Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อ.เฉลิมชัย ประกาศยุติบทบาท แต่ศิลปินต้องไปต่อ.. รวมเป็น “หนึ่งเดียวกัน ”

 

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ณ วัดร่องขุ่น อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สมาคมขัวศิลปะ จัดประชุมใหญ่ประจำปี 2567 โดยมี ศาตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมขัวศิลปะ เป็นประธานในการประชุมฯ โดยมีศิลปินสมาชิกจากสมาคมครัวศิลปะจำนวน 300 คน ซึ่งประกอบด้วยศิลปินอาวุโส คณะกรรมการบริหารสมาคมนำโดย อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ

 

โดยการประชุมครั้งนี้อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้กล่าว ต้อนรับและให้โอวาทต่างๆแก่สมาชิกสมาคมขัวศิลปะในครั้งนี้อาจารย์ได้กล่าวว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่อาจารย์จะเข้าร่วมประชุมของสมาคมภายหลังได้ประกาศยุติบทบาทในการร่วมกิจกรรมสังคมต่างๆ แต่ทั้งนี้ อาจารย์ได้ให้แนวทางในการบริหารสมาคมต่อไปซึ่งภายหลังจากการจบไทยแลนด์เบียนนาเล่, เชียงราย 2023 สมาคมขัวศิลปะจะได้ทำการย้ายไปยังหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงรายอย่างถาวร และในการนี้ได้ชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการภายหลังต่อจากนี้ โดยในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบและปฏิบัติตามแนวทางที่อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้ให้แนวทางไว้ โดยนายสุวิทย์ ใจป้อม เป็นนายกสมาคมขัวศิลปะ พร้อมชุดคณะกรรมการบริหาร และเบื้องต้นจะจัดให้มีการจัดตั้งบอร์ดบริหารที่คอยกำกับกิจการผลประกอบการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้ สมาคมขัวศิลปะเดิมแต่จะมีการบริหารงานที่ รัดกุมโปร่งใส
 
 
ในที่นี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ยังได้เสนอแนวทางให้คณะกรรมการบริหารสมาคมขัวศิลปะ ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ไปพรางก่อน และจะให้สมาชิกได้หารือเพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ภายในปีหน้า ซึ่งอาจารย์อยากให้การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติไทยแลนด์เบนาเล่ย์เชียงราย 2023 ในครั้งนี้เสร็จสิ้นไปก่อน โดยในที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางปฏิบัติดังกล่าว
 
 
ในช่วงท้ายยังได้มีการให้ศิลปินทั้งศิลปินอาวุโส นายกสมาคมศิลปะ ได้กล่าวถึง และเสนอแนะแนวทางการบริหารสมาคมสืบไปและเหนือสิ่งอื่นใด อาจารย์ยังทิ้งท้ายอยากจะให้ศิลปินทั้งศิลปินอาวุโสศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังจะเติบโตช่วยกันและสามัคคี ร่วมกันรักษา และต่อยอดขัวศิลปะ ต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมศิลปะ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดงาน บวร ฮอมปอยผญ๋า เมืองโยนกนาคพันธุ์ ครั้งที่ 4

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.00 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วย นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย ร่วมพิธีเปิดงาน “บวร ฮอมปอยผญ๋าเมืองโยนกนาคพันธุ์ ครั้งที่ 4” ประจำปี 2567 ณ อุทยานเมืองโยนกนาคพันธุ์ บ้านดงป่าสัก ต.บ้านด้าย อ.แม่สาย โดยมีว่าที่ ร.ต.ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สาย เป็นผู้กล่าวรายงาน และมีนายศุภชีพ มั่งคั่ง นายก อบต.บ้านด้าย นายสุขสันต์ เพ็งดิษฐ์ ผู้จัดการสำนักงาน อพท. ประจำ จ.เชียงราย นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ส.อบต.บ้านด้าย และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม พิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย

 

โดยในงานได้จัดพิธีเรียกขวัญ พิธีบวงสรวงสักการะขอพรองค์พญานาคราชทุกตระกูลมงคล พิธีอาบน้ำพระพุทธมนต์ใต้แสงจันทร์ บูชาเทียน ปล่อยโคมไฟ สะเดาะเคราะห์แก้ปีชง รับโชค เสริมดวงชะตา และสร้างทานบารมี แจกผ้าห่ม ข้าวสาร น้ำดื่มเป็นทานจำนวน 777 ชุด ชม ช้อป ชิม นิทรรศการภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ของใช้พื้นบ้าน อาหาร พื้นเมือง ฟังซอพื้นเมือง มวย รำวงการกุศล ปล่อยโคมไฟลอดห่วงการแสดงศิลปวัฒนธรรม และมหรสพมากมาย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พิธีเวียนเทียนเนื่องในเทศกาล วันมาฆบูชา พุทธศักราช 2567

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 18.00 น. ณ วัดพระแก้ว พระอารามหลวง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พระครูสุธีสุตสุนทร ดร. เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว พระอารามหลวง เป็นประธานในพิธีเวียนเทียน เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2567

 

จัดโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ คณะสงฆ์วัดพระแก้ว พระอารามหลวง เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย การมีส่วนร่วมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในมิติศาสนา บำเพ็ญบุญกุศล เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ซึ่งมีพระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรม รวมจำนวน 800 รูป/คน                       

     

 

ในโอกาสมงคลนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นางพรทิวา ขันธมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม พร้อมข้าราชการและบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เข้ามาร่วมกิจกรรมฯ

 

 

ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อม ๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่

 

  1. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
  2. มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
  4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

     ดังนัเน เพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” หมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ 4” นั่นเองทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

พรทิวา ขันธมาลา, สุพจน์ ทนทาน : รายงาน 

สานุพงศ์ สันทราย : ภาพ

สุพจน์ ทนทาน อภิชาต กันธิยะเขียว : บรรณาธิการข่าว

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ สวนตุงและโคม นครเชียงราย

 
อีกหนึ่งวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนวันมาฆบูชา ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นการบูชาและการรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันเพ็ญเดือน 3 เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่พระภิกษุจำนวน 1,250 รูปได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
 
 
ซึ่งในวันมาฆบูชา เทศบาลนครเชียงรายโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี(ภูมิธรรม เวชยชัย) และนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายโชติศิริ ดารายนต์ นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย คณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงราย พี่น้อง 65 ชุมชน 4 เขต และมหาวิทยาลัยวัยที่สามนครเชียงราย ร่วมจัดกิจกรรม การเวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ
 
 
โดยได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณพระรัตนมุณี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระแก้ว แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ พร้อมนำเวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุร่วมถวายพุทธบูชา บริเวณสวนตุงและโคม นครเชียงราย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สืบสานประเพณีกินวอ ชาติพันธุ์ลาหู่ พร้อมดันนโยบายเสน่ห์ชาติพันธุ์ฯ

 

เมื่อวันที่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 11.00 น.นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยนายสมัคร กันจีนะ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อ.แม่สรวย เขต 2 ร่วมสืบสานประเพณีกินวอ พี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย โดยมีนายสมพงษ์ อินต๊ะชัยวงค์ กำนัน ต.ป่าแดด นายคำใหม่ อินทรัตน์ ปลัด อ.แม่สรวย นายประภาส ชัยประเสริฐ ปลัด อ.แม่สรวย เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ป่าแดด หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

 
ประเพณีกินวอ หรืองานปีใหม่ของพี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ มีการจัดขึ้นทุกปี โดยจะจัดขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ประเพณีนี้จะเชิญแขกมาร่วมรับประทานอาหารซึ่งการจัดประเพณีกินวอ ในแต่ละครั้ง จะจัดประมาณ 9 วัน 9 คืน ภายในงานมีการทำข้าวปุก เป็นข้าวที่นึ่ง แล้วนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นตากให้แห้ง และทุกครอบครัวจะมีการล้มหมู แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ เพื่อเอาไว้ไปดำหัวผู้ที่เคารพนับถือ นอกจากนี้มีการจัดพิธีรดน้ำดำหัวขอขมานายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ตามพิธีโบราณของลาหู่ ต่อจากนั้นมีการ “เต้นจะคึ” ซึ่งเป็นการละเล่นของพี่น้องลาหู่ การเต้นจะคึจะมีหลายจังหวะ มีผู้ตีกลองหรือเป่าแคน ดีดซึง (คล้ายกีตาร์) เป็นท่วงท่าและกำหนดจังหวะ จับมือเต้นเป็นวงกลม กลางลานที่จัดกิจกรรมงานประเพณีกินวอ หรือประเพณีปีใหม่ของชาวลาหู่ 
 
 
ทั้งนี้ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวพบปะ และร่วมอวยพรให้พี่น้องชาวลาหู่ พร้อมกล่าวว่า “งานประเพณีนี้เป็นประเพณีที่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้จัดขึ้น เพื่อเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม สร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของพี่น้องลาหู่ให้คงอยู่สืบไป” โดย อบจ.เชียงราย พร้อมผลักดันนโยบายเสน่ห์เชียงราย สถานที่ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของเชียงราย ให้นักท่องเที่ยวและคนต่างจังหวัดได้รู้จักชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมของพี่น้องชาติพันธุ์ได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

นุ่งซิ่นตีนจก แอ่วแม่แจ่ม ม่วนใจ๋ เปิดขบวนรถผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่า

 

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่า อำเภอแม่แจ่ม ครั้งที่ 29 ประจำปี 2567” โดยมี นายสุรพล เกียรติไชยากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการจัดงาน ประชาชนชาวอำเภอแม่แจ่ม แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม ภายในงานพบกับขบวนเปิดงานมหกรรมฯ และการประกวดรถขบวนผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่า จากนั้นปลัดวธ.พร้อมคณะ เดินชมนิทรรศการแม่แจ่มยั่งยืน คืนชีวิตให้แจ่ม แบบบูรณาการและเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่า ลานวัฒนธรรม บ้านชนเผ่า การละเล่นพื้นบ้าน/ชนเผ่า (พิธีขึ้นบ้านใหม่ของ พี่น้อง ชนเผ่าทั้ง 4 ชนเผ่า คือ ชนพื้นเมือง ชนเผ่าม้ง ชนเผ่าล้ำวะ ชนเผ่ากะเหรี่ยง) ณ ลานหน้าที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม

 

นางยุพา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) มุ่งขับเคลื่อนงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ปรับบทบาทสู่กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน จึงได้สนับสนุนการจัดงานมหกรรมผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่าอำเภอแม่แจ่ม ครั้งที่ 29 ประจำปี 2567 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับประชาชน จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งนับว่าเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่พี่น้องชาวอำเภอแม่แจ่ม ทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่งดงาม ผ้าตีนจกแม่แจ่มเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของอำเภอแม่แจ่มและจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้ง อำเภอแม่แจ่ม นอกจากจะมีผ้าตีนจกที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังมีศิลปภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชนเผ่าที่งดงาม ที่สมควรได้รับการส่งเสริมและอนุรักษ์ให้อยู่คู่กับอำเภอแม่แจ่มสืบไป ทั้งนี้ งานดังกล่าวจึงนับเป็นการส่งเสริมอาชีพของประชาชนในอำเภอแม่แจ่ม ให้สามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอแม่แจ่มด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์อย่างแท้จริง อีกทั้งการต่อยอดหลังจากการเปิดงานในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมเป็นหน่วยงานผลักดัน สนับสนุน ฟื้นฟู และคุ้มครองงานภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูมิปัญญา ที่มีเอกลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ ชนเผ่าต่างๆ สอดคล้องกับรัฐบาลที่มุ่งให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ได้ให้คำปรึกษาและดำเนินงานคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ…

 

ด้านนายสุระวุธ จันทร์งาม นายอำเภอแม่แจ่ม คณะกรรมการจัดงานฯงานมหกรรมผ้าตีนจกแม่แจ่ม กล่าวว่า งานมหกรรมผ้าตีนจกแม่แจ่ม จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2537 มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งการจัดงานในปี 2567 นี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 29 ชื่องานว่า “งานมหกรรมผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่า อำเภอแม่แจ่ม ครั้งที่ 29 ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม ลานหน้าสถานีตำรวจภูธรแม่แจ่ม และลานหน้าสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่แจ่ม เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าตีนจกและผลิตภัณฑ์ชนเผ่าอำเภอแม่แจ่ม ศิลปะภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชนเผ่าแม่แจ่ม ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอำเภอแม่แจ่ม สร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติแม่ครูผ้าทอและผู้ก่อตั้งการจัดงานผ้าตีนจกแม่แจ่มด้วย

 

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน มีนิทรรศการมากมายให้เลือกชม อาทิ นิทรรศการภูมิปัญญาท้องถิ่น ลานวัฒนธรรมบ้านชนเผ่า นิทรรศการผ้าตีนจกและผ้าทอชนเผ่า นิทรรศการแสง สี เส้นทอ และนิทรรศการโครงการหลวงในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ม่วนอกม่วนใจ๋ไปกับความบันเทิงภายในงาน อาทิ การประกวดธิดาผ้าตีนจก และธิดาชนเผ่าและไทใหญ่ การประกวดรำวงย้อนยุค กิจกรรมการแสดงชนเผ่า ขบวนแห่ผ้าตีนจกและวัฒนธรรมชนเผ่า การเดินแฟชั่นโชว์ผ้าตีนจกและผ้าชนเผ่า แบบโบราณและแบบประยุกต์ การประกวดธิดาจำแลงแม่แจ่ม การแสดงดนตรีของเยาวชนอำเภอแม่แจ่ม พร้อมชวนช้อปร้านจำหน่ายสินค้าของโครงการหลวง การออกร้านจำหน่ายผ้าตีนจก ผลิตภัณฑ์กลุ่มโอทอป และ ผลิตภัณฑ์ชนเผ่า กาดมั่วคัวฮอม ณ สาธารณสุขอำเภอแม่แจ่ม

 

ทั้งนี้ แม่แจ่ม เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในหุบเขาซึ่งมีเทือกเขาถนนธงชัยและ ดอยอินทนนท์ล้อมรอบ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำ ที่สำคัญของภาคเหนือ นับเป็นหนึ่งในชุมชนไม่กี่แห่งของไทยที่ยังคงรักษาและสืบทอดมรดกพื้นเมืองซิ่นตีนจก และ ผ้าทอหลายประเภท อันเป็นศิลปหัตถกรรมที่มีคุณค่าทั้งความงดงามและความหมาย วิถีชีวิตของ คนแม่แจ่ม ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตนของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ไม่ว่าจะเป็นประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและศรัทธาต่อศาสนา

 

“ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม” เป็นงานหัตถกรรมผ้าทอพื้นบ้านของผู้หญิงในอำเภอแม่แจ่มที่เกิดจากฝีมือการทออย่างประณีตตามกรรมวิธีการทอและการสร้างลวดลายบนผืนผ้าด้วยเทคนิคการจกแบบดั้งเดิมที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของกลุ่มชนชาวไทยวนในอำเภอแม่แจ่ม ทำให้เกิดเป็นผ้าที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นของชาวแม่แจ่มที่มีความงดงาม เป็นผ้าซิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนที่อื่น มีความละเอียดประณีต ลวดลายอ่อนช้อย มีความหมายในตัวเอง ความประณีตของลวดลายเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้มีอารมณ์เยือกเย็นสุขุมมีกฎเกณฑ์ บางผืนอาจซ่อนเร้นเรื่องราวและเนื้อหาที่สามารถเล่าขานถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชน การตั้งถิ่นฐาน เชื้อชาติ สภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อ และประเพณี นอกจากนี้ยังเป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สันนิษฐานว่าซิ่นตีนจกแม่แจ่มน่าจะมีขึ้นในยุคสมัยที่พุทธศาสนาของล้านนามีความเจริญรุ่งเรือง จากลวดลายของซิ่นตีนจกแม่แจ่ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความคิด ความเชื่อทางพุทธศาสนา จากองค์ประกอบของซิ่นตีนจกแม่แจ่มจะปรากฏลวดลายต่างๆ เช่น โคม ขัน นาค หงส์ น้ำต้น สะเปา อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความเชื่อทางพุทธศาสนา

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สืบสานวัฒนธรรมล้านนา เปิดโฮงเฮียนวัดดอนแก้ว

 

เมื่อวันที่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ประธานฝ่ายฆราวาส) เป็นประธานเปิดโครงการโฮงเฮียนสืบสานวัฒนธรรมล้านนา วัดดอนแก้ว พร้อมด้วยพระครูรัตนธรรมนุสรณ์ เจ้าอาวาสวัดดอนแก้ว (ประธานฝ่ายสงฆ์) นายชัยสิทธ์ ชัยเนตร เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ โดยมี นายมานพ อุบลศิลป์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเทิง เป็นผู้กล่าวรายงาน

 

สำหรับโครงการจัดงานโฮงเฮียนสืบสานวัฒนธรรมล้านนา วัดดอนแก้ว มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อส่งเสริม สืบสานภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้เด็กเยาวชน และประชาชน ได้เรียนรู้และร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นสืบไป เพื่อส่งเสริมความสามัคคีของชุมชน ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจตระหนักในคุณค่าความเป็นเจ้าของภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นตนเอง เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน
 
 
โดยในการจัดงานประกอบด้วยกิจกรรม การแสดงด้านวัฒนธรรมล้านนาและดนตรีพื้นบ้าน อาทิ ปี่พาทย์ล้านนา กลองสะบัดชัย ฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ฟ้อนสาวไหม รวมถึงการแสดงนิทรรศการส่งเสริมการเรียนรู้ การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรมล้านนา อาทิ ต้มลานจ๋านธรรม ปั่นฝ้ายทอผ้า ดนตรีพื้นเมือง การจักสาน ขนมและอาหารล้านนา การทำดาบและอาวุธล้านนา อักษรล้านนา และวิถีตลาดย้อนยุค กาดหมั้วคัวแลง อีกด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดกิจกรรมวันสามเณร เชียงรายสัมพันธ์ ครั้งที่ 20

 

เมื่อวันที่วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 08.30 น. นายเกรียงศักดิ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมอบเกียรติบัตรขอบคุณแก่ผู้สนับสนุนกิจกรรม ในกิจกรรมวันสามเณรเชียงรายสัมพันธ์ ครั้งที่ 20 ประจำปีการศึกษา 2566 ตามโครงการพัฒนาการเรียนรู้สามเณรเพื่อบูรณาการสู่ชุมชน โดยมีพระเดชพระคุณ พระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระครูวิสิฐวรนารถ ประธานกลุ่มโรงเรียน ปส.ชร. ร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย

 

อบจ.เชียงราย เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้สามเณร จึงได้สนับสนุน ในหลายๆช่องทาง ไม่ว่าการสนับสนุนอุปกรณ์ สื่อการเรียนในหลายครั้งที่ผ่านๆมา การเปิดโอกาสให้เข้าศึกษาเรียนรู้ในแหล่งเรียนรู้ของ อบจ.เชียงราย ตลอดจน การสนับสนุนให้มีการเรียนรู้ เพื่อบูรณาการสู่ชุมชนในครั้งนี้ มีการแสดงผลงานความสามารถด้านต่างๆ มีการแข่งขันทั้งด้านทักษะฝีมือและด้านวิชาการ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนต่อไป ซึ่งกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จ.เชียงราย ได้จัดงานแข่งขันทักษะและวิชาการ ในกิจกรรมวันสามเณรเชียงรายสัมพันธ์ ครั้งที่ 20 ประจำปีการศึกษา 2566 ตามโครงการพัฒนาการเรียนรู้สามเณรเพื่อบูรณาการสู่ชุมชน มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จ.เชียงราย ทั้ง 21 โรงเรียนโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบจ.เชียงราย กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ณ โรงเรียนวัดเจดีย์หลวงวิทยา วัดเจดีย์หลวง ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
 
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อ.เวียงป่าเป้า สวยงาม สนุกสนาน อนุรักษ์วัฒนธรรมงานปีใหม่ลาหู่ ปี 2567

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 11.00 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ร่วมงานปีใหม่ลาหู่ ปี 2567 ณ บ้านแม่ปูนหลวง ม.8 ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า พร้อมด้วย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงราย นางรัชนีกร วงษา ส.อบจ.เชียงราย อ.เวียงป่าเป้า เขต 1 โดยมีนายสมเพชร วงษา อดีตกำนัน ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า นายกิตติพงษ์ วงษา นายก อบต.เวียง นายจะที จองจู๋ ผู้ใหญ่บ้านแม่ปูนหลวง นายภัทรพล จะก้วย สมาชิกสภาอบต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า ผู้นำชุมชนและ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

ในการร่วมงานครั้งนี้นายก นก ได้กล่าวสวัสดีปีใหม่เป็นภาษาลาหู่ กล่าวอวยพรปีใหม่และชื่นชมถึงความรัก ความอบอุ่น ความสามัคคีและความสวยงามของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทั้งนี้ยังได้ร่วมเต้นจะคึร่วมกับชาวลาหู่ด้วย ซึ่งการเฉลิมฉลองปีใหม่บ้านแม่ปูนหลวง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จะจัดไปจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 โดยการเฉลิมฉลองปีใหม่ ในภาษาลาหู่(มูเซอ) เรียกว่า ประเพณี เขาะเจ๊าเว ซึ่งแปลว่า “ปีใหม่การกินวอ” ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่บรรดาญาติมิตร ได้กลับมาร่วมงานกันที่บ้านอย่างพร้อมเพรียงเรียงหน้า ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลเมื่อทราบว่าทางหมู่บ้านตัวเองจะจัดงานดังกล่าวก็จะกลับมาร่วมกัน เทศกาลของลาหู่ค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งปีใหม่หรือการกินวอนี้ มีความสำคัญต่อชาวลาหู่อย่างยิ่ง เพราะเป็นประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเผ่าเสียเป็นส่วนมาก
 
 
จากข้อมูลของ ethnicity กล่าวว่า ลาหู่ เดิมตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบสูงทิเบต – ชิงไห่ มีเชื้อสายมาจากชาวโลโล ต่อมาคนไทใหญ่และจีนได้เข้าครอบครองพื้นที่ ชาวลาหู่จึงอพยพลงมาทางมณฑลยูนนานบริเวณแม่น้ำสาละวินกับแม่น้ำโขง จากนั้นอพยพเข้ามาในประเทศไทย ประมาณ พ.ศ. 2418 ด้วยเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเมียนมา เมื่อเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทย ได้ตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่นในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และตาก คนกลุ่มนี้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีที่หลากหลาย ทั้งการใช้พิธีกรรมบำบัด การใช้สมุนไพร การใช้โภชนบำบัด การใช้ความร้อน กัวซาบำบัด เหรียญฝรั่งประคบ และการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

​”เสริมศักดิ์” หนุนนโยบาย วธ. เด็กไทยเล่นดนตรีไทยคนละ 1 ชิ้น

 

“เสริมศักดิ์” หนุนนโยบาย วธ. เสริมเด็กไทยเล่นดนตรีไทยคนละ 1 ชิ้น มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรักในศิลปวัฒนธรรมไทยและท้องถิ่น

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากการที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบาย วธ. ที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เล่นดนตรี คนละ 1 ชิ้น สู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เด็กและเยาวชนรักในศิลปวัฒนธรรมไทยท้องถิ่น ทางสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) จึงได้จัดโครงการส่งเสริมเด็กไทยเล่นดนตรีไทย คนละ 1 ชิ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเล่นดนตรีไทยได้อย่างน้อยคนละ 1 ชิ้นจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลการดำเนินงานในการส่งเสริมให้เด็กไทยทุกคน เล่นดนตรีเป็น 1 ชนิด ถือเป็นการเยียวยาจิตใจ มีผลโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง อารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ ของเด็กเยาวชนสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีสมาธิ สามารถเรียนรู้วิชาการอื่น ๆ ได้รวดเร็วขึ้น ประกอบกับเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีของไทยให้เด็กเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการส่งเสริมเด็กไทยเล่นดนตรีไทยคนละ 1 ชิ้น ได้รับความสนใจจากเยาวชนเป็นอย่างมาก ใช้เวลาอบรม 2 วัน มีการสอน ประกอบด้วย พื้นฐานดนตรีไทยวงปี่พาทย์ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ พื้นฐานดนตรีไทยวงเครื่องสาย ซอด้วง ซออู้จะเข้ พื้นฐานดนตรีพื้นบ้านอีสาน พิณ แคน โหวด โปงลาง กลองหาง และในปีงบประมาณ พ.ศ.2567      เป็นการจัดฝึกอบรมปฏิบัติดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านให้แก่เด็กและเยาวชน ดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มปี่พาทย์ (อาทิ ขลุ่ย อบรมกลุ่มเป้าหมายใหม่) 2. กลุ่มเครื่องสายไทย 3. กลุ่มดนตรีพื้นบ้าน 4. กลุ่มดนตรีสากล มีนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 5,000 คน จาก 100 โรงเรียนเครือข่ายสนใจเข้าอบรมหลักสูตรระยะสั้น 12 ชั่วโมง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนมีนาคม 2567 มีทีมวิทยากรจากวิทยาลัยนาฎศิลปในสังกัด 12 แห่ง คณะศิลปศึกษา คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ครูผู้เชี่ยวชาญอบรมให้ความรู้

ทั้งนี้ ภายหลังการอบรม ทาง สบศ. จะมีการจัดแสดงผลงานเด็กและเยาวชนในระดับกระทรวง ทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ภายนอก ถือเป็นขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เล่นดนตรี คนละ 1 ชิ้น สู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News