Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรุกโครงการ “50 by 30” ดันมาตรการคุมความเร็ว 30 กม./ชม. ในชุมชน ลดตาย-เจ็บเชิงระบบ

เชียงรายเดินหน้าโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 ดันมาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชน หวังลดความสูญเสียเชิงระบบ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเครือข่ายภาครัฐ นักวิชาการ เยาวชน และภาคีในพื้นที่ กลายเป็นอีกสัญญาณว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นครั้งคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. จังหวัดเชียงรายเปิดโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน Road Safety Leader 50 by 30 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกาศจุดยืนสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน เน้นการสวมหมวกนิรภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และการใช้ความเร็วที่ปลอดภัยไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนและพื้นที่เปราะบางอย่างโรงเรียน ตลาด และเขตมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับทิศทางสากลภายใต้ทศวรรษแห่งการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนน 2021 ถึง 2030 ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสาธารณะสำคัญ โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 1.19 ล้านคนต่อปี

จุดตั้งต้นของเชียงรายเมื่ออุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น

สารตั้งต้นที่ทำให้โครงการในเชียงรายได้รับความสนใจ ไม่ได้มาจากการมองตัวเลขอุบัติเหตุเพียงมิติเดียว แต่เกิดจากการอ่านแนวโน้มที่ซับซ้อนยิ่งกว่า คือในหลายช่วงเวลา จำนวนครั้งของอุบัติเหตุอาจลดลงได้จากการรณรงค์และการตั้งด่าน แต่ความรุนแรงต่อครั้งกลับสูงขึ้นจนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตไม่ลดลงตามคาด

ข้อมูลสรุปจากการเฝ้าระวังอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนรายงานไว้ สะท้อนว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 2,467 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 436 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตัวเลขดังกล่าวถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายว่า การลดอุบัติเหตุให้ได้มากขึ้นอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถลดความรุนแรง ณ วินาทีปะทะได้

ในมุมของผู้กำหนดทิศทางงานความปลอดภัยทางถนนของเชียงราย โจทย์สำคัญจึงขยับจากการทำให้คนระมัดระวังในช่วงเทศกาล ไปสู่การสร้างวินัยและสภาพแวดล้อมที่ลดแรงปะทะตลอดทั้งปี และนี่คือเหตุผลที่มาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชนถูกยกขึ้นเป็นแกนของโครงการ

ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเส้นแบ่งของชีวิต

บนเวทีเปิดโครงการ รศ.ดร.นาวิน พรมใจสา ประธานเครือข่ายรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน ย้ำว่าแนวคิด Safe Speed ในพื้นที่ชุมชนคือหัวใจที่ทำให้ระบบถนน “ยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์” ได้มากขึ้น เพราะเมื่อความเร็วสูงขึ้น ระยะเบรกยาวขึ้น และแรงปะทะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ใช้ถนนกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางสากลด้าน Safe System ซึ่งเน้นการจัดการความเร็วให้สอดรับกับความสามารถในการรับแรงกระแทกของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะบนถนนที่มีคนเดินเท้าและผู้ใช้ถนนเปราะบาง

เชียงรายจึงเลือก “ช้าลงเพื่อรอด” เป็นแกนสื่อสารที่จับต้องได้ และผูกเข้ากับพฤติกรรมที่ทำได้ทันที คือชุมชนและสถานศึกษากำหนดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคู่การสวมหมวกนิรภัยแบบจริงจัง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเสี่ยงหลักของประเทศ และสะเทือนถึงท้องถิ่น

แม้โครงการจะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย แต่ประเด็นรถจักรยานยนต์เป็นภาพใหญ่ระดับประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในประเทศไทย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งหมายความว่า “ความเสี่ยง” ถูกกระจายอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักหรือช่วงเดินทางไกล

รายงานและบทวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยและการใช้ความเร็วสูง

เมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ นโยบายท้องถิ่นที่มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงเป็นการวางกำลังคนในจุดที่สำคัญที่สุด คือจุดที่คนตัดสินใจว่าจะสวมหมวกหรือไม่ จะบิดคันเร่งแค่ไหน และจะเคารพสิทธิคนเดินเท้าหรือไม่

เชียงรายเลือกสร้างผู้นำมากกว่าสร้างกิจกรรม เพราะเป้าหมายคือวัฒนธรรม 365 วัน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุในพิธีเปิดว่า อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน โครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 จึงถูกวางให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ มุ่งสร้างต้นแบบในระดับพื้นที่ให้เห็นจริง ทำจริง และส่งต่อได้จริง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ

สาระสำคัญของโครงการในเชิงการสื่อสารสาธารณะ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยกู้ชีพ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นวัฒนธรรมร่วม” ซึ่งต้องมีผู้นำทางสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ นักศึกษา อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคีในพื้นที่

ในทางปฏิบัติ การยกระดับความปลอดภัยให้ยั่งยืนมักต้องทำพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่การสื่อสารความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย การกำหนดกติกาชุมชน การทำให้การสวมหมวกเป็นบรรทัดฐาน ไปจนถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมให้ชะลอความเร็วโดยธรรมชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่สม่ำเสมอ

บทเรียนระดับประเทศชี้ว่าเพียงตั้งด่านไม่พอ หากไม่ลดแรงปะทะ

เหตุผลที่แนวคิด Safe Speed ถูกชูขึ้นอย่างจริงจัง สะท้อนจากบทเรียนช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ที่สถิติสะสมชี้ว่าความสูญเสียยังสูง แม้จำนวนอุบัติเหตุรวมจะไม่ใช่ตัวเลขสูงที่สุดในทุกปีเสมอไป แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ และก่อภาระต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงเศรษฐกิจครัวเรือนในระยะยาว

ข้อมูลระดับโลกขององค์การอนามัยโลกย้ำว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ฉับพลัน แต่เป็นภาระต่อระบบสุขภาพและความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้สูญเสียจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว

เมื่อแปลโจทย์กลับมายังเชียงราย การคุมความเร็วในเขตชุมชนจึงไม่ใช่เรื่อง “ทำให้รถวิ่งช้า” เท่านั้น แต่คือการตัดวงจรความสูญเสียตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เป็นการลดแรงปะทะให้เหลือระดับที่มนุษย์มีโอกาสรอด และลดโอกาสที่อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งบ้าน

จุดเปลี่ยนที่ประชาชนสัมผัสได้จริง คือทำให้กติกาใหม่เป็นเรื่องปกติ

ในภาพรวม โครงการ Road Safety Leader 50 by 30 จะเดินหน้าได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “กติกาใหม่” ไม่ใช่ภาระเพิ่ม แต่เป็นความคุ้มครองชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ คนเดินเท้า และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของพื้นที่

สิ่งที่ทำได้ทันทีในระดับครัวเรือนและชุมชนมีไม่กี่อย่าง แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

เริ่มจากการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งแม้ระยะทางสั้น เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดในถนนใกล้บ้านและถนนชุมชน

ลดความเร็วให้เหลือระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน ตลาด และทางแยกที่มีคนข้ามถนน

ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ปล่อยให้คนในบ้านดื่มแล้วขับ เพราะการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจแลกด้วยชีวิต

ชุมชนร่วมกันกำหนดพื้นที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และช่วยกันสอดส่องอย่างเป็นมิตรควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำมากพอ สิ่งที่เปลี่ยนจะไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือวัฒนธรรมถนนที่ปลอดภัยขึ้นในระยะยาว

เชียงรายกับเป้าหมาย 2573 งานยากแต่จำเป็น และวัดผลได้จากชีวิตที่ไม่หายไป

เป้าหมาย 50 by 30 ฟังดูเป็นภาษานโยบาย แต่ในความเป็นจริงคือคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่ออกจากบ้านในตอนเช้า ได้กลับถึงบ้านในตอนเย็นมากขึ้นเท่าเดิมทุกวัน

เชียงรายเลือกเริ่มจากการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะการลดความสูญเสียไม่สามารถอาศัยความเข้มข้นเพียงช่วงเทศกาลได้อีกต่อไป หากต้องเป็นงานตลอดปี และต้องฝังอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ถนน

ในวันที่สังคมเริ่มรับรู้ว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ดวง แต่เป็นผลของความเร็ว วินัย และการออกแบบระบบ การเริ่มต้นของเชียงรายในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าพิธีเปิด แต่คือการส่งสัญญาณว่า จังหวัดพร้อมขยับจากการแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบ และวัดผลด้วยตัวชี้วัดสำคัญที่สุด คือจำนวนชีวิตที่ลดการสูญเสียลงจริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สรุปอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่าง 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 อุบัติเหตุ 2,467 ครั้ง เสียชีวิต 436 ราย อ้างอิงรายงานข่าวที่ถอดจากการสรุปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • Global Plan ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสหประชาชาติ
  • โครงสร้างระบบข้อมูลความปลอดภัยทางถนนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูสายนํ้าเหนือ เชียงรายนำร่องแอปตรวจสอบปลา และนวัตกรรมไส้กรองเกษตรกู้ความเชื่อมั่น

เชียงรายเผชิญวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำเหนือ เปิดทางรอดด้วยแอป “ปลาปลอดภัย” และพลเมืองวิทยาศาสตร์ กู้ความมั่นใจอาหารจากน้ำ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ลมหนาวต้นปีที่พัดผ่านแนวเทือกเขาและสายน้ำชายแดนไทย–เมียนมา–ลาว อาจทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวภาคเหนือดูสงบงามดังเดิม แต่ใต้ผืนน้ำสีขุ่นของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย กลับกำลังซ่อน “ภัยเงียบ” ที่ท้าทายความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และความกังวลต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง – โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง – กำลังบีบให้เชียงรายต้องหาคำตอบใหม่ ทั้งในเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์ และพลังของชุมชนท้องถิ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” การตั้งห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และการสร้าง “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชนริมฝั่งน้ำ กลายเป็นความหวังสำคัญที่จะดึงเชียงรายให้รอดพ้นจากวิกฤตสารพิษที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

ลุ่มน้ำกก–โขง เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นภาระพิษ

ข้อมูลภาคสนามจากนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกกชี้ชัดว่า ต้นตอสำคัญของปัญหามาจากการเปิดหน้าดินทำเหมืองแร่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสำรวจพบเหมืองถึง 2,420 แห่งที่ดำเนินการอย่างไร้การควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตะกอนดินและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ว่า พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแทบทุกจุด โดยเฉพาะสารหนูที่มีคุณสมบัติสะสมในห่วงโซ่อาหาร (biomagnification) เริ่มตั้งแต่สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไปสู่แมงกีบแมงอีแนว ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในที่สุดคือมนุษย์ผู้บริโภค

“เราไม่ได้กินปลาแค่วันเดียว แต่กินสะสมไปเรื่อย ๆ หลายปี โลหะหนักจึงสะสมในร่างกายแบบที่มองไม่เห็น เป็น ‘ความรุนแรงที่เงียบงัน’ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่มลพิษกำลังค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพคนและระบบนิเวศ” นักวิชาการท่านนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์

การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากรายงานถึงความเสียหายทางการเกษตรหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ระบุว่า เกษตรกร 194 รายในลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เกษตรจมน้ำเสียหายรวม 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 49,492,850 บาท หรือเฉลี่ยรายละราว 270,000 บาท สูงกว่ารายได้ภาคเกษตรโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบสองเท่า และที่น่ากังวลคือเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่กว่า 97% มองว่าความช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอ

พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง และกระเทียมถูกกระทบหนัก หลายครัวเรือนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบใหม่ในสภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าดินและน้ำในพื้นที่ปลอดภัยเพียงใด

เสียงจากชุมชนริมกก เมื่อน้ำไม่ใส และนักท่องเที่ยวหายไป

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำกกในอำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือจังหวัดเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่ลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เล่าถึงการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองเถื่อนต้นน้ำว่า นับถึงวันนี้เป็นวันที่ 308 ของการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มรวมตัวกันที่สะพานท่าตอน ชาวบ้านยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับเหมืองเทา” ที่ส่งตะกอนและสารพิษลงสู่แม่น้ำ

อดีตอันใกล้ของพื้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีต เคยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 50,000 คน แวะมาเล่นน้ำและใช้บริการร้านอาหารริมน้ำกว่า 250 ร้าน แต่เมื่อข่าวสารเรื่องน้ำปนเปื้อนแพร่กระจาย นักท่องเที่ยวหายไปแทบหมดสิ้น

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวท่าตอน เล่าว่า หลังเจอน้ำท่วมและปัญหาน้ำขุ่นจากต้นน้ำ เหลือเพียงความเสียหายและหนี้สิน

“ตอนน้ำท่วมปี 2567 บ้านริมน้ำพังไปหลายหลัง ลงทุนซื้อของสต็อกไว้สองหมื่นบาท จ้างคนงานอีกหลายหมื่น สุดท้ายไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ปีหนึ่งที่เคยพอมีรายได้หลักแสนจากเทศกาล ตอนนี้กลายเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนใช้ทีละนิด” เธอกล่าว

กัญชญา แก้วประเพณี เสริมว่า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และธุรกิจเรือท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดกิจการ บางร้านที่เคยขายดีถึงขั้นมีรายได้แสนบาทต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันแทบมองไม่เห็น “แสงสว่าง” ทางเศรษฐกิจแล้ว

มิติด้านสุขภาพก็ไม่ต่างกัน นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลาท้องถิ่นยอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐบางแห่งจะยืนยันว่าปลาจากแม่น้ำกก “กินได้หากเลี่ยงอวัยวะภายในและทำให้สุกดี” แต่เขาเองยังกังวลและไม่กล้าลงน้ำ

“เมื่อก่อนวันหนึ่งออกจับปลากับเพื่อน 3–7 คน ได้ปลา 10 กิโลกรัม ขายได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ได้ลงน้ำเลย ลงไปทีไรผื่นขึ้นตามตัวอยู่เป็นเดือน ๆ” เขาเล่า พร้อมตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่ขอให้ประชาชน “กินปลาได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ” ว่าเป็นคำอธิบายที่คนปลายน้ำยากจะยอมรับ

ศาสนา–วิทยาศาสตร์–ชุมชน เครือข่ายใหม่บนสายน้ำเดียวกัน

การขับเคลื่อนในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักวิชาการหรือเอ็นจีโอเท่านั้น พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวในเวทีคืนข้อมูลชุมชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า การต่อสู้กับเหมืองเถื่อนและสารพิษในลุ่มน้ำกกเป็นความร่วมมือยาวนานระหว่างวัด ชุมชน มูลนิธิ และมหาวิทยาลัย

ท่านชี้ว่า “ธุรกิจสีเทาอย่างเหมืองเถื่อนเป็นผลผลิตของความโลภ ทั้งของคนและระบบเศรษฐกิจโลก หากปล่อยให้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม สักวันหนึ่งอาจทำลายโลกใบนี้ได้”

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจและค่านิยมการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยทั้งสติทางศาสนาและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาร่วมกันจัดการ

ปลาปลอดภัย” เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลลงมาช่วยตัดสินใจในครัวเรือนเชียงราย

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่ออาหารจากแม่น้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่พยายามเชื่อม “ห้องแล็บ” เข้ากับ “เขียงปลาและครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือการใช้งานแอปฯ ดังกล่าว โดยมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยกลยุทธ์ข้อมูลและดิจิทัล สกสว. นำเสนอแนวคิดและฟังก์ชันหลัก

แอป “ปลาปลอดภัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ชาวประมง แหล่งจับปลา ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงมือของผู้บริโภค มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมข้อมูลผลตรวจสารปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยมีการอัปเดตอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตั้งเป้าทุก 2 สัปดาห์ในอนาคต
  • แสดงแผนที่พื้นที่จับปลาที่ “ปลอดภัย” และ “ควรหลีกเลี่ยง” ตามผลตรวจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ชาวประมงวางแผนการออกเรือโดยไม่เสี่ยงต่อการจับปลาจากพื้นที่ปนเปื้อน
  • ให้ร้านค้าและร้านอาหารสามารถเชื่อมข้อมูลแหล่งที่มาของปลาแต่ละชุด และแสดงใบรับรองบนหน้าจอให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันที
  • เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังของผลตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สกสว. เตรียมนำร่องใช้แอปในตลาด 3–5 แห่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อทดสอบการใช้งานและรับฟังข้อเสนอแนะจากชาวประมง–ผู้ค้า ก่อนเปิดใช้งานกับประชาชนทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากและเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

รศ.ดร.ธนพลย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของแอปไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ปลาไหนกินได้หรือไม่ได้” แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหารตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการตื่นตระหนกโดยไร้ข้อมูล และในทางกลับกันก็ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแล็บ 100 ล้านบาท–ดันไส้กรองจากวัสดุเกษตร

อีกฟากหนึ่งของเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่บนดอยริมลุ่มน้ำกก ก็กำลังเร่งเครื่องด้านงานวิจัยเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ว่า มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณ 100 ล้านบาทผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

หากโครงการสำเร็จ แล็บดังกล่าวจะสามารถออกใบรับรองผลตรวจ (Certificate) ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำจากเชียงรายในสายตาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวแล้ว มฟล. ยังจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน 3 ล้านบาท ให้แก่นักวิจัย 10 ทีมจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลและหาแนวทางรับมือการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระดับสารพิษในน้ำ–ดิน–พืชผล การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เริ่มเห็นรูปธรรมคือ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย จากสำนักวิทยาศาสตร์ ที่นำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรองน้ำ ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และตะกั่วกว่า 90% นักวิจัยกำลังประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน โดยหวังให้เป็นทางเลือกสำคัญในการลดการปนเปื้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือนและภาคการเกษตร

ด้านสุขภาพ ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ จากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล. กำลังศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กนักเรียนในโรงเรียนริมน้ำกก ด้วยการตรวจหาสารหนูจากเส้นผมและปัสสาวะ ปัจจุบันเก็บตัวอย่างได้แล้วราว 30 รายจากเป้าหมาย 100 ราย พร้อมวางระบบ “Alarm” หากตรวจพบค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อเชื่อมไปสู่กระบวนการรักษาและป้องกันต่อเนื่อง

ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ และทีมจากสำนักนวัตกรรมสังคม ยังพยายามขยายวงของการวิจัยให้ครอบคลุมมิติ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) โดยดึง อสม. ครู และคนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสังเกตความผิดปกติของน้ำด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนสี ความขุ่น และสภาพปลาหรือสิ่งมีชีวิตในน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว

“เมื่อคนในชุมชนอ่านน้ำเป็น รู้ว่าความขุ่นระดับไหนเสี่ยงต่อสารหนู เขาก็มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องรอประกาศจากใครอย่างเดียว” นักวิชาการด้านสังคมวิทยากล่าวในเวทีเสวนา MFU Research Expo 2025

มิตินโยบาย ข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อเขื่อนปากแบงและความเสี่ยง “น้ำเท้อ” ที่เชียงของ–เวียงแก่น

ขณะที่นักวิจัยเร่งจัดการผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายด้านพลังงานบนลุ่มน้ำโขงก็ถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ใน สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร และมีแผนขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) จากเขื่อนดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินใจรับซื้อไฟฟ้าเกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ เขตแดนธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง และภาวะ “น้ำเท้อ” (Backwater Effect) ที่อาจทำให้อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงรายเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมถาวร

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 6 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบงและเขื่อนอื่นในลาว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ
  2. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
  3. จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยา ร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและลาว เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยกรณีเขื่อนไซยะบุรี
  4. พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ให้ชุมชนริมโขงรับมือได้ทัน
  5. ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ
  6. จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบจากน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยงของเชียงราย

กรณีนี้สะท้อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากเกี่ยวพันกับนโยบายพลังงานระดับชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย–ลาวอย่างแยกไม่ออก

ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนืออีกฟากที่เผชิญชะตาเดียวกัน

แม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกับลุ่มน้ำกกและโขง เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเอกชน นำโดยสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ทราย และดินโคลนในอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในฝั่งเมียนมา

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง พบโลหะหนักสะสมทั้งในน้ำและตะกอน เช่นเดียวกับในแม่น้ำกก ขณะที่การตรวจตัวอย่างกุ้งและปลาในลุ่มน้ำสาละวินพบการสะสมสารพิษสูงใน “หัวกุ้ง” และ “หัว–พุง–อวัยวะภายในปลา” แม้หอยแม่น้ำยังไม่ถูกตรวจอย่างเป็นระบบก็ตาม

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยด้านผลกระทบสุขภาพ อธิบายว่า สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหาร และการซึมผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีบาดแผล การได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดในระยะยาว

คณะนักวิจัยจึงเสนอแนวทางลดความเสี่ยงเฉพาะหน้า เช่น การกรองน้ำก่อนใช้ หลีกเลี่ยงการบริโภคหัว พุง และเครื่องในปลา รวมถึงงดกินหัวกุ้ง และไม่ใช้แม่น้ำรดผักกินใบจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสาธิตชุดตรวจน้ำเบื้องต้นให้ชุมชนใช้ด้วยตนเอง

กรณีลุ่มน้ำสาละวินทำให้เห็นว่า ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงราย หากเป็น “ภาพสะท้อนทั้งภาคเหนือ” ที่ต้องการความร่วมมือทั้งระดับลุ่มน้ำ ประเทศ และอนุภูมิภาค

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จากข้อค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวิน แนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่

  • ด้านการบริโภคปลาและกุ้ง: หลีกเลี่ยงการกินส่วนหัว พุง และเครื่องในปลา รวมทั้งหัวกุ้ง เน้นรับประทานเฉพาะเนื้อปลาและเนื้อกุ้งที่ปรุงสุกดี และไม่ควรกินบ่อยเกินความจำเป็น
  • ด้านการใช้น้ำ: กรองน้ำจากลำน้ำก่อนนำไปใช้ซักล้างหรืออุปโภค หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีบาดแผล เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังและเยื่ออ่อนได้
  • ด้านการเกษตร: ระมัดระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำรดผักกินใบหรือพืชที่บริโภคสด โดยเฉพาะในช่วงน้ำขุ่นหรือน้ำหลาก
  • ด้านการติดตามข้อมูล: ติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเอ็นจีโออย่างสม่ำเสมอ และเตรียมใช้แอป “ปลาปลอดภัย” เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569

เชียงรายบนเส้นบาง ๆ ระหว่างวิกฤตและโอกาส

วิกฤตสารพิษในลุ่มน้ำเหนือกำลังทดสอบศักยภาพของเชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงกระแทกจากการพัฒนาในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ต้นน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้ก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการผสานพลังของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคศาสนา สามารถสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหายุคเปลี่ยนผ่านได้

แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง งานวิจัยนวัตกรรมไส้กรองน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก และกระบวนการ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชน ล้วนเป็นก้าวย่างสำคัญที่ตอกย้ำว่า เชียงรายไม่ได้ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างเฉยเมย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงที่อาจส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำ หากข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง และเสียงของชุมชนริมฝั่งน้ำได้รับการยอมรับในโต๊ะเจรจาระดับชาติ โอกาสที่เชียงรายจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ในระหว่างที่คำตอบระดับนโยบายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ครัวเรือนริมลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวินยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วยการตัดสินใจทุกวันว่าจะใช้น้ำอย่างไร จะกินปลาแบบไหน และจะส่งเสียงของตนอย่างไรให้รัฐรับฟัง วิกฤตสารพิษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม หากเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา ความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดน และสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME