
Summary
กรมทางหลวงชนบทเตรียมปรับลด/ปิดไฟถนนสายรองที่มีความเสี่ยงต่ำในเชียงราย เริ่ม 1 พ.ค. 69
เชียงรายเผชิญ Duck Curve ความต้องการไฟฟ้าพุ่งช่วง 20.45 น. หลังพลังงานแสงอาทิตย์หมดในตอนเย็น
วิกฤต PM 2.5 ทำร้านค้ารายย่อยใช้ไฟลดลง 7% เพราะคนไม่ออกจากบ้าน แต่ค่าไฟครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้น
ป่าชุมชนบ้านเมืองรวงและเหล่าพัฒนาในเชียงราย ถูกยกระดับเป็น Carbon Sink สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
ราคาดีเซลพุ่งสูงกว่า 48 บาท เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Smart Grid ในอนาคต
ไฟถนนดับชั่วคราว สัญญาณเตือนจากเชียงราย เมื่อพลังงานกลายเป็นกระจกสะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจและโลกเดือด
เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — คืนหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน หากคุณขับรถบนถนนสายรองของเชียงราย แล้วพบว่าแสงไฟที่เคยสาดส่องข้างทางกลับมืดลงเป็นช่วงๆ นั่นไม่ใช่ไฟขัดข้องหรือความผิดปกติของระบบ แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีที่มาที่ไปลึกกว่าที่คิด และบอกเล่าบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของประเทศนี้ในยุคที่พลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรชี้ขาดชะตากรรมของทุกชุมชน
ไฟถนนดับ นโยบายที่มีราคาและเหตุผล
กรมทางหลวงชนบท ภายใต้การนำของนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ออกประกาศอย่างเป็นทางการเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดพลังงานของประเทศ ด้วยการสนับสนุนมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรน้อยหรือมีความเสี่ยงต่ำ โดยจะมีการปรับลดหรือปิดไฟฟ้าส่องสว่างบางช่วงเวลาอย่างเหมาะสม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
กรมยืนยันว่าได้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาปิดไฟฟ้าแสงสว่างเฉพาะจุดที่มีความปลอดภัยเพียงพอ เช่น พื้นที่นอกเขตชุมชนหรือช่วงเวลาที่การจราจรเบาบาง พร้อมติดตั้งป้ายเตือนและสัญญาณจราจรที่ชัดเจน ส่วนพื้นที่จุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางแยก ทางโค้งอันตราย บริเวณคอขวด หรือพื้นที่ชุมชน ยังคงเปิดไฟตามปกติ ขณะที่ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวัง เปิดไฟหน้ารถให้สว่างเพียงพอ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1 ถึง 18 และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร 1146
มาตรการนี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่หากนำมาวางบนแผนที่ขนาดใหญ่ของพลังงานเชียงราย ภาพที่ได้นั้นน่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน
เชียงรายใช้ไฟฟ้าแค่ไหน และนั่นบอกอะไรเราบ้าง
ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดในรายงานวิเคราะห์เชิงลึกด้านพลังงานเชียงราย ปี 2567-2569 ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่คือตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
ข้อมูลจากระบบรายงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบชี้ว่า ภาพรวมการใช้ไฟฟ้ารวมตลอด 12 เดือนของปี 2567 สำหรับกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย มีค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้สูงถึง 23,895 หน่วย แต่ปริมาณที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่เพียง 8,240 หน่วย คิดเป็นเพียงร้อยละ 34.48 ของค่ามาตรฐาน กล่าวง่ายๆ คือ ในทุก 100 หน่วยที่คาดว่าจะถูกใช้ มีเพียง 34 หน่วยเท่านั้นที่ถูกดึงจากระบบจริงๆ
แม้แต่ในเดือนพฤษภาคมซึ่งร้อนที่สุดของปีและควรจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด การใช้งานจริงก็อยู่ที่เพียง 1,361 หน่วย เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐาน 2,046 หน่วย หรือคิดเป็นเพียงสองในสามของสิ่งที่ควรเป็น
ช่องว่างมหาศาลระหว่างการพยากรณ์กับความจริงนี้บอกว่าอะไรบางอย่างในพฤติกรรมพลังงานของเชียงรายได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ และมีนัยสำคัญ
โซลาร์เซลล์บนหลังคา ผู้เล่นล่องหนที่พลิกเกม
สาเหตุหลักประการหนึ่งที่นักวิเคราะห์ชี้ไปคือการขยายตัวของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้ประกอบการโรงแรม อาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยระดับกลางถึงบน ต่างทยอยติดตั้งแผงโซลาร์ที่มีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
พวกเขากลายเป็นสิ่งที่นักพลังงานเรียกว่า “Prosumer” หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงานในเวลาเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองโดยไม่ผ่านมิเตอร์ของการไฟฟ้าทำให้ตัวเลขความต้องการไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายส่งหลักปรากฏเป็นตัวเลขที่หดตัวลง แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในอาคารนั้นๆ อาจจะยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมก็ตาม
ลองนึกภาพเปรียบเทียบง่ายๆ คล้ายกับสถานการณ์ในเยอรมนีช่วงปี 2010-2015 ที่เกิดปรากฏการณ์เดียวกัน บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเยอรมนีต้องปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพราะตัวเลขการขายไฟลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวก็ตาม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญในปัจจุบัน คือบทเรียนที่เยอรมนีเคยผ่านมาแล้ว แต่เกิดขึ้นในบริบทของจังหวัดชายแดนที่มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝุ่น PM 2.5 ตัวการที่ทำให้ร้านอาหารข้างถนนเงียบงัน
มีปัจจัยที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันกับไฟฟ้าเลย แต่กลับเป็นคำอธิบายที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการหดตัวของการใช้พลังงานในกลุ่มร้านค้ารายย่อย นั่นคือวิกฤตฝุ่น PM 2.5
กลุ่มพาณิชยกรรมรายย่อยหรือกลุ่มร้านค้าและบริการขนาดเล็กในเชียงราย มีตัวเลขการใช้ไฟฟ้าหดตัวรุนแรงถึงร้อยละ 7.05 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายงานการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Profile) ระบุว่าปัญหา PM 2.5 เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ เมื่อคุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับวิกฤต ประชาชนท้องถิ่นต่างเลิกออกไปนั่งรับประทานอาหารนอกบ้าน ร้านข้าวต้นทาง ร้านก๋วยเตี๋ยว คาเฟ่ริมถนน ล้วนเงียบเหงาพร้อมกัน เจ้าของร้านไม่มีเหตุผลต้องเปิดแอร์ เปิดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือเดินเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรอลูกค้าที่ไม่มาอีกต่อไป
ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนกลับเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนต้องกลับไปอยู่บ้านและเปิดเครื่องฟอกอากาศ เปิดแอร์ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ภาระไฟฟ้าจึงย้ายที่แต่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ภาคธุรกิจเจ็บปวด ส่วนภาคครัวเรือนก็แบกรับค่าไฟสูงขึ้น
เศรษฐกิจเติบโต แต่กำลังซื้อไม่ไปด้วยกัน
รายงานการประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในปี 2567 เร่งตัวเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2568 และปรับลงมาที่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าจังหวัดถึง 7.13 ล้านคนในปี 2567 และเพิ่มเป็น 7.19 ล้านคนในปี 2568
แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ดูสวยงามนั้นซ่อนความเปราะบางไว้ข้างหลัง ยอดจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ใหม่ ซึ่งเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจระดับรากหญ้า คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 3,445 คันในปี 2567 คิดเป็นการหดตัวร้อยละ 5 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องร้อยละ 6 ในปี 2568
นั่นหมายความว่าในขณะที่นักท่องเที่ยวยังมาเที่ยวเชียงราย แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและชาวบ้านกลับไม่ได้แบ่งผลประโยชน์ของการเติบโตนั้นอย่างเพียงพอ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึก ดอกเบี้ยที่กดทับกำลังซื้อ และสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้สร้างสภาวะชะงักงันในการบริโภค
ผลกระทบสะท้อนลงมาถึงการใช้พลังงานอย่างตรงไปตรงมา เมื่อคนไม่มีเงินจับจ่าย ธุรกิจก็ลดชั่วโมงทำการ ลดอุปกรณ์ที่เปิดใช้ และท้ายที่สุดก็กดปุ่มประหยัดพลังงานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
Peak Demand ยามหัวค่ำ สัญญาณของ Duck Curve
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่นักวิศวกรไฟฟ้าในเชียงรายกำลังจับตา คือการเคลื่อนตัวของช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด จากเดิมที่มักเกิดในช่วงบ่าย 2 โมงถึงบ่าย 3 โมง กลับเลื่อนไปสู่ช่วงหัวค่ำ
ข้อมูล PEA รายงานว่าในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่รับผิดชอบรวม 74 จังหวัดพุ่งขึ้นสู่ระดับ 23,053.72 เมกะวัตต์ และเวลาที่เกิดนั้นคือ 20.45 น. ไม่ใช่ช่วงบ่ายอีกต่อไป
สาเหตุของปรากฏการณ์นี้คือ “Duck Curve” ปรากฏการณ์โค้งรูปเป็ด ที่เกิดจากการแพร่กระจายของโซลาร์บนหลังคา ในช่วงกลางวัน แผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก ความต้องการไฟฟ้าจากระบบสายส่งหลักจึงลดลง แต่ทันทีที่แสงอาทิตย์หมด ไฟฟ้าจากโซลาร์ดับวูบ ความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดกระชากกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายอย่างฉับพลัน ทำให้กราฟโหลดชันขึ้นอย่างอันตรายในช่วงเย็นถึงค่ำ
สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการติดตั้งโซลาร์ขนาดใหญ่และพบปัญหา Grid Instability ในช่วงหัวค่ำมาตั้งแต่ปี 2016 จนต้องออกนโยบายบังคับติดตั้งระบบแบตเตอรี่ควบคู่กับโซลาร์ในอาคารใหม่ทุกหลัง ทิศทางของเชียงรายกำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมน้อยกว่า


ป่าไม้กลายเป็นสินทรัพย์ เมื่อคาร์บอนมีมูลค่า
ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงาน เชียงรายกลับมีบทบาทใหม่ที่น่าสนใจในแผนที่พลังงานระดับชาติ นั่นคือการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนทางธรรมชาติ (Carbon Sink) ให้กับประเทศ
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้ริเริ่มโครงการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ณ “ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง” จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายในการกักเก็บคาร์บอนผ่านทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาทักษะของชุมชนในการดูแลป่า และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต
ในทิศทางเดียวกัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ดำเนินโครงการ “PEA ปลูก บำรุง รักษาป่า” ในปี 2567 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนท้องถิ่น ปลูกต้นไม้จำนวนกว่า 9,000 ต้น ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอย่างกระถินเทศ มะขามป้อม และรวงผึ้ง ที่พื้นที่ป่าชุมชนบ้านเหล่าพัฒนา ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำให้ยอดรวมการปลูกต้นไม้ในโครงการพุ่งสูงถึง 29,500 ต้น
นอกจากนี้ PEA ยังสนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงเรียนขุนขวากพิทยาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล
แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคือ ป่าไม้ในเชียงรายที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติธรรมดา กำลังถูกแปลงให้กลายเป็น “สินทรัพย์เพื่อสิ่งแวดล้อม” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งโรงงานไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมอย่างระยองหรือชลบุรีต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง
ราคาน้ำมัน แรงผลักดันที่เงียบแต่ทรงพลัง
ขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้ขับขี่รถยนต์ในเชียงรายยังคงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่กดดันกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ข้อมูลราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ สถานีบริการในจังหวัดเชียงรายช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันดีเซล B7 ซึ่งเป็นเส้นเลือดของภาคขนส่งและเครื่องจักรกลการเกษตร อยู่ที่ระดับ 40.20 ถึง 48.40 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียมพุ่งถึง 68.30 ถึง 69.84 บาทต่อลิตร
ในกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ถึง 44 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซิน 95 แท้อยู่ที่ 52 ถึง 57 บาทต่อลิตร ต้นทุนลอจิสติกส์ที่สูงระดับนี้กำลังเร่งให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนในเชียงรายเริ่มคิดจริงจังเรื่องการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแม้จะมีค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในบิลรายเดือน แต่เมื่อคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ตัวเลขเริ่มเอียงมาทางไฟฟ้ามากขึ้นทุกวัน
ภัยระยะยาว เชียงรายในยุคโลกเดือด
หากมองออกไปไกลกว่าปี 2569 ข้อมูลที่สะสมมาบอกว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่ปัญหาราคาพลังงานในปัจจุบัน แต่คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างถาวรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
รายงานการประเมินเตือนว่าฤดูหนาวในภาคเหนือจะหดสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียสภาวะอากาศหนาวเย็นจะทำลายเสน่ห์หลักของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิอย่างเมล็ดกาแฟ ซึ่งกำลังเป็นดาวรุ่งของเชียงรายในตลาดโลก
เมื่อกาแฟและพืชเมืองหนาวไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ “Smart Greenhouse” หรือโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ ไฟ LED 24 ชั่วโมง ปั๊มน้ำแรงดันสูง และเซนเซอร์อัตโนมัติ ภาคเกษตรกรรมที่เคยใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของจังหวัด
ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่าประชากรในจังหวัดเชียงรายที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ระดับชาติมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีพลังงานในกลุ่มนี้รุนแรงมาก คนที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ คือคนที่เสี่ยงมากที่สุดทั้งต่อคลื่นความร้อนและวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5
พลังงานอย่างยั่งยืน เริ่มที่ไฟถนนดับชั่วคราว
มาตรการดับไฟถนนของกรมทางหลวงชนบท เริ่มต้น 1 พฤษภาคม 2569 อาจดูเหมือนเป็นเพียงการประหยัดงบประมาณในสายตาคนทั่วไป แต่ในบริบทที่กว้างกว่า มันคือชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนาขนาดใหญ่ที่เชียงรายกำลังพยายามประกอบ
ประเทศที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุดในเรื่องนี้อาจคือไอซ์แลนด์ ซึ่งมีพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100% แต่ยังคงบริหารจัดการระบบสายส่งในพื้นที่ห่างไกลอย่างรัดกุม ด้วยการใช้ Smart Grid ที่ตอบสนองต่อความต้องการแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างกำลังการผลิตสำรองมหาศาลเพื่อรองรับ Peak ที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน
แผน PDP 2569 ที่กำลังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น คาดการณ์ว่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นแตะ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ขับเคลื่อนโดยศูนย์ข้อมูล AI และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ PEA รายงานว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบของตนพุ่งขึ้นมากกว่า 23,000 เมกะวัตต์แล้ว
สำหรับเชียงราย จุดที่ต้องการความสนใจเร่งด่วนจากผู้กำหนดนโยบายคือการลงทุนในระบบ Smart Grid เพื่อรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่จะทับซ้อนกับช่วง Peak Demand หัวค่ำ และการเตรียมโครงข่ายสายส่งในพื้นที่ชนบทให้รองรับการเกษตรเทคโนโลยีที่จะใช้ไฟฟ้าเข้มข้นในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า
ทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยคำถามเล็กๆ ว่าทำไมไฟถนนถึงถูกดับ และจบลงด้วยความเข้าใจว่าพลังงานไม่เคยเป็นแค่ปลั๊กกับมิเตอร์ แต่มันคือมาตรวัดที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสุขภาพเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความพร้อมของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมทางหลวงชนบท
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)








