Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เมื่อกาลเวลาพาสุดสาย! รถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสน ปิดฉากอาชีพ 5 รุ่นสู่รุ่น เหลือวิ่งเพียง 3 คันในปี 2569

ปิดตำนาน 50 ปี “รถเมล์หวานเย็น” เชียงราย-เชียงแสน เมื่อกฎหมายและกาลเวลาพามาถึง “สุดสาย” ของอาชีพ

เชียงราย, 31 ธันวาคม 2568 — เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยกำลังจะเงียบลงในบ่ายวันสุดท้ายของปี 2568 ท่ามกลางคราบน้ำตาและความผูกพันของผู้โดยสารที่ผ่านมามากกว่าครึ่งศตวรรษ เมื่อรถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสนวิ่งเที่ยวสุดท้ายเวลา 14.30 น. นับเป็นจุดจบของอาชีพที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำคนเชียงรายมาตั้งแต่ยุค “เมล์ขาว” จนกลายเป็น “เมล์เขียว” ในปัจจุบัน

กฎหมายใหม่ที่กำหนดให้รถโดยสารต้องมีอายุไม่เกิน 40 ปี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รถเมล์ในตำนานต้องปลดระวางถาวร โดยจาก 13 คันที่ยังให้บริการอยู่ มีถึง 10 คันที่ต้องหยุดวิ่ง เหลือเพียงรถสายสามเหลี่ยมทองคำอีก 3 คันที่จดทะเบียนใหม่กว่าเท่านั้นที่จะยังคงให้บริการต่อไปในปี 2569

จาก “พ่อเลี้ยง” สู่ความทรงจำสุดท้าย

คุณแต๋ม ทิพย์พิมล ชัยวงค์ เจ้าของรถเมล์เบอร์ 445 ย้อนเล่าถึงรากเหง้าของอาชีพที่สืบทอดมาจากพ่อ ว่า ในอดีตรถเมล์คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและโอกาสทางเศรษฐกิจ “สมัยพ่อทำอาชีพนี้ ใครมีรถเมล์จะถูกเรียกว่า ‘พ่อเลี้ยง’ เพราะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว ส่งลูกเรียน ซื้อบ้านซื้อที่ดินได้” คุณแต๋มเล่า ในช่วงที่พ่อของคุณแต๋มเริ่มประกอบอาชีพนี้ ยังเป็นยุคของ “เมล์ขาว” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เมล์เขียว” ในภายหลัง ขณะนั้นรถเมล์คือพาหนะหลักเพียงหนึ่งเดียวของชาวบ้าน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง และสร้างฐานะได้จริง

คุณแต๋มเข้ามาช่วยงานครอบครัวตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 และรับช่วงต่อจากพ่อ อย่างเต็มตัวเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา “ตอนที่ผมเข้ามาสืบทอดประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว รถเมล์ยังขายกันในราคาสูงอยู่ เพราะยังถือว่าเป็นอาชีพที่พออยู่ได้” คุณแต๋มระบุ อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ภูมิทัศน์การเดินทางก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผู้โดยสารหันไปใช้รถส่วนตัวและรถตู้มากขึ้น ทำให้รายได้จากการรับส่งผู้โดยสารลดลงอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนรถเมล์ที่เคยมีมากถึง 26 คันในอดีต ค่อยๆ ทยอยลดลงจนเหลือเพียง 13 คันก่อนการปิดตำนานในครั้งนี้

กฎหมาย 40 ปี จุดเปลี่ยนที่ยื้อต่อไม่ได้

แม้ผู้ประกอบการจะมีความตั้งใจที่จะวิ่งรถต่อไป แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงคมนาคมออกข้อบังคับใหม่ว่า รถโดยสารที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะไม่ได้รับการต่อทะเบียน

“เราไม่ได้ตัดสินใจเอง แต่เป็นเพราะกฎหมายที่ออกมาจากกระทรวงคมนาคม” คุณแต๋มอธิบาย “เราเป็นแค่ชาวบ้าน ไม่ได้ติดตามกฎหมายหรือทราบรายละเอียดที่ซับซ้อนเหล่านี้”

การรับรู้ถึงกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงต้นปี 2568 เมื่อมีเจ้าของรถคันหนึ่งพยายามต่อทะเบียนในเดือนมีนาคม แต่เมื่อนำรถไปตรวจสภาพที่กรมการขนส่งทางบก ระบบคอมพิวเตอร์แจ้งว่าไม่สามารถต่อทะเบียนได้ เนื่องจากรถมีอายุเกินกว่า 40 ปี

“ตอนนั้นเพิ่งรู้เลยว่ามีกฎหมายแบบนี้” คุณแต๋มเล่า “แม้จะมีการยืดหยุ่นให้ถึง 50 ปีในบางกรณี แต่ทางกรมการขนส่งทางบกและบริษัทขนส่งก็ยึดถืออายุ 40 ปีเป็นหลัก”

รถเมล์ส่วนใหญ่ในสายเชียงราย-เชียงแสนจดทะเบียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514-2515 บางคันรวมถึงรถของคุณแต๋มเองที่จดทะเบียนปี พ.ศ. 2521 ซึ่งตามการคำนวณถ้ายึดอายุ 50 ปี จะยังสามารถวิ่งได้อีก 2-3 ปี แต่เนื่องจากทางการยึดหลักอายุ 40 ปี จึงทำให้รถทั้ง 10 คันต้องหยุดให้บริการในเวลาเดียวกัน มีเพียงรถสายสามเหลี่ยมทองคำ 3 คันเท่านั้นที่รอดพ้น เนื่องจากเป็นรถที่จดทะเบียนใหม่กว่า คือในช่วงปี พ.ศ. 2533-2536 จึงยังสามารถให้บริการต่อไปได้

“คุณแต๋มระบุไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ “มันเลยกลายเป็นว่าเราต้องออกจากอาชีพแบบจำใจ”

วิกฤตต้นทุนที่แบกรับ เมื่อรายได้หลักไม่ได้มาจากผู้โดยสาร

การดำเนินธุรกิจรถเมล์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ค่าโดยสารที่เคยเป็นเพียง 7 บาทในอดีต ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 53 บาทต่อคน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก คุณแต๋มเปิดเผยตัวเลขต้นทุนต่อวันว่า ค่าน้ำมันเดินทางไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 700 บาท ค่าคิววันละ 330 บาท และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่กรมการขนส่งทางบก 6 บาท รวมถึงค่าจอดรถที่เชียงแสนอีก 20 กว่าบาท รวมต้นทุนต่อวันสูงถึงประมาณ 1,050 บาท

“ถ้าพูดถึงว่ารายได้จากค่าหัว 53 บาทคุ้มไหม ตอบเลยว่าไม่คุ้ม” คุณแต๋มยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “เราอยู่ได้เพราะของฝากที่พอมาช่วยส่วนนี้เวลาที่ผู้โดยสารมีไม่มาก”

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ รายได้หลักของรถเมล์สายนี้มาจาก “การรับส่งของฝาก” มากกว่ารายได้จากผู้โดยสาร โดยมีค่าบริการรับส่งของฝากขั้นต่ำชิ้นละ 40 บาท ของหนักหรือของขนาดใหญ่อาจมีค่าบริการสูงขึ้นถึง 45-50 บาท ซึ่งเป็นรายได้ส่วนใหญ่ที่ประคองให้อาชีพนี้ยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้

“รายได้จากผู้โดยสารมีแค่บางเที่ยวเท่านั้น” คุณแต๋มอธิบาย “ถ้าไม่ได้ของฝาก เราก็อยู่ไม่ได้จริงๆ”

สถานการณ์ยิ่งทรุดหนักลงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารและปริมาณของฝากอย่างหนัก “หลังโควิดมา รายได้ได้แค่พออยู่ได้เท่านั้น” คุณแต๋มกล่าว

การเปรียบเทียบรายได้ระหว่างสมัยรุ่นพ่อกับรุ่นปัจจุบันสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน “สมัยพ่อสามารถสร้างฐานะได้ แต่พอมาถึงรุ่นเรา ก็แค่พออยู่ได้ พอกิน ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนสมัยก่อน” คุณแต๋มสรุป

ผลกระทบต่อชุมชน เมื่อ “เส้นเลือดฝอย” กำลังจะหายไป

การยุติการให้บริการของรถเมล์เชียงราย-เชียงแสนไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกลุ่มผู้ใช้บริการที่ยังพึ่งพารถเมล์เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง แม้จำนวนผู้โดยสารจะลดลงเนื่องจากผู้คนหันไปใช้รถส่วนตัวและรถตู้มากขึ้น แต่ยังมีกลุ่มผู้โดยสารประจำที่จำเป็นต้องใช้บริการ ได้แก่ ชาวบ้านทั่วไป ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา และแรงงานชาวลาว ที่เดินทางระหว่างเชียงรายกับเชียงแสนเป็นประจำ

“ผู้โดยสารเขาก็ถามว่า ถ้าไม่มีรถแล้ว พวกเขาจะทำยังไง” คุณแต๋มเล่าถึงความกังวลของผู้โดยสาร “เพราะยังมีชาวบ้าน คนแก่ คนเฒ่า เด็ก นักเรียน นักศึกษาที่ต้องใช้บริการอยู่”

การหายไปของรถเมล์ 10 คันจากระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ ในขณะที่เหลือเพียง 3 คันที่ยังให้บริการต่อไป อาจทำให้เกิดปัญหาการเดินทางที่ลำบากขึ้นสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีทางเลือกอื่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือช่วงที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก ความผูกพันระหว่างรถเมล์กับชุมชนสะสมมาตลอดหลายทศวรรษ ผู้โดยสารหลายคนเดินทางกับรถเมล์คันเดียวกันตั้งแต่สมัยเด็กเรียนจนโตเป็นผู้ใหญ่และเกษียณอายุ ทำให้รถเมล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

แนวทางการปรับตัว จากรถประจำทางสู่รถโดยสารไม่ประจำทาง

แม้จะต้องจบบทบาทในฐานะผู้ประกอบการรถเมล์ประจำทาง แต่คุณแต๋มและภริยาไม่ได้หมดหวังกับอนาคต พวกเขาวางแผนที่จะนำรถไปประกอบอาชีพในรูปแบบใหม่

“ต่อไปเราจะนำรถไปประกอบอาชีพในลักษณะ ‘รถโดยสารไม่ประจำทาง’ หรือรถรับเหมาแทน” คุณแต๋มระบุ “เรายังยินดีให้บริการทุกท่านในฐานะรถโดยสารไม่ประจำทางต่อไป”

การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า รถจะไม่วิ่งตามเส้นทางและตารางเวลาที่กำหนดแบบเดิม แต่จะรับงานเหมาเหมารถตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกใช้เมื่อไม่สามารถดำเนินกิจการรถประจำทางต่อไปได้

“ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เดินทางมาจนสุดสายของอาชีพนี้แล้ว” คุณแต๋มกล่าวอย่างยอมรับความเป็นจริง “ต่อไปเราจะก้าวไปสู่อาชีพที่คล้ายกัน ขอแรงและส่งกำลังใจให้เราก้าวต่อไปในสายไหมของเรา”

เก็บรถไว้เป็นมรดก เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รำลึก

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความผูกพันและคุณค่าทางอารมณ์ต่ออาชีพนี้คือ การตัดสินใจของเจ้าของรถหลายคันที่จะไม่ขายรถเพื่อแยกชิ้นส่วน แต่เลือกที่จะเก็บรักษาไว้เป็นมรดกและความทรงจำ

“เราจะเก็บรถเมล์ไว้เป็นความทรงจำ ไม่ขาย” คุณแต๋มระบุอย่างชัดเจน “เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงตำนานรถเมล์หวานเย็นที่เคยโลดแล่นบนถนนเชียงราย”

เจ้าของรถเมล์เบอร์ 462 และ 445 ต่างก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้ พวกเขาต้องการให้รถเหล่านี้เป็นสักขีพยานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยหนึ่ง ที่รถเมล์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่

“เก็บไว้ในความทรงจำ ย้ำเตือนทุกๆ ปีว่าเราเคยอยู่ตรงนี้มากกว่า 50 กว่าปี” คุณแต๋มกล่าว

การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชีพนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และมรดกที่ต้องการสืบทอดให้กับคนรุ่นหลัง แม้ว่าลูกหลานจะไม่ได้สานต่ออาชีพนี้ในอนาคต

ข้อสังเกตและบทเรียน เมื่อนโยบายสาธารณะพบกับความเป็นจริงของภาคประชาชน

กรณีของรถเมล์เชียงราย-เชียงแสนให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการเกี่ยวกับการบริหารจัดการนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะในภาคขนส่งมวลชน ประการแรก คือความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและทันเวลาระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับผู้ประกอบการรายย่อย การที่กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยที่ผู้ประกอบการไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสวางแผนการปรับตัวหรือเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง ประการที่สอง คือความสมดุลระหว่างนโยบายความปลอดภัยกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม แม้กฎหมายเรื่องอายุรถจะมีวัตถุประสงค์ที่ดีเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่การขาดมาตรการรองรับหรือทางเลือกอื่นทำให้เกิดช่องว่างในการให้บริการขนส่งมวลชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทางเลือกจำกัด ประการที่สาม คือการพิจารณาถึงความยั่งยืนของอาชีพในภาคขนส่งมวลชนรายย่อย ตัวเลขที่ว่ารายได้หลักมาจาก “ของฝาก” มากกว่าผู้โดยสาร สะท้อนให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจรถเมล์แบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐควรพิจารณาในการกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุน

“การพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างน้อยหากมองมาดูพวกเราบ้าง” คุณแต๋มกล่าวถึงความรู้สึกของผู้ประกอบการ “ต้นทุนที่สูงกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มันคุ้มไหม”

คำถามนี้สะท้อนถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจขนส่งมวลชนขนาดเล็ก ที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงแต่มีรายได้จำกัด ท่ามกลางการแข่งขันจากรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

ภารกิจสุดท้ายและคำอำลาจากใจ

ในบ่ายวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 14.30 น. รถเมล์เบอร์ 462 และ 445 พร้อมด้วยรถอีก 8 คันจะออกเดินทางเที่ยวสุดท้าย เป็นการปิดฉากของภารกิจที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ข้อความจากเจ้าของรถที่โพสต์ในกลุ่มผู้โดยสารสะท้อนถึงความรู้สึกผสมผสานระหว่างความซาบซึ้ง ความอาลัย และความหวัง

“จบภารกิจสำหรับรถเมล์ของเราวันนี้วันสุดท้ายแล้ว ขอบคุณทุกท่าน” คุณแต๋มเขียน “ขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการเรามาตลอด ไม่มีสิ่งใดตอบแทนนอกจากคำว่าขอบคุณจากใจจริง”

ารอำลาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปิดธุรกิจ แต่เป็นการจากลาอาชีพที่ผูกพันกับครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อ “ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อมาถึงรุ่นเรา จบที่รุ่นเรา ลูกหลานไม่ได้สานต่อ” คุณแต๋มระบุ

ในข้อความยังมีการขอบคุณเพื่อนร่วมงานและหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันมา “ขอบคุณคุณเพื่อนร่วมงานทุกๆ ท่าน ขอบคุณทีมงานนางฟ้าทางหลวงภูธร เราจะไปอยู่ในจุดใหม่ที่ดีกว่าเดิม”

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการติดต่อใช้บริการรถเมล์ในอนาคต เจ้าของรถแนะนำให้ติดต่อกับรถที่เหลืออยู่ 3 คัน และระบุว่า “หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป อาจจะตอบคำถามอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่วิ่งคิวอยู่ ขออภัยในความไม่สะดวก”

การเลือกวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสุดท้ายของการให้บริการนั้นมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ “วันสุดท้ายของปี วันสุดท้ายของเดือน และวันสุดท้ายของรถเมล์ 445” คุณแต๋มกล่าว “ต่อไปปีหน้าเราจะก้าวข้ามผ่านมันไปอย่างไร ตอนนี้ขอแค่ตั้งหลักแล้วจะก้าวไปสู่หนทางที่ดีกว่านี้”

มุมมองจากผู้โดยสาร ความผูกพันที่สะสมมา

ผู้โดยสารหลายคนที่ใช้บริการรถเมล์สายนี้มาเป็นเวลายาวนาน แสดงความรู้สึกอาลัยและความกังวลต่อการสูญเสียทางเลือกในการเดินทางหลายคนเล่าว่าพวกเขาเดินทางบนรถเมล์คันเดียวกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงาน และบางคนก็ใกล้เกษียณอายุแล้ว รถเมล์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในช่วงชีวิตที่สำคัญ

พวกเราชาวเมล์เขียวทั้งแม่สายและเชียงแสน บางคันที่หมดสัญญา ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนเรามาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน” ข้อความจากกลุ่มเจ้าของรถระบุ “พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเราแล้วที่เราจะได้รับใช้และบริการท่านผู้โดยสาร”

การเรียกร้องให้ผู้โดยสารมาใช้บริการในวันสุดท้ายนั้นสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะปิดฉากอย่างสมเกียรติ “วันนี้และพรุ่งนี้ทุกคันทุกเที่ยวยินดีให้บริการ”

มรดกที่ตกทอด จาก “เมล์ขาว” สู่ “เมล์เขียว”

เมื่อย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ของรถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสน จะเห็นว่ามันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในภาคเหนือตลอดหลายทศวรรษ ในยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ. 2500-2510 รถเมล์ยังเป็น “เมล์ขาว” ขณะนั้นรถเมล์มีบทบาทสำคัญเป็นพาหนะหลักในการเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกัน เนื่องจากทางเลือกในการเดินทางยังมีจำกัด การมีรถเมล์ถือเป็นความมั่งคั่งและโอกาสทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ต่อมาเมื่อรถเมล์เปลี่ยนมาเป็น “เมล์เขียว” อุตสาหกรรมขนส่งก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย จำนวนรถเพิ่มขึ้นถึง 26 คัน สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการที่สูงในช่วงนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมพัฒนาและทางเลือกในการเดินทางมีมากขึ้น รถส่วนตัว รถตู้ และรูปแบบการขนส่งอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จำนวนรถเมล์จึงค่อยๆ ลดลง จากจุดสูงสุดที่ 26 คัน ลดลงเหลือ 13 คัน และในที่สุดก็เหลือเพียง 3 คันที่จะให้บริการต่อไปในปี 2569 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเชียงรายเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ที่รถเมล์ท้องถิ่นต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับรูปแบบการเดินทางสมัยใหม่

ตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง

การวิเคราะห์ตัวเลขช่วยให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ด้านจำนวนรถ

  • ปี 2500-2520: มีรถเมล์สูงสุดถึง 26 คัน
  • ก่อนโควิด-19: ลดลงเหลือประมาณ 15-16 คัน
  • หลังโควิด-19: เหลือ 13 คัน
  • ปี 2569: จะเหลือเพียง 3 คัน

ด้านค่าโดยสาร

  • อดีต: 7 บาท
  • ปัจจุบัน: 53 บาท (เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าตัว)

ด้านต้นทุนการดำเนินงานต่อวัน

  • ค่าน้ำมันไป-กลับ: 700 บาท
  • ค่าคิว: 330 บาท
  • ค่าธรรมเนียมและค่าจอด: ประมาณ 20-26 บาท
  • รวมต้นทุนต่อวัน: ประมาณ 1,050 บาท

ด้านอายุรถ

  • รถส่วนใหญ่จดทะเบียนปี พ.ศ. 2514-2521 (อายุ 47-54 ปี)
  • รถที่เหลือ 3 คันจดทะเบียนปี พ.ศ. 2533-2536 (อายุ 32-35 ปี)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนของรถเมล์ที่ลดลง โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่จำนวนผู้โดยสารลดลง ทำให้รายได้หลักต้องพึ่งพาการรับส่งของฝากมากกว่าค่าโดยสาร

คำถามที่ยังค้างคาใจ อนาคตของขนส่งมวลชนในพื้นที่

การปิดตำนานของรถเมล์เชียงราย-เชียงแสนทิ้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่

ประการแรก จะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเปราะบางที่ยังต้องพึ่งพารถเมล์ยังสามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้? รถ 3 คันที่เหลืออยู่จะเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่?

ประการที่สอง ภาครัฐและบริษัทขนส่งจะมีแผนอย่างไรในการรองรับช่องว่างของการให้บริการที่เกิดขึ้น? จะมีการนำรถใหม่เข้ามาทดแทนหรือจะปล่อยให้ตลาดปรับตัวเอง?

ประการที่สาม บทเรียนจากกรณีนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการสื่อสารและการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นที่อาจเผชิญสถานการณ์คล้ายกันในอนาคตหรือไม่?

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า อนาคตของระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่จะมีทิศทางอย่างไร และจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และการตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างไร

สิ้นสุดยุคสมัย เริ่มต้นบทใหม่

การปิดฉากของรถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสนในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการหยุดวิ่งของรถโดยสารจำนวนหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่งที่รถเมล์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่

จากจำนวน 26 คันในยุคทองของอาชีพ ลดลงเหลือเพียง 3 คันที่จะให้บริการต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของสังคมที่มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นความปลอดภัย สำหรับคุณแต๋มและผู้ประกอบการรายอื่นๆ การจากลาอาชีพที่สืบทอดมาจากรุ่นพ่อนั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความทรงจำ แม้จะต้องปิดบทนี้ลง แต่พวกเขาก็ไม่ได้หมดหวัง ยังคงมีแผนที่จะก้าวต่อไปในรูปแบบใหม่การตัดสินใจเก็บรักษารถไว้แทนที่จะขายทิ้ง สะท้อนถึงคุณค่าที่เหนือกว่าตัวเงิน นั่นคือความภาคภูมิใจในอาชีพและความปรารถนาที่จะให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน

“วันสุดท้ายของปี วันสุดท้ายของเดือน และวันสุดท้ายของรถเมล์” คำพูดของคุณแต๋มสรุปความหมายของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้อย่างชัดเจน มันคือจุดจบของบทหนึ่ง และจุดเริ่มต้นของบทใหม่

สำหรับผู้โดยสารและชาวชุมชน รถเมล์เหล่านี้จะยังคงอยู่ในความทรงจำ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตที่ไม่อาจลืมเลือน เป็นพาหนะที่พาพวกเขาไปสู่โรงเรียน ที่ทำงาน และกลับบ้าน เป็นเวลาหลายสิบปี และสำหรับเมืองเชียงราย นี่คือบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง การพัฒนา และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับการดูแลรักษาสิ่งที่มีคุณค่าต่อชุมชน เสียงเครื่องยนต์ของรถเมล์เบอร์ 462 และ 445 อาจจะเงียบลงในวันนี้ แต่เรื่องราวและมรดกของ “รถเมล์หวานเย็น” จะยังคงอยู่ต่อไป ในหัวใจของผู้คนที่เคยสัมผัส และในรถที่ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อบอกเล่าตำนานที่เคยโลดแล่นบนถนนเชียงรายมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สัมภาษณ์คุณแต๋ม ทิพย์พิมล ชัยวงค์ เจ้าของรถเมล์เบอร์ 445 สายเชียงราย-เชียงแสน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 ผนึกกำลังจิตอาสาฯ ตั้งจุดบริการประชาชนรับปีใหม่ 2569 หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชน” มทบ.37 ผนึกกำลังจิตอาสาฯ ตั้งจุดบริการรับปีใหม่ 2569 ดูแลความปลอดภัย–อำนวยความสะดวกนักเดินทางสู่เชียงราย

เชียงราย,30 ธันวาคม 2568 – บริเวณหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 อำเภอเมืองเชียงราย เต็นท์สีเหลือง–ฟ้าที่มีตราสัญลักษณ์จิตอาสาพระราชทาน และธงหน่วยงานความมั่นคงโบกสะบัดอยู่เคียงข้างกระแสจราจรที่หนาแน่นขึ้นต่อเนื่อง ภาพเหล่านี้กลายเป็น “ด่านแรกของความอุ่นใจ” ให้กับผู้ขับขี่ที่กำลังมุ่งหน้ากลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวสู่ภาคเหนือในโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปีใหม่ 2569

ภายใต้นโยบาย “ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส” ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ–การศึกษา–โครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันจัดตั้ง “จุดบริการประชาชน” ชั่วคราวขึ้น ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เส้นทางสายสำคัญที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย

จุดบริการเล็ก ๆ บนถนนใหญ่ ในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงพุ่งสูง

เวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 และผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลและอาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดบริการหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการตามวาระเทศกาล แต่คือการ “เช็กความพร้อมทุกจุดสัมผัส” ทั้งด้านบุคลากร ระบบการแพทย์ขั้นต้น การจัดระเบียบจราจร และการให้ข้อมูลเส้นทางแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อให้จุดบริการแห่งนี้ทำงานได้จริงในฐานะ “ด่านลดความเสี่ยง” บนถนนช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุของประเทศพุ่งสูงขึ้นทุกปี

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เกิดอุบัติเหตุทางถนนรวม 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ และสาเหตุหลักมาจากขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และตัดหน้ากระชั้นชิด

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ในช่วงต้นการรณรงค์ “10 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2568” (27–28 ธันวาคม 2567) จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว 15 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงมาจากขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มแล้วขับ และหลับใน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

สถิติเหล่านี้สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่เพียงเป็น “ปลายทางท่องเที่ยวฤดูหนาว” แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รัฐต้องลงทุนมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่จบลงด้วยการสูญเสีย

บูรณาการทุกกำลัง ทหาร–แพทย์–เยาวชน–ช่างเทคนิค บนฐานทางหลวง

การจัดตั้งจุดบริการประชาชนครั้งนี้ มทบ.37 เลือกใช้พื้นที่หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายและเชื่อมต่อไปยังอำเภอ สำคัญต่าง ๆ ในภาคเหนือ

ภายในจุดบริการ มีการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • จิตอาสาพระราชทาน และกำลังพล มทบ.37 ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการต้อนรับประชาชน ดูแลความเรียบร้อยโดยรวม และอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่จอดพัก
  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 สนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพลสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุจราจรและเหตุภัยพิบัติอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศ
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ส่งเจ้าหน้าที่เสนารักษ์และบุคลากรทางการแพทย์มาประจำจุด เพื่อช่วยตรวจคัดกรองอาการผิดปกติของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
  • กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ (ร.17 พัน 3) เสริมกำลังด้านความปลอดภัยในภาพรวม และพร้อมเข้าช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • นักศึกษาวิชาทหาร มทบ.37 และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้าร่วมในฐานะเยาวชนจิตอาสา ช่วยงานด้านการประสานงาน การให้ข้อมูล การตรวจเช็กสภาพเบื้องต้นของยานพาหนะ และการสร้างบรรยากาศการรณรงค์ที่เป็นมิตรกับประชาชน
  • แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ทำหน้าที่เจ้าของพื้นที่ สนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจร และการติดตั้งป้ายเตือน–ป้ายให้ข้อมูลเส้นทาง

การทำงานร่วมกันของหน่วยงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง “โมเดลจุดบริการเชิงเครือข่าย” ที่ไม่ได้มีเพียงทหารหรือสำนักงานทางหลวงลุยเดี่ยว แต่เป็นการใช้ศักยภาพของทุกภาคส่วนมาสนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ผู้ใช้ถนน “ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

บริการเล็ก ๆ ที่ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าที่คิด

แม้จุดบริการประชาชนจะเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ภายในก็ถูกจัดสรรให้รองรับฟังก์ชันสำคัญหลายด้าน

  1. จุดพักรถ–พักคน
    มีการจัดโต๊ะ–เก้าอี้สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ต้องการพักผ่อนระหว่างทาง พร้อมบริการน้ำดื่มสะอาด ลูกอม และผ้าเย็น เพื่อช่วยลดความล้าและเพิ่มความสดชื่นให้ผู้ขับขี่ การเปิดพื้นที่ให้คนได้ “ยืดเส้นยืดสาย” มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอาการหลับใน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลตามรายงานของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนหลายแห่ง
  2. การแพทย์ขั้นต้นและปฐมพยาบาล
    การมีเสนารักษ์จากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชประจำจุด ทำให้ประชาชนที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัว หน้ามืด หรือมีโรคประจำตัว สามารถขอรับคำแนะนำและการตรวจเบื้องต้นได้ทันที ช่วยลดโอกาสที่ผู้มีภาวะเสี่ยงจะฝืนขับรถต่อไป จนกลายเป็นเหตุร้ายบนท้องถนน
  3. ศูนย์ข้อมูลเส้นทางและเตือนภัย
    เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการทำหน้าที่ให้ข้อมูลเส้นทาง จุดเสี่ยงบนถนนช่วงต่อไป รวมถึงแนะนำจุดพักอื่น ๆ และเบอร์ติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสอดรับกับแนวทางระดับประเทศที่เน้นใช้ข้อมูลจราจรและจุดเสี่ยงเพื่อวางมาตรการเชิงป้องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่

แม้บริการเหล่านี้จะดูเรียบง่าย แต่ในเชิงสถิติ การเปิดจุดพัก–จุดบริการประชาชนในเส้นทางระยะไกล ถูกใช้เป็นมาตรการหนึ่งในการลดอุบัติเหตุในหลายประเทศ โดยช่วยให้ผู้ขับขี่มีจุดพักที่ปลอดภัย ไม่ต้องจอดในที่มืดหรือพื้นที่เสี่ยง และสามารถประเมินสภาพร่างกายตนเองก่อนออกเดินทางต่อ

กองทัพบกกับบทบาท “ที่พึ่งทางใจ” บนท้องถนน

ในระดับประเทศ กองทัพบกไทยจัดตั้งจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่กว่า 210 แห่งทั่วประเทศ และระดมกำลังพลหลายพันนายเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการสนับสนุนข้อมูล การแพทย์ และการช่วยเหลืออุบัติเหตุ รวมถึงการป้องกัน–บรรเทาสาธารณภัยในภาพรวม

จุดบริการของ มทบ.37 ที่หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 จึงเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง” ในเครือข่ายความปลอดภัยที่กองทัพบกกำลังปูพรมทั่วประเทศในช่วงปีใหม่ 2569 แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือการใช้ “จิตอาสาพระราชทาน” เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน

การมีเยาวชน นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาช่างจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน ทำให้จุดบริการไม่ใช่พื้นที่ราชการที่เคร่งขรึม หากแต่เป็น “เวทีเรียนรู้พลเมือง” ที่เยาวชนได้สัมผัสกับการทำงานจิตอาสาในสถานการณ์จริง ได้เรียนรู้ความสำคัญของความปลอดภัยทางถนน และได้ร่วมเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการรักษาชีวิตเพื่อนร่วมสังคม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ภาพของกำลังพลทหารและเยาวชนจิตอาสาที่คอยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ให้ข้อมูลเส้นทาง และยื่นผ้าเย็น–น้ำดื่มให้ในวันที่อากาศเย็นจัดและถนนเต็มไปด้วยรถ ก่อให้เกิด “ความรู้สึกมั่นใจ” ว่าระหว่างทางยังมีหน่วยงานของรัฐที่คอยมองเห็นและพร้อมช่วยเหลืออยู่เสมอ

เชียงราย จากประตูการท่องเที่ยว สู่สนามทดสอบมาตรการความปลอดภัย

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างหลายจังหวัดในภาคเหนือ และเส้นทางข้ามแดนไปเมียนมา–สปป.ลาว ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์และรถโดยสารเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาล

ในหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคม ตำรวจ ทหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจาก ปภ. และศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC เป็นฐานการวางมาตรการ ทั้งจุดตรวจเมาไม่ขับ จุดพักรถ และการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในชุมชน

การที่ มทบ.37 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมจังหวัดชายแดนภาคเหนือ เข้ามาจัดตั้งจุดบริการประชาชนร่วมกับแขวงทางหลวงฯ จึงถือเป็นส่วนสำคัญของ “แนวป้องกันอุบัติเหตุเชิงยุทธศาสตร์” เพราะทหารไม่เพียงมีศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่ยังสามารถบูรณาการเข้ากับระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างยืดหยุ่นในช่วงเวลาที่ทรัพยากรของหน่วยงานอื่นถูกใช้งานอย่างเต็มที่

จากงานเทศกาลสู่การลงทุนด้านความปลอดภัยระยะยาว

หากพิจารณาในมุมกว้าง ปฏิบัติการตั้งจุดบริการประชาชนของ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 และภาคีเครือข่ายครั้งนี้ สามารถตีความได้อย่างน้อยสามมิติสำคัญ คือ

  1. มิติด้านความปลอดภัยทางถนน (Road Safety)
    การเพิ่มจุดพักและศูนย์ข้อมูลบนเส้นทางหลัก ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทางเลือกหยุดพักอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้ประเมินสภาพร่างกาย–ยานพาหนะของผู้เดินทางบางส่วนก่อนกลับขึ้นถนนอีกครั้ง
  2. มิติด้านความมั่นคงทางสังคม (Social Cohesion)
    การมีทหารและจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่บริการสร้าง “สะพานเชื่อม” ระหว่างสถาบันความมั่นคงกับชุมชนในเชิงบวก ภาพของทหารถือถังน้ำ แจกผ้าเย็น หรือช่วยเข็นรถเสียริมทาง สร้างความทรงจำที่แตกต่างจากการมองกองทัพในมิติการปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว
  3. มิติด้านการพัฒนาเยาวชน (Civic Education)
    การเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาช่างจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้ามามีบทบาทด้านบริการสาธารณะ ช่วยสร้าง “บทเรียนพลเมือง” นอกห้องเรียน ทำให้เยาวชนมองเห็นผลลัพธ์ของการทำงานอาสาอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นในอนาคต

ในระยะยาว หากจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานระดับชาติสามารถเก็บข้อมูลผลลัพธ์จากการตั้งจุดบริการประชาชน ทั้งด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ความพึงพอใจ และแนวโน้มสถิติอุบัติเหตุบนเส้นทางที่มีจุดบริการเมื่อเทียบกับเส้นทางที่ไม่มี ก็จะสามารถใช้บทเรียนจาก “จุดเล็ก ๆ” เหล่านี้ไปพัฒนานโยบายความปลอดภัยทางถนนในระดับประเทศต่อไปได้จุดบริการเล็ก ๆ กับภารกิจใหญ่ “พาคนไทยถึงบ้านอย่างปลอดภัย”

ตลอดช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 จุดบริการประชาชนหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 จะยังคงทำหน้าที่เป็นทั้ง “จุดพักกาย” และ “จุดพักใจ” ให้กับผู้คนที่สัญจรผ่านไป–มา บนเส้นทางสู่เชียงรายและภาคเหนือ

สำหรับหลายคน การแวะดื่มน้ำ เปลี่ยนคนขับ หรือขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูสภาพรถเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ระหว่างทาง แต่ในมุมของเจ้าหน้าที่ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 และภาคีเครือข่าย ทุกการแวะพักคือ “โอกาสทอง” ที่จะลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า

เมื่อเสียงพลุและดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าดังขึ้น หลายครอบครัวอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การที่ทุกคนได้ยืนอยู่พร้อมหน้ากันในค่ำคืนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเงียบ ๆ ของเจ้าหน้าที่ตามจุดบริการประชาชนเหล่านี้

ในมุมมองข่าวเชิงลึก ปฏิบัติการของ มทบ.37 ครั้งนี้ อาจไม่ได้แก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศได้ทั้งหมดในทันที แต่เป็น “ก้าวเล็ก ๆ ที่จำเป็น” บนเส้นทางยาวไกลของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และย้ำเตือนให้สังคมเห็นว่า กองทัพยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ที่พึ่งของประชาชน” ในทุกโอกาสและทุกสถานการณ์จริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37
  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
  • แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1
  • วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย (ข้อมูลผู้ให้ข่าวของผู้ใช้)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองทัพบก
  • ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

นครเชียงรายนิวส์ จับมือศิลปิน “อิ๋ม พุทธรักษ์” มอบรายได้ขายกระเป๋าดูแลโรงเรียนบ้านป่าตึงตลอดปี

36 ปี นครเชียงรายนิวส์ เปลี่ยนศิลปะสู่โอกาส มอบความมั่นคงให้โรงเรียนป่าตึงตลอดปี

เชียงราย,29 ธันวาคม 2568 – เมื่อกระเป๋าผืนหนึ่งกลายเป็นมื้ออาหารหนึ่งปีเต็ม และความรักจากศิลปินกลายเป็นพลังต่อลมหายใจให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งบนดินแดนล้านนา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อทีมงานจากสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ นำโดยคุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร พร้อมด้วยศิลปินหญิงชื่อดัง “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” และคุณพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เดินทางมาส่งมอบความสุขในวันพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี (ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532) ของสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ แต่แทนที่จะเป็นงานเลี้ยงฉลองตามปกติ ผู้ก่อตั้งกลับเลือกที่จะเปลี่ยนวาระแห่งความสุขนี้ให้กลายเป็นการสร้างโอกาสที่ยั่งยืนแก่เยาวชนในพื้นที่

เมื่อศิลปะกลายเป็นสะพานแห่งการให้

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ กระเป๋าสะพาย Limited Edition ที่ออกแบบโดยศิลปินหญิงชาวเชียงราย “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพวาดฝาผนัง 7-Eleven เชียงราย ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า รัก – Luck” สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคสีอะครีลิคบนกระดาษ โดยได้แรงบันดาลใจจาก “ผีเสื้อใบรัก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความปรารถนาดี

กระเป๋าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะนี้ถูกจำหน่ายในราคา 336 บาท (จำกัดการซื้อท่านละไม่เกิน 5 ใบ) และได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศอย่างล้นหลาม สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ รายได้จากการขายกระเป๋า ได้ถูกนำมาใช้เพื่อดูแลนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึงตลอดทั้งปี 2569

นายธีร์ ชมเชย รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตึง เปิดเผยถึงสภาพของโรงเรียนว่า “เด็กๆ ที่นี่ผูกพันกับพื้นที่มาก และครอบครัวส่วนใหญ่มีทุนทรัพย์จำกัดเพียงพอแค่การใช้จ่ายในท้องถิ่นเท่านั้น เราและคณะครูจึงเห็นตรงกันว่าจะเปิดทำการสอนจนกว่าจะไม่มีนักเรียนเหลืออยู่ และจะดูแลพวกเขาอย่างเต็มกำลังเท่าที่มี”

คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะครูที่จะไม่ทิ้งเด็กๆ ไว้ข้างหลัง แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของสังคมจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องปิดตัวลง แต่โรงเรียนบ้านป่าตึงยังคงยืนหยัดดูแลเยาวชนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง

วันแห่งความสุขที่โรงเรียนบ้านป่าตึง

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 29 ธันวาคม 2568 คณะผู้มาเยือนพิเศษได้มาถึงโรงเรียนบ้านป่าตึง กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นด้วยการจัดเตรียมอาหารกลางวันมื้อพิเศษ ซึ่งทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้จัดหามาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน

เวลา 12.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุด เมื่อเด็กๆ นั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงความสุขง่ายๆ ที่เกิดจากการได้รับประทานอาหารอร่อยร่วมกับผู้ใหญ่ใจดีที่เดินทางมาไกลเพื่อมอบความห่วงใยให้พวกเขา

หลังจากนั้น ระหว่างเวลา 13.00-14.00 น. กิจกรรมระบายสีได้เริ่มขึ้น เด็กๆ ได้แสดงออกถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านสีและพู่กัน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ซึ่งศิลปิน “อิ๋ม-พุทธรักษ์” ได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด คอยให้กำลังใจและแบ่งปันประสบการณ์ทางศิลปะแก่นักเรียน

ในช่วงท้ายของกิจกรรม เวลา 14.00-14.30 น. เป็นช่วงเวลาแห่งการมอบของและการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งนอกจากอาหารและกิจกรรมแล้ว ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ยังได้มอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการศึกษาให้กับทางโรงเรียน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสให้เด็กๆ

เครือข่ายความดีจากทั่วทุกสารทิศ

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในกิจกรรมครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมตัวเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม โรงเรียนสกุลศึกษา (Sakulsuksa School) โรงเรียนเอกชนที่ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจและเห็นคุณค่าของการให้โอกาสแก่เยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศ

คุณพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมและอยู่ร่วมตลอดทั้งวัน เพื่อส่งต่อความสุขและกำลังใจให้แก่นักเรียนและคณะครู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ ส่วนบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการศึกษา ซึ่งเป็นการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

เสียงจากผู้ให้และผู้รับ ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าตัวเลข

คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวถึงความตั้งใจในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ยินดีที่ได้มาส่งความสุขให้กับน้องๆ นักเรียน เพราะเคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีอย่างโรงเรียนสกุลศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ที่เห็นความสำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ เราก็อยากส่งต่อ และเชื่อว่าน้องๆ ที่ได้รับ เมื่อได้รับเต็มที่แล้ว สิ่งที่เหลือก็จะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ต่อไป”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงปรัชญาการให้ที่มิใช่เพียงแค่การบริจาคครั้งเดียว แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการส่งต่อความดีให้เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด การได้รับโอกาสในวันนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นและส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นต่อไปเมื่อพวกเขามีความพร้อม ศิลปิน “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า “ยินดีและขอบคุณนครเชียงรายนิวส์ ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ซึ่งตัวเธอไม่คิดค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมครั้งนี้ และยังส่งต่อความสุข ความตั้งใจผ่านผลงานชิ้นนี้ การมาเห็นทำให้รู้สึกชื่นใจและมีกำลังใจในการทำงานต่อไป”

คำพูดจากศิลปินสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของศิลปะ ซึ่งมิใช่เพียงแค่งานสร้างสรรค์เพื่อความสวยงาม แต่คือสื่อกลางในการส่งต่อความรักและความหวังดีจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ

ด้านตัวแทนจากคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึง ได้กล่าวขอบคุณถึงกิจกรรมในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง พวกเขารู้สึกดีใจที่โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ได้รับความเอาใจใส่ และนักเรียนได้สัมผัสกับอาหารและโอกาสที่ทุกคนมอบให้ ซึ่งเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้พวกเขามีแรงสู้ต่อไปในการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่

การให้ที่ยั่งยืน มากกว่าหนึ่งมื้ออาหาร

สิ่งที่โดดเด่นของโครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” คือการมองไปไกลกว่าการช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้ตัดสินใจมอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการดูแลนักเรียนนาน 1 ปีเต็ม ซึ่งประกอบด้วย

  1. อาหารกลางวันมื้อพิเศษ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อเสริมสร้างพลังกายและพลังสมองในการเรียนรู้
  2. วัตถุดิบและเครื่องปรุงสำหรับการประกอบอาหารในโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดหาอาหารที่มีคุณภาพให้นักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
  3. ค่าประกันอุบัติเหตุสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับครอบครัวและลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

การมอบความช่วยเหลือแบบครอบคลุมและยั่งยืนนี้ ทำให้คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนสามารถมุ่งความสนใจไปที่การจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณในการดูแลเด็กๆ ตลอดทั้งปี 2569

ทีมผู้บริหารนครเชียงรายนิวส์ย้ำว่า “เราไม่ได้ต้องการช่วยเพื่อให้จบ แต่ต้องการให้การช่วยเหลือคือการต่อยอด การต่อลมหายใจ ให้มีเวลาในการต่อสู้ต่อไป การช่วยที่ดีคือช่วยให้ดำเนินดำรงชีวิตตัวเองต่อไปได้”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การช่วยเหลือที่แท้จริงมิใช่การให้ปลา แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้รับสามารถยืนหยัดและสู้ต่อไปได้ด้วยตัวเอง การมอบความมั่นคงด้านอาหารและสวัสดิการเป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นการให้โอกาสแก่โรงเรียนในการวางแผนพัฒนาด้านอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน

บทเรียนจาก “รัก – Luck” เมื่อ 336 บาทกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

กระเป๋าสะพายราคา 336 บาท อาจดูเป็นเพียงสินค้าชิ้นเล็กๆ แต่เมื่อมีผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศร่วมมือกัน มูลค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเงิน แต่คือความหวังและโอกาสที่มอบให้แก่เด็กๆ ในโรงเรียนบ้านป่าตึงตลอดทั้งปี

การจำกัดการซื้อท่านละไม่เกิน 5 ใบ เป็นการกระจายโอกาสในการทำบุญและสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของโครงการให้กับผู้สนับสนุนจำนวนมากที่สุด ทุกคนที่ถือกระเป๋า “รัก – Luck” ใบนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคสินค้า แต่คือหนึ่งในผู้สร้างโอกาสให้เด็กๆ ในชนบทได้มีอนาคตที่ดีขึ้น

ความพิเศษของกระเป๋าชิ้นนี้ยังอยู่ที่การเป็น Limited Edition คอลเลกชันเดียวในโลก ที่ออกแบบโดยศิลปินระดับประเทศ และมีเรื่องราวความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทุกครั้งที่เจ้าของกระเป๋าหยิบใช้ จะได้นึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านป่าตึง และรู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม

36 ปี แห่งการเป็นสื่อมวลชนที่รับผิดชอบต่อสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532 ตลอดระยะเวลา 36 ปี ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

แต่การเป็นสื่อมวลชนที่ดีมิใช่เพียงแค่การรายงานข่าว หากแต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น กิจกรรม CSR ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของสำนักข่าวในการก้าวข้ามบทบาทสื่อมวลชนไปสู่การเป็น “ผู้สร้างสังคม” (Social Creator) ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม

กิจกรรมในครบรอบปีนี้จึงไม่ใช่การเฉลิมฉลองเพียงแค่ภายในองค์กร แต่คือการส่งต่อคุณค่าที่สำนักข่าวได้รับจากสังคมกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติได้รับโอกาสที่ดีกว่า และเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมไทย

โรงเรียนบ้านป่าตึง จุดยืนแห่งความมุ่งมั่นท่ามกลางความท้าทาย

โรงเรียนบ้านป่าตึง ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังคงเปิดทำการสอนแม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร และข้อจำกัดด้านงบประมาณ นายธีร์ ชมเชย รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญที่โรงเรียนยังคงเปิดให้บริการว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง และครอบครัวของพวกเขามีทุนทรัพย์เพียงพอแค่ใช้จ่ายในท้องถิ่น หากต้องส่งบุตรหลานไปเรียนในเมือง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักที่รับไม่ไหว

ด้วยเหตุนี้ คณะครูจึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะเปิดทำการสอนต่อไปจนกว่าจะไม่มีนักเรียนเหลืออยู่ และจะดูแลพวกเขาอย่างเต็มกำลังเท่าที่มี ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณของครูที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้มองการศึกษาเป็นเพียงอาชีพ แต่คือพันธกิจในการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เยาวชนในพื้นที่

การได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนลมหายใจใหม่ที่จะช่วยให้โรงเรียนสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและสวัสดิการของนักเรียนตลอดทั้งปี

ระบบนิเวศแห่งการแบ่งปัน บทเรียนจากความสำเร็จของโครงการ

ความสำเร็จของกิจกรรม “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” สะท้อนให้เห็นถึงการทำ CSR ที่มีประสิทธิภาพใน 3 มิติสำคัญ

  1. มิติภาพลักษณ์องค์กร นครเชียงรายนิวส์ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เกินกว่าการเป็นสื่อมวลชน แต่คือผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม การที่องค์กรใช้วาระครบรอบปีมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมแทนการจัดงานเลี้ยงฉลอง สะท้อนถึงคุณค่าและหลักการดำเนินงานที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม
  2. มิติความยั่งยืน การมอบทุนที่ครอบคลุมทั้งอาหาร วัตถุดิบ และค่าประกันอุบัติเหตุตลอด 1 ปี ช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้บริหารและคณะครูสามารถมุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน
  3. มิติทางจิตวิทยา การได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศส่งผลต่อทัศนคติของเด็กๆ ในชนบท ให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และพร้อมจะส่งต่อความสุขนี้ต่อไปในอนาคต ดังที่คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวว่า เมื่อน้องๆ ได้รับอย่างเต็มที่แล้ว วันหนึ่งพวกเขาจะส่งต่อโอกาสนี้ให้คนอื่นไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักรการให้ที่ไม่สิ้นสุด 

ข้อคิดสำหรับองค์กรและผู้ประกอบการ

โครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” เป็นต้นแบบของการทำ CSR ที่มีความหมายและสร้างผลกระทบที่แท้จริง ซึ่งมีหลายบทเรียนที่องค์กรอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ การร่วมมือกับศิลปินและผู้สร้างสรรค์ การเชิญศิลปินระดับประเทศมาออกแบบสินค้าเพื่อการกุศล ไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงศิลปะกับการทำความดี ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของงานศิลปะที่มีความหมาย

การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ การระบุว่ารายได้จะนำไปใช้ดูแลนักเรียนตลอด 1 ปี พร้อมรายละเอียดที่ครอบคลุมทั้งอาหาร วัตถุดิบ และประกัน ทำให้ผู้สนับสนุนเห็นภาพชัดเจนว่าเงินของตนจะไปช่วยเหลืออะไรบ้าง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาจากต่างจังหวัด เป็นการขยายพลังในการทำความดีและสร้างแรงบันดาลใจให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม การลงพื้นที่จริง การที่ทีมผู้บริหารเดินทางไปมอบความช่วยเหลือด้วยตนเอง ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ และถ่ายทอดบรรยากาศผ่านสื่อ สร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้สนับสนุน การสื่อสารที่โปร่งใส การเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน สร้างความมั่นใจให้ผู้สนับสนุนว่าเงินของพวกเขาไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แนวทางการส่งต่อความดีและการพัฒนาต่อยอด จากความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ซึ่งอาจรวมถึง

การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การกลับไปเยี่ยมเยียนและติดตามพัฒนาการของนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึง เพื่อดูว่าความช่วยเหลือที่มอบไปส่งผลอย่างไรต่อคุณภาพชีวิตและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กๆ การขยายเครือข่ายความช่วยเหลือ การเชื่อมโยงโรงเรียนบ้านป่าตึงกับแหล่งทุนและความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับโรงเรียนในระยะยาว การสร้างแรงบันดาลใจ การนำเสนอเรื่องราวของเด็กๆ และคณะครูที่โรงเรียนบ้านป่าตึง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการให้โอกาสแก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาโมเดลที่ทำซ้ำได้ การรวบรวมบทเรียนและแนวทางดำเนินงานจากโครงการนี้ เพื่อให้องค์กรอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่อื่นๆ

ความหมายของการให้ที่ยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านป่าตึง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เกิดเรื่องราวพิเศษที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิใช่การให้เงินจำนวนมาก หากแต่คือการให้โอกาสและความหวังที่ยั่งยืน กระเป๋า “รัก – Luck” ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมโยงความรักและความปรารถนาดีจากผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศ สู่รอยยิ้มและโอกาสของเด็กๆ ในชนบท รายได้ที่ได้รับไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่คือมื้ออาหารที่อิ่มท้อง ความมั่นคงด้านสุขภาพ และที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

ความสำเร็จของโครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” คือบทพิสูจน์ว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือการช่วยให้คนอื่นสามารถยืนหยัดและดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยตนเอง การต่อลมหายใจให้โรงเรียนบ้านป่าตึงครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การจัดเลี้ยงอาหารเพียงหนึ่งมื้อ แต่คือการวางรากฐานความมั่นคงทางร่างกายและจิตใจให้เยาวชนเชียงรายตลอดทั้งปี 2569 สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ในนามของสื่อมวลชนที่มีอายุครบ 36 ปี ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของสื่อในศตวรรษที่ 21 ที่มิใช่เพียงแค่ผู้รายงานข่าว แต่คือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม การที่สำนักข่าวเลือกใช้วาระครบรอบปีมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชน สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจขององค์กร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ สัญญาว่าจะมุ่งมั่นเป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมเชียงรายให้เข้มแข็ง สดใส และยั่งยืนเช่นนี้สืบต่อไป เพราะเชื่อมั่นว่าการสร้างอนาคตที่ดีให้กับเยาวชน คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ โครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” กิจกรรมวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านป่าตึง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
  • นายธีร์ ชมเชย รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตึง
  • คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • คุณอิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินผู้ออกแบบกระเป๋า “รัก – Luck”

หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุน:

  • โรงเรียนสกุลศึกษา (Sakulsuksa School) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดตัว “โฮงยาไทยพรีเมียม” ณ เซ็นทรัล เชียงราย ชูจุดเด่นสุขภาพพรีเมียมเข้าถึงง่าย

โฮงยาไทยพรีเมียม ก้าวใหม่ของแพทย์แผนไทยจากรั้วโรงพยาบาลสู่ใจกลางเมือง

เชียงราย – วันที่ 29 ธันวาคม 2568 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จัดพิธีเปิด “โฮงยาไทยพรีเมียม” อย่างเป็นทางการ ภายในพื้นที่ของศูนย์การค้า โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้บริหารด้านสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย และประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

การเปิดให้บริการ “โฮงยาไทยพรีเมียม” ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์” ของระบบสาธารณสุขเชียงราย จากเดิมที่บริการแพทย์แผนไทยมักกระจุกตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ มาสู่พื้นที่ศูนย์การค้าที่ผู้คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

นายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวรายงานถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งว่า เป้าหมายหลักของโครงการคือการยกระดับบริการแพทย์แผนไทยให้เป็นบริการสุขภาพเชิงรุกที่ประชาชน “อยากใช้” และ “เข้าถึงได้จริง” ไม่ใช่เพียงบริการทางเลือกที่อยู่ในมุมหนึ่งของโรงพยาบาลเท่านั้น

เขาระบุว่า โครงการนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยใช้จุดแข็งของโรงพยาบาลในฐานะหน่วยบริการทางการแพทย์มาตรฐานสูง ผนวกกับจุดแข็งของเซ็นทรัล เชียงราย ในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนเมืองและคนทั้งจังหวัด

ทำไมต้องอยู่ในห้าง เปลี่ยนภาพจำ “การไปหาหมอ” ให้ใกล้คุ้นกว่าเดิม

การตั้ง “โฮงยาไทยพรีเมียม” ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย สะท้อนวิธีคิดใหม่ในระบบบริการสาธารณสุขจังหวัด นั่นคือการพา “สุขภาพ” เข้าไปอยู่ในที่ที่คนใช้ชีวิตจริงมากขึ้น

นายแพทย์สมศักดิ์ อธิบายว่า ปัญหาสำคัญของบริการสุขภาพเชิงป้องกัน คือประชาชนจำนวนมาก “รู้ว่าควรดูแลตัวเอง แต่ไม่มีเวลา” โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่เผชิญปัญหาออฟฟิศซินโดรม ความเครียดเรื้อรัง หรืออาการปวดเมื่อยจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่ไม่สะดวกไปโรงพยาบาลในเวลาราชการ

การวางตำแหน่ง “โฮงยาไทยพรีเมียม” ไว้ในศูนย์การค้า จึงช่วยลดทั้งอุปสรรคด้านเวลาและความรู้สึกกังวลในการไปสถานพยาบาล เพราะประชาชนสามารถแวะรับบริการระหว่างการจับจ่ายใช้สอย รับประทานอาหาร หรือพาครอบครัวมาทำกิจกรรมในห้างได้ในคราวเดียว

นอกจากนี้ จุดแข็งที่สำคัญอีกประการคือ การให้บริการ นอกเวลาราชการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานและครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่สามารถลางานเพื่อไปพบแพทย์ในวันธรรมดาได้สะดวก

บริการแบบ “Wellness & Recovery” จากรักษาป่วย สู่ดูแลล่วงหน้าไม่ให้ป่วย

หัวใจของ “โฮงยาไทยพรีเมียม” ไม่ได้เน้นเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู (Wellness & Recovery) ตามแนวโน้มสาธารณสุขยุคใหม่ที่ต้องการชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาว

บริการสำคัญของโฮงยาไทยพรีเมียม ประกอบด้วย

  • การตรวจประเมินสมดุลธาตุและระบบร่างกายตามศาสตร์แพทย์แผนไทย
  • การนวดรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและออฟฟิศซินโดรม
  • การประคบสมุนไพรและอบสมุนไพรเพื่อผ่อนคลายและฟื้นฟูระบบไหลเวียน
  • การให้คำปรึกษาด้านการใช้สมุนไพรและปรับสมดุลการใช้ชีวิตในแบบรายบุคคล

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลวิจัยระดับประเทศที่ชี้ว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกถูกนำมาใช้ในหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างแพร่หลาย โดยผลสำรวจระดับประเทศในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีการให้บริการแพทย์แผนไทย และมีสัดส่วนผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการด้านนี้มากกว่า 10% ของการรับบริการทั้งหมดในบางพื้นที่ แสดงให้เห็นว่า ความต้องการใช้บริการด้านภูมิปัญญาไทยในระบบสุขภาพนั้นมีอยู่จริงและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

เซ็นทรัล เชียงราย กับบทบาท “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตและสุขภาพของชุมชน”

ด้าน นายสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย กล่าวต้อนรับและสะท้อนวิสัยทัศน์ของภาคเอกชนว่า การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับบทบาทศูนย์การค้าจาก “แหล่งช้อปปิง” ไปสู่ “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชุมชน”

เขาระบุว่า การมีศูนย์บริการแพทย์แผนไทยคุณภาพสูงตั้งอยู่ภายในห้าง จะช่วยสร้าง “ระบบนิเวศด้านสุขภาพ” (Health & Wellness Ecosystem) ที่ครบวงจรมากขึ้น ประชาชนสามารถมาออกกำลังกายในโซนฟิตเนส เลือกอาหารสุขภาพ และรับบริการเวชกรรมแผนไทยได้ในสถานที่เดียว

แนวคิดนี้อยู่บนทิศทางเดียวกับกลุ่มศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในประเทศ ที่เริ่มพัฒนาโซนด้านสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยในศูนย์การค้าระดับแฟลกชิปในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การขยายโมเดลดังกล่าวสู่ภูมิภาค เช่น เชียงราย จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการกระจายบริการสุขภาพคุณภาพสู่หัวเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

เชียงรายในฐานะเมืองสุขภาพ เชื่อม “โฮงยาไทยพรีเมียม” เข้ากับภาพใหญ่จังหวัด

เชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เดินหน้าสร้างภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และไลฟ์สไตล์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมืองสู่ “Wellness City” การจัดงานวิ่งและกิจกรรมกีฬามวลชน ตลอดจนการผลักดันคลินิกและบริการสุขภาพทางเลือกหลากหลายรูปแบบในเขตเมือง

การเปิด “โฮงยาไทยพรีเมียม” จึงเสมือนการต่อจิ๊กซอว์สำคัญให้แผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของจังหวัดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแพทย์แผนไทยถูกยกระดับจากบริการเสริมภายในโรงพยาบาล มาเป็น “บริการด้านไลฟ์สไตล์สุขภาพ” ที่สามารถเข้าถึงได้ในพื้นที่การใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองและนักท่องเที่ยว

ในเชิงเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) การมีบริการลักษณะนี้ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ยังสามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อด้าน Wellness ทั้งจากในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่เศรษฐกิจ Wellness มีมูลค่าขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามรายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง

มองไกลกว่า “จุดให้บริการเพิ่ม” ความหมายในระดับนโยบายและโครงสร้างระบบสุขภาพ

หากมองในระดับโครงสร้างระบบสุขภาพ การเปิดโฮงยาไทยพรีเมียมในศูนย์การค้า สามารถตีความได้ว่าเป็นก้าวสำคัญใน 3 ด้าน

  1. การขยายจุดบริการ (Service Expansion) จากโรงพยาบาลสู่ชุมชนเมือง
    โครงการนี้ทำให้ประชาชนมี “จุดสัมผัส” (Touchpoint) กับระบบสาธารณสุขมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่ไม่เน้นการรักษาเฉียบพลัน แต่เน้นการป้องกัน ฟื้นฟู และดูแลระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต
  2. การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แพทย์แผนไทย
    ในอดีต การแพทย์แผนไทยอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกสำหรับคนบางกลุ่ม แต่การนำบริการเข้าสู่พื้นที่ศูนย์การค้าสมัยใหม่ ภายใต้คำว่า “พรีเมียม” ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย น่าเชื่อถือ และอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพชัดเจน สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่สนับสนุนการบูรณาการการแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับระบบสุขภาพกระแสหลักอย่างมีมาตรฐาน
  3. ต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชนในมิติสุขภาพ (Public–Private Partnership)
    การร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ของรัฐ กับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย แสดงให้เห็นถึงโมเดลความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้จุดแข็งของตัวเองมาช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งด้านพื้นที่ บุคลากร และการสื่อสารกับสาธารณชน

เสียงจากผู้บริหาร สุขภาพที่ “เข้าถึงง่ายและมีศักดิ์ศรี” สำหรับคนเชียงราย

ในพิธีเปิด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวแสดงความยินดีและสนับสนุนแนวคิดของโครงการ โดยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในมุมของโรงพยาบาล นายแพทย์สมศักดิ์ เน้นว่า โฮงยาไทยพรีเมียมไม่ใช่เพียง “คลินิกนวดแผนไทยในห้าง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของจังหวัด ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างทางเลือกที่มีมาตรฐานสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

ขณะที่ นายสายัณห์ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ย้ำว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พร้อมทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ให้หน่วยงานด้านสุขภาพ สถานศึกษา หน่วยงานรัฐ และชุมชน เข้ามาจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ในอนาคต เพื่อให้ศูนย์การค้ากลายเป็นพื้นที่เรียนรู้และดูแลตัวเองของคนทุกวัย ไม่ใช่เพียงพื้นที่บริโภคสินค้าและบริการเชิงพาณิชย์เท่านั้น

จากโครงการนำร่องสู่ความหวังระยะยาวของคนเชียงราย

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญทั้งภาระโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น สังคมสูงวัย และข้อจำกัดด้านงบประมาณ การลงทุนในบริการสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู เช่น โฮงยาไทยพรีเมียม จึงมีศักยภาพที่จะช่วยลดภาระในระยะยาว หากสามารถบริหารจัดการให้เกิดการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้จริง

สำหรับจังหวัดเชียงรายเอง การมีโมเดล “โรงพยาบาลร่วมมือกับศูนย์การค้า” ในการขยายบริการแพทย์แผนไทย อาจกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นในภูมิภาคเหนือหรือทั่วประเทศนำไปปรับใช้ โดยเฉพาะในหัวเมืองที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่และมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของพื้นที่

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ใช้บริการเพียงช่วงเปิดตัว แต่จะสะท้อนจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คนเชียงรายมีสุขภาพดีขึ้นจากการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันมากขึ้นหรือไม่” หากคำตอบคือ “ใช่” โฮงยาไทยพรีเมียม ก็จะไม่ใช่แค่ชื่อคลินิกในห้าง แต่จะเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปวิธีคิดเรื่องสุขภาพของทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ภาพ : Suchat Santhong 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ย้อนรอยตำนานสุมนมาลาการ สู่พิธีตักบาตรดอกไม้เมืองหนาวและมรดกศิลป์ 9 ราชรถบุษบกเมืองเชียงราย

พลังศรัทธางานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 ชูพิธีตักบาตรดอกไม้และราชรถบุษบกขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางสายลมหนาวปลายปีและทิวดอกไม้เมืองหนาวนับล้านดอกที่ผลิบานริมฝั่งแม่น้ำกก “งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22” มิได้เป็นเพียงเทศกาลท่องเที่ยวถ่ายภาพยอดนิยม หากยังกลายเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนพลังศรัทธาทางพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับความวิจิตรของศิลปกรรมล้านนา ผ่าน “พิธีตักบาตรดอกไม้หนึ่งเดียวในล้านนา” และ “ขบวน 9 ราชรถบุษบก” ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า คือมรดกทางวัฒนธรรมและศิลป์ร่วมสมัยอันทรงคุณค่า ที่มีศักยภาพจะต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับนานาชาติในอนาคตอันใกล้

พิธีใหญ่ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย สถานที่จัดงานหลักของเทศกาล โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษาเทศบาลนครเชียงราย คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างเนืองแน่น บริเวณลานหาดทรายริมแม่น้ำกกจึงกลายเป็น “ลานบุญ” ที่เชื่อมประเพณีดั้งเดิมกับภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองแห่งศิลปะและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืน

จากตำนาน “นายสุมนมาลาการ” สู่พิธีตักบาตรดอกไม้เมืองหนาว รากเหง้าศรัทธาที่ถูกตีความใหม่ในแบบเชียงราย

พิธีตักบาตรดอกไม้ของชาวเชียงรายในวันนี้ มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา หากสืบเนื่องจากคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาเรื่อง “นายสุมนมาลาการ” มาลาการผู้ดูแลดอกไม้หลวงซึ่งมีศรัทธาแรงกล้า ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อถวายดอกมะลิที่เตรียมไว้สำหรับพระราชา นำไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทน ตำนานดังกล่าวถูกยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของการบูชาด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ ไร้เงื่อนไขทางโลก

เชียงรายเลือกที่จะหยิบยืม “หัวใจ” ของตำนานมาสร้างพิธีกรรมใหม่ ให้สอดรับกับบริบทพื้นที่และฤดูกาล ดอกมะลิในตำนานจึงถูกแปลงเป็น “ดอกไม้เมืองหนาว” หลากสีสันที่กำลังบานเต็มที่ในช่วงเทศกาลปลายปี ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป เบญจมาศ ซัลเวีย หรือดอกไม้ประดับเมืองหนาวพันธุ์ต่าง ๆ ที่เทศบาลนครเชียงรายปลูกประดับอย่างประณีตทั่วพื้นที่จัดงาน

ดอกไม้เหล่านี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงความสวยงามเพื่อการท่องเที่ยว แต่ถูกยกระดับให้เป็น “ดอกไม้บุญ” ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจัดเตรียมมาเพื่อตักบาตร ถวายเป็นพุทธบูชา และร้อยรัดความศรัทธาของผู้คนต่างรุ่นวัยเข้าด้วยกัน

พิธีเช้าวันหนาว พระเถรานุเถระ 94 รูป และขบวนศรัทธาริมแม่น้ำกก

ในพิธีวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เทศบาลนครเชียงรายได้รับความเมตตาจากพระเถรานุเถระและพระผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงราย นำโดย พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน) พระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระแก้วพระอารามหลวง พระครูขันติพลาธร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น) พระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง) พระภาวนารัตนญาณ วิ. (ครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ) พระครูสุธีวรกิจ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระสิงห์ พระครูบาชัยยาปัถพี จากสถานธรรมดอยดวงแก้วสัพพัญญู (อำเภอเวียงป่าเป้า) พร้อมด้วยพระสงฆ์และสามเณรรวมทั้งสิ้น 94 รูป เดินเรียงแถวเป็นขบวนรับบาตรท่ามกลางความสงบสำรวม

ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสุภาพ บางส่วนสวมชุดพื้นเมือง ผ้าซิ่นลายล้านนา ถือพานดอกไม้เมืองหนาวหลากสีในมือ เพื่อตักบาตรดอกไม้แทนข้าวสารอาหารแห้ง บรรยากาศเช้าวันนั้นจึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา หากยังเป็น “ฉากชีวิต” ที่สะท้อนสายใยระหว่างวัด ชุมชน และเมืองท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน

พิธีตักบาตรดอกไม้ดังกล่าวจัดขึ้นอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาที่งดงามและเป็นระเบียบ” โดยเทศบาลนครเชียงรายจัดเตรียมพื้นที่ ตลอดจนจุดอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัย เพื่อรองรับทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมทำบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในบรรยากาศเมืองดอกไม้

หัวใจของขบวน 9 ราชรถบุษบก มรดกศิลป์หนึ่งเดียวในล้านนาที่สร้างกว่า 20 ปี

สิ่งที่ทำให้พิธีในเชียงรายแตกต่างจากพื้นที่อื่นอย่างเด่นชัด คือ “ราชรถบุษบก 9 คัน” ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “หนึ่งเดียวในล้านนา” ทั้งในแง่จำนวน ความวิจิตร และความหมายเชิงสัญลักษณ์

ราชรถทั้ง 9 คันนี้ ใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ศิลปะเชียงแสน ซึ่งบรรพชนได้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคต้นของอาณาจักรล้านนา และถือเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่ง ขบวนราชรถได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างเทศบาลนครเชียงรายกับศิลปินล้านนาหลายรุ่น ใช้ระยะเวลาพัฒนารวมกันยาวนานกว่า 20 ปี

ราชรถแต่ละคันถูกออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน อาทิ ลวดลายศิลปะเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน โดยมีศิลปินชื่อดังระดับชาติและระดับล้านนาเข้ามามีบทบาทในการออกแบบเชิงแนวคิดและรายละเอียดเชิงช่าง เช่น แนวทางการใช้ลวดลายเทวดาปูนปั้น ศิลปะแบบไทใหญ่ และองค์ประกอบลายคำแบบล้านนาโบราณ

แหล่งข่าวจากเทศบาลนครเชียงราย เล่าถึงเบื้องหลังของโครงการนี้ว่า
“เราใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการสร้างราชรถแต่ละคันให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ขบวนนี้เป็นมากกว่าการแห่พระ แต่คือการรวบรวมลมหายใจของช่างศิลป์ล้านนามาประดิษฐานไว้ในที่เดียว”

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ราชรถบุษบกไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของพิธีกรรม แต่ถูกออกแบบให้เป็น “พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่” ที่แสดงพัฒนาการและความหลากหลายของศิลปกรรมล้านนาในช่วงเวลาร่วมสมัย ภายใต้รูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

มุมมองเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม จากพิธีบุญสู่กลไกขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวเชียงราย

หากมองจากมิติทางเศรษฐกิจ งานเชียงรายดอกไม้งามและพิธีตักบาตรดอกไม้–แห่ 9 ราชรถบุษบก มิได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงศาสนาหรือวัฒนธรรม หากยังเป็น “สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม” ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ

จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวในปี 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยือนมากกว่า 6.1 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 37,000 ล้านบาท ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ไม่เพียงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างภูชี้ฟ้า ดอยแม่สลอง หรือดอยตุง เท่านั้น แต่ยังต่อยอดจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมและงานเทศกาลให้เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

พิธีตักบาตรดอกไม้และการแสดงขบวนราชรถบุษบกในวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งจัดขึ้นก่อนคืนเคาท์ดาวน์ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ล่วงหน้า ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในเขตเทศบาลนครเชียงราย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรถรับส่ง และธุรกิจบริการในย่านเมืองเก่า ข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า ในช่วงวันดังกล่าว มียอดจองที่พักในเขตเมืองเชียงรายเต็มเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง “ศรัทธา–ศิลปะ–เศรษฐกิจ” ของเมืองได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การมีขบวนราชรถบุษบกที่ออกแบบอย่างงดงาม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางภาพลักษณ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภาพนิ่งและวิดีโอของพิธีแห่พระและการตักบาตรดอกไม้ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ช่วยให้เชียงรายถูกจดจำไม่ใช่แค่ “เมืองชายแดน” หรือ “เมืองกาแฟ” แต่ยังเป็น “เมืองมงคลแห่งศิลปวัฒนธรรม” ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวได้หลากมิติ

ทำอย่างไรให้ประเพณีไม่ถูกทิ้งไว้แค่ในภาพถ่าย

แม้งานประเพณีจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญที่ผู้จัดงานและชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญอยู่เสมอ คือ “จะทำอย่างไรให้ประเพณียังคงมีชีวิต และไม่กลายเป็นเพียงฉากประกอบการท่องเที่ยว?”

ในมุมนี้ งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 พยายามออกแบบพิธีกรรมและกิจกรรมควบคู่กันไปอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในหลายมิติ ทั้งในฐานะอาสาสมัครประสานงาน ผู้ร่วมขบวนถือดอกไม้ตักบาตร รวมถึงกลุ่มเยาวชนศิลปินที่มีโอกาสเรียนรู้จากช่างฝีมือล้านนาในการบูรณะและดูแลราชรถบุษบก

ภาพเยาวชนที่ยืนเรียงแถวถือดอกไม้หลากสีเคียงข้างผู้สูงอายุในพิธีตักบาตร จึงสะท้อนมากกว่าความสวยงาม หากยังเป็นสัญญาณของ “การส่งต่อมรดก” จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งในระดับโครงสร้างของชุมชน

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงหัวใจของการจัดงานในปีนี้ว่า
“ความงดงามของดอกไม้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่เนื้อในที่แท้จริงของงานเชียงรายดอกไม้งามคือศรัทธาและภูมิปัญญา ราชรถบุษบกทั้ง 9 คันนี้คือตัวแทนความภาคภูมิใจที่เราต้องการส่งมอบให้ลูกหลาน เพื่อให้เขาเห็นว่าศิลปะล้านนาสามารถสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับบ้านเกิดได้จริง”

คำกล่าวนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของเมืองที่ไม่ได้มองงานประเพณีเป็นเพียงกิจกรรมประจำปี แต่เห็นว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม” ซึ่งต้องได้รับการดูแล บริหารจัดการ และต่อยอดไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนหนทางหรือระบบคมนาคม

ก้าวต่อไป แห่พระแวดเวียงเจียงฮาย สานต่อบรรยากาศบุญรับปีใหม่ 2569

สำหรับผู้ที่พลาดเข้าร่วมพิธีตักบาตรดอกไม้ในวันที่ 28 ธันวาคม เทศบาลนครเชียงรายยังได้จัดพิธี “แห่พระแวดเวียงเจียงฮาย” ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ต่อเนื่อง โดยจะอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานบนราชรถบุษบกทั้ง 9 คัน ออกจากพื้นที่สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย แห่ไปรอบเขตเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและประกอบพิธีทางศาสนา เป็นสิริมงคลรับศักราชใหม่

ขบวนแห่ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างพื้นที่จัดงานดอกไม้งามกับย่านเมืองเก่าเชียงราย ช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวสู่ถนนสายประวัติศาสตร์ ย่านวัดสำคัญ และย่านเศรษฐกิจในเมือง ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารพื้นเมือง และธุรกิจชุมชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเทศกาลในวงกว้างยิ่งขึ้น

ศิลปะ–ศรัทธา–เศรษฐกิจ สามเสาหลักของ “เมืองดอกไม้มงคล” แห่งล้านนาเหนือ

หากพิจารณาอย่างรอบด้าน พิธีตักบาตรดอกไม้และขบวน 9 ราชรถบุษบกในงานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 มิได้เป็นเพียง “ภาพจำสวยงาม” ของเทศกาลปลายปี หากคือภาพสะท้อนการผสานกันของสามปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ศรัทธาทางพระพุทธศาสนา ที่หยิบยืมตำนานนายสุมนมาลาการมาปรับใช้ในบริบทเมืองดอกไม้
  2. ศิลปะและภูมิปัญญาล้านนา ที่ถูกรวบรวมและถ่ายทอดผ่านราชรถบุษบก 9 คัน อันเป็นมรดกศิลป์ร่วมสมัยที่ยังมีลมหายใจ
  3. เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ช่วยสร้างรายได้และงานให้กับคนในชุมชนอย่างจับต้องได้จริง

เมื่อทั้งสามเสาหลักยืนอยู่บนฐานการบริหารจัดการเมืองที่มองไกลกว่าการจัดงานปีต่อปี เชียงรายจึงมิได้เป็นเพียง “เมืองผ่าน” หากกำลังกลายเป็น “เมืองปลายทาง” ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง

ในวันที่แสงสุดท้ายของปีเก่าค่อย ๆ ลาลับริมฝั่งแม่น้ำกก เสียงระฆังจากวัดวาอารามในเมืองเชียงรายอาจดังผสานกับเสียงดนตรีจากเวทีเคาท์ดาวน์ แต่ท่ามกลางความคึกคักนั้น “ดอกไม้ในบาตร” และ “ราชรถบุษบก 9 คัน” ยังคงยืนอยู่เป็นสัญลักษณ์เตือนใจว่า เมืองนี้มิได้เติบโตด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังยืนอยู่บนรากเหง้าศรัทธาและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

สรุป 10 คดีทุจริตแห่งปี 2568 จากอาคาร สตง. ถล่ม ถึงส่วยเว็บพนัน และบททดสอบกระบวนการยุติธรรมไทย

เจาะลึก 10 ข่าวคอร์รัปชัน 2568 พร้อม 3 เรื่องใหญ่ปี 69 ปลุกกระแสเลือกตั้งไทยไม่เอาคนโกง


เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ปลายปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาสรุปภาวะเศรษฐกิจ การเมือง หรือทิศทางประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นจังหวะที่สังคมไทยต้องย้อนมอง “บาดแผลเรื้อรัง” เรื่องเดิมที่ยังไม่หาย นั่นคือปัญหาคอร์รัปชันซึ่งไม่ได้เกิดเป็นรายคดีโดดๆ อีกต่อไป หากขยายตัวเป็น “เครือข่ายผลประโยชน์” เชื่อมโยงนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจ และทุนเทาข้ามชาติอย่างแนบแน่น

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จึงรวบรวม “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” เพื่อชวนสังคมทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตผู้คน ระบบราชการ และหลักนิติรัฐไทย พร้อมชี้ให้เห็น “3 เรื่องใหญ่” ที่ยังค้างคาและต้องติดตามต่อในปี 2569 และย้ำว่าทางออกหนึ่งที่ประชาชนยังมีอยู่ในมือ คือ “1 สิทธิ์เลือกตั้ง” ที่สามารถใช้เพื่อไม่เอาคนโกงกลับเข้ามาบริหารบ้านเมืองอีก

บทความข่าวชิ้นนี้เรียบเรียงจากข้อสังเกตของ ACT เพื่อให้เห็นทั้งภาพรวมและรายละเอียดของแต่ละกรณีอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงสำหรับสังคมในปีต่อไป

ปีแห่ง “การโกงเป็นเครือข่าย” และความเชื่อมั่นที่ถดถอย

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) อธิบายผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ขององค์กรว่า ปี 2568 เป็นปีที่ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ในระดับ “คนโกงคนเดียว” หรือ “เจ้าหน้าที่บางราย” หากแต่ปรากฏชัดว่าเป็น “การโกงเป็นเครือข่าย” ที่อาศัยอำนาจรัฐและช่องโหว่กฎหมายเป็นเกราะกำบัง

เขาชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการอาวุโส สมาชิกวุฒิสภา และกรรมการองค์กรอิสระจำนวนไม่น้อย กลับกลายเป็น “ภาระ” ของบ้านเมืองมากกว่าจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ การต่อต้านคอร์รัปชันจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน

คำเตือนดังกล่าวสะท้อนผ่าน 10 ข่าวสำคัญที่ ACT หยิบยกขึ้นมา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัยสาธารณะ ระบบศาสนา ระบบสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม ไปจนถึงธุรกิจผิดกฎหมายที่บั่นทอนโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง

1.อาคาร สตง. ถล่ม – โศกนาฏกรรม 86 ศพที่ยังไร้คำตอบ

คดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดของปี 2568 ทั้งในมิติความสูญเสียและคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบของรัฐ อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 86 ราย และความเสียหายทางทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ภายหลังกลับไม่ปรากฏ “ตัวผู้บงการ” หรือสาเหตุแท้จริงอย่างเปิดเผย รายงานสอบสวนอย่างเป็นทางการยังคงถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรัฐบาล ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย และความน่าเชื่อถือของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่ ป.ป.ช. ใช้เป็นเครื่องมือวัดหน่วยงานรัฐ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคดีที่มีทั้ง “เลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน” ยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบของรัฐย่อมถดถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.วิกฤตศรัทธาในวงการสงฆ์ – เมื่อเงินวัดกลายเป็นสนามโกง

ข่าวพระระดับเจ้าคุณและพระชื่อดังถูกกล่าวหาเรื่องโกงเงินวัด เป็นอีกหนึ่งคดีที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธุชนอย่างหนัก โดยเฉพาะคดี “สีกากอล์ฟ” ซึ่งมีพระระดับเจ้าคุณถูกดำเนินคดีถึง 13 รูป ภายในช่วงเวลาราว 3 ปี ความเสียหายที่ตรวจสอบได้มีมูลค่าราว 385 ล้านบาท

นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเปิดปฏิบัติการ “ปูพรมไล่จับ” พระและผู้เกี่ยวข้องอีก 181 ราย โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำให้สังคมมองเห็นว่าการโกงเงินวัดไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางศาสนาและการกำกับดูแลของภาครัฐ

สำหรับประชาชนผู้มีศรัทธา วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงสะเทือนใจในฐานะพุทธศาสนิกชน แต่ยังทำให้ตั้งคำถามว่า “เงินทำบุญ” และทรัพย์สินส่วนรวมที่มอบให้วัดเพื่อสาธารณประโยชน์ ถูกใช้ไปในทิศทางใด และระบบตรวจสอบทางการเงินของวัดมีความเข้มแข็งเพียงพอหรือไม่

3.ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้าน – เงามืดทุนเทากับรัฐไทย

การยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย 3 กลุ่ม ที่มีมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท และมีชื่อที่ถูกสงสัยเชื่อมโยงกับ “ยิม เลียก – เบน สมิธ – ก๊ก อาน – เฉิน จื้อ” เป็นข่าวที่สะท้อนมิติใหม่ของคอร์รัปชันไทยในยุคทุนข้ามชาติ

นอกจากขนาดของทรัพย์สินที่ถูกยึดแล้ว เรื่องนี้ยังได้สร้างกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาพถ่ายและความเชื่อมโยงกับบุคคลมีชื่อเสียงถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง สังคมจึงตั้งคำถามว่า “เครือข่ายสแกมเมอร์” เชื่อมโยงกับใครในแวดวงการเมือง ข้าราชการ และธุรกิจระดับบนของไทยมากน้อยเพียงใด

ACT ประเมินว่า กรณีนี้ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องส่วนลึกระหว่าง “ส่วยสินบนของตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจไทย” กับทุนเทาระดับโลก ซึ่งมีผลให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อความเสียหายรวมถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่กลไกรัฐจำนวนไม่น้อยยังอ่อนแอ เลือกปฏิบัติ และเต็มไปด้วยความลับ

4.ขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาล – เมื่อความป่วยไข้กลายเป็นช่องทางโกง

กรณีการทุจริตยาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ซึ่งถูกเปิดโปงว่าเป็นขบวนการที่ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี มีแพทย์และผู้ร่วมขบวนการกว่า 20 คน และสร้างความเสียหายราว 80 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งข่าวที่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของประเทศ

กรณีนี้ถูกเปิดเผยโดยหญิงผู้หนึ่งซึ่ง ACT เรียกว่า “ผู้กล้า” เนื่องจากเธอใช้เวลากว่า 2 ปีในการรวบรวมหลักฐาน ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คดีจะเริ่มถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีข่าวอื่นๆ ที่ย้ำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กรณีแพทย์ตำรวจหรือ “หมอแอร์” เกี่ยวข้องกับการค้ายา รวมถึงข่าวแพทย์ทหารฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปลอมให้ผู้ป่วย

ACT ชี้ว่า การโกงยาและงบประมาณด้านสาธารณสุขเช่นนี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อคุณภาพบริการของระบบบัตรทองและโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งที่กำลังขาดเงินหมุนเวียน

5.คดีอดีตนายกฯ ติดคุกจริงหลัง “คุกทิพย์” – บททดสอบความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม

ชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากถูกนำตัวเข้าสู่เรือนจำ และเกิดข้อสงสัยของสังคมต่อการปฏิบัติที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไป ทั้งการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน การใช้ดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์ และการตีความกฎหมายที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใกล้ชิดอำนาจ

ภายหลัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ACT มองว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างของ “การบิดเบือนกฎหมายและความจริง” ที่ทำลายความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตานานาชาติและประชาชนในประเทศ

6.คดีรับส่วยเว็บพนันออนไลน์ – รอยด่างในเครื่องแบบตำรวจ

ข่าวการชี้มูลความผิด พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวกกว่า 200 นาย ในข้อหารับเงินจากขบวนการส่วยเว็บพนันออนไลน์ ถือเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ของปีในมิติ “ความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจ”

คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่ง ACT ระบุว่าเป็น “ข่าวมัวหมองที่สุดของวงการตำรวจในรอบปี” และทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “หากผู้บังคับใช้กฎหมายเองยังถูกกล่าวหาว่ารับส่วย ประชาชนจะพึ่งใครได้?”

เมื่อความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจสั่นคลอน ย่อมกระทบต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งในด้านความปลอดภัย ทรัพย์สิน และความเชื่อในคำว่า “กฎหมายเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน”

7.คดีงบประมาณของอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร – ภาพสะท้อนการใช้งบเอื้อพื้นที่ตัวเอง

อีกคดีที่ถูกจับตาคือกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเสนอและผลักดันงบประมาณโครงการที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ของตนเอง รวมมูลค่า 443 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568

ACT ระบุว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในรัฐสภาไทย หากแต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยถูกตรวจสอบจนกลายเป็นคดี ทำให้งบประมาณแผ่นดินกระจุกตัวในบางพื้นที่และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ กรณีนี้จึงถือเป็น “คดีตัวอย่าง” ที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างจริงจัง

8.สำนักงานประกันสังคม – ความกังวลต่อกองทุนที่คนทำงานฝากชีวิตไว้

ข่าวคราวเกี่ยวกับสำนักงานประกันสังคมในปี 2568 ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำปฏิทินปีละกว่า 50 ล้านบาท การซื้อตึกเก่ามูลค่า 7,000 ล้านบาทที่ถูกมองว่าแพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว การจัดจ้างพัฒนาแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาท และกรณีการพยายามขายหุ้นบริษัท บางจาก ให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง

ในสายตา ACT เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวฉาว” ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะทรัพย์สินของสำนักงานประกันสังคมคือ “หลักประกันชีวิตและสุขภาพของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน” ที่ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท หากการลงทุนและการใช้จ่ายขาดความรอบคอบหรือมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ย่อมสะเทือนความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว

9.ห้องลับในเรือนจำ – สิทธิพิเศษของนักโทษ VVIP

การเปิดโปง “ห้องลับนักโทษ VVIP” ในเรือนจำแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดสิทธิพิเศษให้ผู้ต้องขังคดีสำคัญตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ช่องว่างอำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนบุคคล

ACT มองว่า กรณีนี้ตอกย้ำปัญหาที่สังคมรับรู้กันมานานว่า เรือนจำหลายแห่งเต็มไปด้วย “ระบบส่วยและสินบน” ตั้งแต่การเลื่อนชั้นนักโทษ การย้ายเข้าโรงพยาบาลโดยไม่ป่วยจริง การทุจริตค่าอาหาร ไปจนถึงการใช้งบก่อสร้างไม่โปร่งใส เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีห้องลับจึงถือเป็น “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาในระบบราชทัณฑ์ไทย

10.3 ป. จับสด – ก้าวใหม่ของการบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ข่าวการปฏิบัติการร่วมกันของสามหน่วยงาน ได้แก่ ตำรวจ ป.ป.ป. (กองบังคับการปราบปรามการทุจริต), ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ในการ “จับสด” เจ้าหน้าที่รัฐที่รีดไถ เรียกรับสินบน หรือโกงเงินหลวงหลายสิบคดีตลอดปี ถือเป็นสัญญาณด้านบวกในภาพรวมที่มองเห็นได้ชัดเจน

ปฏิบัติการเหล่านี้นำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐระดับต่างๆ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล บุกรุกป่า และพระชั้นผู้ใหญ่ที่โกงเงินวัด ทำให้เห็นว่าหากหน่วยงานด้านปราบปรามคอร์รัปชันร่วมมือกันอย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดที่มีอำนาจก็ “ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้” และได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

สามเรื่องใหญ่ที่ยังต้องลุ้นในปี 2569

นอกเหนือจาก 10 ข่าวข้างต้น ACT ยังชี้ให้สังคมจับตา “สามกรณีใหญ่” ที่สะท้อนทิศทางนิติรัฐไทยในปีหน้า ได้แก่

  1. การไม่สามารถเอาผิดผู้บงการในคดีสินบนข้ามชาติ
    ทั้งคดีสวนปาล์มในอินโดนีเซีย คดีสินบนโรลส์-รอยซ์ ในรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน และคดีฮั้วประมูลสร้างโรงพัก 6,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างชาติและโครงการขนาดใหญ่ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถนำตัวผู้บงการระดับสูงมารับโทษได้
  2. ศึกเขากระโดงและคดีฮั้วเลือก ส.ว.
    ACT เห็นว่าเป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐและกลไกกฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จนส่งผลให้หลักนิติรัฐไทยถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้งในเรื่องความเป็นกลางและความยุติธรรม
  3. การแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
    การพยายามปรับแก้สัญญาที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” หรือ “ผลประโยชน์ของกลุ่มทุน” ถูกให้ความสำคัญมากกว่ากัน ACT เห็นว่าทั้งสองโครงการจะเป็น “บททดสอบศักดิ์ศรีด้านธรรมาภิบาลของไทยในสายตานานาชาติ”

จากข้อมูลสู่กล่องเลือกตั้งปี 2569 – 1 สิทธิ์ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ นายมานะ นิมิตรมงคล ได้เชื่อมโยงประเด็นคอร์รัปชันกับการเมืองเชิงโครงสร้าง โดยมองว่า ข่าวการยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้านบาทคือกรณีที่ส่งผลกระทบในระดับลึกที่สุด เพราะสะท้อนการเชื่อมต่อของทุนเทากับเครือข่ายอำนาจ ทั้งในเชิงการเงินและการเมือง ซึ่งท้ายที่สุดจะย้อนมาทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน

เขาย้ำว่า การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วันที่ 11 มกราคม และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือโอกาสสำคัญที่คนไทยจะใช้ “1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล” โดยการเลือกคนเก่ง คนดี ที่ไม่มีประวัติคดโกงหรือโยงใยทุนเทาเข้ามาบริหารประเทศ

ACT จึงเชิญชวนให้ประชาชน “หยุดวัฏจักรเลือกตั้งแบบเดิม” ที่เทคะแนนให้ผู้ซื้อเสียง บ้านใหญ่นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลที่มีประวัติทำธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะทุกคะแนนเสียงที่มอบให้คนเหล่านี้ ย่อมย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของระบบคอร์รัปชันในระยะยาว

ปี 2568 ในกระจกคอร์รัปชัน – บทเรียนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เมื่อมองย้อนทั้ง 10 ข่าวและ 3 เรื่องใหญ่จะเห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันในปี 2568 ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแผ่ขยายตั้งแต่ระบบราชการส่วนกลาง องค์กรศาสนา สาธารณสุข ระบบยุติธรรม กองทุนของคนทำงาน ไปจนถึงโครงสร้างการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น

ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า “คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะในรูปของโรงพยาบาลที่ขาดยา ถนนที่สร้างไม่เสร็จตามแบบ การศึกษาที่งบประมาณรั่วไหล หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการผูกขาดและธุรกิจทุนเทา

ปี 2569 จึงเป็นปีที่สังคมไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งผลการดำเนินคดีที่ค้างอยู่ มาตรการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ และผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในทุกระดับ ว่าจะนำพาคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในความโปร่งใสเข้าสู่ระบบการเมืองได้มากเพียงใด หรือปล่อยให้ “เครือข่ายเดิม” ยังคงหมุนต่อไปใต้ฉากหน้าใหม่

คำถามสำคัญที่ ACT ฝากไว้คือ “เราจะยอมให้การโกงเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยต่อไปอีกกี่ปี?” ซึ่งคำตอบสุดท้ายคงไม่อยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่อยู่ในมือของประชาชนทุกคนที่ถือบัตรเลือกตั้ง และพร้อมจะใช้ 1 สิทธิ์ของตนอย่างมีสติและรับผิดชอบต่ออนาคตส่วนรวม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) – ข้อความและสรุป “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
  • ข้อมูลประกอบเกี่ยวกับคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เหตุถล่ม, คดีทุจริตในวงการสงฆ์, คดีทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก, คดีเครือข่ายสแกมเมอร์, กรณีสำนักงานประกันสังคม และปฏิบัติการ “3 ป. จับสด” – รวบรวมจากข่าวเผยแพร่ของสื่อมวลชนและเอกสารประชาสัมพันธ์หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • แถลงการณ์และบทความแสดงความคิดเห็นของนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เกี่ยวกับผลกระทบเชิงโครงสร้างของคอร์รัปชัน และข้อเสนอเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อต่อต้านคนโกง ในช่วงปลายปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

สกสว. จับมือธนาคารโลกเปิด 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกปี 2568 พร้อมโชว์ 10 นวัตกรรมไทยฝีมือคนไทย

จากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง! ไทยเปิดตัวนวัตกรรม HERDARA และ Thai-LLM ประกาศความพร้อมบนเวทีเทคโนโลยีโลก

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ในห้วงเวลาที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศไทยกลับยังเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่อง “การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ” ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คำถามสำคัญคือ ไทยจะยังเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ต่อไป หรือพร้อมพลิกบทบาทสู่การเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ที่มีอธิปไตยทางปัญญาเป็นของตนเอง

ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) จึงเปิดตัวรายงาน “10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568” ควบคู่กับการประกาศผลดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย (Thailand SRI Index 2025) และการเดินหน้าโครงการ “การทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระยะที่ 2 (PER Phase 2)” เพื่อเร่งยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

SRI Index 2025 ฉายภาพจุดแข็ง–จุดอ่อน ไทยผลิตงานวิจัยเพิ่ม 2.48 เท่า แต่ดุลเทคโนโลยียังติดลบหนัก

ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยผลการตรวจวัด Thailand SRI Index 2025 ว่า “สุขภาพมวลรวมด้าน ววน. ของไทย” ในปี 2568 อยู่ที่ 7.77 คะแนน แม้จะชะลอลงเล็กน้อยจากแรงปัจจัยภายนอก แต่เมื่อมองเชิงโครงสร้างกลับพบสัญญาณบวกหลายด้าน

ตลอดช่วงราวสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณผลงานวิจัยและตีพิมพ์ของนักวิจัยไทยเติบโตขึ้นถึง 2.48 เท่า สะท้อนว่าศักยภาพทางวิชาการและฐานองค์ความรู้ของประเทศกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่ง ดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีกลับเพิ่มขึ้นถึง 1.37 เท่า แสดงให้เห็นว่าไทยยังต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งด้านเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ และองค์ความรู้เชิงลึก

“แม้คะแนนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษาจะขยับดีขึ้นเล็กน้อย แต่ช่องว่างยังใหญ่มาก เราไม่สามารถพอใจเพียงแค่มีงานวิจัยจำนวนมาก หากยังปล่อยให้เงินจำนวนมหาศาลไหลออกนอกประเทศในรูปค่าซื้อเทคโนโลยี” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการลงทุนวิจัยให้ “รวมศูนย์เชิงยุทธศาสตร์” มีเจ้าภาพชัดเจนในการกำหนดเป้าหมาย มอบทุน และบริหารบุคลากร เพื่อให้ทุกโครงการเคลื่อนในทิศทางเดียวกันและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้จริง

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการทำงานร่วมกับธนาคารโลกผ่านโครงการ PER Phase 2 ซึ่งจะช่วยประเมินประสิทธิผลของนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมทั่วทั้งระบบ ทั้งด้านงบประมาณ มาตรการภาษี กลไกสนับสนุนภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่

10 เทคโนโลยีระดับโลกปี 2568 จาก AI ครองโลกถึงการรักษาล้ำยุค

ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. อธิบายว่า รายงานฉบับล่าสุดได้คัดเลือก “10 นวัตกรรมระดับโลก” ที่มีศักยภาพจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในทศวรรษหน้า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ “AI ครองโลก”, “พลังงานยุคใหม่” และ “การรักษาแบบล้ำยุค”

กลุ่มที่ 1 AI ครองโลก

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่แชตบอตหรือการสร้างภาพ แต่กำลังกลายเป็น “สมองส่วนกลาง” ของเมือง อุตสาหกรรม และระบบความปลอดภัย

  1. Collaborative Sensing – การรับรู้ร่วมอัจฉริยะ
    ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลรอบเมือง ตั้งแต่กล้องจราจร เครื่องวัดมลพิษ ไปจนถึงระบบตรวจวัดน้ำท่วม แล้วใช้ AI วิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยคาดการณ์จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จัดการจราจร และรับมือภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ หลักคิดสำคัญคือ “ข้อมูลจากจุดเดียวไม่พอ” เมืองยุคใหม่ต้องเรียนรู้จากการรวมศูนย์ข้อมูลและประมวลผลร่วมกัน
  2. Autonomous Biochemical Sensing – เซนเซอร์เฝ้าระวังอัตโนมัติ
    ระบบเฝ้าระวังสารปนเปื้อนและมลพิษชีวภาพแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อพบสารพิษในอากาศ น้ำ หรืออาหาร แนวคิดคือหากตรวจพบเมื่อเกิดภัยแล้ว ย่อม “สายเกินไป” การมีระบบเซนเซอร์ที่รายงานผลต่อเนื่องจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม
  3. Generative Watermarking – ลายน้ำดิจิทัลในยุค Deepfake
    เมื่อภาพ เสียง และวิดีโอถูกปลอมได้อย่างแนบเนียน เทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลที่ฝังลงในเนื้อไฟล์โดยมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงถูกพัฒนาเป็น “เกราะคุ้มกันความจริง” ช่วยยืนยันแหล่งที่มา ป้องกันการฉ้อโกงและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและระบบสื่อสารสาธารณะ

กลุ่มที่ 2 พลังงานยุคใหม่

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังขาดเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและต้นทุน

  1. Structural Battery Composites – แบตเตอรี่ไร้น้ำหนัก
    นวัตกรรมวัสดุที่ทำให้ “ตัวถัง” ยานยนต์ไฟฟ้าหรือโดรนสามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้เอง ลดการพึ่งพาแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ซึ่งเป็นทั้งน้ำหนักและต้นทุนสำคัญ แนวคิด “Massless Energy” นี้ถูกมองว่าจะปฏิวัติทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์และการบินในอนาคต
  2. Osmotic Power Systems – พลังงานจากความต่างความเค็ม
    เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากการไหลของน้ำระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำหรือพื้นที่ปากอ่าว สามารถผลิตพลังงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่เป็น “Base-load” พลังงานสะอาด เสริมระบบโซลาร์และลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีชายฝั่งยาวอย่างไทย
  3. Advanced Nuclear Technologies – นิวเคลียร์ขนาดเล็กปลอดภัย (SMRs)
    เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ออกแบบให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ใช้พื้นที่น้อย และติดตั้งใกล้แหล่งใช้ไฟฟ้าได้ เป็นคำตอบของความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบ AI ทั่วโลก โดยยังคงตั้งอยู่บนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ
  4. Green Nitrogen Fixation – ปุ๋ยคาร์บอนต่ำเพื่อเกษตรสีเขียว
    เทคโนโลยีการผลิตแอมโมเนียและปุ๋ยไนโตรเจนด้วยพลังงานสะอาดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมีและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเกษตรกรรมไทยสู่มาตรฐาน “เกษตรคาร์บอนต่ำ” และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในภาคการเกษตร

กลุ่มที่ 3 การรักษาแบบล้ำยุค

วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์กำลังทำให้ “การรักษาเฉพาะบุคคล” กลายเป็นจริง และลดการพึ่งพายานำเข้าราคาแพง

  1. Engineered Living Therapeutics – จุลชีพออกแบบรักษาโรค
    การใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) เพื่อออกแบบจุลินทรีย์ให้เป็น “โรงงานผลิตยาในตัวมนุษย์” ช่วยรักษาโรคเรื้อรังบางประเภท ลดต้นทุนการผลิตยาและขยายโอกาสการเข้าถึงของผู้ป่วย
  2. GLP-1s for Neurodegenerative – ยาชะลอสมองเสื่อมในสังคมสูงวัย
    การค้นพบศักยภาพของยากลุ่ม GLP-1 ที่เดิมใช้รักษาเบาหวานและโรคอ้วน ว่าสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ กำลังกลายเป็นความหวังใหม่ของประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวอย่างไทย เพราะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว
  3. Nanozymes – นาโนเอนไซม์สังเคราะห์ราคาย่อมเยา
    เทคโนโลยีเอนไซม์เทียมที่มีความเสถียรและต้นทุนต่ำกว่าเอนไซม์ธรรมชาติ สามารถประยุกต์ใช้ทั้งในด้านการวินิจฉัยโรค การรักษาเฉพาะทาง และการบำบัดน้ำเสีย ช่วยลดการใช้สารเคมีที่มีราคาแพงและเป็นมลพิษ

ศาสตราจารย์สมปองระบุว่า การติดตามเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รู้เท่าทันโลก” แต่เป็นการชี้เป้าว่าไทยควรลงทุนตรงไหน จะจับจุดแข็งอะไรของประเทศมาผนวกกับเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการพึ่งพาผู้อื่น

10 นวัตกรรมไทยปี 2568
ประกาศ “อธิปไตยทางปัญญา” บนเวทีโลก

ควบคู่กับเทคโนโลยีระดับโลก รายงานของ สกสว. ยังรวบรวม “10 นวัตกรรมไทย” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 แบ่งเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การแพทย์และสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า เศรษฐกิจชีวภาพและอาหาร และยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสังคม

มิติที่ 1 การแพทย์และสาธารณสุข – จากประเทศผู้นำเข้ายา สู่ผู้พึ่งพาตัวเอง

  1. HERDARA ยาชีววัตถุสู้มะเร็งเต้านม
    สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปิดห่วงโซ่การผลิตยาชีววัตถุชนิด trastuzumab biosimilar จนได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นครั้งแรก ความสำเร็จนี้ไม่เพียงลดต้นทุนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม แต่ยังเป็นการประกาศ “อธิปไตยด้านชีวเภสัชภัณฑ์” ของไทยในเวทีภูมิภาค
  2. CAR-T Cell ฝีมือคนไทย
    ความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการรักษามะเร็งเม็ดเลือดด้วยเซลล์บำบัด CAR-T Cell ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการรักษาในต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูง และมีเป้าหมายต่อยอดไปสู่การรักษามะเร็งชนิดก้อนในอนาคต
  3. การถอดรหัส “อ้วนลงพุงสู่สมองเสื่อม” ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการกิน จุลินทรีย์ในลำไส้ และการเสื่อมของสมอง จนได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2568 ขณะนี้กำลังต่อยอดสู่ชุดตรวจคัดกรองเชิงป้องกัน (Preventive Health Tech) เพื่อรับมือสังคมสูงวัยและลดภาระโรคสมองเสื่อมในระยะยาว

มิติที่ 2 วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

  1. Thai-LLM ปัญญาประดิษฐ์หัวใจไทย
    ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC/สวทช.) ร่วมพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง แก้ปัญหา AI ต่างชาติที่มักตีความข้อมูลไทยผิดพลาด Thai-LLM จึงเป็นรากฐานสำคัญของ GovTech และ Enterprise AI ที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลและความแม่นยำในภาษาท้องถิ่น
  2. เพย์โหลดไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์การ NASA ส่งชุดทดลองด้าน “ผลึกเหลว” ขึ้นสู่วงโคจรบนสถานีอวกาศนานาชาติสำเร็จ เป็นการยืนยันว่ามาตรฐานวิศวกรรมระบบของนักวิจัยไทยสามารถผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยระดับโลก และเปิดประตูให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์อวกาศในอนาคต
  3. การค้นพบพัลซาร์ระบบ “แมงมุมแม่ม่ายดำ” โดย NARIT
    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ใช้ศักยภาพด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ร่วมกับเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทั่วโลก ค้นพบระบบดาวคู่พัลซาร์ชนิดพิเศษ ช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์พลังงานสูง และสร้างบุคลากรด้าน Data Science ขั้นสูงให้ประเทศในเวลาเดียวกัน

มิติที่ 3 เศรษฐกิจชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร

  1. ข้าวเจ้า “ไบโอเทค 1” นักรบต้านเพลี้ย
    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC/สวทช.) พัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะเวลาเพาะปลูกสั้น ช่วยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร สอดคล้องกับเป้าหมายเกษตรคาร์บอนต่ำและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
  2. Future Food แพลตฟอร์มเร่งสปีดนวัตกรรมอาหาร
    เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ภายใต้ สวทช. พัฒนากระบวนการแปลงผลงานวิจัยด้านอาหารอนาคตให้พร้อมสู่ตลาดในเวลาสั้นลงจาก 2–3 ปี เหลือเพียงราว 6 เดือน สนับสนุนการเกิดแบรนด์อาหารฟังก์ชันและโปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบไทยสู่ตลาดโลก

มิติที่ 4 ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและรากฐานทางสังคม

  1. กรอบกฎหมายรองรับเทคโนโลยี SMR โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP)
    แม้ไทยยังไม่เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ แต่ OAP ได้วางรากฐานด้านกฎหมายและธรรมาภิบาลเพื่อรองรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เท่าทันเทคโนโลยีโลก ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองด้านพลังงานสะอาดและดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคในอนาคต
  2. ปังปอน” มนุษย์ยุคน้ำแข็ง 29,000 ปี และเศรษฐกิจฐานมรดก
    การค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคน้ำแข็งที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ณ ถ้ำดิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกรมศิลปากร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยี 3D Scan และการวิเคราะห์ DNA โบราณ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “Heritage Economy” ที่ใช้มรดกทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์สมปอง สรุปภาพรวมว่า “ปี 2568 เป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยประกาศ ‘อธิปไตยทางปัญญา’ ผ่านกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ต่างๆ เรากำลังเปลี่ยนงบประมาณวิจัยให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for ALL’ ที่มุ่งให้นวัตกรรมกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้จริง”

จากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง โจทย์ต่อไป ปิดช่องว่างทักษะ–เงินทุน และบูรณาการนโยบาย

แม้ภาพรวมจะสะท้อนพลังศักยภาพใหม่ของประเทศไทย แต่รายงานของ สกสว. และธนาคารโลกยังชี้ให้เห็น “จุดอ่อนสำคัญ” สองด้าน คือ ช่องว่างทักษะบุคลากรกับเทคโนโลยีใหม่ และข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม

โครงการ PER Phase 2 จึงถูกออกแบบมาเพื่อทบทวนทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการสนับสนุน ตั้งแต่ขั้นการให้ทุนวิจัย การสร้างแรงจูงใจทางภาษีสำหรับเอกชนที่ลงทุน R&D ไปจนถึงการพัฒนากลไก “เงินร่วมลงทุนภาครัฐ–เอกชน” (Co-investment) ในสตาร์ตอัปเทคโนโลยีเชิงลึก

ในเชิงพื้นที่ รายงานยังเสนอให้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเมืองนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยโดยตรง เพื่อดึงดูดทั้งนักลงทุนต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานในภูมิภาค ผ่านหลักสูตร Reskill–Upskill ด้านดิจิทัล AI พลังงาน และชีววิทยาสังเคราะห์

ก้าวสู่ปี 2569 จาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” นวัตกรรมที่กินได้ สัมผัสได้ และแข่งขันได้

เมื่อมองภาพรวมทั้งดัชนี SRI, รายงาน 10 เทคโนโลยีโลก และ 10 นวัตกรรมไทย จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ขาด “ความสามารถทางวิชาการ” หากแต่ความท้าทายคือการทำให้ความรู้ดังกล่าว “ไหลออกจากห้องปฏิบัติการ” สู่ภาคธุรกิจ ชุมชน และชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง

หากไทยสามารถใช้ความร่วมมือกับธนาคารโลกผ่านโครงการ PER เพื่อปรับระบบงบประมาณและนโยบายให้คล่องตัวมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจชีวภาพ เป้าหมายการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางเพื่อเป็นประเทศพัฒนาแล้วก็จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นอนาคตที่ “วัดได้” จากคุณภาพชีวิต สุขภาพ และรายได้ของประชาชน

“สิ่งที่ สกสว. พยายามทำไม่ใช่เพียงสร้างผลงานวิจัยให้มากขึ้น แต่คือการทำให้นวัตกรรมกลายเป็น ‘สิ่งที่กินได้ สัมผัสได้ และแข่งขันได้’ ในตลาดโลก” ศาสตราจารย์สมปองกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า การเดินหน้าของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไทยในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติ หรือจะลุกขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี” ที่ยืนอย่างสง่างามบนเวทีโลกในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) – รายงาน “10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568” และข้อมูลโครงการ PER ระยะที่ 2
  • คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) – ผลการตรวจวัดดัชนี Thailand SRI Index 2025 และคำให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล
  • ธนาคารโลก (World Bank) – ข้อมูลความร่วมมือด้านการทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย
  • สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, NECTEC/สวทช., BIOTEC/สวทช., NARIT, Food Innopolis, มหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง – ข้อมูลโครงการ HERDARA, Thai-LLM, ข้าวไบโอเทค 1, CAR-T Cell, โครงการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ และการค้นพบ “ปังปอน” มนุษย์ยุคน้ำแข็ง
  • กรมศิลปากร และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ – ข้อมูลการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคน้ำแข็งและกรอบกฎหมายรองรับเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

คู่มือเลือกตั้งเชียงราย 2569 วิเคราะห์เจาะลึกมวยคู่เอกทั้ง 7 เขต ใครคือตัวจริงบนเวทีการเมือง

สรุปสนามการเมืองเชียงราย 2569 ศึกปะทะบ้านใหญ่ย้ายค่าย และตัวแปรสำคัญในเขตเมือง

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ในจังหวัดเชียงรายกำลังเดินทางสู่โค้งสำคัญ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของสังคมการเมืองทั้งประเทศ หากเปรียบสนามการเมืองเป็นเวทีมวย เชียงรายคือ “เวทีเหนือสุดยอดแดนสยาม” ที่มีทั้งมวยเก๋า มวยสด มวยย้ายค่าย และมวยสายบู๊ พร้อมขึ้นชกใน 7 รุ่น หรือ 7 เขตเลือกตั้ง ซึ่งทุกคู่ต่างเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของ “บ้านใหญ่” และพลัง “กระแสส้ม” จากพรรคแนวคิดใหม่ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้วในการเลือกตั้งครั้งก่อน

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการประลองยุทธ์ระหว่าง “ทุนทางการเมืองเดิม” กับ “การเมืองกระแสใหม่” บนกติกาเดียวกัน คือคะแนนเสียงของประชาชนในแต่ละเขตที่เปรียบเสมือนกรรมการให้คะแนนรอบเวที ซึ่งพร้อมจะชูมือให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าทำงานจริง เข้าใจพื้นที่จริง และตอบโจทย์อนาคตจังหวัดเชียงรายได้ชัดเจนที่สุด

ภาพรวมเวทีมวยการเมืองเชียงราย ก่อนระฆังปี 2569

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองเชียงรายสะท้อนภาพเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “บ้านใหญ่” และพรรคการเมืองกระแสหลักถือเข็มขัดแชมป์ต่อเนื่องหลายสมัย กระทั่งการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่พรรคแนวคิดใหม่ในนาม “พรรคประชาชน” สามารถเจาะเกราะป้องกันและคว้าเก้าอี้ไปครองหลายเขต ทำให้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเปรียบเหมือน “ไฟต์ล้างตา” ของหลายตระกูลการเมืองในจังหวัด ขณะเดียวกันก็เป็น “ไฟต์ต่อยอด” ของ ส.ส. ชุดเดิมที่ต้องพิสูจน์ว่ากระแสที่เคยแรงเมื่อครั้งก่อน มิได้เป็นเพียงฟ้าผ่าชั่วคราว หากคือความเชื่อมั่นระยะยาวของประชาชนในพื้นที่ ความน่าสนใจอยู่ที่ ทุกเขตมีผู้ท้าชิงจากหลายค่ายการเมือง ส่งผลให้ทุกคู่ต้องเตรียมทั้งหมัดตรง หมัดฮุก เกมรับ และเกมรุกให้รัดกุมที่สุด

ด้านล่างนี้คือการไล่เรียง “การประกบคู่มวย” ทั้ง 7 เขตเลือกตั้ง โดยอิงจากรายชื่อผู้สมัครของแต่ละพรรค ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจการเมืองสามารถมองเห็นภาพการแข่งขันได้ชัดเจนขึ้น ก่อนเสียงระฆังยกแรกของปีเลือกตั้ง 2569 จะดังขึ้น

เขต 1 นครเชียงราย มวยคู่เอก ศึกศักดิ์ศรีเมืองหลวง

เขต 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นครเชียงราย เปรียบได้กับคู่เอกบนเวทีใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการปกครองของจังหวัด การชกในรุ่นนี้จึงมีทั้งเดิมพันเชิงสัญลักษณ์และเดิมพันทางการเมืองระดับชาติ

ในมุมของ “มวยบ้านใหญ่” พรรคเพื่อไทยส่ง ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี หมายเลข 7 ทายาทตระกูลจงสุทธานามณี ขึ้นชกในฐานะผู้ทวงเข็มขัดคืน การกลับมาลงสนามเต็มตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “เทหมดหน้าตัก” หากไม่สามารถคว้าชัยได้ ความต่อเนื่องทางการเมืองของสายตระกูลในเขตเมืองอาจต้องถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

ฝั่ง “มวยกระแส” พรรคประชาชนส่ง ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นป้องกันเข็มขัด แม้ในโลกโซเชียลมีเสียงวิจารณ์เรื่องการ “เข้าไม่ถึงตัว” ในบางชุมชน แต่ข้อได้เปรียบของชิตวันคือพลังของฐานเสียงคนรุ่นใหม่และความนิยมของพรรคในระดับประเทศ ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเมืองใหญ่แบบเชียงราย

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง วุฒิชาติ เกรียงเกษร หมายเลข 6 นักธุรกิจท้องถิ่นที่ถูกขนานนามว่า “เสี่ยหนุ่ม” หรือ “หนุ่มแสนดี” ขึ้นเวทีในฐานะมวยสด การลงชกของวุฒิชาติอาจไม่ใช่การหวังน็อกเอาต์ในทันที หากแต่เป็นการ “ชกเก็บแต้ม” ด้วยการทำงานเชิงพื้นที่ระยะยาว ซึ่งอาจสั่นคลอนคะแนนของคู่หลักและทำให้ผลการเลือกตั้งเขตนี้ออกมาเบียดกันจนแต้มไม่ห่าง

เขต 1 จึงเป็นศึกที่ทุกหมัดมีความหมาย เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในช่วงปลายยก อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “จุกอก” จากคะแนนที่เฉือนกันเพียงไม่กี่พันเสียง

เขตเลือกตั้งที่ 1

  1. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ (พรรคประชาชน)
  2. นายนิติธร สมสิทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายธเนตร ติ๊บโก๊ะ (พรรคโอกาสใหม่)
  4. นายสมนึก ใจจักร์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายไอใจ ปู่หมื่อ (พรรคประชาธิปัตย์)
  6. นายวุฒิชาติ เกรียงเกษม (พรรคกล้าธรรม)
  7. นายธนรัช จงสุทธานามณี (พรรคเพื่อไทย)
  8. นายธนัยรัชต์ ศรีโชติ (พรรคปวงชนไทย)

เขต 2 แชมป์เก่ากับแรงกดดันรอบเวที

เขต 2 เป็นเวทีที่ ส.ส. โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครองเก้าอี้อยู่เดิม แม้ภาพรวมโปรไฟล์และเครือข่ายการเมืองจะทำให้ถูกมองว่าเป็น “มวยต่อ” แต่ในเวทีมวยการเมือง ลูกกลมๆ อย่างคะแนนเสียงสามารถเหวี่ยงได้ตลอดเวลา

ในไฟต์นี้ แชมป์เก่าต้องเผชิญกับผู้ท้าชิงจากหลายมุมเวที ทั้งจากพรรคประชาชน ภูมิใจไทย และกล้าธรรม ที่ต่างหวังเข้ามาตัดแต้ม แม้ชื่อผู้สมัครจากบางพรรคจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูในระดับประเทศ แต่การทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่องอาจเปลี่ยนสถานะจาก “ม้ารอง” เป็น “ม้าพลิกเกม” ได้ทุกเมื่อ

ความท้าทายของเขต 2 อยู่ที่โครงสร้างพื้นที่ซึ่งมีทั้งเขตเมืองกึ่งชนบทและชุมชนชนเผ่า ทำให้ผู้สมัครต้องใช้กลยุทธ์ “เปลี่ยนการ์ดตลอดเวลา” ระหว่างการเสนอภาพใหญ่ของนโยบายระดับชาติ กับการตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ราคาพืชผล ถนนหนทาง และบริการสาธารณสุข หากฝ่ายใดมองข้ามรายละเอียดเหล่านี้ อาจถูกคู่แข่งใช้เป็น “หมัดโต้กลับ” ได้ทันที

เขตเลือกตั้งที่ 2

  1. นายพงษ์พณิช อันพาพรม (พรรคท้องที่ไทย)
  2. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (พรรคเพื่อไทย)
  3. นายหาญ ดอนลาว (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นายทรงพล ชีวินมหาชัย (พรรคกล้าธรรม)
  5. นางสาวช่อพฤกษา อุดมทรัพย์ (พรรคภูมิใจไทย)
  6. นายอุทิศ มณีจันสุข (พรรคประชาชน)
  7. นายประเวช ราชชมภู (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

เขต 3 มวยเก๋าปะทะมวยระบบใหม่

เวทีเขต 3 ถูกจับตามองในฐานะ “ซูเปอร์ไฟต์” ระหว่างมวยเก๋าประสบการณ์สูง และมวยระบบใหม่ที่มีเครื่องมือการเมืองยุคดิจิทัลหนุนหลัง

พรรคประชาชนส่ง ฐากูร ยะแสง หมายเลข 5 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นชกต่อในฐานะแชมป์เก่า จุดแข็งของฐากูรคือผลงานการทำงานต่อเนื่องในสภาและความใกล้ชิดกับชุมชนชนบทจำนวนมาก ทำให้ฐานเสียงเดิมยังคงเหนียวแน่นในสายตาผู้สนับสนุน

ขณะที่พรรคเพื่อไทยดึง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 6 อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส. 9 สมัย กลับขึ้นเวทีด้วยตนเองอีกครั้ง เสมือนการส่ง “มวยเก๋าโอลด์เจเนอเรชัน” ที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน การกลับมาสวมเสื้อขึ้นชกครั้งนี้ไม่เพียงเดิมพันด้วยชื่อเสียงส่วนตัว หากยังเป็นการทดสอบว่าบารมีทางการเมืองแบบดั้งเดิมจะยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในเขต 3 หรือไม่

ผลของไฟต์นี้จะสะท้อนชัดว่า ในสายตาของประชาชน การเมืองแบบ “ระบบทีมสมัยใหม่” หรือ “มวยเก๋าแทคติกแน่น” จะได้รับคะแนนไว้ใจมากกว่ากัน และอาจกลายเป็นต้นแบบเปรียบเทียบให้เขตอื่นๆ ทั่วจังหวัดด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 3

  1. นายอาคม จันต๊ะมา (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  2. นายเรืองฤทธิ์ พวกอินแสง (พรรคประชาธิปัตย์)
  3. นายพิทักษ์ แสงคำ (พรรคกล้าธรรม)
  4. นายประเวศน์ รวีนโอภาส (พรรคภูมิใจไทย)
  5. นายฐากูร ยะแสง (พรรคประชาชน)
  6. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  7. นายสมชาติ ขวัญชัย (พรรคพลังประชารัฐ)

เขต 4 ศึกสายเลือดบนผืนผ้าใบ

เขต 4 เป็นหนึ่งในเวทีที่มีมิติทางอารมณ์สลับซับซ้อนมากที่สุด เพราะไม่ใช่เพียงศึกระหว่างสองพรรค หากยังเป็น “ศึกในสายตระกูล” ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ

ฝ่ายพรรคเพื่อไทยส่ง “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 4 ลูกสาวของวิสาร ลงป้องกันเก้าอี้ที่เคยคว้ามาได้ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของบ้านการเมืองเก่า ตลอดช่วงดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา วิสาระดีพยายามสื่อสารบทบาทด้านการพัฒนาพื้นที่และการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พรรคกล้าธรรมดึง สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. 4 สมัย ซึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในสังกัดเพื่อไทยและเป็นคนกันเองในตระกูล เตรียมขึ้นชกในสีเสื้อใหม่ การเปลี่ยนค่ายครั้งนี้ทำให้ไฟต์เขต 4 ถูกขนานนามว่าเป็น “ศึกน้าปะทะหลาน” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันและเส้นทางการเมืองที่เริ่มแยกออกจากกันชัดเจน

สำหรับประชาชนในเขตนี้ ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงเรื่องความผูกพันส่วนบุคคล หากอยู่ที่คำถามว่า ใครสามารถต่อยอดการทำงานในสภาและผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ได้ชัดเจนมากกว่ากัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คะแนนเสียงทุกใบคือการชูมือให้ “มวยที่ทำงานได้จริง” มากกว่ามวยที่มีเพียงชื่อเสียงในอดีต

เขตเลือกตั้งที่ 4

  1. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ (พรรคกล้าธรรม)
  2. นายธรรมวัตร พรมเสน (พรรคประชาชน)
  3. นายสหการ เขื่อนแปด (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  5. นายชาติบัญชา จำปาเจียม (พรรคพลวัต)
  6. นายอินตา เมืองมูล (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายเทียม เทพแสน (พรรคภูมิใจไทย)
  8. นายวัชรพงศ์ ปิโย (พรรคโอกาสใหม่)

เขต 5 และเขต 7 บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์แยกมุม – เมื่อมวยย้ายค่ายขึ้นชนเสื้อเดิม

สองเขตนี้คือไฮไลท์สำคัญของการเมืองเชียงรายรอบนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่บ้านใหญ่ตระกูลวันไชยธนวงศ์ แยกตัวออกจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และกระจายกำลังไปอยู่ในสองค่ายการเมืองใหม่ คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม

ในเขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 ขึ้นชกกับ เทอดชาติ ชัยพงษ์ จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ทั้งสองฝ่ายถือเป็นผู้ที่ทำงานพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต่างคนต่างมีเครือข่ายผู้นำชุมชนหนุนหลัง การประกบคู่ครั้งนี้จึงเปรียบได้กับมวยรุ่นเดียวกันที่เคยซ้อมร่วมเวที แต่วันนี้ต้องมาชกกันเต็มยกต่อหน้าเจ้าถิ่นคนดูในอำเภอ

เขตเลือกตั้งที่ 5

  1. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ (พรรคเพื่อไทย)
  2. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายนาวิน วังแปง (พรรคประชาชน)
  4. (ในรูปข้ามเบอร์ 4)
  5. นายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ (พรรคพลวัต)
  6. นายนิกร จันทร์หอม (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายสุรชาติ ผิวแดง (พรรคประชาธิปัตย์)

ส่วนเขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคกล้าธรรม หมายเลข 6 ขึ้นเวทีพบ สง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 7 แชมป์ใหม่จากการเลือกตั้งซ่อมที่เพิ่งทำหน้าที่ ส.ส. เพียงช่วงสั้นก่อนมีการยุบสภา สุธีระพงษ์มีพื้นฐานการเมืองจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) และรองนายก อบจ. เชียงราย ก่อนยื่นลาออกเพื่อหันมาลงเล่นการเมืองระดับชาติเต็มตัว

ไฟต์ในเขต 7 จึงเป็นศึกระหว่าง “เจ้าถิ่นท้องถิ่นเก๋าเกม” กับ “แชมป์หน้าใหม่ในระดับชาติ” ที่ยังต้องพิสูจน์ศักยภาพต่อเนื่อง ถ้าสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่ายเดิมในระดับ อบจ. แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงระดับเขตได้สำเร็จ จะถือเป็นสัญญาณสำคัญของบทบาทบ้านใหญ่ที่ย้ายค่ายในยุคการเมืองใหม่

เขตเลือกตั้งที่ 7

  1. ร้อยตำรวจเอก ดอน สมควร (พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อมือพาน (พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคกล้าธรรม)
  7. นางสาวมิรันตี บุญแก้ว (พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (พรรคเพื่อไทย)

เขต 6 แม่สาย เวทีชายแดนเดือด สามมุมมองบนเชือกเส้นเดียว

เขต 6 ครอบคลุมอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นด่านเศรษฐกิจชายแดนไทย–เมียนมา และเป็นประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ การแข่งขันในเขตนี้จึงมีทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจชายแดน และผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

พรรคเพื่อไทยดึง ชัยยนต์ ศรีสมุทร หมายเลข 4 อดีตนายกเทศมนตรีแม่สายที่รู้จักทุกตรอกซอกซอยของเขตเมืองชายแดนขึ้นชก จุดแข็งของชัยยนต์คือความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการค้า การจราจร และการจัดระเบียบตลาดชายแดน ที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญอยู่ทุกวัน

ฝั่งพรรคประชาชนส่ง จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม หมายเลข 1 อดีต ส.ส. ขวัญใจคนรุ่นใหม่และกลุ่มแรงงานพื้นที่ชายแดนขึ้นเวที ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนการเมืองแนวทางใหม่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการผลักดันนโยบายโปร่งใส

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง มลธิชา ไชยบาล ผู้ทำงานเชื่อมโยงกับมูลนิธิในเครือข่ายธรรมนัส ลงสู้ศึกในฐานะตัวเลือกจากค่ายที่มุ่งสร้างเครือข่ายช่วยเหลือชุมชนมายาวนาน การปรากฏตัวของมลธิชาทำให้เขต 6 กลายเป็น “ไฟต์สามมุมแดง–น้ำเงิน–ขาว” ที่คะแนนเสียงอาจถูกแบ่งกันอย่างสูสี

ด้วยความสำคัญของแม่สายในระดับเศรษฐกิจและความมั่นคง การตัดสินใจของประชาชนในเขตนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือก ส.ส. หากเป็นการเลือก “คนที่จะขึ้นเวทีเจรจาแทนชุมชน” ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด่านชายแดน การค้า การท่องเที่ยว และแรงงานข้ามแดนในระยะยาว

เขตเลือกตั้งที่ 6

  1. นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม (พรรคประชาชน)
  2. นายธวัชชัย อภิวงค์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  3. นายอนันต์ แพทยานนท์ (พรรคพลังประชารัฐ)
  4. นายชัยยนต์ ศรีสมุทร (พรรคเพื่อไทย)
  5. นางภัทรวัลย์ ผลไพบูลย์ (พรรคพลวัต)
  6. นายกฤษฎ์ชัยณัชวงศ์ สมพฤกษ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
  7. นางมลธิชา ไชยบาล (พรรคกล้าธรรม)
  8. นายบัณฑิต สุรินเปา (พรรคไทยก้าวหน้า)

ปัจจัยตัดสินบนเวที พื้นที่ กระแสพรรค และความน่าเชื่อถือส่วนตัว

เมื่อไล่ดูทั้ง 7 เขตรวมกัน จะเห็นได้ว่าศึกเชียงรายปี 2569 มีปัจจัยหลักสามด้านที่จะตัดสินผลแพ้ชนะในแต่ละเวที

หนึ่ง คือ “ฐานพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่น” ผู้สมัครที่ทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง ยืนมวยแบบ “ยกต่อยก” กับปัญหาของชาวบ้าน มีแนวโน้มจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าผู้ที่ปรากฏตัวเฉพาะช่วงหาเสียง

สอง คือ “กระแสพรรคในระดับชาติ” โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานแนวคิดชัดเจน เช่น พรรคประชาชนที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ดี พรรคเพื่อไทยที่มากด้วยประสบการณ์บริหารประเทศ หรือพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมที่ใช้ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่นหนุนหลัง หากกระแสในภาพใหญ่ขึ้นสูงช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนของผู้สมัครในจังหวัดย่อมได้รับอานิสงส์โดยตรง

สาม คือ “ความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล” ทั้งประวัติการทำงาน ความโปร่งใส และท่าทีต่อประเด็นสำคัญของจังหวัด เช่น ปัญหาหมอกควันไฟป่า การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนมิติใหม่ ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับการติดตามผลงานในอดีตและท่าทีต่อปัญหาปัจจุบันมากกว่าคำพูดบนเวทีปราศรัยเพียงอย่างเดียว

บทสรุปก่อนระฆังดัง จากเวทีมวยสู่กล่องเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด แม้การวิเคราะห์ในภาพรวมจะทำให้เห็นว่าแต่ละเขตมีคู่มวยหลัก คู่มวยรอง และมวยม้ามืดที่น่าจับตาอย่างไรบ้าง แต่ “กรรมการตัวจริง” ที่จะชูมือให้ผู้ใดขึ้นแท่นผู้ชนะก็ยังคงเป็นประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีสิทธิ์ใช้เสียงของตนเองอย่างเสรี ตามข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานของผู้สมัครในช่วงที่ผ่านมา

ศึกเลือกตั้ง 7 เขตของจังหวัดเชียงรายในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าการวัดพลังระหว่างบ้านใหญ่กับกระแสสีส้ม หากเป็นบททดสอบว่า การเมืองในยุคใหม่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์เก่าและพลังใหม่ได้อย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่เพียงชัยชนะบนผืนผ้าใบ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนบนผืนแผ่นดินเชียงรายอย่างยั่งยืน

เมื่อระฆังเลือกตั้งดังขึ้น ทุกคะแนนเสียงที่ถูกหย่อนในหีบจะกลายเป็น “คะแนนให้ดาวน์แต้ม” ที่ตัดสินว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป และอนาคตการเมืองเชียงรายในทศวรรษข้างหน้าจะเดินไปในทิศทางใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสู้ศึกปีใหม่ 2569 ผสานประเพณีชาติพันธุ์กับเมืองศิลปะ ดึงนักท่องเที่ยวโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

เชียงรายติด Top 3 จุดหมายปีใหม่ 2569 สวนกระแสรายได้ท่องเที่ยวรวมที่คาดหดตัว 2–9%

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่ภาพรวมรายได้การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของประเทศไทยถูกประเมินว่าจะชะลอตัวลง จากผลกระทบทั้งเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับสร้างภาพจำใหม่ให้วงการท่องเที่ยวไทย ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็น “จังหวัดยอดนิยมอันดับ 3” ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย และมียอดผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สวนทางกับรายได้รวมทั้งระบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะหดตัวลงระหว่าง 2–9%

บทบาทของเชียงรายในปีใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดปลายทาง” แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างของเมืองท่องเที่ยวภูเขาที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนบนดอยมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในช่วงเวลาที่ตลาดต่างประเทศยังซบเซา และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยการเดินทางในภูมิภาคยังเผชิญแรงสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา

ภาพใหญ่ปีใหม่ 2569 รายได้รวมลด แต่ “ไทยเที่ยวไทย” ยังยืนได้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ว่า ในภาพรวมทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ประเทศไทยคาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ราว 70,105 – 76,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 2–9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อลงลึกในรายละเอียด ททท. แบ่งการประเมินออกเป็น 2 ตลาดหลัก ได้แก่

  1. ตลาดต่างประเทศ (20 ธ.ค. 2568 – 1 ม.ค. 2569)
  • คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.4–1.5 ล้านคน ลดลง 6–12% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา
  • คาดสร้างรายได้ 51,600–58,000 ล้านบาท ลดลง 4–15%
    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัจจัยลบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเหตุอุทกภัยในภาคใต้ซึ่งกระทบเส้นทางหลักของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย หรือความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ทำให้หลายประเทศออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัย
  1. ตลาดในประเทศ (31 ธ.ค. 2568 – 4 ม.ค. 2569)
  • คาดผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 4.96 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7%
  • คาดรายได้ท่องเที่ยว 18,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%
    ตลาดในประเทศจึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงรอยต่อปลายปีนี้ โดยได้รับอานิสงส์จากหลายปัจจัย ทั้งวันหยุดยาว 5 วันติดต่อกัน อากาศหนาวเย็นที่ดึงให้คนไทยออกเดินทางสู่ภาคเหนือ รวมถึงการจัดงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

ในเชิงภูมิภาค ททท. ประเมินว่าภาคตะวันออกจะเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้สูงสุดในช่วงปีใหม่ อยู่ที่ประมาณ 3,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% รองลงมาคือภาคเหนือ 3,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 12% และกรุงเทพมหานคร 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ภูเขาและเมืองใหญ่ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญของ “ไทยเที่ยวไทย”

และในแผนที่การท่องเที่ยวภาคเหนือปีนี้ จังหวัดเชียงรายกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่น่าจับตา

เชียงรายเบียดขึ้น Top 3 ยอดนิยม คนไทยเที่ยวเพิ่ม 22%

ตามการคาดการณ์ของ ททท. สำหรับช่วงหยุดยาวปีใหม่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 จังหวัดที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร 502,400 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5%
  • อันดับ 2 อุดรธานี 130,440 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5%
  • อันดับ 3 เชียงราย 97,230 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นสูงถึง 22%

ตัวเลข 97,230 คน-ครั้ง แม้ดูน้อยกว่ากรุงเทพฯ อยู่หลายเท่า แต่เมื่อพิจารณาในเชิง “อัตราการเติบโต” จะเห็นได้ว่าจังหวัดเชียงรายเติบโตสวนกระแสหลายพื้นที่ และขยับตัวเร็วกว่าหลายเมืองท่องเที่ยวหลักในภูมิภาคเดียวกัน

การที่เชียงราย ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เมืองรอง” ในหลายมาตรการด้านภาษีท่องเที่ยว กลับกลายเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของผู้มาเยือนสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ เป็นคำตอบในตัวเองว่าทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของจังหวัดเริ่มถูกมองเห็นมากขึ้นในสายตาคนไทย

ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นที่พยายามสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เชียงรายไม่ใช่เพียงเมืองที่คนแวะมา “ถ่ายรูปครั้งเดียวแล้วผ่านไป” แต่เป็นเมืองที่สามารถวางแผนพักค้างหลายคืน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากยอดดอยสู่ตัวเมือง และจากตัวเมืองต่อไปยังชุมชนรอบนอก

Soft Power ชาติพันธุ์–ภูเขา–ศิลปะ ฐานรากความสำเร็จ

หนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยผลักดันให้เชียงรายโดดเด่นในช่วงปีใหม่นี้ คือการนำ “ประเพณีบนดอย” มายกระดับเป็น Soft Power ที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ลานกิจกรรมศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีปีใหม่ม้งตำบลตับเต่าและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า ประจำปี 2568

งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 ธันวาคม 2568 มีกิจกรรมทั้งขบวนแห่จาก 14 หมู่บ้าน การแข่งขันยิงหน้าไม้ การตีลูกข่าง การโยนลูกช่วง การตำข้าวปุก และการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีกหลากหลายรูปแบบ พร้อมซุ้มนิทรรศการวิถีชีวิตและสินค้าชุมชนของชาวม้งในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุในพิธีเปิดว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อความสนุกสนานของคนในชุมชน แต่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น” ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถเชิงสร้างสรรค์ และสร้างความรักความสามัคคีระหว่างคนในและนอกพื้นที่

เมื่อประเพณีปีใหม่ม้งถูกเชื่อมโยงเข้ากับภูมิทัศน์ของภูชี้ฟ้า จุดชมทะเลหมอกชื่อดังของเชียงราย ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีจึงไม่ได้ขายเพียง “วิวสวย” แต่ขายเรื่องราวของผู้คนที่อยู่ร่วมกับภูเขา ทำให้การเดินทางขึ้นดอยของนักท่องเที่ยวไทยมีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2026” ที่เชียงรายได้รับการสนับสนุนจาก ททท. ให้เป็นหนึ่งใน 7 จังหวัดเคาท์ดาวน์ทั่วประเทศ ก็ช่วยเติมสีสันให้ตัวเมืองเชียงรายมีชีวิตชีวาในยามค่ำคืน ทั้งบริเวณหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติและแลนด์มาร์กสำคัญอื่น ๆ ปลายปีนี้จึงเป็นครั้งที่เชียงรายสามารถเชื่อม “ดอยสูงยามเช้า” เข้ากับ “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

มาตรการรัฐ–เที่ยวดีมีคืน–เที่ยวบินใหม่ กลไกหนุนเมืองรอง

อีกปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เชียงรายเติบโตโดดเด่น คือบทบาทของมาตรการภาครัฐด้านภาษีและการเดินทาง โดยเฉพาะโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท โดยหากเลือกเดินทางไปเมืองรองจะได้รับสิทธิ “คูณ 1.5 เท่า”

เชียงรายซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองรองในหลายมาตรการ จึงได้ประโยชน์จากการออกแบบนโยบายในลักษณะนี้โดยตรง ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้น และฝั่งผู้เดินทางที่รู้สึกว่าการขึ้นเหนือไปเยือนเชียงราย “คุ้มค่า” ทั้งในเชิงประสบการณ์และภาษี

ควบคู่กันนั้น การเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินใหม่ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันออก เข้าสู่กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงราย ช่วยคลี่คลายปัญหาคอขวดด้านอุปทานที่ประเทศไทยเผชิญในช่วงฟื้นตัวหลังโควิด เมืองที่มีสนามบินอย่างเชียงรายจึงสามารถรับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง ทั้งชาวไทยจากภูมิภาคอื่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการต่อเครื่องจากเมืองหลัก

ต่างชาติชะลอตัวจากภัยธรรมชาติ–การเมือง แต่ยังมีสัญญาณบวก

อย่างไรก็ดี แม้เชียงรายและเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งในไทยจะเดินหน้าสร้างกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างชัดเจน

ททท. รายงานว่า ระหว่าง 20 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ความต้องการเดินทางจากต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ ในพื้นที่หลักอย่างอำเภอหาดใหญ่และตลาดกิมหยง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้าไทยในช่วง 1–12 ธันวาคม 2568 ลดลงถึง 27% จากปีก่อน และเมื่อตัดเฉพาะการเดินทางผ่านด่านสงขลาและสตูล ตัวเลขลดลงถึง 48% และ 83% ตามลำดับ

ในขณะเดียวกัน ปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 บริเวณจังหวัดชายแดน 7 แห่งของไทย ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่น แม้ไทยจะไม่ได้ถูกประกาศห้ามเดินทางในภาพรวม แต่หลายประเทศได้ออก Travel Advisory ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนดังกล่าว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย ชะลอการเดินทางในช่วงปีใหม่

อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้ (โดยเฉพาะอินเดีย) ซึ่งมียอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นราว 6% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนเริ่มดีขึ้นหลังการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินี สื่อสารถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และกระตุ้นการค้นหาข้อมูลการเดินทางมาไทยบนแพลตฟอร์มอย่าง Baidu และ Ctrip เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางภูเก็ต กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

เชียงรายเอง แม้ยังไม่ติดอันดับ Top 5 เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจองมากที่สุด (ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ และเกาะสมุย) แต่การมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินตรงเพิ่มขึ้นในฤดูกาลนี้ ก็ถือเป็น “การปูทาง” สำหรับการยกระดับบทบาทของจังหวัดบนแผนที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติในระยะกลางและระยะยาว

ปีใหม่ 2569 เชียงรายในฐานะ “เมืองขุนเขา–วัฒนธรรม–สุขภาวะ”

การที่เชียงรายสามารถเติบโตด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยได้ถึง 22% ท่ามกลางภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวทั้งระบบที่คาดว่าจะหดตัวลง 2–9% แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้นการใช้ทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ธรรมชาติบนภูเขา และกิจกรรมสร้างสรรค์ในเมือง กำลังเดินมาถูกทาง

จากประเพณีปีใหม่ม้งที่ภูชี้ฟ้า ไปจนถึงกิจกรรมเคาท์ดาวน์ในตัวเมือง และการเชื่อมกับเทศกาลอื่น ๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียง เช่น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 หรือกิจกรรม Learning Space เมืองแห่งการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เชียงรายไม่ใช่เพียง “จุดหมายปลายทางรูปสวย” แต่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาเรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิต และสร้างความทรงจำร่วมกับชุมชนได้อย่างแท้จริง

เมื่อมองไปข้างหน้า หากจังหวัดสามารถต่อยอดยุทธศาสตร์สู่การเป็น “Wellness City บนขุนเขา” ผสานสุขภาวะกายใจเข้าไว้กับธรรมชาติ ชา กาแฟ อาหารท้องถิ่น และวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เชียงรายย่อมมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงทั้งไทยและต่างชาติให้กลับมาเยือนซ้ำในระยะยาว

ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองที่ยืนอยู่ได้คือเมืองที่รู้จักตัวเอง เข้าใจทุนของตัวเอง และเล่าเรื่องของตนอย่างตรงไปตรงมา เชียงรายในปีใหม่ 2569 จึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่ “ติด Top 3 ยอดนิยม” แต่เป็นกรณีศึกษาว่าการลงทุนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเข้มแข็งของชุมชนบนดอย สามารถแปลงเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แม้ในปีที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แถลงข่าวผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งเครื่องยุทธศาสตร์เมืองขุนเขาศิลปะ หลังอโกด้าเผยยอดค้นหาที่พักเดินป่าพุ่งแต่ไร้ชื่อเชียงราย

เชียงรายเร่งเครื่องชูศักยภาพ “เมืองแห่งขุนเขา” หลังอโกด้าชี้เทรนด์เดินป่าพุ่ง แต่ไร้ชื่อติดโผจังหวัดยอดนิยม

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางลมหนาวที่พัดพาให้นักท่องเที่ยวทั่วประเทศมุ่งหน้าขึ้นภูเขาและเข้าป่า ตามกระแส “ฤดูเดินป่าเมืองไทย” ที่กำลังมาแรงในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องสู่ต้นปี 2569 ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก “อโกด้า (Agoda)” กลับสร้างคำถามสำคัญให้กับจังหวัดเชียงราย เมื่อสถิติการค้นหาที่พักเพื่อการเดินป่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในหลายจังหวัด แต่ “เชียงราย” ซึ่งมีภูมิประเทศภูเขารายล้อมและชื่อเสียงด้านศิลปวัฒนธรรม กลับไม่ติดรายชื่อจังหวัดที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในช่วงไฮซีซันดังกล่าว

ในขณะที่เชียงใหม่ ตาก เลย และกาญจนบุรี กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินป่าในสายตาผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เชียงรายจึงจำเป็นต้อง “เร่งโชว์ว่ามีเขา” และเร่งสื่อสารจุดแข็งของตนเองให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในฐานะเมืองศิลปะ เมืองชายแดนสามเหลี่ยมทองคำ และเมืองขุนเขาที่มีอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หลากหลาย เพื่อไม่ให้ถูกมองข้ามในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงลึกและยั่งยืน

เทรนด์เดินป่าพุ่งกว่า 200% แต่เชียงราย “ไม่ติดโผ”

ข้อมูลจากอโกด้าในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า การค้นหาที่พักสำหรับการเดินป่าในประเทศไทยเพื่อเข้าพักระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนก่อนหน้า โดยจังหวัดเชียงใหม่มียอดการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 254% รองลงมาคือจังหวัดตาก 230% จังหวัดเลย 190% และจังหวัดกาญจนบุรี 95%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ฤดูหนาวปีนี้ไม่ใช่เพียง “ฤดูหนาวธรรมดา” แต่เป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติแสวงหาประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ เดินป่า ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ และสัมผัสภูมิประเทศเชิงเขาในรูปแบบลึกซึ้งมากขึ้น

ในรายงาน Travel Outlook Report ของอโกด้า ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่สำคัญว่า ชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งในสาม หรือราว 35% วางแผนท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมเพียง 15% ในปีก่อนหน้า โดยให้เหตุผลสำคัญสองประการ คือ

  1. ค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
  2. ความต้องการค้นหาจุดหมายปลายทางใหม่ที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเฉพาะถิ่น

ซึ่งหากพิจารณาในมุมศักยภาพ จังหวัดเชียงรายถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ “ตอบโจทย์ทั้งสองข้อ” อย่างครบถ้วน ทั้งด้านภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ป่าต้นน้ำ บทบาทเมืองศิลปะ และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่การที่เชียงรายยังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ถูกค้นหามากที่สุดบนแพลตฟอร์มระดับโลก ย่อมสะท้อนโจทย์ใหญ่ด้าน “การสื่อสารและการตลาดเชิงภาพลักษณ์” ของจังหวัดในเวทีดิจิทัล

ถอดบทเรียนจาก 4 เส้นทางเดินป่าดาวเด่น โจทย์ท้าทายของ “เมืองขุนเขาเชียงราย”

อโกด้าได้หยิบยก 4 เส้นทางเดินป่าในประเทศไทยขึ้นมาแนะนำในฐานะจุดหมายที่ตอบโจทย์นักเดินป่ายุคใหม่ ได้แก่

  • กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ – เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 3.2 กิโลเมตร โดดเด่นด้วยป่ามอส ทุ่งหญ้าริมสันเขา และจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและครอบครัว
  • ดอยทูเล จังหวัดตาก – ยอดดอยสูงราว 1,350 เมตร ต้องอาศัยทักษะการเดินป่า ผ่านทั้งป่าทึบและสันเขาคดโค้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบขีดจำกัดของตนเอง
  • ภูกระดึง จังหวัดเลย – ภูเขายอดตัดที่เป็น “หมุดหมายในฝัน” ของใครหลายคน ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างชันและใช้พลัง แต่ตอบแทนด้วยภาพป่ากว้างสุดสายตาและหน้าผาชมพระอาทิตย์ขึ้น–ตก
  • เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี – จุดเด่นอยู่ที่ “สันคมมีด” เส้นทางสันเขาแคบที่ต้องใช้สติและความระมัดระวังสูง แลกกับวิว 360 องศาบนยอดสูงกว่า 1,200 เมตร

เส้นทางเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญคือ “ภาพจำที่ชัดเจน” ในมุมมองของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทะเลหมอกแนวสันเขา สันคมมีดที่ท้าทาย หรือยอดภูยอดตัดที่กลายเป็นสัญลักษณ์ การตอกย้ำภาพจำผ่านการสื่อสารออนไลน์และรีวิว ทำให้ชื่อของเส้นทางเหล่านี้ติดตลาดและถูกค้นหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในทางกลับกัน แม้เชียงรายจะมีภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพัฒนาเส้นทางเดินป่าคุณภาพสูงได้เช่นกัน ทั้งพื้นที่ดอยสูงชายแดน วิถีชีวิตชาติพันธุ์บนแนวสันเขา และป่าต้นน้ำ แต่การขาด “แบรนดิ้งเส้นทางเดินป่า” ที่ชัดเจนและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ความรับรู้ในระดับเดียวกับจังหวัดคู่แข่งเหล่านี้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

เชียงรายรุกกลับ ผสานศิลปะ–วัฒนธรรม–ขุนเขา สร้างภาพจำเมืองสร้างสรรค์

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จังหวัดเชียงรายไม่ได้เลือกเพียงการโปรโมต “ภูเขาและป่าไม้” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เลือกเดินเกมในแนวทางที่ต่างออกไป คือการผสาน “ศิลปะ แสงสี วัฒนธรรม และวิถีชุมชนบนดอย” ให้กลายเป็นภาพจำใหม่ของเมืองที่เชื่อมโยงทั้งกลางวันและกลางคืน

ตลอดช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จังหวัดเชียงรายขับเคลื่อนชุดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ

  1. งาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568”
    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 24 มกราคม 2569 เปลี่ยนโฉมเขตเทศบาลนครเชียงรายให้กลายเป็น “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ภายใต้แนวคิด Heart Art Light ผ่านการออกแบบเส้นทาง “ออกเดินทางตามแสงศิลป์” ครอบคลุม 7 จุดสำคัญ ทั้งย่านขนส่งใจกลางเมือง ถนนบรรพปราการ วัดมิ่งเมือง ประตูเชียงใหม่ อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ถนนสิงหไคล และสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ

ภายในงานยังมีกิจกรรม “นักเดินทางแห่งแสง (Light Traveler)” เชิญชวนนักท่องเที่ยวสะสมตราประทับครบทั้ง 7 จุด เพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึก สร้างแรงจูงใจให้ผู้มาเยือนใช้เวลาเดินเท้า สัมผัสเมืองในมุมมองใหม่ และเชื่อมโยงเส้นทางศิลปะเข้ากับย่านธุรกิจ ร้านอาหาร และที่พักในตัวเมืองโดยตรง

  1. กิจกรรม “Learning Space” เมืองแห่งการเรียนรู้
    วันที่ 24–29 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม Learning Space ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย แห่งที่ 1 เพื่อเชื่อมโยงแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ขององค์การยูเนสโก เข้ากับการท่องเที่ยว โดยคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ 30 แห่งในจังหวัด แบ่งเป็น 6 ด้าน อาทิ ศิลปะและสถาปัตยกรรม อาหาร ชา กาแฟ ธรรมชาติและการเกษตร ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ วิถีผ้าล้านนาและชาติพันธุ์ ไปจนถึงกีฬาและสุขภาพ

กิจกรรมดังกล่าวทำให้ภาพของเชียงรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “เมืองผ่าน” หรือ “เมืองปลายทางริมชายแดน” แต่กลายเป็นพื้นที่ที่นักเดินทางสามารถมาเรียนรู้ ทดลอง ลงมือทำ และซึมซับองค์ความรู้จากชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

  1. ท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ที่บ้านผาหมี – “ตามหารากชู ชูรสชาติแห่งดอย”
    ในฝั่งภูเขาชายแดน อพท.เชียงรายและภาคีท้องถิ่นได้พัฒนาโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในหมู่บ้านอาข่าบนดอย อำเภอแม่สาย ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ “น้ำพริกรากชู” สมุนไพรหายากที่เป็นหัวใจของรสชาติอาหารอาข่า เชื่อมโยงเรื่องราวอาหาร วิถีเกษตรบนพื้นที่สูง และภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับป่าต้นน้ำ

ประสบการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงลึกที่นักเดินทางสนใจมากขึ้น คือไม่ได้ต้องการเพียงภาพสวย ๆ จากยอดดอย แต่ต้องการ “เข้าใจชีวิตผู้คนบนภูเขา” ผ่านอาหาร ภาษา และความเชื่อ ซึ่งเชียงรายมีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว

  1. มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง
    ในมิติของธรรมชาติระดับพื้นราบ จังหวัดเชียงรายยังจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ หนองหลวง อำเภอเวียงชัย แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของจังหวัด ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยง “นทีแห่งศรัทธา” เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการพักผ่อน

การใช้หนองหลวงเป็นเวทีนำเสนอทั้งไม้ดอกศิลปะจัดสวน กิจกรรมทางวัฒนธรรม และตลาดชุมชน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสาน “ทรัพยากรน้ำ–ธรรมชาติ–เศรษฐกิจฐานราก” เข้าด้วยกัน เพื่อขยายการท่องเที่ยวออกจากตัวเมืองไปสู่พื้นที่รอบนอกอย่างเป็นระบบ

จากตัวเลขออนไลน์สู่ชีวิตจริง เมื่อ “การมองไม่เห็นในหน้าจอ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอยู่จริง”

แม้ตัวเลขจากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอโกด้าจะแสดงให้เห็นว่าเชียงรายยังไม่ถูกค้นหาเทียบเท่าจังหวัดอื่น ๆ ในฐานะจุดหมายเดินป่า แต่ในเชิงพื้นที่จริง จังหวัดกลับมีการขยับตัวอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “สร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่” แต่คือการเชื่อมโยงสินค้าที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็น “ภาพจำเดียวกัน” ในน้ำหนักเดียวกับที่คนจดจำกิ่วแม่ปาน ดอยทูเล ภูกระดึง หรือเขาช้างเผือก

หากเชียงรายสามารถเล่าเรื่อง “เมืองแห่งขุนเขาศิลปะและชาติพันธุ์” ให้ชัดเจนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำเส้นทางเดินป่าเชื่อมโยงหมู่บ้านชาติพันธุ์ แหล่งเรียนรู้ และงานเทศกาลแสงสี–ไม้ดอกเข้าด้วยกันอย่างมีโครงสร้าง จะช่วยให้จังหวัดก้าวเข้าสู่กลุ่ม “จุดหมายเดินป่าที่ต้องมาเยือนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต” ได้ไม่ยากนัก

เสียงจากภาคการท่องเที่ยว ยุคของการเดินทางที่ต้องมี “ความหมาย”

อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เคยกล่าวสะท้อนมุมมองนักเดินทางยุคใหม่ว่า ฤดูเดินป่าในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผู้คนต้องการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การวางแผนเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสำหรับครอบครัวหรือเส้นทางท้าทายสำหรับผู้มีประสบการณ์

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารท้องถิ่นเชียงราย ทั้งจากจังหวัด เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองที่การท่องเที่ยวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

เมื่อภาพจากฝ่ายเอกชนระดับโลกและฝ่ายท้องถิ่นมาตัดกัน จุดร่วมที่ชัดคือ “การเดินทางที่มีความหมาย” – ซึ่งหากเชียงรายสามารถสื่อสารได้ว่า การขึ้นมาบนภูเขาเชียงรายไม่ใช่เพียงการชมวิว แต่คือการเรียนรู้ชีวิตผู้คน การชิมอาหารจากสมุนไพรบนดอย การฟังเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าชาติพันธุ์ และการเดินตามเส้นแสงศิลปะในตัวเมืองยามค่ำคืน เมืองแห่งขุนเขาแห่งนี้ย่อมมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ในความสนใจของนักเดินป่าในอนาคตอันใกล้

จาก “เมืองถูกมองข้ามบนหน้าจอ” สู่ “เมืองที่ต้องมองเห็นด้วยสองเท้า”

กรณีที่ชื่อของเชียงรายไม่ติดอันดับต้น ๆ ในสถิติการค้นหาที่พักสำหรับเดินป่าบนแพลตฟอร์มอโกด้าอาจสะท้อนข้อจำกัดด้านการสื่อสารเชิงการตลาดและการสร้างภาพจำในโลกออนไลน์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็น “สัญญาณเตือนเชิงบวก” ให้จังหวัดหันมาทบทวนและเร่งวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงขุนเขาอย่างจริงจังมากขึ้น

เชียงรายในวันนี้มีเครื่องมืออยู่ในมือครบถ้วน ทั้งต้นทุนภูเขาและป่าต้นน้ำ ความหลากหลายของชาติพันธุ์ จิตวิญญาณของเมืองศิลปะ เทศกาลแสงสี–ไม้ดอก ไปจนถึงพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกวัย หากสามารถนำทั้งหมดมาเรียงร้อยเป็นเส้นทางเดียวกันภายใต้ภาพลักษณ์ “เมืองขุนเขาสร้างสรรค์แห่งล้านนาเหนือ” และขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้ไปปรากฏบนจอมือถือของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง เชียงรายก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจาก “เมืองที่ไม่ติดโผค้นหา” ให้กลายเป็น “เมืองที่ต้องไปให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง”

ท้ายที่สุด การเดินป่าที่มีความหมายอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการพิมพ์คำว่า “เดินป่าที่ไหนดี” ลงในช่องค้นหาเท่านั้น แต่อาจเริ่มต้นจากการที่เมืองหนึ่งลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในตัวเอง เล่าเรื่องของตนให้ชัด และยืนหยัดว่าบนขุนเขาเชียงราย ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้ผู้คนก้าวเท้าเข้าไปค้นพบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Travel Outlook Report – แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอโกด้า (Agoda)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME