Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Matching Day ขัวศิลปะ กับ สมาคม YEC เชียงราย

 

วันพุธที่ 25 ตุลาคม 2566 กิจกรรมแมชชิ่ง (matching) ขัวศิลปะ กับ สมาคมYEC เชียงราย  และผู้ประกอบการโรงแรมจังหวัดเชียงราย ณ ห้องประชุมบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ วิสต้า จังหวัดเชียงราย

 

      สมาคมขัวศิลปะ ร่วมกับสมาคม YEC เชียงราย และผู้ประกอบการโรงแรมจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมแมชชิ่ง (matching) พบปะระหว่าง ศิลปินสมาคมขัวศิลปะ และผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ฯลฯ นำโดย นายสุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ นายนิทัศน์ ศรีรัตนประสิทธิ์ ประธานสมาคม YEC เชียงราย (Young Enterpreneur Chamber of commerce) นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และผู้ประกอบการ/ผู้แทนผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ประกอบการร้า ร้านอาหาร ร้านค้า ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

 

     การจัดกิจกรรมแมชชิ่ง (matching) พบปะระหว่าง ศิลปินสมาคมขัวศิลปะ และผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ฯลฯ โดยนำเสนอพื้นที่ของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปิน รวมถึงร่วมกันแสวงหาความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างศิลปิน และผู้ประกอบการต่อไป

 

       โดยนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ได้บรรยายถึงความสำคัญ ตลอดจนถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นภายใต้การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale Chiang Rai 2023 อีกทั้งได้ประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรมดังกล่าวให้รับทราบถ้วนหน้ากัน ในรูปแบบของแผ่นพับและเอกสารประชาสัมพันธ์

 

      ในการนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย  นายวิชชากรณ์ กาศโอสถ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ นายนิติกร ปันแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ เข้าร่วมการกิจกรรมดังกล่าว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

เตรียมเสริมความสัมพันธ์ Sister City 4 ประเทศ ชายแดนจีน – ลาว เมียนมา – ไทย

 
วันนี้ ( 25 ตุลาคม 2566 ) ที่ห้องประชุมพญาภิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง Sister City ของจังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือ 4 ประเทศ 9 ฝ่ายเขตชายแดนจีน – ลาว – เมียนมา – ไทย (ครั้งที่ 9) ณ แขวงหลวงน้ำทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แสดงถึงมิตรภาพอันจริงใจอย่างต่อเนื่อง และข้อเสนอใหม่ๆ เพื่อความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ การคมนาคม การท่องเที่ยว การศึกษาและวัฒนธรรม รวมถึงด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การเกษตร และสาธารณสุข และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ไมตรีระหว่าง 4 ประเทศ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านนโยบายสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และความเข้าใจที่ดีต่อกันในระดับประชาชนต่อไป
 
 
จังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในรูปแบบเมืองพี่เมืองน้อง Sister City เชื่อมโยงและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และยุทธศาสตร์กระทรวงมหาดไทย โดยได้ดำเนินการเป็นไปตามมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ซึ่งการประชุมความร่วมมือ 4 ประเทศ 9 ฝ่ายเขตชายแดนจีน – ลาว เมียนมา – ไทย ประกอบด้วยประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่) เขตปกครองตนเองชนชาติไตสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน แขวงบ่อแก้ว แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กำหนดการประชุมความร่วมมือทุก 1 ปี โดยพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ เริ่มตั้งแต่การประชุม 3 ประเทศ 6 ฝ่ายเขตชายแดน ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันกลายเป็นการประชุม 4 ประเทศ 9 ฝ่ายเขตชายแดน โดยมีสมาชิกเพิ่ม คือ แขวงอุดมไชย สปป.ลาว จังหวัดท่าขี้เหล็ก จังหวัดเชียงตุง สหภาพเมียนมา และในการประชุมครั้งที่ 9 สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เสนอรายชื่อสมาชิกของกลไดความร่วมมือดังกล่าวฯ ได้แก่ แขวงพงสาลี สปป.ลาว และเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ เป็นการขยายขอบเขตการประชุมความร่วมมือเป็น 5 ประเทศ 11 ฝ่าย
 
 
เนื่องจากการจัดประชุมความร่วมมือฝ่ายเขตชายแดนฯ เมืองพี่เมืองน้อง Sister City ครั้งที่ 9 กำหนดจัดขึ้น ณ แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 ในการนี้ จังหวัดเชียงราย จึงได้จัดการประชุมเพื่อหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมข้อเสนอบรรจุในวาระการประชุมฯ ต่อไป
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SPORT

เตรียมเนรมิต “เหมืองทองอัครา” จ.พิจิตร เป็นสนามแข่งขันจักรยานเสือภูเขาระดับโลก

 

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (เอซีเอฟ) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับจังหวัดพิจิตร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เดินหน้าในการส่งเสริมให้จังหวัดพิจิตร เป็นเมืองศูนย์กลางกีฬาจักรยานเต็มตัว มีสนามแข่งขันมาตรฐานครบวงจรทั้งในประเภทถนน บีเอ็มเอ็กซ์ และเสือภูเขา หลังจากความร่วมมือแรกในการดำเนินการสร้างเส้นทางจักรยานรอบบึงสีไฟ ในโครงการพระราชดำริอุทยานระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงสีไฟ ที่จะประเดิมเปิดสนามอย่างเป็นทางการในการแข่งขันจักรยานประเภทเสือภูเขาทางเรียบ และประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2567 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนามที่ 1 ระหว่างวันที่ 2-3 ธันวาคม 2566

 

พลเอกเดชา กล่าวว่า สำหรับประเภทบีเอ็มเอ็กซ์ ทาง อบจ.พิจิตร อยู่ระหว่างดำเนินการจัดสร้างสนามแข่งขันบีเอ็มเอ็กซ์เรซซิ่ง ให้ได้มาตรฐานของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (ยูซีไอ) ในพื้นที่บึงสีไฟ โดยทางสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ได้ส่งทีมงานไปสำรวจพื้นที่มาเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับวางแปลนการก่อสร้างโดย มร.ฮาวีย์ เครป ผู้เชี่ยวชาญด้านบีเอ็มเอ็กซ์ของยูซีไอ และผู้ฝึกสอนบีเอ็มเอ็กซ์ทีมชาติไทย 

 

ขณะที่ประเภทเสือภูเขา ล่าสุด นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร 4 สมัย ในฐานะประธานที่ปรึกษาพิเศษ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร มีโครงการจัดสร้างสนามแข่งขันจักรยานเสือภูเขามาตรฐานระดับนานาชาติที่สามารถใช้เป็นศูนย์เก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬาทีมชาติไทย และเป็นศูนย์ฝึกซ้อมนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก โดยใช้พื้นที่ฟื้นฟูภายในเหมืองทองอัครา อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร

 

นายกสองล้อไทย กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายเทคนิคของสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วยทีมงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เดินทางเข้าไปสำรวจพื้นที่ภายในเหมืองทองอัครา พบว่าพื้นที่ฟื้นฟูซึ่งไม่ได้ใช้งานเหมืองแล้ว มีความเหมาะสมเป็นอย่างมาก ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ที่มีแนวคิดจะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการกีฬา เนื่องจากมีทัศนียภาพสวยงาม มีบ่อน้ำรูปหัวใจที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำทางการเกษตรสำหรับชุมชนเกษตรกรในพื้นที่อำเภอทับคล้อ

 

พลเอกเดชา กล่าวต่อไปว่า จากการสำรวจพื้นที่เบื้องต้น ได้รับรายงานจากฝ่ายเทคนิคว่าสภาพภูมิประเทศมีความเหมาะสมที่จะดำเนินการจัดสร้างสนามแข่งขันครอสคันทรี่ในระดับนานาชาติ ตามมาตรฐานของยูซีไอ ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีพื้นที่ภูเขาที่มีความสูงเพียงพอในการจัดสร้างสนามแข่งขันดาวน์ฮิลที่มีความท้าทายทั้งในเรื่องระยะทางและเทคนิค ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่มีความพร้อมในการดำเนินการทั้งครอสคันทรี่และดาวน์ฮิลหาได้ยากมาก นอกจากนี้ก็จะทำสนามแข่งขันเสือภูเขาอิลิมิเนเตอร์ เพื่อรองรับสำหรับการบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแองเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ พลเอกเดชา กล่าวเสริมว่า ในขั้นตอนถัดไป สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ จะส่งทีมงานฝ่ายเทคนิคจักรยานเสือภูเขา เข้าพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด จากนั้นก็จะวางแผนการดำเนินการจัดสร้างสนามแข่งขันทั้งครอสคันทรี่, ดาวน์ฮิล และอิลิมิเนเตอร์ เพื่อให้แล้วเสร็จทันการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานประจำปี 2567 ที่จังหวัดพิจิตร จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามที่ 5 ระหว่างวันที่ 28-30 มิถุนายน 2567 ต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พม. จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ หนุนเป็นช่างซ่อมสังคมไทย

 

   เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 66 เวลา 15.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น เนื่องในโอกาสงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2566 โดยมี นายอนุกูลปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และ ดร.วิชัย ไทยถาวร รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวรายงาน อีกทั้งมีการรับชม พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาผ่านการบันทึกวีดิโอ เนื่องในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทยประจำปี 2566 ทั้งนี้ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมคณะผู้บริหาร กระทรวง พม. เข้าร่วมพิธี  ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร

         นายวราวุธ กล่าวว่า เนื่องด้วยวันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์) หรือ “สมเด็จย่า” ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย และปี 2566 นับเป็นวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ได้ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัด “งานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย” ประจำปี 2566 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระเกียรติคุณที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสังคม การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาสังคม ตลอดจนการประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นิทรรศการอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น และเวทีสมัชชาสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ในหัวข้อ “การจัดสวัสดิการเติมเต็มครอบครัว”

          นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในฐานะอาสาสมัครและส่วนหนึ่งขององค์กร ซึ่งสังคมไทยวันนี้กำลังต้องการ “การซ่อม” เพราะมีอาการป่วยอยู่หลายส่วน เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สังคมไทยในวันนี้ต้องมีคนมารักษา มาช่วยกันทำงาน ซึ่งขอขอบคุณอาสาสมัครทุกท่าน ทุกองค์กร ที่ได้รับรางวัลในวันนี้ เพราะทุกคนกำลังเป็น ช่างของสังคม เป็นช่างที่กำลังจะมาซ่อมสังคมไทย ที่วันนี้เหลือฟางอยู่ไม่กี่เส้นแล้ว ที่กำลังจะแตกตัวออกไป 

          นายวราวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า พ่อบรรหารเคยสอนตนไว้ว่าจะทำงานให้สำเร็จ ต้องใช้ 3 อย่างด้วยกัน อย่างแรก ต้องมีเงิน สอง ต้องมีคน และสาม ต้องมีใจ หากการทำงานอาสาสมัครแล้วไม่มีใจก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์ แต่พวกเราในที่นี้มีครบทั้งสามองค์ประกอบ จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้มาเป็นช่างซ่อมสังคมไทย เพื่อไม่ให้เห็นเหตุการณ์หรือเกิดสิ่งที่เราไม่อยากเห็นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเกิดกับกลุ่มเปราะบางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาทิ เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ เป็นต้น

         นายวราวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า ในนามของกระทรวง พม. ขอขอบคุณทุกท่านทุกองค์กร เนื่องจากกำลังของพวกเรามีอยู่เพียงหยิบมือเดียว ถ้าหากขาดการสนับสนุนและการทำงานร่วมมือกันของหลายๆ องค์กร และที่สำคัญคืออาสาสมัครที่อยู่ในที่นี้ ตนเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ทำงานอาสาสมัครและสมควรได้รับรางวัล แต่ยังไม่ได้มาอยู่ในที่นี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการทำสิ่งที่ดีให้กับสังคมไทยต่อไป 

            นายวราวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า และไม่ใช่ว่าผู้ที่ไม่ได้รับรางวัลในวันนี้ ทางกระทรวง พม. จะไม่เห็นความสำคัญ ขอฝากบอกว่าทุกการกระทำ และทุกลมหายใจของทุกท่าน ที่กำลังทำงานในฐานะอาสาสมัครให้กับแผ่นดินไทยอยู่นั้น พวกเราทุกคนในนามของกระทรวง พม. ขอบคุณด้วยหัวใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำดีเช่นนี้จะได้รับการขยายต่อ เผยแพร่ต่อ หากวันนี้เรากลับไปแล้วสามารถเพิ่มจำนวนอาสาสมัครและองค์กรได้ 1:1 เชื่อได้ว่า ในปีหน้าจะมีผู้ที่ได้รับรางวัลเพิ่มมากขึ้น

            นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2566 มีอาสาสมัครดีเด่นได้รับรางวัล 238 ราย อาทิ นางสาวพุทธิอร ไพบูลย์สุวรรณ (ป้าจิ๊)  นายสมพงษ์ คุนาประถม (อื๊ดโปงลาง)  ศ.กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง  นางสุพัตรา จิราธิวัฒน์ และนายชวินทร์ ศิรินาค เป็นต้น และมีองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ได้รับรางวัล 23 องค์การ อาทิ  เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง  เทศบาลตำบลเกาะคา จังหวัดลำปาง  องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  มูลนิธิปากน้ำโพธิ์ประชานุเคราะห์ จังหวัดนครสวรรค์  ศูนย์เรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดลำปาง  มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (ประเทศไทย) สาขาภูเก็ต  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง และบริษัท เฉาก๊วยชากังราว จำกัด เป็นต้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
HEALTH

ประกาศ 4 จังหวัดนำร่อง บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ทุกเครือข่าย

 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2566) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการฯ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สภาวิชาชีพด้านสุขภาพ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม


          นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการสาธารณสุขของประเทศ โดยยกระดับระบบบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และสร้างระบบสาธารณสุขที่เหมาะสมสำหรับทุกคนบนแผ่นดินไทย มุ่งเน้นให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งวันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งแรก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวให้เกิดความเท่าเทียม เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยมีการหารือ 5 ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายยกระดับ 30 บาท ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งในและนอกระบบสาธารณสุข ได้แก่ บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่, มะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีน HPV, สถานชีวาภิบาล, การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขต กทม. และสุขภาพจิต/ยาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน

 


          นายเศรษฐากล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ” ทำหน้าที่ติดตามและกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ โดยให้น.ส.แพทองธาร เป็นประธาน และมีกรรมการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาวของประเทศ ให้คนไทยแข็งแรง ประเทศชาติมั่นคง นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้พิจารณาแต่งตั้งผู้แทนในคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เพิ่มเติม 2 ตำแหน่ง คือ นายกสภาการสาธารณสุขชุมชน และนายกสภาการแพทย์แผนไทย

 


          น.ส.แพทองธารกล่าวว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนมาตั้งแต่ปี 2544 ปัจจุบันครอบคลุมประชาชนมากกว่าร้อยละ 99.6 ช่วยให้เข้าถึงบริการมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ และลดจำนวนครัวเรือนที่ยากจนจากรายจ่ายด้านสุขภาพได้ แต่ยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง โดยแก้ไขจุดที่เป็นปัญหาและความทุกข์ของประชาชน คือ ความเหลื่อมล้ำในการรับบริการ ความแออัด และระยะเวลารอคอยการรักษา โดยเฉพาะโรงพยาบาลในเขตเมือง ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการ ตั้งแต่ส่งเสริมป้องกัน ตรวจวินิจฉัย ดูแลรักษา นัดหมาย ส่งต่อ และเชื่อมโยงจัดการฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่ก้าวต่อไปคือ ยกระดับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ารักษาได้ทุกที่ ให้ประชาชนทุกระดับสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการสุขภาพได้ทุกหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐ เอกชน คลินิก และร้านขายยาใกล้บ้าน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีทางเลือกที่เหมาะสม ลดขั้นตอนบริการ ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการโดยยึดหลัก “ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง” เช่น นัดหมายออนไลน์ ใบรับรองแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน พื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทันท่วงที ไร้ข้อจำกัด ผ่านระบบ Telemedicine การส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังบ้านผู้ป่วย ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันจึงจะยกระดับหลักประกันสุขภาพฯ ของไทยให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

 


          นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรื่องบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ จะนำร่องใน 4 จังหวัด คือ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส ที่สามารถเข้ารับบริการได้ทุกเครือข่ายทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหลังจากนี้จะเร่งพัฒนาระบบบันทึกข้อมูล ระบบยืนยันตัวตน และเชื่อมโยงข้อมูลเครือข่ายบริการ ทั้งโรงพยาบาล คลินิก ร้านยา และแล็บที่สนใจเข้าร่วม ซึ่งจะทำให้ สปสช.สนับสนุนงบประมาณและจ่ายชดเชยให้หน่วยบริการได้เร็วขึ้น โดยจะได้รับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวล่วงหน้า กรณีผู้ป่วยนอกจะจ่ายชดเชยใน 3 วัน และผู้ป่วยในจ่ายชดเชยทุก 7-14 วัน รวมถึงจะมีการเพิ่มคู่สาย สายด่วน 1330 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยนัดหมายบริการ ยืนยันตัวตน การไปรับยาใกล้บ้าน เป็นต้น โดยเพิ่มอาสาสมัคร เช่น พยาบาลเกษียณ หรือคนพิการ เข้าร่วมบริการประชาชน

 


          นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า เรื่องมะเร็งครบวงจรจะครอบคลุมทั้งงานส่งเสริมป้องกัน คัดกรอง ตรวจวินิจฉัย รักษา และดูแลผู้ป่วย โดยจะมีการคิกออฟทีม Cancer Warrior ทั้งระดับกระทรวง ระดับเขตสุขภาพและระดับจังหวัดในปลายเดือนตุลาคมนี้ เพื่อดูแลประชาชนทุกจังหวัดให้มีความรู้และตระหนักในการป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ 5 มะเร็งสำคัญ คือ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก, คิกออฟฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหญิงอายุ 11-20 ปี 1 ล้านโดส วันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 และคิกออฟคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับฟรี 1 แสนคน ภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 นอกจากนี้ จะเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยี PET/CT Scan SPECT/CT การแพทย์เฉพาะบุคคล การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และรังสีรักษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง ส่วนสถานชีวาภิบาล ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยที่รับการดูแลแบบประคับประคอง ตั้งแต่ระยะแรกจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานมากขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าเดินทาง ลดความกังวลครอบครัว จะพัฒนาคนเพื่อรองรับระบบชีวาภิบาลเพิ่มขึ้น 5 พันคน สร้างระบบชีวาภิบาลในทุกโรงพยาบาล บริการที่บ้าน ชุมชน และ Telemedicine รวมทั้งจัดตั้งสถานชีวาภิบาลในชุมชน เช่น วัดคำประมง จังหวัดสกลนคร และขยายสิทธิให้ครอบคลุมทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ โดยเป้าหมาย 100 วันแรกจะจัดตั้งสถานชีวาภิบาลทุกเขตสุขภาพและใน กทม. 7 เขต มีการจัดบริการ Hospital at Home หรือ Home Ward ทุกจังหวัด โดยจะมีการเปิดสถานชีวาภิบาลต้นแบบในเดือนธันวาคม 2566    

 


          สำหรับการเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต 50 โรงพยาบาล จะนำร่องโรงพยาบาลประจำเขตดอนเมืองระยะที่ 1 โดยยกระดับโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิขนาด 120 เตียง ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข 60 รสสุคนธ์ มโนชญากร เป็นโรงพยาบาลผู้ป่วยนอกเฉพาะทางร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่าย และเตรียมพร้อมโรงพยาบาลราชวิถี 2 เป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วย คาดว่าจะเปิดให้บริการทั้ง 3 ส่วนได้ภายในเดือนธันวาคม 2566 ขณะที่เรื่องสุขภาพจิตและยาเสพติด ยึดหลักการ “เพื่อนแท้มีทุกที่” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการคุณภาพตั้งแต่ระยะแรก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนได้ โดยจัดตั้งมินิธัญญารักษ์ทุกจังหวัดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติด ตามหลักการเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันมีมินิธัญญารักษ์แล้ว 35 จังหวัด 64 โรงพยาบาล มีกลุ่มงานจิตเวชทุกอำเภอ และมีหอผู้ป่วยจิตเวชทุกจังหวัด นอกจากนี้ จะส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงรุกในชุมชน ค้นหากลุ่มเสี่ยงในชุมชน บริการฉุกเฉินจิตเวช เพิ่มการเข้าถึงบริการจิตเวชทางไกล และการฟื้นฟูผู้ป่วยระยะยาวในชุมชน/สังคม

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“รมว.ธรรมนัส” เผย คปก. เคาะชื่อ “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม”

 
 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 6/2566 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ว่า การประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการยกระดับเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามที่ประชุม คปก. ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 11 ข้อ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายและระเบียบ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ประชุมพิจารณาแก้ไขระเบียบ คปก. ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 เพื่อเสนอ คปก. พิจารณาในวันนี้ 
 

        โดยที่ประชุม คปก. ในวันนี้ ได้มีมติรับทราบความก้าวหน้าในการแก้ไขระเบียบ คปก. ทั้ง 3 ฉบับ ตามที่คณะอนุกรรมการเสนอ ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าตาม Roadmap ที่ได้วางไว้ในการยกระดับเอกสารสิทธิเป็น “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม” ซึ่งหลังจากนี้ ส.ป.ก. จะได้นำร่างระเบียบ คปก. ทั้ง 3 ฉบับ ไปดำเนินการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป และจะนำกลับมาให้ คปก. เห็นชอบร่างฉบับสุดท้าย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 และจะเริ่มแจกโฉนดเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกได้ทันวันที่ 15 มกราคม 2567 อย่างแน่นอน
 

        ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการปรับปรุงระเบียบ คปก. ภายใต้กรอบแนวทางจำนวน 4 ข้อ ดังนี้
        1) เห็นควรกำหนดชื่อเอกสารว่า “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม 2) กำหนดแนวทางในการเปลี่ยนมือไว้ 2 วิธี คือ การตกทอดทางมรดก และการซื้อขายหรือการจำนองแบบมีเงื่อนไข โดยไม่ใช่การซื้อขายหรือจำนองกับนายทุน 3) กำหนดให้มีการตรวจสอบติดตามการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยกำหนดโครงสร้างการตรวจสอบที่มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยอาจแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบติดตามทุก 5 ปี โดยมีคณะกรรมการจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และปฏิรูปที่ดินจังหวัด เป็นฝ่ายเลขานุการ และ 4) กำหนดให้มีการบูรณาการโดยนำสหกรณ์การเกษตร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เป็นการสร้างองค์กรใหม่
 

        “ สำหรับการเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรมต้องมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสหกรณ์ และถือครองทำประโยชน์เกิน 5 ปี ขึ้นไป โดยมอบหมายให้ ส.ป.ก. ทุกจังหวัด เร่งสำรวจตัวเลขว่ามีกี่ราย ทั้งนี้ จะต้องมีแนวทางป้องกันไม่ให้โฉนดตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน โดยจะต้องมีการตรวจสอบทุก 5 ปี ว่าเกษตรกรนำที่ดินไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้กฎหมาย แต่เป็นการใช้ระเบียบของ ส.ป.ก. อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุม คปก. อีกครั้ง ในวันที่ 23 พ.ย.66 นี้” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว
 

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวย้ำว่า พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้และจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน และโฉนดเพื่อเกษตรกรรมนั้นมีสิทธิไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโฉนดที่ดินของกระทรวงมหาดไทย เพราะนอกจากพี่น้องเกษตรกรจะได้รับที่ดินทำกินแล้ว ส.ป.ก. ยังเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นทั้งถนน แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ระบบไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพ และขอฝากทิ้งท้าย เชิญชวนให้เกษตรกรเข้ามาทำประชาพิจารณ์ด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัฒนธรรมเชียงราย ร่วมประชุมไทยแลนด์ เบียนนาเล่ 2023 เหนือสุดของประเทศไทย

 

วันนี้(23 ต.ค.) การประชุมคณะกรรมการอำนวยโครงการการจัดมหกรรมศิลปร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale ,Chiang Rai 2023 ครั้งที่ 1/2566

 

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ครั้งที่ 1/2566 วันที่ 24 ตุลาคม 2566 เวลา 14.30 น. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2554 นางสาวเพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

 

      ในการนี้ นายพิสันต์  จันทร์ วัฒนธรรมจังหวัด นางสาวนันทวรรณ กันคำ ประชาสัมพันธ์จังหวัด นางวรางคณา อุ่นบ้าน ผอ. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย นายสถินะ เพ็ชรจู หัวหน้างานพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว แทนนายเทศมนตรีนครเชียงรายพร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมประชุมผ่านระบบซูม ณ ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

 

         ที่ประชุมร่วมปรึกษา หรือเพื่อเตรียมการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ดังนี้

     1.รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023

     2.ร่วมหารือการเตรียมความพร้อมของพิธีการและขั้นตอนต่างๆ ในพิธีเปิดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023    

     3.นายพุฒิพงษ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้แจ้งต่อที่ประชุมในประเด็นหารือที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณในพิธีเปิดงานฯ และการจัดงานมหกรรมฯ รวมถึงประเด็นข้อเสนอแนะอื่นที่มีเกี่ยวข้องการจัดงานฯ

  1. นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้แจ้งต่อที่ประชุมในประเด็นหารือแผนด้านขนส่งสาธารณะบริการตลอดการจัดมหกรรมฯ

     5.ร่วมหารือและขอความร่วมมือบูรณาการหน่วยงานต่างๆในการดำเนินงานโครงการมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023

     6.รับทราบแผนการประชาสัมพันธ์งานมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 และทิศทางการดำเนินงานต่อไป

 

ในการนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมาย นางพัชรนันท์ แก้วจินดา ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม และข้าราชการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมประชุมดังกล่าว มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 กำหนดจัดในพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เปิดโลก (The Open World)” ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566 – 30 เมษายน พ.ศ. 2567

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

พัชรนันท์ แก้วจินดา,นิติกร ปันแก้ว : รายงาน

นิติกร ปันแก้ว วรพล จันทร์คง  : ภาพ

อภิชาติ กันธิยะเขียว : บรรณาธิการข่าว

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘สุภาพรรณ’ เปิดนิทรรศการให้ความรู้ “โรคหลอดเลือดสมอง”

 
วันนี้ (24 ต.ค.)ที่ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 โดยมี นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จ.เชียงราย มูลนิธิ องค์กรการกุศล หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
 
.
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม 2566 ไปจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2566 ซึ่งภายในงาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องหลอดเลือดสมองจำนวน 6 บูธ ประกอบไปด้วย 1.บูธ Stroke รู้ เร็ว รอด 2.บูธ Digital Health & Chiang Rai Wellness City 3. บูธ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 4.บูธ First AID – CPR&AED 5.บูธ ก้าวท้าใจ และ6.บูธ Young Thai Fight stroke ซึ่งในปีนี้จัดในหัวข้อ”คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค”โดยกลุ่มเป้าหมายในการร่วมนิทรรศการ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประชาชนทั่วไป
 
.
โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ จัดเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจ และทรงเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทยในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกาย และเพื่อรณรงค์เชิญชวนคนไทยหันมาออกกำลังกายเพื่อห่างไกลโรค
 
.
จึงขอเชิญชวนชาวเชียงราย และผู้สนใจร่วมกิจกรรมการออกกำลังกายเดิน – วิ่ง ป้องกันอัมพาต ในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 เวลา 05.30 น. ที่สวนตุงและโคมเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งในปีนี้จังหวัดเชียงรายมีประชาชนสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง 3,385 คน โดยประชาชนที่ร่วมกิจกรรมควรเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ได้แก่ เตรียมร่างกายให้แข็งแรง โดยเริ่มจากคืนก่อนวิ่งควรพักผ่อนให้เพียงพอ ควรมาถึงสนามก่อน 20 นาที เพื่ออบอุ่นร่างกาย ควรดื่มน้ำก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่ง และหลังวิ่ง ดื่มครั้งละน้อยๆ ไม่ควรดื่มเยอะ ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม หากเกิดอาการจุก หรือหายใจไม่ทัน บาดเจ็บขณะร่วมกิจกรรมแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที โดยจังหวัดเชียงรายได้จัดทีมพยาบาลพร้อมด้วยทีมแพทย์ และพยาบาลคอยดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ กระจายอยู่ทุกระยะเพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมมั่นใจในระบบบริการเพื่อความปลอดภัยอย่างดีที่สุด
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เปิดเมืองเชียงราย ต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศ Chiangrai Road Classic 2023

 
วันนี้ (24 ตุลาคม 2566) ที่ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมการปั่นจักรยาน Chiangrai Road Classic 2023 ณ สิงห์ปาร์คเชียงราย โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน หน่วยแพทย์ ตำรวจ มูลนิธิกู้ชีพกู้ภัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
 
 
ด้วยจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสิงห์ปาร์คเชียงราย สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย และเครือข่ายชมรมจักรยานจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดกิจกรรมการปั่นจักรยาน Chiangrai Road Classic 2023 ในวันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยเป็นการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพเชิงท่องเที่ยว ไม่มีการแข่งขัน แบ่งเป็น 4 ระยะทาง ได้แก่ระยะ 25กม., 70 กม., 110กม. และระยะ 160 กม. มีจุดปล่อยตัวและจุดเส้นชัย ณ สิงห์ปาร์คเชียงราย โดยเส้นทางปั่นจักรยานจะผ่านจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย เช่น วัดร่องขุ่น ขัวไชยนารายณ์ และสะพานหนองหลวง ผ่านพื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย อำเภอพญาเม็งราย อำเภอขุนตาล และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ซึ่งในปีนี้มีนักปั่นจักรยานจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน
 
 
.
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 9 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยมุ่งหวังให้จังหวัดเชียงรายเป็นเมืองจักรยาน และตอบสนองนโยบายของจังหวัดเชียงรายที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองกีฬา หรือ Sports City อีกด้วย
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
BREAKING NEWS

ข่าวเด่นน่าติดตาม วันอังคารที่ 24 ตุลาคม 2566

คลิกที่ภาพ

 

ข่าวเด่นน่าติดตาม วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566


1.อธิบดีปศุสัตว์ ลุยฟ้อง “อัจฉริยะ” หมิ่นกล่าวหาเอี่ยวทุจริตนำเข้าหมูเถื่อน

2. “แพทองธาร” ลั่นพร้อมเปลี่ยนเพื่อไทยให้เป็นพรรคที่พร้อมตลอดเวลา ยันพร้อมแล้วประชุม หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ศุกร์นี้

3. ‘ถาวร เสนเนียม’ อดีตแกนนำพรรคไทยภักดี สวมเสื้อ รทสช. ลั่นอุดมการณ์เหมือนเดิม ไม่ละเว้นคนชั่วเด็ดขาด

4.พิเชษฐ์ ติงส.ส.เพื่อไทย นี่คือความล้มเหลว รับสู้ก้าวไกลไม่ได้ ปมยื่นญัตติกฎหมายล่าช้า

5.สธ.ตั้งกรรมการสอบรพ.มหาราชมีเอี่ยวช่วย “เสี่ยแป้ง นาโหนด” หลบหนีหรือไม่

6.อนุทิน สั่ง มท.กวาดล้างยาเสพติด-สถานบริการไม่มีใบอนุญาต หนุน สส.ดูสัปเหร่อ

7. ‘ต้องเต’ เตรียมแก้บนครั้งใหญ่ หลังหนัง ‘สัปเหร่อ’ จักรวาลไทบ้าน พุ่งสู่ 500 ล้าน

8.ตำรวจจีนยึดมือถือ 2.6 หมื่นเครื่อง ใช้ปั่นยอดวิวให้ลูกค้าไลฟ์สดขายของ

9. Google Maps ปิดใช้งานชั่วคราวใน #อิสราเอล และ #กาซา ตามคำขอ #กองทัพอิสราเอล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News