริปสูง

ข้อมูลจาก ททท. ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 967,341 คน ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของตลาดสิงคโปร์ รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์มีลักษณะที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 45,629 บาทต่อคน
  • ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.72 วัน
  • เดินทางด้วยตนเอง (Free Independent Traveler – FIT) สูงถึงร้อยละ 97.59
  • เป็นกลุ่มเดินทางซ้ำ (Revisit) สูงถึงร้อยละ 83.80
  • ช่วงเดินทางสูงสุดในรอบปีอยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส–ปีใหม่ และเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียนในสิงคโปร์

ในมุมของ ททท. ตลาดสิงคโปร์ถูกจัดเป็น “ตลาดคุณภาพระยะใกล้” ที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายต่อหัวสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม Health & Wellness, Luxury, Honeymoon & Wedding และ Sport Tourism การมีเส้นทางบินตรงสู่เมืองรองอย่างเชียงราย จึงช่วยสร้าง “ข้อเสนอปลายทาง” ที่หลากหลายกว่าการเดินทางสู่เมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ หรือภูเก็ตเพียงอย่างเดียว

สำหรับปี 2569 ประเทศไทยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเป็น 1,123,000 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า เป้าหมายนี้เชื่อมตรงกับการเปิดเส้นทางบิน Scoot สู่เชียงราย ซึ่งถูกใช้เป็น “คันโยก” ด้านอุปทาน (supply) เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

เชียงรายในสายตา ททท. และ Scoot เมืองน่าเที่ยว–เมืองเอกลักษณ์–เมืองเชื่อมประสบการณ์

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. ย้ำว่า เที่ยวบินปฐมฤกษ์สิงคโปร์–เชียงราย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสิงคโปร์กับภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะการกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ มาสู่ “เมืองน่าเที่ยวศักยภาพ” อย่างเชียงราย

เชียงรายถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งในมิติของ

  • แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น วัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์
  • ธรรมชาติบนดอยสูงและพื้นที่ชายแดน เช่น ดอยตุง ดอยช้าง สามเหลี่ยมทองคำ
  • กิจกรรมเชิงสุขภาพและวิถีล้านนา เช่น กิจกรรมชงชาในไร่ชาบนดอย การทำกระดาษสา การนวดย่ำข่าง

เพื่อต่อยอดศักยภาพดังกล่าว ททท. และพันธมิตร ได้วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดควบคู่กับเที่ยวบินใหม่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติเชิงสื่อและเชิงการขาย โดยมีตัวอย่างสำคัญ ได้แก่

  • การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบิน Scoot
  • การจัด Media Familiarization Trip เชิญสื่อมวลชนและ KOLs จากสิงคโปร์ จำนวน 3 ราย เดินทางมากับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ในเชียงรายจริง เน้นเส้นทางคาเฟ่ในเมือง กิจกรรมชงชา ไร่ชาบนดอย วัดร่องขุ่น ดอยตุง การทำกระดาษสา และนวดย่ำข่าง
  • การจัด Agents Familiarization Trip เชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยวเข้าพื้นที่เพื่อทำ Product Testing ก่อนนำไปจัดขายเป็นแพ็กเกจสู่ตลาดสิงคโปร์
  • การต่อยอดผ่านโครงการ Thailand Summer Blast กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางเข้าเชียงรายในฤดูท่องเที่ยว

การตลาดเชิงรุกลักษณะนี้ทำให้เที่ยวบินไม่ใช่เพียงช่องทางเดินทางเท่านั้น หากยังเป็น “แพลตฟอร์ม” เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของเชียงรายสู่สายตากลุ่มเป้าหมายคุณภาพในสิงคโปร์

คู่สามี–ภรรยาชาวอินเดีย คุณสุรัตน์ และคุณเคตัน

เสียงจากผู้โดยสารเที่ยวบินแรก เมื่อ “เชียงราย” ขยับจากแผนที่สู่ประสบการณ์จริง

น้ำหนักของนโยบายใด ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จะถูกพิสูจน์ผ่าน “เสียงของนักเดินทาง” ที่ปลายทาง ในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้โดยสารทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่อาศัยในสิงคโปร์ ซึ่งให้ภาพสะท้อนที่น่าสนใจต่อบทบาทใหม่ของเชียงราย

คู่สามี–ภรรยาชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ เล่าว่า เหตุผลหลักของการเดินทางครั้งนี้คือ “วัดและสามเหลี่ยมทองคำ”

พวกเขาบอกว่า ชื่นชอบประเทศไทยเป็นทุนเดิม ทั้งด้านวัด อาหาร และวัฒนธรรม เคยไปเชียงใหม่มาแล้ว และครั้งนี้ตัดสินใจเลือกเชียงรายเป็นจุดหมายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการไปวัดร่องขุ่น วัดสีน้ำเงิน (Blue Temple) และสามเหลี่ยมทองคำ พร้อมย้ำว่าจะกลับไปแนะนำเพื่อน ๆ ที่สิงคโปร์ให้มาเที่ยวเชียงรายเพิ่มเติม

คุณวิกกี้และคุณหมู คนไทยทำงานในสิงคโปร์

ด้านคนไทยที่ทำงานและอาศัยอยู่ที่สิงคโปร์อย่างคุณวิกกี้และคุณหมู เล่าว่า ครอบครัวเฝ้ารอเส้นทางบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายมานาน เพราะก่อนหน้านี้ หากต้องการพาครอบครัวมาเที่ยวเชียงราย ต้องบินเข้ากรุงเทพฯ ก่อนแล้วต่อเครื่องภายในประเทศ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

พวกเขายอมรับว่า เมื่อทราบข่าวเปิดเส้นทางนี้ล่วงหน้าราว 6 เดือน จึงตัดสินใจจองทันที และถือโอกาสนัดพบพ่อแม่จากกรุงเทพฯ มารวมตัวกันที่เชียงรายในโอกาสปีใหม่ โดยมีแผนเดินทางไหว้พระตามวัดสำคัญ และลิ้มลองอาหารพื้นเมืองอย่างขนมจีนน้ำเงี้ยวและข้าวซอย

คำบอกเล่าจากผู้โดยสารทั้งสองกลุ่ม ไม่เพียงยืนยันศักยภาพของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทาง หากยังสะท้อนว่า “เส้นทางบินตรง” สามารถเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้กลายเป็น “การเดินทางจริง” ได้ทันที เมื่อเงื่อนไขด้านเวลาและความสะดวกถูกปลดล็อก

มองจากมุมโลก สมรภูมิการบินเอเชีย–บทเรียนจาก 10 เส้นทางคับคั่งของโลก

ในระดับโลก ข้อมูลจากบริษัทด้านข้อมูลการบิน OAG ระบุว่า ปี 2025 เส้นทางบินระหว่างประเทศที่มีปริมาณที่นั่ง (Seat Capacity) สูงที่สุด 10 อันดับแรกของโลก ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางในเอเชียถึง 7 เส้นทาง สะท้อน “การฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง” และบทบาทของภูมิภาคต่ออุตสาหกรรมการบินโลก

5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ฮ่องกง–ไทเป 6,832,683 ที่นั่ง
  2. ไคโร–เจดดาห์ 5,753,491 ที่นั่ง
  3. กัวลาลัมเปอร์–สิงคโปร์ 5,574,409 ที่นั่ง
  4. โซล อินชอน–โตเกียว นาริตะ 5,069,779 ที่นั่ง
  5. โซล อินชอน–โอซาก้า คันไซ 4,959,596 ที่นั่ง

ในกลุ่มอาเซียน เส้นทาง กัวลาลัมเปอร์–สิงคโปร์ ถูกจัดเป็นหนึ่งในเส้นทางคับคั่งที่สุดของโลก และกลับมามีปริมาณที่นั่งเทียบเท่าปี 2019 พร้อมค่าตั๋วเฉลี่ยต่ำที่สุดราว 62 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ขณะที่เส้นทาง กรุงเทพฯ–ฮ่องกง ติดอันดับที่ 8 ของโลกด้วยปริมาณที่นั่ง 4,169,125 ที่นั่ง

เมื่อเชื่อมโยงกับเส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จะเห็นว่า สิงคโปร์ทำหน้าที่ “โหนดหลัก” ในเครือข่ายการบินที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การเชื่อมเชียงรายเข้ากับโหนดนี้ แม้ในระยะแรกปริมาณที่นั่งยังห่างไกลจากเส้นทางหลักข้างต้น แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นับเป็นการ “เสียบปลั๊กเมืองรองเข้าระบบนิเวศการบินโลก” ผ่านฮับที่มีศักยภาพสูง

นั่นหมายความว่า หากเชียงรายสามารถพิสูจน์ความนิยมและอัตราบรรทุกผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่องในระยะทดลองบิน มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตจำนวนเที่ยวบินหรือขนาดอากาศยานอาจถูกขยายเพิ่มขึ้น ตอบรับทั้งการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เติบโต

โอกาสและความท้าทาย CEI ในฐานะประตูสู่ล้านนาและเศรษฐกิจฐานราก

การมาถึงของเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Scoot TR670 เปิดโอกาสเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้เชียงรายในหลายมิติ

ด้านโอกาส

  1. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
    นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า 45,000 บาทต่อทริป และนิยมเดินทางเอง จะกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บูทีคโฮเทล โฮมสเตย์ ร้านอาหาร คาเฟ่ ไกด์ท้องถิ่น รถเช่า รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวที่จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์
  2. ยกระดับแบรนด์ “เชียงรายเมืองน่าเที่ยว” ในตลาดสากล
    การบินตรงจากชางงี ซึ่งเป็นสนามบินที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดของโลกด้านคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง ช่วยยืนยันว่าเชียงรายมีศักยภาพเพียงพอจะถูกเชื่อมเข้ากับฮับระดับโลกในเชิงการตลาดและภาพลักษณ์
  3. เปิดโอกาสต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
    กลุ่ม Revisit จากสิงคโปร์ที่เคยเที่ยวเมืองไทยหลายครั้งแล้ว จะมองหา “ประสบการณ์ใหม่” เชิงลึก อาทิ Wellness Retreat บนดอยสูง กิจกรรมชา–กาแฟ การเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาเชิงลึก และเส้นทาง Overland–Fly & Drive มุ่งสู่เชียงใหม่ พะเยา หรือลาวตอนเหนือ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่เชียงรายต้องเผชิญประกอบด้วย

  1. การรักษาสมดุลระหว่างปริมาณ–คุณภาพ–ความยั่งยืน
    หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยขาดการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการแหล่งท่องเที่ยว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับตลาดคุณภาพ
    นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการ ความตรงต่อเวลา และความปลอดภัย การพัฒนาทักษะด้านภาษาและการบริการของบุคลากรในสถานประกอบการ จึงเป็นโจทย์ร่วมของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่
  3. การแข่งขันกับเมืองปลายทางอื่นในไทยและภูมิภาค
    เชียงรายต้องสร้าง “ความแตกต่างที่จับต้องได้” เมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือจุดหมายอื่นในอาเซียน ทั้งในด้านคอนเทนต์การท่องเที่ยวและคุณค่าทางจิตใจที่ผู้มาเยือนจะได้รับกลับไป

ในบริบทนี้ การผสาน “เที่ยวบินตรงคุณภาพ” เข้ากับ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่ลึกและจริง” จะเป็นหัวใจของการทำให้เชียงรายก้าวจากเมืองน่าเที่ยวในแผนที่ สู่เมืองที่อยู่ใน “ประสบการณ์ประจำปี” ของนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และตลาดอื่น ๆ ในอนาคต

เที่ยวบินเล็กบนแผนที่โลก แต่ก้าวใหญ่ของเชียงรายบนเส้นทางเมืองน่าเที่ยวคุณภาพ

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 จากสิงคโปร์สู่เชียงรายในค่ำคืนแรกของปี 2569 อาจเป็นเพียงเที่ยวบินหนึ่งในเครือข่ายการบินอันหนาแน่นของโลก แต่สำหรับเชียงราย มันคือ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้จังหวัดเล็ก ๆ ทางเหนือสุดของไทยก้าวเข้าสู่เครือข่ายการเชื่อมต่อระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

เมื่อมองร่วมกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2568 ที่ยังเผชิญแรงท้าทาย ทั้งการหดตัวของบางตลาดหลักและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน การขยับสู่ตลาดคุณภาพอย่างสิงคโปร์ ผ่านเมืองรองที่มีศักยภาพอย่างเชียงราย จึงเป็นทั้ง “กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง” และ “กลยุทธ์ยกระดับมูลค่า” ในเวลาเดียวกัน

เสียงหัวเราะของครอบครัวที่ได้มาพบกันกลางหุบเขาเชียงรายหลังรอเที่ยวบินตรงมานานนับปี เสียงตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เตรียมตัวไปวัดร่องขุ่น วัดสีน้ำเงิน และสามเหลี่ยมทองคำ คือหลักฐานเชิงมนุษย์ว่าการเชื่อมต่อทางอากาศ ไม่ได้เชื่อมแค่สนามบินกับสนามบิน หากเชื่อม “ความฝัน–ความทรงจำ–และโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ” เข้าด้วยกัน

ภารกิจหลังจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาเส้นทางบินให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หากคือการทำให้ทุกเที่ยวบินที่แตะล้อบนรันเวย์แม่ฟ้าหลวง เชียงราย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่า ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

ในปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 1.12 ล้านคน เที่ยวบินเล็กอย่าง TR670 จึงอาจเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์เงียบ” ที่ช่วยผลักดันให้เป้าหมายนี้เข้าใกล้ความจริง พร้อมวางรากฐานให้เชียงรายยืนอยู่ในแถวหน้าของเมืองน่าเที่ยวคุณภาพของไทยบนเวทีโลก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย / GATC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME