
ดัชนีความร้อนต้นเมษายนส่อแตะ 60 องศา หน่วยงานรัฐยืนยันเป็นข่าวจริง เตือนภาคเหนือรวมเชียงรายเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพใกล้ชิด
ประเทศไทย, 30 มีนาคม 2569 – สัญญาณร้อนแรงที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องเข้าสู่ต้นเดือนเมษายน 2569 ประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์คือข้อความเตือนว่า “ดัชนีความร้อน” ของประเทศไทยอาจพุ่งสูงถึง 52 ถึง 60 องศาเซลเซียส จนทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดคำถามว่า ประเทศไทยกำลังจะเผชิญอุณหภูมิระดับอันตรายถึงขั้นนั้นจริงหรือไม่ และค่าที่ถูกส่งต่อกันอยู่นั้นเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงข้อมูลที่ขยายเกินจริงจากความตื่นตระหนกในโซเชียลมีเดีย ความชัดเจนล่าสุดมาจากหน่วยงานรัฐหลายแห่งที่ออกมายืนยันตรงกันว่า ข้อความดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” แต่สาระสำคัญอยู่ที่ประชาชนต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “ดัชนีความร้อน” ให้ถูกต้อง เพราะนี่ไม่ใช่อุณหภูมิอากาศที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ทั่วไป หากเป็นค่าที่สะท้อนว่า “ร่างกายรู้สึกได้จริง” เมื่ออุณหภูมิอากาศทำงานร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สภาพอากาศในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทยสร้างภาระต่อร่างกายมากกว่าตัวเลขอุณหภูมิที่เห็นเพียงอย่างเดียว
ความน่าสนใจของกรณีนี้ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข 60 องศาเซลเซียส แต่อยู่ที่การที่เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นอันดับหนึ่งในระบบติดตามข่าวของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยในช่วงวันที่ 28 มีนาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้ในวงกว้างอย่างมาก โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายข้าราชการประจำระบุว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจพบข้อความรวม 164,207 ข้อความในวันเดียว และมีข้อความที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ 2,521 ข้อความ โดยเรื่องดัชนีความร้อนต้นเดือนเมษายนที่อาจแตะ 60 องศาเซลเซียส เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจสูงสุดในบรรดา 7 ประเด็นที่ประชาชนติดตามมากที่สุด ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าความร้อนในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนในชีวิตประจำวันด้วย
ความจริงของดัชนีความร้อน เมื่ออากาศร้อนบวกความชื้นทำให้ร่างกายรับภาระหนักขึ้น
หัวใจสำคัญของข่าวนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจคำว่า Heat Index หรือดัชนีความร้อน ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยืนยันตรงกันว่า เป็นค่าที่ใช้ประเมินอุณหภูมิที่ร่างกายของมนุษย์ “รู้สึกได้จริง” ไม่ใช่ค่าความร้อนของอากาศที่วัดจากเครื่องมือมาตรฐานเพียงลำพัง วิธีคิดของดัชนีความร้อนจะนำอุณหภูมิอากาศมาคำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ ยิ่งอากาศมีความชื้นสูงมากเท่าใด การระเหยของเหงื่อบนผิวหนังก็จะทำได้ยากขึ้น ร่างกายจึงระบายความร้อนได้ไม่ดีและเกิดอาการร้อนอบอ้าว อึดอัด และเหนื่อยล้าง่ายกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ แม้อุณหภูมิอากาศจริงอาจไม่ถึง 60 องศาเซลเซียส แต่ดัชนีความร้อนที่ร่างกายต้องเผชิญสามารถขยับขึ้นไปถึงระดับดังกล่าวได้ในทางวิทยาศาสตร์และการสื่อสารสาธารณสุข
ข้อมูลจากกรมอนามัยซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ช่วยอธิบายภาพรวมนี้ชัดขึ้น โดยระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน 21 คน ขณะที่ปี 2569 แนวโน้มสถานการณ์ความร้อนมีโอกาสรุนแรงกว่าปีก่อน โดยค่าดัชนีความร้อนในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมอาจอยู่ได้ตั้งแต่ระดับเตือนภัยไปจนถึงระดับอันตรายมาก หรือมากกว่าหรือเท่ากับ 52 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง นั่นหมายความว่า พื้นที่อย่างเชียงรายซึ่งอยู่ในภาคเหนือ ไม่ได้อยู่ห่างจากความเสี่ยงนี้เลย ตรงกันข้าม กลับเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ภาครัฐจับตาเป็นพิเศษว่าประชาชนอาจได้รับผลกระทบทั้งจากอากาศร้อนจัดและโรคจากความร้อนที่ตามมา
ภาคเหนือรวมเชียงรายอยู่ในแนวเฝ้าระวัง
แม้ข้อมูลที่ยืนยันล่าสุดจะเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่การที่กรมอนามัยระบุชัดว่า ภาคเหนือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อาจเผชิญดัชนีความร้อนระดับเตือนภัยถึงอันตรายมากในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ทำให้จังหวัดเชียงรายต้องประเมินสถานการณ์นี้อย่างจริงจังมากกว่าการมองเป็นเพียงข่าวระดับชาติ เพราะความร้อนที่ร่างกายรับรู้ได้จริงย่อมส่งผลต่อแรงงานกลางแจ้ง เกษตรกร ผู้ขับรถรับจ้าง ผู้ค้าในตลาดกลางแจ้ง นักเรียนที่ทำกิจกรรมกลางแดด ตลอดจนผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่ตามบ้านที่มีการระบายอากาศไม่ดีพอ ในบริบทของเชียงรายซึ่งหลายพื้นที่ยังมีชุมชนบนพื้นที่สูง ชุมชนเกษตร และผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับงานนอกอาคาร การสื่อสารเรื่องดัชนีความร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อมองให้ลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้ยังมีนัยสำคัญต่อการวางแผนชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย เพราะความเสี่ยงไม่ได้เกิดเฉพาะวันที่แดดแรง แต่เกิดในวันที่อากาศร้อนและความชื้นสะสมสูงพร้อมกัน จึงอาจเป็นวันที่ฟ้าไม่ได้ดูน่ากลัวมากนัก แต่ร่างกายกลับรับภาระความร้อนหนักกว่าที่คิด นี่คือสาเหตุที่กรมอนามัยและหน่วยงานรัฐย้ำให้ประชาชน “ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน” ไปพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่อุณหภูมิสูงสุดรายวันเท่านั้น เพราะในเชิงสุขภาพ ค่าที่สะท้อนภาระจริงของร่างกายคือดัชนีความร้อน ไม่ใช่ตัวเลขอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด
หนึ่งในประเด็นที่หน่วยงานสาธารณสุขย้ำตรงกันคือ ความร้อนระดับนี้ไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน กรมอนามัยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุชัดว่า กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง เหตุผลสำคัญคือคนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการปรับตัวต่ออากาศร้อน หรือมีโรคประจำตัวและปัจจัยร่วมที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เมื่อดัชนีความร้อนขึ้นสู่ระดับอันตราย ความเสี่ยงต่ออาการตั้งแต่ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด ไปจนถึงฮีทสโตรก จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในบางกรณีอาจกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิตได้ภายในเวลาไม่นาน
ในทางปฏิบัติ กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลขบนเอกสารราชการ แต่คือสมาชิกในครอบครัวและชุมชนที่อยู่รอบตัวเราแทบทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านตามลำพัง เด็กเล็กที่ไปโรงเรียน หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องทำงาน ผู้ใช้แรงงานรับจ้างรายวัน หรือผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องทุกวัน เมื่อความร้อนสูงขึ้น การดูแลจึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของบุคคลนั้นเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยเครือข่ายครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน และหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ร่วมกันเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีทั้งเขตเมืองและชนบทผสมกันอย่างเชียงราย การเข้าถึงข้อมูลและการดูแลเชิงรุกจะเป็นตัวแปรสำคัญว่าประชาชนจะผ่านช่วงร้อนจัดนี้ไปได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ยาบางชนิดอาจทำให้เสี่ยงมากกว่าที่คิด
อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่ภาครัฐย้ำเตือนอย่างชัดเจน คือผู้ที่ต้องรับประทานยาบางชนิดควรสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย รายชื่อที่หน่วยงานรัฐระบุไว้ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ และยารักษาจิตเวช กลุ่มยาดังกล่าวมีความสำคัญมากในสังคมไทย เพราะเป็นยาที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยใช้ต่อเนื่องอยู่ทุกวัน ดังนั้น เมื่ออากาศร้อนจัดขึ้น ผู้ป่วยหรือญาติไม่ควรชะล่าใจว่าความร้อนเป็นเพียงเรื่องของคนทำงานกลางแดดเท่านั้น แต่ต้องเฝ้าดูอาการเหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด ซึมลง หรืออาการผิดปกติอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายปรับตัวต่อความร้อนได้ลำบากกว่าปกติด้วย
ความสำคัญของประเด็นนี้อยู่ตรงที่ มันเชื่อมโลกของสภาพอากาศเข้ากับโลกของการรักษาพยาบาลโดยตรง นั่นคือการเตือนภัยอากาศร้อนไม่ได้จบที่การบอกว่า “แดดแรง” แต่ขยายไปถึงวิธีดูแลคนป่วย คนกินยา และคนที่มีโรคประจำตัวอย่างเหมาะสมในภาวะอากาศสุดขั้ว ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยทั้งการสื่อสารที่เข้าใจง่ายจากหน่วยงานรัฐ และการซักถามคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ความร้อนกลายเป็นตัวเร่งให้โรคเดิมทรุดลงโดยไม่จำเป็น
วิธีรับมือที่ภาครัฐแนะนำอย่างเป็นทางการ
แนวทางปฏิบัติที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกรมอนามัยแนะนำตรงกันมีอย่างน้อย 7 ข้อสำคัญ เริ่มจากการติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะระหว่างเวลา 13.00 ถึง 16.00 น. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6 ถึง 8 แก้วต่อวันโดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ งดดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ใช้หมวกและร่มกันแดด ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเพื่อช่วยกันสังเกตอาการผิดปกติ ขณะที่ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำบ่อย ๆ และอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แนวทางเหล่านี้ดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในภาวะที่ดัชนีความร้อนอาจแตะระดับอันตรายมาก มาตรการธรรมดาเหล่านี้อาจเป็นตัวแบ่งระหว่างการเจ็บป่วยเล็กน้อยกับภาวะฉุกเฉินได้เลยทีเดียว
ในเชิงปฏิบัติจริง ข้อแนะนำดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของการรับมือภัยสุขภาพสมัยใหม่ นั่นคือการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินแล้วค่อยแก้ไข เพราะเมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะเพลียแดดหรือฮีทสโตรกแล้ว ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และการรักษาต้องแข่งกับเวลา ดังนั้น การรู้จักดื่มน้ำก่อนกระหาย พักก่อนอ่อนแรง และหลบแดดก่อนเวียนหัว จึงไม่ใช่เรื่องจุกจิก แต่เป็นวินัยสุขภาพที่สังคมควรยกระดับให้เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงต้นเมษายนที่หน่วยงานรัฐออกมาย้ำแล้วว่า ค่าดัชนีความร้อนอาจพุ่งไปสู่ระดับที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างแท้จริง
อาการอันตรายที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาล
กรมอนามัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ควรรีบปฐมพยาบาลเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบ พร้อมรีบนำส่งโรงพยาบาลหรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้ประชาชนแยกอาการร้อนธรรมดาออกจากภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางไปโรงพยาบาลอาจใช้เวลาพอสมควร การรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ ภาวะฮีทสโตรกไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้เกิดเฉพาะในคนที่ออกกำลังกายหนักเท่านั้น บางครั้งมันเกิดกับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านอากาศอบอ้าว คนป่วยที่ดื่มน้ำไม่พอ หรือแรงงานที่ฝืนทำงานกลางแจ้งต่อเนื่องโดยไม่พัก เมื่อรวมกับความชื้นสูง ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้ การสังเกตคนรอบข้างและกล้าโทรขอความช่วยเหลือจึงสำคัญไม่แพ้การดูแลตัวเอง เพราะในภาวะฉุกเฉินจากความร้อน ความรวดเร็วของการช่วยเหลือมักเป็นปัจจัยชี้ขาดผลลัพธ์ที่ตามมา
ข่าวจริงที่มาพร้อมคำเตือนเรื่องการรู้เท่าทันข้อมูล
อีกชั้นหนึ่งของเรื่องนี้คือบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งไม่ได้เพียงยืนยันว่าเรื่องดัชนีความร้อน 60 องศาเป็นข่าวจริง แต่ยังใช้โอกาสนี้เตือนประชาชนเรื่องการรู้เท่าทันข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนด้วย โฆษกกระทรวงดีอีย้ำว่า หากประชาชนขาดทักษะตรวจสอบข้อมูล อาจหลงเชื่อและส่งต่อข่าวปลอมจนก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนบุคคล หรือผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ดังนั้น แม้ข่าวนี้จะเป็นข่าวจริง แต่หน่วยงานรัฐก็ยังขอให้ประชาชนเลือกเชื่อและเลือกแชร์เฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่จากหน่วยงานทางการ และตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดก่อนทุกครั้ง
มิติของการสื่อสารสาธารณะจึงมีความสำคัญไม่แพ้เนื้อหาทางอุตุนิยมวิทยา เพราะในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็ว การใช้ตัวเลขอย่าง “60 องศา” โดยไม่มีคำอธิบาย อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าอุณหภูมิอากาศจริงจะสูงถึงระดับนั้นทั่วประเทศ ทั้งที่ความหมายแท้จริงคือค่าดัชนีความร้อนซึ่งสะท้อนความรู้สึกของร่างกายเมื่อรวมความชื้นด้วย การสื่อสารให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจของการป้องกันความตื่นตระหนก ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ประชาชนประมาทต่อความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้
เชียงรายกับโจทย์ใหม่ของการอยู่รอดในฤดูร้อน
สำหรับคนเชียงราย ข่าวนี้อาจฟังเหมือนเรื่องไกลจากเมืองหลวง แต่ในความเป็นจริง ภาคเหนือถูกระบุโดยกรมอนามัยว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังอย่างจริงจังในปี 2569 ท่ามกลางบริบทที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังต้องรับมือทั้งอากาศร้อน ฝุ่นควัน และภาระสุขภาพอื่นที่ซ้อนทับกันอยู่แล้ว การดูแลตัวเองจากดัชนีความร้อนจึงควรถูกยกระดับเป็นวาระของครัวเรือนและชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่พักร้อนในบ้าน การเตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอ การชะลอกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงบ่าย การเฝ้าระวังผู้สูงอายุและเด็กเล็ก หรือการปรับเวลาทำงานของแรงงานกลางแจ้งให้เหมาะสมขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่อาจดูเล็ก แต่หากทำพร้อมกันทั้งชุมชน ก็จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในท้ายที่สุด ข่าวเรื่องดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาเซลเซียส ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นยืนยันถูกหรือผิดของข้อมูลออนไลน์ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ด้านสุขภาพจากอากาศร้อนที่ต้องรับมืออย่างจริงจังมากขึ้นทุกปี และเมื่อหน่วยงานรัฐออกมายืนยันแล้วว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง สิ่งที่สำคัญกว่าความตกใจ คือการแปลงข้อมูลให้เป็นการป้องกันตัวที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ยิ่งในช่วงต้นเมษายนซึ่งเป็นรอยต่อก่อนเทศกาลเดินทางใหญ่ของประเทศ การเตรียมพร้อมของประชาชน ครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น จะเป็นตัวแปรสำคัญว่าความร้อนที่รุนแรงขึ้นจะจบลงแค่ความไม่สบายตัว หรือจะลุกลามไปสู่ภาระทางสุขภาพที่หนักหนากว่านั้น
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย
- กรมประชาสัมพันธ์
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข









