Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

ประเพณีแข่งขันเรือพายอำเภอเทิง เสริมท่องเที่ยวเชียงราย

ประเพณีแข่งขันเรือพายอำเภอเทิง คึกคักส่งเสริมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ณ อ่างเก็บน้ำบ้านทุ่งโห้ง หมู่ 5 ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้จัดงานประเพณีแข่งขันเรือพายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ประจำนายอนุทิน ชาญวีระกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศราวุธ ค่อมบุญ นายอำเภอเทิง นายกฤษฎา ชัยยา ปลัดอาวุโสอำเภอเทิง นายสวาท สมใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียง และบรรดาผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

ส่งเสริมประเพณี สร้างการรับรู้ในวงกว้าง

นายสวาท สมใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียง เปิดเผยว่า งานประเพณีแข่งขันเรือพายนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสืบสานประเพณีอันดีงามของอำเภอเทิงให้คงอยู่ต่อไป พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยว

การแข่งขันเรือพายที่หลากหลายทีมจากหลายอำเภอ

ในปีนี้มีทีมเรือพายเข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 20 ทีม โดยมาจากหลากหลายพื้นที่ เช่น อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงทีมจากอำเภอแม่ใจและอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท ก. และประเภท ข. ซึ่งการแข่งขันรอบคัดเลือกของประเภท ก. ได้เริ่มต้นขึ้นในวันนี้ และประเภท ข. จะเริ่มในวันพรุ่งนี้เช้า โดยผู้ชนะของทั้งสองประเภทจะเข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศช่วงบ่าย

ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน

งานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะบริเวณที่มีร้านค้าจำหน่ายอาหารและสินค้าท้องถิ่น คาดว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

เกียรติสูงสุดจากถ้วยรางวัลของ รมช.มหาดไทย

สำหรับถ้วยรางวัลในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสำหรับทั้งคณะผู้จัดงานและผู้ชนะการแข่งขัน

ประเพณีที่ต้องสืบสานสู่อนาคต

ประเพณีแข่งขันเรือพายของอำเภอเทิงไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน แต่ยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยสืบสานวัฒนธรรมประจำถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวอำเภอเทิงและจังหวัดเชียงราย

งานประเพณีแข่งขันเรือพายอำเภอเทิงในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานของหน่วยงานต่างๆ และความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนในการสืบทอดวัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

AOT โชว์กำไรพุ่ง 1.9 หมื่นล้าน ผู้โดยสารใกล้ฟื้นตัวก่อนระดับโควิด-19

AOT เผยผลประกอบการปี 2567 กำไรพุ่ง 1.9 หมื่นล้านบาท พร้อมรับเทศกาลปีใหม่ 2568

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยผลประกอบการประจำปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566 – กันยายน 2567) โดย AOT มีกำไรสุทธิ 19,182.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118.21% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 10,391.52 ล้านบาท

ในรอบปีที่ผ่านมา AOT มีรายได้รวม 67,827.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.01% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็นรายได้จากกิจการการบิน 31,000.47 ล้านบาท และรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน 36,120.83 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการกลับมาของการเดินทางระหว่างประเทศ

ปริมาณผู้โดยสารฟื้นตัวใกล้ระดับก่อนโควิด-19

ปริมาณผู้โดยสารรวมที่ใช้บริการในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK) ดอนเมือง (DMK) เชียงใหม่ (CNX) แม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) ภูเก็ต (HKT) และหาดใหญ่ (HDY) มีจำนวนรวมกว่า 119.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.22% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 72.67 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 46.62 ล้านคน

สำหรับปีงบประมาณ 2568 AOT คาดว่าปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นเป็น 129.97 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 8.95% และจำนวนเที่ยวบินจะเพิ่มเป็น 808,280 เที่ยวบิน

การเตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2567 ถึง 4 มกราคม 2568 คาดว่าจะมีผู้โดยสารรวม 2.86 ล้านคน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1.83 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 1.03 ล้านคน พร้อมเที่ยวบินรวม 17,410 เที่ยวบิน

AOT ยังจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการเพิ่มเติม เช่น การติดตั้งระบบ Biometric สำหรับการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลที่สมบูรณ์แบบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเช็กอิน โหลดสัมภาระ และขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องแสดงหนังสือเดินทาง

จัดอัตรากำลังพลให้เพียงพอเพื่อดูแลผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง

ดร.กีรติ กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ AOT ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานราชการ สายการบิน ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการ ได้แก่ เพิ่มความถี่ในการจัดรถเข็นกระเป๋า การทำความสะอาดห้องน้ำ เพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บริหารจัดการจราจรทั้งภาคพื้นและพื้นที่การบิน (Landside & Airside) ในช่วงชั่วโมงคับคั่ง (Peak Hour) บริหารจัดการสายพานลำเลียงกระเป๋า จัดเจ้าหน้าที่ Airport Help ช่วยดูแลเรื่องการจัดแถวของผู้โดยสารในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงให้คำแนะนำการใช้งานเครื่องเช็กอินอัตโนมัติ (เครื่อง CUSS) เครื่อง CUBD และเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) การตรวจสภาพรถรับจ้างสาธารณะ การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ การจัดเตรียมรถแท็กซี่สาธารณะ เพิ่มความถี่รถโดยสารสาธารณะและการดูแลการจราจร ทางอากาศ รวมทั้งจัดอัตรากำลังพลให้เพียงพอเพื่อดูแลผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย
 

บริการจอดรถฟรีรับเทศกาลปีใหม่

AOT เปิดให้บริการจอดรถฟรีใน 4 ท่าอากาศยาน ได้แก่

  • สุวรรณภูมิ (BKK): ลานจอดระยะยาวโซน C
  • ดอนเมือง (DMK): พื้นที่ลานจอดระหว่างอาคารคลังสินค้า 2 และอาคารจอดรถ 5 ชั้น
  • ภูเก็ต (HKT): หน้าอาคารสำนักงาน
  • หาดใหญ่ (HDY): สนามฟุตบอล

การฟื้นตัวทางการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเชิงบวก ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

น.ต.ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ผชร.)  ให้สัมภาษณ์กับทางทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่า ตลอดเดือนตุลาคม 2567 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 1,135 เที่ยวบิน สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน เป็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเชิงบวกอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงถึง 161,142 คน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1% ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

 

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้แม้ว่าจำนวนเที่ยวบินประจำจะคงที่ แต่มีคาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบิน private jet เนื่องจากเชียงรายเป็นจุดหมายที่นิยมสำหรับการพักผ่อนและฉลองในช่วงเวลาพิเศษของปี ท่าอากาศยานยังกำหนดเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ต่างๆ โดยมีการประเมินและเตรียมการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดีที่สุด.

 

โดยรวมแล้วท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายได้สร้างศักยภาพในการเป็นตัวเชื่อมโยงหลักของการท่องเที่ยว, การค้า, และการลงทุนในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ นอกจากนี้ยังได้เป็นแกนนำในการทุกภาคส่วนร่วมในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน, กีฬา, และวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูการท่องเที่ยวปลายปี การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจสายการบินยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวและสร้าง เศรษฐกิจสู่เส้นทางที่ยั่งยืน น.ต.ดร.สมชนก กล่าวทิ้งท้าย

การพัฒนาและบริการในอนาคต

AOT วางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการจราจรทั้งทางบกและอากาศ พร้อมเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และบริการต่างๆ เพื่อรองรับการเดินทางในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (Peak Hour)

และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถือเป็นหนึ่งในประตูสู่ภาคเหนือของไทยที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิภาคและส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับประเทศและนานาชาติ ท่าอากาศยานนี้ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ในการรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวและการคมนาคมทางอากาศได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.กีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า AOT ในฐานะรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานท่าอากาศยานที่สำคัญของประเทศไทยและภูมิภาค พร้อมที่จะส่งมอบประสบการณ์การเดินทางอันน่าประทับใจ และไม่หยุดยั้งที่จะเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์ขององค์กร “AOT เป็นผู้ดำเนินการและจัดการท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก : มุ่งเน้นคุณภาพการให้บริการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสร้างรายได้อย่างสมดุล”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : AOT / ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ถนนเมืองงิม-บ้านฟาร์ม ซ่อมเสร็จ ปลอดภัย พร้อมใช้งานแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย ถนนเมืองงิม-บ้านฟาร์ม ซ่อมเสร็จพร้อมใช้งาน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 สำนักช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) รายงานความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนลาดยางสาย ชร.ถ1-0045 บ้านฝั่งหมิ่น – บ้านหนองบัวแดง เชื่อมระหว่างหมู่ที่ 4 ตำบลริมกก กับหมู่ที่ 5 ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย (บ้านเมืองงิม – บ้านฟาร์มสัมพันธกิจ) ที่ประสบปัญหาดินทรุดตัวและผิวถนนแตกร้าวจากเหตุอุทกภัยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

การซ่อมแซมถนนเพื่อคืนความปลอดภัย

โครงการซ่อมแซมถนนสายดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม และแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 โดยภายใต้การบริหารงานของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้สั่งการให้สำนักช่าง อบจ.เชียงราย เร่งดำเนินการซ่อมแซมในส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วน

การซ่อมแซมเริ่มต้นด้วยการอัดบดดินไหล่ทางและเพิ่มความแข็งแรงให้พื้นผิวถนน พร้อมดำเนินการปรับปรุงแนวถนนที่แตกร้าวให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นความแข็งแรงของโครงสร้างเพื่อลดปัญหาดินทรุดตัวในอนาคต

ผลกระทบและการฟื้นฟูชุมชน

การทรุดตัวของถนนในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงค่ำคืนที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การแก้ไขปัญหาครั้งนี้จึงเป็นการคืนความปลอดภัยและสะดวกสบายให้ประชาชนในชุมชน

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักช่าง อบจ.เชียงราย ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน พบปะและให้กำลังใจชาวบ้านในพื้นที่เมืองงิม โดยได้รับการต้อนรับจากผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นายก อบจ.เชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยในเส้นทางดังกล่าว โดยขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น และอสม. ในการเฝ้าระวังความปลอดภัย และแจ้งเตือนประชาชนให้ใช้เส้นทางอย่างระมัดระวัง

การแก้ไขปัญหาในระยะยาว
อบจ.เชียงรายยังวางแผนดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มเติมในเส้นทาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในช่วงเวลากลางคืน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างถนนให้รองรับการใช้งานในระยะยาว โดยเน้นการใช้วัสดุที่มีคุณภาพและการออกแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่

ประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้ปกติ

หลังการซ่อมแซมแล้วเสร็จ ถนนสายบ้านเมืองงิม – บ้านฟาร์มสัมพันธกิจ ได้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยอบจ.เชียงราย ขอให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางนี้ขับขี่อย่างระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

บทสรุป

การซ่อมแซมถนนสายบ้านเมืองงิม – บ้านฟาร์มสัมพันธกิจ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ อบจ.เชียงราย ในการพัฒนาและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงรายมอบทุน ช่วยเด็กขาดทุนทรัพย์ 210 ราย

อบจ.เชียงรายจัดมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือให้เยาวชนในพื้นที่ ปีงบประมาณ 2567

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหารได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือสำหรับนักศึกษาและนักเรียนที่ยากจนหรือด้อยโอกาสในพื้นที่เขต อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว และอำเภอเวียงชัย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและส่งเสริมโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

วัตถุประสงค์ของโครงการ

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือในปีงบประมาณ 2567 นี้ เป็นไปตามนโยบายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาและนักเรียนที่ยากจนและด้อยโอกาสในจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2561

นอกจากการช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวแล้ว โครงการนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนที่ขาดแคลน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างสรรค์สังคมที่เท่าเทียมในระยะยาว

รายละเอียดการมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือ

ในปีงบประมาณ 2567 อบจ.เชียงราย ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 5,000,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือ โดยในพิธีมอบทุนครั้งนี้ มีตัวแทนจากสถานศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมรับทุนสำหรับนักศึกษาและนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 210 ราย แบ่งเป็น

  • ทุนการศึกษา จำนวน 97 ราย
  • เงินช่วยเหลือ จำนวน 113 ราย

ผู้แทนที่ร่วมมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือในพิธีครั้งนี้ ประกอบด้วยนายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย นางนภาภัณฑ์ ต่วนชะเอม เลขานุการ อบจ. นายณรงศักดิ์ ขันทะ หัวหน้าฝ่ายกีฬา กองการท่องเที่ยวและกีฬา และนายประพันธ์ คมสาคร หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พร้อมทั้งผู้แทนสถานศึกษาในเขต อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว และอำเภอเวียงชัย

ความสำคัญของการศึกษากับการพัฒนาเยาวชน

โครงการทุนการศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนให้เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งนี้ นางอทิตาธร ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนในภาพรวม

“การสนับสนุนการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนที่อาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการศึกษา ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดเชียงรายและประเทศชาติ” นางอทิตาธร กล่าว

แผนดำเนินงานในอนาคต

นอกจากการมอบทุนการศึกษาในเขตอำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว และอำเภอเวียงชัยแล้ว อบจ.เชียงราย ยังมีแผนดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือในพื้นที่อำเภออื่น ๆ ต่อไป เพื่อให้เยาวชนในจังหวัดเชียงรายได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในระยะยาว และเป็นการสนับสนุนเป้าหมายของจังหวัดเชียงรายในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน

อบจ.เชียงรายยังมุ่งหวังว่า โครงการนี้จะเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ในการดำเนินโครงการที่สร้างประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่-เชียงราย พร้อมแผนฟื้นฟูยั่งยืน

การประชุมวางแผนแก้ปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่ม เชียงใหม่-เชียงราย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานศูนย์ประสานงานส่วนหน้า (ศปช.) และพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยที่ปรึกษา ศปช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

เร่งรัดแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ

นายสุริยะ กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเร่งรัดการจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อบูรณาการทรัพยากรและแผนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องและเกิดความเป็นเอกภาพ

คณะทำงานดังกล่าวจะรวบรวมรายละเอียดและนำเสนอแผนงานต่อที่ประชุมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า (ศปช.) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ก่อนนำเสนอแผนต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567

ผลการประชุมและแผนดำเนินงานที่สำคัญ

ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบแนวทางสำคัญเพื่อปกป้องและลดผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและบ้านเรือนของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน

    • รับทราบคำสั่งที่ 1/2567 ของคณะทำงานศึกษาวางแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ
    • ประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยเน้นความคืบหน้าและความสอดคล้องของแผนงาน
  2. แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่

    • เสริมสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงระบบการระบายน้ำ
    • ฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต
  3. แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม แม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย

    • บูรณาการการจัดการน้ำและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
    • วางระบบเตือนภัยล่วงหน้าและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติ

ความสำคัญของการประชุมและเป้าหมายในอนาคต

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

ทั้งนี้ นายสุริยะ ย้ำว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้พิจารณาการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การใช้ระบบตรวจวัดระดับน้ำแบบอัตโนมัติ และการวางแผนปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

เมื่อแผนงานได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในปลายเดือนนี้ คาดว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

ข้อสรุป

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มอย่างจริงจัง โดยใช้แนวทางการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงคมนาคม 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สร้างทักษะเท่าทันสื่อ เด็ก ป.5 พร้อมหนังสือพิมพ์ออนไลน์

โครงการ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 มูลนิธิสภาการสื่อมวลชนและสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติได้จัดพิธีเปิดตัวโครงการ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์” ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงาน รวมถึงผู้แทนโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาค เพื่อร่วมสร้างทักษะเท่าทันสื่อในกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5

ส่งเสริมความเข้าใจสื่อในยุคดิจิทัล

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างทักษะในการรับรู้และจำแนกเนื้อหาสื่อที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กยุคดิจิทัล 4.0

“การเรียนรู้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน ความเข้าใจ และการแยกแยะข่าวสาร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ในทุกสาขาวิชา และยังช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการปรับตัวในสังคมยุคใหม่” นายชวรงค์กล่าว

โครงการเพื่อเสริมสร้างทักษะในโรงเรียน

โครงการดังกล่าวได้คัดเลือกโรงเรียนจำนวน 220 แห่งจากทั่วประเทศ ทั้งในสังกัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยมีกิจกรรมเสริมสร้างทักษะสำหรับนักเรียนและครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย

กิจกรรมหลักประกอบด้วย

  1. การอบรมครูผู้สอน: ครู 1 คนต่อโรงเรียนจะได้รับการอบรม 1 วัน เพื่อเรียนรู้การใช้หนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในกระบวนการสอน
  2. กิจกรรมสัปดาห์ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์”: ครูจะนำความรู้ไปปรับใช้ในชั้นเรียน โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านหนังสือพิมพ์ฉบับจริง 5 ฉบับ รวมถึงแบบฝึกหัดที่ออกแบบมาเฉพาะ

พื้นที่เป้าหมายและช่วงเวลาการดำเนินการ

โครงการนี้จะเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2568 โดยครูที่ผ่านการอบรมจะจัดกิจกรรมในโรงเรียนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สำหรับโรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ จะใช้หนังสือพิมพ์ระดับชาติ

โดยในส่วน กทม. ปริมณฑล ภาคกลางจะจัดกิจกรรมฯ วันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ใช้

  1. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 
  2. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
  3. หนังสือพิมพ์มติชน
  4. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

และส่วนพื้นที่จังหวัดภูมิภาค กลุ่มโรงเรียนที่ใช้หนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค 7 ฉบับ ประกอบด้วย

  1. หนังสือพิมพ์ประชามติ จ.ตราด
  2. หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ จ.เพชรบุรี
  3. หนังสือพิมพ์สงขลาโฟกัส จ.สงขลา
  4. หนังสือพิมพ์หัวหินสาร จ.ประจวบคีรีขันธ์
  5. หนังสือพิมพ์ส่องใต้นิวส์ จ.สตูล
  6. หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ จ.เชียงใหม่
  7. หนังสือพิมพ์ปทุมมาลัย จ.อุบลราชธานี

จะจัดสัปดาห์ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์” ระหว่างวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2568

เน้นการเรียนรู้เท่าทันสื่อในบริบทดิจิทัล

กิจกรรมการเรียนรู้จะมุ่งเน้นไปที่การจำแนกข่าวสาร การแยกความแตกต่างระหว่างหนังสือพิมพ์ฉบับพิมพ์และออนไลน์ การรู้เท่าทันสื่อ และการใช้สื่ออย่างปลอดภัย รวมถึงการป้องกันภัยจากสื่อไซเบอร์

เสวนาเรื่องนวัตกรรมสื่อ

ในงานเปิดตัวโครงการ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรมสื่อกับการเรียนรู้เท่าทันสื่อในห้องเรียนภาษาไทย” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและสื่อมวลชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น ดร.วสันต์ สุทธาวาศ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณฐิติวรรณ ไสวแสนยากร บรรณาธิการข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และคุณภูวสิษฏ์ สุขใส บรรณาธิการสงขลาโฟกัส

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

โครงการนี้คาดว่าจะช่วยให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนกว่า 4,500 คน ได้รับทักษะเท่าทันสื่อผ่านการเรียนรู้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในระยะยาว

มูลนิธิสภาการสื่อมวลชนเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่สามารถใช้สื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ นำไปสู่การพัฒนาทักษะชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

ไทยเร่งปรับตัวสู้วิกฤตโลกร้อน ป้องภัยอนาคตสุดร้อนแรง

ไทยต้องปรับตัวรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ยกระดับการบริหารจัดการเพื่อความอยู่รอด

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 หนังสือพิมพ์ Bangkok Post รายงานถึงความเร่งด่วนในการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน

ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โลกกำลังเผชิญกับปัญหาอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจ เช่น ภูเขาไฟฟูจิในญี่ปุ่นที่ไม่มีหิมะปกคลุมในเดือนตุลาคมเป็นครั้งแรกในรอบ 130 ปี ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะโลกร้อน

ในส่วนของประเทศไทย การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิส่งผลต่อภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจโดยรวม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 1% ของโลก แต่ประเทศไทยกลับติดอันดับ 9 ในดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index) และประสบกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วถึง 146 ครั้งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

ผลกระทบสำคัญที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

  1. น้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่ง: กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงอาจจมน้ำในอีก 30 ปีข้างหน้า เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการทรุดตัวของดิน เช่น วัดขุนสมุทรจีนในสมุทรปราการที่กลายเป็นเกาะกลางน้ำ
  2. ภัยแล้งและคลื่นความร้อน: จังหวัดแม่ฮ่องสอนอาจมีวันปราศจากฝนถึง 100 วันต่อปี ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนน้ำและอุณหภูมิสูงถึง 40°C
  3. ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ: ความร้อนที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อแรงงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกรและพนักงานขนส่ง ที่ต้องลดชั่วโมงการทำงานลง พร้อมกับเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพและลดผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

แนวทางการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอแนะ 3 กลยุทธ์หลักในการรับมือ ได้แก่

  1. การป้องกันและลดความเสี่ยง:

    • พัฒนาพันธุ์พืชที่ทนแล้ง
    • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทนทานต่อพายุและน้ำท่วม
    • ปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
    • พิจารณาการย้ายถิ่นฐานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
  2. การเตรียมพร้อมและการตอบสนอง:

    • ระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการพยากรณ์อากาศที่น่าเชื่อถือ
    • จัดทำแผนฟื้นฟูชุมชนและระบบบริการฉุกเฉิน
  3. การฟื้นฟูและเพิ่มความยืดหยุ่น:

    • มุ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน
    • จัดทำระบบประกันภัยและเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม
    • หลีกเลี่ยงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น เขื่อนกั้นน้ำโดยไม่มีการศึกษาอย่างรอบคอบ

บทเรียนจากต่างประเทศ

  • เนเธอร์แลนด์: ใช้ระบบกำแพงกันน้ำที่ออกแบบจากการศึกษาสภาพแวดล้อมและความคิดเห็นของชุมชน
  • ญี่ปุ่น: ใช้เทคโนโลยี Digital Twin เพื่อจำลองสถานการณ์น้ำท่วม
  • สิงคโปร์: ลงทุนในพื้นที่สีเขียวเพื่อลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน

การบริหารจัดการที่ยั่งยืน

รัฐบาลไทยควรตั้งกองทุน Green Transition and Adaptation Fund ผ่านการจัดเก็บภาษีคาร์บอน เพื่อสนับสนุนกลุ่มเปราะบางและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับอนาคต ลดการพึ่งพาการแจกเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า และส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สรุป

ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ทั้งการป้องกัน ฟื้นฟู และพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศและสร้างความยืดหยุ่นต่ออนาคตที่ร้อนขึ้นทุกวัน

นี่คือเวลาที่ประเทศไทยต้องลงมือทำอย่างจริงจังเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : bangkokpost

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สวนตุงและโคมฯ เชียงรายจัดเต็ม! มหัศจรรย์ Lanna Winter Wonderland

สวนตุงและโคมฯ เนรมิตเทศกาล “Lanna Winter Wonderland” ดึงดูดนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เวลา 18.00 น. ณ สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการเปิดงาน “Lanna Winter Wonderland” อย่างเป็นทางการ โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวในโครงการ “Thailand Winter Festivals 2024”

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้คณะผู้แทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำโดยนางพรทิวา ขันธมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม พร้อมด้วยข้าราชการกลุ่มกิจการพิเศษ เข้าร่วมงานดังกล่าว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว (ททท.) และ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ที่ร่วมทำสัญลักษณ์ Gimmick เปิดตัวงานอย่างเป็นทางการ

วัตถุประสงค์และเป้าหมายของงาน

เทศกาล Lanna Winter Wonderland จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 30 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ช่วยขยายระยะเวลาการพักค้าง เพิ่มการใช้จ่าย และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยบนเวทีโลก

งานนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่

บรรยากาศงานเต็มไปด้วยความสุขและความสนุกสนาน

ภายในงาน “Lanna Winter Wonderland” เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การประดับตกแต่งไฟสวยงามตระการตา สร้างบรรยากาศโรแมนติกเหมาะแก่การถ่ายภาพ การแสดงทางดนตรีจากศิลปินชื่อดัง การแสดงวัฒนธรรมพื้นเมืองที่งดงาม และกิจกรรมเวิร์คช็อปที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าจำหน่ายอาหารและสินค้าพื้นเมือง รวมถึงสินค้าหัตถกรรมที่ผลิตโดยชุมชน ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกซื้อเป็นของฝากอีกด้วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวเปิดงาน

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า งาน “Lanna Winter Wonderland” จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา โดยเชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายมากขึ้น

ททท. หนุนเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว (ททท.) กล่าวว่า การจัดงาน “Lanna Winter Wonderland” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ Thailand Winter Festivals 2024 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ททท. เชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมและไฮไลต์ในงาน

ภายในงานมีการตกแต่งสวนตุงและโคมฯ ให้เต็มไปด้วยแสงสีเสียงสุดอลังการ พร้อมกิจกรรมหลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มนักท่องเที่ยว ได้แก่

  • การแสดง Art Installation & Lighting: การตกแต่งไฟประดับสุดตระการตา
  • การแสดงดนตรี: การแสดงจากศิลปินชื่อดังที่จะมาสร้างความบันเทิง
  • กิจกรรม Workshop: เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และทดลองทำกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมล้านนา
  • การออกร้านสินค้าและอาหาร: รวมสินค้าชุมชน ร้านอาหารท้องถิ่น และสินค้าจากผู้ประกอบการในพื้นที่
  • การแสดงวัฒนธรรม: การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชาวเชียงราย

ผู้เข้าร่วมงานและความร่วมมือ

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนหลายฝ่าย โดยมีตัวแทนสำคัญเข้าร่วม เช่น

  • นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์: รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายเสริฐ ไชยยานันตา: ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • นายวิสูตร บัวชุม: ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย
  • อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม: นายกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย
    นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ร้านค้า และร้านอาหารในจังหวัดเชียงรายมาร่วมสนับสนุนงาน

การกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์

เทศกาลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่เชียงราย โดยเน้นการส่งเสริมเอกลักษณ์ล้านนาและความสวยงามของฤดูหนาวผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งนี้ยังเป็นการช่วยให้เชียงรายก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 22 – 30 พฤศจิกายน 2567 ณ สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา อำเภอเมืองเชียงราย

สัมผัสความงดงามและสร้างความประทับใจในเทศกาล Lanna Winter Wonderland ได้แล้ววันนี้!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายจัดสัมมนายกระดับเส้นทางการท่องเที่ยว สู่การเป็นจุดหมายระดับโลก

เชียงรายเปิดเวทีสัมมนายกระดับเส้นทางการท่องเที่ยว เสริมศักยภาพเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาล จัดงานสัมมนาวิชาการเพื่อยกระดับเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ความพร้อมของเทศบาลนครเชียงราย

นายวันชัย จงสุทธานามณี กล่าวในหัวข้อ “ความพร้อมของเทศบาลนครเชียงรายในการรองรับการท่องเที่ยว” ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เทศบาลได้มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้เชียงรายกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ความร่วมมือในมิติด้านศิลปะ

อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ศิลปินเชียงราย กล่าวถึงความสำคัญของศิลปะในฐานะเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมชื่นชมเทศบาลนครเชียงรายที่ให้การสนับสนุนศิลปินอย่างเต็มที่ โดยอนาคตอาจได้เห็นโครงการสร้างสรรค์ประติมากรรมขนาดใหญ่กว่า 300 ชิ้นในเมืองเชียงราย ซึ่งจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญและอาจเป็นแห่งแรกในโลก

ความพร้อมของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง

นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กล่าวว่า ท่าอากาศยานพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยปี 2019 มีผู้เดินทางผ่านสนามบินมากถึง 2.9 ล้านคน แม้ในปี 2023 จะลดลงเหลือ 1.9 ล้านคน แต่ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีสายการบินให้บริการทั้งหมด 6 สาย และยังมีแผนสนับสนุนให้เชียงรายกลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในอนาคต

แผนการท่องเที่ยวทั้ง 12 เดือน

นายสมชาย ชมภูมิน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. ได้จัดเตรียมแผนการท่องเที่ยวตลอด 12 เดือนสำหรับภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยว โปรโมชั่นพิเศษ และการประชาสัมพันธ์สถานที่ต่างๆ ที่เหมาะสมกับทุกฤดูกาล

ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวชื่นชมความร่วมมือของทุกฝ่ายในการจัดสัมมนาครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำว่าเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยและเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่สามารถสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นและความงดงามทางธรรมชาติที่หลากหลาย

การบูรณาการเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาเมืองเชียงรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงรายพร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยงานสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสในวงการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายต่อไป

วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมการสัมมนาฯ 
มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนของประเทศและจังหวัดเชียงราย เตรียมความพร้อมของเมือง ของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยว ในการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย หลังจากได้ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) ระหว่างวันที่ 11 – 18 กันยายน 2567 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทรัพย์สินบ้านเรือนเสียหาย ซึ่งในปัจจุบันได้กลับคืนสู่สภาวะเกือบเป็นปกติแล้ว และอยู่ระหว่างการฟื้นฟูสภาพพื้นและเศรษฐกิจหลังเกิดอุทกภัย โดยการผนึกกำลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ผสมผสานทั้งการท่องเที่ยว กีฬา ผลิตภัณฑ์ชุมชน วิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

‘มาม่า’ ฝ่าตลาดเดือด ปรับกลยุทธ์เจาะใจคนรุ่นใหม่

มาม่าเผยกลยุทธ์ฝ่าตลาดบะหมี่แข่งดุ พร้อมเปิดโอกาสใหม่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมเติบโต

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัมมนา “THAILAND 2025 โอกาส-ความหวัง-ความจริง” จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ได้กล่าวในหัวข้อ “โอกาส-ธุรกิจ-คนรุ่นใหม่” ถึงการปรับตัวและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญ

ตลาดบะหมี่ยังไม่ดาวน์เทรนด์ แต่ต้องปรับตัวเพื่อเติบโต

นายพันธ์กล่าวว่า แม้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยจะมีอายุยาวนานถึง 50 ปี และยอดบริโภคต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จาก 52 ซองต่อคนต่อปีเมื่อสองปีก่อน เป็น 55 ซองในปีล่าสุด แต่ธุรกิจนี้ยังไม่ถือว่าอยู่ในช่วงขาลง (ดาวน์เทรนด์) จึงต้องรักษาธุรกิจหลักให้มั่นคง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ การแข่งขันจากบะหมี่นำเข้าที่มีราคาสูง เช่น บะหมี่เกาหลีที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยอมจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่อสินค้าที่มีคุณภาพและภาพลักษณ์ดี บริษัทจึงได้รีแบรนด์สินค้าเป็น “มาม่าโอเค” ซึ่งเป็นบะหมี่พรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยสินค้านี้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 10% ได้สำเร็จ

ความท้าทายด้านต้นทุนและกำไร

ธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยมีผู้ประกอบการน้อยราย เพราะเป็นธุรกิจที่มีกำไรต่ำและการบริหารต้นทุนเป็นเรื่องยาก มาม่าจึงต้องใช้จุดแข็งในการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางการเงิน

นายพันธ์กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นในอนาคต ก็ไม่กังวลว่าผู้บริโภคจะลดการบริโภคมาม่า เพราะลูกค้าหลักของบริษัทคือกลุ่มที่ยังต้องรับมือกับรายจ่ายสูงและติดกับดักทางการเงิน อีกทั้งยังมองว่ารัฐบาลควรมีบทบาทในการปรับปรุงเศรษฐกิจและส่งเสริมการออมเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ดึงคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างอนาคต

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาหลักที่บริษัทต้องเผชิญคือการสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจทำงานในองค์กรแบบดั้งเดิม บริษัทจึงต้องพัฒนาบรรยากาศในการทำงานให้ดึงดูดใจมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น เช่น การทำงานจากที่บ้าน

นายพันธ์กล่าวว่า มาม่าอาจไม่เคยติดอันดับบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานมากที่สุด แต่บริษัทกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ

ทิศทางในอนาคต

บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกยุคสมัย รวมถึงการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์กรและเติบโตไปพร้อมกัน

มาม่ากำลังพิสูจน์ว่า แม้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและกำไรต่ำ ความมุ่งมั่นและการปรับตัวอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE