Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ปิดไร่รื่นรมย์เชียงราย ไม่มีกำหนด หลังน้ำท่วมแปลงผัก ที่พัก และคอกสัตว์

 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งไร่รื่นรมย์ เกษตรอินทรีย์ ท่องเที่ยว ออร์แกนิก ที่ตั้งอยู่ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเพจเฟซบุ๊กของไร่รื่นรมย์ เพื่อประกาศปิดไร่อย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไร่และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ศิริวิมลได้กล่าวในคลิปว่า “ตอนนี้เนื่องจากมีน้ำท่วมฉับพลัน แม้ตอนแรกจะคิดว่าเป็นฝนตามฤดูกาล แต่เมื่อได้เห็นความรุนแรงของเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักว่าเรื่อง Global Warming ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป แต่มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสจริงๆ เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายหลายส่วน ทั้งแปลงผัก ที่พัก และสัตว์เลี้ยงในฟาร์มที่ไม่ได้ตั้งตัว เพราะน้ำมาเร็วมาก ไวมาก และแรงมาก ทำให้ทางไร่ต้องตัดสินใจปิดไร่ชั่วคราวโดยไม่มีกำหนดเปิด”

นอกจากนี้ เธอยังได้โพสต์ประกาศเพิ่มเติมว่า “ทางไร่ขอปิดชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากเหตุอุทกภัยในเชียงราย ทำให้ไร่รื่นรมย์ได้รับผลกระทบในหลายส่วน ทั้งแปลงผัก ที่พัก และคอกสัตว์ ซึ่งทีมงานทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน เราขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมส่งแรงใจให้กับไร่รื่นรมย์”

ศิริวิมลยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนไร่รื่นรมย์ ยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าพร้อมทาน ผักสดจากเครือข่ายออร์แกนิก รวมถึงเยี่ยมเยียนและใช้บริการร้านอาหาร Roasty By Rai Ruen Rom ที่สาขาโฮมโปร เชียงราย และบ้านก้ามปู อโศก ในกรุงเทพฯ ได้ตามปกติ

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในจังหวัดเชียงรายในปี 2567 ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ รวมถึงอำเภอเทิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของไร่รื่นรมย์ ส่งผลให้การคมนาคมในพื้นที่ถูกตัดขาด และชาวบ้านหลายครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง น้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่แปลงผักและคอกสัตว์ของไร่รื่นรมย์ ส่งผลให้พืชผลที่กำลังเติบโตได้รับความเสียหายอย่างหนัก และสัตว์เลี้ยงหลายตัวต้องเร่งอพยพเพื่อความปลอดภัย ทีมงานของไร่รื่นรมย์ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือและป้องกันความเสียหาย แต่ด้วยความรุนแรงของน้ำที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้การรับมือเป็นไปด้วยความยากลำบาก

วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้สภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหลายพื้นที่ ทำให้ชุมชนเกษตรกรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสียหายที่ยากจะคาดการณ์

ไร่รื่นรมย์เป็นหนึ่งในตัวอย่างของความท้าทายที่ชุมชนเกษตรกรต้องเผชิญในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ศิริวิมลได้กล่าวปิดท้ายในประกาศของเธอว่า “เราจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน และหวังว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ไร่รื่นรมย์จะได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้กับเรา”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับและความเคลื่อนไหวของไร่รื่นรมย์ สามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊กของไร่รื่นรมย์อย่างต่อเนื่อง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ไร่รื่นรมย์ เกษตรอินทรีย์ ท่องเที่ยว ออแกนิค Rai Ruen Rom Organic Farm

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เทศบาลนครเชียงราย ดึง “เอสที” สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน

 

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS เชียงราย (อาคารเจียงแสน) จังหวัดเชียงราย ได้มีการแถลงข่าวการจัดการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2567 โดยมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วย คณะกรรมการจัดงานและตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมแถลงข่าว นอกจากนี้ได้รับเกียรติจากนักกีฬาทีมชาติไทย โอลิมปิกเกม ปารีส 2024 “น้องเอสที” วารีรยา สุขเกษม นักกีฬาสเก็ตบอร์ดสาวน้อยมหัศจรรย์วัย 12 ปี มาร่วมกันให้กำลังใจนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมแข่งขัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ เยาวชน พร้อมจัดเต็มกิจกรรมตลอดการจัดงานอีกด้วย

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า ในนามเทศบาลนครเชียงราย เจ้าภาพจัดการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2567 เรามุ่งมั่นพัฒนาให้เชียงรายก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน สร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้กับลูกหลาน โดยมุ่งพัฒนาด้านการศึกษาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) สอดคล้องกับที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้เทศบาลนครเชียงราย เป็นภาคีเครือข่ายด้านเมืองแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีองค์ความรู้รอบด้าน ยึดหลักการ “การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาเมือง เมืองพัฒนาคน”

นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้กล่าวอีกว่า การแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นในครั้งนี้ ได้จัดให้มีการแข่งขันในทุกระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา โดยแบ่งออกเป็นการประกวดแข่งขันสามัญ 108 รายการ 23 ประเภท และการประกวดแข่งขันอาชีวศึกษา 34 รายการ รวมทั้งหมด 142 รายการ อีกทั้งยังมีการมอบโล่รางวัลแก่ครูและผู้ดูแลเด็กดีเด่นของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมการแข่งขัน ได้แสดงศักยภาพของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ และได้เรียนรู้พัฒนาตนเองในทุกด้าน

“เทศบาลนครเชียงรายมีความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพและเจ้าบ้านที่ดี เรายินดีและพร้อมต้อนรับทุกท่านที่ได้มาเยือนเชียงราย ทั้งนักเรียนผู้ชนะจากการแข่งขันในระดับภาค ครูผู้ควบคุม ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและคณะ รวมถึงผู้ปกครองจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 20,000 คน ผมในฐานะตัวแทนคณะกรรมการการจัดงานในครั้งนี้ ขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมเป็นกำลังใจให้กับผู้เข้าแข่งขัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กับกิจกรรม Workshop ทั้ง 6 ฐาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานเสวนาทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา และการจัดแสดงผลงานทางวิชาการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาและยกระดับศักยภาพผู้เรียนให้มีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป”

สำหรับการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2567 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-5 กันยายน 2567 ณ สนามแข่งขันทั้ง 10 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS เชียงราย (หอประชุมนครเชียงราย), มหาวิทยาลัยพะเยา วิทยาเขตเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ๒๐ เชียงราย, วิทยาลัยการอาชีพเชียงราย, วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย, เวทีรำวงสวนตุงและโคมนครเชียงราย, โรงเรียนเทศบาล ๖ นครเชียงราย, โรงเรียนเทศบาล ๗ ฝั่งหมิ่น และโรงเรียนเทศบาล ๘ บ้านใหม่

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับในผลการตัดสินของผู้เข้าแข่งขัน ตลอดจนความโปร่งใสและเชื่อถือได้ เทศบาลนครเชียงรายและคณะผู้จัดงานได้เชิญคณะอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ

จากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในท้องถิ่นและทั่วประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันต่าง ๆ มากถึง 170 ท่าน การแข่งขันในบางประเภทได้รับเกียรติจากคณะกรรมการที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ เช่น กรรมการการแข่งขันการกล่าวสุนทรพจน์, การแข่งขันการร้องเพลงลูกทุ่ง และการแข่งขันร้องเพลงพระราชนิพนธ์ อาทิ อาจารย์พะเยาว์ พัฒนพงศ์, อาจารย์เสน่ห์

ศรีสุวรรณ, ดร.อภิชาติ ดำดี, อาจารย์ประยงค์ ชื่นเย็น (นายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย/ศิลปินแห่งชาติ), อาจารย์วิไล พนม (นายกสมาคมนักแต่งเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย), ผศ.ดร.สุรินทร์ เมทะนี (ครูเบิร์ด), อาจารย์ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, อาจารย์รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ และอาจารย์สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา (ครูโจ้) ร่วมเป็นคณะกรรมการผู้ตัดสิน

นอกจากการแข่งขันทักษะวิชาการแล้ว ยังมีงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น โดยจะมี Workshop ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบของท้องถิ่นผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีอย่างลงตัว โดยส่งเสริมให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง และการสัมผัส ซึ่งถูกพัฒนาออกเป็น 5 ฐาน 6 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการมองเห็น ทายภาพสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กิจกรรมการลิ้มรส ทดลองชิมอาหารท้องถิ่น กิจกรรมการได้กลิ่น ทดลองดมกลิ่นชา และใบชา กิจกรรมการได้ยิน ทดลองฟังภาษาเหนือพร้อมเรียนรู้ความหมาย กิจกรรมการสัมผัส ทดลองประดิษฐ์หมอนใบชาหรือเพนต์ลายเครื่องเคลือบดินเผา และกิจกรรมการประเมินความฉลาดรู้ PISA

 

อีกทั้งยังมีการเสวนาทางวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา จากเวทีเสวนาทางวิชาการทั้ง 3 รอบ ในวันที่ 2-3 กันยายน 2567 เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับ

ศักยภาพผู้เรียนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นสู่สากล ตลอดจนมีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการของเจ้าภาพและหน่วยงานภายนอก โดยในส่วนของเจ้าภาพได้นำเสนอผลงานเด่นของเทศบาลนครเชียงราย และศักยภาพของแต่ละโรงเรียนในสังกัด อาทิ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย โรงเรียนพระราชทานกิจกรรมเพื่อสังคม “ถุงผ้าเต้านมเทียม” ตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ และโรงเรียนเทศบาล 7 ฝั่งหมิ่น โครงงานเด็กเล็กทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกในการจัดแสดงผลงานทางวิชาการเพื่อเผยแพร่นวัตกรรมต่าง ๆ ให้แก่ผู้เข้าชมสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาหน่วยงานของตนเองได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มูลนิธิเป๊ปซี่โค สนับสนุนโครงการ “Little Chef Course” สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 11

 

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบ “เลย์” ร่วมจัดกิจกรรมอาสาสมัคร “One Smile At A Time-Give Together” และมูลนิธิเป๊ปซี่โค มอบเงินบริจาคจำนวน 19,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 690,000 บาท) แก่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อใช้ในโครงการ “Little Chef Course” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 11” จะจัดขึ้น ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 – 26 มกราคม 2568 การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Pep+ (PepsiCo Positive) ของเป๊ปซี่โค เพื่อส่งเสริมความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและความมั่นคงด้านอาหารเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้คน

 

นายสุดิปโต โมซุมดา กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาหารอินโดจีน บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของไทย เราจึงมุ่งส่งเสริมระบบการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการสนับสนุนโครงการเกษตรยั่งยืนซึ่งเน้นการใช้วัตถุดิบหลักภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนงานสีสันแห่งดอยตุงซึ่งเป็นเทศกาลด้านศิลปวัฒนธรรมครั้งสำคัญ จึงสอดคล้องกับพันธกิจหลักของเราอย่างยิ่ง เนื่องจากวัฒนธรรมด้านอาหารถือเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงสู่วิถีชีวิตที่ผาสุกและยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการ Little Chef Course ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังเยาวชนให้แสวงหาวัตถุดิบที่มีอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารอย่างมีเอกลักษณ์และเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปและการวางแผนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างพื้นฐานการทำงานอย่างมีระบบ นับเป็นการปลูกฝังแนวคิดความมั่นคงทางอาหารในหมู่เยาวชนที่เป็น ‘ต้นน้ำ’ ในมิติทางสังคมได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อร่วมสร้างสรรค์อนาคตแห่งอุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศต่อไป” 

 

มร.ฮาทิม คานน์ ผู้อำนวยการอาวุโส มูลนิธิเป๊ปซี่โค ยังกล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ความมั่นคงทางอาหารเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องการแนวทางการแก้ไขที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชน ตลอดระยะที่ผ่านมา มูลนิธิเป๊ปซี่โค ทำงานร่วมกับเครือข่ายของเราทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหารผ่านวิธีการต่างๆ รวมถึงโครงการอาสาสมัครของพนักงาน ‘Give Together’ ซึ่งเปลี่ยนชั่วโมงอาสาสมัครของพนักงานให้เป็นเงินทุนที่สนับสนุนการทำงานขององค์กรการกุศลในแต่ละประเทศ เรามุ่งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนเพื่อนำไปสู่ผลกระทบที่ยั่งยืนในสังคมของเราในประเทศไทยและทั่วโลกอีกด้วย”

 

สำหรับโครงการ “Little Chef Course” อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จ. เชียงราย ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกของยาวชนให้ตระหนักถึงอัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรม ความมั่นคงทางอาหาร และความสำคัญของการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมเพื่อรักษาแหล่งอาหารที่ยั่งยืนของชุมชน ผ่านการดำเนินงานหลัก 3 ขั้นตอน ได้แก่ EXPLORE – การค้นหาแหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้านอาหาร EXPERT – การฝึกฝนและเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประยุกต์องค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง และ EXPERIENCE – การสัมผัสประสบการณ์การทำงาน ผ่านการออกร้านในงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 11

 

มูลนิธิเป๊ปซี่โคในประเทศไทย มูลนิธิเป๊ปซี่โค เป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านการทำประโยชน์สาธารณะและสังคมของบริษัทเป๊ปซี่โค เรามีพันธกิจที่จะสนับสนุนการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเจริญก้าวหน้า โดยเน้นการส่งเสริมองค์ประกอบที่จำเป็นเพื่อระบบอาหารที่ยั่งยืน มูลนิธิเป๊ปซี่ทำงานร่วมกับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ชุมชนได้รับการเข้าถึงความมั่นคงทางอาหาร การเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภค และเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมให้กับชุมชนที่เราอาศัยและทำงานอยู่ รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจ องค์กรท้องถิ่น องค์กรนานาชาติ และพนักงานของเรา เพื่อส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้างเกี่ยวกับขอบข่ายของปัญหาที่มีความสำคัญของประเทศ ตลอดจนปัญหาในระดับโลกเช่นเดียวกัน สามารถเรียนข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pepsicofoundation.com

 

เป๊ปซี่โค ประเทศไทย มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการทำเกษตรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนแก่กลุ่มเกษตรกรของประเทศ การใช้กระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้โรงงานที่ดำเนินงานตามแนวคิด ESG ไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เอื้อต่อกระบวนการรีไซเคิล รวมไปถึงแง่มุมอื่น ๆ อีกมากมาย การร่วมสนับสนุนงานสีสันแห่งดอยตุง ถือเป็นการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารผ่านมิติทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อร่วมพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหารควบคู่ไปกับการส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุนชมต่าง ๆ ในประเทศอย่างยั่งยืน

 

เกี่ยวกับเป๊ปซี่โค

ผลิตภัณฑ์ของเป๊ปซี่โคเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเพลิดเพลินได้มากกว่า 1 พันล้านครั้งต่อวันในกว่า 200 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เป๊ปซี่โคมีรายได้สุทธิมากกว่า 91,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 จากธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสะดวกซื้อของบริษัท เช่น เลย์ โดริโทส ชีโตส เกเตอเรด เป๊ปซี่-โคล่า เมาเทนดิว เควกเกอร์ และโซดาสตรีม กลุ่มผลิตภัณฑ์ของเป๊ปซี่โคประกอบด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมาย ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังที่แต่ละแบรนด์มียอดขายปลีกทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

Guiding PepsiCo คือวิสัยทัศน์ของเราในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านเครื่องดื่มและอาหารสะดวกซื้อ สร้างความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ Winning with pep+ (PepsiCo Positive) ที่มุ่งปรับโฉมธุรกิจในทุกขั้นตอน ด้วยการนำเรื่องความยั่งยืนมาเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเติบโตและคุณค่าให้กับโลก และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกและผู้คน 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทเข้าชมได้ที่ www.pepsico.com และติดตามบน X (Twitter), Instagram, Facebook และ LinkedIn @PepsiCo

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : www.pepsico.com

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มฟล. นำทีมจัดกิจกรรมชุมชน เชื่อมโยง SDGs และนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม

 

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำโดย อาจารย์ ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ร่วมกับ อาจารย์ ดร.ประดิษฐ์ ชินอุดมทรัพย์ และ อาจารย์ ดร.จารุวรรณ์ หัตถผสุ ได้นำทีมนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมผู้สูงอายุคาทอลิกในจังหวัดเชียงราย ณ วัดนักบุญคามิลโล หมู่บ้านศรีวิเชียร ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ภายใต้การนำของบาทหลวงเอกชัย ผลวารินทร์ เจ้าอาวาสวัดนักบุญคามิลโล และมีพระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม เป็นประธานในงาน

กิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น นักศึกษาจากสำนักวิชานวัตกรรมสังคมได้มีโอกาสนำเสนอผลงานนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการเรียนการสอนในรายวิชา “นวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนา” โดย อาจารย์ ดร.ประดิษฐ์ ชินอุดมทรัพย์ เช่น กระถางต้นไม้ที่ผลิตจากเปลือกสับปะรด เครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุที่ผลิตจากกะลามะพร้าว และบูทรับทำเสื้อลายสับปะรด ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ในการนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ประโยชน์ใหม่

การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาของชุมชนรอบมหาวิทยาลัย การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในชุมชนช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเข้าใจนี้ส่งเสริมการเห็นอกเห็นใจและการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของพลเมืองโลก (Global Citizenship)

นอกจากนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวยังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และประชาชนในจังหวัดเชียงราย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน แต่ยังเป็นการวางรากฐานในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและความท้าทายในอนาคต การเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาความยั่งยืนในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่มีผลกระทบในระดับชาติในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงราย เกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่อง เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม กระทบ 10 อำเภอ

 

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจังหวัดเชียงราย เกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 67 เป็นต้นมา เกิดอุกภัยและดินถล่ม ส่งผลกระทบ 10 อำเภอ 29 ตำบล 192 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับผลกระทบ 7,591 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับผลกระทบ 12,828 ไร่ บ่อปลา/บ่อกุ้ง 68 บ่อ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งได้เตรียมการมาเป็นอย่างดีทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ พร้อมกำลังพลในการเข้าไปช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง หลายวัน ทำให้วันนี้ (21 สิงหาคม 2567) ได้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอเวียงแก่น  อำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล  เกิดน้ำท่วมหนักในรอบหลายปี  อย่างไรก็ตาม นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจ และเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน หากประชาชนต้องการขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งได้ตลอด 24 ช่วยโมง ที่สายด่วน 1784

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานสถานที่เกิดเหตุ/ความเสียหาย/การให้ความช่วยเหลือ (เหตุต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. 67 และสถานการณ์ในวันนี้ ( 21 ส.ค.67)

อ.เวียงชัย ต.เมืองชุม ม.2,3,9,10 น้ำท่วมขังทางเข้าออกบ้านเรือนราษฎรบางส่วน ส่วนใหญ่ท่วมขังพื้นที่ทางการเกษตร (นาข้าว 1,230 ไร่ พืชไร่ 10 ไร่) เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากหนองหลวงจึงมีมวลน้ำไหลมาท่วมต่อเนื่อง  ต.ผางาม ม.9 น้ำท่วมบ้านขังบ้านเรือนราษฏร 10 ครัวเรือน 38 คน  ต.เวียงชัย ม.1,6,10,16,19 น้ำท่วมบริเวณบ้านเรือนราษฏร 32 ครัวเรือน 123 คน
 
อ.เชียงแสน  ต.ป่าสัก ม.3,4,5,6,7,8,9,10,12,13 น้ำท่วมขังบ้านเรือนราษฏร ได้รับผลกระทบ 406 ครัวเรือน 1,154 คน ยังมีท่วมขัง  ระดับน้ำลดลงเล็กน้อย/ทรงตัว  ต.ศรีดอนมูล ม.1,2,4,5,6,7,8,11,12 น้ำท่วมขังบ้านเรือนราษฏร ได้รับผลกระทบ 80 คน 44 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรบางส่วน ระดับน้ำลดลง/ คลี่คลาย เฝ้าระวังน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำลงมาเติม  ต.โยนก ม.3,4,6,9 น้ำท่วมบ้านเรือนราษฏร และพื้นที่ทางการเกษตร ยังมีท่วมขัง น้ำระบายได้ช้า ระดับน้ำทรงตัว

อ.ป่าแดด น้ำแม่พุงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากรับน้ำจากอ.พาน ประกอบกับน้ำอิงหนุนสูงและน้ำหลากจากภูเขา ทำให้น้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่เกษตร และบ้านเรือนบางส่วนที่อยู่ติดริมน้ำ/ ปัจจุบันระดับน้ำแม่พงลดลงเล็กน้อย ยังคงมีมวลน้ำขังอยู่ พื้นที่ได้รับผลกระทบดังนี้  ต.ป่าแงะ ม.6, 9 ต.สันมะค่า ม.1,3,8  ต.ศรีโพธิ์เงิน ม.8  ต.ป่าแดด ม.2,3,7,9,10,11  ต.โรงช้าง ม.2,3,7,9,10,11

อ.แม่สาย  ต.ศรีเมืองชุม ม.5,6,7 น้ำท่วมทางเข้าออกและบริเวณบ้าน ราษฏรได้รับผลกระทบ 25 ครัวเรือน 71 คน/ ระดับน้ำลดลง แต่ยังมีมวลน้ำขังอยู่

อ.แม่จัน  ต.แม่คำ ม.4,9 น้ำท่วมทางเข้าออกและตัวบ้าน(พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายหมู่บ้าน) ได้รับผลกระทบ 28 ครัวเรือน 91 คน ระดับน้ำลดลง แต่ยังมีมวลน้ำขังอยู่
 
อ.เทิง น้ำป่าไหลหลาก ต.เวียง (12 หมู่บ้าน)/ต.ปล้อง 5 หมู่บ้าน/ ต.สันทรายงาม 7 หมู่บ้าน/ ต.ตับเต่า 11 หมู่บ้าน/ ต.หงาว 20 หมู่บ้าน /ต.หนองแรด 7 หมู่บ้าน
 
อ.เวียงแก่น น้ำป่าไหลหลาก  4 ตำบล  31 หมู่บ้าน

อ.ขุนตาล น้ำป่าไหลหลาก  3 ตำบล  34 หมู่บ้าน

อ.เชียงของ น้ำป่าไหลหลาก  1 ตำบล  11 หมู่บ้าน

อ.พญาเม็งราย น้ำป่าไหลหลาก  2 ตำบล  3 หมู่บ้าน

แนวโน้มสถานการณ์  อยู่ในระดับเฝ้าระวังต่อเนื่องทุกพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย ร่วมคัดแยกแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้วนำไปทำ ‘ขาเทียม’

 

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย นำโดยนายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยทีมจิตอาสา CSR ได้จัดกิจกรรมมอบแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้วที่ได้จากการคัดแยกขยะภายในศูนย์การค้า ภายใต้โครงการ “คัดแยกแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้ว” เพื่อบริจาคให้กับมูลนิธิขาเทียม โรงพยาบาลแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย โดยแก้วน้ำพลาสติกที่บริจาคมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 800 กิโลกรัม ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตขาเทียมสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว รวมถึงส่วนที่เหลือจะถูกจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยที่ขาดแคลน

ในงานมอบบริจาคครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายนพณัช บุญสุข นักกายภาพบำบัดชำนาญการ, นางสาวกาญจนา เชื้อเมืองพาน นักกิจกรรมบำบัดชำนาญการ, นายเทพบุตร ปัญธรรม ช่างทำขาเทียม และนายเศรษฐวัฒน์ รีรักษ์ ผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด เป็นผู้แทนจากโรงพยาบาลแม่ลาวมารับมอบ ณ ชั้น G ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

การบริจาคแก้วน้ำพลาสติกในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเซ็นทรัล เชียงราย ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและสนับสนุนการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้พิการ โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการขาเทียมในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

โดยทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงรายมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้พิการทางด้านขา โดยการบริจาคแก้วน้ำพลาสติกใช้แล้วเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการขาเทียม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

การร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและองค์กรการกุศลในการช่วยเหลือผู้พิการถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ได้รับขาเทียมจากมูลนิธิขาเทียมจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การบริจาคแก้วน้ำพลาสติกไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะในสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตขาเทียมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

มูลนิธิขาเทียม โรงพยาบาลแม่ลาว เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางการเคลื่อนไหว โดยมีภารกิจในการจัดหาขาเทียมและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับผู้ป่วยที่ขาดแคลนทรัพยากร โครงการดังกล่าวได้รับความสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงชุมชนท้องถิ่น ซึ่งต่างมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมและสนับสนุนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ในอนาคต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงรายจะยังคงเดินหน้าในโครงการ CSR ต่าง ๆ เพื่อสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

การบริจาคแก้วน้ำพลาสติกจำนวน 800 กิโลกรัมในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และมีความเข้าใจในความสำคัญของการดูแลกันและกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FOOD

ล้านนาตะวันออก สวรรค์ของเมืองกาแฟ Eastern Lanna Coffee Fest 2024

 

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2567  ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลกาแฟล้านนาตะวันออก สวรรค์ของเมืองกาแฟ Eastern Lanna Coffee Fest 2024” กิจกรรม ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ และพัฒนาเชื่อมโยงตลาดเมล็ดกาแฟคุณภาพ โครงการเพิ่มขีดในการแข่งขันการเกษตรระดับภูมิภาค โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย  ผู้อำนวยการส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน
.
นายอดิศร จันทรประภาเลิศ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นตามนโยบายและทิศทางการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ตามประเด็นการพัฒนา ส่งเสริมการผลิตและพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สร้างตราสินค้ากาแฟ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ และนำเสนอกาแฟคุณภาพของเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาต่อผู้บริโภค และเชื่อมโยงตลาดเมล็ดกาแฟคุณภาพ
.
ซึ่งสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกันดำเนินการยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ จำนวน 27 ราย จาก 4 จังหวัด โดยการอบรมให้ความรู้ด้านการทดสอบรสชาติของกาแฟ หรือ cupping และประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟโดย Q grader ตามมาตรฐานการรับรองของสมาคมกาแฟพิเศษแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ SCAA พร้อมทั้งให้เกษตรกรแบ่งผลผลิตมาผลิตเป็นกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปกติเกษตรกรที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ส่วนใหญ่จะจำหน่ายเป็นแบบเชอรี่ ในราคา 29-40 บาท/กก. หากมีการผลิตแบบประณีตยกระดับเป็นกาแฟพิเศษแล้ว จะสามารถเพิ่มมูลค่าขึ้นได้มากกว่า 1,000 บาท/กก. อีกทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม และสร้างตราสินค้า พร้อมทั้งนำเสนอกาแฟคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2567 ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย 

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การออกบูธประชาสัมพันธ์ จัดแสดง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพของจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน และบูธของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากาแฟ รวม 30 บูธ การเจรจาธุรกิจ และมีกิจกรรม workshop สาธิตให้ความรู้ด้านกาแฟ การทำสครับกาแฟ เทคนิคการชงกาแฟให้ได้รสชาติที่ดี และชิมกาแฟคุณภาพจากเกษตรกรผู้ปลูกที่คัดสรรมาจาก 4 จังหวัด ที่จะสลับสับเปลี่ยนมาให้ผู้ร่วมงานได้ชิมรสชาติกันทุกวัน พร้อมกิจกรรมการแสดงดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และการร่วมสนุกเล่นเกมส์รับของรางวัลด้วย
.
นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มีพื้นที่ปลูกกาแฟร้อยละ 30.36 ของพื้นที่ปลูก ทั้งประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ที่มีพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิก้ามากที่สุดในภาคเหนือ รองลงมาเป็นจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา โดยกาแฟของแต่ละจังหวัดจะมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นต่างกัน เนื่องจากด้วยพื้นที่ปลูกและกระบวนการแปรรูป สถิติพื้นที่ปลูกกาแฟตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมกาแฟในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จะเห็นว่ากาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าให้กลุ่มจังหวัด ไม่ต่ำกว่า 721 ล้านบาทต่อปีแล้ว ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ด้วยการปลูกร่วมกับไม้ผลและป่าธรรมชาติ จึงเรียกได้ว่าเป็นกาแฟรักษาป่า สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของภาคเหนือและกลุ่มจังหวัดที่ว่า “ท่องเที่ยวบนพื้นฐานวัฒนธรรมร่วมสมัย ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สิ่งแวดล้อมยั่งยืน สู่เศรษฐกิจมั่นคง” 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“สวัสดิการชุมชน พลังสร้างสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้วิกฤตประชากรไทย”

 

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 67  นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (มหาชน)   เป็นประธานเปิดงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน ภาคเหนือ ภายใต้ชื่องาน “สวัสดิการชุมชน พลังสร้างสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้วิกฤตประชากรไทย”  โดยมี ว่าที่ ร.ต. ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ  เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคเหนือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในงานสมัชชาสวัสดิการชุมชนภาคเหนือ (17 จังหวัด) และ นายอนันต์ ดนตรี รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเสวนา  ในหัวข้อ “สวัสดิการชุมชน พลังสร้างสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้วิกฤตประชากรไทย”  นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน และกล่าวปิดงาน

          นอกจากนี้ยังมีนายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย  นางนัยน์รัตน์ เผดิมรอด ภู่งาม ผอ.กองกฎหมายและงานคดี นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผอ.กองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร และเจ้าหน้าที่ ร่วมงานสมัชชาสวัสดิการสังคมภาคเหนือ“สวัสดิการชุมชน สร้างพลังสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้วิกฤติประชากรไทย” เพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดบทเรียนการจัดสวัสดิการสังคมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนายกระดับการจัดสวัสดิการสังคมชุมชนสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายการทำงานของพื้นที่และระดับประเทศ และร่วมจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ภารกิจของหน่วยงาน ให้แก่หน่วยงานภาคีเครือข่าย ณ อาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ (อาคาร GMS) จังหวัดเชียงราย

          สำหรับการงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน ภาคเหนือ (17 จังหวัด) ในครั้งนี้  เพื่อเป็นการถ่ายทอดบทเรียนการดำเนินงานสวัสดิการชุมชนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนทั้งเมืองและชนบท สู่การสร้างการรับรู้งานสวัสดิการชุมชน สร้างความมั่นคงทางสังคมของคนในชุมชน และหลักประกันในการดำรงชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การสร้างพลังทางสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และขับเคลื่อนการพัฒนาสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤตประชากร ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประเทศ ด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ภายใต้หลักการ จัดสวัสดิการชุมชนที่ว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรทุกช่วงวัย และการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางให้ได้รับการพัฒนา สร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคมต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

โรงเรียนนวัตกรรมสังคม ‘ไร่รื่นรมย์’ เพื่อสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน

 

เมื่อวันที่ 9-11 สิงหาคม พ.ศ. 2567 สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดย อาจารย์กฤษณ์ ขนาบศักดิ์ ผู้ช่วยคณบดีสำนักวิชานวัตกรรมสังคม และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐมพงศ์ มโนหาญ รองคณบดีสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ได้จัดกิจกรรมโรงเรียนนวัตกรรมสังคม (Field school) ณ ไร่รื่นรมย์ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักศึกษาจำนวน 16 คน จากสาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

กิจกรรมโรงเรียนนวัตกรรมสังคมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้แนวคิดและการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ผ่านการศึกษาภาคสนาม โดยไร่รื่นรมย์เป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ในวันที่ 1 ของกิจกรรม นักศึกษาได้รับฟังบรรยายจากผู้ก่อตั้งไร่รื่นรมย์ เกี่ยวกับแนวคิดการจัดตั้งและการดำเนินงานในฐานะกิจการเพื่อสังคม พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับ SDGs ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาความยากจน ส่งเสริมการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักศึกษาได้มีโอกาสอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของกิจการเพื่อสังคมในชุมชนท้องถิ่น และการที่ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของไร่

ในวันที่ 2 นักศึกษาได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Circular Green Economy หรือ BCG) ภายในไร่รื่นรมย์ ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมประกอบด้วยการเรียนรู้การจัดการระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ การบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และการศึกษาแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ซึ่งเป็นการปลูกพืชและเลี้ยงปศุสัตว์โดยปราศจากการใช้สารเคมี การเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่ส่งเสริมสุขภาพของทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรในชุมชน รวมถึงเป็นการปกป้องสภาพแวดล้อมจากมลพิษทางเคมี

ไร่รื่นรมย์ถือเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมที่มีความยั่งยืน เนื่องจากไม่เพียงแต่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนโดยรอบ นักศึกษาได้เห็นถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนผ่านการทำฟาร์มแบบออร์แกนิกและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การทำฟาร์มแบบออร์แกนิกเป็นการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมีซึ่งนอกจากจะลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ การเลี้ยงปศุสัตว์ภายใต้แนวทางนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในวันที่ 3 นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานภาคปฏิบัติกับชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนโดยใช้แนวคิดจาก SDGs มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน การพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชนบทและชุมชนท้องถิ่นเป็นเป้าหมายสำคัญของไร่รื่นรมย์ที่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายที่ 12 ของ SDGs คือ การสร้างการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งไร่รื่นรมย์ได้ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการพัฒนา โดยชุมชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนากิจการเกษตรร่วมกับไร่รื่นรมย์ เช่น การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและการสร้างเครือข่ายการค้าชุมชนที่เข้มแข็ง

กิจกรรมโรงเรียนนวัตกรรมสังคมในครั้งนี้ได้สร้างความเข้าใจให้นักศึกษาเห็นถึงความสำคัญของกิจการเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบ SDGs โดยเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ นักศึกษายังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาและทำงานในอนาคต

การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจในบทบาทของกิจการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างสรรค์แนวทางการพัฒนาใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เดินหน้าพัฒนาชุมชนต้นแบบ “ศูนย์ข้าวศรีดอนมูล” เชียงราย

 

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมุ่งสนองนโยบายรัฐบาล รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ด้วยการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าข้าวให้มีมูลค่าสูง ทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ สินค้านวัตกรรม การบริการ และทำการต่อยอดข้าวออกสู่ช่องทางตลาดต่าง ๆ ให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยยังส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้มากขึ้น โดยมี “โครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตรและแผนการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงตลาด ปี 2567” เป็นโครงการสำคัญ ซึ่งโครงการนี้จะมุ่งทำงานกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างเข้มข้น และมุ่งเน้นให้แต่ละพื้นที่พัฒนาข้าวให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม เชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ โมเดิร์นเทรด และทำให้เกิดแบรนด์ที่น่าจดจำจากแต่ละชุมชน

หนึ่งในชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวของภาคเหนือคือ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีความโดดเด่นในการผลิตข้าวได้หลากสายพันธุ์จากความอุดมสมบูรณ์ทางภูมิศาสตร์ในการปลูกข้าว ด้วยดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำที่มีส่วนประกอบจากหินภูเขาไฟและหินตะกอนชนิดต่าง ๆ ซึ่งพบบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบระหว่างหุบเขา ดินมีการระบายน้ำเลวเนื้อละเอียด ซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าว ประกอบกับการมีแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ถูกพัดพามาจากน้ำแม่อิงส่งผลให้ผลผลิตข้าว จังหวัดพะเยามีความหอม รสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และความหลากหลายทางสายพันธุ์ข้าวยังเป็นข้อได้เปรียบในการต่อยอดไปสู่ผู้บริโภคที่มีหลากหลายไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของชุมชนที่สร้างมูลค่าจากการใช้กรรมวิธีเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสอดคล้องกับในช่วงสองปีที่ผ่านมามูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 27% (มูลค่าปี 2565 อยู่ที่ 9,169.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ 7,127.63 ล้านบาท) มีการเพิ่มขึ้นของพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์กว่า 4% รวมถึงผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น

นายโอวาท กล่าวเพิ่มเติมว่า วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลจุน ได้เข้าร่วมหลากหลายโครงการตามกิจกรรมสนับสนุนของกรมการข้าวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปี 2557 ได้รับการสนับสนุนเครื่องเป่าทำความสะอาดข้าวและเมล็ดพันธุ์แบบติดตั้ง ต่อมาในปี 2561 รับการสนับสนุนรถตักข้าว จำนวน 2 คัน และปี 2563 ได้รับการสนับสนุนเครื่องเป่าทำความสะอาดข้าวและเมล็ดพันธุ์แบบเคลื่อนที่ โดยจากการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องได้ช่วยให้คนในชุมชนมีความสะดวกในหลากกระบวนการผลิตข้าวที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมยังช่วยตอกย้ำให้ชุมชนรู้จักช่องทางการขายหรือแนวทางการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการตลาดและผู้บริโภค

ด้านนางสาวชัญญาณัฐ พระวิสัตย์ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลจุน เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมองค์ความรู้สมัยใหม่ในการผลิตข้าว รวมถึงการเพิ่มมูลค่าข้าวในทางการค้าเชิงพาณิชย์ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อยกระดับข้าวพื้นเมืองให้ได้คุณภาพและมาตรฐานสากล ซึ่งผลิตภัณฑ์ข้าวของวิสาหกิจชุมชนเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดและผู้บริโภค มีข้าว 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ (กข15 และกข105) ข้าวกล้อง ข้าวมะลิแดง ข้าวก่ำ และข้าวไรซ์เบอรี่ ด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี จึงต่อยอดความต้องการของตลาดและขยายพันธุ์ข้าวในวิสาหกิจชุมชน โดยการขับเคลื่อนการดำเนินงานควบคู่ในการเป็นศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน เพื่อให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวให้เลือกเพาะปลูก ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่ เพิ่มผลผลิตลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

“วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลจุน ประกอบไปด้วยชาวบ้านในพื้นที่รวม 1,000 คน 200 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าวรวม 1,000-2,000 ไร่ เกษตรกรจะทำการปลูกข้าวด้วยกรรมวิธีอินทรีย์ผสานกับการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จำเป็น เกษตรกรทำนาปีละ 1 ครั้ง มีฤดูกาลเพาะปลูกคือเดือน พฤษภาคม – ตุลาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 650 กิโลกรัม/ไร่ โดยปีที่ผ่านมามีผลผลิตรวม 50 ตัน สามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ตันละ 15,000 บาท โดยกลุ่มสินค้าข้าวที่ขายดีที่สุดและสร้างรายได้ให้กับชุมชนคือ ข้าวหอมมะลิ โดยนอกเหนือจากความโดดเด่นในการเพาะปลูกข้าวได้หลากหลายสายพันธุ์แล้ว วิสาหกิจยังมีความพร้อมในการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคด้วยกำลังการผลิตที่สูง ผ่านผลิตภัณฑ์ข้าวที่ออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์สร้อยศรี ซึ่งแบรนด์นี้มุ่งใช้
กลยุทธ์ที่สำคัญทั้งความเป็นข้าวพรีเมียม ความเป็นสินค้าอินทรีย์ที่ผลิตจากแหล่งเพาะปลูกคุณภาพบนพื้นที่สูง ไม่มีการใช้ยาหรือสารเคมี และมีสุดยอดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของข้าวทั้ง 5 ชนิด
ที่หารับประทานได้ยาก มีความหอม นุ่ม เหนียว อร่อย รับประทานกับอาหารได้หลากหลายประเภท”

นางสาวชัญญาณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าข้าวในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้เป็นสินค้าพรีเมียมเพื่อส่งต่อไปถึงผู้บริโภค ได้แก่ ข้าวบรรจุถุง ข้าวพองกรอบเคลือบช็อกโกแลต เวย์ข้าวโปรตีนผสมธัญพืช 9 ชนิด แป้งข้าวอินทรีย์ และข้าวแต๋น ที่หลากหลายรสชาติ ผสมผสานการตกแต่งให้น่ารับประทาน โดยได้สร้างผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปในชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ข้าวหอมสร้อยศรี” เช่นเดียวกับข้าวสำเร็จรูป การันตีด้วยรางวัลข้าวดีเด่น ปี 2543 และปี 2544 กับโล่รางวัลชนะเลิศประเภทข้าวหอมมะลิดีเด่นระดับประเทศ อีกทั้งยังได้ผลักดันผลิตภัณฑ์ข้าวให้ก้าวสู่สินค้าโมเดิร์นเทรดสำหรับผู้ประกอบการห้าง ค้าปลีก และค้าส่ง เพื่อนำไปจัดจำหน่าย อาทิ ท็อปส์ เดลี่ สาขา พะเยา และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ทั้งนี้ พร้อมเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ข้าวผ่านกลยุทธ์ ทางการตลาดที่ครบวงจรการจัดจำหน่าย ผ่านออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ นายโอวาท เปิดเผยเพิ่มว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพ และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการสร้างแปลงนา – วิสาหกิจชุมชนต้นแบบเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจในการพัฒนา พร้อมทั้งทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตที่ดีไปยังชุมชนอื่น ๆ โดยแนวทางดังกล่าวยังช่วยให้กลุ่มชาวนามีความเข้มแข็ง มั่นคง รู้จักแนวทางเพิ่มมูลค่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป การลดของเสีย นวัตกรรมในการผลิต การต่อยอดสินค้าไปสู่การบริการ รวมทั้งการส่งเสริมการทำตลาดและการทำแบรนด์สินค้า และผลักดันให้ระบบเกษตรกรรมอย่าง การปลูกและผลิตข้าวในแต่ละพื้นที่มีความแข็งแกร่งและอยู่ได้ในระยะยาวอีกด้วย

“ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ถือเป็นชุมชนต้นแบบการผลิตข้าวที่สำคัญของจังหวัดและภูมิภาค ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแปลงใหญ่ข้าวด้วยแนวคิดการปลูกข้าวปลอดภัย เพื่อแก้ปัญหาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพดี ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีจนได้รับมาตรฐานการรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) การผลิตข้าวตามหลักการ GAP Seed จากกรมการข้าว ควบคู่กับการจัดทำระบบควบคุมภายในเพื่อควบคุมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยชุมชนแห่งนี้ ยังเป็นแหล่งกระจายและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสู่ชาวนาในพื้นที่ด้วยพื้นที่เพื่อการผลิตเฉพาะเมล็ดพันธุ์ถึง 238 ไร่ สามารถกระจายไปถึง 5 พื้นที่ที่มีการปลูกข้าว และยังเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญให้กับคนในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้เกษตรกรยังมีความมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบประณีต พร้อมทั้งการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตข้าวตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ มีความเชื่อมั่นระดับสูง การยกระดับมาตรฐาน GAP สู่เกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งการแปรรูปข้าวให้เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีการดำเนินการด้านการตลาดเข้าถึงผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนการเชื่อมต่อผลผลิตข้าวเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีศักยภาพในการสร้างงาน กระจายรายได้ให้กับประชาชนในตำบล”

นอกจากการผลักดันชุมชนต้นแบบในการผลิตข้าวของแต่ละพื้นที่แล้ว กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ยังมุ่งลดจุดอ่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยในกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การลดของเสีย การทำการตลาด รวมถึงการผลักดันสินค้าสร้างสรรค์ – สินค้านวัตกรรมของแต่ละชุมชนให้เหนือไปกว่าการแปรรูปขั้นกลาง เนื่องจากขณะนี้ความต้องการของผู้บริโภคและตลาดมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยแนวทางนี้มุ่งหวังให้ อย่างน้อยเกิด 1 ผลิตภัณฑ์หรือบริการเรือธง ที่ต่อยอดหรือใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวพื้นเมือง เพื่อสร้างการจดจำและรายได้ที่มากขึ้นให้กับวิสาหกิจชุมชน พร้อมทั้งพลิกโฉมเกษตรกรรมให้ไปสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ทุกกระบวนการเชื่อมโยงกันทั้งระบบการทำเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูง คนในชุมชนเกิดรายได้สูง และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น

ด้านนายธนานุวัฒน์ จันทร์ฟอง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูล เปิดเผยว่า กรมการข้าว ได้ให้
การส่งเสริมองค์ความรู้ การพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สินค้าข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดข้าว รวมถึงการเพิ่มมูลค่าข้าวในทางการค้าเชิงพาณิชย์ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อยกระดับสินค้าในพื้นที่ชุมชนศรีดอนมูล ซึ่งผลิตพันธุ์ข้าวเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค มีข้าวพื้นเมือง 2 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ (กข15 และกข105) ข้าวเหนียว (กข6 สันป่าตอง และกข-แม่โจ้ 2) ด้วยเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จึงได้ต่อยอดขยายพันธุ์ข้าวให้มีเมล็ดพันธุ์เพิ่มมากขึ้น เริ่มจากสมาชิกในชุมชน และให้เกษตรกรเลือกเพาะปลูก เพื่อผลผลิตที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของศูนย์ข้าวชุมชนในการขยายพันธุ์ข้าวให้มีเมล็ดพันธุ์เพิ่มมากขึ้น

วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลศรีดอนมูล ประกอบไปด้วยชาวบ้านในพื้นที่รวม 38 คน 45 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าวรวม 1,037 ไร่ เกษตรกรจะทำการปลูกข้าวด้วยกรรมวิธีอินทรีย์ผสานกับการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จำเป็น ทั้งนี้ เกษตรกรทำนาปีละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ มีฤดูกาลเพาะปลูกคือเดือน มิถุนายน – สิงหาคม และ เดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน เมษายน และเดือน มิถุนายน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 800 กิโลกรัม – 1.29 ตัน/ไร่ โดยปีที่ผ่านมามีผลผลิตรวม 250 ตัน สามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ตันละ 11,000 บาท โดยกลุ่มสินค้าข้าวที่ขายดีที่สุดและสร้างรายได้ให้กับชุมชนคือ ข้าวหอมมะลิ

นอกเหนือจากนี้ความโดดเด่นของศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูล คือ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เป็น คราฟต์เบียร์ ภายใต้แบรนด์สุราฮิมนา ซึ่งอยู่ในกระบวนการทดสอบความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์แปรรูปให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมสรรพสามิต ทั้งเรื่องของรสชาติ การสร้างแบรนด์ให้ตรงการตามต้องการของตลาดและดึงดูดใจผู้บริโภค นอกจากนี้ยังต่อยอดข้าวเหนียวเขี้ยวงู (GI) แปรรูปเป็นเหล้าขาว ในรูปแบบโซจู ที่ทำการตกแต่งกลิ่นและรสชาติหลากหลายรส อาทิ ลิ้นจี้ สตอเบอรี่ มะม่วง และพีช และมียังมีแนวคิดในการแปรรูปข้าวหอมมะลิ 105 เป็น ชา ที่มีความหอมของข้าวหอมมะลิ โดยแนวคิดเหล่านี้กำลังอยู่ในกระบวนการต่อยอดความสำเร็จในผลิตภัณฑ์ ให้เป็นสินค้าประจำชุมชนในการสร้างรายได้อนาคต”


นายธนานุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนศรีดอนมูลยังมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าให้ข้าวด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อผู้บริโภค ได้แก่ ข้าวสุญญากาศภายใต้ชื่อแบรนด์ “ศรีดอนมูล” ฟางข้าว
อัดก้อน กระดาษสาจากฟางข้าว ก้อนเพาะเห็ดจากฟางข้าว และก้อนอิฐจากฟางข้าว โดยผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปได้พัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวและผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP ได้รับรางวัลการันตีในการประกวดข้าวหอมมะลิ ประเภทรายบุคคลและสถาบันเกษตร ในปี 2565 นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดการสีข้าว ส่วนฟาง แปรรูปเป็นรำหยาบ รำละเอียด ปลายข้าว และแกลบ ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนไม่มีเหลือทิ้งเป็นขยะแต่อย่างใด (Zero Waste) และ
เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อจัดจำหน่าย ส่งเสริมการค้าเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม สำหรับศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลศรีดอนมูล ได้เข้าร่วมหลากหลายโครงการตามกิจกรรมสนับสนุนของกรมการข้าวอย่างต่อเนื่องถึง 11 ปี อาทิ ปี 2563 ได้รับการสนับสนุนเครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก โดยจากการได้รับการสนับสนุนจะช่วยให้คนในชุมชนมีความสะดวกในกระบวนการผลิตข้าวที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงยังสามารถช่วยรักษาคุณภาพของเมล็ดรักษาสีและรูปร่างของเมล็ดข้าวให้สวยและมีความสมบูรณ์สูง ไม่ทำให้เยื่อหุ้มและตาข้าวเสียหาย พร้อมยังช่วยตอกย้ำให้ชุมชนรู้จักช่องทางการขายหรือแนวทางการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการตลาดและผู้บริโภค

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการข้าว

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News