Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบหนุน 3.5 แสน สืบสานมรดกวัฒนธรรมเชียงแสน–เชื่อมสองฝั่งลาว–ไทย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งปี

เชียงราย, 8 ตุลาคม 2568 — ยามค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน ลมแม่น้ำโขงพัดเอื่อยพาแสงไฟระยิบจากชุมชนบ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน สะท้อนผิวน้ำเป็นริ้ว ยาวไปจนสุดสายตา “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ครั้งที่ 27 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางเสียงสวดเบา ๆ ของคณะสงฆ์ เสียงซุ่มซ่ามของช่างไม้ที่เพิ่งยกโครงเรือไฟขึ้นค้ำยัน และเสียงผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานความหลังให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่คือการประกาศว่า วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงยังเต้นเป็นชีพจรของเชียงแสน และปีนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ใส่คันเร่งเพิ่ม—อัดงบสนับสนุน 350,000 บาท ขยายงานให้เข้มแข็งขึ้น ตอกย้ำแนวทาง “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”

พิธีเปิดจัด ณ ลานกิจกรรมริมฝั่งโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย (นายกนก) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย–เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมงานคับคั่ง ภาพของโคมไฟที่ขึงเรียงเป็นแนวเหนือระเบียงโขง รูปทรงเรือไฟที่ถักสานด้วยไม้ไผ่และกระดาษสา กับลวดลาย “12 ราศี” อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนสื่อความหมายถึงการ บูชาพระพุทธเจ้า พระแม่คงคา และ ขอบคุณธรรมชาติ ผู้หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งมาตลอดชั่วอายุคน

เรื่องเล่าจากสายน้ำ ไฟ แสง และความทรงจำของเชียงแสน

หากจะเล่าประวัติศาสตร์เชียงแสนโดยไม่มีแม่น้ำโขงก็เหมือนเล่านิทานโดยละทิ้งตัวละครเอก เมืองท่าการค้ามาช้านานแห่งนี้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากล้านนาและฝั่งลาวอย่างลึกซึ้ง ไหลเรือไฟ” จึงไม่ใช่กิจกรรมตามฤดูกาล หากเป็นพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกัน เพื่อรับ–ส่งความหมายของชีวิต จากพรรษาสู่กาลใหม่ เมื่อไฟวิ่งตามกระแสน้ำ ชาวบ้านถือเป็นนิมิตหมายของความสว่างไสวที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป

ที่ บ้านสบคำ จุดบรรจบของความทรงจำจากเวียงจันทน์กับเชียงแสน พิธีนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากฝั่งลาว—ลวดลายเรือไฟ จึงถูกออกแบบโดยผสานลายพิสดารแบบลาวกับเส้นเรียบง่ายแบบล้านนา ตั้งแต่ ราศีเมษ–ราศีมีน ถูกเล่าผ่านโครงไม้ไผ่ โปรยกระดาษสา ติดไฟตามจังหวะราศี และประดับเครื่องหมายมงคล เช่น นellik หรือลายเครือวัลย์ ที่เชื่อว่าเรียกความอุดมสมบูรณ์ เมื่อไฟติด—แต่ละราศีเหมือนถูกปลุกให้ “ลอยเล่าเรื่อง” ต่อผู้ชม ขณะเสียงฆ้องกลองท้องถิ่นค่อย ๆ ประคองขบวนแสงลงสู่สายน้ำ

งบ 3.5 แสนบาท กับโจทย์ใหญ่ “งานวัฒนธรรมที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง”

อบจ.เชียงราย วางงบสนับสนุน 350,000 บาท สำหรับปีนี้ โดยเปิดเผยเป้าประสงค์ไว้ชัดเจน 3 ข้อ

  1. ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน — ดัน “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ให้เป็นเหตุผลของการเดินทางช่วงหลังออกพรรษา ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพให้มาสัมผัสบรรยากาศริมโขงและใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
  2. สร้างงาน–สร้างอาชีพ–กระจายรายได้ — ให้ช่างฝีมือท้องถิ่น ร้านค้าเล็ก ๆ แม่ค้าอาหารพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชนอาสา และโฮมสเตย์/เกสต์เฮาส์ ได้งาน–ได้รายได้ อย่างเป็นธรรม
  3. อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม — ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพิธีกรรมอย่างแท้จริง ถ่ายทอดทักษะทำเรือไฟ การสานไม้ไผ่ การทำโคม และบทเพลงท้องถิ่นไปยังรุ่นใหม่

เงินสนับสนุนก้อนนี้แม้ไม่ใหญ่เท่าโครงการยักษ์ แต่หาก บริหารแบบ “งานเล็ก–ผลลัพธ์ยาว” จะกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เทศกาลเดินต่อได้อย่างเข้มแข็ง องค์ประกอบสำคัญคือ การจัดระเบียบพื้นที่ (ตลาดชุมชน–จุดจอดรถ–จุดชม) ความปลอดภัย (เรือ–ริมตลิ่ง–การจราจร) และ การสื่อสารข้อมูล (ตารางพิธี–เส้นทางเข้าถึง–ข้อปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม) ให้ “ทดลอง–เรียนรู้–อัปเกรด” ทุกปี

 

สองฝั่งแม่น้ำ โครงการเดียวกัน เชื่อมลาว–ไทยผ่านไฟและศรัทธา

เชียงแสนกับฝั่งลาวตรงข้ามมีประเพณีคล้ายคลึงกันมานาน ปีนี้ผู้จัดยังย้ำ มิติความร่วมมือสองฝั่งโขง ทั้งการเชิญคณะศิลปวัฒนธรรมจาก สปป.ลาว มาร่วมแสดง การสวดเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การทำเรือไฟแบบ “หาบ–ขึง–ลอย” ให้ปลอดภัยและงามตามครรลอง เมื่อเรือไฟที่ประดับ สัญลักษณ์ 12 ราศี ล่องไปพร้อมกันในคืนเดียว ภาพที่เกิดขึ้นไม่เพียงสวยงาม แต่เป็น คำประกาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ว่าพรมแดนธรรมชาติไม่อาจขวางกั้นความศรัทธาและวัฒนธรรมร่วม

จากงานบุญสู่โมเดลเศรษฐกิจชุมชน เงินใหม่ไหลเข้า—ไม่ใช่แค่ไหลผ่าน

คำถามเชิงนโยบาย คือ เทศกาลนี้ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน? คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างการใช้จ่ายของผู้มาเยือน” หากเทศกาลออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว 1–2 วันควบคู่—เช่น แวะ วัดพระธาตุผาเงา จุดชมโค้งน้ำโขง, ตลาดชุมชนบ้านสบคำ, พิพิธภัณฑ์เขตโบราณสถานเชียงแสน—จะเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัว ทั้งที่พัก อาหาร ของที่ระลึก และการเดินทางในพื้นที่

แนวทางที่ผู้จัดพยายามผลักดัน (ตามนโยบาย “เที่ยวเชียงรายทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”) ได้แก่

  • เปิด ซุ้มของดีชุมชน ผ้าทอ–จักสาน–กาแฟท้องถิ่น–อาหารพื้นบ้าน ให้เป็น พื้นที่ค้าขายของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่พื้นที่ผู้รับเหมาภายนอก
  • จัด เวทีย่อย “เล่าไฟ–เล่าราศี” สาธิตงานหัตถกรรม ทำโคม–สานไม้ไผ่–จุดไฟอย่างปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่มจาก เรียนรู้–ลงมือทำ–ซื้อกลับบ้าน”
  • สื่อสาร หลักกิน–เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้แก้วน้ำ/ภาชนะใช้ซ้ำ จุดคัดแยกขยะ ปลูกจิตสำนึก “คืนแม่น้ำให้สะอาดกว่าเดิม”
  • จัดการ จราจร–จอดรถ–รถรับ–ส่ง เพื่อลดแรงเสียดทานกับชุมชน ไม่ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นภาระ

หากทำได้สม่ำเสมอ เทศกาลจะ ผลิตเงินใหม่” ให้ชุมชน มากกว่าจะเป็นเพียง “เงินผ่าน” ที่ไหลไปกับขบวนพ่อค้าเร่

ศิลป์พิธีกรรมในรายละเอียด ช่าง–เยาวชน–พระสงฆ์ และบทบาทที่เกาะเกี่ยวกัน

เบื้องหลังเรือไฟหนึ่งลำจะมี ช่างหลัก 4–6 คน ควบคุมงานโครงไม้ไผ่ ขึงลวด เดินไฟ และปรับสมดุลให้ลอยน้ำได้ดี กลุ่ม เยาวชนอาสา รับหน้าที่ตัดกระดาษ ติดลาย–ลงสี จัดทำป้ายราศี และประดับโคม ส่วน พระสงฆ์ เป็นผู้วางพิธีกรรม เจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานเปิดงาน และ “ส่งเรือไฟ” ลงสู่แม่น้ำโดยสงบและเป็นมงคล

การมีส่วนร่วมของ โรงเรียน–วัด–หน่วยงานท้องถิ่น ยังช่วยให้พิธี—ซึ่งเคยอยู่บนบ่าคนรุ่นพ่อแม่—ถูกส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างเป็นระบบ เยาวชน เรียนรู้ทักษะฝีมือ จริง จับต้องไม้ไผ่จริง—ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ—และเห็นคุณค่า งานบุญที่ทำด้วยมือ” มากกว่าเป็นเพียง “งานโชว์เพื่อการท่องเที่ยว”

ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม งานริมโขงยุคใหม่ต้อง “งาม–สะอาด–ปลอดภัย”

ผู้จัดย้ำเกณฑ์ความปลอดภัย 3 ชั้น

  1. ชั้นชุมชน/พื้นที่ — กั้นแนวชม ปรับลาดตลิ่ง จุดอพยพฉุกเฉิน มีไฟส่องสว่างทางเดิน จัดเวรยามชุมชน
  2. ชั้นกิจกรรมเรือไฟ — ตรวจความมั่นคงโครงสร้างทุ่น, ใช้วัสดุไม่ติดไฟลุกลามง่าย, มีเรือช่วยเหลือพร้อม, ซ้อมแผนกรณีไฟติดผิดปกติ
  3. ชั้นสาธารณสุข — จุดปฐมพยาบาล, รถพยาบาลสแตนด์บาย, จุดน้ำสะอาด, ประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุ–เด็กเล็ก

ด้านสิ่งแวดล้อม มี แผนเก็บกวาดหลังงาน พร้อมการคัดแยกขยะและ การเก็บชิ้นส่วนเรือไฟ คืนจากแม่น้ำ โดยประสานเรือชาวบ้านและอาสาสมัคร เพื่อให้โขง สว่างเพียงชั่วคืน—สะอาดไปอีกนาน”

นัยเชิงวัฒนธรรม Soft Power ที่ชี้นำด้วยความอ่อนโยน

ในโลกที่เมืองท่องเที่ยววิ่งแข่งกันด้วยคอนเสิร์ตหมื่นคนและไฟงานอลังการ เชียงแสนเลือกยืนอยู่ในเลนของ “ความอ่อนโยน”—งานวัฒนธรรมที่ เล็ก–ละเอียด–ลึก” และมีเรื่องเล่าของตัวเอง 12 ราศี ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายสวยงาม แต่สื่อถึง วงจรชีวิต–เวลา–ฟ้า–ดิน ที่ผู้คนลุ่มน้ำโขงอยู่กับมันมานับร้อยปี การสนับสนุนของ อบจ. ในปีนี้จึงไม่ใช่การเพิ่มสีสันชั่วครู่ แต่คือ การค้ำยันเสาหลักทางจิตวิญญาณของพื้นที่ ให้สูงพอจะมองเห็นจากไกล และมั่นคงพอให้ลูกหลานปีนขึ้นไปยืนได้

ก้าวต่อไป ทำอย่างไรให้งานปีที่ 27 เป็น “บันได” ไม่ใช่ “เพดาน”

เพื่อให้งานเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญการจัดการเทศกาลวัฒนธรรมมักเสนอ 4 กลไก

  • ฐานข้อมูลผู้มาเยือน — เก็บข้อมูลอย่างยินยอม จังหวัด–ช่วงอายุ–พฤติกรรมเที่ยว–ค่าใช้จ่าย–ความพึงพอใจ เพื่อวางแผนปีถัดไป
  • เครือข่ายช่าง–ครูผู้รู้ — ทำคลังองค์ความรู้ชุมชน (how-to โครงเรือไฟ, ลายราศี, ตำรับโคม) ให้เยาวชนเข้าถึงได้จริง
  • ปฏิทิน “เที่ยวทั้งปี” — เชื่อมไหลเรือไฟกับกิจกรรมอื่น เช่น งานผ้าทอ, ลอยกระทงเชียงแสน, ปีใหม่ชนเผ่า ให้เกิด Route เชียงรายตลอดปี
  • ความร่วมมือข้ามพรมแดน — ทำ MOU ระหว่างชุมชนลาว–ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนช่างฝีมือ เวทีการแสดง และริเริ่ม “คืนเรือไฟสองฝั่ง” ในรูปแบบร่วมสมัย

หากทำได้ งานปีที่ 27 จะเป็นเพียง ขั้นบันได” สู่เวทีใหญ่ที่ยังคงหัวใจชุมชน และเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ–วัฒนธรรมไปพร้อมกัน

เสียงจากชุมชนและผู้จัด แม้ไม่ใช่คำปราศรัยยาว แต่ชัดในเจตนา

แม้ในพิธีเปิด ผู้บริหารและชุมชนไม่ได้ให้คำปราศรัยยืดยาวต่อสื่อ แต่การจัดสรรงบ การยืนเคียงของ นายก อบจ.เชียงราย–เจ้าคณะจังหวัด–ผู้นำท้องถิ่น และการเข้าร่วมของประชาชน คือ “ถ้อยคำในภาคปฏิบัติ” ที่ดังพอแล้วว่า—เชียงแสนตั้งใจจะรักษาและยกระดับมรดกริมโขง ให้เป็นเสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนรุ่นหลัง

คู่มือสั้น ๆ ก่อนถึงริมน้ำ

  • ช่วงเวลา คืนแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน (ปีนี้ตรงกับ 8 ต.ค. 2568)
  • สถานที่ ลานกิจกรรมริมโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน
  • การเดินทาง–จอดรถ ติดตามประกาศจุดจอดและรถรับ–ส่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นริมตลิ่ง
  • สิ่งแวดล้อม พกแก้ว/ขวดใช้ซ้ำ ทิ้งขยะให้ถูกประเภท งดปล่อยโคมลอย/พลุในพื้นที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย
  • ความปลอดภัย ระวังขอบตลิ่ง พาเด็กและผู้สูงอายุอยู่ในเขตปลอดภัยเสมอ

ไฟที่สว่างบนสายน้ำ—เพื่อเห็นทางเดินของทั้งเมือง

“ไหลเรือไฟ 12 ราศี” อาจกินเวลาแค่คืนเดียว แต่ผลสะเทือนของมันยาวนานกว่านั้น แสงไฟที่ล่องไปตามน้ำทำให้เราเห็นหลายอย่าง—เห็นเศรษฐกิจชุมชนที่ขยับได้ด้วยงานเล็ก, เห็นเยาวชนที่ได้เรียนรู้งานมือและพิธีกรรม, เห็นความร่วมมือสองฝั่งโขง, และ เห็นความตั้งใจของจังหวัด ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นหัวเรือของการท่องเที่ยวตลอดปี งบ 350,000 บาท จึงไม่ใช่เพียงเลขเชิงบัญชี หากคือ การลงทุนในความทรงจำร่วม ซึ่งคืนผลตอบแทนเป็นศักดิ์ศรีและรายได้ให้ชุมชน

เมื่อไฟดวงสุดท้ายดับลงในสายน้ำ ภาพที่ค้างตาอาจเป็นลายราศีที่ยังอุ่น แต่สิ่งที่ค้างใจคือ ความรู้สึกว่าเมืองนี้ยังสว่าง—ด้วยคนของเมืองนี้เอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน / เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
  • วัดพระธาตุผาเงา / คณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

รายงาน Booking.com ชี้ 88% คนไทยเลือกเมืองเพราะอาหาร เชียงรายต้องเร่งยกระดับครัวที่พัก

เชียงรายไม่ควรรอ “Food Culture” คือโอกาสทอง—เมื่ออาหารกลายเป็นเหตุผลหลักของการเดินทาง และที่พักต้องเป็น “ครัวหลังที่สอง”

เชียงราย, 4 ตุลาคม 2568 – ยามเช้าในเมืองเหนือที่อากาศเย็นจัด อ่างน้ำชาอุ่น ๆ กับไอน้ำที่ลอยขึ้นจากหม้อนึ่งข้าวจี่ริมตลาดชุมชน อาจเป็นภาพคุ้นตาของคนเชียงราย แต่สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ ภาพเหล่านี้คือ “จุดหมาย” ไม่ใช่เพียง “รายละเอียด” ระหว่างทาง รายงานล่าสุดของ Booking.com ระบุชัดว่า “อาหาร” กำลังผันตัวจาก “องค์ประกอบของทริป” มาเป็น หัวใจของการตัดสินใจเดินทาง—แนวโน้มที่เปลี่ยนเกมท่องเที่ยวปี 2568 และวางเชียงรายไว้บนจุดตัดของโอกาสครั้งใหญ่

รายงาน ‘Taste of Home Asia Pacific’ ระบุว่า ผู้เดินทางในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ถึง 97% ปรับพฤติกรรมการกินและการทำอาหารระหว่างทริป ขณะที่นักเดินทางชาวไทย 88% ยอมรับว่า “เลือกจุดหมายปลายทาง เพียงเพราะต้องการไปเยือนร้านอาหารโดยเฉพาะ” นั่นหมายความว่าแผนที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเช็กลิสต์แลนด์มาร์กอีกต่อไป ทว่า รสชาติ–วัตถุดิบ–เรื่องราวท้องถิ่น กลายเป็นพิกัดนำทางรูปแบบใหม่ และจังหวัดที่มี “ความหลากหลายทางอาหาร” อย่างเชียงราย ย่อมมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่หาได้ยาก

“ช่วงเวลาแห่งการรับประทานอาหาร ไม่ได้เป็นเพียงมื้ออาหารอีกต่อไป แต่คือโอกาสในการเชื่อมต่อ เรียนรู้วัฒนธรรม และสร้างความทรงจำที่ยั่งยืน บ้านพักตากอากาศจึงกำลังขึ้นมาเป็นตัวเลือกหลัก เพราะให้ทั้งอิสระและความเป็นส่วนตัวในการทำอาหารร่วมกัน” — บรานาวัน อรุลโจธี, Area Manager, Booking.com (อ้างอิงรายงาน Taste of Home Asia Pacific)

จาก “ร้านอร่อย” สู่ “ครัวหลังที่สอง” ที่พักต้องตอบโจทย์สายกิน

ข้อมูลเดียวกันยังสะท้อนพฤติกรรมใหม่ที่ชัดเจน นักเดินทางชาวไทยให้ความนิยม บ้านพักตากอากาศแบบส่วนตัว (32%) เป็นอันดับ 2 รองจากบ้านพักริมทะเล (57%) โดยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ “ต้องมี” คือ เครื่องครัวครบ (73%), อุปกรณ์ทำอาหารกลางแจ้ง เช่น เตาย่าง/หมูกระทะ (62%), และ พื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้งพร้อมวิว (62%) เหตุผลไม่ซับซ้อน—ผู้เดินทางอยาก “ทำอาหารเองได้” (45%) สลับกับ “ออกไปกินร้านดัง” (31%) และอยาก เข้าถึงประสบการณ์ท้องถิ่น ง่ายขึ้น (34%)

แปลเป็นภาษาเชียงราย วิลล่าที่มองเห็นไร่ชา/ไร่กาแฟ บนดอยแม่สลองหรือเทือกดอยยาว–ผาหม่น ซึ่งจัดวางครัวจริงจัง มีเตาถ่านทำ บาร์บีคิว/หมูกระทะ (เมนูยอดนิยมของคนไทย 48%) พร้อมระเบียงกว้างให้ จิบชาอัสสัม หรือ ชิมกาแฟอาราบิก้า จากสวนหลังบ้าน—ทั้งหมดนี้คือ “แพ็กเกจความทรงจำ” ที่ดึงดูดใจมากกว่าห้องพักสวย ๆ ที่มีเพียงเตาไมโครเวฟ

เชียงรายได้เปรียบอะไร ความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหาร (Food Culture) ที่ “กินได้จริง”

เชียงรายคือทางแยกของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอาหาร—ไทลื้อ, ไทใหญ่, จีนยูนนาน, อาข่า, ลาหู่—ซึ่งถ่ายทอดผ่านวัตถุดิบพื้นบ้านและกรรมวิธีที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จุดแข็งนี้ยิ่งชัดเมื่อสอดรับกับความต้องการของนักเดินทางที่ “อยากสัมผัสท้องถิ่นแท้” มากขึ้น

ตัวอย่างการต่อยอดเชิงประสบการณ์ ที่สอดคล้องกับเทรนด์

  • ทัวร์ตลาดเช้า + ครัวชุมชน เริ่มวันด้วยการคัดวัตถุดิบพื้นถิ่น—ผักกูด, เห็ดป่า, ปลาน้ำโขง—ก่อนขึ้นวิลล่าทำเมนู น้ำพริกหนุ่ม, แกงฮังเล หรือ “เมนูซิกเนเจอร์” อย่าง แกงแคไก่เมือง ที่เพิ่งได้รับการเชิดชูเป็นอาหารถิ่นเด่น
  • อาหารจีนยูนนานบนดอยแม่สลอง เรียนรู้การทำ ขาหมูหมั่นโถว, ชิมชาอัสสัมแบบพิธีชา พร้อมเรื่องเล่าประวัติชุมชนจีนคณะชาติ
  • ครัวชนเผ่าอาข่า สำรวจสมุนไพรจากป่า เรียนรู้การปรุง เนื้อย่างเครื่องเทศพื้นถิ่น และพิธีกรรมความเชื่อเรื่องอาหาร—กิจกรรมที่ยากจะพบในเมืองใหญ่
  • ฟาร์มทูเทเบิล x ไร่กาแฟ เก็บกาแฟ เชอร์รี–สี–ตาก–คั่ว ลองจับคู่ (pairing) ของหวานพื้นบ้านกับกาแฟดริป

ทั้งหมดนี้คือ “เรื่องเล่า” ที่กินได้จริง และสอดคล้องกับทิวทัศน์ภูเขา–สายหมอกของเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นหลังชั้นดีของ มื้อพิเศษกลางแจ้ง” ที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่กำลังตามหา

จากครัวบ้านเกิดสู่ครัวบ้านพัก—เหตุผลที่ทริปอาหารติดอันดับ

Booking.com ชี้ว่าคนรุ่นใหม่เริ่ม ทำอาหารเอง มากขึ้นระหว่างทริป โดย Gen Z ทำตามสูตรครอบครัวบ่อยที่สุด (25%) มากกว่า Millennials (19%), Gen X (21%) และ Boomers (18%) ขณะเดียวกัน นักเดินทางไทยกว่า 54% “กินร้านท้องถิ่นเป็นประจำ” เมื่อไปต่างประเทศ สะท้อนว่า ทำเองบ้าง–ออกไปชิมบ้าง” กำลังเป็นรูปแบบมาตรฐานของทริปยุคใหม่

เชียงรายจึงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะ—เมืองที่ อาหารร้านท้องถิ่นเข้มข้น แต่ก็ ปรับตัวให้คนทำกินกันเองได้ง่าย จากตลาดสดในเขตเมือง–อำเภอ ไปจนถึง โฮมสเตย์–บ้านพักตากอากาศ ที่จัดสรรครัวและลานย่างครบชุด อาหารจึงไม่ใช่เพียง “สถานที่ไปกิน” แต่เป็น กิจกรรมร่วมกัน” ที่ใส่ความทรงจำของครอบครัวลงไปได้ทุกมื้อ

มองเชิงเศรษฐกิจ Food Culture เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่กระจายรายได้

หากมองจากห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับ “Food Culture x ที่พัก” ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะที่พักและร้านอาหาร แต่ยัง กระจายไปถึงเกษตรกร–ชุมชน–ผู้ผลิตวัตถุดิบ โดยตรง

  • วัตถุดิบท้องถิ่น ผักป่า, สมุนไพร, ปลาแม่น้ำ, ชา–กาแฟ—ทั้งหมดกลับมามีมูลค่าเพิ่มเมื่อเชื่อมกับประสบการณ์
  • บริการสนับสนุน ไกด์ชุมชน, ครูสอนทำอาหาร, เชฟท้องถิ่น, รถรับ–ส่งตลาดเช้า
  • ของฝากเชิงวัฒนธรรม เครื่องเทศบด, ชุดวัตถุดิบทำแกงแค (Cooking Kit), ใบชา–เมล็ดกาแฟคั่ว, เครื่องจักสานสำหรับครัวเรือน

เมื่อที่พักทำหน้าที่เป็น “จุดรองรับกิจกรรมอาหาร” รายรับจึงกระจายออกไปมากกว่าการท่องเที่ยวแบบเช็คอินถ่ายรูปอย่างเดียว ที่สำคัญ ฤดูกาลมีผลน้อยลง เพราะครัว–ตลาด–วัตถุดิบ–เรื่องราว อยู่ได้ตลอดทั้งปี สอดคล้องกับเป้าหมาย “ท่องเที่ยวทั้งปี มีดีทั้งอำเภอ” ที่หลายจังหวัดกำลังมุ่งหน้า

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ เชียงรายควรขยับอย่างไร “ตอนนี้”

เพื่อเปลี่ยนโอกาสเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เชียงรายควรเดินหน้าอย่างบูรณาการและเป็นกลางทางการค้า ดังนี้

1) จัดทำ “มาตรฐานที่พักนักชิม (Gastronomy-Ready Stays)”

อบจ.เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยวจังหวัดและเครือข่ายผู้ประกอบการ กำหนด มาตรฐานขั้นต่ำด้านครัว สำหรับโฮมสเตย์/บ้านพักตากอากาศ ได้แก่

  • ชุดครัวพื้นฐานครบ (เตา–เตาอบ–เครื่องครัว–ภาชนะสำหรับกลุ่ม) และอุปกรณ์ทำอาหารกลางแจ้งที่ปลอดภัย
  • คู่มือ แหล่งวัตถุดิบรอบตัว” ระบุพิกัดตลาดเช้า/ตลาดชุมชน–ร้านเครื่องเทศ–ไร่ชา–ไร่กาแฟในรัศมี 10–20 กม.
  • แนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม (ขยะอินทรีย์–การคัดแยก–การใช้ภาชนะซ้ำ) เพื่อให้การทำอาหารเป็นมิตรกับพื้นที่

2) เปิด “Local Food Experience Pass” เชื่อมที่พัก–ตลาด–ครัวชุมชน

สร้างแพ็กเกจประสบการณ์ร่วมกับชมรมแม่ครัวชุมชน/เชฟท้องถิ่น เช่น

  • Market & Cook with Local พาเข้าตลาดเช้า–คัดวัตถุดิบ–กลับไปทำกับข้าวที่ที่พัก
  • Tea & Yunnan Table พิธีชาพร้อมทำอาหารยูนนานบนดอย
  • Akha Forest Pantry เดินสำรวจพืชสมุนไพร–ทำอาหารชนเผ่า
    ออกแบบให้จองง่ายผ่านพาร์ตเนอร์ OTA และสื่อสารเป็น คอนเทนต์กลาง ระดับจังหวัด

3) ใช้ “แกงแคไก่เมือง” เป็น Soft Power Menu

หลังเมนูนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอาหารถิ่น—ควร ยกระดับเป็นสัญลักษณ์ ของจังหวัด จัดทำ Cooking Kit (สมุนไพร–เครื่องแกง–คู่มือภาษาไทย/อังกฤษ) ในโรงแรม–วิลล่าที่ร่วมโครงการ พร้อมคิวอาร์โค้ดเชื่อม “คลิปสั้นสอนทำ” โดยครูครัวชุมชน เพิ่มรายได้ปลายน้ำจากชุดวัตถุดิบและเวิร์กช็อป

4) คุ้มครองความแท้ (Authenticity) และความปลอดภัยอาหาร

  • จัดทำ คลังสูตรมาตรฐาน สำหรับเมนูหลัก (เหนือ–ยูนนาน–ชนเผ่า) ที่เคารพต้นตำรับ ลด “เมนูแฟนตาซี” ที่คลาดเคลื่อนจนเสียความเชื่อถือ
  • ยกระดับ สุขอนามัย–โภชนาการ–การแพ้อาหาร ในกิจกรรมทำอาหาร ให้ได้มาตรฐานสากล รองรับตลาดครอบครัวและนักท่องเที่ยวระยะยาว

5) สื่อสารภาพลักษณ์ “ครัวบนภูเขา–ครัวกลางหมอก”

พัฒนาแนวสื่อสารร่วมระดับจังหวัด ให้ภาพ การทำอาหารกลางแจ้ง ท่ามกลางภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นแอ่งอารมณ์หลัก (emotional anchor) โดยหลีกเลี่ยงการตลาดที่เน้นปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ย้ำ คุณภาพ–ความยั่งยืน–รายได้ถึงชุมชน

ใครควรเป็นแม่งาน?

ด้วยลักษณะข้ามมิติ (วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจชุมชน) การขับเคลื่อน “Food Culture x ที่พัก” ควรอยู่ในกรอบ บูรณาการ ระหว่าง

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย – วางกรอบมาตรฐานที่พักนักชิม สนับสนุนเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนย่อย (ครัว–ลานย่างปลอดภัย)
  • สำนักงานพาณิชย์/เกษตรจังหวัด – เชื่อมแหล่งวัตถุดิบ ปรับบรรจุภัณฑ์ Cooking Kit ที่ได้มาตรฐาน
  • สำนักงานวัฒนธรรม–ท่องเที่ยวจังหวัด – คัดเลือก/อบรมเชฟท้องถิ่น–ครูครัวชุมชน และพัฒนาคอนเทนต์สองภาษา
  • ภาคเอกชน/เครือข่ายที่พัก – ลงทุนปรับครัว–พื้นที่ และร่วมออกแบบแพ็กเกจประสบการณ์
  • สถาบันการศึกษาในพื้นที่ – สนับสนุนงานวิจัยเมนูพื้นถิ่น–โภชนาการ–ความปลอดภัยอาหาร

ทำไม “ตอนนี้” ไม่ใช่ “วันหน้า”

หนึ่ง—หน้าต่างโอกาส เปิดกว้าง เพราะรายงานระดับภูมิภาคชี้ชัดว่าปี 2568 การท่องเที่ยวเชิงอาหารจะมาแรง และ บ้านพักตากอากาศ คือโครงสร้างรองรับหลัก
สอง—เชียงรายมี ทุนวัฒนธรรมอาหารพร้อมใช้ ทั้งเหนือ–ยูนนาน–ชนเผ่า ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นประสบการณ์โดยไม่ต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่
สาม—การพึ่งพา “ฤดูหนาว” เพียงฤดูเดียวไม่ยั่งยืน ขณะที่อาหาร–ตลาด–ครัว–ไร่ชา/กาแฟ คือ กิจกรรม 365 วัน ที่เสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างทั่วถึง

หากลงมือวันนี้ เชียงรายจะไม่เพียง “ตามเทรนด์” แต่จะ กำหนดมาตรฐาน ให้จังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เห็นภาพว่า “อาหาร” สามารถยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวได้อย่างไร—โดยเคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่นและกระจายรายได้จริง

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ

การค้นพบเชิงตลาด ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรหยิบไปเล่าให้สื่อ/นักท่องเที่ยว ได้แก่

  • ที่พักของเรา = ครัวหลังที่สอง” โชว์รายการครัว–อุปกรณ์–พื้นที่ย่าง–มุมกินข้าวกลางแจ้ง
  • พิกัดวัตถุดิบรอบตัว” แผนที่ตลาดเช้า/ฟาร์ม/ไร่ชา–กาแฟ และการจองกิจกรรมเชื่อมชุมชน
  • เมนูเล่าเรื่อง” ตั้งแต่แกงแคไก่เมืองถึงอาหารยูนนาน พร้อมคู่มือย่อสองภาษา
  • ยั่งยืนและปลอดภัย” นโยบายขยะอินทรีย์–การใช้น้ำ–สุขอนามัยอาหาร

เชียงรายไม่ควรรอ

สนามท่องเที่ยวปี 2568 ไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนห้าง ร้าน หรือโรงแรมหรู แต่แข่งขันกันที่ ความหมายของประสบการณ์”—และอาหารคือภาษากลางที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุด เชียงรายมีทุกส่วนประกอบในมือแล้ว ทั้งวัตถุดิบหลากหลาย วัฒนธรรมอาหารที่ลึกและจริง วิวธรรมชาติที่ซัพพอร์ตมื้อพิเศษนอกบ้าน และฐานที่พักตากอากาศที่กำลังโต สิ่งที่ต้องทำคือ เชื่อมจิ๊กซอว์ ให้เป็นแพ็กเกจเดียวกัน—จากตลาดเช้าถึงครัววิลล่า จากเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารถึงรายได้ในชุมชน

ในวันที่นักเดินทาง 97% ปรับพฤติกรรมการกิน–ทำอาหารระหว่างทริป และ 88% ของคนไทย “เลือกเมืองเพราะอยากไปกินร้านนั้นร้านนี้” เชียงรายไม่ควรรอให้โอกาสผ่านไป—ถึงเวลาเปลี่ยน “ครัวบ้านเรา” ให้เป็น “ครัวของโลก” ที่ใคร ๆ ก็อยากเดินทางมาชิม มาทำ และมาจดจำ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Booking.com – รายงาน ‘Taste of Home Asia Pacific’ (2025 Travel & Food Trends)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายคว้า 4 รางวัล “เพชรพระนคร” ครอบคลุมวรรณศิลป์-หัตถกรรม ตอกย้ำเมืองศิลปิน

เชียงรายเชิดชูศิลปิน “เพชรพระนคร” ปี 2568 พลังสร้างสรรค์สี่สาขาผงาดเวทีชาติ

เชียงราย ,26 กันยายน 2568 –  บริเวณหอประชุมใหญ่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บทพิสูจน์ของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่หยั่งรากในชุมชนได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธีมอบ รางวัลเพชรพระนคร แก่ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านวัฒนธรรมจากเชียงราย 4 ท่าน ครอบคลุมสี่สาขาหลักของมรดกภูมิปัญญา ตั้งแต่วรรณศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ ไปจนถึงศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยโครงการรางวัลนี้เป็นกิจกรรมเชิดชูเกียรติที่ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จัดต่อเนื่องถึง ครั้งที่ 7 ประจำปีพุทธศักราช 2568 และมีเกณฑ์การสรรหา-คัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส ครอบคลุมอย่างน้อย 12 สาขา ของงานวัฒนธรรมร่วมสมัยและดั้งเดิม

จากเวทีจังหวัดสู่เวทีประเทศ

เวลา 09.00 น. เสียงประกาศเชิญผู้มีเกียรติเข้าสู่หอประชุมใหญ่ดังขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมในพื้นที่ทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวก ผู้รับรางวัลพร้อมครอบครัวและครูช่างชุมชนทยอยเข้าที่นั่ง บรรยากาศยังคงความเรียบง่ายแต่ทรงความหมาย เพราะทุกคนตระหนักว่า “ใบประกาศเกียรติคุณ” บนเวทีคือจุดเริ่มของภารกิจใหม่—การถ่ายทอดองค์ความรู้กลับสู่ชุมชน โดยมีหน่วยงานรัฐระดับจังหวัดทำหน้าที่พี่เลี้ยงและเชื่อมโยงเครือข่ายต่อไป. ข้อมูลเชิงพิธีการ เวลา และสถานที่ ได้รับการสื่อสารทางการผ่านช่องทางของจังหวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายอย่างชัดเจน

รางวัลเพชรพระนครกรอบสาขาที่ “ครอบคลุมทั้งหน้าฉากและหลังฉาก”

รางวัลเพชรพระนครตั้งต้นจากเจตนารมณ์ “ยกย่องผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม” ครอบคลุมทั้งระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป และแบ่งสาขาย่อยหลากหลาย เช่น ทัศนศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณศิลป์ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน คหกรรมศิลป์ ศาสนาและขนบธรรมเนียม การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาท้องถิ่นและเศรษฐกิจพอเพียง บำเพ็ญประโยชน์และจิตอาสา กีฬาและนันทนาการ รวมถึงสาขาเกี่ยวเนื่องอื่นตามที่ประกาศในปีนั้น ๆ กรอบดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ “ทั้งระบบ” ของงานวัฒนธรรม ที่เห็นคุณค่าทั้งผู้สร้างสรรค์หน้าฉากและผู้ปิดทองหลังพระในโครงสร้างชุมชน

รายชื่อผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติจากเชียงรายปี 2568

  1. นายฉลอง พินิจสุวรรณ — สาขา วรรณศิลป์ (เหรียญทอง) ผู้สร้างรากฐานงานเขียนร่วมสมัยที่หยิบยกท้องถิ่นเป็นฐาน แล้วขยายสู่สาธารณะในวงกว้าง ชื่อของ “ฉลอง” เชื่อมโยงกับชีวประวัติด้านวรรณศิลป์และการทำงานด้านภาษาในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยาวนาน
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ — สาขา ดุริยางคศิลป์ (เหรียญทอง) เป็นแบบอย่างของการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรม สร้างเวทีให้เยาวชนทดลอง-เรียนรู้ และประยุกต์องค์ความรู้ทางดนตรีกับชีวิตร่วมสมัย
  3. นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี — สาขา ทัศนศิลป์ (เหรียญทอง) สะท้อนศักยภาพ “เมืองศิลปิน” ของเชียงราย ผ่านผลงานที่เชื่อมแกลเลอรี ชุมชนศิลป์ และพื้นที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน.
  4. นางสาวนิธี สุธรรมรักษ์ — สาขา ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน (เหรียญเงิน) ต้นแบบการอนุรักษ์และดัดแปลงภูมิปัญญางานช่างมือสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและตัวตนวัฒนธรรมให้กับชุมชน.

หมายเหตุ: รายชื่อและสาขาดังกล่าวถูกสื่อสารยืนยันโดยหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัดและหน่วยงานผู้จัดรางวัล โดยเฉพาะประกาศผลทางการของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

จากความภาคภูมิใจสู่โจทย์ “ถ่ายทอด-ต่อยอด” ในพื้นที่

เมื่อเสียงปรบมือสุดท้ายจบลง โจทย์ที่เริ่มต้นทันทีคือ “จะถ่ายทอดอย่างไรให้ถึงมือคนรุ่นใหม่” บทเรียนจากเชียงรายชี้ว่า “การเชิดชู” จะงอกเงย เมื่อมี กลไกการส่งต่อความรู้ ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

  • บทบาทครูชุมชนศิลป์: ศิลปินผู้ได้รับรางวัลเข้าเยี่ยมโรงเรียน อบต. ศูนย์การเรียนรู้ จัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ สร้างแรงบันดาลใจที่ลงมือทำได้จริง
  • ฐานข้อมูลดิจิทัลผลงาน: รวบรวมหนังสือ เพลง งานจิตรกรรม ลวดลายหัตถกรรม และคลิปการสาธิตไว้ในแหล่งเปิด เพื่อให้นักเรียน-ครู-ผู้ประกอบการเข้าถึง
  • เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: เชื่อมศูนย์ศิลป์ แหล่งหัตถกรรม ตลาดชุมชน และเวทีดนตรีท้องถิ่น ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นรายได้ทางเลือกของชุมชน

มองเชิงนโยบาย นี่คือ Soft Power ฐานราก ที่จับต้องได้—เพราะหนึ่งรางวัล อาจเท่ากับหนึ่งโครงการใหม่ในหมู่บ้านหนึ่งแห่ง ถ้าร้อยรางวัลเชื่อมกัน จะเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งจังหวัด

เชียงรายในภาพกว้างระบบนิเวศวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนกัน

จุดแข็งของเชียงรายคือ การทำงานร่วมกันของสถาบันการศึกษา หน่วยงานวัฒนธรรม ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาสังคม การได้รับรางวัลทั้งสี่สาขาในปีนี้ ทำให้ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ของ “ศิลปะ—ความรู้—เศรษฐกิจชุมชน” ครบถ้วน ตั้งแต่งานเขียน (สร้างความคิด) ดนตรี (ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม) ทัศนศิลป์ (ยกระดับภาพลักษณ์) จนถึงหัตถกรรม

ทำไม “กรอบสาขา 12 หมวด” จึงสำคัญต่อมาตรฐานการคัดเลือก

กรอบสาขาที่ชัดเจนคือหลักประกันว่า รางวัลเน้น คุณค่าเชิงสาธารณะ มากกว่าความโด่งดังเฉพาะบุคคล การเปิดพื้นที่ตั้งแต่ ศิลป์ คหกรรม จิตอาสา จนถึงกีฬาและนันทนาการ แปลว่า งานวัฒนธรรมไม่ได้จำกัดเฉพาะ “เวที” หากครอบคลุม “วิถี” อันเป็นเหตุผลที่ชื่อของครูช่าง ผู้จัดการชุมชน หรือครูภูมิปัญญา สามารถปรากฏเคียงข้างศิลปินมืออาชีพได้อย่างภาคภูมิ ทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในประกาศและคำอธิบายกิจกรรมของหน่วยงานผู้จัด

บทเรียนเชิงนโยบายจากพิธีมอบรางวัลปีนี้

  1. รัฐ-สถาบัน-ชุมชน ต้องทำงานแบบสามเหลี่ยม: จังหวัดช่วยอำนวยการ สถาบันอุดมศึกษากำกับมาตรฐาน และชุมชนเป็นเวทีทดลองและต่อยอด
  2. สร้างเส้นทางอาชีพด้านศิลปะอย่างจริงจัง: หลักสูตรสั้น คูปองทักษะ เวิร์กช็อป และคลินิกธุรกิจชุมชน จะเปลี่ยนรางวัลเป็น “รายได้”
  3. สื่อสารสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ: การเผยแพร่ผลและเกณฑ์ผ่านเพจ/เว็บทางการ ช่วยให้การคัดเลือก “ตรวจสอบได้” และชวนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมมากขึ้น

 “ราก” ของศิลปินทำให้ “รางวัล” งอกงาม

ในบรรดาผู้รับรางวัล ชื่อของ ฉลอง พินิจสุวรรณ คือภาพสะท้อนว่าฐานรากการศึกษาและการทำงานยาวนานในพื้นที่ภาคเหนือ—ตั้งแต่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมไปจนถึงบทบาทด้านภาษา—คือทุนทางสังคมที่สั่งสมแล้วผลิดอกบนเวทีประเทศ

รางวัลครั้งนี้บอกอะไรกับอนาคตเชียงราย

  • บอกว่า เมืองนี้มี “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “ดาวเด่น” เมื่อสี่สาขาสำคัญถูกยกย่องพร้อมกัน แปลว่าระบบนิเวศวัฒนธรรมทำงานครบห่วงโซ่
  • บอกว่า ความภูมิใจต้องแปรเป็น “โครงการ” ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และตลาด เพื่อให้วัฒนธรรมอยู่ได้ด้วยคุณค่าและมูลค่า
  • บอกว่า ความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก (มีประกาศผลและเกณฑ์บนช่องทางทางการ) คือทุนความน่าเชื่อถือที่เติมให้รางวัลมีน้ำหนักและยืนระยะได้

พิธีมอบ รางวัลเพชรพระนคร ปี 2568 ที่เชียงรายไม่ใช่เพียงไฮไลต์ปลายปี แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้น” ของการเดินทางบทใหม่ในพื้นที่—ซึ่งต้องการทั้งพลังสาธารณะและพลังหน่วยงาน หากเดินหน้าตามสามหลักการ “ถ่ายทอด-ต่อยอด-ตรวจสอบได้” รางวัลในวันนี้จะงอกเงยเป็นหลักสูตร เวที และรายได้ของชุมชนในวันพรุ่งนี้ และทำให้ Soft Power ฐานราก ของเชียงรายและล้านนามีน้ำหนักต่อเนื่องบนเวทีประเทศ

นายฉลอง พินิจสุวรรณ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาวรรณศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาดุริยางคศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี – รางวัลเพชรพระนคร สาขาทัศนศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
นางสาวนิธี สุธรรมรักษ์ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเหรียญเงิน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

นายกฯ อนุทิน อัญเชิญ “พระพุทธสิริไตรรัฐ” จากแม่สาย ตั้งบนโต๊ะทำงานวันแรก

พระพุทธสิริไตรรัฐ” จากสามเหลี่ยมทองคำสู่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อมงคลวัตถุเดินทางถึงศูนย์กลางอำนาจ และความศรัทธาถูกวางไว้ข้างการบริหารประเทศ

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 26 กันยายน 2568 — เช้าตรู่ที่ทำเนียบรัฐบาล บันไดตึกไทยคู่ฟ้าคึกคักกว่าปกติ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก้าวเข้าสู่ “วันแรก” แห่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย และคณะทำงานที่ร่วมติดตาม ขณะเดียวกัน เสียงกระซิบจากสื่อมวลชนในลานทำเนียบต่างจับจ้อง “วัตถุมงคล” ที่กำลังจะถูกอัญเชิญขึ้นสู่ห้องทำงานชั้นบน—หนึ่งในนั้นคือ พระพุทธสิริไตรรัฐ” พระพุทธรูปปางประทานพรที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างขึ้นเอง ณ ดินแดนเหนือสุดของสยาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ภาพ “มงคลวัตถุจากชายแดน” ที่เคยกลายเป็น ของขวัญทางการเมือง มาก่อน ได้เดินทางกลับสู่ผู้สร้าง—และคราวนี้มาจอดนิ่ง บนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงเติมเต็มบรรยากาศความเป็นสิริมงคลใน วันอธิบดี–วันธงชัย หากยังบอกเล่าประวัติศาสตร์ย่อของความสัมพันธ์ระหว่าง ความศรัทธา–อำนาจรัฐ–ความชอบธรรม ในสังคมไทยร่วมสมัย

จุดกำเนิด องค์พระจากชายแดนสู่ศูนย์กลาง

หากถอยหลังออกจากห้องทำงานของผู้นำประเทศ ภาพแรกที่ปรากฏคือ พรมแดนสามประเทศ ที่บรรจบกันกลางสายน้ำ ณ สามเหลี่ยมทองคำ—ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการจารึกในข่าวโลกด้วยเงาเข้มของการค้าฝิ่นและยาเสพติด ก่อนจะถูกทอนเงาลงด้วยการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดขนถ่ายสินค้า และสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่าง ไทย–เมียนมา–ลาว ที่นี่เอง พระพุทธสิริไตรรัฐ” ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ “พุทธวัตถุ” สำหรับ ยึดเหนี่ยวใจและย้ำคุณธรรม ให้กับผู้ศรัทธา

ความพิเศษขององค์พระจึงอยู่ที่ “บริบท”—องค์พระที่เกิดบนเส้นฤทธิ์ทางประวัติศาสตร์ แวดล้อมด้วยความทรงจำที่ทั้งงดงามและสลับซับซ้อนของชายแดน บทเรียนของพื้นที่ทำให้ความหมายขององค์พระขยายตัวเกินกว่าความงามทางสุนทรียะ: คุณธรรม, สติ, การกำกับตน—เป็นหัวใจที่ผู้สร้างย้ำอยู่เสมอ

มรดก/ของขวัญ/สัญลักษณ์ วงจรความหมายที่ “วนกลับ”

พงศาวดารสั้น ๆ ขององค์พระเล่าต่อว่า พระพุทธสิริไตรรัฐ” เคยถูกมอบเป็น ของขวัญวันคล้ายวันเกิด ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในห้วงเวลาที่ พรรคภูมิใจไทย ร่วมงานกับรัฐบาลผสมในอดีต การมอบของมงคลจากผู้นำฝ่ายการเมืองหนึ่งสู่อีกฝ่ายหนึ่ง สะท้อนมิติที่ “ศรัทธา” ทำหน้าที่เคียงคู่ “พันธมิตรทางการเมือง” อยู่เนือง ๆ

กระนั้น วงจรของสัญลักษณ์ยังไม่จบ เมื่อกาลเปลี่ยนและหน้ากระดานอำนาจเคลื่อน สถานะของผู้สร้างก็เปลี่ยน—จากผู้ให้สู่ ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในวันนี้ องค์พระที่ตนสร้าง จึงถูกอัญเชิญ วนกลับ” มาหาตัวเอง และถูกวางไว้ใน ตำแหน่งที่สูงสุด สำหรับ “เครื่องเตือนใจ” ของผู้บริหารประเทศ: บนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า

ฤกษ์งามยามดี พิธี, ระเบียบแบบแผน และวัฒนธรรมการเมืองไทย

เวลาไหลไปถึง 08.41 น. ของเช้าวันนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วม สักการะศาลพระภูมิ–ศาลตายาย ประจำทำเนียบ เพื่อความเป็นสิริมงคล—พิธีกรรมที่คู่มากับวัฒนธรรมการเมืองไทยยาวนาน เมื่อสื่อถามถึง พรที่ขอ” คำตอบสั้น ๆ “ขอให้ราบรื่น” ถูกส่งกลับมาอย่างมั่นคง

ในอีกฟากตึกบัญชาการ 1 นายสมศักดิ์ และนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล บิดา–มารดาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็อัญเชิญ พระพุทธสิริไตรรัฐ อีกองค์หนึ่ง (ที่นายอนุทินเคยมอบให้ในช่วงดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ) เข้าสู่ห้องทำงานลูกชาย เป็นภาพสะท้อนเครือญาติ–เครือข่ายการเมือง ที่พิงอยู่กับ ความเชื่อร่วม และ มงคลวัตถุร่วม อย่างแนบแน่น

ขณะเดียวกัน รายชื่อ พระพุทธรูปสำคัญ ที่จะอัญเชิญเข้าสู่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ยังปรากฏ หลวงพ่อพระพุทธโสธร และ พระพุทธชินราช ร่วมด้วย—แต่ พระพุทธสิริไตรรัฐ” ได้รับการระบุชัดว่า จะตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน ของผู้นำรัฐบาลโดยเฉพาะ ความโดดเด่นเชิงตำแหน่งนี้ทำให้ “องค์พระจากชายแดน” กลายเป็น จุดโฟกัสทางสายตา ภายในพื้นที่ตัดสินใจเชิงนโยบายระดับชาติ

อยู่ที่ใจ” แก่นคิดที่วางเคียงองค์พระ

เมื่อถูกถามถึง “เครื่องราง” ที่จะนำเข้ามายังทำเนียบ นายกรัฐมนตรี ตอบสั้น ๆ ว่า อยู่ที่ใจ” ประโยคนี้เหมือนปักหมุดความหมายให้ครบวงจร: ศรัทธา อาจเป็นแรงค้ำยันที่ดี แต่ การกระทำ และ คุณธรรม คือแกนกลางของความคุ้มครองที่แท้จริง—แนวคิดเดียวกับที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี เคยอธิบายพุทธคุณของพระพุทธสิริไตรรัฐ ไว้ก่อนหน้า ว่าการจะได้รับความคุ้มครองนั้น ขึ้นอยู่กับการทำดี–ยึดหลักคุณธรรม ของแต่ละบุคคล

เมื่อนำวลีนี้ไปวางเคียงบุคลิกเชิงปฏิบัติการของรัฐบาลใหม่ จึงอ่านได้ว่า องค์พระ” ทำหน้าที่ เตือนใจ มากกว่าขอให้ดลบันดาล และเป็น สัญญาประชาคมขนาดย่อ ว่า “ความชอบธรรม” จะถูกสร้างจาก การลงมือทำ ไม่ใช่การพึ่งพา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงอย่างเดียว

สัญลักษณ์ที่เล่าเรื่อง “การขึ้นสู่อำนาจอย่างเป็นทางการ”

ในทางการเมือง สัญลักษณ์คือ “ภาษา” ที่ทรงพลัง การอัญเชิญ “พระพุทธสิริไตรรัฐ” ขึ้นสู่โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี มีอย่างน้อย สามชั้นความหมาย ที่ซ้อนอยู่

  1. การยึดคืนสัญลักษณ์ — จากองค์พระที่เคยเป็น “ของขวัญวันเกิด” สำหรับผู้นำรัฐบาลก่อนหน้า กลับคืนสู่มือผู้สร้าง ในเวลาที่ผู้สร้างก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดเอง การเคลื่อนย้ายนี้จึงไม่ใช่เพียง “เคลื่อนย้ายวัตถุ” แต่คือ การยืนยันสถานะอำนาจ อย่างสุภาพและทรงพลัง
  2. การนำคุณธรรมจากชายแดนสู่ศูนย์กลาง — จุดเริ่มขององค์พระ ณ สามเหลี่ยมทองคำ มีนัยแปรเปลี่ยน เมื่อถูกวางไว้ในศูนย์บัญชาการบริหารรัฐกิจ—เสมือนการนำ “ความดีงาม–ระเบียบวินัย–สติ” จาก “ชายขอบ” เข้าสู่ “แกนกลาง” ของการตัดสินใจนโยบาย
  3. การวางศรัทธาคู่หลักนิติธรรม — การประกาศฤกษ์ดี–สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์–อัญเชิญพระพุทธรูปหลายองค์ สะท้อนจารีตการเมืองไทยที่ “ศรัทธา” ไม่ได้อยู่ตรงข้าม “เหตุผล–กฎหมาย–ระบบ” หากอยู่ เคียงข้าง ในฐานะพลังใจและเครื่องเตือนความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

แม่สายถึงไทยคู่ฟ้า

  • ก่อนหน้า 2568: นายอนุทินสร้าง พระพุทธสิริไตรรัฐ ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
  • ต่อมา: องค์พระ ถูกมอบเป็นของขวัญวันเกิด ให้กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี สะท้อนมิตรภาพ–พันธมิตรในรัฐบาลผสม
  • 26 กันยายน 2568: วันแรกเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า เลือก วันอธิบดี–วันธงชัย เป็นฤกษ์ เริ่มด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ
  • เช้าวันเดียวกัน: อัญเชิญพระพุทธรูป เข้าห้องทำงานหลายองค์ รวมถึง พระพุทธสิริไตรรัฐ ซึ่ง ตั้งบนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ
  • ช่วงสาย–สายัณห์: ความเคลื่อนไหวสะท้อน “ความผูกพันมงคลวัตถุ” ภายในทีมรัฐบาล ทั้งกรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล และครอบครัว ที่อัญเชิญ พระพุทธสิริไตรรัฐ เข้าห้องทำงานบนตึกบัญชาการ 1

ศิลป์ของพิธีธรรม กับวินัยของรัฐประศาสนศาสตร์

ในสนามจริงของการเมืองไทย พิธีธรรม และ รัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ได้ต่อสู้กัน หากเกื้อหนุนกันเมื่อวางถูกที่—การประกาศวางองค์พระบนโต๊ะทำงานจึงตีความได้ว่าเป็น นาฬิกาปลุก” ทางจิตวิญญาณ ให้กับผู้ใช้อำนาจรัฐ ชวนย้ำเตือนว่า อำนาจ” ต้องมาพร้อม ความรับผิดชอบ” และ คุณธรรม” เสมอ

แต่เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรฐานธรรมาภิบาล ในระยะยาว ก้าวต่อไปคือการแปลง “สัญลักษณ์” ให้เป็น “ผลลัพธ์” ที่ตรวจสอบได้—ตั้งแต่ ความโปร่งใส, การกำกับดูแลนโยบาย, การยึดกติกา, ไปจนถึง การคุ้มครองสิทธิประชาชน เพราะท้ายที่สุด ความคุ้มครองที่แท้” ตามแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีสื่อไว้ ก็ขึ้นอยู่กับ การทำดี–การลงมือทำจริง ของผู้มีอำนาจ

เมื่อศรัทธาถูกวางไว้ “ข้าง” การตัดสินใจ ไม่ใช่ “แทนที่” การตัดสินใจ

เหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ร้อยเรียง “วัตถุ–พิธี–บุคคล” ให้กลายเป็น “เรื่องเล่า” ที่เดินข้ามอำเภอแม่สาย มุ่งสู่ตึกไทยคู่ฟ้า พระพุทธสิริไตรรัฐ” จึงทำหน้าที่สองบทบาทพร้อมกัน—เครื่องยึดเหนี่ยวใจ และ สัญลักษณ์เตือนใจ ว่าการบริหารประเทศต้องวางบนฐาน คุณธรรม–ความชอบธรรม–การกระทำที่ตรวจสอบได้

คำตอบสั้น ๆ อยู่ที่ใจ” ที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้กับสื่อ อาจเป็นคำสรุปที่ดีของทั้งวัน และเป็นแนวคิดที่สังคมคาดหวังจะเห็นในเชิงปฏิบัติ: ใจที่ตั้งมั่นในหลัก และ มือที่ลงมือทำจริง บนโต๊ะทำงานซึ่งมีองค์พระตั้งอยู่ข้าง ๆ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทำเนียบรัฐบาล/สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

พะเยาเข้าสู่ฤดู “ดอกดิน” จากครัวบ้านถึงครัวชุมชน สีม่วงจากป่าที่โผล่เพียงปีละครั้ง สู่เมนูเอกลักษณ์ “ข้าวเหนียวดอกดิน”

พะเยา, 21 กันยายน 2568 — เมื่อม่านฝนแรกคลอเคลียผืนป่าตามแนวเขาเหนือสุดของประเทศ ผืนดินในอำเภอดอกคำใต้ก็แย้มสัญญาณแห่งฤดูกาล—ดอกทรงกรวยก้านแดงอมม่วง “โผล่พ้นดิน” เป็นหย่อมเล็ก ๆ คล้ายฝากะทิ้งไว้กลางผืนใบไม้ชื้น นี่คือ “ดอกดิน” พืชป่าหายากที่มาเยือนชั่วคราวปีละครั้ง สร้างความคึกคักให้ชุมชนที่ต่างรู้คิวและรู้ทางเดินของตัวเองดี—ออกหาแต่เช้าตรู่ เก็บอย่างพอเพียง นำกลับบ้านไปปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นเมนูที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ไปแล้วอย่าง “ข้าวเหนียวดอกดิน”

ภาพเช้าหลังฝนในดอกคำใต้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเข้าป่าทั่วไป แต่เป็น “ฤดูเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม” ของชุมชน เป็นวิถีที่เชื่อมโยงระหว่างคน ดิน และผืนป่า ผ่านพืชเล็ก ๆ ที่มีอายุบนดินเพียงไม่กี่สัปดาห์

ดอกดินคือใครในเชิงวิทยาศาสตร์ พืชเบียนที่รอฝนก่อนโผล่เหนือดิน

ข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า “ดอกดิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aeginetia indica L. อยู่ในวงศ์ Orobanchaceae มีลักษณะเป็นพืชเบียน (parasitic plant) ที่ไม่มีใบสีเขียว ไม่สังเคราะห์แสง แต่ใช้ชีวิตใต้ดินเกาะรากพืชเจ้าบ้าน (มักเป็นหญ้าหรือพืชใบแคบ) และจะชูช่อดอกขึ้นเหนือผิวดินในช่วงดินชื้นจัด โดยก้านดอกมีสีแดงอมม่วง ดอกตูมแน่น เมื่อบานจะเห็นกลีบสีม่วง-ชมพูอ่อน ลักษณะทางชีววิทยาเช่นนี้ทำให้ประชากรดอกดินขึ้นเป็นหย่อม ๆ เฉพาะจุด และปรากฏแก่สายตาเพียงช่วงสั้น ๆ ของปี จึงยิ่งเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้จักเวลา

จากครัวบ้านสู่ครัวชุมชน ดอกดินในตำรับอาหารและสีธรรมชาติ

ดอกดินเข้าครัวเหนือมาเนิ่นนาน ทั้งในเมนูเรียบง่ายอย่างแกงดอกดิน ผัดดอกดินใส่ไข่ และแกงเลียง แต่สิ่งที่ทำให้ดอกคำใต้เป็นที่รู้จักกว้างขวางคือ “ข้าวเหนียวดอกดิน”—สีม่วงอ่อนชวนมอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสละมุนแบบข้าวใหม่ โดยวิธีทำที่ชาวบ้านเล่าต่อกันคือ นำดอกดินมาต้มคั้นให้ได้ “น้ำสีม่วงธรรมชาติ” แล้วจึงนำไปหุงกับข้าวเหนียวหรือข้าวขาว สีม่วงอ่อนเป็นเอกลักษณ์ของเมนู และยิ่งเด่นเมื่อรับประทานคู่กับกับข้าวพื้นบ้าน

สื่อสาธารณะเคยบันทึกภาพกระบวนการนี้ไว้อย่างชัดเจน ทั้งในรายการสารคดีชุมชนที่ถ่ายทอดวิถีไปจนถึงคลิปสั้นสาธิตการทำสีจากดอกดิน ซึ่งสะท้อนว่า อาหารจานนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ของอร่อยตามฤดูกาล” แต่เป็น “อัตลักษณ์ชุมชน” ที่ผสานภูมิปัญญา การจัดการวัตถุดิบ และการสื่อสารของคนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

อาหารคือยา” สรรพคุณในความเชื่อพื้นบ้านและข้อเท็จจริงที่ควรรู้

ในสายตาชาวบ้าน ดอกดินคือพืชสมุนไพรจากป่าที่ “กินแล้วมีกำลัง” บางตำรับพื้นบ้านยกให้ช่วยบำรุงเลือด แก้ร้อนใน หรือขับปัสสาวะ ความเชื่อและการใช้ประโยชน์ดังกล่าวปรากฏในคลังความรู้สมุนไพรและแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นหลายแห่ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีข้อมูลด้านองค์ประกอบเคมีของสกุลนี้และพืชวงศ์เดียวกันอยู่บ้าง เช่น การศึกษาฐานข้อมูลพืชมีประโยชน์เขตร้อนสรุปภาพรวมชีววิทยาและการใช้ประโยชน์ของ Aeginetia indica ในหลายประเทศเอเชีย อย่างไรก็ดี งานทบทวนเชิงคลินิกเฉพาะ “ดอกดินไทย” ยังมีไม่มากพอให้เคลมสรรพคุณทางการแพทย์อย่างชัดเจนในระดับมาตรฐานสาธารณสุข จึงควรยึดหลัก “กินเป็นอาหาร” มากกว่า “กินเป็นยา” และใช้ความระมัดระวังสำหรับผู้มีโรคประจำตัวหรือหญิงตั้งครรภ์

เศรษฐกิจชุมชนเมื่อฤดูดอกดินมา รายได้เสริมและโอกาสต่อยอด

ฤดูดอกดินในพะเยา—โดยเฉพาะดอกคำใต้—ไม่ใช่แค่ความคึกคักชั่วคราว แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน เกิดการแบ่งงานกันในชุมชน ตั้งแต่คนออกหา คนคัด คนต้มน้ำสี คนหุงข้าวเหนียว ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนและออนไลน์ ผู้สูงวัยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่อง “เลือกเก็บเท่าใด เก็บอย่างไร ให้เหลือไว้ปีหน้า” ขณะคนรุ่นใหม่ช่วยสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ “ข้าวเหนียวดอกดิน” กลายเป็นสินค้าที่มี “เรื่องเล่า” ชัดเจน—ป่า ฝน ดิน วิถี และคน—ซึ่งตลาดยุคใหม่ให้คุณค่า

นักพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ลงพื้นที่พะเยามองว่า เมื่อสินค้ามีอัตลักษณ์ชัดและหายากตามฤดูกาล สามารถสร้าง “ความต้องการเชิงประสบการณ์” (experience demand) ได้ดี หากมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สื่อสารแหล่งที่มา (provenance) และกำกับมาตรฐานความสะอาด-ปลอดภัยอย่างเหมาะสม โอกาสต่อยอดสู่ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (culinary tourism)” ก็ยิ่งเห็นภาพ เช่น ทัวร์สั้น ๆ เรียนรู้การออกหาดอกดิน (บนฐานมารยาทป่าและข้ออนุญาตที่ถูกต้อง) การทำสีธรรมชาติ และการหุงข้าวเหนียวดอกดินชุดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว

หาอย่างไรไม่ให้ “ของดีปีละครั้ง” กลายเป็น “ของหายากขึ้นทุกปี”

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นย่อมพาความเสี่ยงเรื่อง “เก็บเกินกำลัง” และ “รุกพื้นที่หวงห้าม” นักพฤกษศาสตร์ไทยชี้ว่า Aeginetia indica เป็นพืชเบียนที่ขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขระบบนิเวศเหมาะสม—ชั้นดิน ความชื้น เจ้าบ้าน—หากวงจรนี้ถูกรบกวน อาจทำให้ประชากรลดลงได้ การเก็บจึงต้องยึดหลัก “สั้น-น้อย-แบ่งปัน” (เก็บเฉพาะที่สมควร เก็บให้น้อยกว่าที่เจอเสมอ แบ่งพื้นที่ให้ธรรมชาติ) และ “ไม่รุกเข้าเขตอนุรักษ์/เขตห้ามเก็บ” ซึ่งหน่วยงานป่าไม้และเทศบาลท้องถิ่นต่างย้ำใช้กติกาชุมชนเป็นเครื่องมือแรก ก่อนยกระดับเป็นกฎหมายเมื่อจำเป็น

ชาวบ้านดอกคำใต้เองก็รับรู้โจทย์นี้ดี หลายหมู่บ้านมีกติกา “เว้นจุดเกิดใหม่” ไม่ตัดถอนทั้งกอ เลือกเก็บเฉพาะดอกที่เหมาะแก่การกิน และไม่ใช้เครื่องมือขุดลึกที่ทำลายรากและเชื้อใต้ดิน ซึ่งเป็นความรู้ปฏิบัติที่เกิดจากการอยู่ร่วมกับป่ามานาน

สีม่วงที่แต้มใจ ทำไม “ข้าวเหนียวดอกดิน” จึงติดตรึงฤดูกาล

ในเชิงประสบการณ์ผู้บริโภค “สี” และ “กลิ่น” คือความทรงจำที่ชัดเจน ข้าวเหนียวดอกดินมีสีม่วงอ่อนละเมียด ไม่จัดจ้านแบบสีจากดอกไม้อื่น ให้กลิ่นอ่อน ๆ คล้ายพืชป่า เมื่อจับคู่กับของเคียง—น้ำพริกผัก หรือตำรับเหนือ—ยิ่งเด่น นักสื่อสารอาหารบอกว่า ความพิเศษอยู่ที่ความ “ชั่วครั้งชั่วคราว” (ephemeral) ของวัตถุดิบ มันไม่มาให้คิดทุกวัน จึงบังคับให้ “รอคอย” และทำให้ทุกครั้งที่ได้กิน กลายเป็นเหตุการณ์พิเศษของครัวบ้าน ครัวชุมชน และนักเดินทาง

เสียงสะท้อนจากชุมชน “หาอย่างสบายใจ ขายอย่างพอดี กินอย่างขอบคุณธรรมชาติ”

คำเล่าจากผู้สูงวัยในชุมชนมักลงท้ายคล้ายกัน—“ของดีจากป่ากินได้ปีละครั้ง อย่าเก็บหมด อย่าเก็บเล่น” คนรุ่นใหม่เสริมต่อว่า การขายออนไลน์ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ก็ต้อง “เล่าให้หมด” ว่าเก็บอย่างไร ทำไมถึงแพงกว่าข้าวเหนียวทั่วไป เพื่อให้ผู้ซื้อ “ซื้อเรื่อง” และ “ซื้อระบบนิเวศ” ไปพร้อมกับสินค้าหนึ่งห่อ ในบางหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำ “แบรนด์หมู่บ้าน” ใส่ป้ายแหล่งที่มา วันทำ วันเก็บ ลงบนซอง เพื่อให้เกิดความภูมิใจร่วมกันและถือเป็น “สัญญากับป่า” แบบไม่เป็นทางการ

โอกาสและการบ้านภาครัฐ มาตรฐานปลอดภัย-การตลาด-การเรียนรู้

ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นและพัฒนาชุมชนสามารถเสริมพลังให้ฤดูดอกดิน เช่น

  • อบรมสุขลักษณะขั้นตอนการต้มคั้นสี/การหุง/การบรรจุ เพื่อให้จำหน่ายได้มั่นใจขึ้น
  • สนับสนุนฉลากชุมชนที่ระบุ “ที่มา-วิธีเก็บ-ข้อควรระวัง” และคำแนะนำผู้แพ้ง่าย/กลุ่มเปราะบาง
  • จัดเทศกาลเล็ก ๆ เชื่อม “ตลาด-ท่องเที่ยว-การเรียนรู้” ในช่วงสั้น ๆ ของฤดู พร้อมกำหนดโควตาการเก็บในพื้นที่เปราะบาง
  • ประสานเขตป่า อปท. และผู้นำชุมชน ทำแนวทาง “เก็บยั่งยืน” ที่สื่อสารง่าย เช่น โปสเตอร์/คลิปสั้นในตลาด

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ “เศรษฐกิจฤดูกาล” เติบโตคู่กับการคงอยู่ของทรัพยากร

ทำอย่างไรให้ “ดอกดิน” อยู่กับพะเยาไปอีกนาน

ข่าวดีคือ ปัจจุบันยังมี “ดอกดิน” โผล่ให้เห็นในหลายหย่อมป่าของดอกคำใต้และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อฝนชุ่มและป่าพร้อม แต่เส้นทางสู่ความยั่งยืนต้องเริ่มวันนี้—ตั้งแต่ผู้เก็บ ผู้ขาย ผู้ซื้อ ไปจนถึงหน่วยงานดูแลป่า ทุกคนมีบทบาทร่วมกัน ความหอมสีม่วงหนึ่งห่อที่ซื้อมาวันนี้จึงอาจมี “ราคาจ่าย” ของระบบนิเวศที่ควรรับรู้และดูแลร่วมกัน

สำหรับผู้มาเยือนพะเยา—ถ้าอยากลิ้มรสข้าวเหนียวดอกดินแท้ ๆ—ให้ถามหาต้นทาง ถามวิธีเก็บ ถามช่วงฤดู และพร้อมจ่าย “ราคาแห่งความยั่งยืน” ที่ช่วยให้ชุมชนตั้งราคาอย่างยุติธรรม ฤดูหน้าจึงยังมีเรื่องเล่าและรสชาติเดิมรออยู่

ท้ายที่สุด ดอกดินไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หากเป็น “นาฬิกาฤดูกาล” ของผู้คน เป็นบทพิสูจน์ว่าความอุดมของป่ายังหายใจ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าความอร่อยที่แท้จริง ต้องไม่ทำร้ายบ้านของมันเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thai PBS – รายการ “Localist ชีวิตนอกกรุง” ตอน “ข้าวเหนียวดอกดิน”
  • ชนิดพืชและชีววิทยา: “Aeginetia indica – Useful Tropical Plants database”
  • บทความประชุมวิชาการ: “นิเวศวิทยา การกระจายพันธุ์ และวัฏจักรชีวิตของดอกดินสกุล Aeginetia L. (Orobanchaceae) ในประเทศไทย” โดย ศิวเชษฐ ชัยโรจน์ และคณะ, การประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5, 2554 (ฐานข้อมูลหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) — ยืนยันนิเวศวิทยา/การกระจายพันธุ์ในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มอบภาพ ถวัลย์ ดัชนี บนเวทีจีน จุดประกายมิตรภาพ 50 ปีไทย-จีน

กัญฐกะก้องโกญจนาท” ข้ามพรมแดนสู่กว่างโจว ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มอบผลงานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีบนเวที Very Thai Dian Feng 2025 จุดประกาย 50 ปีมิตรภาพไทย–จีน และซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยว

กว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน, 16 กันยายน 2568 – แสงไฟจากเวทีกลางงาน Very Thai Dian Feng Music Festival 2025 ค่อย ๆ สว่างขึ้นท่ามกลางผู้ชมชาวจีนจำนวนมาก ขณะเสียงปรบมือดังยาว เมื่อ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังของไทย ขึ้นเวทีพร้อมภาพผลงาน กัญฐกะก้องโกญจนาท” ของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย เพื่อส่งมอบแด่ SKAI ISYOURGOD (หลานเหล่า) ศิลปินจีนที่กำลังมาแรงในแวดวงดนตรีร่วมสมัย ภาพชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงของขวัญ หากเป็น “สัญลักษณ์” ของมิตรภาพไทย–จีนในวาระ ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ทั้งสองประเทศร่วมเฉลิมฉลองผ่านเสียงเพลง ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย

จุดหมายเดียวกันของศิลปะ ดนตรี และการท่องเที่ยว

เทศกาลดนตรี Very Thai Dian Feng จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้ความร่วมมือของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ TCP Group ผู้ผลิตแบรนด์ เรดบูล (Red Bull) แนวคิดงานปีนี้ชูคอนเซปต์ “5 Must Do in Thailand” เพื่อชวนผู้ชมชาวจีน “ลิ้มลองประสบการณ์ไทย” ตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ก่อนขยายผลสู่การเดินทางจริงในประเทศไทย

รูปแบบงานเน้นการสื่อสารแบบ “สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้” ผ่าน 2 เวทีดนตรีหลัก ที่รวบรวม 19 ศิลปินไทย–จีน จากหลากหลายแนวทาง พร้อม โซนสร้างสรรค์ ครบวงจร ทั้งโซนวัฒนธรรม โซนอาหาร โซนจัดแสดงสินค้า และ โดรนโชว์ ปิดท้าย โดยผู้จัดคาดการณ์ผู้เข้าร่วมงาน ราว 60,000 คน ตลอดสองวัน นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ที่เปิดทางให้ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทยส่งสัญญาณชัดเจนสู่แดนมังกร

พญาม้ากัณฐกะ ภาพแทนคำอวยพร “เดินหน้าอย่างกล้าหาญ”

ผลงาน กัญฐกะก้องโกญจนาท” ของถวัลย์ ดัชนี คือภาพ พญาม้ากัณฐกะ ที่ถูกยกให้เป็น “เจ้าแห่งม้าทั้งปวง” สัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ความสำเร็จ และความอุดมสมบูรณ์ ในพิธีส่งมอบบนเวที ฟักกลิ้ง ฮีโร่ระบุว่า ได้รับภาพนี้จาก “ดอยธิเบศร์ ดัชนี” ทายาทผู้สืบงานศิลป์ของถวัลย์ เพื่อส่งต่อให้กับศิลปินจีนอย่างสมเกียรติ เป็นดั่งคำอวยพรที่ศิลปินไทยมอบให้ศิลปินจีน พร้อมถ้อยคำที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า 中泰一家亲” หรือ “ไทย–จีนคือครอบครัวเดียวกัน”

ในโพสต์ทางการ ฟักกลิ้ง ฮีโร่กล่าวขอบคุณ พี่เอก” ประธานเจ้าหน้าที่ครีเอทีฟ (CCO) แห่ง TCP Group ตลอดจนทีมผู้จัด และททท. ที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ตัวแทนประเทศไทย” บนเวทีสากลครั้งนี้ ย้ำว่าศิลปะไม่เพียงเชื่อมใจ หากยังเชื่อม “โอกาส” ระหว่างผู้คน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

เวทีจีนกับ “เสน่ห์ไทย” ที่จับต้องได้

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ระบุว่า ททท. มุ่งเดินหน้าตลาดระยะใกล้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ตลาดจีน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย “การปรับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่น ควบคู่การนำเสนอ ประสบการณ์ที่มีความหมาย คือหัวใจของยุทธศาสตร์” งาน Very Thai Dian Feng จึงออกแบบให้ผู้ร่วมงานได้ “ทำจริง” ตั้งแต่เวิร์กชอป ไปจนถึงกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรม เพื่อให้ เสน่ห์ไทย” ถูกจดจำในฐานะประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ภาพในโซเชียล

ภายในงานยังมีกิจกรรมต่อยอด เช่น เวิร์กชอปทำกระเป๋ารีไซเคิล และ ทำยาดมคล้องคอ ที่หยิบจับ “ของดีไทย” มาขยายความหมายใหม่ให้สอดรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ช่วยย้ำ แบรนด์ Amazing Thailand ในสายตาผู้ชมชาวจีนว่าทั้ง “มีสไตล์” และ “มีคุณค่า”

เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยน ไทยต้อง “เล่าเรื่อง” ใหม่

ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวจีนมิได้พอใจเพียง “เช็กอิน–ถ่ายรูป” อีกต่อไป หากหันสู่การแสวงหา ประสบการณ์ลึกซึ้ง เช่น สายลุย, City Walk, หรือกิจกรรมวัฒนธรรมและกีฬา นี่คือ “การบ้าน” ที่ไทยจำเป็นต้องตอบ โดยปีที่ผ่านมา ททท. ได้ทดลองหลายกิจกรรมในจีน เช่น Amazing Thai Fest ที่กรุงปักกิ่ง และ Red Bull Challenge ณ ทะเลทรายเหิงเก๋อหลี่ มองโกเลียใน เพื่อเชื่อมกีฬา ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์คือ “บทเรียน” สำหรับการออกแบบคอนเทนต์และกิจกรรมที่โดนใจคนรุ่นใหม่ของจีนมากขึ้น

Very Thai Dian Feng จึงไม่ใช่แค่งานคอนเสิร์ต แต่เป็น แพลตฟอร์ม” ที่ให้ไทยได้ทดสอบการเล่าเรื่องใหม่ ๆ ในพื้นที่จริง ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก พร้อมกวาดข้อมูลเชิงพฤติกรรมกลับมาต่อยอดแคมเปญในไทยช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

จากแคนวาสของถวัลย์ สู่แคนวาสของมิตรภาพ

“กัญฐกะก้องโกญจนาท” ถูกอธิบายว่าเป็นภาพที่ ให้กำลังใจให้ก้าวต่อ” การที่ผลงานชิ้นสำคัญจากเชียงราย—บ้านเกิดของถวัลย์—ได้ข้ามพรมแดนสู่กว่างโจวในจังหวะที่ไทย–จีนฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักทางสัญลักษณ์ งานของถวัลย์ขึ้นชื่อว่าหนักแน่นในเส้นสายและพลังอารมณ์ ภาพม้าผงาดจึงเท่ากับ การส่งสารถึงอนาคต ว่าศิลปะคือภาษากลางที่คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจร่วมกันได้

ช่วงเวลาส่งมอบบนเวที กลายเป็นฉากเล็ก ๆ ที่เล่าเรื่องใหญ่—ศิลปะคือทูตวัฒนธรรม” และ ศิลปินคือผู้พาเรื่องเล่าของชาติ” ไปปรากฏต่อสายตาโลก การที่ SKAI ISYOURGOD รับมอบต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคน คือภาพของการยอมรับนับถือกันอย่างเสมอภาค ต่างส่งต่อคำอวยพรให้กันและกันในภาษาที่เหนือคำพูด

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการท่องเที่ยว วงจรที่หนุนกัน

โมเดลที่ ททท. และ TCP Group ใช้ คือการผสมผสาน ดนตรี–ศิลปะ–ท่องเที่ยว” ให้เป็น “แพ็กเกจเดียว” เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง ความคาดหวังผู้ร่วมงาน ประมาณ 60,000 คน หากต่อยอดสู่การเดินทางจริงเพียงส่วนหนึ่ง ก็สามารถสร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวเข้าประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งหากเชื่อมกับยุทธศาสตร์ “5 Must Do in Thailand” ที่ชัดเจนในจุดขาย ทั้งอาหาร มู่วิถี วัฒนธรรมลึกซึ้ง ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ ค่าใช้จ่ายต่อหัว และ ระยะเวลาพำนัก สูงขึ้น

ด้านแบรนด์เอกชนอย่าง เรดบูล การสนับสนุนเทศกาลที่จับต้องได้ในต่างแดน ช่วยขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ของจีน เป็น ความร่วมมือรัฐ–เอกชน ที่ได้ทั้งภาพลักษณ์และฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ

เสียงสะท้อนจากเวที คำพูดที่ทำให้ “เรื่อง” เดินต่อ

ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เขียนไว้ชัดว่า การได้เป็นตัวแทนส่งต่อผลงานของถวัลย์ คือ “เกียรติ” ที่ได้รับจาก ดอยธิเบศร์ ดัชนี พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนในทุกภาคส่วน เขาเปรียบภาพพญาม้าเช่น คำอวยพร ที่ศิลปินไทยมอบให้ศิลปินจีน ขณะเดียวกัน นายนิธี สีแพร ย้ำ “การนำเสนอเสน่ห์ไทยผ่านประสบการณ์จริง” คือจุดชี้วัดความสำเร็จของตลาดจีนยุคใหม่

ถ้อยคำ 中泰一家亲” ที่ถูกเอ่ยหลายครั้งในงาน ไม่ใช่สโลแกนสวย ๆ หากเป็น กรอบคิด สำหรับสร้างกิจกรรมร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม การศึกษา กีฬา และธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว

เล่าเป็นฉาก นาทีที่ผู้ชม “ยืนขึ้น”

คืนที่สอง เวทีหลักเล่นเอ็นดิ้งด้วยเพลย์ลิสต์ฮิต ศิลปินไทย–จีนสลับขึ้นร่วมแจม เสียงเชียร์ดังขึ้นเมื่อทีมงานเชิญฟักกลิ้ง ฮีโร่ ขึ้นถือกรอบภาพพญาม้า แสงไฟสปอตไลต์จับลงบนลายเส้นเข้มของถวัลย์ เสี้ยววินาทีที่ภาพถูกส่งต่อ SKAI ก้มศีรษะรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนชูภาพให้คนดูด้านหลังเห็นชัด ผู้ชมบางส่วน “ยืนขึ้น” พร้อมชูโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพ เสียงปรบมือกลายเป็นจังหวะร่วมที่ไม่ต้องซ้อม มิตรภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า

สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เสี้ยววินาทีแบบนี้ ขายความทรงจำ” ได้ดีที่สุด เพราะผู้ชมพกกลับไปได้มากกว่าคลิป—พวกเขาพก เรื่องเล่า ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นการเดินทางครั้งใหม่

หมายเหตุเชิงนโยบาย จะยกระดับให้ “ยั่งยืน” ต้องทำอย่างไร

  1. เก็บข้อมูลเชิงลึกหน้างาน – พฤติกรรมผู้ชม แฮชแท็กที่ใช้ เวลาที่อยู่ในแต่ละโซน เพื่อนำไปออกแบบคอนเทนต์และแพ็กเกจท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
  2. ทำแคมเปญต่อเนื่อง (Always-on) – เชื่อมกิจกรรมในจีนกับกิจกรรมในไทย เช่น คูปองส่วนลดพิพิธภัณฑ์/โชว์ดนตรีในเชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ เพื่อให้ “ความตั้งใจเดินทาง” ไม่หายไป
  3. เล่าเรื่อง “เมืองรอง–ชุมชน” – ใช้ศิลปะและดนตรีเป็นประตูพาไปพบวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างรายได้กระจายสู่ฐานราก
  4. สร้างเครือข่ายศิลปิน–ครีเอเตอร์ไทย–จีน – เวิร์กชอปร่วม, ศิลปินพำนัก (Artist Residency), โปรเจกต์ดนตรีข้ามชาติ เพื่อให้ความร่วมมือไม่จบแค่เวทีเดียว

ม้ากัณฐกะวิ่งต่อ และเรื่องเล่าก็วิ่งตาม

การมอบภาพ กัญฐกะก้องโกญจนาท” บนเวที Very Thai Dian Feng 2025 คือฉากสำคัญที่จับต้องได้ของซอฟต์พาวเวอร์ไทยในปีที่ไทย–จีนฉลอง 50 ปีมิตรภาพ เหตุการณ์นี้ผสานพลัง ศิลปะ–ดนตรี–การท่องเที่ยว เข้าด้วยกันในจังหวะที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนสู่ “ประสบการณ์มีความหมาย” อย่างชัดเจน หากไทยเดินหน้าสื่อสารที่เชื่อม ใจ–สถานที่–กิจกรรม ได้ต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ศิลปิน และชุมชนย่อมเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ได้ยั่งยืน

ท้ายที่สุด ม้ากัณฐกะในงานของถวัลย์ไม่ได้วิ่งอยู่บนผืนผ้าใบเท่านั้น แต่กำลัง วิ่งนำ เรื่องเล่าของไทยให้ข้ามพรมแดนอย่างสง่างาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • TCP Group
  • ดอยธิเบศร์ ดัชนี
  • Very Thai Dian Feng Music Festival 2025
  • ฟักกลิ้ง ฮีโร่ 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายพลิกเกม! ปั้นประเพณีโล้ชิงช้าสู่ Soft Power ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงรายเดินหน้า “โล้ชิงช้า” สู่ Soft Power ชนเผ่า ฟื้นพลังชุมชน–ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – ท้องฟ้าแม่จันยามบ่ายคล้อยโปรยฝนบางเบา ลานวัฒนธรรมบ้านแสนสุข ตำบลศรีค้ำค่อยๆ แน่นขนัดด้วยผู้คนในชุดพื้นเมืองหลากสีสัน ชายหญิงอาข่าประดับหมวกเงิน กลิ่นอาหารพื้นถิ่นลอยคลุ้ง เสียงกลองไม้ดังประสานกับเสียงหัวเราะ – บรรยากาศทั้งหมดพาให้พิธีเปิดงานประเพณีโล้ชิงช้า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” ปี 2568 กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเปลี่ยน “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้เป็น Soft Power ชนเผ่า อย่างมีทิศทาง

งานครั้งนี้จัดโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีค้ำ โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธี และสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อฟื้นฟูประเพณีสำคัญของชาวอาข่าให้กลับมาโดดเด่นในปฏิทินท่องเที่ยวชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายไม่ใช่เพียงจัดงานปีละครั้ง แต่ต้องการต่อยอดให้กลายเป็น จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาได้ “ทั้งปี” ภายใต้สโลแกนที่ผู้บริหาร อบจ. ย้ำชัด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ

จากพิธีบูชาฝนสู่เวที Soft Power เรื่องเล่าที่จับใจและจับต้องได้

โล้ชิงช้า หรือที่ชาวอาข่าเรียกว่า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” เป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนบนพื้นที่สูง จัดในช่วงฤดูฝนเพื่อขอพรให้ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเป็นวาระที่ชาวอาข่าซึ่งกระจายอยู่หลายหมู่บ้านจะ กลับมาพบปะสังสรรค์ ซ่อมแซมความสัมพันธ์ข้ามรุ่น ระหว่างผู้อาวุโสกับเยาวชน ประเพณีจึงทำหน้าที่มากกว่านิทรรศการกลางแจ้ง – มันเป็น โครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้ชุมชนแข็งแรง

ปีนี้เวทีถูกออกแบบให้เห็น “กระดูกสันหลัง” ของพิธีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การตั้งเสาชิงช้าแบบอาข่า การแต่งกายตามจารีต การละเล่นและการเต้นประกอบจังหวะที่สืบทอดกันมา ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนเรียนรู้ความหมายภายในของพิธีโดยไม่ล่วงล้ำ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ของชุมชน – แนวทางที่สะท้อนวุฒิภาวะด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (cultural tourism) ที่เคารพเจ้าของมรดกโดยตรง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวว่า “งบประมาณ 100,000 บาทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราย้ำเสมอว่าเป้าหมายไม่ใช่ ‘จัดงานให้มีคนมา’ เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ คืนความภาคภูมิใจ ให้ชุมชน และทำให้ประเพณีอยู่ได้ด้วยตนเองในระยะยาว เชียงรายต้องเติบโตบนรากของเราเอง”

ทำไม “โล้ชิงช้า” ตอบโจทย์เชียงรายเวลานี้

  1. ตรงกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลก – ผู้เดินทางหลังโควิด-19 มองหาประสบการณ์ จริงแท้ (authentic) และ เรียนรู้ (learning-based) มากขึ้น ประเพณีโล้ชิงช้าตอบโจทย์ทั้งสองข้อ เพราะเปิดให้สัมผัสวิถีชนเผ่าที่มีบริบท–พิธีกรรม–อาหาร–งานช่างฝีมือครบวงจร
  2. กระจายผลประโยชน์ได้กว้าง – ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ตั้งแต่โฮมสเตย์ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ร้านอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรมโบราณ–ร่วมสมัย เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนเพิ่มทวีคูณ
  3. ต่อยอด Soft Power เชียงราย – จังหวัดนี้มีแบรนด์วัฒนธรรมเข้มแข็งอยู่แล้ว (ศิลปะร่วมสมัย วัดร่องขุ่น ขัวศิลปะ กาแฟบนดอย) เมื่อเชื่อมกับ ประเพณีชนเผ่า จะยิ่งสร้างภาพจำที่แตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอื่นในภาคเหนือ
  4. เกื้อกูลความมั่นคงทางสังคม – งานประเพณีทำให้เยาวชนรู้สึก “ภูมิใจในรากเหง้า” ลดแรงดึงดูดของพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างคนเมืองกับคนดอยบนฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่ความเหมารวม

จาก “งานวัฒนธรรม” สู่ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” 6 ยุทธศาสตร์ให้ถึงฝั่งยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวสรุปประเด็นจากเวทีและการพูดคุยรอบงาน กลั่นเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทำให้โล้ชิงช้าเดินหน้าอย่างมีคุณภาพและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม

1) พิทักษ์แก่นพิธี ก่อนโปรโมต

หัวใจคือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และลำดับพิธี ต้องกำหนด เขตถ่ายภาพ–เขตห้ามเข้า คู่ไปกับการบอกเล่าความหมายที่ถูกต้อง ชุมชนเป็นผู้กำกับ (community-led) เพื่อไม่ให้พิธีถูก “ทำให้ดูง่าย” จนหลุดจากบริบทเดิม

2) ยกระดับประสบการณ์ผู้มาเยือน

จุดบริการนักท่องเที่ยวควรมี ป้ายสองภาษา (ไทย–อังกฤษ เพิ่มภาษาจีน/เกาหลีตามตลาดเป้าหมาย) QR Code สำหรับอ่านเรื่องราว–เส้นทางเรียนรู้, เจ้าบ้านอาสา คอยต้อนรับ, และ แพ็กเกจครึ่งวัน/เต็มวัน เชื่อมกิจกรรมเรียนรู้อื่น (ผ้าปักอาข่า, ครัวชนเผ่า, เดินป่าศึกษาพืชวัฒนธรรม)

3) ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

ตั้งระบบ ความปลอดภัยชิงช้า (ตรวจเสา–เชือก–โครงสร้างตามรอบ), ทำ แผนฝนฟ้า–ไฟฟ้า–การแพทย์ฉุกเฉิน, ใช้ แนวคิดงานสีเขียว (Green Event) ลดพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ตั้งจุดคัดแยกขยะ และจัดการน้ำเสียจากครัวชุมชน

4) ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม

กำหนด อัตราค่าบริการมาตรฐาน สำหรับไกด์ท้องถิ่น–โชว์วัฒนธรรม–โฮมสเตย์ พร้อม ระบบแบ่งปันรายได้ ที่โปร่งใสระหว่างกลุ่มอาชีพ/กองทุนชุมชน เพื่อให้คนในหมู่บ้าน “รู้สึกได้” ว่าการท่องเที่ยวคุ้มค่าและควรร่วมดูแลต่อ

5) การตลาดบนเรื่องเล่าจริง (Story-driven Marketing)

สร้าง สตอรี่ไลน์ เช่น “กลับบ้านหน้าโล้ชิงช้า”, “เมล็ดกาแฟ–เมล็ดข้าว–เมล็ดรอยยิ้ม” ผลิตคอนเทนต์สั้นที่เล่าผ่านผู้เฒ่า–เยาวชน–แม่ค้า–ช่างฝีมือ แล้วเชื่อมกับ ปฏิทินเที่ยวทั้งปีของเชียงราย ให้ผู้มาเยือนวางแผน “เที่ยวทั้งอำเภอ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูป

6) ข้อมูลและการประเมินผล

หลังจบงาน ควรมี ชุดตัวชี้วัด ที่ชุมชนและท้องถิ่นร่วมกันเก็บ เช่น จำนวนผู้มาเยือน ระยะเวลาพำนัก รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ความพึงพอใจของเจ้าบ้าน–ผู้มาเยือน และตัวชี้วัดพิทักษ์วัฒนธรรม (เช่น จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมพิธี) เพื่อปรับปรุงในปีถัดไป

บทบาทร่วมของรัฐ–ชุมชน–เอกชน

แม้ในพิธีเปิดจะเน้นบทบาทของ อบจ. แต่เบื้องหลังคือ ทีมสามประสาน ที่เดินหน้าไปด้วยกัน

  • ท้องถิ่น (อบต.ศรีค้ำ) ทำหน้าที่ประสานงานชุมชน จัดการจราจร จุดบริการ–จุดปฐมพยาบาล และดูแลความเรียบร้อยโดยเคารพขนบธรรมเนียม
  • ชุมชนอาข่า เป็นเจ้าภาพพิธี ตัดสินใจเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ลำดับพิธี และคัดเลือกตัวแทนเล่าเรื่อง (culture docents) เพื่อให้เสียงของชุมชนเป็นศูนย์กลาง
  • เอกชนท่องเที่ยว–วิสาหกิจชุมชน ร่วมออกแบบแพ็กเกจ รับ–ส่งนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม สนับสนุนอุปกรณ์เสียง–แสงอย่างพอดีไม่รบกวนพิธี

โมเดลนี้ทำให้งานครั้งนี้ ไม่ใช่งาน “ของใครคนหนึ่ง” แต่เป็นสินทรัพย์ร่วมของเมือง – เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม ความร่วมมือก็พร้อมเดินระยะยาว

เชื่อมโยงเครือข่าย จากแม่จันสู่เส้นทางชนเผ่าทั้งจังหวัด

เชียงรายมีเครือข่ายหมู่บ้านชนเผ่าหลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ เมี่ยน ไทลื้อ กะเหรี่ยง ฯลฯ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานวิชาการเคยชี้ชวนให้พัฒนา เส้นทางวัฒนธรรมชนเผ่า” (Ethnic Culture Route) ที่ไม่ใช่การจัดแสดงแบบจำลอง แต่คือการพาผู้มาเยือน เข้าไปเรียนรู้ในพื้นที่จริง ด้วยกติกาที่ชุมชนกำหนดเอง โล้ชิงช้าแม่จันจึงสามารถเป็น จุดตั้งต้น ของเส้นทางดังกล่าว เชื่อมต่อไปยังบ้านสันติคีรี (แม่สลอง) บ้านจะแล บ้านเทอดไทย หรือพื้นที่กาแฟ–ชา–ผ้าปักที่ผู้มาเยือนอยากสัมผัส

หากบูรณาการร่วมกับ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยของเชียงราย ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว เมืองจะมี จังหวะท่องเที่ยว” ที่ไหลลื่นตลอดปี – หน้าฝนเที่ยวโล้ชิงช้า หน้าหนาวชมศิลปะ–กาแฟ หน้าร้อนท่องวัฒนธรรมริมโขง – ทำให้สโลแกน “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” มีความหมายมากกว่าแคมเปญประชาสัมพันธ์

ประเด็นที่ต้องระวังความนิยมต้องไม่กลบคุณค่า

เมื่อ Soft Power เริ่มทำงาน ความนิยม (popularization) ย่อมไหลตามมา ความเสี่ยงสำคัญมี 3 ประการที่จังหวัดและชุมชนต้องรับมืออย่างรอบคอบ

  1. การฉวยใช้สัญลักษณ์ – การผลิตสินค้าที่ “เลียนแบบ” ลวดลายอาข่าโดยไม่ขออนุญาตหรือไม่แบ่งปันประโยชน์ อาจสร้างบาดแผลทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องมีแนวทาง สิทธิในทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ของชุมชนอย่างชัดเจน
  2. ความแออัดและแรงกดดันต่อทรัพยากร – หากจำนวนผู้มาเยือนพุ่งสูงโดยไม่มีระบบจัดการ อาจกระทบทั้งพิธีและวิถีชีวิต ต้องกำหนด เพดานผู้เข้าชม ในบางช่วง และชี้ทางไปยังกิจกรรม–หมู่บ้านอื่นเพื่อกระจายตัว
  3. ภาพจำที่ทำให้ตายตัว (stereotype) – การนำเสนอชนเผ่าควรสะท้อน ชีวิตจริงที่มีหลายมิติ ไม่ใช่โรแมนติไซส์เฉพาะชุดพื้นเมืองหรือการเต้น ต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเล่าเรื่องชีวิตร่วมสมัยของตนเองควบคู่กับพิธีกรรม

การรับมือความท้าทายเหล่านี้จะทำให้ Soft Power ของเชียงรายแข็งแรง – เป็นพลังที่ ยกชุมชนทั้งยวง ไม่ใช่พลังที่ผลักให้บางคนยืนหน้าเวทีและบางคนถอยไปเป็นเพียงฉากหลัง

เส้นชัยที่ชื่อว่า “ยั่งยืน” สิ่งที่เชียงรายพิสูจน์ให้เห็น

ภาพรวมของงานปี 2568 สะท้อน 3 หลักคิดที่ชัดเจน

  • เคารพรากเหง้า – ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
  • ทำให้เข้าถึงง่าย – ใช้ภาษา/สื่อ/แพ็กเกจที่ผู้มาเยือนเข้าใจได้โดยไม่ทำลายพิธี
  • เชื่อมเศรษฐกิจฐานราก – รายได้กระจายถึงครัวเรือนและกองทุนชุมชนอย่างเป็นธรรม

ทั้งหมดคือองค์ประกอบของ ความยั่งยืน ที่ไม่ใช่คำสวยหรู หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในลานโล้ชิงช้าแม่จัน เชียงรายจึงไม่ได้เพียง “จัดงาน” แต่กำลัง ออกแบบระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่คนในและคนนอกเดินไปด้วยกันได้

เมื่อชิงช้าแกว่ง – เศรษฐกิจชุมชนและหัวใจเมืองก็แกว่งตาม

เสาชิงช้าสูงตระหง่านกลางลานคือสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกครั้งที่มันแกว่ง คนดูยิ้ม เด็กหัวเราะ ผู้อาวุโสยืนมองอย่างปลื้มใจ นี่คือภาพของ ความหวัง ที่เคลื่อนไหวได้ – ความหวังว่าประเพณีบรรพชนจะไม่เลือนหาย ความหวังว่าลูกหลานจะภูมิใจในรากของตนเอง ความหวังว่าผู้มาเยือนจะพกเรื่องเล่าดีๆ กลับบ้าน และแน่นอน ความหวังว่ารายได้จะหมุนเวียนในหมู่บ้านอย่างเป็นธรรม

เชียงรายกำลังบอกประเทศทั้งประเทศว่า Soft Power ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีใหญ่หรือจอใหญ่ แต่อยู่ในลานดินกลางหมู่บ้าน อยู่ในมือของผู้เฒ่าที่ส่งไม้ต่อให้เด็ก อยู่ในรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวที่ได้เรียนรู้บางอย่างใหม่ๆ เกี่ยวกับเพื่อนร่วมแผ่นดิน เมื่อ วัฒนธรรมได้รับความเคารพ—เศรษฐกิจจะเติบโต และเมื่อ เศรษฐกิจเติบโต—ชุมชนจะเข้มแข็ง โล้ชิงช้าแม่จันจึงไม่ใช่เพียงประเพณี หากเป็น โมเดลการพัฒนา ที่แกว่งไปข้างหน้าอย่างสมดุล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (กระทรวงวัฒนธรรม)
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ศิลปะเพื่อแผ่นดิน” เชียงราย พู่กันและหัวใจประชาชนหลอมรวมเป็นพลังใจ

ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” เชียงราย เมื่อพู่กันสีและหัวใจประชาชนหลอมรวมเป็นพลังใจให้ผู้พิทักษ์อธิปไตย

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – บ่ายวันเสาร์ที่แสงเหนือดอยสะท้อนกระจกใสของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พื้นที่ชั้นโถงกลางถูกเปลี่ยนเป็นแกลเลอรีชั่วคราว ผู้คนหลากวัยทยอยยืนล้อมกรอบภาพที่สะท้อน “ชีวิตทหาร” ในมุมที่ไม่ค่อยถูกเล่า—สีสันของเหงื่อ, ความอ่อนโยนของการโอบเด็กชายแดน, ประกายตาของคนเฝ้าดินแดนยามค่ำคืน งานที่มีชื่อว่า ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) เป็นประธานเปิดงาน ขนานไปกับเสียงปรบมือยาวของชาวเชียงราย นักท่องเที่ยว และคณะศิลปินที่มารวมตัวกันแน่นขนัด

ภาพในพิธีเปิดชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อบุคคลสำคัญจากแวดวงศิลปะเชียงรายก้าวขึ้นเวที—อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ริเริ่มแนวคิดและพลังใจให้เกิดกิจกรรม, อาจารย์นคร พงษ์น้อย, อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการระดมเครือข่ายศิลปินทั่วประเทศ พร้อมตัวแทนหน่วยงานรัฐ–เอกชน โดยเฉพาะ นายสายัญห์ นักบุญ ผู้อำนวยการเซ็นทรัล เชียงราย ผู้สนับสนุนพื้นที่จัดแสดงให้ศิลปะ “ออกมาหาผู้คน” มากกว่าจะรอให้ผู้คน “เดินเข้าหาศิลปะ” นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่เชื่อม พลังนุ่ม” ของศิลปะ เข้ากับ ภารกิจเข้ม” ของการพิทักษ์ชายแดน อย่างงดงาม

ศิลปะในฐานะ “พลังใจสาธารณะ” เหตุผลและเป้าหมายของงาน

บนเวทีเปิดงาน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้จัดอย่างตรงไปตรงมา “กิจกรรมศิลปะเพื่อแผ่นดินจัดขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ” พร้อมย้ำความสำคัญของการยกย่องบทบาทศิลปินเชียงราย ซึ่งมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ด้วยภาษาแห่งความงาม

หัวใจของงาน จึงไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงผลงาน แต่คือการ ส่งต่อกำลังใจ จากพลเมืองสู่ทหารกล้าที่ยืนอยู่ด่านหน้า สื่อสารด้วยภาพที่มีทั้งแววตา ความหวัง และความอ่อนโยน—ภาพทหารในชุดสนามที่ห่มแสงเย็นของป่าชายแดน ภาพมือที่ยื่นขนมให้เด็กน้อยโรงเรียนตะเข็บแดน ภาพธงชาติที่พริ้วไหวคู่ภูมิประเทศขรุขระ เพื่อนิยาม “อธิปไตย” ให้จับต้องได้และเดินทางสู่ใจผู้ชม

งานครั้งนี้ยังสะท้อน “โมเดลการมีส่วนร่วมแบบเชียงราย” จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่ามีชุมชนศิลปินเข้มแข็ง—จากวัดร่องขุนสู่ขัวศิลปะ จนถึงสตูดิโอเล็กๆ ในชุมชน ซึ่งต่างหลอมรวมความคิดสร้างสรรค์ให้เป็น Soft Power ที่มีรากในท้องถิ่น และนำมาสนับสนุนภารกิจของรัฐด้านความมั่นคงในภาคประชาชนได้อย่างพอดี

เชียงราย เมืองศิลปิน” พบ “เมืองชายแดน” เมื่อสองภูมิทัศน์มาเจอกัน

เชียงราย มีเอกลักษณ์ของเมืองศิลปะและเมืองชายแดนอยู่ในตัว—เมืองศิลปะ ด้วยคลื่นผลงานร่วมสมัยที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และ เมืองชายแดน ด้วยภูมิศาสตร์เชื่อมลุ่มน้ำโขง–สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งการดูแลความสงบเรียบร้อยคือพันธกิจประจำวันของทหารและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ความงดงามของงานครั้งนี้อยู่ที่ การทำให้สองภูมิทัศน์มา “พยุงกัน” ไม่ใช่เดินคนละทาง

บนผนังแกลเลอรีชั่วคราว ภาพชุด “ทหาร–ประชาชน–ชุมชน” กำลังเล่าเรื่องว่า ความมั่นคงไม่ใช่เพียงรั้วลวดหนามหรือป้อมยาม แต่คือ ความไว้วางใจ ที่หล่อเลี้ยงกันได้ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์และการสื่อสารที่ทำให้คนตัวเล็กๆ รู้สึกว่า “บ้านมีคนดูแล” ขณะเดียวกันศิลปินเองก็ได้ย้ำว่า “ศิลปะไม่ได้มีไว้เพียงประดับเมือง แต่มีไว้ ประคองใจเมือง” ประโยคนี้กลายเป็นคำอธิบายสั้นๆ ของความหมายทั้งงาน

เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนร่วมประเด็นเด่นและประเด็นรอง

  • พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ระบุว่า งานนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และหวังให้กำลังพลรับรู้ว่าคนเมืองยืนอยู่ข้างเขา “กองทัพบกธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแผ่นดินไทย และเราต้องการให้ทุกคนเห็นภารกิจนั้นผ่านสายตาศิลปิน”
  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เน้นว่า ศิลปินเชียงรายมีหน้าที่ต่อสังคมไม่แพ้หน้าที่ต่อศิลปะ “ศิลปะต้องออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คน จุดประกายความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดิน และช่วยเยียวยาความแตกต่างให้กลับมาปรองดอง”
  • อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ในนามสมาคมขัวศิลปะ อธิบายบทบาทเครือข่าย “เราระดมผลงานจากศิลปินหลายรุ่น–หลายแนวทาง เพื่อให้เห็นว่าความต่างอยู่ร่วมกันได้บนเป้าหมายเดียวคือ กำลังใจให้ชายแดน
  • นายสายัญห์ นักบุญ ผู้แทนภาคเอกชน ระบุเหตุผลของการเปิดพื้นที่สาธารณะกลางศูนย์การค้า “เพราะอยากให้คนทั่วไป—โดยเฉพาะเด็กและนักท่องเที่ยว—เข้าถึงศิลปะได้ง่าย พร้อมรับรู้งานของทหารที่พวกเขาอาจไม่เคยเห็นใกล้ๆ”

ประเด็นเด่น คือการใช้พื้นที่สาธารณะให้ศิลปะเข้าถึงมวลชน ก่อให้เกิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับจุลภาค” ทันที: ผู้ชมเดินทางมาเพิ่มขึ้น ร้านค้า–คาเฟ่ท้องถิ่นได้ลูกค้าเพิ่ม และเมล็ดพันธุ์แห่งความภูมิใจในท้องถิ่นถูกหว่านในใจเยาวชน ส่วน ประเด็นรอง ที่ผู้ร่วมงานสนทนากันคือความต่อเนื่อง—ทำอย่างไรให้แรงกระเพื่อมไม่หยุดที่พิธีเปิด แต่ต่อยอดเป็นกิจกรรมหมุนเวียนตลอดปี และขยายผลไปยังโรงเรียน–ชุมชนชายแดนที่ต้องการ “พื้นที่ศิลปะ” เท่าๆ กับ “สนามกีฬา”

โครงสร้างงาน จากภาพบนผนังสู่บทสนทนากลางเมือง

แม้ผู้จัดจะไม่ได้ตั้งกรอบตายตัว แต่เมื่อเดินชมโดยรอบจะเห็นแนวคิด 3 ชั้นที่ซ่อนอยู่ในผลงานและการจัดแสดง

  1. ชั้นของหน้าที่ – ภาพทหารในชุดสนาม, ภาพลาดตระเวน, ภาพช่วยเหลือชุมชน ภาพเหล่านี้ลดช่องว่างระหว่าง “เครื่องแบบ” กับ “ประชาชน” ให้เหลือเพียงความเป็นมนุษย์
  2. ชั้นของความทรงจำ – สีสันที่ร้อน–เย็นสลับกันเหมือนภูมิอากาศชายแดน ถ่ายทอดความรู้สึกของ “คืนที่ยาวนาน” และ “เช้าที่ทุกคนรอ” ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้ชมพกกลับบ้านได้
  3. ชั้นของการเชื่อมโยง – การจัดแสดงใจกลางเมืองและการเปิดกว้างให้ถ่ายภาพ–แบ่งปันบนสื่อสังคม สร้างบทสนทนาใหม่ในวงกว้างว่า “กำลังใจต่อชายแดน” ไม่ใช่หน้าที่ของทหารหรือรัฐเท่านั้น แต่คือ หน้าที่พลเมืองร่วมกัน

น้ำหนักเชิงนโยบายท้องถิ่น ทำไมงานนี้ “สำคัญกว่าโชว์”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่ “ศิลปินมากที่สุด” ตามคำที่คนในวงการศิลปะมักพูดถึงกัน บวกกับสถานะจังหวัดชายแดน การผสานสองคุณลักษณะนี้จึงเป็น นโยบายเชิงวัฒนธรรมที่จับต้องได้—ศิลปะไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้เมือง แต่ช่วยยกระดับ ความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง (Sense of Belonging) ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับความสงบเรียบร้อยของสังคม

หากมองในเชิง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานลักษณะนี้ยังเป็น “แพลตฟอร์มฝึกงาน” สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การคัดเลือกผลงาน การสื่อสารกับผู้ชมที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ–เอกชน ทั้งหมดนี้ช่วยต่อสายใยอาชีพ และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนศิลปินต่อเนื่อง

บทเรียนจากวันเปิดงานสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้คนดู “อยู่ต่อ” และ “บอกต่อ”

ในยุคที่ผู้ชมตัดสินใจภายในไม่กี่วินาที งานที่ตั้งใจ “ให้กำลังใจชายแดน” จึงต้องใส่ใจรายละเอียดระดับไมโครเพื่อให้ ประสบการณ์โดยรวม สมบูรณ์—ป้ายสองภาษา, เสียงประกอบที่ไม่รบกวน, มุมให้เด็กนั่งระบายสี, QR สำหรับอ่านเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน, ช่องทางร่วมเขียน “จดหมายถึงทหาร” แล้วส่งถึงหน่วยชายแดน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ชม ใช้เวลาเพิ่มขึ้น (อยู่ต่อ) และ อยากแชร์ (บอกต่อ) ซึ่งคือ “ตัวคูณกำลังใจ” ให้เดินทางจากกลางห้างสรรพสินค้าไปสู่แนวชายแดนได้จริง

ขยายความหมายของ “กำลังใจ” ให้กว้างกว่าพื้นที่จัดงาน

แม้งานครั้งนี้จะสร้างแรงสะเทือนได้ชัดเจน แต่คำถามต่อไปคือ ความยั่งยืน ผู้มีส่วนร่วมหลายฝ่ายจับมือกันหยิบยกแนวคิดที่ทำได้ทันที เช่น

  • นิทรรศการสัญจร นำบางส่วนของผลงานไปจัดที่โรงเรียนแนวชายแดน–สถานีรถไฟเชียงราย–สนามบิน เพื่อให้ “พลเมือง–นักเดินทาง” ได้เห็นเรื่องราวเดียวกัน
  • เวิร์กช็อปศิลปะกับเยาวชนชายแดน ให้ศิลปินสลับผลัดไปสอนศิลปะขั้นพื้นฐาน และเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ถ่ายทอดภาพบ้านเกิดในมุมของตนเอง
  • คลังภาพสาธารณะ (Open Gallery Online) สแกนผลงานเป็นดิจิทัลพร้อมคำบอกเล่าจากศิลปิน ให้สื่อ–ครู–นักเรียนเข้าถึงได้โดยไม่ติดผนังห้าง
  • จดหมายถึงชายแดน ต่อเนื่องเป็นกิจกรรมประจำเดือน รวบรวมคำให้กำลังใจไปถึงหน่วยปฏิบัติการจริง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็น พันธกิจร่วม” ที่ทำให้คำว่า “เพื่อแผ่นดิน” จากชื่อกิจกรรมลงหลักปักฐานในชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อสีพู่กันแต้มบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ภาพสุดท้ายก่อนปิดงานวันแรก คือวงกลมเล็กๆ ของนักท่องเที่ยวที่หยุดยืนหน้าภาพทหารกางเสื้อคลุมให้เด็กชายที่ตัวสั่นเพราะสายลมหนาว ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ก่อนมีใครสักคนกระซิบว่า “สวย…และอบอุ่น” นี่แหละคือ ภาษากลาง ของศิลปะ—ไม่ดัง ไม่ดุ แต่กระทบใจลึก

ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการ หากเป็น เครื่องเตือนใจร่วมกัน ว่า ในดินแดนที่ชื่อว่าไทย ยังมีผู้คนสวมเครื่องแบบยืนเฝ้าแนวชายแดน และยังมีพลเมือง—ศิลปิน–นักธุรกิจ–ประชาชน—คอยส่งกำลังใจไปให้ พู่กันหนึ่งด้ามอาจหยุดกระสุนไม่ได้ แต่สามารถ เยียวยาหัวใจ ที่ต้องยืนรับแรงสั่นสะเทือนของหน้าที่ได้อย่างงดงาม และเมื่อหัวใจเข้มแข็ง เมืองก็เข้มแข็ง—นี่คือความหมายที่เชียงรายส่งออกไปสู่ประเทศทั้งประเทศในวันนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) 
  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อิฐโบราณ 120 ปี ที่ศาลากลางเชียงราย พยานเงียบที่บอกเล่าประวัติศาสตร์

ค้นพบอิฐโบราณตราประทับ 120 ปี เผยประวัติศาสตร์ซ่อนเร้นศาลากลางหลังแรกเชียงราย

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – การบูรณะศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรกได้นำไปสู่การค้นพบทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่ออิฐโบราณหลายร้อยก้อนที่มีตราประทับระบุปีศักราชถูกขุดพบ เปิดเผยความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้โครงสร้างของอาคารแห่งนี้มานานกว่า 120 ปี

วันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 13.00 น. นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และนางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ ผู้ทรงคุณวุฒิ อบจ.เชียงราย ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการบูรณะอาคารศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรก ซึ่งได้ก่อสร้างขึ้นและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2443

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำไปสู่การค้นพบที่น่าตื่นเต้น เมื่อทีมงานได้พบอิฐโบราณจำนวนมากซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเดิม โดยอิฐเหล่านี้มีตราประทับที่ชัดเจนสองแบบ ได้แก่ “ศก. 130” และ “ร.ศ. 122” ปรากฏอยู่บนผิวหน้าของอิฐ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันช่วงเวลาการก่อสร้างของศาลากลางแห่งนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์

ความขัดแย้งทางลำดับเวลาที่น่าสนใจ

การค้นพบอิฐที่มีตราประทับเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดคำถามทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เนื่องจากเมื่อแปลงปีศักราชที่ปรากฏบนอิฐเป็นพุทธศักราช พบว่าอิฐที่มีตราประทับ “ร.ศ. 122” นั้นตรงกับปี พ.ศ. 2446 และอิฐที่มีตราประทับ “ศก. 130” ตรงกับปี พ.ศ. 2454

ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นว่าการก่อสร้างศาลากลางหลังแรกอาจไม่ได้เป็นกระบวนการที่เสร็จสิ้นในครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่มีหลายช่วงเวลาและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เอกสารราชการระบุว่าอาคารเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2443 อาจหมายถึงการก่อสร้างอาคารหลักที่แล้วเสร็จและการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ขณะที่อิฐที่มีตราประทับปีหลังอาจบ่งชี้ถึงการต่อเติมหรือซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิฐที่มีตราประทับ “ศก. 130” ที่พบในปริมาณมาก แสดงให้เห็นถึงโครงการก่อสร้างครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2454 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าสังเกต เนื่องจากตรงกับยุคที่สยามกำลังเผชิญหน้ากับความไม่สงบทางการเมือง การที่รัฐบาลสยามยังคงลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในหัวเมืองสำคัญในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนทางการเมืองเช่นนี้ อาจเป็นการแสดงออกถึงความพยายามในการสร้างเสถียรภาพและอำนาจของส่วนกลางในภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลจากราชธานี

ความสำคัญของอิฐในฐานะ “พยานเงียบ”

อิฐที่ปรากฏตราประทับ “ร.ศ. 122” ได้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกอันทรงคุณค่าแก่แวดวงโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ขณะที่อิฐส่วนใหญ่ที่มีตราประทับ “ศก. 130” สะท้อนถึงมาตรฐานและระบบการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้างในยุคนั้น หลักฐานเหล่านี้จึงมิใช่เพียงก้อนอิฐธรรมดา แต่เปรียบเสมือน “พยานเงียบ” ที่บอกเล่าเรื่องราวด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมของเมืองเชียงรายในอดีตได้อย่างชัดเจน

การมีตราประทับบนอิฐแสดงให้เห็นถึงระบบการจัดการการผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการจัดการในยุคนั้น นอกจากนี้ ยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการลงทุนของรัฐในโครงการสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการปฏิรูปการปกครองแบบรวมศูนย์ในสมัยรัชกาลที่ 5

ศาลากลางในฐานะสัญลักษณ์การปฏิรูป

อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรกถือเป็นผลโดยตรงจากนโยบายการปฏิรูปการปกครองแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลถูกนำมาใช้เพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยเฉพาะในมณฑลพายัพ (ภาคเหนือ) ซึ่งห่างไกลจากราชธานี

ก่อนการปฏิรูป เมืองเชียงรายเคยอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกันระหว่างข้าหลวงที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรุงเทพฯ และเจ้าหลวงซึ่งเป็นเชื้อสายข้าราชการจากเมืองเชียงใหม่ โครงสร้างการปกครองที่ซ้ำซ้อนเช่นนี้มักนำมาซึ่งความขัดแย้งและไม่มีประสิทธิภาพ

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้พระยาศรีสหเทพ (เสง วิริยศิริ) จัดการการปกครองมณฑลพายัพชั้นใน จากนั้นในปี พ.ศ. 2440 ขุนรักษ์นราได้จัดตั้งระบบบริหารราชการใหม่ โดยมีการแบ่งส่วนงานออกเป็นกองมหาดไทย กองคลัง และกองตุลาการ

การจัดตั้งหน่วยงานใหม่เหล่านี้จำเป็นต้องมีอาคารทำการที่เป็นศูนย์กลางที่มั่นคง เพื่อรองรับการบริหารราชการแบบสมัยใหม่ อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงรายจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานสไตล์ตะวันตก

ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่าได้รับการออกแบบและก่อสร้างโดยนายแพทย์วิลเลี่ยม เอ. บริกส์ (Dr. William A. Briggs) ซึ่งเป็นแพทย์ชาวอเมริกันผู้ทำงานในนามของคณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน อาคารแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial) ที่สร้างขึ้นด้วยอิฐและปูน

อาคารมีลักษณะเป็นอาคารสามชั้น หลังคาทรงปั้นหยาที่มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ ด้านหน้าอาคารโดดเด่นด้วยช่องโค้ง (Arch) ที่ก่อด้วยอิฐ และมีโถงทางเดินที่เชื่อมถึงกันตลอดแนว

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัยและแข็งแรงในยุคนั้น โดยอาคารใช้โครงสร้างแบบกำแพงรับน้ำหนัก (Wall Bearing) ซึ่งมีผนังหนาถึง 50 เซนติเมตร และไม่ได้ใช้เสาหรือคานคอนกรีตเสริมเหล็กเหมือนการก่อสร้างสมัยใหม่ นอกจากนี้ ฐานรากของอาคารยังใช้ไม้ซุงทำเป็นแพเพื่อรองรับน้ำหนักอาคาร ส่วนโครงสร้างคาน ตง และพื้นภายในอาคารทั้งหมดทำจากไม้สักทอง

องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความทนทานและความประณีตของการออกแบบ เพื่อให้อาคารทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองได้อย่างยาวนาน

การส่งมอบหลักฐานให้กรมศิลปากร

ปัจจุบัน อิฐที่ค้นพบทั้งหมดได้ถูกส่งมอบให้กรมศิลปากรเข้าดำเนินการตรวจพิสูจน์และศึกษาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อจัดทำเป็นรายงานข้อสรุปทางวิชาการ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์ของอาคารได้อย่างครอบคลุมและถูกต้องยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์ของกรมศิลปากรจะครอบคลุมถึงการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและกายภาพของอิฐ การวิเคราะห์เทคนิคการผลิต และการเปรียบเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากตราประทับ

การศึกษาครั้งนี้ยังอาจนำไปสู่การค้นพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตอิฐในยุคนั้น ตลอดจนระบบการจัดการโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมของภาคเหนือ

จากศูนย์กลางการปกครองสู่แหล่งเรียนรู้

อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงรายทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดมานานกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2512 นายชูสง่า ไชยพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น ได้ย้ายศูนย์ราชการไปยังอาคารหลังใหม่ เนื่องจากอาคารเดิมเริ่มคับแคบและไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

อาคารเก่าแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นการยอมรับคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของอาคารอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2538 อาคารแห่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นหอวัฒนธรรมนิทัศน์เฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก

ในปัจจุบัน อาคารแห่งนี้กำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะและมีแผนจะพัฒนาให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ภาพเจียงฮาย” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด การค้นพบอิฐที่มีตราประทับศักราชได้เพิ่มคุณค่าให้กับโครงการบูรณะนี้ ทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การซ่อมแซมโครงสร้าง แต่เป็นการเปิดประตูสู่การศึกษาประวัติศาสตร์ของอาคารในเชิงลึกยิ่งขึ้น

ความหมายที่ลึกซึ้งของการค้นพบ

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวเชียงราย แต่ยังช่วยยกระดับคุณค่าโครงการบูรณะศาลากลางหลังแรกให้มีความหมายเกินกว่าการซ่อมแซมอาคาร หากแต่เป็นการฟื้นคืนมรดกทางประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และพร้อมก้าวสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าในอนาคตของจังหวัดเชียงราย

การค้นพบอิฐเหล่านี้ยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาโครงสร้างทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงการขุดค้นและเรียนรู้เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น

อิฐแต่ละก้อนที่พบในครั้งนี้เป็นเหมือนหน้าหนังสือที่บันทึกเรื่องราวของคนในอดีต ตั้งแต่ช่างที่ปั้นอิฐ คนงานที่ก่อสร้าง ไปจนถึงข้าราชการที่ทำงานในอาคารแห่งนี้ เรื่องราวเหล่านี้จะถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสถึงความเป็นมาของเมืองเชียงรายและเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น

การวิเคราะห์วัสดุก่อสร้างในครั้งนี้ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของหลักฐานทางโบราณคดีที่สามารถเติมเต็มหรือแก้ไขประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ในขณะที่เอกสารราชการอาจมุ่งเน้นที่การบันทึกการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ อิฐเหล่านี้ได้บันทึกประวัติการพัฒนาและปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความจริงเชิงปฏิบัติที่บันทึกไว้ในโครงสร้างของอาคารเอง

แนวทางการพัฒนาต่อไป

จากผลการค้นพบครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งจัดทำและเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับผลการตรวจสอบและวิเคราะห์อิฐที่ค้นพบ เพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ควรมีการสืบค้นเพิ่มเติมในเอกสารจดหมายเหตุและบันทึกทางการอื่นๆ เพื่อค้นหาหลักฐานการก่อสร้างหรือโครงการสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงรายในช่วงปี พ.ศ. 2446 และ พ.ศ. 2454

ในการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ ควรนำเสนอเรื่องราวของอาคารในฐานะ “เอกสารประวัติศาสตร์มีชีวิต” ที่มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยอาจจัดแสดงอิฐที่มีตราประทับพร้อมข้อมูลการวิเคราะห์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

การค้นพบครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายและภาคเหนือโดยรวม ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบข้อมูลใหม่ที่จะช่วยให้เข้าใจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด การค้นพบอิฐโบราณพร้อมตราประทับครั้งนี้เป็นการเตือนใจให้เราได้เห็นว่าแม้สถานที่ที่เรารู้จักกันดี ก็ยังสามารถเก็บซ่อนความลับและเรื่องราวใหม่ๆ ที่รอการค้นพบและตีความได้เสมอ การบูรณะจึงไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นฟูโครงสร้าง แต่เป็นการรื้อฟื้นองค์ความรู้ที่สำคัญและลึกซึ้งกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นมรดกทางปัญญาที่ทรงคุณค่าสำหรับคนรุ่นต่อไป

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง ทำไมค้นพบครั้งนี้ “คุ้มค่า” ต่อการลงทุนอนุรักษ์

  • อายุอาคาร เกิน 125 ปี (นับจาก พ.ศ. 2443)

  • ศักราชบนอิฐ อยู่ในช่วง พ.ศ. 2446 และ พ.ศ. 2454 —ห่างกัน 8 ปี สะท้อนรอบการซ่อมครั้งใหญ่

  • ความหนาผนัง ราว 50 ซม. —ชี้เทคนิคผนังรับน้ำหนัก (wall-bearing) ที่ต้องคำนวณอย่างประณีต

  • สถานะทางกฎหมาย: ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน พ.ศ. 2520—คุ้มครองโดยกฎหมายมรดกศิลปวัฒนธรรม

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “ข้อมูลประกอบ” แต่เป็น หลักฐานเชิงคุณค่า (value evidence) ที่อธิบายว่าทำไมเมืองจึงสมควรลงทุนอนุรักษ์—เพราะทุกเซนติเมตรของอาคารบรรจุความรู้และประสบการณ์ของบ้านเมืองไว้แน่นหนา

เมื่อ “กำแพง” พูด—เมืองก็ฟัง

การค้นพบ อิฐโบราณตรา “ร.ศ. 122” และ “ศก. 130” ในโครงการบูรณะศาลากลางหลังแรกเชียงราย ได้ยกระดับงานอนุรักษ์จาก “ซ่อม–เสริม–สวย” ไปสู่ “สืบ–สอบ–สื่อ”—สืบค้นหลักฐาน สอบทานกับเอกสาร และสื่อสารให้สาธารณะร่วมเป็นเจ้าของความรู้ใหม่ของเมือง ระหว่างที่ทีมวิชาการของ กรมศิลปากร เร่งตรวจพิสูจน์ในห้องแล็บ เมืองเองก็เริ่มวางแผนว่าจะให้ อิฐแต่ละก้อน เป็นครูของเด็กนักเรียนและนักท่องเที่ยวอย่างไร

สุดท้าย ความหมายของการบูรณะจึงไม่ใช่แค่ “คืนรูปทรง” แต่อยู่ที่การ “คืนเรื่องราว” ให้คนเชียงราย—ให้รู้ว่าเหตุใดเมืองจึงยืนอยู่ตรงนี้ และกำแพงอิฐที่เคยนิ่งเงียบ—แท้จริงกำลังเล่าประวัติศาสตร์ให้เราฟังอย่างไม่รู้จบ

ลำดับเวลาจากเอกสารและหลักฐานอิฐ

  • พ.ศ. 2443 (ร.ศ. 119): ศาลากลางจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) ก่อสร้างและเปิดใช้งาน
  • พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122): ปรากฏตราศักราชบนอิฐ—ตีความว่ามีการซ่อม/ต่อเติมช่วงต้นการใช้งาน
  • พ.ศ. 2454 (ศก./ร.ศ. 130): ปรากฏตราศักราชบนอิฐจำนวนมาก—ตีความว่าเป็น “งานใหญ่” ระยะสำคัญ
  • พ.ศ. 2512: ย้ายศูนย์ราชการไปอาคารใหม่
  • พ.ศ. 2520: ขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยกรมศิลปากร
  • พ.ศ. 2538: ปรับเป็นหอวัฒนธรรมนิทัศน์เฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก
  • พ.ศ. 2568: เริ่มบูรณะเชิงอนุรักษ์ ค้นพบอิฐตราศักราช ส่งตรวจพิสูจน์โดยกรมศิลปากร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.)

  • กรมศิลปากร

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

  • บทความทางวิชาการและเอกสารประวัติศาสตร์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

มรดกกินได้จากแดนเหนือ “แกงแคไก่เมือง” เชียงราย สู่เวที “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 สะท้อนคุณค่าภูมิปัญา มหาศาลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

เชียงราย, 12 กันยายน 2568 – ในยุคที่โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการหลั่งไหลของข้อมูลและเทคโนโลยีอันไร้ขีดจำกัด มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การลบเลือนหรือสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังมีจุดประกายความหวังที่เปล่งประกายออกมาจากความพยายามในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดคุณค่าอันล้ำเลิศนี้ให้คงอยู่และเจริญงอกงามต่อไป โดยมี “อาหาร” เป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูมรดกที่ “หายไป” อย่างน่าประทับใจ คือ เทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 ณ รอยัลพาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ งานนี้จัดขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิดหลัก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste ปี 3” ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเผยแพร่องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของชาติอย่างแท้จริง

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ชี้ อาหารถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยระบุว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ที่สะท้อนตัวตน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสมานฉันท์ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้กับผู้คน”

ท่านยังได้กล่าวเสริมว่า กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาและป้องกันไม่ให้มรดกเหล่านี้ลบเลือนหรือสูญหายไปจากปัจจัยภายนอกและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงได้กำหนดมาตรการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู อาทิ การจัดทำบัญชีในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ การประกาศขึ้นบัญชี การยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ทักษะสู่คนรุ่นใหม่ นี่คือวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่มองเห็น “อาหาร” เป็นมากกว่าแค่การบริโภค แต่คือการลงทุนในอนาคตของชาติ

แกงแคไก่เมือง” เชียงราย ดาวเด่นแห่งภูมิปัญญาที่กลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง

ภายในงานเทศกาลที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมของอาหารถิ่นจากทั่วประเทศ บูธของจังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นจุดรวมความสนใจของประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา “ชม-ชิม-ช้อป” และซื้อกลับบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมี “แกงแคไก่เมือง” เป็นเมนูชูโรงที่สร้างความประทับใจและปลุกเร้ารสชาติที่เหมือนจะ “หายไป” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมนูนี้ได้รับการคัดเลือกจาก 5 เมนูสุดยอดของจังหวัด จนกลายเป็น “สุดยอดอาหารเมือง” และ “อาหารชูถิ่น” ของเชียงราย ที่กลับมาเป็น “ดาวเด่นในเวทีระดับประเทศ”

อะไรคือความพิเศษที่ทำให้ “แกงแคไก่เมือง” ครองใจผู้คนได้ถึงเพียงนี้ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความพิถีพิถันของวัตถุดิบและภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมนูนี้มิใช่เพียงอาหารจานหนึ่ง แต่คือ “เมนูสุขภาพ” และ “เมนูอายุยืน” ของภาคเหนือ ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสุขภาพ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สิ่งที่ทำให้แกงแคไก่เมืองแตกต่างและโดดเด่น คือการเป็นเมนูที่ “ปลอดโรค ปลอดสาร” อย่างแท้จริง ด้วยการใช้ผักสมุนไพรพื้นบ้านทั้งหมด

ความลับที่ซ่อนอยู่ในหม้อแห่งภูมิปัญญา

มิติแห่งผักพื้นบ้าน แกงแคไก่เมืองอุดมไปด้วยผักพื้นบ้านมากกว่า 10 ชนิด ผักเหล่านี้มาจากธรรมชาติแท้ ๆ ทั้งที่ปลูกในสวนและที่ได้จากป่า ซึ่งนอกจากความสดใหม่ตามฤดูกาลแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง อาทิ ผักเผ็ด ที่มีรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ผักขี้หูด ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และ หางหวาย วัตถุดิบหาทานยากที่มีรสขมอมหวาน ช่วยแก้ร้อนในได้อย่างดีเยี่ยม ความหลากหลายของผักยังมาจาก “โครงการผักส่วนครัว รั้วกินได้” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและสนับสนุนผลผลิตจากชุมชน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอมอบเกียรติบัตรฉบับนี้ ให้ไว้เพื่อแสดงว่า คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้บริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เข้าร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการ ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น "รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste" ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ขอขอบคุณที่ได้ร่วมส่งเสริม สนับสนุนและยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารถิ่นสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

ไก่บ้านจากชุมชนท้องถิ่น ตัวเอกที่ขาดไม่ได้คือ “ไก่บ้าน” โดยเฉพาะ “ไก่เมืองจากเวียงชัย” ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ โดยใช้ไก่ที่ไม่แก่หรือหนุ่มจนเกินไป คือช่วงอายุประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อกำลังหวานและมี texture ที่เหมาะสม ไม่เหนียวหรือยุ่ยจนเกินไป ไก่เหล่านี้มาจากกลุ่มชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

พริกแกงสูตรลับเฉพาะตระกูล เคล็ดลับความอร่อยของแกงแคเริ่มต้นจากการเจียว “พริกแกงที่โขลกเองกับมือ” ซึ่งเป็น “สูตรลับเฉพาะของแต่ละตระกูล” การโขลกเครื่องแกงอย่างพิถีพิถันนี้เองที่ทำให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพรสดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานได้ยากในยุคสมัยใหม่

ความใส่ใจในการปรุง หลังจากนั้นคือการ “ผัดไก่ด้วยไฟอ่อนๆ” เพื่อดึงรสชาติของสมุนไพรพื้นบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด และความลับที่สำคัญที่สุดคือ “การเรียงลำดับการใส่ผัก” โดยจะใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน แล้วค่อยๆ ตามด้วยผักที่สุกง่าย เหมือน “ค่อยๆ เล่าเรื่องราวของผืนป่าให้ลงไปอยู่ในหม้อ”

ตามคำกล่าวของเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารล้านนา “เหนือไม่มีสูตรตายตัว แกงแคจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความรักในวัตถุดิบ ทุกบ้านใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ มันคือความรัก ความใส่ใจ และภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแกงแคไก่เมืองไม่ใช่เพียงเมนูอาหาร แต่คือ “ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เป็นมรดกที่กินได้ที่เชื่อมโยงเรากับธรรมชาติและรากเหง้าของชาวเชียงราย”

บทบาททางเศรษฐกิจและสังคม มรดกกินได้ที่สร้างรายได้และคุณค่า

การกลับมาของ “แกงแคไก่เมือง” ในฐานะดาวเด่นบนเวทีระดับประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูอาหารพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ การใช้ไก่บ้านจากกลุ่มชุมชนและผักจากโครงการ “ผักส่วนครัว รั้วกินได้” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน และส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การนำเสนออาหารถิ่นเหล่านี้ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ให้เดินทางมาสัมผัส “รสชาติที่แท้จริงของเชียงราย” และเรื่องราวเบื้องหลังอาหารที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

กิจกรรมหลากหลาย ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างการมีส่วนร่วม

งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การชิมอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การลองลิ้มชิมรสชาติอาหารที่หาทานได้ยาก จากทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste”

การเรียนรู้ “อร่อยตามรอยภูมิปัญญา” ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง อาทิ อาหารสายอันซีน, พหุวัฒนธรรมล้ำรส, งดงามภูมิปัญญาล้ำค่าทรัพยากร, จากหยดน้ำแรกแห่งธารา ถึงคลื่นครามแห่งอ่าวไทย, ตามเส้นทางพี่สตังค์หรอยแรงชิมขนมและแกงถิ่นปักษ์ใต้, และ Isan discovery

“ครัวฟุ้ง ปรุงไทย” Cooking Show โดย Chef Celebrity Thailand อาทิ เชฟพฤกษ์ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย และ กัณฑิมา สารีบท เชฟท้องถิ่นวิสาหกิจชุมชนเจ้าอุ้งลูกจีน จังหวัดกาญจนบุรี ที่มาสาธิตการทำอาหารในสไตล์ฟิวชั่น โดยยังคงผสมผสานสมุนไพรไทยลงในอาหาร เพื่อยกระดับอาหารถิ่นสู่สากล

การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนการแสดงประกอบเพลง “รสชาติที่หายไป” โดย แซ็ค ชุมแพ และ อาบูม แชมป์มิราเคิลมิวสิค เพื่อสร้างความสุขและความเพลิดเพลิน นายกสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย คุณบริพันธ์ ชัยภูมิ กล่าวถึงความสำคัญของเพลงลูกทุ่งในฐานะวัฒนธรรมไทยที่จะมาสร้างความสุขในงาน และพิธีมอบเกียรติบัตรและโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ ให้กับผู้เครือข่ายทางวัฒนธรรมจาก 77 จังหวัด และการมอบรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรม โดยอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา

ทีมเมนู “แกงแคไก่เมือง” ของจังหวัดเชียงราย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติบัตรสำหรับเมนู แกงแคไก่เมือง” โดยมี นางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ นายอนุสร เทพปินตา จากร้านสบันงาขันโตก เป็นตัวแทนเข้ารับมอบ ในการนี้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วย คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้ง นครเชียงรายนิวส์ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) นายอนุสร เทพปินตา นางสาวศิวพร จอมสว่าง ตัวแทนผู้ประกอบการร้านสบันงาขันโตก (สาธิต) และนายอภิชาต กันธิยะเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

มรดกที่ต้องส่งต่อเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงอาหาร แต่เป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการรักษาและต่อยอดคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จากกลิ่นหอมของแกงแคไก่เมือง ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสัมผัส ไปจนถึงคำเชิญชวนของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง แซ็ค ชุมแพ ที่กล่าวว่า “อยากเชิญชวนมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย…มางานนี้ถือว่าครบจบ ทั้งความสนุกและอาหารอร่อย” นี่คือการยืนยันว่ามรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รสชาติที่หายไป” เหล่านี้ มีศักยภาพที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ความสุข และคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับทุกคน

การลงทุนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ มิได้เป็นการมองย้อนอดีตอย่างเดียวดาย แต่เป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับอนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะยังคงเป็นเสาหลักในการสร้างอัตลักษณ์ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในหมู่คนไทยทุกคน ผู้ที่สนใจและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจหรือประกอบการทำงาน จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการมา “ชม-ชิม-ช้อป อิ่มท้อง-อิ่มใจ-ได้ความรู้” ในงานเทศกาลนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

ตัวเลขที่น่าสนใจ

จากข้อมูลเบื้องต้นของงานเทศกาลในปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นกว่า 10 ล้านบาทจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารถิ่น ขณะที่การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ผลิตชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีแรกของการจัดงาน

การสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมงานมีความประทับใจในรสชาติอาหารถิ่นที่ “เคยลืม” และร้อยละ 78 แสดงความสนใจที่จะเดินทางไปยังจังหวัดต้นทางของอาหารเหล่านั้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

เมื่ออาหารกลายเป็นเครื่องมือการพัฒนา

เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในการเปลี่ยนมุมมองต่อ “อาหารถิ่น” จากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “อาหารชาวบ้าน” ไปสู่การเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า” นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนเริ่มหันกลับมาเรียนรู้วิธีการทำอาหารพื้นบ้านจากผู้ใหญ่ในชุมชน

การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนงานครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และบริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด (ตลาดสี่มุมเมือง) แสดงให้เห็นถึงการรับรู้และการให้ความสำคัญของภาคธุรกิจต่อคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว

คำมั่นสัญญาสู่อนาคต

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของงาน ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “งาน ไทยฟุ้ง ปรุงไทย ไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานเทศกาลประจำปี แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เราได้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมแล้วว่า เมื่อชุมชนมีความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมี พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการรักษาและต่อยอดให้ดีขึ้น”

การจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ได้แก่ คุณสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), คุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, คุณพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, และ คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ รวมทั้งศิลปินและบุคคลสำคัญอีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม

งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดเทศกาลอาหาร แต่เป็นการปูทางสู่อนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ความเข้มแข็งของชุมชน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  • เอกสารงานเทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025)
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไทยคอนเวนชั่นแอนด์เอ็กซิบิชั่นบูโร)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ประจำปี 2568
  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News