Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย จัดพิธีทอดผ้าป่า เพื่อระดมทุนปัญหาหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5

 
เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 ที่ ศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 จังหวัดเชียงราย ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมฯ เพื่อติดตามความคืบหน้า และผลการดำเนินงานป้องกันแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงของการรณรงค์ก่อนเกิดสถานการณ์ ของแต่ละหน่วยงานในสังกัดศูนย์ปฏิบัติการฯ ทั้งด้านงบประมาณ การประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องหมอกควันข้ามแดน การดำเนินการทางด้านสาธารณสุข ด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของแต่ละอำเภอ แนวทางวิธีการกำจัดเศษวัชพืช หรือซากวัสดุจากการเกษตร ด้านปศุสัตว์ และการนำมาตรการด้านการอนุรักษ์พลังงานมาใช้ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันวางแนวทางการเตรียมการ ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเกิดสถานการณ์ ช่วงการประกาศห้ามเผา และด้านการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วมบริหารจัดการ และร่วมรับผิดชอบ ของทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย
 
 
ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ ได้หารือเรื่องที่จังหวัดเชียงราย และคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย จะจัดพิธีทอดผ้าป่า เพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการปัญหาหมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ภายใต้ชื่อ “บวร.บรม.ครบ. ผนึกกำลังกันเป็นสามัคคี เป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า ให้ประเทศชาติและโลกใบนี้” (บวร. หมายถึง บ้าน วัด ราชการ โรงเรียน / บรม. หมายถึง บ้าน ราชการ มัสยิส และ ครบ. หมายถึง คริสต์ ราชการ บ้าน)ร่วมคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย กำหนดจัดพิธีทอดผ้าป่า บวร. บรม. ครบ. แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่า ของจังหวัดเชียงรายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2567ณ วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง ตำบลเวียงอำเภอเมืองเชียงราย ตั้งแต่เวลา 13:00 น. เป็นต้นไป
 
 
ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าฯ ตามกำลังศรัทธา โดยโอนเงินผ่านธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงราย
ชื่อบัญชี กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงราย เลขที่บัญชี 504-3-14827-6
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 06-1517-8591 หรือ 08-9969-6728
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

‘ปลัด จตุพร’ เผย 11 มาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 

 

วันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 15.30 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวมาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ณ ห้องแถลงข่าว 101 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองได้ทันต่อสถานการณ์และเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2567 ได้รวมถึงการจัดการไฟในป่า ไฟในพื้นที่เกษตรกรรม การควบคุมฝุ่นละอองในเมือง การสนับสนุนและการลงทุน รวม 11 มาตรการ คือ 

1) การเตรียมความพร้อมการควบคุมพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาใน 11 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวนแห่งชาติ โดยจัดทำแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า จัดระเบียบควบคุมผู้เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ 

2) การเตรียมความพร้อมการกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตการเผาและการบริหารจัดการการเผาในพื้นที่เกษตร โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ 

3) การนำระบบการรับรองผลผลิตทางการเกษตรแบบไม่เผา (GAP PM2.5 Free) มาใช้กับการปลูกอ้อย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 

4) จัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสมในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตร และมาตรการไม่รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ 

5) การบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยนำมาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ และจัดตั้งศูนย์รับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 

6) การพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขเรื่องการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน 

7) การพิจารณาสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 

8) การผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 

9) การลดปริมาณฝุ่นละอองจากรถบรรทุก รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีและการตรวจจับควันดำ การเข้มงวดวินัยจราจร การคืนพื้นผิวจราจรบริเวณการก่อสร้างรถไฟฟ้า การลดจำนวนรถยนต์ในท้องถนนโดยเฉพาะในพื้นที่เมือง สร้างจุดจอดแล้วจร และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้า 

10) การลดปริมาณฝุ่นละอองจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างและอื่นใด 

11) การกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยได้เน้นย้ำการปรับแนวทางการสื่อสารจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันมากขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ขานรับนโยบายผู้ว่าฯ เชียงราย ทุกหน่วยงานพร้อมรับมือ PM 2.5

 
จากสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน และ PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 
 
เพื่อเป็นศูนย์บูรณาการการทำงานร่วมกับทั้งคน งบประมาณ การบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งจังหวัดเชียงราย มีความห่วงใย 4 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดเชียงราย โดยการนำของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำให้ทุก 18 อำเภอ ของจังหวัดเชียงราย 
 
 
เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควัน ไฟป่า และPM 2.5 โดยให้ดำเนินการจัดเตรัยมห้องปลอดฝุ่นให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งหมด 460 แห่ง ดำเนินการแล้ว 206 แห่ง อยู่รัหว่างดำเนินการ 51 แห่ง ยังไม่ดำเนินการ 149 แห่ง และกำชับและเร่งรัดให้ทุกอำเภอบูรณาการร่วมกับ อปท.ในพื้นที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อดำเนินการให้ครบทั้ง 18 อำเภอ 100% โดยเร็ว
 
 
โดยในวันนี้ 3 ธันวาคม 2566 นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอแม่สรวย ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือภายใต้ชื่อว่า “ ไฟป่า ฝุ่นควัน การป้องกันสุขภาพ” ร่วมกับ โรงพยาบาลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เตรียมความพร้อมในการป้องกัน PM 2.5 อันเนื่องมาจากปัญญาไฟป่า ฝุ่นควัน โดยการเตรียมห้องปลอดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ เติมอากาศ สำหรับเจ้าหน้าที่ และประชาชนที่มารับบริการ การรับรักษาพยาบาล ค่อนข้างจะเกือบ 100 % ตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เชียงราย เตรียมบรูณาการบังคับใช้กฎหมาย บริหารหมอกควันข้ามแดน PM 2.5

 

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 ที่ห้องประชุมจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยมีพระอาจารย์วิบูลย์ ธัมมเตโช ที่ปรึกษาเจ้าอาวาสวัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันพิจารณาผลการถอดบทเรียนพร้อมแสดงความคิดเห็นข้อเสนอแนะ และนำข้อมูลไปกำหนดทิศทางในการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน ของจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2567 รองรับเป็นเมืองแห่งสุขภาพ คนเชียงรายมีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ในช่วงของการจัดกิจกรรมระดับโลก Thailand Biennale Chiang Rai 2023 อีกด้วย

ในการนี้พระอาจารย์วิบูลย์ ธัมมเตโช ที่ปรึกษาเจ้าอาวาสวัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ ได้กล่าวถึงประสบการณ์การดับไฟป่าที่ดอยอินทรีย์ ซึ่งดำเนินการโดยวัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ และสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ที่ร่วมแก้ปัญหาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในเรื่องที่ดินทำกิน ได้ร่วมมือกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสถาบันการศึกษาจังหวัดเชียงรายในการป้องกันไฟป่าอย่างครบวงจร ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ธนาคารน้ำใต้ดิน และการเลี้ยงชีพแบบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ตลอดระยะเวลา 17 ปี เพื่อให้เป็นแนวทางประยุกต์ใช้ โดยกล่าวว่า ถ้าเราปลุกประชาชนให้มารักป่า ทุกอย่างก็จะง่าย ทุกภาคส่วนต้องสามัคคีกัน งานจึงจะสำเร็จ และในวันนี้ถือเป็นมิติที่ดี ที่ทุกภาคส่วนร่วมช่วยกัน แก้ปัญหาซึ่งเป็นความทุกข์ของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเชียงราย
 
 
จากนั้นกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดเชียงราย ได้นำเสนอสรุปผลการถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย ในปี พ.ศ. 2566 ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การบังคับใช้กฎหมาย ด้านการประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการเขตพื้นที่รอยต่อปัญหาหมอกควันข้ามแดนระหว่างอำเภอ จังหวัด และประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเผา รวมถึงหารือในเรื่องงบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ และข้อมูลจากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ในแต่ละด้านเพื่อนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานในปีต่อไปให้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
 
 
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์ไฟป่าหมอกควันในปี 2566 ถือเป็นสถาการณ์รุนแรงส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง และเครื่องมืออุปกรณ์ กำลังพลเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าของจังหวัด มีไม่เพียงพอ จึงส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านการท่องเที่ยว และสุขภาพของประชาชน พร้อมกล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ได้เริ่มขับเคลื่อนเชียงรายเป็นเมืองสุขภาพ จากความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตามยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ โดยมีเป้าหมายหลักให้จังหวัดเชียงราย เป็นเมืองแห่งสุขภาพ คนเชียงรายและผู้มาเยือนมีสุขภาพดี อยู่แล้วมีความสุข
 
 
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำเรื่องการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยให้ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน ของจังหวัดเชียงราย นำการถอดบทเรียนในครั้งนี้ไปปรับใช้ในด้านต่างๆ ทั้งการเพิ่มมาตรการ การสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเผา การใช้มาตรการทางกฎหมาย การสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดการเผาในพื้นที่ทางการเกษตร ส่งเสริมการปลูกป่าสร้างรายได้ สร้างพื้นที่สีเขียว การใช้แนวทางคาร์บอนเครดิตมาปรับใช้ การบริหารจัดการวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงในป่า การฟื้นฟูภายหลังจากเกิดการเผา รวมถึงให้มีการกำหนดจุดเป้าหมายในการดำเนินงานให้ชัดเจน ทั้งด้านของงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ กำลังพลเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการทำงาน อาทิ การใช้แอพพลิเคชั่นตรวจสอบไฟป่า การใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone)ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ในการดับไฟ การขึ้นทะเบียนคนที่เข้าป่า พรานป่า อีกทั้ง เน้นย้ำให้มีการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี และจัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการร่วม ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติการกู้ภัย แจ้งเตือนแก่พี่น้องประชาชน การบูรณาการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ เผยแพร่ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ เพื่อให้จังหวัดเชียงราย พร้อมเป็นเมืองแห่งสุขภาพ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

พม. ดึงเครือข่าย หนุนสร้างสุข ทุกพื้นที่ปลอดภัย

 

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 66 ที่ผ่านมา เวลา 13.30 น. นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิดหลัก “สานพลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว : สร้างสุข ทุกพื้นที่ปลอดภัย” โดยมี นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน ซึ่งมีวัตุถุประสงค์เพื่อผนึกกำลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านครอบครัว  ด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นกลไกทางสังคมในทุกพื้นที่ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนแผนขับเคลื่อนมติสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2565 ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2566 – 2568) นอกจากนี้ มีพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณองค์กรและสื่อสร้างสรรค์ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว 34 รางวัล แบ่งเป็น 1) องค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว 12 รางวัล 2) องค์กรไร้ความรุนแรง 20 รางวัล และ 3) สื่อสร้างสรรค์ด้านครอบครัว 2 รางวัล ณ ห้องกษัตริย์ศึก โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร


นายอนุกูล กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้กำหนดจัดสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2566 สืบเนื่องจากข้อเสนอการต่อยอดฉันทามติในการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2565 ซึ่งพัฒนาไปสู่การจัดทำแผนขับเคลื่อนมติสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2565 ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2566 – 2568) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการขับเคลื่อนเชิงระบบ (ขาเคลื่อน) ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรทุกภาคส่วน เพื่อเป็นกรอบทิศทางให้ภาคีเครือข่ายนำไปใช้ในการบริหารจัดการส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว จนเกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัวในทุกพื้นที่ และนำมาซึ่งประเด็นหลักในการจัดงานคือ “สานพลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว : สร้างสุข ทุกพื้นที่ปลอดภัย” โดยมีประเด็นย่อย 4 ประเด็น ได้แก่ 1) มิติส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัว 2) มิติสนับสนุนการช่วยเหลือคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว 3) มิติพัฒนาศักยภาพกลไกด้านครอบครัว และ 4) มิติพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เอื้อต่อครอบครัว


นายอนุกูล กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบัน รวมถึงประเทศไทย ทำให้สถาบันครอบครัวถูกท้าทาย อาทิ อัตราการหย่าร้างและเด็กอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุเพียงลำพังเพิ่มสูงขึ้น  เป็นต้น อีกทั้งสภาพแวดล้อมอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อสถาบันครอบครัวเกิดวิกฤติ ซึ่งงานประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติครั้งนี้ ถือว่าเป็นวาระที่ต้องสานพลังครอบครัว เพื่อให้สถาบันครอบครัวได้รับการฟื้นฟู และสานพลังของทุกภาคีเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสถาบันครอบครัวยังอยู่คู่กับสังคมไทย และเข้มแข็งตลอดไป ทั้งนี้ ข้อเสนอสมัชชาฯ ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ในมิติต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัว จะมีการเสนอต่อรัฐบาล และภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปขับเคลื่อนการทำพื้นที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวให้เกิดขึ้นจริง


นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ งานประชุมสมัชชาฯ ครั้งนี้ ยังมีการเสวนา “ต่างคิด แชร์ไอเดีย สร้างสุข ทุกพื้นที่ปลอดภัย” โดย 1) นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 2) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 3) นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว และ 4) นางสาวชลธิดา ยาโนยะ ผู้ประพันธ์ นวนิยาย “มาตาลดา” 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ก.อุตฯ ชงมาตรการใหม่ สนับสนุนเงิน ช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่เผาอ้อย

 

ปลัดฯ อุตสาหกรรม เผยห่วงประชาชนกว่า 44 ล้านคน ที่เดือดร้อนต้องสูดควันพิษ PM 2.5 จากการเผาไร่อ้อยนานกว่า 6 เดือนในทุกปี ล่าสุดเปิดมาตรการใหม่ in cash & in kind ช่วยเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ไม่เผาอ้อย ผ่านการให้เงินช่วยเหลือรูปแบบใหม่ พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมบริหารจัดการไร่อ้อย ย้ำทุกหน่วยงานบังคับใช้และกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นเกษตรอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายและมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามแผนของรัฐบาลในการจัดการกับฝุ่นพิษ PM 2.5 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM 2.5 โดยหนึ่งในสาเหตุหลักมีแหล่งที่มาจากฝุ่นควันของการเผาไร่อ้อย ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระทำผิดและฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ยังเป็นการเอารัดเอาเปรียบส่วนรวม และเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจากการเผาไร่อ้อยก่อมลพิษฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณสูงมาก สามารถคงค้างอยู่ในบรรยากาศเป็นระยะเวลายาวนานและแผ่ขยายได้ตามทิศทางลม จึงปกคลุมหนาแน่นทั่วพื้นที่ในบริเวณที่มีประชนชนอาศัยอยู่ถึงกว่า 44 ล้านคน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะเวลาถึงประมาณ 6 เดือนของทุกปี ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงและส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนผู้หายใจอากาศที่มีฝุ่นควันพิษ PM 2.5 ที่เกิดจากการลักลอบเผาอ้อยเหล่านี้เข้าไป

จากข้อมูลสถิติการลักลอบเผาอ้อย พบว่า ฤดูการผลิตปี 2563/2564 มีอ้อยที่ถูกลักลอบเผาสูงถึง 17.61 ล้านตัน จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 66.66 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.42 ฤดูการผลิตปี 2564/2565 มีอ้อยที่ถูกลักลอบเผาสูงถึง 25.12 ล้านตัน จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 92.07 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 27.28 และฤดูการผลิตปี 2565/2566 พบว่ามีอ้อยที่ถูกลักลอบเผาสูงถึง 30.78 ล้านตัน จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 93.89 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 32.78 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพื้นที่ที่เกิดการลักลอบเผาประมาณ 3.08 ล้านไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ใน 2 ฤดูการผลิตที่ผ่านมา มาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในลักษณะการให้เงินแบบเดิมในอัตรา 120 บาทต่อตันอ้อย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 จำนวนเงินรวม 14,384.79 ล้านบาท ควบคู่กับมาตรการป้องปรามของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ยังมีประสิทธิภาพโดยรวมไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาให้อ้อยถูกเผาหมดไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ดังนั้น จึงต้องทบทวนมาตรการและกลไกการบูรณาการในการจัดการกับปัญหาการเผาไร่อ้อย ทั้งในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมกับการออกแบบมาตรการส่งเสริมรูปแบบใหม่ เพื่อให้ชาวไร่และผู้ตัดอ้อยดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการและการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนกว่า 44 ล้านคน ในการเข้าถึงอากาศไร้ฝุ่นพิษจากการเผาอ้อยในช่วง 6 เดือน ของทุก ๆ ปี

“เพื่อเป็นการกำกับควบคู่ไปกับการจูงใจ สนับสนุน และส่งเสริมชาวไร่อ้อยที่ไม่กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่เผาไร่อ้อยของตนหรือของผู้อื่น เพื่อไม่สร้างปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งสอดคล้องตามเป้าหมายรัฐบาลที่กำหนด จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินมาตรการอย่างบูรณาการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เน้นย้ำความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการกำกับดูแลให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอความร่วมมือให้กระทรวงมหาดไทยทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงความพยายามร่วมกันของรัฐบาล ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะแก้ปัญหาฝุ่นพิษจากการเผาอ้อยให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการเสนอให้มีการกำหนดแนวทางการสนับสนุนส่งเสริมในรูปแบบใหม่ที่ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปฏิบัติตามกฎหมาย (คือ ชาวไร่ที่มิได้ลักลอบเผาไร่อ้อยของตนเองหรือไร่อ้อยของผู้อื่นตลอดช่วงฤดูการผลิตปี 2565/2566) ให้ได้รับการสนับสนุน ทั้งในรูปแบบที่ให้เป็นตัวเงิน (in cash) แก่ชาวไร่อ้อย และในรูปแบบที่ให้เป็นระบบการบริหารจัดการไร่อ้อยและการตัดอ้อยด้วยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม (in kind) ภายใต้วงเงินที่เหมาะสมและไม่เป็นภาระงบประมาณเกินความจำเป็น เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของรัฐในการจัดการกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 อย่างยั่งยืน และมิให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ต่อพี่น้องประชาชนกว่า 44 ล้านคน ต่อไป” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงอุตสาหกรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

เชียงราย ไทย-จีน ร่วมถกปัญหาแก้ไข PM 2.5 อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบและนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ

เชียงราย ไทย-จีน ร่วมถกปัญหาแก้ไข PM 2.5 อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบและนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายมิติ ติยะไพรัตน์ ตัวแทนภาคประชาสังคม ว่าที่ สส.จุฬาลักษณ์ ขันสูธรรม ว่าที่ สส.วิทูร ยะแสง ผศ.ดร.นิอร ศิริมงคลเลิศกุล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ผศ.ดร.นพชัย ฟองอิสสระ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับ Mr. Gansheng Shi, Engineer of Shanghai Institute of Ceramics, Chinese Academy of Sciences , Prof. Dr. Jing Sun, the Research Group Leader of Shanghai Institute of Ceramics, Chinese Academy of Sciences เพื่อหารือถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปัญหาหมอกควันไฟป่า ที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย

นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เชียงรายได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม ถึง ต้นเตือนพฤษภาคม ซึ่งในปี 2566 นี้ถือว่ามีความรุนแรง ซึ่งในจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่เป็นที่ราบ เมื่อเกิดฝุ่นละอองในอากาศก็จะพัดมารวมกันทำให้เกิดเป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งทางหน่วยงานต่างๆ ก็ได้ให้ความสำคัญและพยายามแก้ไขปัญหาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ผ่านมาทางประเทศจีนก็ได้ประสบปัญหามาก่อนแต่ก็มีการแก้ไขได้อย่างดี ในวันนี้ทางมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ ประเทศจีนจะได้ให้คำปรึกษาและแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นต้นแบบและนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ

นายมิติ ติยะไพรัตน์ ตัวแทนภาคประชาสังคม กล่าวว่า ในปีนี้ทางภาคประชาสังคมก็จะพยายามช่วยเหลือในทุกๆ ด้านเพื่อที่จะทำให้การแก้ไขปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่มันเกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นหรือมีน้อยที่สุด

ผศ.ดร.นิอร ศิริมงคลเลิศกุล กล่าวว่า ปัจจุบันมีความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ยากแก่การคาดเดา และการแก้ไขปัญหา ไฟและฝุ่น ณ แหล่งกำเนิดยังคงมีความซับซ้อนและยังคงใช้เวลาในการแก้ไข นอกจากนี้การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศไม่สามารถแก้เพียงที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น เพราะมลพิษทางอากาศไม่มีขอบเขตการปกครอง ดังนั้นการ่วมมือกันของทุกๆภาคส่วนและการร่วมมือระหว่างประเทศจึงสำคัญและการปรับตัว พร้อมด้วยการรับมือจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยการนี้กลุ่มนักวิจัย จาก The Research Group Leader of Shanghai Institute of Ceramics, Chinese Academy of Sciences 

ได้ทำการพัฒนานวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่สามารถใช้ได้ทั้งในระบบปิด และ ระบบเปิด โดยใช้หลักการไฟฟ้าสถิต และไม่ต้องมีการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ เพื่อเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสำหรับการรับมือและการลดผลกระทบด้านสุขภาวะที่เกิดขึ้นได้ 

โดย นายสิทธิกร ฉันทแดนสุวรรณ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้เป็นผู้ประสานงานให้มีการบริจาคเครื่องดังกล่าวนี้ มายังพื้นที่ๆได้รับผลกระทบในประเทศไทย จำนวน 4 เครื่อง โดยติดตั้งที่โรงเรียนบ้านป่าแฝ-หนองอ้อ-สันทรายมูล อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รร.ชุมชนบ้านท่าข้าม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และ อีก 2 เครื่องที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งสองเครืองแรกจะเป็นการติดตั้งในโรงเรียนที่มีค่า PM2.5 และ การเกิด Fire Hotspot ค่อนข้างสุงเพื่อเป็นการลดผลกระทบให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่วนอีก 2 เครื่องนั้นเพื่อเป็นความร่วมมือกันในด้านวิชาการต่อไป

Prof. Dr. Jing Sun กล่าวว่า เราได้เห็นปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย และได้รับการประสานจากคุณสิทธิกร ฉันทแดนสุวรรณ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อประสานโอกาสและความร่วมมือทั้งทางด้านวิชาการ การเรียนรู้ และการแก้ไขปัญหา PM2.5 จากหลายๆ ภาคส่วนจึงถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ร่วมกัน ต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News