Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. เปิดปฏิบัติการปลดล็อกคอขวดงานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจเวลเนสโลก

สกสว. เปิดปฏิบัติการ “ปลดล็อกคอขวด” งานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA-สวก. ดันสมุนไพรและเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ตลาดจริง

เชียงราย, 17 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งในเชียงราย เมืองที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะปลายทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม และภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยดอย แต่สำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการท้องถิ่น “เชียงราย” กำลังถูกตั้งโจทย์ใหม่ให้เป็นมากกว่านั้น พื้นที่ทดลองของระบบนวัตกรรม ที่ต้องทำให้งานวิจัย “เดินทางออกจากห้องแล็บ” ไปถึงมือคนใช้จริง

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการลงพื้นที่ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมเครือข่ายหน่วยงานปลายน้ำและกลไกสนับสนุนเชิงพาณิชย์ตาม “ข้อมูลประชาสัมพันธ์” ที่ระบุการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายช่วง 13–14 มกราคม 2569 เพื่อทำหน้าที่ “ปลดล็อกคอขวด” ที่ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไปไม่ถึงตลาด

หากมองแบบผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงกิจกรรมภาครัฐอีกหนึ่งงาน แต่เมื่อวางลงบนฉากหลังของโลกที่กำลังแข่งขันกันในตลาดสุขภาพและเวลเนส ภาพของเชียงรายในวันนี้กำลังเชื่อมกับตัวเลขระดับโลกที่ “หนักแน่นจนหลีกเลี่ยงไม่ได้” — รายงานของ Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2022) และเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เดินหน้าทิศทาง Traditional Medicine Strategy 2025–2034 เพื่อยกระดับการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้มีบทบาทอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และอิงหลักฐานมากขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ “สมุนไพร” จึงไม่ใช่เพียงภูมิปัญญาพื้นบ้าน หากแต่เป็น สนามแข่งขันด้านมาตรฐาน หลักฐาน และกฎระเบียบ — และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “คอขวด” ถูกพูดถึงมากกว่าคำว่า “ขาดไอเดีย”

คอขวดของงานวิจัยสมุนไพร ไม่ได้ติดที่สูตร แต่ติดที่ “มาตรฐาน-กฎหมาย-หลักฐาน”

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในจังหวัดชายแดนมักมีคำถามคล้ายกัน ทำไมผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนทำได้ดี มีเรื่องเล่า มีอัตลักษณ์ กลับไปไม่ถึงชั้นวางในตลาดใหญ่ หรือไปไกลถึงตลาดต่างประเทศไม่ได้

คำตอบมักไม่ใช่ “ทำไม่เก่งพอ” แต่เป็นเพราะระบบปลายน้ำต้องการสิ่งที่เข้มงวดกว่าเรื่องรสชาติหรือบรรจุภัณฑ์ ได้แก่

  • มาตรฐานการผลิตและการทดสอบ
  • การขึ้นทะเบียน/การกล่าวอ้างสรรพคุณอย่างถูกกฎหมาย
  • ข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่เชื่อถือได้
  • ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ (traceability) และคุณภาพล็อตต่อล็อต

ภาพรวมนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ สกสว. สื่อสารในเวทีสาธารณะว่า การขับเคลื่อนระบบ ววน. ต้อง “เห็นผลกระทบ” และทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้วิสัยทัศน์ SRI for ALL โดยมีหลักคิดเชิงการบริหารที่ถูกหยิบยกในสื่อ เช่น “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น เห็น Impact” ซึ่งตอกย้ำว่างานวิจัยต้องไม่จบที่รายงาน แต่ต้องไปสู่การใช้จริง

การนำ “อย.” เข้ามาร่วมวงในระดับพื้นที่ จึงมีนัยสำคัญ เพราะสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทุกคำที่สื่อสารกับผู้บริโภคมีต้นทุนทางกฎหมาย และทุกข้อกำหนดที่ไม่เข้าใจ อาจทำให้ SME ต้องเสียเวลาเป็นปี ก่อนจะได้ใบอนุญาตที่ถูกต้อง

เชียงรายกับความพร้อมด้านสมุนไพร เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ฐานความรู้

หนึ่งในจุดแข็งของเชียงรายที่ทำให้ “ปลดล็อกคอขวด” มีความเป็นไปได้มากขึ้น คือการมีสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ผู้ประกอบการและชุมชน ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตงานวิชาการ

ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้จากข้อมูลสาธารณะ คือบทบาทของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรและห้องปฏิบัติการทดสอบ โดยมีการสะท้อนถึงมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และแนวทางยกระดับคุณภาพงานวิจัย/การทดสอบในมิติที่สัมพันธ์กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นัยสำคัญคือ หากพื้นที่มีความสามารถ “ทำมาตรฐาน” ได้ในจังหวัดเอง ต้นทุนของผู้ประกอบการจะลดลงทันที — ทั้งต้นทุนเงิน ต้นทุนเวลา และต้นทุนการเดินทาง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำ R&D แบบวนซ้ำ (iterate) จนได้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่อง “แต่งแบรนด์” แต่คือการเพิ่มมูลค่าบนฐานความจริง

ข้อมูลตั้งต้นระบุว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้หยุดที่สมุนไพร แต่รวมถึง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งหากเขียนแบบข่าวเชิงลึก จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่า “สร้างสรรค์” ไม่ใช่การทำให้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ ขายได้ซ้ำ ขยายได้ และถูกกฎหมาย

ในตลาดสุขภาพสมัยใหม่ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สารสกัด แต่ซื้อ “ความมั่นใจ” และ “ประสบการณ์” ทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการผลิต ความปลอดภัย ไปจนถึงการสื่อสารที่ไม่เกินจริง นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ วิทยาศาสตร์ และ ครีเอทีฟ ต้องเดินด้วยกัน

ตลาดสมุนไพรไทย “ใหญ่พอ” แต่การแข่งขันอยู่ที่มาตรฐาน

ข้อมูลเชิงระบบของไทยสะท้อนว่า “สมุนไพร” ไม่ใช่ตลาดเล็กอีกต่อไป เอกสารเชิงนโยบายด้านสมุนไพรระบุว่า ตลาดสมุนไพรในประเทศมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบริบทการยอมรับของการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกในระดับนานาชาติ (มีหลายประเทศที่มีกฎหมาย/การกำกับดูแลด้านนี้)

เมื่อวางตัวเลขนี้คู่กับมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกที่ Global Wellness Institute ประเมินไว้ จะเห็นว่าโอกาส “มีอยู่จริง” แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสินค้าหรือบริการของไทยสามารถผ่านด่านมาตรฐาน และสามารถสื่อสารกับตลาดโลกได้อย่างถูกต้องตามกฎ

 “ทำไมต้องปลดล็อก” และปลดล็อกอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชน

การปลดล็อกคอขวดของงานวิจัย หากทำแบบเร่งรัดโดยไม่ระวัง อาจเกิดความเสี่ยง 3 ชั้นที่กระทบชุมชนมากกว่าช่วยเหลือ ได้แก่

  1. เสี่ยงต่อการกล่าวอ้างเกินจริง
    หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรรีบเข้าสู่ตลาดโดยขาดหลักฐานหรือสื่อสารผิดกฎหมาย ผลที่ตามมาคือความเสียหายต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และกระทบความเชื่อมั่นของภาพรวมจังหวัด
  2. เสี่ยงต่อการ “มาตรฐานสูง แต่คนตัวเล็กเข้าไม่ถึง”
    ถ้ามาตรฐานถูกวางแบบที่ SME ไม่สามารถปฏิบัติตามได้จริง จะกลายเป็นการคัดคนออกจากตลาดโดยปริยาย ดังนั้น กลไกสนับสนุนต้องแปลมาตรฐานให้เป็น “ขั้นตอนที่ทำได้” และต้นทุนที่รับไหว
  3. เสี่ยงต่อการใช้ทรัพยากรเกินสมดุล
    เมื่อสมุนไพรบางชนิดถูกทำให้เป็นที่ต้องการสูง อาจเกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและการจัดการวัตถุดิบ จำเป็นต้องมีระบบติดตามแหล่งผลิตและการปลูกที่ยั่งยืน

ในมุมนี้ การที่ สกสว. สื่อสาร “SRI for ALL” ในเชิงระบบ และผลักดัน Open Science ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ เป็นกรอบที่ช่วยลดความเสี่ยง เพราะทำให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติ “ไม่กระจุก” อยู่กับคนกลุ่มเล็ก

เชียงรายกำลังทดลอง ทำให้การกำกับดูแลกลายเป็น “ตัวเร่ง” ไม่ใช่ “ตัวถ่วง”

หัวใจของข่าวนี้จึงอยู่ที่คำถามเดียว ทำอย่างไรให้กฎระเบียบและมาตรฐาน กลายเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโต ไม่ใช่กำแพงกั้นโอกาส

แนวทางที่สะท้อนจากโครงสร้างพันธมิตร (อย. + หน่วยพัฒนานวัตกรรม/การลงทุน/การเกษตร) ตามข้อมูลที่ผู้ให้ข้อมูลส่งมา คือการจัด “ปลายน้ำ” มาอยู่ใกล้ “ต้นน้ำ” ให้มากที่สุด — เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้ประกอบการรู้ตั้งแต่ต้นว่า

  • ต้องเตรียมข้อมูลอะไร
  • ต้องทดสอบมาตรฐานไหน
  • ต้องขึ้นทะเบียนอย่างไร
  • และต้องสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยถ้อยคำแบบใดจึงถูกต้อง

หากทำได้จริง สิ่งที่เชียงรายจะได้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่คือ “เวลา” ที่ถูกคืนให้กับระบบ ลดเวลาลองผิดลองถูก ลดภาระเอกสารซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการต่อยอดงานวิจัยเป็นธุรกิจที่โปร่งใส

เชียงรายไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “ภูมิปัญญา” กับ “มาตรฐาน”

ข่าวการลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมเชิงพิธีการ เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของระบบ ววน. จากการ “สนับสนุนงานวิจัย” ไปสู่การ “สนับสนุนเส้นทางของงานวิจัย” ตั้งแต่แปลงปลูก-แล็บ-โรงงาน-การขึ้นทะเบียน-การสื่อสาร-ตลาด

ในโลกที่เศรษฐกิจเวลเนสโตต่อเนื่อง และ WHO วางยุทธศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้เข้มแข็งด้วยคุณภาพและความปลอดภัย จังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและทุนวัฒนธรรมอย่างเชียงราย ไม่ได้ขาด “ของดี” แต่กำลังต้องการ “สะพานมาตรฐาน” เพื่อพาของดีนั้นออกไปสู่ตลาดที่กว้างกว่าเดิม

และหากสะพานนี้ถูกสร้างอย่างเท่าเทียม — ให้ชุมชนเดินได้ ผู้ประกอบการรายเล็กเดินได้ นักวิจัยเดินได้ — คำว่า “ปลดล็อกคอขวด” จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่จะกลายเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่มั่นคงขึ้น และความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพของเชียงรายที่ยืนระยะได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.): ยุทธศาสตร์กองทุน ววน. และวิสัยทัศน์ SRI For ALL
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.): ข้อมูลศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร (MPIC) และโรงงานมาตรฐาน GMP/PICS
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย): ข้อมูลผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อน Area-based Research
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): แนวทางการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU): บพข., TCELS, NIA และ สวก. (ข้อมูลการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการแข่งขัน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องทางขนานเชียงราย-พะเยา: เมื่อเมืองหลักต้องพร้อมทุกวัน และเมืองรองต้องปังในวันสำคัญ

สองจังหวัดพี่น้องในล้านนา กับสองวิธีคิดที่กำลังแข่งกันเงียบ ๆ

เชียงราย,16 มกราคม 2569 – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ห้องประชุมจอมกิตติกลายเป็น “ศูนย์บัญชาการเม็ดเงิน” เมื่อฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่เช็กตัวเลขการเบิกจ่าย โครงการที่เดินหน้าแล้ว โครงการที่ยังค้าง และเงินกันเหลื่อมปีที่ต้องเร่งให้ทันกรอบเวลา เพราะในมุมของเมืองหลัก การพัฒนาไม่ใช่แค่ทำให้ “มีงาน” แต่ต้องทำให้ “ระบบทำงาน” — ถนน ไฟฟ้า น้ำ การบริการสาธารณะ ความปลอดภัย เครือข่ายเศรษฐกิจชายแดน และความพร้อมรองรับคนเข้า–ออกตลอดปี

ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของล้านนาตอนบน “กว๊านพะเยา” ถูกพูดถึงในฐานะเวทีพิสูจน์ว่าจังหวัดเมืองรองก็สร้างแรงดึงดูดได้ หากกล้ายกระดับงานให้ใหญ่พอจะชิงพื้นที่สื่อ ชิงการรับรู้ และชิงการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้ไหลเข้าเมืองตัวเอง ภาพสะท้อนจากการสื่อสารด้านท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ชี้ว่า พะเยาถูกวางเป็น “ม้ามืด” ที่ใช้ Big Event Marketing ปั้นดีมานด์ และพยายามต่อยอดให้เกิดความต่อเนื่อง

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่แค่ “ใครทำดีกว่า” แต่คือ “สองแนวทางนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร” และ “ประชาชนจะได้อะไรจริง” หากเมืองหลักเร่งฐานราก ขณะเมืองรองเร่งแม่เหล็กการตลาด

เชียงราย เมืองหลักกับโจทย์ “เงินต้องถึงพื้นที่” และ “โครงสร้างต้องเดินต่อเนื่อง”

จากรายงานการประชุม ก.บ.จ. จังหวัดเชียงราย ตัวเลขปีงบประมาณ 2568 สะท้อนภาพการบริหารแบบ “เครื่องจักรราชการที่ต้องเดินให้ทันเวลา”

  • งบรวม 317,142,000 บาท ครอบคลุม 13 โครงการ 49 กิจกรรม
  • ยอดเบิกจ่ายสะสม 311,878,904.61 บาท
  • เงินเหลือจ่าย 5,263,898.39 บาท
  • เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 90,189,322.73 บาท (คิดเป็น 28.44%) จาก 9 หน่วยงาน 13 โครงการ 23 กิจกรรม

ในเชิงการคลัง ตัวเลขเบิกจ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับกรอบงบรวม ทำให้เชียงรายดูเหมือน “ทำการบ้านส่งครบ” แต่เมื่อเจาะลึกในเชิงนโยบาย เงินกันเหลื่อมปีเกือบหนึ่งในสามคือสัญญาณที่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะมันหมายถึง “โครงการยังไม่จบ” และยังมีความเสี่ยงเรื่องกรอบเวลา การจัดซื้อจัดจ้าง และประสิทธิภาพการส่งมอบผลลัพธ์ (delivery) หากหน่วยงานไม่เร่งรัดให้ทันตามระเบียบ

ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานเชิงลึก คือ เมืองหลักอย่างเชียงรายมี “ต้นทุนความคาดหวัง” สูงกว่าจังหวัดทั่วไป ชุมชนไม่ได้ถามแค่ว่ามีโครงการหรือไม่ แต่ถามว่า

  • โครงการนั้นแก้ปัญหาชีวิตจริงได้แค่ไหน
  • ทำให้ระบบบริการสาธารณะเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้นหรือไม่
  • ช่วยเศรษฐกิจชายแดนและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่นอย่างไร

จึงไม่น่าแปลกที่เวที ก.บ.จ. จะเน้น “ติดตาม–เร่งรัด–เบิกจ่ายให้เป็นไปตามกรอบ” เพราะเม็ดเงินของรัฐในเมืองหลักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้อง “ค้ำโครงสร้างระยะยาว” ให้เมืองรับมือการแข่งขันได้

พะเยา เมืองรองกับยุทธศาสตร์ “ชิงการรับรู้” ด้วยอีเวนต์ และเดิมพันด้วยความต่อเนื่อง

ฝั่งพะเยา ภาพที่ถูกสื่อสารต่อสาธารณะชัดเจนคือแนวคิด “กระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง” และใช้งานใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าเมือง โดยกรณี “เคาต์ดาวน์กว๊านพะเยา” ถูกยกเป็นตัวอย่างของการสร้างกระแสและการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก พร้อมแนวคิดว่าควรมีงานใหญ่ “เข้ามาจัดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อรักษาโมเมนตัม

ในมุมการตลาดท่องเที่ยว กลไกนี้ทำงานแบบตรงไปตรงมา

  1. ทำให้เมือง “ถูกพูดถึง” (share of voice)
  2. ทำให้คน “ตัดสินใจเดินทาง” (conversion)
  3. ทำให้ผู้ประกอบการ “เห็นรายได้จริง” (cashflow)
  4. แล้วค่อยใช้ภาพความสำเร็จไปต่อยอดงบ/สปอนเซอร์/ความร่วมมือครั้งถัดไป

แต่ในมุมเชิงโครงสร้าง เมืองรองที่โตด้วยอีเวนต์มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน

  • ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน งานจบ คนกลับ เมืองเงียบ หากไม่มีสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทำให้คน “อยู่ต่อ–กลับมาอีก”
  • ความเสี่ยงด้านความสามารถรองรับ (capacity) ที่จอดรถ ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การจัดการขยะ ห้องน้ำสาธารณะ—สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายแฝงที่เมืองต้องพร้อม
  • ความเสี่ยงด้านความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ หากการจัดงานทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น แต่รายได้ไม่กระจาย ความชอบธรรมของนโยบายจะสั่นคลอน
พะเยาเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ปี 2571 (Phayao International Horticultural Expo 2028) บริเวณพื้นที่รอบกว๊านพะเยา ภายใต้แนวคิด "Harmony of Nature & Culture"

เปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ “งบโครงสร้าง” vs “งบการตลาด” — สองกลไกที่ควรเสริมกัน ไม่ใช่ชนกัน

หากยึดตามข้อมูลเชียงราย เมืองหลักกำลังทำสิ่งที่รัฐคาดหวัง เบิกจ่ายสูง เดินเครื่องหลายโครงการ และพยายามปิดงานให้ทันกรอบ พร้อมถือเงินกันเหลื่อมปีไว้เพื่อไม่ให้โครงการสะดุด
ขณะที่ข้อมูลฝั่งพะเยาชี้ว่า เมืองรองกำลังถูกเล่าเรื่องผ่าน “ความสำเร็จของงานใหญ่” และแนวคิดต่อยอดอีเวนต์เพื่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย (ข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริง)

  • เชียงรายกำลังเล่นเกม “ความเชื่อมั่นของระบบ” (system reliability) — เมืองหลักต้องทำให้บริการสาธารณะนิ่งและทน
  • พะเยากำลังเล่นเกม “ความสนใจของตลาด” (market attention) — เมืองรองต้องทำให้คนอยากมาและอยากเล่า

ทั้งสองเกมจำเป็นต่อกัน เพราะถ้าเมืองหลักไม่แข็งแรง การไหลเวียนคน–สินค้า–บริการในภูมิภาคจะสะดุด แต่ถ้าเมืองรองไม่สร้างสีสันและเหตุผลใหม่ในการเดินทาง การกระจุกตัวจะกลับไปอยู่ที่เมืองเดิม และโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยจะหดลง

โอกาสของ “แพ็กเกจภูมิภาค” ที่ทำให้เชียงราย–พะเยาได้ประโยชน์ร่วม

หากต้องสรุปให้เป็น “ข้อเสนอที่จับต้องได้” โดยไม่แต่งเรื่องเกินฐานข้อมูล สิ่งที่เห็นชัดจากสองเคสคือ ความจำเป็นของการออกแบบเส้นทางและเวลาการท่องเที่ยวร่วมกัน

  • เมืองหลักอย่างเชียงราย ซึ่งมีโครงสร้างและระบบราชการขับเคลื่อนได้ (สะท้อนจากตัวเลขเบิกจ่าย) สามารถทำหน้าที่เป็น “ฐาน” ของการเดินทาง การคมนาคม จุดบริการหลัก ที่พักหลากระดับ และบริการสนับสนุน
  • เมืองรองอย่างพะเยา ซึ่งสร้างแรงดึงด้วยงานใหญ่ สามารถทำหน้าที่เป็น “จุดพีก” ของประสบการณ์ วันที่ต้องไปให้ได้ ภาพที่ต้องถ่ายให้ได้ ช่วงเวลาที่ต้องแชร์

สิ่งที่ต้องระวัง คือ ถ้าออกแบบไม่ดี เมืองหลักอาจมองว่า “ต้องแบกต้นทุนระบบ” ส่วนเมืองรอง “ได้กระแส” ขณะที่เมืองรองอาจมองว่า “คนมาแล้วแวะผ่าน” เงินไม่ค้างในเมือง ดังนั้นตัวชี้วัดร่วมที่ควรพูดให้มากขึ้นในการกำหนดนโยบาย คือ

  • จำนวนคืนเฉลี่ย (Average Length of Stay)
  • การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
  • ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวในการรองรับอีเวนต์
  • ความพึงพอใจของคนท้องถิ่น (social license)

ระหว่าง “เมืองที่ต้องพร้อมทุกวัน” กับ “เมืองที่ต้องปังในวันสำคัญ” คนได้อะไร?

ภาพใหญ่ของปี 2569 ที่กำลังค่อย ๆ ชัดขึ้น คือภาคเหนือตอนบนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องแหล่งท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “โมเดลพัฒนา” เมืองหลักอย่างเชียงรายกำลังย้ำบทบาทผ่านการบริหารงบและเร่งปิดงานให้เกิดผลในพื้นที่
ส่วนเมืองรองอย่างพะเยากำลังถูกดันด้วยการตลาดเชิงกิจกรรม เพื่อชิงการรับรู้และสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทาง

สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะตัดสินนโยบายจากคำถามง่าย ๆ แต่หนักแน่น

  • “ถนนดีขึ้นไหม?”
  • “งานทำมาหากินเพิ่มจริงหรือเปล่า?”
  • “ค่าครองชีพสูงขึ้นแล้วรายได้โตตามไหม?”
  • “ลูกหลานมีโอกาสมากขึ้นหรือยัง?”

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า งบโครงสร้างและงบการตลาดจะ “เสริมกัน” หรือ “ชนกัน” ในสนามจริงของชีวิตคนล้านนาตอนบน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ เปิดพระราชานุสาวรีย์ ณ รพ.ศูนย์ มฟล. หมุดหมายใหม่สาธารณสุขลุ่มน้ำโขง

รพ.ศูนย์การแพทย์ มฟล. กับหมุดหมาย “Mekong Regional Medical Hub” ทำไม “โรงพยาบาล” ถึงเปลี่ยนอนาคตเมืองได้

เชียงราย,15 มกราคม 2569 – ลองคิดภาพแบบง่ายๆ เมืองหนึ่งจะโตได้จริง ไม่ใช่แค่มีถนนดีหรือห้างใหม่ แต่ต้องมี “ระบบที่ทำให้คนอยู่ได้อย่างมั่นใจ” และสุขภาพคือระบบใหญ่ที่สุดของชีวิตเรา ถ้าคุณป่วยหนักแล้วต้องนั่งรถหลายชั่วโมงเพื่อไปรักษา เมืองนั้นก็เหมือนบ้านที่ยังไม่มีหลังคาแข็งแรง

เชียงรายกำลังเดินเข้าไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ผ่านบทบาทของ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (รพศ.มฟล.) ที่ถูกวางให้เป็นมากกว่าโรงพยาบาลรักษาโรค แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” และ “เครื่องยนต์ยุทธศาสตร์” ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุชัดว่าโรงพยาบาลนี้สร้างด้วยเงินลงทุน มากกว่า 4 พันล้านบาท จากงบรัฐและเงินบริจาคสาธารณะ พร้อมย้ำเป้าหมายการเป็น Regional Medical Hub ของลุ่มน้ำโขง เหตุการณ์วันที่ 15 มกราคม 2569 ไปจนถึงตัวเลข บุคลากร พันธกิจ 3Ps และคำถามสำคัญที่สังคมควรถามต่อ เพื่อให้การพัฒนานี้ “ไปถึงคนจริง” ไม่ใช่ไปถึงแค่ตัวเลขบนกระดาษ

ภาพรวม ที่เชียงราย พิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ สัญลักษณ์ของรากฐานทางสาธารณสุขไทย

เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อน “จิตวิญญาณ” ของการสร้างระบบสุขภาพในพื้นที่ชายขอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิด พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นี่ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็น “หมุดความหมาย” ที่เชื่อมรากฐานสาธารณสุขไทยกับอนาคตของระบบสุขภาพชายแดน เพราะพื้นที่นี้คือประตูเชื่อมไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และโรคภัยก็ไม่เคยรู้จักเส้นพรมแดน

รายชื่อผู้ร่วมรับเสด็จและภาพสะท้อนความร่วมมือหลายภาคส่วน

ข้อมูลจากการรายงานพิธีระบุถึงการร่วมรับเสด็จของผู้แทนฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และฝ่ายมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาล อาทิ ผู้แทนกองทัพ ผู้แทนจังหวัด ผู้บริหารสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารมหาวิทยาลัย รวมถึงประชาชนจากพิธีการสู่ “ความหมาย” ของระบบสุขภาพ ถ้าคุณมองให้ลึก พิธีนี้ทำหน้าที่เหมือน “การประกาศเจตนารมณ์” ว่าพื้นที่เชียงรายไม่ได้เป็นชายขอบของบริการสุขภาพอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลาง” ของการดูแลคนในภูมิภาค

เงินลงทุน “กว่า 4,000 ล้านบาท” บอกอะไรเราได้บ้าง เงินลงทุนไม่ใช่แค่ตึก แต่คือความสามารถของระบบ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่าโรงพยาบาลนี้สร้างด้วยเงินลงทุน มากกว่า 4 พันล้านบาท จากงบประมาณภาครัฐและเงินบริจาคของประชาชน  ตัวเลขนี้แปลเป็นภาษาคนได้ว่าเมืองกำลังสร้าง “ความสามารถรองรับวิกฤต” และ “ขีดความสามารถรักษาโรคซับซ้อน” ในพื้นที่ที่เดิมทีคนจำนวนมากต้องเดินทางไกลไปยังศูนย์ใหญ่

ที่มาของงบ รัฐ + เงินบริจาคสาธารณะ

โมเดล “รัฐร่วมประชาชน” สะท้อนความคาดหวังสองชั้น:

  1. ภาครัฐหวังให้เกิดการกระจายศูนย์บริการตติยภูมิ
  2. ประชาชนหวังให้ระบบนี้ตอบคำสัญญาเรื่องความเท่าเทียม

เมื่อเงินมาจากทั้งสองทาง “ความชอบธรรม” ก็สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน “มาตรฐานความโปร่งใสและการวัดผล” ก็ต้องสูงขึ้นเช่นกัน เพราะนี่คือเงินที่ทุกคนมีส่วนร่วม

โรงพยาบาลของประชาชน” กับหลักคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง วลี “ไม่ปฏิเสธผู้ป่วยเพราะความยากจน” สำคัญอย่างไร

มหาวิทยาลัยระบุแนวคิดผู้ก่อตั้ง/ผู้บริหารว่า “no patient should ever be denied medical care due to poverty” ซึ่งถูกย้ำในบริบทของการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อคนเชียงรายและขยายไปยังลุ่มน้ำโขง

ประโยคเดียวนี้ทำหน้าที่เหมือน “เข็มทิศจริยธรรม” เพราะในโลกจริง คนจนไม่ได้ป่วยน้อยกว่าใคร แต่เขามักเข้าถึงระบบช้ากว่าเสมอ และโรคก็ยิ่งแพงขึ้นทุกครั้งที่ปล่อยให้ช้า ภูมิศาสตร์ชายแดน ทำไมเชียงรายต้องมีศูนย์ตติยภูมิ

เชียงรายเป็น “ประตูภูมิภาค” ใกล้ทั้งลาว เมียนมา และเส้นทางสู่จีนตอนใต้ การมีศูนย์การแพทย์ที่ตั้งใจเชื่อม “การรักษา + การศึกษา + ความร่วมมือระหว่างประเทศ” จึงเป็นมากกว่าเรื่องสุขภาพ แต่เกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งมหาวิทยาลัยสื่อสารแนวคิดนี้อย่างชัดเจน

อัตรากำลัง 1,575 อัตรา และโจทย์คนทำงานที่ใหญ่พอๆ กับตึก เป้าหมายรองรับผู้ป่วย “ไม่ต่ำกว่าปีละ 4.6 แสนคน”

มติ ครม. ที่มหาวิทยาลัยรายงาน ระบุการเห็นชอบแผนเพิ่มอัตรากำลัง 1,575 อัตรา พร้อมงบประมาณ 401.87 ล้านบาท และตั้งเป้ารองรับผู้ป่วย ไม่ต่ำกว่าปีละ 4.6 แสนคน

นี่คือ “ตัวเลขที่ต้องแปลเป็นคุณภาพชีวิต” เพราะถ้ารองรับคนได้มากขึ้น แต่คิวรอนานขึ้น คุณภาพตกลง หรือบุคลากรเหนื่อยล้า ระบบก็เสี่ยงกลายเป็นเครื่องยนต์ที่เร่งจนพัง ความท้าทายด้านบุคลากรในพื้นที่ห่างไกล การดึงแพทย์เฉพาะทาง พยาบาลวิชาชีพ และทีมสหสาขามาอยู่ชายแดน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน แต่เป็นเรื่อง “ระบบสนับสนุนชีวิตการทำงาน” ตั้งแต่ที่พัก โอกาสวิชาการ ไปจนถึงความมั่นคงในครอบครัว จุดนี้เป็นโจทย์ร่วมของทั้งมหาวิทยาลัยและระบบรัฐ

4 พันธกิจ มากกว่ารักษา คือเรียนรู้ วิจัย และบริการเพื่อสังคม Tertiary Care งานโรคซับซ้อนและการส่งต่อ

บทบาทโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ในเชิงโครงสร้าง คือการเพิ่มศักยภาพการรักษาระดับสูงในภูมิภาค และทำให้ระบบส่งต่อ “ใกล้ขึ้น” สำหรับคนที่เดิมทีต้องออกนอกจังหวัดหรือไปศูนย์ใหญ่ Integrated Medicine แพทย์ปัจจุบัน + ไทย + จีน มหาวิทยาลัยสื่อสารว่าให้บริการผสมผสานแพทย์สมัยใหม่กับแพทย์แผนไทยและแผนจีน รวมถึงคลินิกเฉพาะทางหลายด้าน ในภาษาง่ายๆ นี่คือการทำให้ “การรักษา” ไม่ใช่เส้นตรงแบบยา-ผ่า-กลับบ้าน แต่เป็นเส้นทางที่มีการฟื้นฟู ดูแลต่อเนื่อง และมองคนแบบองค์รวมมากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้จริง จะลดภาระโรคเรื้อรังในระยะยาว Social Innovation นวัตกรรมเพื่อคนชายขอบ งานด้าน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ในพื้นที่ชายแดนมักเจอโจทย์เดิมคนอยู่ไกล ถนนยาก ภาษาไม่เหมือนกัน และบางพื้นที่เข้าถึงบริการฉุกเฉินลำบาก การใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูล/พิกัดเพื่อยกระดับการเข้าถึง โดยเฉพาะการเชื่อมกับระบบฉุกเฉิน เป็นแนวคิดที่พบในงานสื่อสารของหน่วยงานในเครือมหาวิทยาลัย GMS Health เครือข่ายสุขภาพข้ามพรมแดน มหาวิทยาลัยระบุเป้าหมายขยายบริการและความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และย้ำบทบาทของเชียงรายในฐานะจุดยุทธศาสตร์

MFU Wellness Center และยุทธศาสตร์ 3Ps

มหาวิทยาลัยระบุชัดว่าให้บริการสุขภาพภายใต้กรอบ 3Ps: Promotion, Prevention, Prediction ผ่าน MFU Wellness Center และหน่วยบริการต่างๆ  Promotion สร้างทักษะสุขภาพให้คน “ยังไม่ป่วย” ลองถามตัวเอง ถ้าเรารอให้ป่วยก่อนค่อยรักษา เราก็เหมือนรอให้ไฟไหม้ก่อนค่อยหาถังดับเพลิง Promotion คือการสอนให้คนรู้จักดูแลตัวเองตั้งแต่ยังแข็งแรง กิน นอน ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพให้เป็นนิสัย Prevention คัดกรอง/ลดความเสี่ยงก่อนเจ็บหนัก Prevention คือการยอมรับความจริงว่า “โรคจำนวนมากป้องกันได้” โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถ้าศูนย์สุขภาพทำงานเชิงรุกได้จริง โรงพยาบาลใหญ่ก็จะไม่ถูกกลืนด้วยเคสที่หนักขึ้นเพราะมาช้า Prediction อ่านอนาคตสุขภาพด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี Prediction คือการใช้ข้อมูลสุขภาพและเทคโนโลยีช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง เพื่อให้การป้องกัน “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยสื่อสารแนวทางนี้ในบริบทของ 3Ps อย่างต่อเนื่อง

สิทธิการรักษาและความมั่นใจของประชาชน UCEP เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต “รักษาได้ทุกที่”

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายนโยบาย UCEP ว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้เข้ารับการรักษาได้โดยไม่ถูกปฏิเสธตามสิทธิ และมีช่องทางประสานงาน/สอบถาม ทำไม “ความเข้าใจสิทธิ” คือด่านแรกของความเท่าเทียม โรงพยาบาลศูนย์ระดับภูมิภาคจะสร้างความมั่นใจให้คนได้มาก ถ้าการสื่อสารสิทธิทำให้เข้าใจง่าย ไม่สับสน และมีระบบช่วยเหลือจริง เพราะคนจำนวนมากไม่ได้ขาดสิทธิ แต่ขาด “ความรู้และความมั่นใจ” ในการใช้สิทธิ

เศรษฐกิจเมืองสุขภาพ เมื่อคนไข้ กลายเป็น “การเดินทาง” Health Destination vs Medical Tourism ต่างกันตรงไหน

Medical Tourism มักเน้น “การรักษาเป็นหลัก” แต่ Health Destination คือการทำให้เมืองทั้งเมืองสนับสนุนสุขภาพ การเดินทางสะดวก อาหารปลอดภัย สิ่งแวดล้อมดี กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพมีจริง เมื่อมหาวิทยาลัยพูดถึงการเป็น Regional Medical Hub และการขยายบริการใน 5 ปี (2026–2030) เราควรมองไกลกว่าแค่จำนวนเตียง แต่มองถึงระบบนิเวศสุขภาพของเมือง เมืองที่ดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง จะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้อย่างไร

แพทย์ นักวิจัย บุคลากรสุขภาพ คือกลุ่มที่มีทักษะสูงและรายได้ค่อนข้างมั่นคง เมื่อเมืองดึงคนกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการใช้จ่ายต่อเนื่อง เกิดธุรกิจรองรับ และเพิ่มมาตรฐานบริการต่างๆ ของเมือง (ที่พัก อาหาร การเดินทาง การศึกษา)

แต่ต้องระวัง “ผลข้างเคียง” เช่น ค่าครองชีพสูงขึ้น หรือช่องว่างคนเมือง-คนดอยกว้างขึ้น ถ้านโยบายสาธารณะไม่ตามให้ทัน

แผนอนาคต 2569–2573 ภาพของ Smart Hospital ที่ต้องวัดผลได้ คลินิกเฉพาะทางใหม่และเครือข่ายไปน่าน/ลาว

มหาวิทยาลัยระบุแผนขยายบริการช่วงปี 2026–2030 เช่น คลินิกศัลยกรรมหลอดเลือด ศูนย์ฟื้นฟูระบบประสาท ศูนย์เบาหวาน และการตั้งศูนย์การศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลน่าน รวมถึงการขยายเครือข่ายไป สปป.ลาว.

สิ่งนี้แปลว่า “โรงพยาบาลไม่ได้คิดแค่ในรั้วตัวเอง” แต่คิดเป็นเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพยุคใหม่ เพราะคนไข้ไม่ได้อยู่ในระบบเดียวตลอดชีวิต เขาย้ายที่อยู่ ย้ายงาน และข้ามจังหวัดตลอดเวลา

AI + Big Data โอกาสและความเสี่ยง

คำว่า Smart Hospital ฟังดูเท่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า:

  • AI ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำตรงไหน
  • ข้อมูลสุขภาพจะปลอดภัยอย่างไร
  • คนชายขอบจะถูกทิ้งห่างไหม ถ้าเทคโนโลยีมาเร็วเกิน

เทคโนโลยีคือมีดสองคม ถ้าใช้ดี มันคือสะพาน ถ้าใช้พลาด มันคือกำแพง

มุมมองสองด้าน โอกาส vs ความกังวลที่ต้องตอบให้ชัด โอกาส ลดเหลื่อมล้ำ ยกระดับมาตรฐาน และสร้างความร่วมมือภูมิภาค

โอกาสหลัก คือการยกระดับบริการตติยภูมิในภาคเหนือตอนบน ทำให้คนเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนได้ใกล้ขึ้น พร้อมแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มหาวิทยาลัยประกาศชัด

อีกโอกาสคือ “การทูตสุขภาพ” แบบนิ่มๆ ผ่านความร่วมมือการศึกษาและบริการสุขภาพกับพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานในระยะยาว เพราะความร่วมมือด้านสุขภาพมักเป็นพื้นที่ที่คนเห็นพ้องง่ายที่สุด

ความกังวล ความยั่งยืนการเงิน คุณภาพบริการ และความเป็นส่วนตัวข้อมูล

ในด้านความกังวล มี 3 คำถามที่สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมา:

  1. ยั่งยืนการเงิน: เมื่อบริการขยายต่อเนื่อง งบดำเนินการจะโตตามหรือไม่
  2. คุณภาพบริการ: จำนวนผู้ป่วยมากขึ้น จะกระทบมาตรฐานและเวลารอไหม (เป้ารับผู้ป่วยปีละ 4.6 แสนคน เป็นตัวเลขที่ทั้ง “น่าหวัง” และ “น่าห่วง” ถ้าระบบไม่พร้อม)
  3. ข้อมูลสุขภาพ: เมื่อพูดถึง AI/Big Data ต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง

ป้อมปราการสุขภาพของเชียงราย และคำถามที่เมืองต้องตอบ

ถ้าจะสรุปให้คมที่สุด รพ.ศูนย์การแพทย์ มฟล. คือ “ป้อมปราการสุขภาพ” ที่เชียงรายสร้างขึ้นด้วยเงินลงทุนกว่า 4 พันล้านบาทและความร่วมมือของรัฐกับประชาชน พร้อมเป้าหมายยกระดับสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  แต่ป้อมปราการจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ “ประตูเปิดให้ทุกคนเข้าได้” และ “คนเฝ้าป้อมมีแรงพอจะยืนระยะ” นั่นคือโจทย์เรื่องสิทธิ การสื่อสาร การจัดคน การเงิน และเทคโนโลยีที่ต้องไปพร้อมกัน

พิธีวันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าประตูอนาคต บทต่อไปคือการทำให้อนาคตนั้นเป็นของ “คนทั้งเมือง” ไม่ใช่ของ “คนบางกลุ่ม” เท่านั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • เทศบาลนครเชียงราย  
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย จัดพิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน 2569 หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

ลมหายใจแห่งโยนกสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน มรดกโลกที่ยังมีชีวิต พิธีกรรมล้านนาบนเส้นทางฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง อบจ.เชียงราย

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – ยามเช้าเหนือผืนน้ำกว้างของ “ทะเลสาบเชียงแสน” หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานว่า “หนองบงคาย” หมอกบางลอยคลอเหนือยอดหญ้า นกน้ำฝูงเล็กโผบินข้ามผืนน้ำเงียบสงบ ก่อนจะถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์และเสียงฆ้องกลองล้านนาที่ดังกังวานไปทั่วตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ภาพพิธี “สืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน ประจำปี 2569” ที่จัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 15 มกราคม ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีที่จัดสืบเนื่องกันมา หากแต่กลายเป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ร่วมของคนเชียงแสน ที่ต้องการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ให้คงอยู่ ทั้งในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ และบ้านของนกน้ำอพยพนานาชนิด

พิธีในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อว่า “นายกนก” เดินทางมาเป็นประธานด้วยตนเอง พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ตัวแทนนายอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลโยนก เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ผู้นำชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ทะเลสาบเชียงแสน จากตำนานโยนกนาคนครสู่พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก

ทะเลสาบเชียงแสนตั้งอยู่ในเขตตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศหลากหลายและมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งในด้านการกักเก็บน้ำ การเป็นแหล่งทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และการเป็น “บ้านชั่วคราว” ของนกน้ำอพยพที่บินหนีหนาวจากดินแดนไกลโพ้น

พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) ลำดับที่ 1,101 ของโลก ทำให้ทะเลสาบเชียงแสนไม่ใช่เพียงทรัพยากรของเชียงราย หากแต่เป็นสมบัติร่วมของประชาคมโลกที่ต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน

สำหรับชาวบ้านในตำบลโยนก ทะเลสาบแห่งนี้ยังผูกพันกับตำนานเมือง “โยนกนาคนคร” เมืองโบราณที่เชื่อกันว่าเคยรุ่งเรืองในอดีตก่อนจะล่มสลายลงสู่ผืนน้ำ เรื่องเล่าและความเชื่อเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านพิธีกรรมและประเพณีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการ “สืบชะตา” แหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของชุมชน

สืบชะตาทะเลสาบเมื่อพิธีกรรมกลายเป็นพันธสัญญารักษ์สายน้ำ

พิธีสืบชะตาหรือ “สืบชาตา” เป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวล้านนา ใช้เพื่อเสริมสิริมงคลและต่ออายุขวัญให้แก่บุคคล สถานที่ หรือชุมชน การนำพิธีดังกล่าวมาปฏิบัติกับทะเลสาบเชียงแสน จึงเปรียบเสมือนการขอขมาและให้คำมั่นว่าจะรักษาแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์มาทุกยุคสมัย

ในช่วงพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จากวัดในตำบลโยนกประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมใส่บาตรและผูกสายสิญจน์สืบชะตารอบบริเวณริมทะเลสาบ ภาพเด็กนักเรียนแต่งกายชุดพื้นเมือง นั่งฟังคำสวดเคียงข้างผู้เฒ่าผู้แก่ สะท้อนการส่งต่อความเชื่อดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในช่วงหนึ่งของพิธีว่า การสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นพิธีกรรมตามปฏิทิน หากแต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำร่วมกัน โดยเฉพาะการดึงเยาวชนให้เข้ามามีบทบาทในการรักษาฐานทรัพยากรที่เป็นของชุมชนเอง

“เราไม่ได้เพียงแค่ทำพิธีแล้วจบไป แต่เราต้องการให้เยาวชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการประกวดทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่าระดับโลกชิ้นนี้” นางอทิตาธรกล่าวในเวทีพบปะผู้นำชุมชน

นโยบาย 7 เรือธงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ “กินได้”

การจัดงานสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนในปีนี้อยู่ภายใต้กรอบ “นโยบาย 7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ซึ่งมุ่งผลักดันศักยภาพท้องถิ่นทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปพร้อมกัน

อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมภายในงาน เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การประกวดทักษะของเยาวชน และการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ วัตถุประสงค์ไม่ใช่เพียงสร้างสีสันให้กับงานประเพณี แต่เพื่อให้ชุมชนเห็นว่า “วัฒนธรรม” สามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ในมิติการท่องเที่ยว พื้นที่ตำบลโยนกและอำเภอเชียงแสนได้รับความสนใจจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ การนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น พิธีสืบชะตา การแต่งกายแบบล้านนา อาหารพื้นเมือง และเรื่องเล่าตำนานโยนกนาคนคร มาผสมผสานกับการชมธรรมชาติและดูนกน้ำ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน

ปัญหาผักตบชวา–สาหร่ายหางกระรอกเงื่อนไขใหม่ของการอนุรักษ์

แม้ทะเลสาบเชียงแสนจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในระยะหลังกลับประสบปัญหาการแพร่กระจายของผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกอย่างหนาแน่น พืชน้ำเหล่านี้ลอยปกคลุมผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง บดบังแสงแดดไม่ให้ลงไปถึงชั้นน้ำด้านล่าง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อการหากินของปลาน้ำจืดและนกน้ำอพยพ

ชาวบ้านและนักดูนกในพื้นที่สะท้อนร่วมกันว่า ปริมาณผักตบชวาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทัศนียภาพของทะเลสาบไม่สวยงามเหมือนเดิม บางจุดไม่สามารถใช้เรือสัญจรหรือนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมฝูงนกได้อย่างสะดวก ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน

ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็น “โจทย์ใหญ่” ของหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ที่ต้องเร่งหาวิธีจัดการวัชพืชน้ำโดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ

จากริมพิธีสู่กลางทะเลสาบนายก อบจ.ลงเรือสำรวจเอง

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์และพิธีผูกสายสิญจน์สืบชะตาทะเลสาบ นายก อบจ.เชียงราย ไม่ได้ยุติบทบาทไว้เพียงการเป็นประธานในพิธี แต่ได้ลงเรือร่วมกับเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย เพื่อลงสำรวจสภาพพื้นที่ทางน้ำอย่างใกล้ชิด

การสำรวจครั้งนี้นำโดย พันจ่าอากาศเอก ทวีป เชียวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ จุดหมายคือบริเวณที่มีผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกหนาแน่น เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำแผนกำจัดอย่างเป็นระบบ

แนวทางเบื้องต้นคือการแบ่งพื้นที่จัดการวัชพืชน้ำออกเป็นโซน พร้อมบูรณาการเครื่องจักรกลของ อบจ.เชียงราย กับภูมิปัญญาชุมชน เช่น การนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน ทั้งการทำปุ๋ยหมักหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรม เพื่อลดต้นทุนในการกำจัดและไม่สร้างภาระด้านของเสียเพิ่ม

จากการคืนบ้านให้นกน้ำ สู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

การฟื้นฟูทะเลสาบเชียงแสนผ่านการกำจัดผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอก ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบนิเวศกลับมาสมดุลเท่านั้น หากยังมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในหลายมิติ

  1. ด้านระบบนิเวศ (Ecological Impact)
    การลดปริมาณผักตบชวาเปิดโอกาสให้แสงแดดส่องลงสู่ชั้นน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้สาหร่ายและพืชน้ำพื้นถิ่นสามารถสังเคราะห์แสงตามปกติ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ เมื่อห่วงโซ่อาหารในทะเลสาบกลับมาแข็งแรง นกน้ำอพยพจำนวนมากก็จะกลับมาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งหากินและพักพิงในฤดูหนาว
  2. ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco–Tourism)
    ทะเลสาบเชียงแสนถูกบรรจุอยู่ในเส้นทางของนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างชาติ การที่ผืนน้ำสะอาด ปราศจากวัชพืชหนาแน่น จะช่วยให้การล่องเรือชมทิวทัศน์และดูนกทำได้สะดวกขึ้น เพิ่มความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการบริการนำเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักในพื้นที่โดยรอบ
  3. ด้านเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy)
    หากการจัดการวัชพืชน้ำสามารถเชื่อมโยงกับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น งานจักสานจากผักตบชวา หรือการใช้เป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนในตำบลโยนก ควบคู่กับการทำประมงพื้นบ้านและการบริการนักท่องเที่ยว
  4. ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Cohesion)
    กระบวนการสำรวจและกำจัดผักตบชวา ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เยาวชน และหน่วยงานรัฐร่วมมือกัน ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “ภารกิจร่วม” ของทั้งชุมชน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และพร้อมปกป้องทะเลสาบแห่งนี้ไปพร้อมกัน

เชียงแสนบนทางแยกระหว่างอนุรักษ์กับการพัฒนา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนรอบทะเลสาบเชียงแสนเผชิญทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ จากกระแสการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเมืองชายแดน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงรายได้ที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบในปี 2569 จึงสะท้อนความพยายามของท้องถิ่นในการหาจุดสมดุลระหว่าง “การรักษ์” กับ “การใช้ประโยชน์” ทะเลสาบเชียงแสนถูกวางให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมล้านนา” มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวระยะสั้น

การสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาทของ อบจ.เชียงราย แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ถือเป็น “เมล็ดพันธุ์” สำคัญที่ช่วยต่อยอดกิจกรรมระดับชุมชนให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง โดยเฉพาะการสร้าง Soft Power ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ลมหายใจแห่งโยนกที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อเสียงสวดมนต์จบลงและผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน ทะเลสาบเชียงแสนยามสายยังคงสะท้อนภาพเรือเครื่องเล็กของเจ้าหน้าที่ที่ออกสำรวจผืนน้ำต่อไป ภาพดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกไม่อาจยุติลงพร้อมกับพิธีกรรม หากแต่ต้องดำเนินต่อด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการขอพรให้สายน้ำอยู่เย็นเป็นสุขเท่านั้น แต่คือการประกาศว่า ชาวเชียงแสนพร้อมจะเป็นเจ้าบ้านที่รับผิดชอบต่อมรดกโลกชิ้นนี้ ทั้งในฐานะ “ลูกหลานโยนก” ผู้สืบทอดตำนาน และในฐานะพลเมืองโลกที่ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศที่เปราะบาง

หากแผนกำจัดวัชพืชน้ำเดินหน้าได้ตามที่สำรวจ หากเยาวชนตำบลโยนกยังคงเติบโตมาพร้อมความภาคภูมิใจในถิ่นเกิด และหากนกน้ำอพยพยังคงกลับมาแต่งแต้มผืนฟ้าทะเลสาบเชียงแสนทุกฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัย ก็อาจกล่าวได้ว่า “ลมหายใจแห่งโยนก” ยังไม่สิ้นสุด และทะเลสาบเชียงแสนจะยังคงเป็นมรดกโลกที่มีชีวิตให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และภาคภูมิใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)

  • เทศบาลตำบลโยนก และ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เสียงจากสายลมจอย-ถ้ำผาจม ถึงกรมโยธาฯ ค้านกำแพงกั้นน้ำสองชั้นที่จัดระเบียบจนย้ายคนทิ้งถิ่น

เชียงรายขอความเป็นธรรมเรื่องน้ำท่วมแม่สาย ชาวบ้านสายลมจอย–ถ้ำผาจมรวมพลังคัดค้านผังเมืองใหม่ 2.9 พันล้าน จี้รัฐเร่งทำ “พนังกั้นน้ำถาวร–ขุดลอกลำน้ำสาย” แทนเวนคืนย้ายชุมชน

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – บริเวณตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งค้าชายแดนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลับไม่ใช่ภาพร้านค้าที่มีผู้คนเดินจับจ่ายอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยป้ายข้อความคัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ที่ถูกนำไปติดไว้ตามหน้าบ้าน อาคารพาณิชย์ และเสาไฟฟ้า

เบื้องหลังป้ายข้อความเหล่านั้น คือความหวาดวิตกของชาวบ้านกว่า 800 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 แต่ต้องมาพบกับ “ผังเมืองใหม่” มูลค่า 2,950 ล้านบาท ที่กำหนดให้พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมริมลำน้ำสาย กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนการสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกลำน้ำอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้อง

ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่ร้อนแรง นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังข้อเสนอและสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำรักษาความสงบ (ผรส.) และแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศการพูดคุยแม้จะเข้มข้น แต่จบลงด้วยความตั้งใจจะหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

พนังกั้นน้ำ หรือผังเมืองใหม่ ปมขัดแย้งกลางลำน้ำสาย

จุดเริ่มต้นความไม่พอใจของชาวแม่สายเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่แบบก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมบริเวณลำน้ำสาย ซึ่งออกแบบให้มี “กำแพงป้องกันน้ำท่วมสองชั้น” โดยแนวกำแพงชั้นนอกจะอยู่ชิดลำน้ำ ขณะที่แนวกำแพงชั้นในถูกลากลึกเข้าไปในชุมชน

การวางแนวกำแพงลักษณะนี้ทำให้ “ตลาดสายลมจอย” และบ้านเรือนกว่า 840 หลัง ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สำหรับรับน้ำหรือ Retention Area เมื่อเกิดน้ำหลาก นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนซึ่งเคยเป็นใจกลางเศรษฐกิจชายแดน จะกลายเป็นแอ่งรับน้ำตามแผนผังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสายลมจอยเล่าว่า หลังจากต้องล้างโคลนและซ่อมแซมร้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านกลับถูกตั้งคำถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ว่า “เมื่อไหร่จะย้ายบ้าน?” ทั้งที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพในอนาคต

“ถ้าบ้านใครน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ไม่ใช่รื้อบ้านแล้วให้ไปสร้างใหม่ที่อื่น ขณะที่กำแพงเดิมก็ยังสูงเท่าเดิม” นี่คือคำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านใช้ตั้งคำถามต่อแนวคิดของโครงการผังเมืองใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเน้นการจัดรูปเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นเหตุ

เสียงจากชุมชน “เรายินดีสละบางส่วน แต่ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน”

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวบ้านตลอดแนวลำน้ำสาย ทั้งชุมชนสายลมจอย ชุมชนถ้ำผาจม และชุมชนใกล้เคียงมีข้อเสนอและข้อกังวลร่วมกันอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ

  1. ต้องการกำแพงกั้นน้ำถาวรที่สูงและแข็งแรงกว่าแบบเดิม
    ชาวบ้านยอมรับว่าพร้อมจะสละพื้นที่บางส่วนริมลำน้ำ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสร้างพนังกั้นน้ำถาวรที่มีมาตรฐานสูง สามารถรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ต้องการให้ทั้งชุมชนถูกย้ายออกไปโดยสิ้นเชิง
  2. ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำสายอย่างจริงจัง
    ลำน้ำสายในปัจจุบันมีตะกอนดินและทรายทับถมจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเมียนมา จนทำให้ระดับท้องน้ำตื้นเขินและการไหลของน้ำช้าลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเอ่อท่วมเข้าสู่พื้นที่ตลาดและบ้านเรือน ชาวบ้านมองว่าการขุดลอกลำน้ำสายให้ลึกขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. ต้องการแก้ไขสะพานที่ขวางทางน้ำ
    สะพานข้ามลำน้ำสายบางแห่งถูกสร้างในระดับต่ำและมีโครงสร้างพาดขวางลำน้ำ เมื่อเกิดน้ำหลาก สะพานเหล่านี้กลายเป็น “เขื่อนชั่วคราว” ทำให้น้ำไหลเข้าเมืองแทนที่จะไหลลงสู่ท้ายน้ำ ชาวบ้านจึงเสนอให้มีการออกแบบสะพานใหม่ให้สูงขึ้นและไม่ขวางการไหลของน้ำ
  4. ตั้งคำถามต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    หลายครัวเรือนสะท้อนว่า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดรูปเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ชาวแม่สายจำนวนมากยืนยันว่า “ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่” เพราะพื้นที่ริมลำน้ำสายไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีพูดคุยกับรัฐ นายอำเภอมอบหมาย “ปลัดอาวุโส” รับฟังข้อเสนอ

เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียด เมื่อวันที่ 14–15 มกราคม 2569 นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอย ที่หอประชุมในพื้นที่ โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผรส. และแกนนำชาวบ้านจากหมู่ 1 บ้านแม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระหว่างการพูดคุย ปลัดอาวุโสยืนยันว่า ทางอำเภอรับทราบถึงความกังวลของชาวบ้าน และจะนำข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสร้างพนังกั้นน้ำถาวร การขุดลอกลำน้ำสาย และการแก้ไขสะพานขวางทางน้ำ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ในส่วนของการดำเนินการระยะสั้น ปลัดอาวุโสระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงน้ำท่วม จะเริ่มมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและทำ “ผนังตึงสายชล” ต่อเนื่องไปถึงบ้านเรือนเพิ่มเติม 14 หลัง โดยใช้งบประมาณเฉพาะกิจประมาณ 36 ล้านบาท กำหนดดำเนินการในช่วงปี 2568–2569

แม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แนวป้องกันน้ำฝั่งไทย และลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งซ้ำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า หน่วยทหารช่างที่เคยมีบทบาทในพื้นที่ได้ถอนกำลังออกจากภารกิจนี้ และจะมีกรมทหารพัฒนารับหน้าที่ดำเนินการด้านโครงสร้างแทน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านจับตาดูถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เข้ามาใหม่

แม้การหารือจะยังไม่สามารถให้คำตอบทุกข้อสงสัยของประชาชนได้ในทันที แต่บรรยากาศในที่ประชุมถือว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเดินหน้าหารูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ “ทำได้จริง” และ “ไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง”

มิติความมั่นคงข้ามพรมแดน เมียนมาสร้างกำแพงสูง–ถมลำน้ำสาย

นอกจากปัญหาเชิงเทคนิคของโครงการในฝั่งไทยแล้ว ชาวแม่สายยังต้องเผชิญกับความกังวลจากการดำเนินการของฝ่ายเมียนมา ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านสะท้อนตรงกันว่า ฝั่งเมียนมามีการสร้างแนวกำแพงกั้นตลิ่งที่สูงกว่าของไทย อีกทั้งยังมีการวางโครงสร้างและถมดินรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำสาย ส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำลดลงและน้ำไหลแรงเข้าหาฝั่งไทยมากขึ้น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำป่าจากตอนบน น้ำจึงเอ่อท่วมเข้าพื้นที่ตลาดและชุมชนริมฝั่งอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเคยมีการหารือร่วมกันในกรอบคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เกี่ยวกับการดูแลรักษาลำน้ำสาย แต่ชาวบ้านระบุว่า ฝั่งเมียนมายังไม่ดำเนินการขุดลอกหรือปรับแนวก่อสร้างตามที่เคยมีข้อตกลง ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวแม่สายกังวลว่า หากไม่มีการเจรจาระดับรัฐบาลและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปี 2569 อาจรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

 

เศรษฐกิจชายแดน–ศรัทธาต่อรัฐ–คุณภาพชีวิตประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดสายลมจอยและย่านการค้าใกล้เคียงถือเป็น “หน้าด่าน” ของการค้าชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก การย้ายชุมชนหรือเวนคืนพื้นที่โดยไม่มีกลไกเยียวยาที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ พร้อมกันในเวลาเดียว

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังส่งผลต่อ “ศรัทธาต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามเชิงโครงสร้างที่ชาวบ้านฝากผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น

  • “หากสร้างผังเมืองใหม่แล้วคนบริเวณลำน้ำสายจะไปอยู่ที่ไหน จะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?”
  • “เหตุใดคนไทยกว่าพันครัวเรือนริมลำน้ำสายจึงไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ในขณะที่รัฐกลับเปิดรับแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก?”

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมืองไทย” ด้วย

ทางออกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันออกแบบ

จากภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่มองว่า ทางออกของปัญหาแม่สายจำเป็นต้องบูรณาการอย่างน้อย 3 ระดับควบคู่กันไป คือ

  1. ระดับลุ่มน้ำและวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วม
    – เร่งสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายอย่างเป็นระบบ
    – ปรับแบบพนังกั้นน้ำให้มีความสูงและความแข็งแรงเพียงพอ พร้อมทั้งพิจารณาแนวกำแพงที่ลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด
    – ทบทวนตำแหน่งและความสูงของสะพานข้ามลำน้ำที่เป็นคอขวดการระบายน้ำ
  2. ระดับผังเมืองและการอยู่อาศัย
    – ทบทวนผังเมืองใหม่มูลค่า 2,950 ล้านบาท โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริงจากชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนอื่นที่อยู่ในแนวโครงการ
    – หากมีความจำเป็นต้องเวนคืนบางส่วน ต้องวางกลไกการชดเชย เยียวยา และจัดหาที่อยู่อาศัย/พื้นที่ทำมาหากินใหม่อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
  3. ระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
    – จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจทุกขั้นตอนมีข้อมูลและมุมมองจากทุกฝ่าย
    – ใช้สื่อท้องถิ่นและเวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ลดข่าวลือ และติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างโปร่งใส

หากรัฐสามารถแสดง “ความจริงใจ” ผ่านการปรับแผนตามข้อเสนอของชุมชน และเร่งเดินหน้าโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการรักษาวิถีชีวิตของประชาชนได้พร้อมกัน ความขัดแย้งที่แม่สายอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมสำหรับเมืองชายแดนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เดิมพันของแม่สายคืออนาคตทั้งเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้ชาวแม่สายได้เรียนรู้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงโคลนที่ท่วมบ้าน แต่คือรอยร้าวในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจของคนทั้งเมือง วันนี้ เมื่อรัฐเสนอแผนผังเมืองใหม่ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพื้นที่ค้าขายและที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นทางน้ำ ชุมชนจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

“พวกเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความปลอดภัยของคนในพื้นที่” คือใจความสำคัญที่ชาวสายลมจอย–ถ้ำผาจม ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ในระยะสั้น การที่นายอำเภอแม่สายมอบหมายปลัดอาวุโสลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอ และยืนยันการเดินหน้าโครงการผนังตึงสายชลฝั่งเกาะทรายด้วยงบประมาณ 36 ล้านบาท พร้อมนำข้อเสนอของชาวบ้านเข้าสู่ที่ประชุมระดับจังหวัด ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศได้ระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว คำตอบว่าชาวบ้านต้องย้ายหรือไม่ต้องย้าย ตลาดสายลมจอยจะยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนหรือกลายเป็นจุดรับน้ำ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเลือก “ฟังเสียงประชาชน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่เพียงใด

เพราะท้ายที่สุด น้ำท่วมแม่สายไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวบ้านริมลำน้ำสายเท่านั้น หากแต่สะท้อนวิธีคิดของการพัฒนาประเทศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน หรือปล่อยให้ประชาชนต้อง “ว่ายทวนน้ำ” เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการป้องกันน้ำท่วมและการจัดรูปเมืองบริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายวิกฤต! ขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ. อัดมาตรการจูงใจ 5 ด้านหวังพลิกพื้นที่สีแดง

เชียงรายขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ.ดันแผน 3 ระยะ–มาตรการจูงใจ 5 ด้าน หวังพลิก “พื้นที่สีแดง” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคักในภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญ “โจทย์ใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” คือภาวะขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งขณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่วิกฤตหรือ “พื้นที่สีแดง” ถึง 4 แห่ง ขาดแพทย์รวม 18 คน ขณะที่โรงพยาบาลแม่สายยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีระดับความขาดแคลนรุนแรง (สีส้ม) สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย ที่แม้จะมี “เตียง” และอาคารสถานพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่กลับมี “หมอ” ไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมวิกฤตบุคลากรแพทย์ของประเทศ เจาะลึกสถานการณ์ในจังหวัดเชียงราย และวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ 3 ระยะ รวมถึงมาตรการจูงใจ 5 ด้านที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้า หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากที่สุด

ภาพรวมวิกฤตขาดแคลนแพทย์ เมื่อ “โรงพยาบาลชุมชน” รับภาระหนักที่สุด

จากการแถลงของ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ระบุชัดเจนว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) คือกลุ่มที่เผชิญปัญหาขาดแคลนแพทย์รุนแรงที่สุดในระบบ โดยมีการประเมินสถานการณ์ผ่านเกณฑ์ “สี” ตามสัดส่วนการขาดแคลนแพทย์เทียบกับกรอบอัตรากำลัง ได้แก่ สีแดง (ขาดแคลนมากกว่า 40%) สีส้ม (ขาดแคลน 30–39.99%) และสีเขียว (ขาดแคลนน้อยกว่า 30%)

ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า รพช. ทั่วประเทศขาดแคลนแพทย์รวม 616 คน กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 234 แห่ง ในจำนวนนี้ กลุ่มวิกฤตที่สุด คือพื้นที่สีแดง 76 แห่ง ขาดแพทย์รวม 307 คน ขณะที่พื้นที่สีส้มมี 47 แห่ง ขาดแพทย์ 143 คน ส่วนพื้นที่สีเขียวแม้ขาดแคลนในระดับต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องการแพทย์เพิ่มอีก 166 คน

ความหมายเชิงปฏิบัติของตัวเลขเหล่านี้คือ ในหลายอำเภอทั่วประเทศ แพทย์เพียง 1–2 คนต้องแบกรับภาระคนไข้ทั้งนอกเวลาและในเวลา บางแห่งต้องขึ้นเวรฉุกเฉิน (ER) สัปดาห์ละหลายคืนติดต่อกัน ส่งผลต่อความเหนื่อยล้า คุณภาพการบริการ และความเสี่ยงในการตัดสินใจทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกลับต้องเดินทางไกลขึ้นหรือรอนานขึ้นกว่าจะได้พบแพทย์

เชียงรายในภาพรวมประเทศ พื้นที่สีแดง 4 แห่ง ขาดหมอ 18 คน

ในโครงสร้างเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดเชียงรายสังกัด “เขตสุขภาพที่ 1” ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดภูเขาสูงและมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง เมื่อลงรายละเอียดไปยังโรงพยาบาลชุมชนในเขตสุขภาพที่ 1 พบว่ามีพื้นที่สีแดงรวม 12 แห่ง ขาดแพทย์ 48 คน แบ่งเป็น

  • จังหวัดเชียงราย ขาดแคลนแพทย์ 18 คน ใน 4 โรงพยาบาลชุมชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ ขาดแคลน 18 คน ใน 4 แห่ง
  • จังหวัดน่าน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง

ตัวเลข 18 อัตราของเชียงราย แม้อาจดูไม่สูงในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับจังหวัดใหญ่บางแห่ง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทางคดเคี้ยว และการกระจายตัวของประชากรในหลายอำเภอที่ห่างไกล การไม่มีแพทย์ประจำเต็มอัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชนย่อมส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ด้านโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) แม้จะมีปัญหาขาดแคลนในระดับที่ต่ำกว่า รพช. แต่ก็พบว่ามีโรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” ซึ่งหมายถึงขาดแคลนแพทย์มากกว่า 20% สะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนสำคัญที่มีภาระดูแลทั้งประชาชนในพื้นที่และแรงงานข้ามชาติ ยังต้องการกำลังแพทย์เพิ่มอย่างเร่งด่วน

ยุทธศาสตร์ 3 ระยะของ สธ. วางระบบใหม่ให้บุคลากรแพทย์

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้จัดทำแผนบริหารกำลังคนด้านการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระหว่างปี 2569–2571 ได้แก่

  1. ระยะเร่งด่วน ปี 2569 – มุ่งลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น ผ่านมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน สิทธิลาศึกษาต่อ และสวัสดิการต่าง ๆ ควบคู่กับการรวบรวมข้อมูลอัตรากำลังทั้งระบบให้เป็นปัจจุบันที่สุด
  2. ระยะวางรากฐาน ปี 2570 – พัฒนาระบบบริหารบุคลากรให้มีความมั่นคง ทั้งด้านการจัดสรรแพทย์ การเตรียมงบประมาณ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและงานเวชระเบียน รวมถึงปรับแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการกระจายแพทย์
  3. ระยะยั่งยืนและขยายผล ปี 2571 – ส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่แพทย์ตามสัญญาอย่างครบถ้วน และขยายรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ประสบความสำเร็จไปยังสายวิชาชีพอื่น เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และวิชาชีพสาธารณสุขอื่น ๆ

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบายว่า แผน 3 ระยะนี้จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ใช่เพียง “การเยียวยาเฉพาะหน้า” แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมองเห็นอนาคตของตนเองในระบบสาธารณสุขภาครัฐได้อย่างชัดเจน

5 มาตรการสิทธิประโยชน์ “จูงใจมากกว่าบังคับ”

หัวใจสำคัญของการลดพื้นที่สีแดงคือการทำให้แพทย์ “อยากเลือก” ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมากกว่าถูก “บังคับ” ไปใช้ทุน สธ.จึงออกแบบมาตรการสิทธิประโยชน์หลัก 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดแพทย์รุ่นใหม่และรักษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่ให้ย้ายออกจากพื้นที่ ดังนี้

  1. การเพิ่มค่าตอบแทน
    โดยเฉพาะงานในห้องฉุกเฉิน (ER) ซึ่งเป็นภาระหนักและเสี่ยงสูง แพทย์ที่ปฏิบัติงานจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเดิม มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาแพทย์ลาออกจาก ER และกระจายภาระงานให้สมดุลมากขึ้น
  2. สิทธิลาศึกษาต่อกรณีพิเศษ
    แพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดงจะได้รับสิทธิลาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทางในโควตาพิเศษ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความเชี่ยวชาญโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระบบแข่งขันทั่วไป
  3. เพิ่มโควตาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทาง
    กระทรวงฯ จะขยายสัดส่วนโควตาการเรียนต่อเฉพาะทางให้แก่แพทย์ใน รพช./รพท. มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างแพทย์ในส่วนกลางกับแพทย์ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลต่างจังหวัดให้มากขึ้นในระยะยาว
  4. สวัสดิการและระบบแพทย์พี่เลี้ยง
    นอกจากค่าตอบแทน กระทรวงสาธารณสุขยังเน้นปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่พัก สภาพแวดล้อมการทำงาน และความปลอดภัย รวมถึงจัดระบบ “แพทย์พี่เลี้ยง” ดูแลแพทย์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดจากการทำงานในพื้นที่ห่างไกล
  5. การเพิ่มพูนทักษะในพื้นที่จริง
    เปิดโอกาสให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 2 และ 3 สามารถไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงได้ เพื่อเสริมกำลังคนในพื้นที่ที่ขาดแคลน และให้แพทย์รุ่นใหม่ได้ประสบการณ์จริงกับเคสหลากหลายมากขึ้น

มาตรการทั้ง 5 ด้านนี้ จะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในการประชุมวิชาการ “เส้นทางความก้าวหน้าในสายวิชาชีพแพทย์” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Be The Doctor Who Changes To The Future” พร้อมเปิดรอบพิเศษให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานล่วงหน้าได้ก่อน

ผลต่อเชียงราย จากตัวเลขขาดแคลน สู่คุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับจังหวัดเชียงราย การขาดแพทย์ 18 คนใน 4 โรงพยาบาลชุมชน และการที่โรงพยาบาลแม่สายถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม สะท้อนผลกระทบหลายมิติที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

  1. ภาระงานที่หนาแน่นของแพทย์
    แพทย์ที่เหลืออยู่ต้องรับผิดชอบทั้งงานตรวจผู้ป่วยนอก ตรวจผู้ป่วยใน งานเวรฉุกเฉิน งานบริหาร และงานสาธารณสุขเชิงรุกในชุมชน ทำให้มีเวลาพูดคุยและอธิบายโรคกับผู้ป่วยน้อยลง ขณะที่ความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าก็เพิ่มขึ้นตามชั่วโมงการทำงาน
  2. ระยะเวลารอคอยและการเดินทางของผู้ป่วย
    ในบางกรณี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางอาจจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง หรือข้ามอำเภอไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนไม่มีแพทย์เพียงพอ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทางประจำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายแฝงของครัวเรือน เช่น ค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการหยุดงาน เพิ่มสูงขึ้น
  3. ผลกระทบต่อระบบส่งต่อ
    เมื่อโรงพยาบาลชุมชนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มที่ โรงพยาบาลแม่สายและโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ย่อมรับภาระหนักขึ้น ทั้งในแง่จำนวนผู้ป่วยและความซับซ้อนของโรค ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลในระยะยาว
  4. ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข
    หากประชาชนรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงแพทย์ หรือต้องรอคิวนานโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาลรัฐอาจลดลง เปิดช่องให้เกิดการไหลไปใช้บริการในภาคเอกชนหรือการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรักษาที่ไม่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของการจัดสรรกำลังคนในเชิงตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิตและความอยู่รอด” ของประชาชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายโดยตรง

มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จัดสรรตาม “ระดับปัญหา” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

หนึ่งในจุดแข็งของแผนจัดสรรแพทย์ครั้งนี้คือการใช้เกณฑ์ “ความรุนแรงของปัญหา” เป็นตัวกำหนดลำดับความสำคัญ แทนการจัดสรรแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกพื้นที่ นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลในเชียงรายที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีแดงและสีส้มจะถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการเติมแพทย์ใหม่และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน พื้นที่สีแดงทั้ง 4 แห่งในเชียงรายควรเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่จำนวนแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงการรอคอยที่ลดลง จนถึงการมีบริการเฉพาะทางบางสาขาให้เห็นมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลแม่สายซึ่งเป็นประตูชายแดนสำคัญก็มีโอกาสได้รับการเสริมกำลังทั้งในเชิงบุคลากรและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านสาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเตือนว่า แม้สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่ปัจจัยที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ระยะยาวยังรวมถึงคุณภาพชีวิตครอบครัว ระบบพี่เลี้ยง ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องบริหารควบคู่กันไป

จาก “วิกฤตบุคลากร” สู่โอกาสปฏิรูประบบสาธารณสุข

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ 18 อัตราในจังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญว่า ระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในมิติการผลิตแพทย์ การกระจายบุคลากร และการดูแลคุณภาพชีวิตของทีมสาธารณสุขแนวหน้า

แผน 3 ระยะ และมาตรการสิทธิประโยชน์ 5 ด้านของกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นก้าวแรกที่สะท้อนว่า รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “จูงใจและสร้างความหวัง” มากกว่าการบังคับใช้ทุนเพียงอย่างเดียว หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและรักษาคำมั่นสัญญากับบุคลากรแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสสูงที่ “พื้นที่สีแดง” ในเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “พื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม”

สำหรับประชาชนเชียงราย การติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด การสะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่สู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการร่วมกันใช้บริการอย่างเข้าใจข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยผลักดันให้ระบบสาธารณสุขก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

ในระยะยาว หากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เมืองเหนือแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่จะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกคน “เข้าถึงหมอ เข้าถึงการรักษา และเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี” ได้อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • Hfocus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5

เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5 และรื้อภาพจำเชิงลบต่อกลุ่มชาติพันธุ์

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละเอียด PM 2.5 ที่เวียนกลับมาปกคลุมภาคเหนือแทบทุกปี ชุมชนชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำกกตอนบนไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะ “ผู้ถูกกล่าวหา” เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมารับบท “ผู้ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรม “การทำแผนในการจัดการไฟป่าทั้งในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ณ หอประชุมบ้านห้วยขมนอก หมู่ 10 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าไปขยายผลในพื้นที่เป้าหมายจากภูมิปัญญาชนเผ่าปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบการจัดการไฟป่าที่เดินได้จริงจากฐานชุมชน และเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงราย

ไฟป่า–หมอกควัน วิกฤตซ้ำซากที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีชุมชน

ในเอกสารโครงการระบุชัดเจนว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นโจทย์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงและป่าต้นน้ำที่มีชุมชนชาติพันธุ์อาศัยอยู่หนาแน่น ซึ่งมักถูกสังคมมองว่าเป็น “ต้นเหตุของการเผา”

ในเชิงโครงสร้าง ปรากฏการณ์หมอกควันไม่ได้เป็นเพียงควันจากไร่หมุนเวียนหรือการหาของป่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับไฟป่าความรุนแรงสูง การลักลอบเผาเพื่อเปิดพื้นที่ การเผาเศษวัสดุการเกษตร และสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานขึ้น ทว่าบทสนทนาในสังคมมักไปหยุดอยู่ที่การชี้นิ้วไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ มากกว่าการมองระบบจัดการไฟทั้งลุ่มน้ำโดยรวม

ภายใต้ความตึงเครียดดังกล่าว ชุมชนลุ่มน้ำกกตอนบน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในตำบลแม่ยาว จึงเลือกที่จะใช้ “การลงมือทำ” ตอบคำถามสังคม ด้วยการออกแบบระบบจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอย่างเป็นขั้นตอน

จาก “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู่ลุ่มน้ำกก เมื่อภูมิปัญญาปกาเกอะญอเป็นฐานของนวัตกรรม

หลักคิดสำคัญของโครงการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผลักดัน คือการนำบทเรียนจาก “บ้านห้วยหินลาดใน” ชุมชนปกาเกอะญอที่เป็นต้นแบบการจัดการไฟป่าบนพื้นที่ภูเขาสูง มาปรับใช้ในบริบทของลุ่มน้ำกกตอนบน โดยไม่ยกแบบแผนไปวางทับ แต่เน้นให้แต่ละชุมชนออกแบบ “กติกาไฟ” ของตนเองบนฐานประสบการณ์จริง

โมเดลดังกล่าวมองไฟไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัดให้หมดไป หากแต่เป็น “เครื่องมือจัดการระบบนิเวศ” ที่ต้องใช้ให้ถูกเวลา ถูกพื้นที่ และอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมของชุมชน ทั้งเรื่องการกำหนดเขตห้ามเผา เขตกันไฟแนวกันชน วิธีการสร้างแนวกันไฟอย่างปลอดภัย รวมถึงการจัดเวรเฝ้าระวังและการสื่อสารเมื่อต้องควบคุมไฟหลุดแนว

โครงการจึงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ขยายผลต้นแบบการจัดการไฟป่าที่อาศัยภูมิปัญญาปกาเกอะญอจากบ้านห้วยหินลาดใน ไปยังชุมชนเป้าหมายอื่นในจังหวัดเชียงราย
  2. พัฒนาแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายอาสาชุมชนที่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปัญหา PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน
  3. สร้างชุดองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอด เพื่อใช้เตรียมความพร้อมรับมือไฟป่าและหมอกควันในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน

เวทีวางแผนร่วม 7 ชุมชนลุ่มน้ำกก จากข้อมูลภาคสนามสู่ “แผนไฟป่า” ฉบับชาวบ้าน

กิจกรรมวันที่ 13 มกราคม 2569 จะเป็นเวทีสำคัญที่อาสาสมัครและผู้นำชุมชนจาก 7 หมู่บ้านในตำบลแม่ยาว ได้แก่ บ้านห้วยขมนอก บ้านห้วยชมภู บ้านขุนน้ำแม่ยาว บ้านสุขเกษม บ้านหนองผักหนาม บ้านสองแควอาข่า และบ้านแสนสุข มาร่วมกันนำเสนอ “แผนจัดการไฟป่าของชุมชน” ต่อเพื่อนบ้านและหน่วยงานภาคี

ผู้เข้าร่วมหลักคือ อาสาสมัครป้องกันไฟป่าลุ่มน้ำกกจาก 6 ชุมชน จำนวน 45 คน และนักวิชาการอาสาสมัครจาก 1 ชุมชน จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 50 คน โดยมีตัวแทนหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในช่วงท้ายของเวที เพื่อปรับแผนให้เชื่อมโยงกับมาตรการระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงราย

กำหนดการเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ด้วยการลงทะเบียนและกล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์ จากนั้นแต่ละชุมชนจะขึ้นนำเสนอร่างแผนการจัดการไฟป่าของตนเองทีละแห่ง ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง แนวกันไฟ แผนการลาดตระเวน รวมถึงกลไกการเตือนภัยและการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ก่อนจะเข้าสู่ช่วง 15.00–16.00 น. สำหรับการระดมความคิดเห็นจากภาคีเครือข่ายเพื่อปรับแผนให้พร้อมนำไปใช้จริงในฤดูกาลไฟป่าปีนี้

เสียงจากชุมชน จาก “จำเลยสังคม” สู่ “ผู้พิทักษ์ป่า”

หนึ่งในเสียงสำคัญที่ขับเคลื่อนกระบวนการครั้งนี้คือ นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอก และประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว ซึ่งทำงานเฝ้าระวังไฟป่ามายาวนาน เขาเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มชาติพันธุ์มักถูกสังคมมองว่าเป็นตัวการหลักของการเผาป่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ชุมชนเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากไฟแรงสูงและหมอกควันไม่ต่างจากคนในเมือง

“คนข้างนอกมักเห็นแต่ภาพไฟลุกบนดอย แล้วก็โยนความผิดมาที่ชาวเขา แต่ไม่มีใครเห็นว่าเราเองก็เสียป่า สูญเสียแหล่งน้ำ และต้องสูดควันเข้าไปทุกปี” นายประวิทย์สะท้อน พร้อมย้ำว่า เวทีทำแผนครั้งนี้คือโอกาสที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาบอกสังคมว่า พวกเขาพร้อมรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

สำหรับเขา การมีแผนจัดการไฟป่าที่ทำร่วมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยลดความคลุมเครือระหว่าง “ไฟตามวิถี” กับ “ไฟที่ผิดกฎหมาย” และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่กับชุมชนทำงานบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น

เสียงนักวิชาการ “มนุษย์ต้องอยู่กับไฟอย่างถูกวิธี”

ด้าน ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักวิชาการผู้ทำงานเคียงข้างชุมชนชาติพันธุ์ในการจัดการไฟภูเขามาอย่างต่อเนื่อง มองว่า การจัดเวทีระดับลุ่มน้ำครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองเรื่องไฟป่าในสังคมไทย

“เราไม่สามารถทำให้ไฟหายไปจากภูเขาได้ แต่เราทำให้ไฟอ่อนลง ควบคุมได้ และไม่ลุกลามจนกลายเป็นภัยพิบัติได้” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า โครงการนี้ใช้ “โมเดลห้วยหินลาดใน” เป็นจุดตั้งต้น แล้วชวนให้แต่ละชุมชนหยิบประสบการณ์ของตนเองมาปรับใช้ สร้างเป็น “ชุดความรู้ใหม่” ที่สะท้อนบริบทจริงของลุ่มน้ำกก

ผศ.ดร.สุวิชานยังชี้ให้เห็นว่า การทำแผนร่วมกันในระดับลุ่มน้ำจะช่วยรื้อถอนมายาคติที่มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงผู้บุกรุกทำลายป่า เพราะเอกสารแผนงานที่ออกมาจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ชุมชนเหล่านี้กำลังทำงานเชิงระบบ ทั้งการกำหนดเขตป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย แนวกันไฟ และกติกาเรื่องฤดูกาลเผาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศจริง

แผนจัดการไฟป่าที่ “เห็นคน เห็นป่า และเห็นลุ่มน้ำ”

สาระสำคัญของแผนที่แต่ละชุมชนเตรียมนำเสนอไม่ได้มีเพียงแผนที่แนวกันไฟหรือจุดลาดตระเวน แต่ยังครอบคลุมวิธีคิดในการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำที่ต้องป้องกันไม่ให้ไฟเข้าอย่างเด็ดขาด พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่อนุญาตให้ใช้ไฟภายใต้กติกาเคร่งครัด และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องทำแนวกันไฟร่วมกันระหว่างหลายหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบสื่อสารระหว่างหมู่บ้านและกับหน่วยงานรัฐ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร กลุ่มไลน์ หรือการตั้งจุดประสานงานส่วนกลางในตำบลแม่ยาว เพื่อให้การแจ้งเหตุและการระดมกำลังเข้าควบคุมไฟทำได้ทันท่วงที ลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามจนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้

ในระดับลุ่มน้ำ แผนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุทยานแห่งชาติ หน่วยป้องกันรักษาป่าของกรมป่าไม้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มาตรการทางกฎหมายและการปฏิบัติงานภาคสนาม “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” กับข้อตกลงของชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดินจนเกิดความขัดแย้งดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

จากไฟป่าความรุนแรงสูง สู่ระบบจัดการไฟที่ลด PM 2.5 ได้จริง

ในเอกสารโครงการ ระบุผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่

  1. การเกิดรูปแบบการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่สูงที่สอดคล้องกับบริบทภูมินิเวศและวิถีของชุมชน
  2. การลดปริมาณเชื้อเพลิงและการสะสมควันจากไฟป่าที่ไม่อยู่ในการควบคุม อันเป็นสาเหตุสำคัญของ PM 2.5 ในพื้นที่เป้าหมาย
  3. การเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกก ผ่านการลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองและไฟป่าความรุนแรงสูง
  4. การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชนให้มีความมั่นใจในการวางแผนและประสานงานกับหน่วยงานภายนอก
  5. การเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชนกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายด้านการจัดการไฟป่าและหมอกควันในอนาคต

เชียงรายในฐานะ “สนามทดลอง” การจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ

บทบาทของเชียงรายในโครงการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดที่เผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควัน หากแต่เป็น “สนามทดลองเชิงยุทธศาสตร์” ที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการไฟป่าจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดแบบสั่งการจากส่วนกลางเพียงทางเดียว

การมีสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่ “ตัวกลางทางความรู้” เชื่อมระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ และภาควิชาการระดับชาติ ช่วยให้กระบวนการจัดการไฟป่ามีทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วม และความชอบธรรมในสายตาสังคม ขณะเดียวกัน การที่ชุมชนชาติพันธุ์ลุกขึ้นมาจัดทำแผนของตนเอง ก็ทำให้บทสนทนาจากนี้ไปไม่ใช่เพียง “รัฐพูด ชุมชนฟัง” แต่เป็นการแลกเปลี่ยนบนฐานความเท่าเทียมมากขึ้น

แผนไฟป่าจากลุ่มน้ำกก สู่คำตอบใหม่ของวิกฤตหมอกควันภาคเหนือ

เมื่อพิจารณาจากภาพรวม โครงการจัดทำแผนจัดการไฟป่าระดับลุ่มน้ำและชุมชนในตำบลแม่ยาวครั้งนี้ อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งบ่ายของอาสาสมัคร 50 คน ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือก้าวสำคัญของการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่” ในการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันของภาคเหนือ

หากแผนงานที่ได้จากเวทีวันที่ 13 มกราคม สามารถขับเคลื่อนต่อในภาคสนาม และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานรัฐ ก็มีโอกาสสูงที่ลุ่มน้ำกกจะกลายเป็นตัวอย่างของการจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง และหากต้นแบบนี้ได้รับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือ วิกฤตหมอกควันที่คนไทยเผชิญมานานอาจเริ่มมี “ทางออกที่มองเห็นได้” มากขึ้น

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 ไม่ได้อยู่ที่การหาคนผิด แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ทำให้ไฟอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ป่าฟื้นตัวได้ ชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” คู่กับสังคมไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอกและประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว
  • ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย 2569 TDRI ชี้ทางรอดต้องปรับโครงสร้าง ปลุกความเชื่อมั่นดึงดูดการลงทุน

เศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวไทย 2568–2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตศักยภาพ และโจทย์ใหญ่ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ”

ประเทศไทย, 14 มกราคม 2569 – ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศคึกคักด้วยแสงไฟปีใหม่ ตัวเลขบนกระดาษจากหน่วยงานเศรษฐกิจกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือ “การเติบโตที่ชะลอตัวเรื้อรัง” ทั้งในภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม เสียงเตือนจากนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรวิจัยระดับชาติเริ่มดังขึ้นว่า หากปี 2569 ประเทศไทยยังไม่ “ยกเครื่องโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โอกาสหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางอาจถูกเลื่อนไปไกลถึงช่วงปี 2070

ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลฐานทุนในภูมิภาคก็ส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าคิด ยอดเงินฝากภาคเหนือ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีเงินฝากรวมสูงสุดถึง 306,184 ล้านบาท ตามมาด้วยเชียงราย 87,844 ล้านบาท และนครสวรรค์ 65,556 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดปลายแถวอย่างแม่ฮ่องสอนมีเงินฝากเพียง 7,731 ล้านบาท ความต่างระดับเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่เพียงบางเมือง ขณะที่หลายพื้นที่ยังรอการเชื่อมโยงสู่กระแสหลักของเศรษฐกิจประเทศ

วิกฤตท่องเที่ยวไทยปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมา แต่รายได้และโครงสร้างตลาด “สั่นคลอน”

ตลอดปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 32,974,321 คน สร้างรายได้รวมจากการใช้จ่ายราว 1.53 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้แม้ดูสูงในเชิงปริมาณ แต่เมื่อแยกดูรายประเทศกลับพบ “ภาพที่ไม่สมดุล” อย่างชัดเจน

5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ได้แก่

  1. มาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 8.71%
  2. จีน 4,473,992 คน ลดลงรุนแรงถึง 33.55%
  3. อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82%
  4. รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80%
  5. เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79%

ด้านรายได้จากการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวจีนยังครองอันดับหนึ่งที่ 249,875 ล้านบาท แต่ลดลงถึง 31.54% ขณะที่รัสเซีย อินเดีย และสหราชอาณาจักรกลับแสดงศักยภาพการใช้จ่ายสูงขึ้น โดยอังกฤษมีอัตราเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 21.70%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ตลาดจีน” ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางจากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาค ขณะที่ตลาดใหม่อย่างอินเดียและรัสเซียกำลังขึ้นมาเป็นฐานสำคัญ แต่ยังต้องอาศัยการออกแบบนโยบายและบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญ

ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวชี้ว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในภาพใหญ่หดตัวลงราว 3.3% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากอาเซียนที่ยังไม่กลับมาฟื้นเต็มที่ แม้มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” จะช่วยดันยอดจองในเมืองรองเพิ่มขึ้นราว 3.5% ก็ตาม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้เหยียบ 40 ล้านคนได้เมื่อใด” แต่คือ “จะออกแบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างไรให้สร้างรายได้คุณภาพสูง กระจายสู่ท้องถิ่น และไม่ฉุดทรัพยากรของประเทศให้ทรุดโทรมลงไปกว่านี้”

TDRI เตือนแรง ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน – หากไม่เร่งปรับโครงสร้างอาจต้องรอปี 2070 ถึงหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

ในเวทีเสวนาเศรษฐกิจต้นปี 2569 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียง “อาการชะลอตัวชั่วคราว” แต่คือ “ศักยภาพที่ลดลงเรื่อย ๆ”

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ย 7% หากยังเดินด้วยความเร็วเท่านี้ การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง (รายได้เฉลี่ยต่อหัวราว 14,000 ดอลลาร์ต่อปี) จะต้องรอจนถึงปี 2070 หรือช้ากว่านั้น แต่หากสามารถเร่งศักยภาพการเติบโตให้เฉลี่ย 5% ต่อปี ไทยจะมีโอกาสพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้นในราวปี 2041

นายสมเกียรติชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่บั่นทอนศักยภาพเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  1. โครงสร้างประชากรสูงวัย – ปี 2568 เป็นปีที่ “เด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำสุดในรอบกว่า 76 ปี ส่งผลให้แรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง
  2. กับดักงานรายได้ต่ำ – ไทยไม่ได้ขาดแคลนงาน แต่ขาดแคลน “งานที่ดี” ที่มีรายได้เหมาะสม มีสวัสดิการ และโอกาสก้าวหน้า ผลประโยชน์จากการเติบโตตกอยู่กับทุนมากกว่าแรงงาน ทำให้ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องเผชิญหนี้สูงและสินเชื่อหดตัว
  3. ปัญหาคอร์รัปชันและนิติธรรม – อันดับความโปร่งใสของไทยถดถอยลงต่อเนื่อง เสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เขาทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า “โจทย์เมืองไทยไม่ใช่ว่าเราไม่มีงานทำ แต่เป็นว่ามี ‘งานที่ดี’ ไม่พอ” พร้อมเสนอให้รัฐบาลหันมาเน้นการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบที่ขวางการลงทุน มากกว่าพึ่งพานโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว

Reinvent Thailand เสียงเอกชนเรียกร้อง “ยกเครื่องประเทศ 5 มิติ”

เสียงจากภาคการค้าก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า จึงเสนอแนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 ภารกิจหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  1. ปฏิรูปรัฐราชการและปราบคอร์รัปชัน
    ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผลักดันรัฐบาลดิจิทัล–AI Government เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งยังมีต้นทุนแฝงสูง
  2. สร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานดิจิทัลและสีเขียว
    ลดการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่อ่อนแรง เช่น อุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าราคาถูกจากจีนถล่ม และการท่องเที่ยวราคาต่ำ หันไปลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีสะอาด และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกติกาโลกใหม่อย่างมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM)
  3. ปฏิรูปการคลังและสวัสดิการ
    รักษาวินัยการคลัง คุมหนี้สาธารณะที่อยู่ราว 65% ของ GDP ให้ยั่งยืน ปรับโครงสร้างภาษีให้รองรับสังคมสูงวัย และจัดสรรงบประมาณไปยังสวัสดิการที่สร้างผลิตภาพ มากกว่านโยบายแจกเงินระยะสั้น
  4. ยกระดับทักษะแรงงานและการศึกษา
    ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยที่มีทักษะระดับโลก ใช้เทคโนโลยีและ AI Learning เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบ ทุ่มทรัพยากรในการ Reskill–Upskill แรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่และบริการสุขภาพชั้นสูง (Wellness Economy)
  5. ลดความเหลื่อมล้ำและเสริมพลัง SMEs
    ผลักดันให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาดในบางอุตสาหกรรม เสริมศักยภาพ SMEs ให้เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ และเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII เสริมว่า ปี 2569 คือ “ปีชี้เป็นชี้ตายของการปฏิรูป” หากประเทศไม่เริ่มขยับในปีนี้ โอกาสฟื้นตัวในทศวรรษหน้าจะยิ่งห่างไกล พร้อมเตือนว่า “ถ้าปล่อยให้เลยปี 2569 ไป ประเทศไทยอาจไม่มีกำลังพอที่จะยืนขึ้นใหม่ได้อีก”

 แว่นขยายภูมิภาค เงินฝากภาคเหนือ และคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

ขณะที่ระดับชาติกำลังถกเถียงเรื่องการเติบโตและโครงสร้างเศรษฐกิจ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับ “ยอดเงินฝากกรายจังหวัด ภาคเหนือ (พ.ย. 2568)” ก็ให้ภาพสะท้อนอีกมิติหนึ่งของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

  • เชียงใหม่มีเงินฝากสูงสุด 306,184 ล้านบาท
  • เชียงรายตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 87,844 ล้านบาท
  • นครสวรรค์และพิษณุโลกมีเงินฝากราว 65,556 และ 65,251 ล้านบาทตามลำดับ
  • จังหวัดขนาดกลางอย่างลำปาง เพชรบูรณ์ ตาก และกำแพงเพชร มีเงินฝากระหว่าง 28,965–43,742 ล้านบาท
  • ส่วนแม่ฮ่องสอนอยู่รั้งท้ายที่ 7,731 ล้านบาท ต่ำที่สุดในภาคเหนือ

ตัวเลขเหล่านี้บอกกับเราว่า “ทุนทางการเงิน” กระจุกอยู่ในไม่กี่จังหวัดซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และบริการ ขณะที่จังหวัดภูเขาหรือชนบทลึกยังมีฐานทุนในระบบการเงินต่ำมาก การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ หากไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองขยายตัว

ในมุมของนักวิเคราะห์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ การขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง หรือการพัฒนาเมืองรองด้านท่องเที่ยว จึงควรถูกออกแบบอย่าง “เชื่อมโยงและกระจายโอกาส” เพื่อให้ทุนไหลออกจากเมืองใหญ่สู่ชุมชนและจังหวัดโดยรอบ มากกว่าการดึงเงินจากภูมิภาคเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงด้านเดียว

จาก Volume สู่ Value ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สู่ปี 2569

บนฉากทัศน์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายทั้งในและนอกประเทศ ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่นักวิชาการและภาคเอกชนเห็นร่วมกันคือ ประเทศไทยต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากยุคที่เน้นตัวเลขปริมาณ ไปสู่ยุคที่เน้น “คุณภาพและมูลค่าเพิ่ม”

ในภาคท่องเที่ยว แนวคิด “Values over Volume” กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ตลาดสิงคโปร์ที่ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 1.12 ล้านคนในปีนี้ พร้อมโปรโมตสินค้าบริการที่เน้น Wellness และ Luxury มากกว่าการลดราคาดึงยอดจำนวนเพียงอย่างเดียว

ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กลไกการเงินภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และ Local Sourcing ลดการพึ่งพาการนำเข้าและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก

ขณะที่ฝั่งนโยบายสาธารณะ นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของงาน” และ “ผลิตภาพแรงงาน” มากกว่าการรักษาตัวเลขการจ้างงานเพียงด้านเดียว การลงทุนในทักษะใหม่ การศึกษาที่มีคุณภาพ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องเดินคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการและการต่อต้านคอร์รัปชัน

ปี 2569 – ปีตัดสินใจของประเทศไทย

เมื่อมองจากข้อมูลท่องเที่ยว เศรษฐกิจมหภาค และฐานทุนในภูมิภาค ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมอย่างการท่องเที่ยวราคาถูก การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ทางรอดของประเทศ ดูจะอยู่ที่การกล้าตัดสินใจ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ปราบคอร์รัปชัน ยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน ปรับระบบภาษีและสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงวัย ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวที่แข่งขันได้ในเวทีโลก

สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งปีในปฏิทิน แต่คือปีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตั้งคำถามว่า “เราจะยอมให้ประเทศเดินด้วยความเร็ว 2% ต่อไป อีก 40 ปี หรือจะร่วมกันเร่งเครื่องให้ถึง 5% ด้วยการปรับโครงสร้างอย่างเจ็บปวดแต่จำเป็น”

คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขประมาณการ GDP เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมืองและฉันทามติของสังคมว่าจะเลือกอนาคตแบบใดให้ประเทศไทยในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สถิตินักท่องเที่ยว 2568 และรายได้)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ AOT (ทิศทางอุตสาหกรรมการบิน)
  • ศูนย์วิจัย TDRI โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (รายงานภาวะเศรษฐกิจระยะยาว)
  • กกร. และหอการค้าไทย (ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand)
  • กรมการปกครอง (สถิติจำนวนการเกิดและการตายของประชากรไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 คาดขยายตัวร้อยละ 2.0 ชูท่องเที่ยว-การค้าชายแดนเป็นเครื่องยนต์หลัก

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต เจาะลึกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2569 และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ศูนย์กลางล้านนา

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภูเขา หมอกหนา และพรมแดนการค้าสำคัญของลุ่มน้ำโขง เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ปี 2568 เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมี “การใช้จ่ายภาครัฐ–การท่องเที่ยว–การค้าชายแดน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน PM2.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน บทวิเคราะห์นี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าตัวเลข เพื่อมองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดบนทางแพร่งแห่งการเติบโตของจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม บรรยากาศหน้าหนาวของเชียงรายในต้นปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่จับจองเกสต์เฮาส์คับคั่ง หากยังมี “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ถูกหยิบมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดในห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย เศรษฐกิจจังหวัดในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าชายแดน

รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังอยู่ “บนทางแพร่งของการเติบโต” ระหว่างด้านหนึ่งซึ่งเป็นศักยภาพของเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค กับอีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากโครงสร้างเศรษฐกิจชนบท หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กดทับคุณภาพชีวิตประชาชน

ภาพรวมเศรษฐกิจเชียงราย ฟื้นตัวในจังหวะระมัดระวัง

ตัวเลขจากฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ในมุมมองด้าน “อุปทาน (การผลิต)” เศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4 และเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ด้าน “อุปสงค์ (การใช้จ่าย)” คาดว่าปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 5.1 และขยับเป็นร้อยละ 6.0 ในปี 2569 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ การค้าชายแดน และการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำ

รายงานยังชี้ว่า “ภาคบริการ” มีสัดส่วนสูงสุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) คิดเป็นราวร้อยละ 64.84 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเชียงราย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญของครัวเรือนและการจ้างงานในชนบท

ในมิติด้านเสถียรภาพ ปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเชียงรายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ -0.1% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2569 สะท้อนภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวใกล้ศูนย์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ตึงตัว โดยคาดว่าปี 2568 จะมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานที่มีงานทำประมาณ 620,898 คน และเพิ่มเป็นราว 629,370 คนในปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำราว 0.6–1.4% แสดงให้เห็นว่าเชิงปริมาณ “งานยังมี” แต่คุณภาพรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา

เครื่องยนต์ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่แปรเปลี่ยนเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายเวลานี้คือ “บทบาทของภาครัฐ” ในฐานะเครื่องยนต์หลัก ในปี 2568 รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐของจังหวัดจะเติบโตถึงร้อยละ 16.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 ในปี 2569 ตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เม็ดเงินจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าไปในโครงการคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถนนสายหลักและสายรองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา ไปจนถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรางรถไฟเพิ่ม แต่คือ “การเปิดเส้นเลือดเศรษฐกิจใหม่” ให้ทุนการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ไหลเวียนเข้าสู่เชียงรายลึกลงไปถึงระดับอำเภอและหมู่บ้าน หากบริหารจัดการโครงข่ายเชื่อมต่อได้ดี จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตร ขยายโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากจีน ลาว และเมียนมาได้มากขึ้น

บริการและการท่องเที่ยว ลมหายใจหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในรายงาน คือจำนวน “นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเชียงราย” ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 6,440,445 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6,880,542 คนในปี 2569 หรือเติบโตราวร้อยละ 6.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุม AIPH Spring Meeting 2025 และ PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดสู่สายตานักเดินทางและนักลงทุนต่างชาติ

จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 6.3 มีจำนวนผู้โดยสารรวมกว่า 2,049,467 คนในปี 2569 การเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายกำลังขยับบทบาทจาก “เมืองปลายทาง” สำหรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปสู่ “ศูนย์กลางคมนาคมและท่องเที่ยว” ของล้านนาตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคบริการซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GPP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากคลื่นนักท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการทัวร์และของที่ระลึกในอำเภอท่องเที่ยวหลัก เช่น เมืองเชียงราย แม่สาย แม่จัน เชียงของ และเชียงแสน

อย่างไรก็ดี การเติบโตของการท่องเที่ยวก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อภาครัฐและท้องถิ่นว่า “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับปริมาณคนและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แก้ปมระบบขนส่งมวลชน จากเมืองผ่านสู่เมืองที่เชื่อมทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เพื่อ “คลี่คลายปม” การเดินทางที่เริ่มแน่นขนัดทั้งในเขตเมืองและเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว

ที่ประชุมมีการหารือถึงการจัดระบบรถโดยสารและขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเป้าหมายคือทำให้การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอชายแดน เช่น แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน สะดวกขึ้น และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาวะรถติดและมลพิษทางอากาศ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม “ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่านการบูรณาการระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ฐานรากเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวสู้ความผันผวน

เชียงรายยังคงเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญของภาคเหนือ รายงานคาดว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวเพิ่มจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ผลผลิตข้าวในจังหวัดคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2569 โดยมีราคาเฉลี่ยราว 9,701 บาทต่อตัน ขณะที่ยางพารามีแนวโน้มราคาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 59,673–60,867 บาทต่อตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นราว 8.60 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายจ่ายด้านปุ๋ย ยา และค่าแรงยังคงสูง

รายได้เกษตรกรโดยรวมตามดัชนีรายได้ภาคเกษตร (Chiangrai Farm Income Index) ที่นำเสนอในรายงาน แสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังจากชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโลก ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์น้ำหลากเฉียบพลันยังคงเป็นปัจจัยที่อาจหักหัวเรือเศรษฐกิจชนบทได้ทุกเมื่อ

ในด้านอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ปี 2568 เชียงรายมีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนประมาณ 677–682 โรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 691 โรงในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์ประชุม และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนขยายกำลังการผลิต

การเติบโตในสองภาคส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความอยู่รอด” ของครัวเรือนชนบทและแรงงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง–ย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่าย การลงทุน และการค้าชายแดน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ด้านในและด้านนอก

ในฝั่ง “อุปสงค์” รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2568 และปรับเพิ่มเป็น 3.2 ในปี 2569 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวจากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2569 โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการค้าชายแดน

ด้านการค้าชายแดน รายงานประเมินว่ามูลค่าการค้าจะขยายตัวจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2569 โดยอาศัยด่านแม่สาย เชียงของ และเชียงแสนเป็นประตูหลักสำหรับการนำเข้า–ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ตัวเลขการค้าเหวี่ยงได้ในช่วงสั้น

ขณะเดียวกัน รายงานก็สะท้อน “สัญญาณเตือน” ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ จากข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและภาระดอกเบี้ยที่กดทับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง ภาพสองด้านของเหรียญเศรษฐกิจเชียงราย

รายงานของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายสรุป “ปัจจัยสนับสนุน” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปี 2568–2569 ไว้หลายประเด็น อาทิ

  1. การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ที่ช่วยพยุงรายได้ฐานราก
  2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด
  3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรม MICE ที่ทำให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ
  4. แนวนโยบายระดับจังหวัดที่เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้าชายแดน และเศรษฐกิจสีเขียว

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานก็ชี้ให้เห็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้า ซึ่งกระทบต่อตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องจำกัดการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือน “แรงดึงสองทิศทาง” ที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจเชียงรายในปี 2569 จะเติบโตอย่างมั่นคงหรือสะดุดในจังหวะสำคัญ

“Chiang Rai Brand” และการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าเกษตรสู่ Soft Power ท้องถิ่น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ ผ่านตราสัญลักษณ์ “Chiang Rai Brand” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผลักดันให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเชิงสินค้าและบริการ

จากการประชุมคณะกรรมการรับรองล่าสุด มีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์การรับรองถึง 26 ราย รวม 49 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 15 ราย รวม 35 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 7 ราย และกลุ่มการท่องเที่ยว–โรงแรมอีกหลายราย การได้รับตรา Chiang Rai Brand ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ที่ช่วยให้สินค้าและบริการของเชียงรายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหากสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตลาด และเรื่องเล่าของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้รายได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมากขึ้น

มิติคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่เติบโตต้องไม่ทิ้งคนข้างหลัง

แม้ตัวเลข GDP และ GPP จะบ่งชี้ทิศทางการเติบโต แต่สำหรับประชาชนในจังหวัดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้” รายงานเศรษฐกิจจึงไม่อาจละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูเผาไร่และหมอกควันข้ามแดนยังเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ การที่จังหวัดต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจัดงานนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเติบโตที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน การดูแลสิทธิที่ดิน และการชดเชยผลกระทบที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งทำให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่าคนส่วนใหญ่

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต – จากเมืองผ่านสู่ประตูเศรษฐกิจล้านนา

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขและยุทธศาสตร์ในรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 จะเห็นได้ว่า เชียงรายกำลังก้าวผ่านบทบาท “เมืองผ่าน” ที่ผู้คนแวะเพียงชั่วครู่ ไปสู่สถานะ “ประตูเศรษฐกิจล้านนาและลุ่มน้ำโขง” ที่มีความสำคัญทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

เครื่องยนต์หลักในวันนี้คือ การใช้จ่ายภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน รถไฟ และการบิน ประกอบกับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มเพื่อรับมือการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ทางแพร่งของเชียงรายไม่ได้มีเพียงเส้นทางสู่ “การเติบโตเชิงตัวเลข” แต่อีกเส้นทางหนึ่งคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนชายแดนที่เผชิญความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงชุดตัวเลข แต่คือ “สัญญาณเตือนและโอกาส” ว่าหากทุกภาคส่วนสามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ เมืองเหนือสุดแห่งนี้อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของล้านนาและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : KANJO Review
  • รายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 กลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กาแฟ GI ไทยยอดขายเฉียด 1,500 ล้าน! ดอยช้างเชียงรายติด Top 4 โชว์ศักยภาพราคาพรีเมียมระดับโลก

กาแฟ GI ไทยฟีเวอร์! ปี 2568 ยอดขายเฉียด 1,500 ล้านบาท “ดอยช้าง” ยืนหนึ่งเชียงราย ติด Top 4 สะท้อนพลังอัตลักษณ์ถิ่นกำเนิดสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 13 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งบนแนวเขาสูงของเชียงราย กลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ยังคงเป็น “ภาษาเงียบ” ที่บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้ชัดเจนกว่าคำโฆษณาใด ๆ เพราะวันนี้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของพื้นที่สูง แต่กำลังกลายเป็น “สินค้าที่มีเรื่องเล่า มีตัวตน และมีราคาที่สูงขึ้นอย่างมีเหตุผล” ผ่านกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ภาพใหญ่ของประเทศยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เมื่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2568 กาแฟ GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการ จาก 8 จังหวัด สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 1,497 ล้านบาท โดยกาแฟ 5 อันดับแรกกวาดยอดขายรวมกัน 1,318 ล้านบาท สะท้อนความนิยมของตลาดที่กำลังให้คุณค่ากับ “แหล่งที่มา” และ “มาตรฐาน” อย่างจริงจัง

ในรายชื่อ Top 5 นั้น “เชียงราย” ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นผ่าน กาแฟดอยช้าง ที่ทำยอดขาย 160 ล้านบาท ครอง อันดับ 4 ของประเทศ แม้มีปริมาณการผลิตเพียง 75 ตัน แต่กลับทำราคาเฉลี่ยหน้าร้านได้ถึง 1,600 บาท/กิโลกรัม สูงสุดในกลุ่ม Top 5 และยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น — ตอกย้ำว่า “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” สามารถชนะเกมปริมาณได้ในตลาดพรีเมียม

แกนหลักของความสำเร็จ GI ทำให้ “เรื่องเล่า” กลายเป็น “มูลค่า”

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ความโดดเด่นของกาแฟ GI คือ “อัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” ที่เกิดจากสภาพดิน ภูมิอากาศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตลอดจนภูมิปัญญาการเพาะปลูกและการแปรรูป ซึ่งทำให้สินค้าแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้นจากก่อนขึ้นทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงแนวคิดระดับสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือเครื่องมือคุ้มครอง “ความเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์” ของสินค้า โดยช่วยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าผ่านชื่อเสียงของพื้นที่ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการที่ทำตามมาตรฐานร่วมกันในพื้นที่ GI จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

เชียงรายในสมการกาแฟไทย จากแหล่งปลูกสู่ “แบรนด์ถิ่นกำเนิด” ที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับเชียงราย การมี GI ในหมวดกาแฟอย่างน้อย 2 รายการที่ถูกกล่าวถึงในหลายเวที ได้แก่ กาแฟดอยช้าง และ กาแฟดอยตุง ทำให้จังหวัดไม่ได้แข่งขันด้วย “เมล็ดกาแฟ” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วย “ความหมายของถิ่นกำเนิด” และความสามารถในการคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 9,436 ไร่ และให้ผลผลิตราว 604 ตัน/ปี สะท้อนฐานการผลิตที่ยังมีศักยภาพต่อยอด หากออกแบบให้มูลค่าเพิ่มไหลกลับสู่เกษตรกรและชุมชนได้มากขึ้น

ในกรณี “ดอยตุง” แหล่งข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงระบุว่า กาแฟดอยตุงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2549 และเน้นระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดพรีเมียมยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคถามหาความโปร่งใสมากพอ ๆ กับรสชาติ

ดอยช้าง” อันดับ 4 ของประเทศ ผลิตน้อย แต่ราคาสูง—เพราะมาตรฐานและตลาดปลายทาง

หากมองเพียง “ปริมาณผลิต” ดอยช้างอาจดูเป็นผู้เล่นรายเล็ก เพราะตัวเลขปี 2568 อยู่ที่ 75 ตัน เทียบกับพื้นที่อื่นที่ผลิตเป็นหลัก “หลายร้อยถึงหลายพันตัน” แต่ตลาดกลับตอบแทนด้วยราคาเฉลี่ย 1,600 บาท/กก. และยอดขาย 160 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายคุณลักษณะเด่นของกาแฟดอยช้างว่าเป็นอาราบิก้าปลูกบนความสูงประมาณ 1,000–1,700 เมตร มีระบบการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการควบคุมคุณภาพรอบด้าน ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และกลิ่นหอมโดดเด่น

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ “การคุ้มครองในต่างประเทศ” โดยสื่อธุรกิจไทยรายงานว่าไทยได้ผลักดันให้ดอยช้างและดอยตุงจดทะเบียน GI ในญี่ปุ่นสำเร็จ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเลียนแบบชื่อเสียง และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้นำเข้า/ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม

ภาพรวมไทย Top 5 กาแฟ GI ปี 2568 สะท้อนการแข่งขัน “คุณค่า” มากกว่าปริมาณ

ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุ Top 5 ยอดขายกาแฟ GI ปี 2568 ได้แก่

  1. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน 526 ล้านบาท (2,257 ตัน)
  2. กาแฟระนอง 262 ล้านบาท (947 ตัน)
  3. กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) 234 ล้านบาท (390 ตัน)
  4. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) 160 ล้านบาท (75 ตัน)
  5. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร 136 ล้านบาท (120 ตัน)

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ ตลาดยังมีลักษณะ “กระจุกตัว” เพราะ 5 อันดับแรกทำยอดรวม 1,318 ล้านบาท จากยอดรวมทั้งระบบ 1,497 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงมาก ซึ่งสะท้อนว่า “ความเข้มแข็งด้านมาตรฐาน–การตลาด–การเข้าถึงผู้บริโภค” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย มากกว่าการมีชื่อ GI เพียงอย่างเดียว

ในเวลาเดียวกัน นโยบายภาครัฐยังเดินหน้าใช้กรอบ “Quick Big Win” เพื่อเร่งการสร้างมูลค่าเพิ่มและการขยายตลาดในและต่างประเทศ โดยย้ำการคุมคุณภาพ การคุ้มครองชื่อ GI และการสร้างความสามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน

มิติระดับโลก เมื่อกาแฟโลกผันผวน สินค้า “มีที่มา” ยิ่งได้เปรียบ

บริบทโลกทำให้เรื่อง “ที่มาและมาตรฐาน” มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะตลาดกาแฟโลกเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศและอุปทานตึงตัว โดยรายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การผลิตได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในประเทศผู้ผลิตหลัก และตลาดมีภาวะการบริโภคสูงกว่าการผลิตต่อเนื่องหลายปี

อีกด้านหนึ่ง ผู้นำขององค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) เคยให้มุมมองว่าความตึงตัวของอุปทานอาจเริ่มคลี่คลายได้ในราวไม่กี่ปีข้างหน้า หากการปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิตและสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่ก็ยังขึ้นกับความผันผวนด้านภูมิอากาศเป็นสำคัญ

ในสภาพเช่นนี้ “กาแฟที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากไหน ผลิตอย่างไร และคุมมาตรฐานได้จริง” จึงมีแต้มต่อ—ไม่ใช่แค่กับผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้นำเข้า ร้านกาแฟ และผู้ค้าที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

โอกาสของเชียงราย—ทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่ม “ถึงมือคนปลูก” มากขึ้น

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังตัวเลขสวยหรู คือ “รายได้เพิ่มขึ้นกระจายถึงเกษตรกรและชุมชนมากน้อยเพียงใด” เพราะ GI จะทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบคุมมาตรฐานเข้มแข็ง โปร่งใส และชุมชนมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า

สำหรับเชียงราย โจทย์จึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับในตารางยอดขาย แต่คือการต่อยอดจาก “ชื่อเสียงดอยช้าง–ดอยตุง” ไปสู่ 3 เรื่องหลัก

  1. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและยอมจ่ายต่อเนื่อง
  2. พัฒนากลไกแบ่งปันมูลค่าเพิ่ม ระหว่างผู้ปลูก–ผู้แปรรูป–ผู้ทำตลาดอย่างเป็นธรรม
  3. ขยายตลาดพรีเมียมอย่างมีวินัย เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ไม่ให้ “ขยายเร็วเกินมาตรฐาน”

มุมมองของ WIPO สนับสนุนว่า GI ช่วยสร้างชื่อเสียงและมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้ แต่ต้องอาศัย “มาตรฐานร่วม” และ “วินัยของผู้ผลิตในพื้นที่” เพื่อคงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

กาแฟ GI ไม่ใช่แค่รสชาติ—แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ชุมชนจับต้องได้

ตัวเลขยอดขาย 1,497 ล้านบาท ในปี 2568 อาจเป็นข่าวดีของประเทศ แต่สำหรับเชียงราย “ข่าวที่สำคัญกว่า” คือการที่ ดอยช้าง พิสูจน์แล้วว่าโมเดลกาแฟพรีเมียมบนพื้นที่สูงสามารถสร้างมูลค่าจริงในตลาด—และยังมีช่องให้ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ หากระบบมาตรฐาน การตลาด และการกระจายรายได้เดินไปพร้อมกัน

เมื่อโลกให้คุณค่ากับ “ของแท้จากถิ่นกำเนิด” มากขึ้นทุกปี เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันในสนามกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันในสนาม “ความน่าเชื่อถือของชุมชน” และ “เศรษฐกิจฐานรากที่มีศักดิ์ศรี”—สนามที่หากทำสำเร็จ จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนบนดอยอย่างยั่งยืนกว่าตัวเลขยอดขายรายปี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเชียงราย (OPS MOAC Chiang Rai)
  • International Coffee Organization (ICO) / Reuters
  • WIPO  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME