Categories
EDITORIAL

เมื่อตัวเลขสั่นคลอนเก้าอี้อำนาจ ถอดรหัสวิธีสุ่มตัวอย่างและต้นทุนการทำโพลการเมืองที่คุณไม่เคยรู้

โพลการเมืองไทย เมื่อศาสตร์ตัวเลขสั่นคลอนเก้าอี้อำนาจ และสังคมต้องอ่านให้ลึกกว่ากราฟ

เชียงราย, 31 มกราคม 2569 – ในยุคที่คำว่า “กระแส” เดินทางเร็วกว่ารถข่าว และความเห็นหนึ่งประโยคสามารถถูกขยายเป็นหมื่นรีโพสต์ในไม่กี่นาที โพลการเมืองจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสำรวจความนิยม แต่กลายเป็นสนามประลองความชอบธรรมของข้อมูล ใครบางคนมองว่าโพลเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกของสังคม ณ เวลาหนึ่ง ขณะที่อีกคนกลับรู้สึกว่าโพลกำลังถูกใช้เป็นไฟฉายส่องนำทาง ให้ผู้คนเดินไปทางเดียวกันโดยไม่รู้ตัว คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือ โพลเชื่อได้แค่ไหน และเราควรเชื่อ “อะไร” ในโพลกันแน่ บนเวทีโครงการพัฒนาองค์ความรู้สื่อมวลชนฯ ของ สถาบันอิศรา ประเด็น “โพลการเมืองไทย เชื่อได้จริงหรือ” ถูกหยิบมาผ่ากลางโต๊ะ โดยผู้ทำโพลระดับประเทศ 3 สำนัก อย่าง รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า),ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล (Super Poll) และ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล โดยจีรชาตา เอี่ยมรัศมี เป็นผู้ดำเนินรายการที่พยายามค่อยๆ แกะทุกชั้นของกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกตัวอย่าง การตั้งคำถาม การวิเคราะห์ ไปจนถึงต้นทุนที่อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นและพุ่งสู่หลักล้านเมื่อเป็นการลงพื้นที่จริง เวทีเดียวกันนี้ยังสะท้อนความจริงที่เจ็บแสบกว่านั้น คือ เมื่อสังคมเชื่อโพลแบบอ่านแค่ตัวเลข โพลก็สามารถเปลี่ยนจากข้อมูลเพื่อความเข้าใจ เป็นข้อมูลเพื่อการชี้นำได้ในพริบตา

กระจกที่อาจขุ่นมัว หากไม่รู้ว่าใครถูกสะท้อนอยู่ในนั้น

บนเวที คือโพลเป็นภาพสะท้อน ไม่ใช่คำพยากรณ์ ความหมายของโพลจึงผูกกับเงื่อนไขเวลาและวิธีเก็บข้อมูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับคู่มือมาตรฐานของ ESOMAR และ WAPOR ที่ชี้ว่า การเผยแพร่โพลสู่สาธารณะควรระบุให้ชัดว่าเก็บข้อมูลเมื่อใด เก็บอย่างไร ใครเป็นตัวอย่าง และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะนี่คือฐานที่ทำให้ผู้อ่านตีความได้ถูกทิศ จากจุดนี้เอง คำถาม “โพลแม่นไหม” จึงถูกดันให้เลื่อนไปอยู่ข้างหลัง และถูกแทนที่ด้วยคำถามที่ลึกกว่า คือ “โพลสะท้อนใคร” และ “สะท้อนด้วยวิธีที่แฟร์ต่อทุกฝ่ายหรือไม่”

ศาสตร์แห่งการสุ่ม พื้นที่และอายุ คือสองกับดักที่ทำให้ตัวเลขหลุดโลกจริง

หนึ่งในประเด็นที่ถูกยกขึ้นเป็นแกนหลักคือ หากเก็บข้อมูลกระจุกตัวในบางพื้นที่ ผลย่อมพาให้สังคมเข้าใจผิดได้ง่าย ตัวอย่างที่ถูกยกบนเวทีคือ หากเก็บเฉพาะพื้นที่ที่มีฐานเสียงการเมืองบางขั้ว ตัวเลขจะ “ดูเหมือนจริง” ในพื้นที่นั้น แต่ไม่ใช่ความจริงของทั้งประเทศ อีกตัวแปรที่ถูกเน้นเป็นพิเศษคืออายุ เพราะทัศนะทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงวัย การออกแบบสัดส่วนตัวอย่างตามเจเนอเรชันหรือช่วงอายุ จึงควรยึดโครงสร้างประชากรจริง ไม่ใช่ยึดความสะดวกของผู้เก็บข้อมูล ภาพใหญ่ของโครงสร้างประชากรไทยเองกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลสำรวจของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สะท้อนว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนใกล้หนึ่งในห้า และจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า หากโพลละเลยกลุ่มผู้สูงอายุ หรือเก็บต่ำกว่าสัดส่วนจริงมากเกินไป ภาพที่ได้ย่อมเอนและเสี่ยงพาไปสู่ข้อสรุปผิดทิศ โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายปากท้อง สวัสดิการ และความมั่นคงในชีวิต ที่คนต่างวัยให้น้ำหนักไม่เท่ากัน

เบื้องหลังโพลรายสัปดาห์ งานเจ็ดวัน และต้นทุนที่สังคมไม่ค่อยเห็น

อีกชั้นของเรื่องที่ทำให้โพลถูกเข้าใจผิด คือคนจำนวนไม่น้อยเห็นแค่กราฟแท่ง แต่ไม่เห็นแรงงานเบื้องหลัง เวทีนี้มีการอธิบายภาพการทำงานแบบรายสัปดาห์ ตั้งแต่การจับประเด็นร้อน การออกแบบแบบสอบถาม การเก็บข้อมูล การประมวลผล ไปจนถึงการปิดต้นฉบับเพื่อส่งเผยแพร่ในเวลาจำกัด สาระสำคัญอยู่ที่คำว่า ความคลาดเคลื่อนเกิดได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบตัวอย่าง การวัดด้วยคำถาม ไปจนถึงการวิเคราะห์ และการทำความสะอาดข้อมูล หากขั้นตอนใดถูกลดทอนเพื่อความเร็วหรือความสะดวก โอกาสที่ตัวเลขจะหลุดจากโลกจริงก็สูงขึ้น ในเชิงเทคนิค มาตรฐานการคำนวณอัตราการตอบกลับเองก็มีนิยามและวิธีคิดหลายแบบ ตามกรอบของ AAPOR ที่แยกประเภทการตอบกลับและกรณีที่ติดต่อไม่ได้ไว้อย่างเป็นระบบ ประเด็นนี้สำคัญเพราะโพลการเมืองมักเจออัตราการตอบกลับต่ำลง ผู้คนระวังตัวมากขึ้น หรือบางส่วนปฏิเสธการตอบโดยสิ้นเชิง ทำให้การได้ “ตัวอย่างครบสัดส่วน” ยากขึ้นเป็นทวีคูณ

โพลไม่ใช่โหราศาสตร์ แต่ก็ไม่ใช่ใบเสร็จรับรองความจริง

หัวใจของเวทีนี้อยู่ที่การผลักสังคมให้เลิกใช้โพลเป็นคำทำนาย และหันมาใช้โพลเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม เพราะแม้โพลจะออกแบบถูกต้องตามหลักสถิติ โพลก็ยังเป็นเพียงภาพสะท้อน ณ ห้วงเวลา ความคิดคนเปลี่ยนได้เร็วตามเหตุการณ์ นโยบาย การปราศรัย หรือวิกฤตเฉพาะหน้า และคู่มือของ ESOMAR และ WAPOR ก็เตือนชัดว่า ต้องระวังการตีความเกินข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อสื่อหรือผู้เผยแพร่ใช้โพลเพื่อสร้างข้อสรุปแบบฟันธง ความเสี่ยงอีกด้านคือ “อคติ” ที่ซ่อนในคำถาม หากคำถามแฝงคุณค่า เช่น ทำให้ตัวเลือกหนึ่ง “ดูเป็นประโยชน์” โดยนัย คนที่เห็นต่างอาจรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าและลังเลจะตอบตามจริง นี่คือจุดที่โพลอาจกลายเป็นเครื่องมือบิดเบือน มากกว่าสำรวจ

บทเรียนจากอดีต เมื่อผลจริงปรากฏ และตัวเลขกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้

เพื่อให้เห็นภาพว่า ตัวเลขไม่ได้มีความหมายตายตัว และสังคมควรอ่าน “บริบทของตัวเลข” มากกว่าตัวเลขล้วนๆ บทเรียนหนึ่งที่หยิบขึ้นมาอธิบายได้ด้วยข้อมูลทางการคือการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 เอกสารสรุปผลอย่างเป็นทางการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า มีผู้มีสิทธิออกเสียง 50,071,589 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน คิดเป็นอัตราใช้สิทธิราว 59.4 เปอร์เซ็นต์ และผลคะแนนเห็นชอบ 16,820,402 ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เมื่อมองเพียงตัวเลข เห็นชอบดูเหมือนชนะชัด แต่เมื่ออ่านลึกลงไป จะเห็นอีกชั้นของความจริง คือมีผู้ไม่มาใช้สิทธิราวสี่ในสิบของผู้มีสิทธิทั้งหมด การตีความ “ฉันทามติของประเทศ” จึงต้องระวังอย่างยิ่งว่าเรากำลังพูดถึงเสียงของใคร และเสียงที่หายไปจำนวนมากนั้นสะท้อนอะไร นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวทีเสวนาจึงย้ำว่า โพลหรือประชามติไม่ใช่แค่การแข่งขันของตัวเลข แต่เป็นการแข่งขันของการตีความ และการตีความที่ไม่ระวังอาจพาสังคมไปสู่ความเข้าใจผิดได้ยาวนาน

เจ็ดคำถามที่ต้องถามทุกครั้ง ก่อนเชื่อโพลการเมือง

บนฐานมาตรฐานสากลของ ESOMAR และ WAPOR รวมถึงหลักสถิติพื้นฐานที่ระบุเรื่องความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่าง คู่มืออธิบายชัดว่า แม้สุ่มแบบเป็นระบบ โพลขนาดหนึ่งพันตัวอย่างก็ยังมีช่วงความคลาดเคลื่อนโดยประมาณอยู่ในระดับไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และยิ่งอัตราการตอบกลับไม่เต็ม ยิ่งต้องเปิดเผยข้อจำกัดให้ชัด เมื่อแปลงเป็นภาษาข่าวที่ประชาชนใช้ได้ทันที คำถามที่ควรถามมีอย่างน้อย 7 ข้อ

  1. เก็บข้อมูลวันไหน ถึงวันไหน และเหตุการณ์ช่วงนั้นมีอะไรที่อาจกระทบความคิดคน
  2. ใช้วิธีใด โทรศัพท์ ออนไลน์ ภาคสนาม หรือผสม และเพราะเหตุใด
  3. กลุ่มตัวอย่างกระจายครบภูมิภาค เพศ อายุ หรือไม่ และมีการถ่วงน้ำหนักหรือไม่
  4. คำถามเป็นกลางหรือมีถ้อยคำชี้นำ แฝงคุณค่า หรือทำให้คนเห็นต่างรู้สึกถูกตัดสิน
  5. อัตราการตอบกลับเป็นเท่าไร และมีความเสี่ยงเรื่องคนปฏิเสธตอบมากน้อยแค่ไหน
  6. ใครเป็นผู้ว่าจ้างหรือสนับสนุนทุน และผลประโยชน์ทับซ้อนถูกเปิดเผยหรือไม่
  7. ผลโพลสอดคล้องกับแนวโน้มจากหลายสำนักหรือโดดเดี่ยวผิดปกติจนควรตรวจซ้ำ

 คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อทำลายโพล แต่เพื่อปกป้องบทบาทของโพลไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือชี้นำโดยไร้การตรวจสอบ

เมื่อโพลไปไกลกว่าการเมือง และอาจกระทบชีวิตคนจริง

อีกมิติที่มักถูกมองข้ามคือ โพลไม่ได้กระทบแค่วันเลือกตั้ง โพลกระทบการกำหนดวาระสาธารณะ กระทบความคาดหวังของตลาด กระทบการตัดสินใจเชิงนโยบาย และกระทบความรู้สึกของคนที่คิดต่าง งานศึกษาทางวิชาการในต่างประเทศยังชี้ว่าการรับรู้ว่า “ฝ่ายหนึ่งกำลังนำ” อาจก่อผลแบบแห่ตามหรือแรงต้านในบางบริบท ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารผลโพลต้องยิ่งระวัง โดยเฉพาะเมื่อบริบทสังคมแบ่งขั้วสูง เมื่อสื่อรายงานแบบตัดเหลือเพียงอันดับหนึ่งกับอันดับสอง แต่ไม่พูดถึงวิธีเก็บข้อมูล ความคลาดเคลื่อน หรือข้อจำกัด สังคมจะได้รับ “ตัวเลขที่ดูมั่นใจ” แต่ขาดภูมิคุ้มกันในการอ่านความจริงใต้ตัวเลข และนั่นคือช่องว่างที่ทำให้โพลถูกใช้เป็นอาวุธได้ง่าย

ไม่ใช่เลิกเชื่อโพล แต่ต้องยกระดับวิธีอ่านโพล

บทสรุปของเวทีนี้ไม่ได้ชี้ให้สังคม “เลิกดูโพล” หากแต่ชี้ให้สังคม “ดูโพลอย่างรู้เท่าทัน” เพราะโพลที่ทำตามหลักวิชาการและเปิดเผยระเบียบวิธี คือเครื่องมือเพิ่มปัญญาสาธารณะ ทำให้ประชาชนเห็นแนวโน้มความคิดของสังคม และทำให้รัฐเห็นสัญญาณความเดือดร้อนก่อนปัญหาจะลุกลาม แต่โพลที่ไม่เปิดเผยวิธีการ ไม่ชัดเจนเรื่องตัวอย่าง ไม่เป็นกลางในคำถาม หรือถูกนำเสนอแบบชี้นำ จะไม่ใช่กระจกอีกต่อไป มันจะกลายเป็นไฟฉายที่ส่องนำ และอาจพาสังคมเดินผิดทางโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นภารกิจร่วมของสามฝ่ายจึงชัดขึ้น ฝ่ายผู้ทำโพล ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลให้ครบ ฝ่ายสื่อ ต้องรายงานมากกว่าตัวเลข และอธิบายข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ฝ่ายประชาชน ต้องถามให้เป็น ก่อนแชร์ให้ไว

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้

  • ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ผู้มีสิทธิ 50,071,589 ผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 อัตราใช้สิทธิราว 4 เปอร์เซ็นต์ เห็นชอบ 16,820,402 ไม่เห็นชอบ 10,598,037
  • โครงสร้างประชากรไทยสูงวัย สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ในระดับใกล้หนึ่งในห้า และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความจำเป็นที่โพลต้องออกแบบสัดส่วนช่วงอายุให้ใกล้เคียงประชากรจริง
  • หลักสถิติของโพลแบบสุ่ม คู่มือมาตรฐานอธิบายว่า โพลหนึ่งพันตัวอย่างในอุดมคติจะมีช่วงคลาดเคลื่อนระดับไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และย้ำการเปิดเผยวิธีการเพื่อให้สาธารณะตีความได้ถูกต้อง
ยชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ / ผู้ดำเนินรายการ นางสาวจีรชาตา เอี่ยมรัศมี / รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต / ดร.พรพรรณ บัวทอง / ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา / ผศ. ดร.มนต์ศักดิ์ ชัยวีระเดช
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานและสถิติประชากรสูงวัย โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • มาตรฐานการเผยแพร่โพลและแนวทางอ่านผลโพล โดย ESOMAR และ WAPOR
  • นิยามและกรอบการคำนวณอัตราการตอบกลับตามมาตรฐานวิชาชีพ โดย AAPOR
  • รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 
  • ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล (Super Poll) 
  • ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล
  • ผู้ดำเนินรายการ นางสาวจีรชาตา เอี่ยมรัศมี
  • สถาบันอิศรา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ยกระดับสงกรานต์เชียงราย 2569 อัดฉีดนวัตกรรม Water Tower และอุโมงค์น้ำยักษ์ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เชียงราย” ปั้น “เชียงแสน” สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” พลิกโฉมเมืองเก่า 700 ปี ด้วย Soft Power และนวัตกรรม

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน จังหวัดเชียงรายได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สากล โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ภายใต้กิจกรรมเรือธง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การประกาศความพร้อมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งเน้นการผสาน “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “นวัตกรรมความบันเทิงสมัยใหม่” เพื่อแก้ไขปัญหา Pain Point ของการท่องเที่ยว และวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

เปิดม่านวิสัยทัศน์ จากเมืองทางผ่านสู่ “หมุดหมาย” ระดับโลก

บรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น. ณ จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังของความร่วมมือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดเผยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายหลักที่ต้องการขับเคลื่อนให้ “เชียงราย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกเดือน และทุกอำเภอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกพื้นที่ “อำเภอเชียงแสน” เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวิเคราะห์ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

นางอทิตาธร ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการทำงานของ อบจ.เชียงราย คือการทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจ “ปักหมุด” มาที่เชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนที่จะเลือกเดินทางไปยังจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ดังนั้น แนวคิดในการนำ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” มาผสมผสานกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม จึงถูกนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการไขโจทย์นี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและหาไม่ได้จากที่อื่น

ยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย

แก้ Pain Point การท่องเที่ยว เมื่อ “คำถาม” นำมาสู่ “คำตอบ”

ในเวทีเสวนา นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ได้สะท้อนมุมมองทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยหยิบยกประเด็นปัญหา หรือ Pain Point ของการท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงสงกรานต์ขึ้นมาวิเคราะห์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมักจะมีคำถามเสมอว่า “สงกรานต์ที่เชียงราย มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์?” หรือมีกิจกรรมใดที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่แตกต่างจากที่อื่น การขาด Signature Event ที่ชัดเจนทำให้เชียงรายเสียโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่

นางสาวยุรีพรรณ กล่าวเสริมว่า การจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ในปีนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การมาชมสถานที่สวยงามแล้วถ่ายรูปกลับไป หรือที่เรียกว่า “See Sand Sun” อีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “Experience-based Tourism” หรือการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวต้องการมีส่วนร่วม สัมผัส และซึมซับบรรยากาศด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นทิวทัศน์ริมโขง การได้ยินเสียงธรรมชาติ การสูดอากาศบริสุทธิ์ การลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และการสัมผัสความอบอุ่นทางใจจากการต้อนรับของเจ้าบ้าน

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจเชียงราย

โมเดล “Walkable City” เนรมิตเมืองเก่าให้มีชีวิตและเดินได้จริง

หนึ่งในไฮไลต์ที่ถูกจับตามองที่สุดของการจัดงานครั้งนี้ คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่อำเภอเชียงแสนให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” (Walkable City) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ขยายความถึงแนวคิดนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมการเดินท่องเที่ยวในเมืองที่มีบรรยากาศดีและปลอดภัย อบจ.เชียงราย จึงได้วางแผนเนรมิตพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและเขตเมืองเก่า ให้กลายเป็นถนนคนเดินที่มีกิจกรรมรายล้อมตลอดเส้นทาง

องค์ประกอบสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงแสนให้เป็น Walkable City ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยการแบ่งโซนกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิม ได้แก่

  1. อุโมงค์น้ำยักษ์ (Giant Water Tunnel) เพื่อสร้างความชุ่มฉ่ำและสนุกสนานให้กับผู้มาร่วมงานตลอดเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำโขง จะมีการติดตั้งอุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 250 ถึง 300 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างบรรยากาศความรื่นเริงที่ไม่ขาดตอน
  2. หอคอยน้ำ (Water Tower) นวัตกรรมไฮไลต์ของงาน คือหอคอยน้ำความสูง 5 ชั้น ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ หอคอยนี้ไม่ได้ตั้งตระหง่านเพียงเพื่อความสวยงาม แต่สามารถสเปรย์น้ำออกมาสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนโดยรอบ และในยามค่ำคืน หอคอยนี้จะถูกประดับตกแต่งด้วยแสงสีเสียง (Light & Sound) สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นจุดดึงดูดสายตาจากทั้งสองฝั่งโขง
  3. Landmark “น้องน้ำโขง” เพื่อสร้างการจดจำและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ได้สร้างสรรค์มาสคอต “น้องน้ำโขง” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสายน้ำและความสุขของเชียงราย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนและเป็นจุดเช็กอินสำหรับถ่ายภาพที่ระลึก

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ เชียงแสน ศูนย์กลางอารยธรรมนับล้านปี

นอกเหนือจากความสนุกสนานในรูปแบบสมัยใหม่แล้ว มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถือเป็น “Soft Power” ที่แท้จริงของงานนี้ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในระหว่างการเสวนา โดยฉายภาพให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเชียงแสนในอดีต ท่านรองผู้ว่าฯ ระบุว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวกว่า 4,909 กิโลเมตร ไหลผ่าน 7 ประเทศ แต่จุดที่เป็น “หัวใจ” หรือศูนย์รวมของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงนั้น อยู่ที่ “เชียงแสน” แห่งนี้

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งนายรุจติศักดิ์ได้นำเสนอ คือการที่เชียงแสนเคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอาณาจักรโบราณถึง 3 อาณาจักร ได้แก่

  • อาณาจักรสุวรรณโคมคำ ตามตำนานระบุว่ามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนาน มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 83,503 พระองค์ ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานนับล้านปี
  • อาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ มีกษัตริย์ปกครอง 46 พระองค์ กินระยะเวลากว่า 1,300 ปี
  • อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง มีกษัตริย์ 25 พระองค์ โดยพระองค์ที่ 25 คือ “พญาเม็งรายมหาราช” ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายและอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นรากฐานที่หล่อหลอมให้เชียงรายมีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 30 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามากที่สุดในลุ่มน้ำโขง การที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างทางความเชื่อและศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถือผี ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเชียงรายนำมาต่อยอดเป็น Soft Power ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

กำหนดการแห่งความสุข จากความมันส์สู่ความศรัทธา

เพื่อให้การจัดงานตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน และกลุ่มครอบครัวที่เน้นวัฒนธรรม คณะผู้จัดงานได้วางกำหนดการกิจกรรมไว้อย่างลงตัวตลอด 6 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยแบ่งช่วงเวลาไฮไลต์ดังนี้

ช่วงที่ 1 พลังความสนุกและแสงสี (13 – 15 เมษายน) ในช่วง 3 วันแรก พื้นที่จัดงานจะเน้นกิจกรรมรื่นเริงและการแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในทุกค่ำคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานริมแม่น้ำโขง ควบคู่ไปกับการเล่นน้ำผ่านอุโมงค์น้ำและหอคอยน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ช่วงที่ 2 รากเหง้าแห่งศรัทธาและวัฒนธรรม (16 – 18 เมษายน) หลังจากผ่านช่วงความสนุกสุดเหวี่ยง กิจกรรมจะปรับเข้าสู่โหมดประเพณีล้านนาอันงดงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่เมือง ได้แก่

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขบวนแห่ที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมจาก ไทย ลาว และเมียนมา มาแสดงร่วมกัน สะท้อนมิตรภาพไร้พรมแดน
  • การแห่พระแวดเมือง พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ไปรอบเมืองเชียงแสน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำพระ
  • การตักบาตร 3 แผ่นดิน กิจกรรมทำบุญตักบาตรเช้าตรู่ ที่เชื่อมโยงพุทธศาสนิกชนจากทั้งสามประเทศ
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีประชันความงามที่ไม่ได้วัดกันแค่รูปลักษณ์ แต่เน้นการนำเสนออัตลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของสาวงามจากลุ่มน้ำโขง
  • การแข่งขันเรือพาย กิจกรรมดั้งเดิมที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองริมน้ำ สะท้อนวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำโขง
ชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน

พลังท้องถิ่น เมื่อชุมชนคือเจ้าของงานตัวจริง

ความสำเร็จของงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คนในพื้นที่” นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ได้กล่าวถึงความพร้อมของภาคประชาชนและชุมชน โดยยืนยันว่าชาวเชียงแสนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมผ่านขบวนแห่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ม้ง เมี่ยน เย้า และไทยวน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ด้านการบริหารจัดการเมือง นายอำเภอเชียงแสนระบุว่า เชียงแสนมีความได้เปรียบด้านผังเมืองที่บรรพบุรุษวางไว้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การจัดการจราจรในช่วงเทศกาลที่มีคนหนาแน่นสามารถทำได้คล่องตัว โดยสามารถระบายรถออกสู่ถนนบายพาส (Bypass) ด้านนอกได้ เพื่อลดความแออัดในพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือด้านความปลอดภัย โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพและทรัพย์สินของผู้มาเยือน

เกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน

างเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน ในฐานะเจ้าของพื้นที่จัดงานหลัก ได้กล่าวเสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันเมืองเชียงแสนได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองโบราณสถาน (Ancient Ruins) มาเป็น “เมืองที่มีชีวิต” (Living City) ประชาชนในพื้นที่ยังคงสืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวเชียงแสนจะได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาสัมผัสความงดงามของการตกแต่งเมืองทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” ให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

กระจายรายได้สู่ฐานราก เที่ยวหนึ่งงาน เชื่อมโยงทุกตำบล

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอีเวนต์ที่จบแล้วผ่านไป แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นางอทิตาธร นายก อบจ.เชียงราย เปิดเผยถึงแผนการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Tourism Connectivity) ว่า งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน จะทำหน้าที่เป็น “ฮับ” (Hub) ที่กระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังตำบลต่าง ๆ ในอำเภอเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง

อบจ.เชียงราย ได้จัดทำแผนที่และแผนผังการท่องเที่ยว (Tourist Map) เพื่อแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่น่าสนใจ โดยมีการจัดเตรียมจุดจอดรถและระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถราง และรถสกายแลป (Sky Lab) ซึ่งเป็นพาหนะเอกลักษณ์ของเชียงแสน ไว้คอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่าง ๆ อาทิ

  • ตำบลโยนก เป็นที่ตั้งของ “ทะเลสาบเชียงแสน” และ “เกาะนก” ซึ่งในช่วงฤดูกาลดังกล่าวจะมีนกนานาพันธุ์นับหมื่นตัวอพยพมาอาศัย เหมาะแก่การดูนกและชมธรรมชาติ
  • ตำบลแม่เงิน เป็นที่ประดิษฐานของ “พญาอนันตนาคราช” ณ วัดป่าศพยาบ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสายมูเตลู ที่เดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ตำบลเวียง นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมี “วัดพระธาตุผาเงา” ที่มีสกายวอล์ก (Sky Walk) ให้ขึ้นไปชมทัศนียภาพ 3 แผ่นดินในมุมสูงได้อย่างงดงาม
  • ดอยสะโง้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวเขา ที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชุมชน

การวางแผนเชื่อมโยงเช่นนี้ จะทำให้สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และบริการที่พัก โฮมสเตย์ ของชาวบ้านในตำบลรอบนอก ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ที่แท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมือง

รุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสู่อนาคต

นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ปัจจัยพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเชียงรายไว้อย่างเป็นระบบ

จังหวัดเชียงรายและรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ประกอบด้วย

  • ทางราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ด้วยงบประมาณกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 โครงการนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง ทำให้การเดินทางมาเชียงรายสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น
  • ทางอากาศ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้รับงบประมาณขยายและปรับปรุงกว่า 5,700 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการออกแบบและจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
  • ทางบก มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 6,800 ล้านบาท ในการปรับปรุงและขยายเส้นทางถนนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2570
  • ทางน้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ งบประมาณ 2,800 ล้านบาท และการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันเฉลี่ยปีละ 3-4 ล้านคน (และเพิ่มเป็น 7 ล้านคนในปีล่าสุด) อาจทะลุเป้าไปถึง 10 ล้านคนในอนาคต ซึ่งหากคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายคนละ 100 บาท ก็จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนนับ 1,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายต่อหัวย่อมสูงกว่านั้นมาก ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลที่จะตกถึงมือพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย

บทพิสูจน์ความสำเร็จ จาก “อาข่า” สู่ “สิงคโปร์”

เพื่อยืนยันว่า “Soft Power” และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม คือสินค้าที่มีมูลค่าสูงในตลาดโลก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เมื่อครั้งที่มีการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทาง สิงคโปร์-เชียงราย โดยสายการบิน Scoot ทาง ททท. ได้นำการแสดง “อาข่ากระทุ้งไม้ไผ่” จากอำเภอแม่จัน ไปต้อนรับนักท่องเที่ยวถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง

ผลปรากฏว่าการแสดงชุดดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ติดต่อกลับมาชื่นชม แม้กระทั่งกัปตันของสายการบินยังยอมดีเลย์เที่ยวบินเพื่อลงมาชมการแสดงด้วยตาตนเอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นของแท้ (Authenticity) และรากเหง้าทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติโหยหาและให้คุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้น การนำวัฒนธรรม 3 แผ่นดิน มาเป็นจุดขายหลักของงานมหาสงกรานต์เชียงแสน จึงเป็นกลยุทธ์ที่เดินมาถูกทางและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

คำเชื้อเชิญจากหัวใจชาวเชียงราย

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานเทศกาลรื่นเริงประจำปี แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่าง “ภาครัฐ” ที่มีวิสัยทัศน์ “ภาคเอกชน” ที่พร้อมขับเคลื่อน และ “ภาคประชาชน” ที่เข้มแข็ง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและมิตรไมตรีว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ม่วนอก ม่วนใจ๋” ที่เชียงแสน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” และสัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความสนุกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ชาวเชียงรายทุกคนพร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น เพื่อให้งานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ เป็นความทรงจำที่ประทับใจและเป็นหมุดหมายแห่งความสุขที่ทุกคนต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันที่งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ระหว่างวันที่ 13 – 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จุดหมายปลายทางใหม่ของสงกรานต์ระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • อำเภอเชียงแสน
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เจาะลึกเลือกตั้งเชียงราย 2569 พลัง 9.4 แสนเสียงและเทรนด์ Google Trends ที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เจาะลึกความตื่นตัวคนเชียงรายบนสมรภูมิเลือกตั้ง จากขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงสู่เทรนด์ดิจิทัล และสัญญาณเตือนที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ก่อนถึงวันหย่อนบัตร บรรยากาศการเมืองในเชียงรายไม่ได้เริ่มที่เวทีปราศรัย หากเริ่มจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คำค้นหาว่าด้วยการใช้สิทธิพุ่งขึ้นเป็นคลื่น ผู้คนถามหาวิธีตรวจสอบสิทธิ ถามหาการเลือกตั้งล่วงหน้า ถามหาการเลือกตั้งนอกเขต และถามหานโยบายพรรคการเมืองแบบเจาะจงรายกระทรวง ภาพนี้ทำให้ “การตื่นตัว” ไม่ได้หมายถึงแค่การไปคูหา แต่หมายถึงการพยายามจัดการความไม่แน่นอนของชีวิตด้วยข้อมูล ในจังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 948,989 คนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม เสียงหนึ่งใบจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ประชาธิปไตย แต่เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่กำหนดทิศทางการจัดสรรงบประมาณ นโยบายสาธารณะ และอำนาจต่อรองของพื้นที่ชายแดนตอนบนในรัฐบาลชุดถัดไป

ขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงที่กระจายเป็น 7 เขต และผู้หญิงมากกว่าผู้ชายทุกเขต

ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม แสดงความหนาแน่นและการกระจายตัวที่พรรคการเมืองเลี่ยงไม่ได้ เขต 1 และเขต 4 เป็นพื้นที่ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมมากที่สุด แตะระดับมากกว่า 141,000 คนต่อเขต ขณะที่เขต 6 เป็นเขตที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด 126,632 คน จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดคือ “องค์ประกอบ” เพราะทุกเขตมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงมากกว่าเพศชายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเขต 1 ที่ส่วนต่างมากกว่า 11,000 คนตามข้อมูลที่คุณให้ไว้ นัยทางการเมืองของโครงสร้างเพศไม่ใช่เรื่องการเหมารวมรสนิยมทางการเมือง แต่เป็นเรื่อง “ภาระชีวิต” และ “ความเสี่ยง” ที่ผู้มีสิทธิรู้สึกในแต่ละวัน เช่น ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สุขภาพ การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ความปลอดภัย และสวัสดิการที่แตะชีวิตจริง หากพรรคใดสื่อสารนโยบายแบบไม่เห็นความจริงเหล่านี้ ก็เท่ากับพูดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ของจังหวัด

เทรนด์ค้นหาพุ่ง แปลว่าตื่นตัว หรือกำลังวิตก

ข้อมูลสรุปจากการติดตามพฤติกรรมค้นหาในช่วงก่อนเลือกตั้งที่อ้างอิง Google Trends ชี้ว่า คำค้นหาเกี่ยวกับ “เลือกตั้งนอกเขต” เพิ่มขึ้นสูงมาก และคำค้นเกี่ยวกับ “ขั้นตอนการเลือกตั้ง” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถอดรหัสเชิงข่าวได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ประเด็นแรก การค้นหาเลือกตั้งนอกเขตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากรแฝงที่ยังต้องการรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเอง คนทำงานนอกภูมิลำเนาไม่อยากถูกตัดออกจากอนาคตของบ้านเกิด ประเด็นที่สอง การค้นหานโยบายรายพรรคและรายกระทรวง สื่อว่าการตัดสินใจของประชาชนกำลังขยับจากความชอบส่วนตัวไปสู่การถามหาผลลัพธ์ที่จับต้องได้ นโยบายไม่ใช่โปสเตอร์ แต่คือคำตอบเรื่องรายได้ ค่าครองชีพ และบริการสาธารณะ ประเด็นที่สาม การที่คำค้นอย่าง “ประชามติ” ถูกพูดถึงในฐานะคำค้นที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งเริ่มมองการเมืองเป็นเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเลือกคน อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวเชิงข้อมูลมักเกิดขึ้นคู่กับความไม่สบายใจ เพราะคนจะค้นหาหนักที่สุดในเรื่องที่รู้สึกว่า “เสี่ยง” หรือ “ไม่แน่ใจ” และการเมืองไทยในสายตาประชาชนก็ถูกวางอยู่ในอารมณ์แบบนั้นจริง

โพลพระปกเกล้า ชี้ความรู้สึกแย่ลง และความคาดหวังต่อผู้นำที่แก้ปากท้องกับปราบโกง

KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า รายงานว่า ประชาชนจำนวนมากมองการเมืองไทยแย่ลง และมีสัดส่วนที่มองว่าดีขึ้นอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในอีกด้าน โพลยังสะท้อน “ความหวังที่มีเงื่อนไข” คือประชาชนอยากได้ผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและจัดการคอร์รัปชันให้เห็นผล โจทย์นี้ตีความได้ว่า คนจำนวนมากเชื่อว่าปากท้องกับทุจริตเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะคอร์รัปชันคือภาษีแฝงที่ประชาชนจ่ายผ่านค่าครองชีพ คุณภาพบริการรัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป เมื่อเอาโพลระดับประเทศมาวางทับกับบริบทเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน มีทั้งมิติท่องเที่ยว การค้า แรงงานย้ายถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน จะยิ่งเห็นว่า “ปากท้อง” ในความหมายของคนเชียงรายไม่ใช่แค่รายได้รายวัน แต่รวมถึงความมั่นคงทางสุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนชีวิตจากความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

สมรภูมิผู้สมัครปี 2569 คนลงลดลง แต่เครือข่ายเดิมยังเหนียวแน่น และภาคเหนือเด่นสุด

ฐานข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน เมื่อจำนวนผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตทั่วประเทศลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 และจำนวนพรรคที่ส่งผู้สมัครก็ลดลงเช่นกัน ในระดับภาค Rocket Media Lab ชี้ว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนอดีต สส. ที่กลับมาลงในนามพรรคเดิมสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งตีความได้ว่า “การเมืองแบบทำพื้นที่ต่อเนื่อง” ยังเป็นทุนสำคัญของภาคเหนือ ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้สมัครหน้าใหม่ แหล่งที่มาสำคัญคือ “นักการเมืองท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายชุมชน รู้ปัญหาเชิงพื้นที่ และสื่อสารกับฐานรากได้โดยไม่ต้องอาศัยกระแสระดับชาติเป็นหลัก ภาพรวมนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการชนกันของพรรคใหญ่ แต่เป็นการชนกันของ “ระบบเครือข่าย” ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องตัดสินใจบนคำถามที่จริงจังขึ้นว่า ใครแก้ปัญหาได้จริง ใครตรวจสอบได้ ใครมีต้นทุนทางการเมืองที่ทำให้รับผิดรับชอบต่อพื้นที่ในระยะยาว

เชียงรายอยู่ตรงไหนในสมการนี้ เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่า และคนค้นหานโยบายหนักขึ้น

เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่าอย่างชัดเจนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม และพฤติกรรมค้นหานโยบายเพิ่มขึ้นตามสัญญาณจาก Google Trends เกมการเมืองในเชียงรายจึงยากขึ้นสำหรับการหาเสียงแบบคำขวัญกว้าง ๆ พรรคการเมืองที่คิดจะชนะในเชียงรายจำเป็นต้องตอบอย่างน้อย 3 เรื่องให้ได้แบบเป็นรูปธรรม เรื่องแรก ปากท้องที่ผูกกับโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน ตั้งแต่รายได้ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ไปถึงค่าครองชีพในเมืองที่สูงขึ้น เรื่องที่สอง บริการรัฐที่แตะชีวิตผู้ดูแลครอบครัว โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิการ เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องรับบทดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนในบ้าน เรื่องที่สาม ความปลอดภัยและความโปร่งใสในระดับท้องถิ่น เพราะความไม่ไว้ใจต่อการเมืองที่สะท้อนในโพล ไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากประสบการณ์ของประชาชนต่อระบบที่ตรวจสอบยาก

วันเลือกตั้งใกล้เข้ามา และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือใช้สิทธิให้ไม่ตกหล่น

สื่อสากลรายงานว่า กกต. กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ พร้อมตัวเลขผู้มีสิทธิทั่วประเทศในระดับหลายสิบล้านคน ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อไม่ให้สิทธิตกหล่น คือ ตรวจสอบสิทธิและหน่วยเลือกตั้งของตนเองให้ถูกต้อง หากมีเหตุจำเป็นต้องเลือกตั้งนอกเขตหรือเลือกตั้งล่วงหน้า ควรติดตามกรอบเวลาการลงทะเบียนตามประกาศทางการ อ่านนโยบายแบบเทียบกันเป็นชุด โดยถามหาตัวชี้วัดที่วัดผลได้ ไม่ใช่แค่คำสัญญา ตั้งคำถามกับผู้สมัครเรื่องปัญหาพื้นที่จริง ตั้งแต่เศรษฐกิจครัวเรือน งาน รายได้ ไปจนถึงประเด็นชายแดนและสิ่งแวดล้อมที่กระทบคุณภาพชีวิต

ความตื่นตัวของเชียงรายคือเสียงเตือนว่า ประชาธิปไตยกำลังย้ายจากเวทีปราศรัยสู่สมรภูมิข้อมูล

ภาพรวมทั้งหมดบอกว่า ความตื่นตัวของคนเชียงรายและคนไทยไม่ใช่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการขยับของประชาชนไปสู่การเมืองที่อิงข้อมูลมากขึ้น ในวันที่ความรู้สึกต่อการเมืองยังหนักไปทางแย่ลงตามผลสำรวจ ประชาชนจึงยิ่งต้องการความมั่นใจว่าเสียงของตนจะถูกแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สำหรับพรรคการเมือง สัญญาณจากเชียงรายมีความหมายตรงไปตรงมา อย่าประเมินผู้มีสิทธิต่ำกว่าความจริง อย่าคิดว่าแบรนด์พรรคชนะได้ด้วยตัวเอง และอย่าละเลยความโปร่งใส เพราะยุคที่ประชาชนตามข้อมูลได้ง่ายขึ้น กำลังทำให้ต้นทุนของความคลุมเครือสูงขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร 
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Rocket Media Lab ฐานข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งและการจัดกลุ่มผู้สมัคร
  • รายงานสรุปเทรนด์คำค้นจาก Google Trends ที่สื่อไทยเผยแพร่
  • สถาบันพระปกเกล้า KPI Poll และการนำเสนอผลสำรวจผ่านสื่อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

ยุทธศาสตร์สกัดทุนเทา 2569 แบงก์ชาติคุมวงเงินแลกเปลี่ยนชายแดน ป้องกันเศรษฐกิจใต้ดิน

แบงก์ชาติเดินเกม “สงครามทุนเทา” ปี 2569 คุมเงินสดรายใหญ่ สกัดเงินไหลชายแดน จับตา USDT ผิดปกติ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำสุดรอบทศวรรษ

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ปลายเดือนมกราคมในเมืองชายแดนอย่างเชียงราย บรรยากาศเหมือน “ปกติ” แต่ความจริงกลับเต็มไปด้วยสัญญาณเตือนจากเครือข่ายการเงินที่เปลี่ยนรูปเร็วกว่าเดิม เงินสดยังเดินทางได้ ทองคำยังเคลื่อนย้ายได้ เงินตราต่างประเทศยังเปลี่ยนมือได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที

ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดหมายว่าจะขยายตัวเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 ความเปราะบางเชิงโครงสร้างจึงถูกยกขึ้นเป็น “โจทย์เร่งด่วน” ของประเทศ และหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดตรงขึ้นคือ เศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา ทุนเทา ที่ถูกมองว่ากัดกร่อนทั้งการแข่งขันที่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน

เมื่อเศรษฐกิจโตช้า ความเสี่ยงโตเร็ว ประเทศจึงหันมาจัดระเบียบ “เส้นเลือดการเงิน”

ปี 2569 ถูกนิยามจากตัวเลขที่ทำให้หลายฝ่ายเงียบลงโดยอัตโนมัติ เศรษฐกิจไทยถูกคาดหมายว่าจะโตเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ถูกประเมินว่าสามารถไปได้สูงกว่านั้น หากประเทศแก้โจทย์เชิงโครงสร้างได้จริง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา การขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง ไปจนถึงคอร์รัปชันและทุนเทา

ภาพนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต้องการยืนอยู่แค่บทบาทเดิมที่พึ่ง “ดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือหลัก หากแต่เริ่มขยับสู่มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่เชื่อมกับเงินนอกระบบ ซึ่งหากปล่อยไว้จะย้อนกลับมากระทบเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในที่สุด

ในอีกด้าน ประเทศไทยยังมีบริบทใหม่ที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ความกดดันจากระเบียบโลกที่เปลี่ยนเร็ว และความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติที่โยงกับเงิน เครือข่าย และเทคโนโลยี มากกว่าการใช้กำลังแบบเดิม นั่นทำให้คำว่า “ทุนเทา” ไม่ได้ถูกพูดในเชิงข่าวอาชญากรรมอย่างเดียว แต่กลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางสังคมไปพร้อมกัน

คุมเงินสดรายใหญ่ ปิดช่องทางขนเงินนอกระบบ

จุดเริ่มของความสั่นสะเทือนอยู่ที่ “เงินสด” สิ่งที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่หลบเลี่ยงร่องรอยได้ดีที่สุด

รายงานข่าวระบุว่าในช่วงเวลาราว 10 กว่าวันถึง 2 สัปดาห์ มีการพบธุรกรรมถอนเงินสดที่ผิดปกติ 2 กรณี ระดับ 250 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท รวมถึงพฤติกรรมเจาะจงขอธนบัตรชนิดราคา 500 บาท ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นสัญญาณต้องสงสัยและควรถูกตรวจสอบเชิงลึก

แนวทางที่ถูกพูดถึงคือ การยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและวัตถุประสงค์การทำธุรกรรม เมื่อมีการถอนเงินสดเกินระดับหลายล้านบาท โดยตัวเลขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ในช่วงประมาณ 3 ถึง 5 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าถอนเพื่ออะไร ใช้ช่องทางโอนหรือเช็คได้หรือไม่ และหากพบความผิดปกติจะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหากโยงการเลือกตั้งก็ส่งต่อหน่วยงานกำกับการเลือกตั้งให้ตรวจสอบ

มิติที่ทำให้เรื่องนี้เกินกว่าข่าวการเงิน คือประโยคที่สะท้อนแนวคิดว่า ทุนเทาไม่ได้เป็นแค่เรื่องผิดกฎหมายรายคดี แต่เป็นสิ่งที่ “กัดกร่อนประเทศ” ผ่านการบิดเบือนการแข่งขัน การทำให้ต้นทุนซ่อนเร้นต่ำกว่าคนทำธุรกิจสุจริต และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีอย่างเงียบ ๆ

คุมแลกเงินชายแดน วงเงินเข้มขึ้นเพื่อสกัดการฟอกเงินข้ามพรมแดน

หากเงินสดคือ “การเคลื่อนย้าย” เงินตราต่างประเทศก็คือ “การแปลงร่าง” ของเงินก่อนจะข้ามแดน

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเอกสารทางการกำหนดวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศต่อคนต่อวัน และกำหนดวงเงินที่เข้มงวดในพื้นที่ชายแดน โดยสาระสำคัญคือ

  • พื้นที่ทั่วไปมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน
  • พื้นที่ชายแดนมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 200,000 บาทต่อคนต่อวัน

เมื่อวางแผนที่ลงไปบนภูมิศาสตร์จริง เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้อง “รู้สึก” กับมาตรการนี้ทันที เพราะมีทั้งด่านชายแดนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเดินทางและการแลกเงิน ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการทำธุรกรรมของคนในพื้นที่

มาตรการลักษณะนี้ย่อมมีผลสองหน้า ด้านหนึ่งช่วยปิดช่องทางการฟอกเงินผ่านการแลกเงินสดจำนวนมากในจุดเสี่ยง แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความสะดวกให้กับผู้ประกอบการบางประเภท โดยเฉพาะผู้ที่เคยพึ่งพาเงินสดเป็นหลัก

จับตาทองคำออนไลน์ ลดแรงกดดันค่าเงินและเส้นทางทุนเทา

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มี “ความเป็นเงิน” สูงในเชิงการเก็บมูลค่า และเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายมูลค่าที่ทำได้ทั้งในและนอกระบบ รายงานระบุว่ามีแนวทางกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีการพูดถึงกรอบวงเงินระดับ 50 ล้านบาทต่อวันสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์ในบางรูปแบบ รวมถึงกรอบการรายงานธุรกรรมมูลค่าสูงเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวเชิงระบบชัดขึ้น ในมุมสาธารณะ ประเด็นทองคำมักถูกมองเป็นเรื่องการลงทุน แต่ในมุมกำกับดูแล ทองคำคือช่องทางที่เงินสามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ยากต่อการตามรอยได้มากขึ้น หากไม่มีระบบรายงานและตรวจสอบที่เข้มพอ

e-Wallet e-Money และมาตรการรู้จักลูกค้าให้เข้มขึ้น

ในยุคที่เงินย้ายจากเงินสดไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล ความเสี่ยงก็ย้ายตามไปด้วย แนวทางหนึ่งคือการทำให้ผู้ให้บริการ e-Money และ e-Wallet เชื่อมข้อมูลและจัดระดับการทำธุรกรรมตามระดับการยืนยันตัวตน รวมถึงการทำ profiling เพื่อแยกบัญชีของประชาชนทั่วไปออกจากบัญชีที่เข้าข่ายเสี่ยง เช่น บัญชีม้า หรือบัญชีที่ใช้พักเงินในเครือข่ายอาชญากรรม นี่คือ “งานหลังบ้าน” ที่ไม่ดราม่าเท่าการคุมถอนเงินสด แต่เป็นกลไกที่จะทำให้มาตรการอื่นทำงานได้จริง เพราะหากไม่เห็นตัวตนและพฤติกรรม ระบบก็ไม่สามารถแยกธุรกรรมปกติออกจากธุรกรรมที่ต้องสงสัยได้

เชียงรายในสมการใหม่ เมืองท่องเที่ยวชายแดนที่ต้องสร้างความมั่นใจด้วยความปลอดภัยทางการเงิน

เชียงรายมีบทบาททับซ้อนกันอยู่สามชั้น ชั้นแรก คือเมืองท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งความเชื่อมั่น ชั้นที่สอง คือเมืองชายแดนที่มีการไหลเวียนของคนและเงิน ชั้นที่สาม คือพื้นที่ที่มักถูกจับตาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติในบางช่วงเวลา

เมื่อมาตรการคุมแลกเงินชายแดนระดับ 200,000 บาทต่อคนต่อวันมีผลในเชิงหลักการ เมืองอย่างแม่สาย เชียงแสน หรือจุดกิจกรรมชายแดนย่อมต้องปรับพฤติกรรมของทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพราะ “ถูกกล่าวหา” แต่เพราะพื้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มความเข้มในการป้องกัน

อีกด้านหนึ่ง การพูดถึงการค้ามนุษย์และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายในพื้นที่ชายแดนยังเป็นบริบทที่อยู่คู่กับเชียงรายมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีการสื่อสารเกี่ยวกับการประชุมหรือการทำงานร่วมของหน่วยงานพื้นที่ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งสะท้อนว่า “ความมั่นคงมนุษย์” ถูกยกเป็นงานประจำ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ

หากมองแบบไม่ตื่นตระหนก แต่ยึดหลักความจริง เมืองชายแดนจะปลอดภัยและแข่งขันได้ก็ต่อเมื่อ “เงินสะอาด” ไหลเวียนได้คล่อง และ “เงินเสี่ยง” ถูกบีบให้ติดร่องรอยจนทำงานยากขึ้น

อีกด้านของเรื่องเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจโตช้า มาตรการเฉพาะจุดถูกใช้พยุงระบบ

นอกจากเรื่องทุนเทา รายงานยังกล่าวถึงการแก้โจทย์เศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น

  • การจัดการหนี้เสียรายย่อย โดยมีการพูดถึงการโอนบัญชีหนี้เสียจำนวนมากไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อช่วยจัดโครงสร้าง
  • การพยุงผู้ประกอบการ โดยมีแนวคิดเรื่องเครดิตการันตีหรือสินเชื่อเพื่อให้ SME กลับมาเดินได้ในช่วงที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง

สารสำคัญคือ มาตรการการเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ หากโครงสร้างยังรั่ว และเงินนอกระบบยังทำให้กติกาเศรษฐกิจบิดเบี้ยว

เงินเทาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะต้นทุนสุดท้ายตกที่คนปกติ

คนทำธุรกิจสุจริตอาจต้องเสียเปรียบจากคู่แข่งที่มีเงินต้นทุนต่ำแบบไม่โปร่งใส ประชาชนอาจเผชิญราคาสินค้าและบริการที่สะท้อน “ความเสี่ยง” ของพื้นที่ รัฐอาจสูญรายได้ภาษี และต้องใช้งบมากขึ้นเพื่อไล่แก้ปัญหาปลายเหตุ

เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้นทุนสุดท้ายมักไม่ตกที่เครือข่ายทุนเทาเพียงฝ่ายเดียว แต่อาจตกที่คนธรรมดาที่ต้องซื้อความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวัน ผ่านค่าธรรมเนียม เวลา เอกสาร และความไม่แน่นอน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • งานสัมมนา Thailand Blooming 2026
  • THE STANDARD รายงานทิศทาง ก.ล.ต. ด้านการป้องกันการฟอกเงินและการเชื่อมโยงข้อมูลกำกับดูแล
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

มหาลัยแม่ฟ้าหลวงจับมือ 3 สถาบันแก้ปัญหาสารหนูเกินมาตรฐานในแม่น้ำเชียงราย พร้อมเร่งหาแหล่งน้ำดิบสำรอง

มหาวิทยาลัยจับมือแก้ปัญหาน้ำเชียงราย เมื่อสารหนูยังเกินมาตรฐานบางจุด รัฐเร่งคุมความเสี่ยงและหาทางเลือกน้ำดิบใหม่

เชียงราย,29 มกราคม 2569 – ในจังหวัดที่แม่น้ำคือทั้งเส้นเลือดของเกษตรกรรม และต้นทางของน้ำประปาที่หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวัน คำถามว่า “น้ำที่เราใช้ทุกวันปลอดภัยแค่ไหน” ไม่ใช่ประเด็นเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นความมั่นคงของสุขภาพ เศรษฐกิจครัวเรือน และความเชื่อมั่นต่อระบบบริการสาธารณะ

ตลอดปี 2568 ชื่อของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถูกพูดถึงถี่ขึ้นในฐานะพื้นที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำจากการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งกรมควบคุมมลพิษติดตามตรวจสอบต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แม้ในบางช่วงหน่วยงานรัฐยืนยันว่าการผลิตน้ำประปายังเป็นไปตามมาตรฐานและประชาชนสามารถใช้น้ำได้ตามปกติ แต่รายงานล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ชี้ว่าภาพรวมคุณภาพน้ำผิวดินในบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ภาพรวมล่าสุดจากการติดตามของกรมควบคุมมลพิษ น้ำผิวดินยังมีจุดเสี่ยงที่ต้องจับตา

รายงานสรุปการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งประมวลผลข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ระบุว่าในการตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบสภาพน้ำขุ่นและมีสีผิดปกติในบางช่วง และพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดสำคัญของลุ่มน้ำ

ในบทวิเคราะห์ของรายงานเดียวกัน ระบุว่าแม่น้ำกกบริเวณสะพานมิตรภาพแม่นาวาง ท่าตอน มีค่าสารหนู 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แม่น้ำโขงบางจุดในตำบลเวียง อำเภอเชียงแสนอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนแม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกจุดในการสรุปครั้งดังกล่าว

รายงานยังให้ภาพที่ “ลึกกว่าแค่ตัวเลข” เพราะอธิบายเงื่อนไขด้านฤดูกาลว่าในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำท่าที่มากอาจทำให้โลหะหนักบางชนิดเจือจางจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่จุดที่ยังเกินมาตรฐานอาจเป็นพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด ซึ่งการเจือจางยังไม่เพียงพอ

ในเชิงความหมายต่อชีวิตประจำวัน รายงานระบุชัดว่า หากสารหนูในน้ำผิวดินเกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร อาจส่งผลต่อสุขภาพหากนำไปอุปโภคบริโภคโดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ และยังอาจกระทบต่อสัตว์น้ำ กิจกรรมทางน้ำ และการประมง

น้ำประปาปลอดภัยแค่ไหน แยกให้ออกระหว่างมาตรฐานน้ำดิบกับมาตรฐานน้ำดื่ม

เมื่อคำว่า “สารหนู” ปรากฏในรายงานน้ำผิวดิน ความกังวลของประชาชนมักพุ่งตรงไปที่ “น้ำประปา” ทันที แต่ในทางวิชาการและทางปฏิบัติ ระบบประปาจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคหลังผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งมีค่ามาตรฐานที่ต่างจากการประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

เอกสารมาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยระบุค่ากำหนดที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไป โดยสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ความหมายคือ ต่อให้แหล่งน้ำดิบมีความเสี่ยง ระบบผลิตน้ำที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความเข้มข้นลงได้ แต่ต้นทุนในการทำให้ “ปลอดภัยสม่ำเสมอ” จะสูงขึ้นทันทีเมื่อความเสี่ยงในต้นน้ำยืดเยื้อ

ข้อมูลสาธารณะจากภาครัฐในปี 2568 เคยย้ำว่าการใช้น้ำประปาในพื้นที่สามารถทำได้ตามปกติ พร้อมให้ประชาชนติดตามผลตรวจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระนั้น การที่กรมควบคุมมลพิษยังพบจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในปลายปี 2568 ทำให้คำถามของประชาชนขยับจาก “วันนี้ใช้ได้ไหม” ไปสู่ “อีก 3 ปี 5 ปี จะต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหนเพื่อความปลอดภัยเท่าเดิม”

ต้นทุนที่มองไม่เห็น ค่าใช้จ่ายที่บ้านต้องแบก และแรงกดดันต่อระบบสาธารณะ

ปัญหาคุณภาพน้ำไม่จบลงที่รายงาน แต่จบลงที่ใบเสร็จและความรู้สึกไม่มั่นใจในครัวเรือน เมื่อความเสี่ยงถูกมองว่ายืดเยื้อ บ้านจำนวนมากเริ่มลงทุนกับเครื่องกรองน้ำหรือซื้อภาชนะสำรองน้ำเพื่อความสบายใจ แม้จะเป็นการป้องกันเชิงพฤติกรรม แต่สะท้อนชัดว่า “ต้นทุนสุขภาพ” และ “ต้นทุนความกังวล” กำลังถูกผลักจากระดับนโยบายลงมาที่ระดับบ้าน

ด้านโครงสร้างระบบ ภาคนโยบายเริ่มขยับไปที่การเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบในระยะยาว โดยสื่อสาธารณะรายงานว่า การประปาส่วนภูมิภาคมีแนวคิดพัฒนาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อเสริมระบบผลิตน้ำประปาในจังหวัด และมีการพูดถึงกรอบงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักพันล้านบาท รวมถึงแนวคิดใช้น้ำแม่ลาวและแหล่งน้ำอื่นเป็นทางเลือก

นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่โจทย์เชิงความเป็นธรรม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะเป็นผู้จ่าย ระหว่างรัฐ ผู้ใช้น้ำ และผู้ประกอบการในพื้นที่ ในขณะที่ต้นตอความเสี่ยงบางส่วนถูกมองว่าเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาโดยตรง

เมื่อปัญหาข้ามพรมแดน ต้องใช้ความรู้ข้ามสถาบัน

ท่ามกลางความซับซ้อนดังกล่าว ข้อมูลที่แนบมาระบุว่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 มีการประชุมหารือความร่วมมือทางวิชาการครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับสถาบันพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญตามเอกสารประกอบการประชุมที่ผู้สื่อข่าวได้รับ คือการเปลี่ยนพลังวิชาการให้เป็นพลังทางสังคมผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ ความมั่นคงด้านน้ำด้วยการทำแผนที่พิกัดสถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน การจัดการขยะต้นทาง การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการบูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน

แม้รายละเอียดการประชุมชุดนี้ยังต้องติดตามเอกสารทางการจากเจ้าของข้อมูลเพื่อการอ้างอิงสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปัญหาที่กรมควบคุมมลพิษสะท้อนในรายงาน คือความเสี่ยงที่ยืดเยื้อและกระจายตัวในหลายลุ่มน้ำ ไม่ใช่ปัญหาจุดเดียว

จุดที่ต้องทำให้ชัด แผนที่และมาตรฐานคือจุดเริ่ม แต่การสื่อสารคือจุดชี้ขาด

สิ่งที่ทำให้การจัดการปัญหาน้ำแตกต่างจากมลพิษประเภทอื่น คือความถี่ในการสัมผัส น้ำถูกใช้ทุกวันและเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง หากการสื่อสารความเสี่ยงไม่ชัด ประชาชนจะตัดสินใจด้วยความกลัวมากกว่าข้อเท็จจริง และสิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายส่วนเกินจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

รายงานของกรมควบคุมมลพิษให้บทเรียนเชิงระบบที่ควรถูกสื่อสารให้เข้าใจง่าย กล่าวคือ น้ำผิวดินบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐาน และหากจะนำน้ำลักษณะนั้นไปใช้อุปโภคบริโภค ต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพก่อน ในเวลาเดียวกัน ภาครัฐเคยสื่อสารว่าระบบประปายังใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาที่รายงานต่อสาธารณะ การทำให้สองประโยคนี้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำให้คนแตกตื่น ต้องอาศัยการเปิดข้อมูลแบบต่อเนื่องและอธิบายความแตกต่างระหว่างน้ำดิบกับน้ำประปาอย่างเป็นระบบ

ย้อนไทม์ไลน์จากปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ตัวเลขที่ชี้ว่าความเสี่ยงยังไม่จบ

หากเรียงเหตุการณ์ตามวันเดือนปี ภาพจะชัดขึ้น ช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 หน่วยงานภาครัฐสื่อสารต่อสาธารณะถึงการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสำคัญบางจุด และแนวทางติดตามประเมินผล รวมถึงการยืนยันมาตรการดูแลประชาชนในด้านน้ำอุปโภคบริโภค

ต่อเนื่องมาถึงรายงานสรุปข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 กรมควบคุมมลพิษชี้ว่าเดือนธันวาคม 2568 ยังมีจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางช่วง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ตัวเลขสำคัญที่ปรากฏในบทวิเคราะห์ เช่น ค่าสารหนูในแม่น้ำสายอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ในมุมมองเชิงนโยบาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐจึงต้องพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว รวมถึงการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนของแหล่งน้ำและความเสี่ยงด้านคุณภาพ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง

รู้จักข้อมูลของพื้นที่ตัวเอง ติดตามประกาศและผลตรวจจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำในช่วงฤดูฝนและหลังฝนตกหนัก เพราะรายงานชี้ว่าปัจจัยฤดูกาลมีผลต่อความขุ่นและการเจือจางของสารปนเปื้อน

แยกการใช้น้ำให้เหมาะกับความเสี่ยง หากมีความกังวล ให้ใช้แนวทางป้องกันแบบสมเหตุสมผล เช่น น้ำดื่มควรผ่านการจัดการที่ได้มาตรฐาน และติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ โดยยึดเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคที่กำหนดสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร

หนุนการเปิดข้อมูลเชิงระบบ สนับสนุนให้ท้องถิ่นและหน่วยงานผู้ผลิตน้ำเผยแพร่ผลตรวจแบบสม่ำเสมอในรูปแบบที่คนอ่านเข้าใจง่าย เพราะความโปร่งใสเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าคำยืนยันลอย ๆ

สนับสนุนงานวิชาการที่ทำให้ข้อมูลใช้ได้จริง เช่น แผนที่สถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกัน เพราะเมื่อปัญหากระจายหลายลุ่มน้ำ การมีข้อมูลกลางช่วยลดความสับสนและลดการทำงานซ้ำซ้อน

จากความเสี่ยงในสายน้ำ สู่การตัดสินใจเชิงระบบของจังหวัด

ภาพใหญ่ของเชียงรายในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ตื่นตระหนก” กับ “เชื่อมั่นแบบไม่ตั้งคำถาม” แต่คือการยืนอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แล้วขยับไปสู่การจัดการเชิงระบบ

รายงานของกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าปลายปี 2568 ยังมีจุดที่สารหนูในน้ำผิวดินเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางช่วงของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ข้อมูลรัฐในปี 2568 เคยย้ำแนวทางดูแลประชาชนด้านน้ำอุปโภคบริโภคและการติดตามอย่างต่อเนื่อง และภาคนโยบายมีการพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต

เมื่อรวมกับความพยายามของภาควิชาการตามข้อมูลการประชุมที่แนบมา โจทย์สำคัญต่อไปจึงไม่ใช่แค่ตรวจพบอะไร แต่เป็นการทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นแผนที่มาตรการ และการสื่อสารความเสี่ยงที่ประชาชนใช้ตัดสินใจได้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันอยู่ในแก้วน้ำ บนโต๊ะอาหาร และในต้นทุนสุขภาพของทุกครอบครัว

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

  • กรมควบคุมมลพิษสรุปผลติดตามตรวจสอบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และระบุว่าในผลตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางจุดของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง
  • ค่าที่รายงานในบทวิเคราะห์ เช่น แม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลลิกรัมต่อลิตร
  • เกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยที่ใช้อ้างอิงทั่วไป ระบุสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลลิกรัมต่อลิตร
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • ส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรมมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • The Mekong Butterfly
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นักท่องเที่ยวจีนสแกนจ่าย Thai QR สูงสุดอันดับหนึ่ง ดันเชียงรายยกระดับมาตรการความปลอดภัยชายแดน

เชียงรายเดินเกมคู่ เศรษฐกิจชำระเงินข้ามพรมแดนพุ่ง พร้อมยกระดับความมั่นคงคุ้มครองเมืองท่องเที่ยวชายแดน

เชียงราย,29 มกราคม 2569 – ในวันที่คำว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ถูกตัดสินจากความสะดวกในการใช้จ่ายและความมั่นใจด้านความปลอดภัย จังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นเมืองชายแดนและเมืองรองที่กำลังเร่งขยับบทบาทในเวทีท่องเที่ยว จึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการรับแรงส่งของเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดนที่ทำให้เงินของนักท่องเที่ยว “ไหลเข้าระบบ” ได้ง่ายขึ้น อีกด้านคือการเสริมมาตรการความมั่นคงเชิงพื้นที่ เพื่อคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและภาพลักษณ์เมืองปลายทาง

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนชัดจากสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 โดยเส้นเรื่องแรกมาจากตัวเลขการใช้จ่ายผ่าน Thai QR ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตแรง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมียอดใช้จ่ายสูงสุดในเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่เส้นเรื่องที่สองคือการประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านการก่อการร้ายของจังหวัดเชียงราย ซึ่งระดมหน่วยงานด้านการข่าวและโครงสร้างพื้นฐานร่วมประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

ปรากฏการณ์ Cross Border QR เมื่อการท่องเที่ยวไม่สะดุดที่ด่านแลกเงิน

ข้อมูลการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ถูกเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2568 ชี้ว่า Cross Border QR Payment กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดแรงเสียดทานของการท่องเที่ยว จากเดิมที่นักเดินทางต้องพึ่งเงินสดหรือบัตรเครดิตเป็นหลัก ไปสู่การสแกนจ่ายผ่านแอปจากประเทศต้นทาง ทำให้การใช้จ่ายรายย่อยกระจายตัวลงสู่ร้านค้าและบริการในพื้นที่ได้มากขึ้น

สถิติที่ถูกอ้างถึงโดยสื่อกระแสหลักระบุว่า เดือนธันวาคม 2568 มูลค่าธุรกรรม Cross Border QR Payment ขาเข้าอยู่ที่ 809.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในบรรดาประเทศผู้ใช้จ่ายผ่าน Thai QR สูงสุด 3 อันดับ จีนครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 409.92 ล้านบาท ตามด้วยมาเลเซีย 174.99 ล้านบาท และลาว 70.56 ล้านบาท

หากแปลง “อัตราเพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์” ให้อยู่ในรูปที่คนทำงานนโยบายและคนทำธุรกิจเห็นภาพเดียวกัน หมายความว่า มูลค่าธุรกรรมเดือนธันวาคม 2568 สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนราว 2.43 เท่า ดังนั้นมูลค่าฐานของเดือนธันวาคม 2567 เมื่อคำนวณย้อนจากอัตราเติบโต จะอยู่ราว 333 ล้านบาทโดยประมาณ ซึ่งเป็นการคำนวณจากตัวเลขการเติบโตที่ถูกเผยแพร่ ไม่ใช่ตัวเลขประกาศใหม่ และมีนัยว่าเศรษฐกิจการชำระเงินข้ามพรมแดน “ขยายตัวเป็นก้าวกระโดด” ในช่วงหนึ่งปี

สำหรับจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงราย ความหมายของตัวเลขนี้ไม่ได้จบที่ยอดเงินรวม แต่สะท้อนแนวโน้มพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกแบบไร้รอยต่อ และความคุ้นเคยกับระบบสแกนจ่ายที่ทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นเร็วขึ้น ร้านอาหาร โรงแรม รถรับจ้าง แหล่งท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่รองรับ Thai QR ได้ จะมีโอกาสรับเม็ดเงินเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ลดความเสี่ยงเงินสด และเพิ่มความสามารถในการทำบัญชีหรือขอสินเชื่อในอนาคต

การเชื่อมเครือข่ายการจ่ายเงินกับจีน เมื่อความสะดวกกลายเป็นแรงขับการเดินทาง

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ Cross Border QR ถูกจับตา คือการขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่ฝั่งจีนและเครือข่ายระดับสากล โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุการเชื่อมต่อกับ UnionPay International, Alipay+ และ WeChat Pay ทำให้ผู้เดินทางจากจีนสามารถใช้แอปที่คุ้นเคยสแกนจ่ายในไทยได้

จุดนี้มีนัยต่อเชียงรายในฐานะเมืองชายแดนและเมืองท่องเที่ยว เพราะ “ความง่ายในการจ่าย” มักเดินคู่กับ “ความง่ายในการเดินทาง” และเมื่อการใช้จ่ายเกิดขึ้นได้ทุกจุด ตั้งแต่ร้านเล็กในตลาด ไปจนถึงผู้ให้บริการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เงินรายย่อยจำนวนมากจะรวมกันเป็นรายได้ฐานรากที่วัดผลได้จริง

ในเชิงระบบ การชำระเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ภาครัฐและผู้ประกอบการมองเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นภาพรวมมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ข้อมูลรายบุคคล แต่ระดับแนวโน้มสามารถนำไปสู่การออกแบบมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวที่ตรงกลุ่ม และสร้างมาตรฐานการบริการที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีขึ้น

ด้านที่ต้องไม่มองข้าม เมื่อเมืองชายแดนเจอโจทย์สแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม การเป็นเมืองชายแดนทำให้เชียงรายต้องเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่าความเป็นเมืองท่องเที่ยวทั่วไป โดยเฉพาะบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติ

รายงานข่าวต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงหลายประเทศ โดยมีทั้งมิติการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการฉ้อโกงออนไลน์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

ในบริบทดังกล่าว จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอย่างเชียงรายจึงมีแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่งต้องดึงรายได้จากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายข้ามพรมแดนให้เติบโตต่อเนื่อง
อีกด้านต้องทำให้สังคมและนักท่องเที่ยวมั่นใจว่า เมืองปลายทางมีการเฝ้าระวังและบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง

เชียงรายยกระดับมาตรการรับมือภัยก่อการร้าย ประชุมบูรณาการประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่

ท่ามกลางสัญญาณบวกด้านเศรษฐกิจดิจิทัล จังหวัดเชียงรายได้ขยับอีกด้านด้วยการประชุมประสานแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านการก่อการร้าย เมื่อ 27 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน

สาระสำคัญของการประชุมคือการสร้างความเข้าใจร่วมกันด้านสถานการณ์ แนวโน้มภัยคุกคาม และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุในระดับพื้นที่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านการข่าวและความมั่นคงเข้าร่วม รวมถึงพันเอก พรสยาม สุกไสว ผู้อำนวยการกองข่าว ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล และผู้แทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติร่วมชี้แจงแนวโน้มสถานการณ์

ขณะเดียวกัน การประชุมยังดึงหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในจังหวัดร่วมประเมินความเสี่ยงในมิติที่กว้างกว่าเหตุการณ์ทางกายภาพ โดยครอบคลุมทั้งพลังงาน การสื่อสาร การคมนาคม และความปลอดภัยริมแม่น้ำโขง อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สำนักงาน กสทช เขต 34 และหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง รวมถึงหน่วยงานด้านท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อร่วมกันวิเคราะห์จุดเสี่ยงและกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในที่ประชุมมีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าวิธีคิดด้านความมั่นคงไม่ได้มองเฉพาะเหตุรุนแรงรูปแบบเดิม แต่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของบริการสาธารณะและระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการวิกฤตในเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดน

เศรษฐกิจไร้รอยต่อจะยั่งยืนได้ ต้องมีความเชื่อมั่นแบบไร้รอยต่อเช่นกัน

เมื่อวางภาพสองเหตุการณ์ทับกัน จะเห็นเส้นเชื่อมที่ชัดขึ้น
การชำระเงินข้ามพรมแดนที่เติบโตแรง ทำให้เชียงรายและไทยได้ประโยชน์จากเม็ดเงินนักท่องเที่ยวในระบบที่ติดตามได้มากขึ้น ลดแรงเสียดทานและขยายรายได้ฐานราก
แต่ในเวลาเดียวกัน การเปิดรับการไหลเวียนของผู้คนและเงิน ก็ทำให้โจทย์ความมั่นคงและความปลอดภัยมีความสำคัญเทียบเท่ากัน

นี่คือเหตุผลที่การยกระดับมาตรการรับมือภัยก่อการร้ายและการประเมินความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นข่าวความมั่นคงที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักท่องเที่ยว “กล้าเดินทาง กล้าใช้จ่าย และอยู่ได้นานขึ้น” โดยไม่ต้องกังวลว่าระบบสาธารณูปโภคหรือการสื่อสารจะสะดุดในยามเกิดเหตุไม่คาดคิด

ประเด็นเด่นที่ต้องจับตา และประเด็นรองที่กระทบชีวิตชุมชน

ประเด็นเด่น

  • Cross Border QR Payment ขาเข้าเดือนธันวาคม 2568 แตะ 809.74 ล้านบาท โต 143 เปอร์เซ็นต์ และจีนเป็นประเทศใช้จ่ายสูงสุด 409.92 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยความสะดวกในการจ่าย
  • จังหวัดเชียงรายเดินหน้าประชุมบูรณาการรับมือภัยก่อการร้าย ประเมินความเสี่ยงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในพื้นที่

ประเด็นรอง

  • การเติบโตของการชำระเงินดิจิทัลมีผลต่อผู้ประกอบการรายย่อยและการกระจายรายได้ หากร้านค้าในพื้นที่พร้อมรับ Thai QR จะเพิ่มโอกาสเข้าถึงเม็ดเงินนักท่องเที่ยว
  • เมืองชายแดนต้องบริหารความเสี่ยงจากอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค ซึ่งเป็นโจทย์ที่ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติ

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที เพื่อเก็บโอกาสและลดความเสี่ยง

หนึ่ง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและร้านค้าในเชียงรายทบทวนความพร้อมรับชำระผ่าน Thai QR ให้ครบถ้วน ทั้งป้ายหน้าร้าน ระบบบัญชี และการอบรมพนักงาน
สอง สื่อสารกับนักท่องเที่ยวแบบมืออาชีพ เน้นความชัดเจนเรื่องราคา การคืนเงิน การยืนยันรายการ ลดช่องโหว่การหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ
สาม ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นสนับสนุนการซ้อมแผนและช่องทางแจ้งเหตุ เมื่อเกิดเหตุผิดปกติให้ประสานงานได้ทัน
สี่ ติดตามประกาศและแนวทางจากหน่วยงานรัฐด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับรู้มาตรการใหม่และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ

จากยอดสแกนจ่ายสู่โจทย์ใหญ่ของเมืองท่องเที่ยวชายแดน

ตัวเลข Cross Border QR ที่พุ่งขึ้นในเดือนธันวาคม 2568 คือสัญญาณว่าการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน กำลังขยับเข้าสู่ยุคที่ความสะดวกคือมาตรฐานพื้นฐาน ไม่ใช่สิ่งพิเศษ และสำหรับเชียงราย โอกาสนี้มีน้ำหนักมาก เพราะสามารถแปลงการเดินทางให้กลายเป็นรายได้ที่กระจายถึงฐานรากได้จริง

แต่โอกาสจะไม่ยั่งยืน หากความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยไม่เดินไปพร้อมกัน การประชุมบูรณาการรับมือภัยก่อการร้ายของจังหวัดเชียงรายในช่วงเดียวกัน จึงสะท้อนว่าพื้นที่กำลังพยายามสร้างเกราะป้องกันเชิงระบบ ทั้งในมิติการข่าว การประสานงาน และการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

สุดท้าย เมืองท่องเที่ยวชายแดนที่แข่งขันได้ในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เมืองที่มีเพียงวิวสวยหรือวัฒนธรรมเด่น แต่คือเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายได้ง่าย และทำให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจว่า เมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ระบบจะยังทำงาน และความช่วยเหลือจะยังไปถึง

 

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ธุรกรรม Cross Border QR Payment ขาเข้า เดือนธันวาคม 2568 มูลค่า 809.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
  • มูลค่าการใช้จ่ายผ่าน Thai QR เดือนธันวาคม 2568 สูงสุด 3 อันดับ
    จีน 409.92 ล้านบาท
    มาเลเซีย 174.99 ล้านบาท
    ลาว 70.56 ล้านบาท
  • จังหวัดเชียงรายจัดประชุมประสานแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านการก่อการร้าย เมื่อ 27 มกราคม 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พร้อมประเมินความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX)
  • ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ศปภ.)
  • สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย แก้ปัญหาน้ำประปาเวียงแก่น ขุดลอกตะกอนมหาอุทกภัยเปิดทางน้ำดิบเลี้ยงโรงพยาบาล

วิกฤตน้ำประปาเวียงแก่น อบจ.เชียงรายลุยขุดลอก “ลำน้ำงาว” กู้ระบบน้ำโรงพยาบาล ชุมชน หลังตะกอนมหาอุทกภัยทับถมหนัก

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — ในวันที่ “น้ำสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงความสะดวกสบาย แต่คือเส้นเลือดของระบบสาธารณสุขและชีวิตประจำวัน เสียงเรียกร้องจากปลายน้ำจึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือน และพื้นที่เพาะปลูกของอำเภอเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบหลักผลิตประปาเริ่ม “ไม่ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น เวลา 14.10 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อม นางนิตยา ยาละ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอำเภอเวียงแก่น ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของเครื่องจักรกลหนักจาก สำนักช่าง และ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงรายฝายลำน้ำงาว หลังโรงพยาบาลเวียงแก่น เพื่อเร่งฟื้นระบบน้ำอุปโภคบริโภคที่กำลังขาดแคลน

ลำน้ำงาว” สายเลือดของเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบตื้นเขิน โรงพยาบาลคือด่านหน้าที่สะเทือนก่อน

สำหรับคนเวียงแก่น ลำน้ำงาว ไม่ใช่เพียงลำน้ำธรรมชาติ หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ตั้งแต่ สวนส้มโอ ข้าว ข้าวโพด ไปจนถึงภารกิจสำคัญที่สุดคือการเป็น แหล่งน้ำดิบหลัก สำหรับผลิตน้ำประปาให้ โรงพยาบาลเวียงแก่น และชุมชนโดยรอบ

ทว่า “บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567” ได้ทิ้งร่องรอยที่หนักกว่าภาพความเสียหายบนถนนหรือบ้านเรือน เพราะเมื่อกระแสน้ำพัดพา ตะกอนดินและทรายจำนวนมากจากพื้นที่สูง ลงสู่ลำน้ำ ตะกอนเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ฝุ่นควันในระบบหายใจ” ของลำน้ำ สะสมจนตื้นเขิน และไปอุดจังหวะการไหล การกักเก็บ และการสูบน้ำขึ้นระบบประปา

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “น้ำไหลอ่อน” แต่ลามไปสู่คำถามใหญ่กว่า โรงพยาบาลจะเดินระบบอย่างไร หากขาดน้ำสะอาดต่อเนื่อง? และประชาชนจะรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้อย่างไร หากน้ำอุปโภคบริโภคไม่พอในช่วงที่ยังต้องฟื้นตัวจากภัยพิบัติเดิม

ในกรอบสาธารณสุขสากล WHO ย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำในสถานบริการสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานต่อความปลอดภัยผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และคุณภาพบริการ ไม่ใช่ “ทางเลือก”

จุดเปลี่ยนหลังมหาอุทกภัย เมื่อ “ตะกอน” กลายเป็นวิกฤตสาธารณูปโภคที่มองไม่เห็น

จากข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าอุทกภัยปี 2567 ได้พัดพาโคลนดินจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ลำน้ำงาว จน ฝาย/ลำน้ำกลายเป็นจุดรองรับตะกอน มากกว่าจุดกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน “ในระดับใกล้ตลิ่ง” และทำให้ไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ

ภาพนี้สะท้อนธรรมชาติของภัยพิบัติยุคใหม่ที่ไม่ได้ “มาแล้วจบ” แต่ทิ้งผลพวงเป็นชั้นๆ ตั้งแต่น้ำท่วม → ดินถล่ม → ตะกอนทับถม → ระบบน้ำล่ม → สุขาภิบาลและเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจึงสรุปบทเรียนซ้ำว่า “ระยะหลังน้ำลด” คือช่วงที่ความเสี่ยงรองพุ่งสูง และต้องใช้ทรัพยากรฟื้นฟูจำนวนมาก

ปฏิบัติการ 29 ม.ค. 2569 ขุดลอก เปิดทางน้ำ วางท่อใหม่ เพื่อให้ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล”

ภารกิจที่เกิดขึ้นในเวียงแก่นครั้งนี้ ถูกวางเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมีแกนปฏิบัติการ 2 ส่วน

1) ขุดลอกเปิดทางน้ำ คืนสภาพการไหลให้ลำน้ำงาว

เครื่องจักรกลหนักของ อบจ. เข้าดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน/ทราย และปรับแนวทางน้ำบริเวณฝายและช่วงที่ตื้นเขิน เพื่อให้กลับมามีน้ำพอสำหรับการสูบและการใช้งาน

2) วาง/ปรับระบบท่อสูบน้ำใหม่ โฟกัส “โรงพยาบาลต้องมีน้ำ”

อีกมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงระบบท่อ เพื่อสูบน้ำจากจุดที่ขุดลอกแล้วขึ้นไปใช้ในโรงพยาบาลให้ทันต่อความจำเป็น

ถอดความสาระสำคัญจากหน้างาน นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้ฟื้นเส้นทางน้ำ

จากสาระที่ผู้ใช้ถ่ายทอดไว้ในส่วน “เจาะลึกเนื้อหาวีดิโอ” สะท้อนประเด็นหลัก 3 ชั้น ดังนี้

  1. ยอมรับความจริงว่าเป็นงานเฉพาะหน้า แต่ต้องทำทันที นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปริมาณน้ำลดลงเร็ว ขณะที่ตะกอนทับถมสูงมากจนทำให้แหล่งน้ำเดิมใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนและโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อนหนัก
  2. ชี้ “ต้นตอ” ว่ามาจากตะกอนหลังน้ำท่วมใหญ่และดินโคลนจากพื้นที่สูง ดินโคลนจากพื้นที่สูงไหลลงลำน้ำงาว ทำให้ฝายที่เคยเก็บกักน้ำ กลายเป็นจุดสะสมตะกอนจนเต็ม
  3. วางแผนปฏิบัติการแบบ “ขุดลอก + ประสานหน่วยงาน + โครงสร้างระยะยาว” อบจ.ดำเนินการขุดลอกและฟื้นเส้นทางน้ำ พร้อมทำเรื่องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน โยธาธิการและผังเมือง) เพื่อเสถียรภาพลาดดิน/โครงสร้าง และเดินหน้าวางระบบท่อใหม่ให้สูบน้ำขึ้นโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

สรุปสาระจากคลิปตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ข้อความ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำประกาศเชิงนโยบาย และ “เป้าหมายเชิงวิศวกรรม” ที่ต้องทำให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะมาถึง

เมื่อ “น้ำประปา” กลายเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพ และบททดสอบการกระจายอำนาจ

การแก้วิกฤตครั้งนี้มีนัยมากกว่าเครื่องจักรที่กำลังขุดดิน เพราะสะท้อน “สมรรถนะท้องถิ่น” ใน 3 มิติ

ความเร็วในการตอบสนอง เครื่องจักรท้องถิ่น = นาทีทองของการฟื้นระบบ

ในภาวะวิกฤต โครงสร้างราชการส่วนกลางมักมีขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง/อนุมัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ อบจ.มีเครื่องจักรและทีมช่างของตนเอง ทำให้ “เริ่มงานได้ทันที” ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งเมื่อปลายทางคือ โรงพยาบาล ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขาดน้ำ = ความเสี่ยงเชิงระบบ

น้ำในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่ดื่มกิน แต่รวมถึงการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ห้องน้ำ การบริการผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ WHO จึงมีกรอบคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในอาคาร/สถานบริการสุขภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

เศรษฐกิจฐานราก ผู้ใช้น้ำกลับมาทำการเกษตรได้ = ลดความเสียหายที่ลากยาว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรได้ตามปกติ หากระบบกลับมาเดินได้เร็ว จะลดความสูญเสียในพืชเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน

ขุดลอก” อย่างเดียวไม่พอ การบ้านระยะยาวที่ต้องชัด เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาซ้ำ

งานขุดลอกเป็น “การเปิดทางน้ำ” ที่จำเป็น แต่ข่าวเชิงลึกต้องตั้งคำถามต่อว่า หลังเครื่องจักรถอนกำลังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ เพื่อไม่ให้พื้นที่กลับสู่วงจรเดิมในฤดูฝนหน้า

  1. แผนบริหารตะกอน (sediment management) ต้องมีจุดติดตามว่าตะกอนมาจากช่วงลำน้ำใด พื้นที่ลาดชันใด และมีมาตรการลดการพัดพาอย่างไร (เชื่อมโยงงานฟื้นฟูต้นน้ำ/หน้าดิน)
  2. มาตรฐานงานลำน้ำและความปลอดภัย งานปรับลำน้ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการไหล การกัดเซาะ และชุมชนริมฝั่ง
  3. ระบบเตือนภัย สื่อสารสาธารณะ ประสบการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนว่า “สื่อสารเร็ว” มีความหมายเท่ากับ “เข้าถึงความช่วยเหลือเร็ว”

สิ่งที่ประชาชนและหน่วยงานทำได้ทันที เพื่อไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง

สำหรับประชาชน/ครัวเรือน

  1. สำรองน้ำและวางแผนใช้น้ำช่วงวิกฤต จัดลำดับความสำคัญ (ดื่ม ทำอาหาร สุขอนามัย)
  2. ติดตามประกาศหน่วยงานท้องถิ่น/โรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลจุดแจกจ่ายน้ำหรือมาตรการเฉพาะหน้า
  3. สุขาภิบาลในช่วงน้ำขาดแคลน ให้ความสำคัญกับความสะอาดภาชนะ น้ำดื่ม และการล้างมือเท่าที่ทำได้ ลดความเสี่ยงโรคจากสุขาภิบาลหย่อนยาน
  4. รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร แจ้งจุดวิกฤต/จุดสูบที่ใช้งานไม่ได้ เพื่อให้การแก้ไข “ตรงจุด” และไม่ซ้ำซ้อน

สำหรับหน่วยงาน

  1. ทำ “แผนความต่อเนื่องบริการน้ำของโรงพยาบาล” (continuity plan) อิงแนวคิดบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในสถานบริการ
  2. จัดระบบข้อมูลลำน้ำหลังน้ำท่วม ทำแผนที่จุดตื้นเขิน จุดเสี่ยงกัดเซาะ จุดสูบ
  3. ประชุมประสานหลายหน่วยงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัด (เจ้าท่า ชลประทาน โยธาฯ ท้องถิ่น) เพื่อให้มาตรการระยะยาวไม่สะดุด

คืน “ลมหายใจ” ให้ระบบน้ำเวียงแก่น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะถามหาความพร้อมอีกครั้ง

ปฏิบัติการขุดลอก ลำน้ำงาว วันที่ 29 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพเครื่องจักรทำงานกลางลำน้ำ แต่คือสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยน “บทเรียนจากมหาอุทกภัย” ให้เป็น “โครงสร้างการรับมือ” ที่จับต้องได้ เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำประปา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากวันที่น้ำกลับมาไหลวันแรกเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการรักษาระบบให้เดินได้ต่อเนื่อง ผ่านฤดูฝน ผ่านตะกอนรอบใหม่ และผ่านข้อจำกัดงบประมาณ อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ในวันที่ภัยพิบัติอาจกลับมาได้เสมอ คำว่า “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงไม่ควรเป็นแค่คำประกาศ แต่ต้องเป็น สัญญาทางนโยบาย ที่มีแผนระยะสั้น กลาง ยาวรองรับ เพื่อให้คนเวียงแก่นไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่น้ำหลาก

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด

  • สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือเคยถูกติดตามและรายงานความเสี่ยง/ผลกระทบในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว และต้องมีแผนรับมือระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • รายงานสถานการณ์อุทกภัยในไทยจากหน่วยงาน/องค์กรด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีการสรุปตัวเลขผลกระทบเชิงครัวเรือน/พื้นที่ในบางช่วงของปี 2567 ซึ่งตอกย้ำภาระงานฟื้นฟูหลังน้ำลดและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
  • WHO เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในอาคารและสถานบริการสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและความต่อเนื่องของบริการ น้ำในโรงพยาบาลจึงเป็น “ความมั่นคง” ไม่ใช่ “ความสะดวก”
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลเวียงแก่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

จาก Value over Volume สู่การตลาด Gen Z ถอดบทวิเคราะห์เชียงรายเมืองศิลปะและสุขภาวะระดับสากล

เชียงรายกับโจทย์ “มัดใจ Gen Z” เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวต้องชนะด้วยคุณค่า ไม่ใช่จำนวน

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — เชียงรายยามเช้าในฤดูหนาวยังคงมีมนต์เสน่ห์แบบที่เมืองใหญ่ให้ไม่ได้ กลิ่นกาแฟบนดอยผสมกับหมอกบางเหนือแนวเขา วัดสีขาวสะท้อนแสงแดดแรกของวัน และวิถีชุมชนชาติพันธุ์ที่ยังหายใจไปพร้อมผืนป่า แต่ภายใต้ภาพคุ้นตานั้น จังหวัดเหนือสุดของไทยกำลังเผชิญคำถามใหม่ที่หนักกว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวให้มาเยอะขึ้นได้อย่างไร”

คำถามใหม่คือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากมา และอยากกลับมา โดยเฉพาะ Gen Z กลุ่มนักเดินทางที่กำลังขยับจากผู้ตามเทรนด์ สู่ผู้กำหนดทิศทางตลาดท่องเที่ยว ผ่านพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลแบบเรียลไทม์บนโซเชียล และการเลือกประสบการณ์ที่ “สะท้อนตัวตน” มากกว่าการเก็บเช็กลิสต์สถานที่

ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากปัญหา “เกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม” ซึ่งหมายถึงฐานแรงงานและกำลังซื้อในอนาคตที่เปลี่ยนไป เมืองท่องเที่ยวจึงถูกบังคับให้ปรับเกม จากการแข่งกันที่ปริมาณ สู่การสร้าง มูลค่า/รายได้ต่อหัว/ความยั่งยืนของชุมชน

ข่าวชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่า “เทรนด์” แต่เป็นบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ว่า เชียงรายควรรับมือกับ Gen Z อย่างไร เพื่อก้าวสู่ยุค Creative & Wellness Tourism ตามกรอบที่ผู้ใช้จัดเตรียม พร้อมเชื่อมกับแนวโน้มสากลจากรายงานเทรนด์การเดินทางปี 2026

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “เชียงรายต้องคิดใหม่” วิกฤตประชากรดันเมืองให้หาเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สัญญาณวิกฤตประชากรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ข้อมูลเชิงนโยบายและรายงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนภาพรวมว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่คือแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งตลาดแรงงาน การบริโภค และโครงสร้างรายได้ท้องถิ่น

สำหรับจังหวัดที่พึ่งพารายได้ท่องเที่ยว “การท่องเที่ยว” จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมบริการ แต่เป็น เครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ตั้งแต่คาเฟ่ โฮมสเตย์ ไกด์ท้องถิ่น งานคราฟต์ ศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงธุรกิจสุขภาวะ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งจำนวนคน (Volume) อย่างเดียวมีเพดานชัดเจน ทั้งความแออัด ต้นทุนสิ่งแวดล้อม คุณภาพบริการ และความเสี่ยงการเป็น “เมืองผ่าน” หากประสบการณ์ไม่ลึกพอให้คนอยากอยู่ต่อ

กรอบคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการท่องเที่ยวโลกคือ Value over Volume ทำให้คนมา “น้อยลงแต่ใช้จ่ายสูงขึ้น อยู่ยาวขึ้น และกระจายรายได้ลงชุมชนมากขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ผู้ใช้จัดเตรียมว่าเชียงรายกำลังพยายามวางตำแหน่งเป็นเมืองศิลปะและสุขภาวะ

ภาพ Worawit Sunny Hemmarat

ทำไม Gen Z จึงเป็น “กุญแจอนาคต” และทำไมการตลาดแบบเดิมถึงเริ่มไม่พอ Gen Z ไม่ได้เริ่มทริปด้วย Google เสมอไป แต่เริ่มจากฟีดและคอมเมนต์

แนวโน้มสากลสะท้อนชัดว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาคำตอบ ตั้งแต่ “จะกินอะไร” ไปจนถึง “จะไปที่ไหน” และแรงกระเพื่อมนี้ทำให้แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกเสิร์ชต้องปรับประสบการณ์ให้ “เหมือนโซเชียลมากขึ้น”

นัยสำคัญต่อเชียงรายคือ การสื่อสารปลายทางต้องเปลี่ยนจาก “โฆษณา” เป็น “คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้” และจาก “ภาพสวย” เป็น “เรื่องเล่าที่พิสูจน์ได้”
เพราะสำหรับ Gen Z ความน่าเชื่อถือจำนวนมากเกิดจาก คนเล่าจริง/รีวิวจริง/ประสบการณ์จริง ไม่ใช่คำโปรยเชิงขาย

Authentic Experience “ความจริงแท้” แพ้ไม่ได้

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมวางโจทย์ไว้ชัดว่า Gen Z ไม่ชอบการเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ แต่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและความหมายในพื้นที่ เช่น ชุมชนชาติพันธุ์ วัฒนธรรมกาแฟ งานศิลป์ หรือกิจกรรมที่ “ได้ลงมือทำ” มากกว่า “ได้ถ่ายรูป”

นี่สอดคล้องกับธีมเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 ที่สะท้อนว่า การเดินทางกำลังกลายเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น และผู้ประกอบการต้องออกแบบประสบการณ์ให้ตอบความคาดหวังเรื่อง “ความคุ้มค่า” และ “ความง่าย” ในทุกขั้นตอน

เชียงรายมีแต้มต่ออะไรในสนาม Gen Z  “ศิลปะ สุขภาวะ ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ” ที่เล่าได้ไม่รู้จบ

ในโลกที่ปลายทางแข่งขันกันด้วยความคล้าย เชียงรายมีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ที่ “ไม่เหมือนใคร” และสามารถแปลงเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากออกแบบให้ถูก

ศิลปะร่วมสมัย = Soft Power ที่ต่อยอดเป็นเส้นทาง (Route) ได้

เชียงรายมีฐานภาพจำด้านศิลปะอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหม่คือ “ทำให้ศิลปะไหลออกจากพิพิธภัณฑ์” ไปสู่คาเฟ่ โฮมสเตย์ เวิร์กช็อป และคอมมูนิตี้อีเวนต์
Gen Z ไม่ได้อยาก “ดูงาน” อย่างเดียว แต่อยาก “มีส่วนร่วม” ให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เป็นตัวเอง

Wellness ที่ไม่น่าเบื่อ สุขภาพแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แพ็กเกจผู้สูงวัย

ผู้ใช้ชี้แนวคิดสำคัญว่า Wellness ต้องถูกรีแบรนด์ให้สนุกและร่วมสมัย เช่น น้ำพุร้อนในรูปแบบแคมป์ปิ้ง, กิจกรรมเยียวยาใจ, อาหารท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ หรือเครื่องดื่มฟังก์ชัน

จุดนี้เชื่อมกับเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่สะท้อน “การเดินทางเพื่อผิว/เพื่อการนอน/เพื่อสุขภาวะเชิงลึก” และการเปิดรับคำแนะนำจาก AI ของนักเดินทางจำนวนมากในหลายประเทศ

ถอดเทรนด์ปี 2026 ให้เป็น “โปรดักต์ท่องเที่ยวเชียงราย” ที่ขายได้จริง

หัวใจของการรับมือ Gen Z ไม่ใช่การท่องคำว่า “เทรนด์” แต่คือการแปลงเทรนด์ให้เป็น เส้นทาง

กิจกรรม  ระบบบริการ  มาตรฐานความปลอดภัย ที่จับต้องได้

 “Romantasy Retreats” และพลังของบรรยากาศ หมอก ป่า ดอย = ฉากแฟนตาซีที่เชียงรายมีโดยธรรมชาติ

เทรนด์ท่องโลกโรแมนตาซีในปี 2026 ที่ Booking.com สะท้อน (จากการสำรวจผู้เดินทางหลายประเทศ) เปิดมุมใหม่ว่า “เรื่องเล่า” กำลังกลายเป็นแรงจูงใจในการเลือกจุดหมาย
เชียงรายมีวัตถุดิบชั้นยอด เส้นทางดอย, ไร่ชา, ป่าลึกลับ, หมอกหนา, สถาปัตยกรรมวัดร่วมสมัย

สิ่งที่ต้องทำ คือออกแบบเป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ที่พัก เช่น

  • เส้นทาง “หมอก ชา หนังสือ” เช็กอินไร่ชา  เวิร์กช็อปชงชา  มุมอ่านหนังสือ  ถ่ายภาพธีมแฟนตาซีแบบไม่ละเมิดวัฒนธรรม
  • กิจกรรมยามค่ำ ดนตรีอะคูสติก/เล่าเรื่องพื้นถิ่น/ดูดาว  มาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน
ภาพ Kit Tiphong Prasert

“Turbulence Test” ทริปพิสูจน์ความสัมพันธ์ เปลี่ยนความยากให้เป็นความสนุกแบบมีโครงสร้าง

ผู้ใช้ยกเทรนด์ “ทริปทดสอบความสัมพันธ์” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่พูดถึงการเดินทางเป็นแบบทดสอบความเข้ากันได้

เชียงรายสามารถออกแบบเป็นกิจกรรม “ร่วมแรงร่วมใจ” แบบปลอดภัย เช่น

  • เวิร์กช็อปอาหารท้องถิ่น/งานคราฟต์ ทำร่วมกัน แข่งกันอย่างสร้างสรรค์
  • กิจกรรมกู้ชีพพื้นฐาน/CPR เวอร์ชันนักท่องเที่ยว (ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
  • ภารกิจเดินป่าเบา ๆ/เส้นทางธรรมชาติที่มีไกด์มาตรฐาน ลดความเสี่ยง

แก่นสำคัญคือ “ความท้าทายต้องถูกควบคุม” ไม่ใช่ปล่อยให้เสี่ยง เพราะ Gen Z ให้คะแนนความปลอดภัยสูง และความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถกลายเป็นกระแสลบได้ในชั่วข้ามคืน

 “Glow-cations” และสุขภาวะเชิงลึก ขาย “การกลับบ้านในเวอร์ชันที่ดีขึ้น”

แนวคิดทริปดูแลผิว/การนอน/สุขภาพ (ที่ปรากฏในเทรนด์ปี 2026) เปิดช่องให้เชียงรายสร้างตลาดใหม่ที่ไม่ชนกับเมืองทะเลหรือเมืองบันเทิง
จุดขายของเชียงรายคือ “อากาศ ความสงบ ธรรมชาติ สมุนไพร ภูมิปัญญา” หากทำให้เป็นระบบและสื่อสารอย่างไม่โอเวอร์เคลม

โครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการ สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ Gen Z “รักหรือเลิก” ปลายทาง

ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน หากระบบบริการไม่พร้อม ทริปอาจจบลงด้วยรีวิวที่ทำลายทั้งเส้นทาง

Digital Friendly จองง่าย จ่ายง่าย สื่อสารง่าย

Gen Z ต้องการความลื่นไหลตั้งแต่จอง เช็กอิน เดินทาง ขอความช่วยเหลือ
การยกระดับที่เห็นผลเร็ว ได้แก่

  • ช่องทางจอง/แชตที่ตอบไว
  • ข้อมูลการเดินทางเป็นแผนที่เดียวจบ (รวมเวลา ค่าใช้จ่าย จุดแวะ)
  • มาตรฐาน Wi-Fi/สัญญาณในจุดท่องเที่ยวหลัก (สื่อสารตามจริง ไม่โฆษณาเกิน)

 

ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น เมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้อง “มีระบบ”

ผู้ใช้พูดถึงความสำคัญของความปลอดภัยยามค่ำคืน แม้ตัวเลข “อันดับ” บางรายการยังยืนยันไม่ได้ แต่หลักการถูกต้องในเชิงตลาด ความปลอดภัยคือเงื่อนไขขั้นต่ำ ของนักเดินทางรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือมาตรฐานแสงสว่าง จุดช่วยเหลือฉุกเฉิน การเดินทางกลับที่พัก และการสื่อสารความเสี่ยง (เช่น PM2.5/สภาพอากาศ) แบบโปร่งใส

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย เมื่อโลกหัน “ลดแอลกอฮอล์” และมองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ผู้ใช้ยกประเด็นอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์โลกเผชิญปัญหาสต็อกล้นและดีมานด์ชะลอ ซึ่งมีรายงานและการวิเคราะห์ในสื่อตลาดการตลาดระดับสากลอ้างถึงภาวะสินค้าคงคลังมูลค่าสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่
แม้รายละเอียดตัวเลขต้องอ่านจากต้นฉบับเต็มของสื่อการเงิน แต่ “ทิศทาง” ที่ Gen Z ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเป็นแนวโน้มที่วงการท่องเที่ยวและเครื่องดื่มกำลังตอบสนอง

สำหรับเชียงราย นี่คือโอกาสสร้าง “เศรษฐกิจทางเลือก” ที่เข้ากับ Wellness เช่น

  • ชา/คราฟต์โซดาจากผลไม้เมืองหนาว
  • เครื่องดื่มฟังก์ชัน (เน้นข้อมูลโภชนาการ ไม่กล่าวอ้างเกินจริง)
  • กิจกรรมจับคู่เครื่องดื่มกับอาหารพื้นถิ่น (Gastro experience)

ความเสี่ยงที่ต้องพูดให้ครบ ถ้าจะชนะ Gen Z ต้องไม่แพ้เรื่องความยั่งยืนและความจริงใจ

การเร่งเครื่องท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มีความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน

  1. วัฒนธรรมถูกทำให้เป็นสินค้า   หากเล่าเรื่องชาติพันธุ์แบบผิวเผิน อาจกระทบศักดิ์ศรีชุมชนและเกิดแรงตีกลับ
  2. สิ่งแวดล้อมและขยะท่องเที่ยว   ยิ่งไวรัล ยิ่งเสี่ยงล้นความจุ
  3. ความเหลื่อมล้ำของรายได้   เม็ดเงินอาจกระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่ หากไม่ออกแบบการกระจายผลประโยชน์
  4. Greenwashing / Wellnesswashing   อ้างความยั่งยืนหรือสุขภาพเกินจริง จะเสียความเชื่อมั่นทันทีในยุคโซเชียล

ดังนั้น “ความจริงแท้” ที่ Gen Z มองหา ต้องถูกพิสูจน์ด้วย ระบบและมาตรฐาน ไม่ใช่สโลแกน

Action Plan 2026 ที่แปลงเป็นงานจริง 

ระดับจังหวัด/เมือง

  • ทำ “เส้นทาง City Hopping” ที่เชื่อมอำเภอแบบ 2–3 วัน (มีแผนที่เดียวจบ)
  • ตั้งมาตรฐานข้อมูลความเสี่ยง (อากาศ/PM2.5/ถนน/ความปลอดภัย) แบบอัปเดต
  • สนับสนุนครีเอเตอร์ท้องถิ่นให้เป็น “ผู้เล่าเรื่องเมือง” อย่างมีจริยธรรม

ระดับผู้ประกอบการ

  • ออกแบบแพ็กเกจตามเทรนด์ Romantasy / Turbulence / Glow-cations / Quiet nature
  • ทำบริการ “ถ่ายคอนเทนต์ได้ง่าย” (มุม แสง เรื่องเล่า) แต่ต้องไม่รบกวนชุมชน
  • สร้างสินค้า/เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพเป็นรายได้เสริม

ระดับชุมชน

  • ทำกติกาการท่องเที่ยวชุมชน (ความเป็นส่วนตัว, การถ่ายภาพ, การแต่งกาย, ขยะ)
  • สร้างกิจกรรมที่ชุมชน “เป็นเจ้าของ” ไม่ใช่เป็นเพียงฉากหลัง

เชียงรายจะชนะ Gen Z ได้ ไม่ใช่เพราะ “มีของดี” แต่เพราะ “ทำของดีให้เป็นประสบการณ์ที่คนอยากเล่า”

ในวันที่โลกเดินทางเร็วขึ้นและเทรนด์เปลี่ยนไว เมืองท่องเที่ยวไม่ได้แข่งกันที่จำนวนแลนด์มาร์ค แต่แข่งกันที่ “คุณค่าหลังการเดินทาง”   นักท่องเที่ยวกลับบ้านแล้ว หายใจได้ลึกขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงบันดาลใจมากขึ้น และรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไป “คุ้ม” เพราะได้ประสบการณ์ที่เป็นตัวเองจริง ๆ

เชียงรายมีแต้มต่อครบทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ชาติพันธุ์ และสุขภาวะ แต่การมัดใจ Gen Z จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการร่วมกันแปลงแต้มต่อเหล่านี้เป็น เส้นทางที่ชัด บริการที่ลื่นไหล มาตรฐานที่ไว้ใจได้ และเรื่องเล่าที่ซื่อสัตย์

เพราะในยุคที่การตัดสินใจอยู่บนปลายนิ้ว ความจริงแท้ ไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์
มันคือ “เงื่อนไขของการรอดและโต” ของเมืองท่องเที่ยวทั้งเมือง

สถิติ/ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ไทยเผชิญแนวโน้มเกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม (ภาพรวมเชิงโครงสร้างประชากร)
  • Booking.com เผยกรอบเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามหลายประเทศ (ใช้เป็นฐานคิดออกแบบโปรดักต์/บริการ)
  • แนวโน้มคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลมากขึ้น กระทบวิธีทำการตลาดท่องเที่ยว
  • สัญญาณตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เผชิญแรงกดดันจากดีมานด์ที่ชะลอและภาระสินค้าคงคลังในกลุ่มบริษัทใหญ่ (สะท้อนโอกาสเครื่องดื่มทางเลือก/สุขภาพ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Booking.com – Travel Predictions 2026 (press release/ข้อมูลวิธีวิจัยและกรอบแนวโน้ม)
  • สรุปเทรนด์ปี 2026 ที่อ้างอิง Booking.com (สื่อ/บทความที่รวบรวมประเด็น)
  • UNFPA/รายงานที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มประชากรและสังคมสูงวัย (ใช้ประกอบกรอบวิเคราะห์โครงสร้าง)
  • Wired – บทวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนรุ่นใหม่บนโซเชียลและผลต่ออุตสาหกรรมเสิร์ช (ใช้ประกอบกรอบพฤติกรรม Gen Z)
  • WARC – บทสรุปประเด็นตลาด/แรงกดดันฝั่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อ้างถึงการวิเคราะห์สื่อการเงิน)
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชุดตัวเลข/ตัวอย่างเส้นทาง/ตัวอย่างสถานที่และแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย (ใช้เป็น “กรอบวิเคราะห์และข้อเสนอ” ในข่าวชิ้นนี้)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ดร.บุ๋ม ปนัดดา ลงพื้นที่เชียงราย ดัน “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ที่เชียงแสน เป็นจุดอพยพและศูนย์ฝึกกู้ชีพถาวร

เชียงรายเดินเกม “รับมือภัยพิบัติ” ระยะยาว ดร.บุ๋ม องค์กรทำดี ดันแนวคิด “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ ตั้งเป้าเป็นจุดอพยพ ศูนย์ฝึกกู้ชีพ ชูโปร่งใสไม่การเมือง แต่โจทย์ใหญ่คือ “ระบบบริหาร” ที่ต้องตรวจสอบได้

เชียงราย, 28 มกราคม 2569 — บทเรียนจากน้ำท่วมและโคลนถล่มไม่ได้ทิ้งไว้แค่ภาพความเสียหาย แต่ทิ้ง “คำถาม” ที่หนักกว่านั้นเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ดับ เมื่อข่าวลือวิ่งเร็วกว่าเรือท้องแบน เมื่อคนไม่รู้ว่าควรไปอยู่จุดไหน… ใครคือศูนย์กลางคำสั่ง? ใครยืนยันข้อมูล? และความช่วยเหลือจะถูกกระจายอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

ในวันที่ความเสี่ยงภัยพิบัติทั่วโลกถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น การตั้ง “ศูนย์อพยพ/ศูนย์พักพิง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดชายแดนที่มีภูเขา ต้นน้ำ และชุมชนกระจายตัว ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ศูนย์หนึ่งแห่ง ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความหวัง หากต้องเป็น โครงสร้างที่ใช้งานได้จริง ในวันที่ทุกอย่างรวนที่สุด

สอบถามพื้นที่ “เห็นเอกสารแล้ว แต่ยังไม่ลงรายละเอียด” และยังรอคำชี้แจงจากมูลนิธิ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์รายงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังมูลนิธิ “องค์กรทำดี” แต่ ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะเดียวกัน ในการลงพื้นที่ ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย ทีมข่าวได้โทรสอบถาม นายพิเศษ อาษา นายกเทศมนตรีตำบลห้วยสัก ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ได้เห็นเอกสารเกี่ยวกับการสร้างศูนย์แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด และในส่วน “พื้นที่ตั้ง” ยังไม่มีการเปิดเผย ต้องรอรายละเอียดด้านการก่อสร้างอีกครั้ง

น้ำหนักของคำให้ข้อมูลนี้สะท้อนว่า โครงการอยู่ในช่วง “เริ่มเดินเอกสาร เริ่มประสาน” มากกว่าช่วงประกาศรายละเอียดเชิงปฏิบัติการ จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงานอย่างตรงไปตรงมา ว่า อะไรคือข้อมูลที่มีแล้ว และ อะไรคือข้อมูลที่ยังต้องเปิดเผยเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้

จุดเริ่มต้นของแนวคิด เมื่อ “สัญญาณล่ม” ความสับสนกลายเป็นภัยซ้ำ

ตามข้อมูลที่ทีมข่าวรวบรวม โครงการ “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ถูกอธิบายว่าเกิดจากบทเรียนวิกฤตน้ำท่วมและโคลนถล่มในปีก่อนหน้า โดย “ปัญหาหนัก” ที่เจอซ้ำคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด คนในพื้นที่และหน่วยกู้ภัยจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จุดอพยพที่แน่ชัด และระบบรับ กระจายของบริจาคถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส จนทำให้ความช่วยเหลือล่าช้ากว่าที่ควร

ในเชิงการจัดการภัยพิบัติ ความล่มของการสื่อสารมักทำให้เกิด “โดมิโน” ตั้งแต่การอพยพช้า การช่วยเหลือซ้ำซ้อน ไปจนถึงการละเลยกลุ่มเปราะบาง เพราะทุกคนไม่มี “จุดยึดร่วม” ว่าข้อมูลใดจริง จุดใดปลอดภัย และใครเป็นผู้ประสานหลัก

ภาพใหญ่ของความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดกับเชียงรายเท่านั้น รายงานข่าวสากลสะท้อนว่าเหตุอุทกภัยในไทยในช่วงไม่กี่ปีหลังส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก และภาคเหนือรวมถึงเชียงรายเคยถูกระบุเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบางระลอกด้วย

“30 ไร่” ที่เชียงราย ศูนย์ฯ จะเป็นอะไรในวันเกิดเหตุ และเป็นอะไรในวันปกติ

ข้อมูลโครงการที่ทีมข่าวมีระบุว่า พื้นที่ศูนย์ฯ ได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์อมร มอบที่ดิน 30 ไร่ คาดว่าจะอยู่ที่ ต.ห้วยสัก จังหวัดเชียงราย เพื่อพัฒนาศูนย์ฯ และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงผ่าน “ประชาพิจารณ์” แล้ว

ภารกิจ “วันเกิดเหตุ” จุดอพยพหลัก ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ

บทบาทช่วงเกิดภัยพิบัติถูกวางให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็น

  • จุดอพยพหลัก
  • ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ
    เพื่อรองรับเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง

หากมองในมาตรฐานสากลของการบริหาร “ศูนย์พักพิงรวม/collective centre” หัวใจไม่ใช่แค่พื้นที่กว้าง แต่คือการจัดการให้เกิด ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย การเข้าถึง และการประสานบริการ เพราะศูนย์พักพิงคือพื้นที่ที่ความเปราะบางของผู้คนถูกบีบให้มาอยู่รวมกันในช่วงเวลาวิกฤต

ภารกิจ “วันปกติ” ฝึกกู้ชีพ สร้างทักษะให้คนธรรมดาช่วยกันได้จริง

อีกด้านที่โครงการชู คือการทำศูนย์ฯ ให้เป็น “โรงเรียนของชุมชน” ผ่านกิจกรรม

  • ฝึก CPR
  • กู้ภัยทางน้ำ ตามแนว “ตะโกน โยน ยื่น”
  • ค่ายลูกเสือ/เยาวชน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระสำคัญของคู่มือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่เน้นว่า “คนธรรมดา” ที่มีทักษะพื้นฐานสามารถเพิ่มโอกาสรอดก่อนทีมแพทย์ถึงจุดเกิดเหตุได้ โดยแนวทาง BLS/CPR และการใช้ AED ถูกสื่อสารผ่านคู่มือฝึกอบรมหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการแพทย์ในไทย

ปลูกป่า” เป็นเงื่อนไขการใช้พื้นที่ เชื่อมการกู้ภัยกับการลดความเสี่ยงต้นทาง

โครงการระบุว่า ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ศูนย์ฯ จะต้องร่วมกิจกรรม ปลูกป่า” เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรธรรมชาติ

ในเชิงแนวคิด นี่คือการพยายามเชื่อม “การรับมือปลายทาง” (อพยพ ช่วยเหลือ) กับ “การลดความเสี่ยงต้นทาง” (ต้นน้ำ/ดินถล่ม) แม้การปลูกป่าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมว่า การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องมี “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่รอความช่วยเหลืออย่างเดียว

จุดขาย “โปร่งใส ไม่การเมือง” ดีในหลักการ แต่ต้องชัดในกลไกตรวจสอบ

หนึ่งในสารหลักที่โครงการย้ำ  คือการสร้างระบบบริจาคที่ โปร่งใส ส่งตรงถึงมือประชาชน และ “ไม่ผ่านกลไกทางการเมือง”

ในเชิงมาตรฐานศูนย์พักพิง สิ่งที่ทำให้คำว่าโปร่งใส “ยืนได้” มักต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 4 กลไก:

  1. บัญชีรับ–จ่าย/สต็อกแบบตรวจสอบย้อนกลับ
  2. เกณฑ์จัดลำดับความเร่งด่วน (กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วย)
  3. ระบบข้อมูลผู้รับบริการที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว
  4. ช่องทางร้องเรียน/รับข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ความไม่เป็นธรรมในศูนย์พักพิง

แนวคิดนี้สอดรับกับกรอบการจัดการ collective centres ที่เน้นการประสานบริการและคุ้มครองผู้พักพิง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเข้าถึง และการมีส่วนร่วม

กล่าวให้ตรง ถ้าศูนย์ฯ จะชูว่า “ไม่การเมือง” สิ่งที่สาธารณะต้องเห็นคือ ระบบที่ทำให้การเมืองแทรกได้ยาก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ทำให้การเมืองแทรกได้เงียบ

โจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้ ใครสั่งการ ใครรับผิดชอบ และประสานรัฐอย่างไร

ศูนย์อพยพที่ทำงานได้จริงต้องไม่ทำงาน “ขนาน” กับรัฐ แต่ต้องทำงาน “เชื่อม” กับระบบรัฐ เพราะวันเกิดเหตุจริงจะมีหน่วยงานหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ปภ. อปท. สาธารณสุข ตำรวจ อาสาสมัคร และเครือข่ายกู้ภัย

กรอบปฏิบัติของหน่วยงานท้องถิ่นและแผนด้านสาธารณภัยมักเน้นองค์ประกอบศูนย์พักพิง เช่น การจัดพื้นที่ ความปลอดภัย สุขาภิบาล การบริหารข้อมูล และการประสานงานหลายหน่วย ซึ่งปรากฏในเอกสารแนวทางของภาครัฐ/ท้องถิ่นที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สำหรับข่าวเชิงลึก นี่คือ “รายการคำถามที่ต้องมีคำตอบ” ก่อนศูนย์ฯ เปิดใช้งานจริง เช่น

  • เมื่อเกิดเหตุ ใครเป็น “ผู้จัดการศูนย์” และมีโครงสร้างบัญชาการแบบใด
  • ระบบคัดกรองผู้เข้าพัก/การดูแลกลุ่มเปราะบางทำอย่างไร
  • มาตรการสุขาภิบาล น้ำสะอาด ห้องน้ำ ขยะ การควบคุมโรคในศูนย์
  • ความปลอดภัยเวลากลางคืน/การป้องกันความรุนแรงในศูนย์
  • ระบบสื่อสารสำรองเมื่อ “สัญญาณล่ม” (วิทยุสื่อสาร จุดประกาศเสียงตามสาย แผนที่ออฟไลน์)

ช่องทางมีส่วนร่วม ชวนบริจาควัสดุก่อสร้าง แต่ “ผู้บริจาคต้องได้เครื่องมือกำกับความโปร่งใส”

โครงการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาควัสดุก่อสร้าง เช่น เสา ปูน และให้ประสานผ่าน Facebook Page “องค์กรทำดี” หรือ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”

ในมิติความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริจาค โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างซึ่ง “ติดตามยาก” กว่าเงินบริจาค ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ทำได้ทันทีคือ

  • ขอเอกสารรับมอบวัสดุ (วันที่/รายการ/จำนวน/ผู้รับมอบ)
  • ขอ “แผนการใช้วัสดุ” ตามเฟสก่อสร้าง
  • ขอระบบรายงานความคืบหน้าแบบสาธารณะเป็นงวด (เช่น รายเดือน)
    นี่ไม่ใช่การตั้งแง่ แต่คือ “มาตรฐานความร่วมมือ” ที่ทำให้โครงการไม่ต้องแบกความสงสัย

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที (ไม่ต้องรอภัยพิบัติรอบใหม่)

  1. รู้จุดปลอดภัยของชุมชน คุยกับผู้นำชุมชน/อปท. ว่าหากเกิดน้ำท่วมหรือดินถล่ม “จุดรวมพล” อยู่ที่ไหน
  2. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ยาโรคประจำตัว เอกสารสำคัญ ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ น้ำดื่ม
  3. ฝึกทักษะช่วยชีวิต เรียน CPR/BLS และความรู้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากหลักสูตร/คู่มือที่เชื่อถือได้
  4. ทำแผนสื่อสารสำรองในครอบครัว นัดหมาย “จุดพบกัน” และใช้ข้อความสั้น/วิทยุ/ผู้ประสานในชุมชนเมื่อโทรศัพท์ล่ม
  5. สนับสนุนอย่างมีหลักฐาน หากร่วมบริจาควัสดุหรือแรงงาน ให้ช่วยกันผลักให้มีระบบรายงานที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก

จาก “น้ำท่วมปีนั้น” สู่โครงสร้างถาวร โอกาสที่เชียงรายต้องไม่ปล่อยหลุดมือ

ภาพรวมอุทกภัยในไทยช่วงหลังสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้หายไป และบางเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือบางจังหวัด การมี “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ที่พร้อมใช้จึงเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ความจริงของยุคสภาพอากาศสุดขั้ว

แต่ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของศูนย์ลักษณะนี้จะถูกตัดสินด้วย 2 คำ มาตรฐาน และ ความไว้วางใจ

  • มาตรฐาน ต้องสอดคล้องหลักการบริหารศูนย์พักพิง/collective centre ที่คุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัย พร้อมการประสานบริการอย่างเป็นระบบ
  • ความไว้วางใจ ต้องสร้างจากข้อมูลเปิดเผย ตรวจสอบได้ และทำงานร่วมกับชุมชน/รัฐอย่างชัดเจน

สุดท้ายแล้ว “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” จะมีความหมายที่สุด ก็ต่อเมื่อวันที่สัญญาณดับจริง คนเชียงรายยังรู้ว่า ต้องไปที่ไหน” และความช่วยเหลือจะ ไปถึงมือใคร” อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เร็วเฉพาะบางคน แต่เร็วพอสำหรับทุกคน

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
  • องค์กรทำดี
  • รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติในเชียงราย สำนักประชาสัมพันธ์/รายงาน
  • แนวทางศูนย์พักพิงชั่วคราว (ภาครัฐไทย): กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM)
  • แนวทางสากลด้าน collective centre / การบริหารศูนย์พักพิง: UNHCR–IOM Collective Centres Guidelines และฉบับภาษาไทยของ IOM
  • องค์ความรู้การฝึก CPR/ปฐมพยาบาลสำหรับประชาชน: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และสภากาชาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME