Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายวิกฤตฝุ่น PM2.5 พุ่งระดับสีม่วง 272 AQI จังหวัดเร่งประสานเมียนมาและเตรียมแผนฝนหลวงด่วน

เชียงรายจมหมอกควันหนัก ค่าฝุ่นพุ่งระดับกระทบทุกคนรุนแรง จังหวัดเร่งคุมไฟป่า ประสานเพื่อนบ้าน และเตรียมแผนฝนหลวง

เชียงราย, 2 เมษายน 2569 – เช้าของเชียงรายในวันที่ฟ้าหายไป เช้าวันที่ 2 เมษายน 2569 เชียงรายตื่นขึ้นมาพร้อมท้องฟ้าที่ไม่เหมือนเดิม อีกครั้งที่ภูมิทัศน์ซึ่งเคยเปิดกว้างกลับถูกม่านหมอกควันบดบังจนมองเห็นได้เพียงระยะใกล้ ภาพของเมืองที่ควรจะเห็นแนวทิวเขา ทุ่งนา และเส้นขอบฟ้า กลับเหลือเพียงอากาศขมุกขมัวที่ปกคลุมเหนือชุมชน ถนน และพื้นที่ทำกินของผู้คนตลอดทั้งเช้า ข้อมูลจาก IQAir ณ เวลา 09.00 น. ระบุว่าเมืองเชียงรายมีค่า US AQI อยู่ที่ 272 ซึ่งอยู่ในช่วง Very Unhealthy หรือระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง โดยมี PM2.5 อยู่ที่ 197 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงค่าทางเทคนิคบนหน้าจอ แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าคนทั้งเมืองกำลังหายใจเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายพร้อมกัน IQAir ยังระบุด้วยว่า ความเข้มข้นของ PM2.5 ในช่วงเวลานั้นสูงกว่าค่าแนวทาง PM2.5 รายปีขององค์การอนามัยโลก 39.4 เท่า โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่เกณฑ์ AQI ของสหรัฐกำหนดช่วง 201 ถึง 300 เป็นระดับ Very Unhealthy ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น

เมื่อค่าเฉลี่ยของเมืองยังไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุด

ความน่ากังวลของสถานการณ์ครั้งนี้อยู่ตรงที่ ค่าเฉลี่ยของเมืองยังไม่ใช่ตัวเลขสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เชียงราย เพราะเมื่อดูในระดับจุดตรวจใกล้เคียง ข้อมูลของ IQAir พบว่าสถานีบางแห่งพุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบอันตรายขั้นสูงสุด โดย Chiang Rai International School อยู่ที่ 497, Hyundai Chiang Rai อยู่ที่ 476 และ Honda M.R.M.Cars Chiangrai อยู่ที่ 440 ส่วน 4D Supply Por Khun Intersection และ Dennis & Marisa land อยู่ที่ 272 เท่ากับค่าเฉลี่ยเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี

ภาพนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ฝุ่นไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั้งจังหวัด แต่มีความแตกต่างตามจุดตรวจ กระแสลม ลักษณะภูมิประเทศ และการสะสมของมลพิษในแต่ละพื้นที่ การใช้เพียงตัวเลขเดียวอาจทำให้สาธารณชนมองไม่เห็นว่าบางชุมชนกำลังเผชิญความเสี่ยงหนักกว่าเมืองโดยรวมอย่างมาก ขณะเดียวกัน ในการจัดอันดับเมืองใกล้เคียง เชียงรายขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบนของภาคเหนือที่มีมลพิษรุนแรง โดยมีค่าเท่ากับ 272 ขณะที่บางพื้นที่ในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่สูงยิ่งกว่า นั่นทำให้วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นวิกฤตภูมิภาคร่วมที่ลากยาวข้ามจังหวัดและข้ามพรมแดน

ฝุ่นที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตประจำวันของคนทำงานกลางแจ้ง

รายงานภาคสนามในเชียงรายวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของมีค่า PM2.5 สูงกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ตัวเมืองเชียงรายอยู่ที่ 171 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สภาพอากาศโดยรวมเต็มไปด้วยหมอกควันหนาทึบจนทัศนวิสัยลดลงชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งที่แต่เดิมสามารถมองเห็นภูมิทัศน์ได้ไกล กลับมองเห็นได้เพียงระยะใกล้เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพอากาศในรายงานประจำวัน แต่คือความยากลำบากของคนที่ยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร คนขับรถรับจ้าง คนขายของริมทาง ช่างซ่อมเครื่องยนต์ หรือแรงงานกลางแจ้งจำนวนมาก หลายคนไม่มีทางเลือกมากพอที่จะหยุดงานเพียงเพราะค่าฝุ่นขึ้นสีม่วง ชีวิตในพื้นที่วิกฤตจึงกลายเป็นสมการยากระหว่างรายได้กับสุขภาพ และในบางครัวเรือน คำถามไม่ใช่ว่าฝุ่นอันตรายหรือไม่ แต่คือจะประคองชีวิตประจำวันอย่างไรในวันที่อากาศแทบไม่เปิดโอกาสให้หายใจได้อย่างสบายอีกต่อไป

ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง สะท้อนภาวะกดทับตลอดวัน

ความรุนแรงของเหตุการณ์ในวันที่ 2 เมษายนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเช้า เพราะข้อมูลพยากรณ์รายชั่วโมงของ IQAir แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงอย่างน้อยช่วงเย็น ค่าดัชนีของเชียงรายยังทรงตัวอยู่ในระดับรุนแรง โดยเวลา 10.00 น. อยู่ที่ 263, เวลา 12.00 น. อยู่ที่ 242, เวลา 16.00 น. ยังอยู่ที่ 200 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ 189 ในเวลา 17.00 น. และยังมากกว่า 150 ไปจนถึงช่วงค่ำของวันเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้ตัวเลขจะลดลงจากจุดสูงสุด แต่ตลอดทั้งวันประชาชนยังต้องเผชิญสภาพอากาศที่เกินระดับปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ปัญหาฝุ่นรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าการพุ่งขึ้นแบบชั่วคราว เพราะมันสร้างภาวะกดทับต่อเนื่องต่อการทำงาน การเดินทาง การเรียน และสุขภาพของคนในพื้นที่ การออกจากบ้านช่วงสายไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะหมดลง และการรอถึงเย็นก็ไม่ได้แปลว่าอากาศกลับมาดีในทันที สิ่งที่เชียงรายเผชิญจึงเป็นภาวะมลพิษสะสมตลอดวันมากกว่าคลื่นสั้น ๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จังหวัดยกระดับวอร์รูม สั่งเจ้าภาพทุกพื้นที่ดับไฟทันที

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันขึ้น จังหวัดเชียงรายได้ยกระดับการทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 1 เมษายน 2569 ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ประชุมด่วนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก พร้อมสั่งหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเน้นการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น รวมถึงการงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน รายงานข่าววันที่ 2 เมษายนระบุว่า จังหวัดได้ประกาศยกระดับควบคุมเข้มทุกมิติ หากตรวจพบจุดความร้อนหรือการเผาไหม้ ให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และอาสาดับไฟป่า เข้าดับไฟทันทีแบบไร้รอยต่อ และหากเกินกำลังให้ขอกำลังทหารสนับสนุนทันที แนวทางนี้สอดคล้องกับคำสั่งระดับประเทศเมื่อ 31 มีนาคม 2569 ที่ให้ 17 จังหวัดภาคเหนือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ระดมทรัพยากรทุกชนิด และเร่งลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

ปมฝุ่นข้ามพรมแดนยังเป็นเงื่อนไขที่เชียงรายควบคุมไม่ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ต่อให้จังหวัดคุมไฟในพื้นที่ตนเองได้เข้มขึ้นเพียงใด ปัญหาหลักอีกด้านหนึ่งยังคงเป็นหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นตัวแปรที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัด รายงานข่าวภาคสนามระบุชัดว่า ที่ประชุมจังหวัดมองว่าฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง และนั่นทำให้การจัดการในปีนี้ต้องขยับจากมาตรการภายใน ไปสู่การประสานความร่วมมือข้ามแดนอย่างจริงจังมากขึ้น

ในความเป็นจริง เชียงรายมีฐานความร่วมมือด้านนี้มาก่อนแล้ว เพราะเมื่อ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา ได้ร่วมทำแนวกันไฟบริเวณชายแดนบ้านผาหมี อำเภอแม่สาย เพื่อแสดงความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์และสร้างแนวปฏิบัติร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ดังนั้น การที่จังหวัดเชียงรายมีแผนหารือกับท่าขี้เหล็กอีกครั้งในช่วงวิกฤตล่าสุด จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นความพยายามต่อยอดความร่วมมือเดิมให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นในปัจจุบัน

ฝนหลวงถูกวางเป็นมาตรการเสริม หากสภาพอากาศเปิดทาง

อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือ คือการขอสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสมและความชื้นเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนระดับประเทศที่ระบุว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เพิ่มเครื่องบินประจำการในภาคเหนือตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยแก้ปัญหา PM2.5 และลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

แม้มาตรการฝนหลวงจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาไฟป่าและหมอกควัน แต่ในสถานการณ์ที่ฝุ่นสะสมหนาแน่นและอากาศปิดยาว การเพิ่มความชื้นในชั้นบรรยากาศและช่วยชะล้างฝุ่นอาจเป็นมาตรการบรรเทาระยะสั้นที่ประชาชนรอคอยมากที่สุดในเวลานี้ อย่างไรก็ดี ผลสำเร็จของแนวทางดังกล่าวยังขึ้นกับเงื่อนไขธรรมชาติเป็นสำคัญ และนั่นทำให้การควบคุมต้นตอไฟและควันยังคงเป็นภารกิจหลักที่ละเลยไม่ได้

ทำไมเชียงรายยังไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือข้อถกเถียงเรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งในทางปฏิบัติจะเปิดทางให้การช่วยเหลือบางรูปแบบทำได้เร็วขึ้น รายงานข่าววันที่ 2 เมษายนระบุว่า ในที่ประชุมมีการหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ยังติดข้อจำกัดสำคัญตรงที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงการคลัง แม้จังหวัดต้องการเร่งช่วยประชาชนก็ตาม

จุดนี้สะท้อนภาพปัญหาอีกชั้นหนึ่งของวิกฤตฝุ่นในภาคเหนือ นั่นคือ แม้ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประชาชนจะเกิดขึ้นจริงและกินเวลายาวนาน แต่เครื่องมือทางกฎหมายและการคลังบางอย่างยังไม่ได้ออกแบบมาให้ตอบสนองต่อภัยที่ค่อย ๆ สะสมแบบนี้ได้คล่องตัวเท่ากับภัยฉับพลัน เช่น น้ำท่วมหรือพายุ จังหวัดเชียงรายจึงอยู่ในสถานะที่ต้องเดินหน้าบรรเทาทุกข์เต็มกำลัง ภายใต้กรอบกฎหมายที่ยังจำกัดอยู่ และพยายามมองหาช่องทางอื่นเพื่อช่วยประชาชนให้เร็วที่สุด

ด้านสุขภาพคือแนวรบที่ต้องทำไปพร้อมกับการดับไฟ

เมื่อค่าฝุ่นขึ้นสู่ช่วง 201 ถึง 300 ตามเกณฑ์ US AQI นั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเดิมหรือกลุ่มเปราะบางเท่านั้น กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนเช็กค่าฝุ่นจากแอป Air4Thai หรือ Life Dee ก่อนออกจากบ้าน ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น เช่น N95 เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ลดกิจกรรมก่อฝุ่น และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยง่าย ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ในมิติของเชียงราย มาตรการด้านสุขภาพที่จังหวัดขยับอยู่แล้ว ได้แก่ การจัดห้องปลอดฝุ่น การแจกหน้ากากให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านระบบ Cell Broadcast ตามรายงานภาคสนามล่าสุด นี่คือการยืนยันว่าแนวรบเรื่องสุขภาพไม่ได้แยกขาดจากแนวรบเรื่องไฟป่า แต่ต้องดำเนินควบคู่กันไปตลอดเวลา เพราะต่อให้ดับไฟได้เร็วขึ้น ประชาชนก็ยังต้องอยู่กับอากาศที่สะสมมลพิษอยู่แล้วในช่วงหนึ่ง

วิกฤตครั้งนี้ชี้ชัดว่าเชียงรายต้องการทั้งการดับไฟเฉพาะหน้าและคำตอบระยะยาว

วิกฤตฝุ่นวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเป็นมากกว่าวันที่ตัวเลข AQI พุ่งสูงผิดปกติ มันคือภาพรวมของปัญหาที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งไฟป่าในพื้นที่ตนเอง หมอกควันข้ามพรมแดน ภาวะอากาศปิด ความล่าช้าของฝน ความเปราะบางของแรงงานกลางแจ้ง และข้อจำกัดทางกฎหมายในการประกาศเขตภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน มาตรการของจังหวัดก็สะท้อนว่ารัฐไม่ได้หยุดอยู่กับการเฝ้าดูตัวเลข แต่พยายามเดินหน้าในทุกด้านที่ทำได้ ตั้งแต่วอร์รูมดับไฟ การประสานทหาร การเตรียมฝนหลวง การจัดห้องปลอดฝุ่น ไปจนถึงการเจรจากับเพื่อนบ้าน

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าค่าฝุ่นจะลดลงเมื่อไร แต่คือเชียงรายและภาคเหนือจะเปลี่ยนวิกฤตประจำปีให้กลายเป็นระบบจัดการระยะยาวได้หรือไม่ เพราะทุกวันที่ท้องฟ้าหายไป ไม่ได้มีเพียงภูเขาที่มองไม่เห็น แต่ยังมีต้นทุนทางสุขภาพ รายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิตที่ค่อย ๆ ถูกหมอกควันกลืนหายไปพร้อมกันด้วย และนั่นทำให้ตัวเลข 272 ในเช้าวันนี้ ไม่ใช่แค่ค่าดัชนีของอากาศ แต่เป็นตัวชี้วัดความเร่งด่วนที่ทั้งรัฐและสังคมต้องรับมืออย่างจริงจังที่สุดในเวลานี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • IQAir
  • AirNow
  • องค์การอนามัยโลก
  • กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอนามัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เชียงรายใช้ AI และวิทยาศาสตร์พลเมือง เปิดตัวแอป “ปลาปลอดภัย” รับมือมลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำสำคัญ

เชียงรายเร่งวางระบบเฝ้าระวังปลาน้ำจืด ใช้ AI และวิทยาศาสตร์พลเมืองรับมือมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย, 1 เมษายน 2569 – เมื่อความกังวลของชุมชนลุ่มน้ำ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งจังหวัด แม่น้ำกกไม่ใช่เพียงสายน้ำที่ไหลผ่านภูมิประเทศของเชียงราย หากเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งอาชีพ และความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่ชาวประมงพื้นบ้าน คนขายปลาตลาดท้องถิ่น ไปจนถึงครัวเรือนที่ยังผูกพันกับปลาน้ำจืดในฐานะอาหารประจำวัน แต่ตลอดช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสายน้ำให้เต็มไปด้วยคำถามว่า ปลาที่จับได้ยังกินได้หรือไม่ น้ำที่เห็นใสยังปลอดภัยจริงหรือเปล่า และหน่วยงานรัฐจะให้คำตอบกับประชาชนได้เร็วพอหรือไม่

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เพราะรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 17 ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ซึ่งใช้รอบเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 10 ถึง 13 มีนาคม 2569 และเผยแพร่เมื่อ 27 มีนาคม 2569 ระบุชัดว่า แม้ภาพรวมคุณภาพน้ำหลายจุดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางพื้นที่ของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจุดในจังหวัดเชียงรายที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำและการดำรงชีวิตของชุมชนริมน้ำโดยตรง

ผลตรวจน้ำล่าสุดย้ำว่า ปัญหายังไม่จบ และยังต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในลุ่มน้ำกก จุดสะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และสะพานมิตรภาพแม่ยาวดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย มีค่าสารหนูอยู่ที่ 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐานเล็กน้อย ส่วนในแม่น้ำโขง บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก และจุดสูบน้ำประปาส่วนภูมิภาคเขตบริการเชียงแสน มีค่า 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่จุดอื่นบางแห่งยังมีค่าที่ต้องติดตามต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่ทุกจุดที่เกินมาตรฐานในรอบล่าสุด แต่ข้อเท็จจริงสำคัญคือปัญหานี้ยังไม่หายไปจากลุ่มน้ำ และยังมีความผันผวนเป็นช่วงพื้นที่และช่วงเวลา

ในแง่นี้ การสื่อสารกับประชาชนจึงต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจริง กับการไม่ลดทอนความเสี่ยงจนชุมชนเข้าใจผิดว่าเรื่องทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เพราะแม้หน่วยงานรัฐจะระบุว่าคุณภาพน้ำส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่การพบสารหนูเกินเกณฑ์ในบางจุดก็เพียงพอที่จะทำให้คำถามเรื่องปลอดภัยของปลา การใช้น้ำ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร กลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างมีระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนคาดเดากันเอง

แอปปลาปลอดภัย จึงเกิดขึ้นในฐานะคำตอบต่อความเสี่ยงที่มองไม่เห็น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ จังหวัดเชียงรายได้เปิดตัวแอปพลิเคชันปลาปลอดภัยในกิจกรรมวันน้ำโลกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดยประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่าแอปดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยของปลาในแม่น้ำได้แบบเรียลไทม์ ขณะที่ไทยพีบีเอสรายงานก่อนหน้านั้นว่า ระบบนี้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อ ปลาปลอดภัย by Open Science เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยของปลาได้จากฐานข้อมูลตัวอย่างมากกว่า 200 ตัวอย่าง และมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของแอปนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การเป็นนวัตกรรมใหม่หรือการมีคำว่า AI อยู่ในระบบ แต่คือการพยายามเปลี่ยนความเสี่ยงที่เคยอยู่ในรูปของข่าวลือ ความกลัว และประสบการณ์บอกต่อ ให้กลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้และนำไปใช้ตัดสินใจได้จริงในตลาดปลาและในครัวเรือน ชาวบ้านที่เคยต้องอาศัยคำถามปลายเปิดว่า ปลาในวันนี้ปลอดภัยหรือไม่ กำลังได้เครื่องมือที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องแล็บกับชีวิตจริงของคนริมแม่น้ำ

AI ไม่ได้ทำงานลำพัง หากยืนอยู่บนไหล่ของคนในชุมชน

หัวใจของระบบนี้ตามข้อมูลโครงการที่ผู้ใช้แนบมา คือการให้ AI วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภาคสนามจากนักวิทยาศาสตร์พลเมือง นั่นหมายความว่า แอปไม่ได้ใช้เพียงแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อตัดสินความปลอดภัยของปลาแบบลอยตัว แต่ต้องอาศัยข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา พื้นที่จับ และการรายงานหน้างานจากผู้ที่อยู่กับแม่น้ำจริง ๆ ทั้งชาวประมง ร้านค้าปลา และเครือข่ายชุมชน โมเดลเช่นนี้ทำให้เทคโนโลยีไม่แยกขาดจากพื้นที่ แต่กลับยิ่งต้องพึ่งพาพื้นที่มากขึ้นในการสร้างความแม่นยำ

การวางบทบาทให้ชุมชนเป็นนักวิทยาศาสตร์พลเมืองยังมีความหมายทางสังคมมากกว่ามิติเทคนิค เพราะในภาวะที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้ การมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล ตรวจสอบ และคัดกรอง กลับทำให้ชุมชนกลับมามีอำนาจบางส่วนเหนืออนาคตของตนเองอีกครั้ง ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะกับนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง แต่ค่อย ๆ ถูกถ่ายทอดลงสู่มือของคนที่ต้องใช้ชีวิตกับความเสี่ยงทุกวัน

ระบบสีของปลา คือภาษากลางใหม่ระหว่างห้องวิจัยกับตลาดสด

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของโครงการระบุว่าระบบแบ่งปลาออกเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยใช้สีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อทำให้ประชาชนอ่านสถานะความเสี่ยงได้ง่ายที่สุด แหล่งข่าวสาธารณะของจังหวัดเชียงรายยังระบุด้วยว่า หากพบค่าผิดปกติ ระบบจะสามารถส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทันที และในระยะนำร่องมีการทดลองใช้งานแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการซื้อขายปลาในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบน

ภาษาของสีเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในงานสื่อสารความเสี่ยง เพราะต่อให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์แม่นยำเพียงใด หากประชาชนตีความไม่ออก ระบบก็จะไม่ก่อผลในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนข้อมูลซับซ้อนให้เหลือสัญญาณที่เข้าใจง่าย ทำให้คนจับปลา คนขายปลา คนซื้อปลา และผู้บริหารจังหวัด สามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ แม้จะยืนอยู่คนละจุดของห่วงโซ่อาหารก็ตาม

เชียงรายไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมีงานวิจัยและนวัตกรรมรองรับมาก่อนแล้ว

ก่อนหน้าการเปิดตัวแอปปลาปลอดภัย สวทช. ได้ขับเคลื่อนโครงการคลินิกน้ำเพื่อชุมชนในเชียงราย โดยระบุว่าหลายพื้นที่ของจังหวัดยังเผชิญปัญหาน้ำปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก จึงพัฒนาเทคโนโลยีตรวจวัดสารปนเปื้อนและต้นแบบระบบประปาหมู่บ้านที่สามารถลดความเสี่ยงได้จริง ในพื้นที่บ้านเมืองงิมและบ้านริมกก อำเภอเมืองเชียงราย มีการติดตั้งระบบต้นแบบและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เจ้าหน้าที่ชุมชน พร้อมรายงานว่าประชาชนมากกว่า 900 ครัวเรือนเริ่มเข้าถึงน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

นั่นหมายความว่าแอปปลาปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กว้างกว่า ซึ่งรวมทั้งการตรวจคุณภาพน้ำ การพัฒนาระบบประปาชุมชน การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง และการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้คนในพื้นที่มองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น การจัดการมลพิษจึงไม่ได้อยู่แค่การเก็บตัวอย่างแล้วประกาศผล แต่กำลังขยับไปสู่โครงสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงน้ำ ปลา คน และหน่วยงานตัดสินใจเข้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากปลาปลอดภัยสู่ SRI Alert โครงสร้างข้อมูลกำลังถูกยกระดับให้กว้างกว่าเรื่องปลา

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 สกสว. และ สวทช. เปิดตัว SRI Alert หรือศรีเตือนภัย ที่กรุงเทพฯ โดยประกาศชัดว่าระบบนี้ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะสำหรับบูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยหน่วยงานรัฐตัดสินใจรับมือภัยพิบัติและภาวะวิกฤตได้รวดเร็วขึ้น สวทช. ยังระบุด้วยว่าระบบมีการเชื่อมการทำงานกับ Traffy Fondue เพื่อรับข้อมูลจากภาคประชาชนแบบเรียลไทม์

แม้ SRI Alert จะถูกเปิดตัวในบริบทการจัดการภัยพิบัติภาพใหญ่ของประเทศ แต่ในมิติของเชียงราย การมีเครื่องมืออย่างปลาปลอดภัย by Open Science ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือการเอางานวิจัยออกจากชั้นวางเอกสาร แล้วแปลงให้เป็นระบบเตือนภัยที่ประชาชนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาในรูปน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาในรูปปลาที่ปนเปื้อน โลหะหนักที่ไม่มีกลิ่น และผลกระทบต่ออาหารของคนทั้งชุมชน การมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมข้อมูลเช่นนี้จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความปลอดภัยสาธารณะ

การตอบสนองของท้องถิ่นเริ่มขยับจากการรับรู้ ไปสู่การฝึกปฏิบัติจริง

ในวันเดียวกับที่จังหวัดเชียงรายขยับเครื่องมือด้านข้อมูล องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าจัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบแก่ห่วงโซ่อาหารจากปัญหาคุณภาพน้ำ ครั้งที่ 2 ที่เทศบาลตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ โดยมีผู้แทนท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข และเครือข่ายประปาหมู่บ้านจากหลายอำเภอเข้าร่วม ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของ อบจ.เชียงราย กิจกรรมนี้มุ่งยกระดับการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในระดับพื้นที่

ความสำคัญของเวทีลักษณะนี้อยู่ที่การทำให้การเฝ้าระวังไม่เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่กระจายตัวไปสู่เครือข่ายที่ใกล้ชุมชนมากที่สุด ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้ดูแลประปาหมู่บ้าน และผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อาหาร เมื่อคนกลุ่มนี้เข้าใจข้อมูลและวิธีจัดการเบื้องต้นได้ดีขึ้น การป้องกันความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง มากกว่ารอให้ปัญหาลุกลามแล้วค่อยเข้ามาแก้ที่ปลายทาง

วิทยาศาสตร์พลเมืองกำลังกลายเป็นกลไกเฝ้าระวังจริงของชายแดน

สัญญาณเดียวกันนี้ยังปรากฏในพื้นที่เชียงของก่อนหน้านี้ เมื่อไทยพีบีเอส โลคอล รายงานเมื่อ 25 มีนาคม 2569 ว่ามีการอบรมคณะกรรมการประปาหมู่บ้านและตัวแทนชาวบ้านให้ใช้ชุดตรวจภาคสนามเพื่อตรวจสารหนูและเชื้อแบคทีเรียในน้ำประปา พร้อมนำผลไปจัดทำแผนที่ความเสี่ยงในระดับอำเภอ การฝึกเช่นนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะทำให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รอผลตรวจจากส่วนกลาง แต่สามารถทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวังและส่งสัญญาณเตือนได้เอง

หากมองในมุมกว้าง วิทยาศาสตร์พลเมืองจึงกำลังเป็นคำตอบต่อโจทย์ใหญ่ของพื้นที่ชายแดนที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมักเดินทางเร็วกว่าระบบราชการ เมื่อมลพิษเกิดนอกพรมแดน แต่ผลกระทบตกอยู่กับคนไทยในพื้นที่ลุ่มน้ำ การทำให้ประชาชนมีเครื่องมือ มีข้อมูล และมีช่องทางเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐแบบใกล้ตัว จึงอาจเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการลดความเสียหายระหว่างที่กระบวนการเชิงนโยบายข้ามพรมแดนยังต้องใช้เวลาอีกมาก

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่มีแอปหรือไม่ แต่อยู่ที่แอปนั้นเปลี่ยนการตัดสินใจของคนได้จริงหรือเปล่า

แม้การเปิดตัวแอปปลาปลอดภัยจะเป็นสัญญาณบวก แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ระบบจะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายปลา การบริโภค และการสื่อสารความเสี่ยงได้จริงเพียงใด เพราะในสถานการณ์มลพิษสิ่งแวดล้อม ความน่าเชื่อถือไม่ได้สร้างจากเทคโนโลยีอย่างเดียว หากต้องสร้างจากความสม่ำเสมอของข้อมูล ความโปร่งใสของวิธีตรวจ ความรวดเร็วในการอัปเดต และการยอมรับร่วมกันของชุมชน ผู้ค้า นักวิจัย และหน่วยงานรัฐ

หากระบบทำได้จริง แอปนี้จะไม่ใช่แค่เครื่องมือเช็กปลา แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการสื่อสารความเสี่ยงแบบใหม่ของเชียงราย เป็นแบบอย่างว่าการจัดการปัญหามลพิษที่ซับซ้อนสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจและใช้ประโยชน์ได้ผ่านข้อมูลเปิด วิทยาศาสตร์เปิด และการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ แต่หากข้อมูลขาดช่วง อัปเดตไม่ทัน หรือแปลผลไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ชุมชน ความเชื่อมั่นก็อาจสั่นคลอนอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศได้ในฤดูฝน

บทสรุปของวันนี้คือ เชียงรายกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่รับผลกระทบ ไปสู่พื้นที่ที่พยายามควบคุมความเสี่ยงด้วยข้อมูล

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงราย ณ ต้นเดือนเมษายน 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการเปิดตัวแอปหนึ่งตัว เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ จากเดิมที่ประชาชนต้องรอฟังผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ มาเป็นการสร้างโครงข่ายเฝ้าระวังที่มีทั้งห้องแล็บ นักวิจัย ชุมชน ตลาดปลา ระบบประปาหมู่บ้าน และแพลตฟอร์มเตือนภัยเชื่อมถึงกันมากขึ้น ทุกชิ้นส่วนยังไม่สมบูรณ์ แต่เริ่มมองเห็นทิศทางเดียวกันชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในวันที่สารปนเปื้อนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และข้ามพรมแดนมาเงียบกว่าสายน้ำ การมีข้อมูลที่เร็วพอ เชื่อถือได้พอ และใกล้มือประชาชนพอ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการปกป้องทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และความเชื่อมั่นของคนริมแม่น้ำ และนั่นทำให้โครงการปลาปลอดภัย by Open Science ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมด้านปลา หากเป็นภาพย่อของคำถามใหญ่ว่า ในโลกที่ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมซับซ้อนขึ้นทุกปี ประเทศไทยจะทำให้วิทยาศาสตร์ลงไปอยู่ข้างประชาชนได้เร็วเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สวทช.
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เจาะลึกรถโดยสาร EV อบจ.เชียงราย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวพลังงานสะอาด

เชียงรายเร่งปูทางรถโดยสาร EV รับสงกรานต์ เชื่อมพลังงานสะอาดกับความมั่นใจการเดินทาง

เชียงราย, 1 เมษายน 2569 – จากห้องประชุมพลังงานสู่โจทย์ใหญ่ของการเดินทางทั้งจังหวัด ในห้วงเวลาที่เชียงรายกำลังเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันจากปัญหาฝุ่นควัน จังหวัดไม่ได้มองเรื่องน้ำมันเป็นเพียงปัญหาการเติมเชื้อเพลิงระยะสั้นอีกต่อไป หากเริ่มขยับไปสู่การวางรากฐานใหม่ของระบบเดินทางทั้งจังหวัด โดยการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน สะท้อนชัดว่าภาครัฐกำลังใช้สถานการณ์พลังงานเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบทั้งการกระจายเชื้อเพลิง การประเมินความต้องการใช้พลังงานในแหล่งท่องเที่ยว และการมองหาโครงสร้างขนส่งทางเลือกที่ลดการพึ่งพาน้ำมันลงในระยะยาว

จุดที่น่าสนใจคือ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่แค่การเฝ้าระวังสถานการณ์ แต่ลงมือกำกับตรวจสอบคลังน้ำมันและสถานีบริการจริง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 30 มีนาคม 2569 ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนำทีมพลังงานจังหวัด ชั่งตวงวัดจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการ เพื่อตรวจสต๊อก ป้องกันการกักตุน และย้ำไม่ให้มีการปฏิเสธการจำหน่ายแก่ประชาชน นั่นสะท้อนว่ารัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้รถ ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ว่าเชียงรายจะไม่ปล่อยให้ปัญหาพลังงานลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจสงกรานต์แบบไร้ทิศทาง

Fuel Now กับการบริหารความเชื่อมั่นในภาวะตึงตัว

ในภาพระดับประเทศ รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้เปิดใช้ระบบ Fuel Now เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสถานะสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูลเปิดปิดของปั๊มและปริมาณน้ำมันคงเหลือ โดยกรมธุรกิจพลังงานระบุว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 103 วัน แยกเป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร น้ำมันระหว่างขนส่งอีกประมาณ 4,200 ล้านลิตร และมีสัญญาจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,700 ล้านลิตร แต่ปัญหาจริงอยู่ที่ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนระบบขนส่งเชื้อเพลิงปรับตัวไม่ทัน รัฐจึงต้องผ่อนผันให้รถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเร่งอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบเพื่อลดปัญหาคอขวดในบางพื้นที่

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ Fuel Now ไม่ได้อยู่แค่การบอกว่าปั๊มไหนเปิดหรือปิด แต่อยู่ที่การลดความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวันของคนเดินทาง จังหวัดอยู่ในฐานะพื้นที่ปลายทางของเชื้อเพลิงและเป็นจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน เมื่อเกิดความตื่นตระหนก ผู้คนมักออกไปต่อคิวเติมน้ำมันพร้อมกันจนยิ่งเร่งปัญหาให้หนักขึ้น การมีระบบตรวจสอบสถานะน้ำมันทั้งจากแพลตฟอร์มระดับประเทศและระบบเช็กสถานะน้ำมันในจังหวัดที่สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายผลักดันผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ จึงมีบทบาทเหมือนเครื่องมือคุมความตื่นตระหนกทางสังคมไปพร้อมกัน ช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น และช่วยให้จังหวัดบริหารจุดเสี่ยงด้านพลังงานได้แม่นขึ้นในช่วงเทศกาลที่การใช้รถหนาแน่นกว่าปกติ

วิกฤตราคาน้ำมัน กลายเป็นแรงผลักให้เชียงรายคิดเรื่องรถสาธารณะใหม่ทั้งระบบ

ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปัญหาฝุ่น PM 2.5 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จึงเริ่มขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การคิดเรื่องระบบรับส่งสาธารณะใหม่ในระดับจังหวัด โดยข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสื่อท้องถิ่นเมื่อ 30 มีนาคม 2569 ระบุว่า มีการหารือความเป็นไปได้ในการจัดหารถรับส่งสาธารณะหรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองและลดควันพิษในระยะยาว ประเด็นสำคัญของการขยับครั้งนี้คือการมองรถสาธารณะในฐานะบริการสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพียงเรื่องยานพาหนะ แต่เป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและคุณภาพอากาศของคนทั้งจังหวัด

แม้แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นหารือเชิงนโยบาย แต่เมื่อวางทับกับแผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จะพบว่าจังหวัดเชียงรายมีฐานทางวิชาการและแผนลงทุนรองรับอยู่แล้ว รายงานแผนแม่บทซึ่งเผยแพร่เมื่อ 13 มีนาคม 2569 กำหนดเป้าหมายให้สัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ชุมชนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2580 และกำหนดโครงการพัฒนาเส้นทางรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า 6 สายทาง รวมระยะทาง 253.4 กิโลเมตร ครอบคลุมเส้นทางยุทธศาสตร์ตั้งแต่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วัดร่องขุ่น เซ็นทรัลเชียงราย สิงห์ปาร์ค เวียงชัย วัดห้วยปลากั้ง ไปจนถึงพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษาในเขตเมืองและเมืองต่อเนื่อง

ในเชิงตัวเลข แผนแม่บทระบุงบจัดซื้อรถ EV ระยะแรก 62 คัน ประมาณ 465 ล้านบาท ก่อสร้างป้ายรถโดยสารสาธารณะ 314 ป้าย ประมาณ 314 ล้านบาท และก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าอีก 1 แห่ง วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท ชุดตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าเชียงรายไม่ได้กำลังคิดเรื่องรถไฟฟ้าในระดับทดลองเล็ก ๆ แต่กำลังพูดถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานขนส่งใหม่ทั้งระบบ ซึ่งหากเดินตามแผนได้จริง จะเปลี่ยนวิธีเดินทางของคนเมืองเชียงรายในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงเพิ่มรถไม่กี่คันบนถนนเท่านั้น

ฐานประชากรและทิศทางเมือง บอกชัดว่าระบบขนส่งใหม่จำเป็นมากขึ้นทุกปี

เหตุผลที่เชียงรายไม่อาจเลื่อนโจทย์นี้ออกไปได้เรื่อย ๆ อยู่ที่โครงสร้างเมืองเอง รายงานของ สนข. อ้างข้อมูลกรมการปกครองพบว่า ช่วงปี 2555 ถึง 2566 จังหวัดเชียงรายมีประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.72 ต่อปี โดยอำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และพาน เป็น 3 อำเภอที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด การเติบโตของเมือง ศูนย์การศึกษา การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว ทำให้ความต้องการเดินทางในแต่ละวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหากปล่อยให้การเดินทางพึ่งรถส่วนบุคคลเป็นหลัก เมืองย่อมเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อน ทั้งรถติด มลพิษ และค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงที่ถ่ายลงสู่ครัวเรือนมากขึ้นทุกปี

เมื่อเมืองมีประชากรหนาแน่นขึ้นและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น การวางระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมระหว่างสนามบิน ศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย สถานที่ราชการ วัด และแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ใช่เรื่องหรูหรา แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะต่อให้เชียงรายมีงานใหญ่ มีวัดระดับโลก มีเมืองชายแดน และมีเทศกาลสงกรานต์ระดับสามแผ่นดิน หากนักท่องเที่ยวและประชาชนต้องแบกรับความไม่แน่นอนเรื่องน้ำมัน ค่าเดินทาง และเวลารอรถ เมืองก็ย่อมสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างเงียบ ๆ ในทุกฤดูกาลท่องเที่ยว

ภาคเอกชนเริ่มทดสอบแล้ว และผลลัพธ์ชี้ว่ารถ EV ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สัญญาณที่สำคัญอีกด้านคือ ภาคเอกชนในภาคเหนือได้เริ่มพิสูจน์แล้วว่ารถโดยสารไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงภาพจำในงานแสดงเทคโนโลยี แต่ใช้งานจริงได้ในเชิงพาณิชย์ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์เคยได้รายงานเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2568 ว่า กรีนบัสเปิดตัวรถโดยสารไฟฟ้า 12 คันแรกของภาคเหนือ พร้อมสถานีชาร์จ โดยให้บริการในเส้นทางเชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา ด้วยเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท บริษัทประเมินว่ารถชุดแรกจะให้บริการรวม 3,066,864 กิโลเมตรต่อปี ลดการใช้น้ำมันดีเซลได้กว่า 1,076,093 ลิตรต่อปี ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึงร้อยละ 50 และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 960 ตันต่อปี

ที่สำคัญกว่านั้นคือ รถโดยสารไฟฟ้าชุดดังกล่าวมีระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งในบริบทของภาคเหนือที่เผชิญปัญหาฝุ่นควันทุกปี เรื่องนี้มีน้ำหนักเชิงสาธารณสุขอย่างมาก เพราะเท่ากับว่ารถสาธารณะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขนคนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่กลายเป็นพื้นที่เดินทางที่ปลอดภัยกว่าเดิมสำหรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ นักเรียน ผู้ป่วย และแรงงานที่ต้องเดินทางประจำ หากภาครัฐเชียงรายสามารถต่อยอดแนวคิดนี้เข้ากับแผนแม่บทของตนเองได้ การมีระบบขนส่ง EV จะไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์สีเขียว แต่จะเป็นนโยบายคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อข้อมูลเมืองอัจฉริยะถูกดึงมาเชื่อมกับระบบเดินทาง

อีกฐานรากที่กำลังทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นไปได้มากขึ้น คือการวางระบบข้อมูลเมือง จังหวัดเชียงรายและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้หารือเรื่องการผลักดันเชียงรายสู่เมืองอัจฉริยะมาตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลเมืองผ่าน City Data Platform และให้สำนักงานสถิติจังหวัดเข้ามามีบทบาทหลักในการจัดการข้อมูลเมือง ข้อได้เปรียบของแนวทางนี้คือทำให้ข้อมูลการเดินทาง พลังงาน คุณภาพอากาศ การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะ สามารถถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ แทนที่จะกระจัดกระจายอยู่คนละหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา

ในทางปฏิบัติ หากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย สามารถเชื่อมระบบรถโดยสาร EV เข้ากับข้อมูลพลังงานและข้อมูลการเดินทางได้จริง เมืองจะสามารถมองภาพรวมได้ชัดขึ้นว่าจุดใดใช้พลังงานมาก จุดใดมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ช่วงเวลาใดควรเพิ่มรถ จุดใดควรบริหารปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง และพื้นที่ใดควรให้ความสำคัญกับรถสาธารณะเพื่อลดฝุ่นควันหรือรถติดเป็นพิเศษ นั่นทำให้รถ EV ไม่ใช่เพียงยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารเมืองสมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เพียงการคาดเดาเหมือนอดีต

สงกรานต์เชียงแสนคือบททดสอบแรกของความพร้อมด้านพลังงานและการเดินทาง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้เหตุผลที่เรื่องนี้เร่งด่วนขึ้นทันที อยู่ที่ปฏิทินการท่องเที่ยวของเชียงรายเอง งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน มีกำหนดจัดระหว่าง 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยมีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ การแสดงแสงสีเสียง และการแข่งขันเรือพาย 22 ฝีพายในวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน นี่ไม่ใช่งานย่อยระดับอำเภอ แต่เป็นงานที่จังหวัดใช้เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพจำใหม่ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมริมโขงอย่างชัดเจน

เมื่อจังหวัดคาดหวังให้มีคลื่นนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่เชียงแสนและพื้นที่เชื่อมต่อ การบริหารพลังงานจึงกลายเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวโดยตรง ที่ประชุมพลังงานจังหวัดจึงให้น้ำหนักกับการประเมินแผนการใช้น้ำมันตามจุดท่องเที่ยวหลักทั่วจังหวัด และเร่งสำรวจความต้องการใช้พลังงานเพื่อรองรับเทศกาล การมาถึงของนักท่องเที่ยวจำนวนมากย่อมหมายถึงการเดินทางที่หนาแน่นขึ้น การเติมน้ำมันที่ถี่ขึ้น และแรงกดดันต่อระบบขนส่งในช่วงเวลาจำกัด หากจังหวัดไม่วางระบบข้อมูลและทางเลือกสาธารณะไว้ล่วงหน้า ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์จะเกิดขึ้นทันที เพราะนักท่องเที่ยวจดจำความสะดวกหรือความติดขัดได้เร็วกว่าที่รายงานใดจะอธิบายทัน

ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ได้

ถึงแม้แนวโน้มการพัฒนาจะชัดขึ้น แต่โจทย์ที่เชียงรายต้องตอบยังมีอีกหลายข้อ ข้อแรกคือความแตกต่างระหว่าง แนวคิด กับ บริการจริง เพราะแผนแม่บทและการหารือเชิงนโยบายเป็นคนละเรื่องกับการเปิดเดินรถจริง จังหวัดจึงต้องแปลงแผนให้กลายเป็นบริการที่ตรงเวลา เข้าถึงง่าย และมีโครงสร้างค่าโดยสารที่ประชาชนยอมรับได้ ข้อสองคือความพร้อมด้านสถานีชาร์จ ศูนย์ซ่อมบำรุง ช่างเทคนิค และการบริหารรอบวิ่ง ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญที่หากไม่เตรียมพร้อมจะทำให้ระบบสะดุดตั้งแต่ระยะแรก

ข้อที่สามคือการทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่กลายเป็นภาระใหม่ของประชาชน หากรถ EV ดีขึ้นแต่แพงขึ้นเกินไป ระบบก็จะไม่สามารถดึงคนออกจากรถส่วนบุคคลได้จริง ข้อที่สี่คือการรักษาความโปร่งใสในการลงทุน เพราะโครงการขนาดหลายร้อยล้านบาทต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งพอจะทำให้คนเชียงรายมั่นใจว่าเงินภาษีถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง และข้อสุดท้ายคือการเชื่อมระบบขนส่งเข้ากับปฏิทินท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นรถสาธารณะจะยังถูกมองเป็นแค่เรื่องประจำวันของคนเมือง แทนที่จะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งจังหวัดตลอดปี

เมืองที่อุ่นใจเรื่องพลังงาน จะได้เปรียบมากกว่าเมืองที่มีแค่สถานที่ท่องเที่ยว

ในภาพใหญ่ที่สุด เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในฐานะนายก อบจ.เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการประชุมเรื่องน้ำมันหรือการศึกษาความเป็นไปได้ของรถ EV เท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามใหม่กับการพัฒนาเมืองทั้งระบบว่า เมืองท่องเที่ยวในยุคใหม่ควรแข่งขันกันที่อะไร หากมองให้ลึกลงไป การมีวัดสวย ธรรมชาติเด่น หรือเทศกาลใหญ่ อาจไม่เพียงพออีกแล้ว เมืองที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าเดินทางสะดวก เติมพลังงานได้ วางแผนได้ และหายใจได้สะอาดกว่า ย่อมได้เปรียบในระยะยาวมากกว่าเมืองที่มีเพียงจุดถ่ายรูปสวยแต่ไร้ระบบรองรับอยู่เบื้องหลัง

เชียงรายกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อแบบนั้นพอดี วิกฤตราคาน้ำมันบีบให้จังหวัดต้องเร่งคิดเรื่องพลังงาน ขณะที่ปัญหาฝุ่นควันบังคับให้จังหวัดมองเรื่องขนส่งในมุมสาธารณสุขมากขึ้น ส่วนเทศกาลสงกรานต์และการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวก็กดดันให้จังหวัดต้องทำให้ระบบเดินทางมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม หากภาครัฐท้องถิ่น ภาคจังหวัด และภาคเอกชน สามารถเชื่อมแนวคิดเหล่านี้เข้าหากันได้จริง เชียงรายอาจไม่ได้เพียงมีรถโดยสาร EV เพิ่มขึ้น แต่กำลังก่อร่างเมืองต้นแบบที่ใช้พลังงานสะอาด ข้อมูลอัจฉริยะ และการบริหารความเชื่อมั่น เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการพัฒนาในภาคเหนือ

บทสรุป

ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 สิ่งที่พอมองเห็นได้ชัดคือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กำลังเร่งเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การออกแบบโครงสร้างใหม่ของการเดินทางและพลังงานในจังหวัด การมี Fuel Now และระบบตรวจสถานะน้ำมันในพื้นที่ช่วยพยุงความมั่นใจของประชาชนในระยะสั้น ขณะที่การหารือเรื่องรถโดยสาร EV ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและแผนแม่บทของ สนข. กำลังปูพื้นฐานสำหรับการลดภาระน้ำมัน ลดฝุ่นพิษ และสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ส่วนงานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่กำลังจะมาถึง คือบททดสอบสำคัญว่าระบบข้อมูล การบริหารพลังงาน และการเตรียมพร้อมด้านการเดินทางของจังหวัด จะทำให้คำว่า เที่ยวเชียงรายอย่างอุ่นใจ เป็นจริงได้แค่ไหนในสายตาของทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์สำนักนายกรัฐมนตรี
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร รายงานแผนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและแผนการพัฒนาระบบการจราจรในเมือง จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

จากบทเรียนแผ่นดินไหว 2 หมื่นล้าน สู่ระบบ SRI Alert และเครือข่ายวิทยุเชียงราย มุ่งสยบความโกลาหลด้วยข้อมูลจริง

จากบทเรียนแผ่นดินไหวสู่ระบบเตือนภัยใหม่ของประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 มีนาคม 2569 – หนึ่งปีหลังเหตุแผ่นดินไหวที่กระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างรุนแรงจนสังคมไทยต้องกลับมาตั้งคำถามกับความพร้อมของเมือง ระบบโครงสร้าง และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ภาครัฐและเครือข่ายวิชาการได้ขยับอีกก้าวสำคัญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม SRI Alert หรือ ศรีเตือนภัย ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยวางเป้าหมายให้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติของประเทศอย่างเป็นระบบ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันครบรอบเหตุแผ่นดินไหวเท่านั้น หากเป็นการยกระดับวิธีคิดของประเทศจากการรับมือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเครือข่ายการสื่อสารเพื่อคาดการณ์ เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียล่วงหน้า โดยในวันถัดมา วันที่ 31 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้สะท้อนการต่อยอดแนวคิดเดียวกันในระดับพื้นที่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุในจังหวัดเชียงราย 10 สถานี เพื่อจัดวางระบบสื่อสารภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นเอกภาพ โดยกำหนดให้ สวท.เชียงราย เป็นศูนย์กลางแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเครือข่ายในพื้นที่

เมื่อพิจารณาร่วมกัน เหตุการณ์สองวันติดกันนี้กำลังบอกภาพใหญ่บางอย่างต่อสังคมไทยอย่างชัดเจนว่า บทเรียนจากภัยพิบัติไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในรายงานสรุปหรือวงเสวนาทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลงเป็นระบบทำงานจริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ ไปจนถึงช่องทางสื่อสารระดับจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนตัวจริงในเวลาวิกฤต

SRI Alert ไม่ใช่แค่แอปเตือนภัย แต่คือโครงสร้างกลางของการตัดสินใจ

ข้อมูลจากหน่วยงานผู้จัดงานระบุว่า SRI Alert ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมา การขยายผลเชิงนโยบาย และการสร้างพลังเครือข่ายระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชน จุดนี้ทำให้ SRI Alert ต่างจากระบบเตือนภัยทั่วไปที่มักทำหน้าที่เพียงส่งสัญญาณแจ้งเตือน แต่ยังไม่เชื่อมข้อมูลเชิงลึกกับการบริหารจัดการในระดับปฏิบัติการจริง

สาระสำคัญของแพลตฟอร์มนี้จึงอยู่ที่การทำให้องค์ความรู้จำนวนมากซึ่งกระจายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐ สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบที่นำไปใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตประจำวัน โดย สวทช. ระบุชัดว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเป็นแกนหลักในการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในทางปฏิบัติ SRI Alert ยังถูกออกแบบให้รองรับการสื่อสารหลายช่องทางที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น LINE Official Account, Telegram, Google Chat, Traffy Fondue และ API Callback สำหรับเชื่อมเข้ากับระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ออกแบบไม่ได้มองเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามวางระบบบนฐานพฤติกรรมการใช้งานจริงของหน่วยงานและผู้ใช้ปลายทางด้วย

จากมหาวิทยาลัยสู่สนามจริง งานวิจัยที่ถูกดันออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการที่ SRI Alert ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยที่ทำงานกับปัญหาภัยพิบัติจริงอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สวทช. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ระบบ ววน. ทำงานเชิงระบบด้านภัยพิบัติมากขึ้นกว่าเดิม

ในฝั่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้อมูลจากแถลงข่าวระบุว่า SRI Alert วางเป้าหมายให้หน่วยงานที่ดูแลคนจำนวนมากเป็นผู้ใช้ระบบหลักก่อน เช่น เทศบาล จังหวัด หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน หรือบริษัทที่มีช่องทางสื่อสารกับคนของตนเองอยู่แล้ว ผ่านไลน์ เทเลแกรม หรือระบบอื่นขององค์กร เพื่อรับข้อมูลเตือนภัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนของตนแบบเรียลไทม์ แนวคิดนี้สะท้อนการออกแบบที่เน้นใช้โครงสร้างการบริหารที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่ได้เริ่มจากการสร้างช่องทางใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนต้องเรียนรู้ใหม่พร้อมกันในภาวะฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยนเรศวรได้นำเสนองานวิจัยด้านแบบจำลองสารสนเทศเมือง หรือ Urban Information Modeling ซึ่งพัฒนาเมืองฝาแฝดดิจิทัลเพื่อใช้รับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโมเดลอาคารสามมิติ แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกรรม การจำลองสถานการณ์ การทำแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน และแบบจำลองการอพยพ ซึ่งได้เริ่มนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลกแล้ว

สาระของงานวิจัยนี้มีนัยสำคัญในเชิงนโยบาย เพราะเมืองไทยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลอาคาร พฤติกรรมการอพยพ และการประเมินความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงกัน หากเมืองฝาแฝดดิจิทัลถูกพัฒนาจนใช้ได้จริง ก็จะช่วยให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร โรงพยาบาล และชุมชน มีข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตัดสินใจ ลดความสับสนในภาวะฉุกเฉิน และลดการสื่อสารคลาดเคลื่อนที่มักเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ

เชียงรายไม่ได้อยู่เพียงในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นพื้นที่ทดลองของงานวิจัยจริง

สำหรับจังหวัดเชียงราย จุดที่โดดเด่นในเวที SRI Alert คือการที่จังหวัดไม่ได้ปรากฏเพียงในฐานะผู้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ แต่เป็นพื้นที่นำร่องของงานวิจัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรกคือระบบติดตามความปลอดภัยโครงสร้างอาคารจากงานวิจัยแผ่นดินไหว ซึ่งมีการระบุว่าได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์แล้วในอาคารโรงพยาบาลของจังหวัดเชียงราย นับเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนและรับผลสะเทือนจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน กำลังถูกยกระดับด้านการเฝ้าระวังโครงสร้างอย่างจริงจังมากขึ้น

ด้านที่สองคือแอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรและทีมวิจัยได้พัฒนาระบบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยอัปเดตข้อมูลทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองในการรายงานข้อมูลภาคสนาม โครงการนี้ถูกนำร่องใช้งานจริงที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน เพื่อทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกกแบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา และส่งข้อมูลตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

รายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า SRI Alert ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภัยพิบัติแบบเฉียบพลัน เช่น แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเท่านั้น แต่กำลังขยายความหมายของคำว่า เตือนภัย ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารด้วย และในกรณีของเชียงราย ซึ่งกำลังเผชิญความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อแม่น้ำกก การมีระบบที่แปลข้อมูลซับซ้อนให้เป็นสัญญาณเตือนที่ใช้ได้จริง ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งชุมชน ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐโดยตรง

บทเรียนจากแผ่นดินไหวปี 2568 ยังผลักดันการเปลี่ยนแปลงอยู่

หนึ่งในช่วงสำคัญของการเปิดตัว SRI Alert คือการย้อนมองผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ซึ่งแม้จุดศูนย์กลางจะอยู่นอกประเทศไทย แต่ผลสะเทือนกลับกระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีมวิจัยแผ่นดินไหวชี้ว่า พื้นที่ชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ เกิดปรากฏการณ์ขยายแรงสั่นสะเทือนจากการสั่นพ้องของชั้นดิน ส่งผลให้อาคารจำนวนหนึ่งโยกตัวรุนแรงกว่าพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิดคลื่นในภาคเหนือและตะวันตก นี่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าเมืองใหญ่ของไทยยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ความทันสมัย

ข้อมูลในงานยังระบุถึงระบบการประเมินอาคารตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมืองที่แบ่งเป็นป้ายสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยมีอาคารมากกว่า 15 แห่งถูกจัดในกลุ่มสีแดงซึ่งหมายถึงได้รับความเสียหายหนักและห้ามใช้งาน ขณะที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยสะท้อนว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่แค่แรงสั่นสะเทือน แต่เกิดจากความไม่รู้ที่นำไปสู่ความโกลาหล และความโกลาหลนั้นเองที่ขยายความสูญเสียทางเศรษฐกิจออกไปอีก โดยมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนของอาคารที่แตกร้าวหรือซ่อมแซม แต่ยังรวมถึงต้นทุนของความไม่พร้อมในระบบข้อมูล การอพยพที่ไร้แบบแผน การปิดถนน การหยุดชะงักของธุรกิจ และความตื่นตระหนกของประชาชนในเมืองใหญ่ นี่เองที่ทำให้ SRI Alert ถูกมองไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางความเชื่อมั่นของสังคม

Traffy Fondue และบทบาทของประชาชนในฐานะเซนเซอร์มีชีวิต

อีกมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อม SRI Alert เข้ากับ Traffy Fondue ซึ่ง สวทช. มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับข้อมูล มาเป็นผู้ร่วมสร้างข้อมูลภาคสนามอย่างเป็นระบบ โดยเปิดทางให้ประชาชนรายงานเหตุการณ์หรือความผิดปกติจากพื้นที่จริง เพื่อเชื่อมต่อไปยังนักวิจัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รวดเร็วขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการภัยพิบัติที่ให้คุณค่ากับข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์ ไม่แพ้ข้อมูลจากเซนเซอร์หรือภาพถ่ายดาวเทียม

เมื่อประชาชนรายงานข้อมูล พิกัด พื้นที่เสี่ยง หรือสภาพความเสียหายได้ตรงเวลา ระบบกลางก็จะมีโอกาสวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐสามารถเลือกส่งสัญญาณเตือนหรือคำแนะนำกลับไปยังพื้นที่เฉพาะจุดได้รวดเร็วกว่าเดิม หากระบบนี้ถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมเตือนภัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากระบบราชการแบบเดิมที่ข้อมูลมักวิ่งทางเดียวจากบนลงล่าง

เชียงรายต่อยอดทันทีด้วยเครือข่ายวิทยุ 10 สถานี

หาก SRI Alert คือสมองกลางในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวที่เชียงรายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ก็ดูจะเป็นความพยายามสร้างเส้นเลือดฝอยของระบบสื่อสารในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน จากข้อมูลของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุว่า ณ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดเชียงรายรวม 10 สถานี เพื่อสร้างระบบรายงานสถานการณ์และกระจายเสียงในภาวะภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นหนึ่งเดียว โดยนางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 3 เป็นผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ร่วมพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้ระบุเป้าหมายชัดเจนหลายด้าน ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเวลา การเชื่อมโยงเครือข่ายการกระจายเสียงจากศูนย์กลาง การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทั่วถึง และการใช้สื่อวิทยุเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารข้อมูลภาครัฐในภาวะวิกฤต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีทั้งเขตเมือง ชุมชนภูเขา พื้นที่ชายแดน และประชากรที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนอาจไม่เท่ากันในทุกกลุ่ม

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าก่อนหน้านี้บุคลากรของ สวท.เชียงรายเพิ่งเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตด้วยกลไก Joint Information Center หรือ JIC เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณภัย ก็ยิ่งเห็นว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมระบบสื่อสารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือตอนบน

เมื่อระบบระดับชาติจะไปถึงประชาชนได้ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีและสื่อท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่บทเรียนครั้งนี้กำลังสอนคือ ต่อให้ประเทศมีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ดีเพียงใด หากไม่มีช่องทางส่งต่อข้อมูลไปถึงประชาชนในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง ระบบนั้นก็อาจหยุดอยู่แค่หน้าจอแดชบอร์ดของหน่วยงานรัฐ ในทางกลับกัน ต่อให้มีเครือข่ายสื่อชุมชนที่เข้มแข็งเพียงใด หากขาดข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็อาจเกิดปัญหาข่าวลือ การตีความคลาดเคลื่อน และการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ

SRI Alert และ MOU เครือข่ายวิทยุเชียงรายจึงควรถูกมองเป็นภาพเดียวกันในสองระดับ ระดับแรกคือการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิจัย วิศวกร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระดับที่สองคือการสร้างระบบถ่ายทอดสารจากศูนย์กลางไปยังชุมชนอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สื่อวิทยุยังมีบทบาทจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน นี่คือการเติมเต็มกันระหว่างวิทยาศาสตร์ข้อมูลกับโครงข่ายสื่อสารมวลชน

ความท้าทายที่ยังต้องตอบให้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้การเปิดตัวและการลงนามความร่วมมือจะเป็นก้าวสำคัญ แต่โจทย์ที่ยากกว่ายังอยู่ข้างหน้า ประการแรกคือเรื่องการเชื่อมต่อข้ามหน่วยงาน ว่าระบบ SRI Alert จะสามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานหลัก เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบสื่อสารฉุกเฉินในระดับจังหวัดได้ราบรื่นเพียงใด ประการที่สองคือเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณและการบำรุงรักษา เพราะระบบเตือนภัยไม่ใช่โครงการเปิดตัวครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูล ฝึกอบรมบุคลากร และซ้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือเรื่องความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สุดในภาวะวิกฤต หากข้อมูลที่รัฐส่งออกไปช้าเกินไป ไม่ชัดเจน หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างแพลตฟอร์มกับสื่อท้องถิ่น ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบจะถูกตั้งคำถามทันที ดังนั้น การมีเครือข่ายวิทยุท้องถิ่นในเชียงรายเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร จึงอาจช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้มาก เพราะวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศูนย์ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่จริง

จุดเริ่มต้นใหม่ที่ต้องทำให้ไปต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การเปิดตัว SRI Alert ในกรุงเทพฯ และการลงนาม MOU เครือข่ายวิทยุในเชียงราย ภายในช่วงเวลาเพียงสองวัน ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกกัน แต่สะท้อนจังหวะใหม่ของการจัดการภัยพิบัติไทยที่เริ่มขยับจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูลภาคประชาชน และสื่อท้องถิ่นเข้าหากันมากขึ้น

สำหรับเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งมีความหมายมากกว่าหลายพื้นที่ เพราะจังหวัดกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกก ปัญหาฝุ่นควัน และความเปราะบางของชุมชนชายแดน การมีทั้งระบบติดตามอาคาร ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงปลา ระบบรายงานเหตุจากประชาชน และเครือข่ายวิทยุที่พร้อมกระจายข้อมูลฉุกเฉิน จึงอาจกลายเป็นแบบจำลองของการเตือนภัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบใดระบบหนึ่งคงไม่ได้วัดเพียงจำนวนหน่วยงานที่ร่วมลงนาม หรือจำนวนเทคโนโลยีที่เชื่อมเข้าด้วยกัน แต่จะถูกพิสูจน์ในวันที่เกิดเหตุจริง ว่าข้อมูลจะเร็วพอหรือไม่ เตือนคนได้ทันหรือไม่ ลดความตื่นตระหนกได้หรือไม่ และช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ หากคำตอบในวันนั้นคือใช่ บทเรียนราคาแพงจากภัยพิบัติที่ผ่านมาอาจไม่ได้สูญเปล่า และสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนมีนาคม 2569 อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบเตือนภัยไทยที่แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME