Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ติดตามการดำเนินงานตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ที่จังหวัดเชียงราย

กรมวังผู้ใหญ่ฯ ติดตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขที่เชียงราย

ลงพื้นที่เรือนจำกลางเชียงราย ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ 908 กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรองประธานกรรมการกองทุนกำลังใจฯ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ณ เรือนจำกลางเชียงราย จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่ดำเนินการภายในเรือนจำกลางเชียงราย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเสริมสร้างโอกาสให้แก่พวกเขา

ตรวจเยี่ยมสถานพยาบาลและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต

พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำกลางเชียงราย โดยมีการตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine การทำงานของห้องปฏิบัติการระบบ JHCIS ห้องจ่ายยา และห้องทัณตกรรม นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเยี่ยมห้องแม่และเด็กภายในเรือนจำ พร้อมมอบของเยี่ยมให้แก่ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และมารดาที่มีเด็กติดผู้ต้องขัง รวมถึงผู้ต้องขังสูงอายุจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและสนับสนุนด้านสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำ

เยี่ยมชมโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สนับสนุนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์

ในช่วงบ่าย พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน โดยได้รับการต้อนรับจากนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และทีมผู้บริหารโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ครอบคลุมหลายส่วนงานสำคัญ ได้แก่ ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ศูนย์นเรนทร ระบบ AOC (Ambulance Operation Center) อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หอผู้ป่วยรักษ์ใจ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด และการให้บริการ Telemedicine ในห้องตรวจผิวหนัง อาคารผู้ป่วยนอก 50 ปีอนุสรณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขในจังหวัดเชียงราย

สถิติและแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับโครงการราชทัณฑ์ปันสุข

ตามข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ประเทศไทยมีผู้ต้องขังรวมกว่า 250,000 คน ซึ่งในปี 2567 พบว่ามากกว่า 60% เป็นผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้มีความจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในเรือนจำ โดยโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ได้ช่วยให้ผู้ต้องขังมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพมากขึ้น

โครงการนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการแพทย์และฟื้นฟูจิตใจของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ การดำเนินงานของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยื

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

ริมโขงสองเมือง เชียงของ – นครพนม มุ่งหน้าสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

เชียงของ vs นครพนม: เปรียบเทียบแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งโขง

นครพนม, 6 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงของและนครพนมเป็นสองเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย ทั้งสองเมืองมีโครงการพัฒนาที่โดดเด่น แต่มีแนวทางที่แตกต่างกันในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวตามแนวแม่น้ำโขงได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างเชียงของ จังหวัดเชียงราย และนครพนม ทั้งสองพื้นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนระหว่างไทย ลาว เมียนมา และจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งสองพื้นที่จะมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่คล้ายกัน แต่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของแต่ละพื้นที่กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

การพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของนครพนม

นครพนมเป็นจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีโครงการ Mekong River Eye และ ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Maekhong River Eye ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองให้กลายเป็น “Restination” หรือเมืองหลักแห่งการพักผ่อน การลงทุนในโครงการนี้มีมูลค่ารวมกว่า 54.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น

รายละเอียดโครงการ Mekong River Eye นครพนม

  • โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ซึ่งรวมถึงสวนสาธารณะและชิงช้าสวรรค์ยักษ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
  • ระยะเวลาดำเนินการ 300 วัน โดยมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ตุลาคม 2568
  • การวางเป้าหมายเศรษฐกิจของนครพนม ให้มีอัตราการเติบโตของ GDP จังหวัดอยู่ที่ 7% ต่อปี และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 8,700 ล้านบาทภายในปี 2571
  • การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว จาก 2.5 ล้านคน เป็น 3.68 ล้านคน ภายในปี 2571
  • กลยุทธ์ 5 สร้าง ได้แก่
    1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย
    2. การสร้างแบรนด์เมืองผ่านอัตลักษณ์ท้องถิ่น
    3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นภายใต้แนวคิด One Day One District (ODOD)
    4. การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ระดับสากล
    5. การยกระดับกิจกรรมระดับจังหวัดเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว

การพัฒนาเชียงของและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

เชียงของเป็นอำเภอชายแดนที่มีศักยภาพในการเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ของภาคเหนือ โดยมีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ และ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งเชียงของ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมฝั่งโขง และ พื้นที่นันทนาการใหม่ริมแม่น้ำโขง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

รายละเอียดโครงการพัฒนาเชียงของ

  • โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ มีระยะทาง 323.1 กิโลเมตร ผ่าน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย มีสถานีทั้งหมด 26 สถานี
  • โครงการพัฒนาเขื่อนป้องกันตลิ่งริมฝั่งโขง และ พื้นที่นันทนาการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักลงทุน เช่น ศูนย์โลจิสติกส์เชียงของ และ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO ของเชียงราย ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่
  • เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเชียงของ โดยมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ และรองรับการขยายตัวของ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

การเปรียบเทียบระหว่างนครพนมและเชียงของ

ปัจจัย

นครพนม

เชียงของ

ลักษณะพื้นที่

เมืองริมแม่น้ำโขง เน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวและนันทนาการ

เมืองชายแดน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโลจิสติกส์

โครงการสำคัญ

Mekong River Eye, ชิงช้าสวรรค์ Maekhong River Eye

รถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ, ศูนย์โลจิสติกส์, เขตเศรษฐกิจพิเศษ

เป้าหมายหลัก

ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพักผ่อน

พัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน

งบประมาณโครงการ

54.5 ล้านบาท

มากกว่า 3,800 ล้านบาท

จำนวนนักท่องเที่ยวเป้าหมาย

3.68 ล้านคนภายในปี 2571

มุ่งเน้นการเติบโตของภาคโลจิสติกส์และการค้า

จากข้อมูลที่ได้รับ นครพนมและเชียงของมีแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อน ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

ข้อดีของการพัฒนานครพนม:

  • ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยว
  • สร้างงานในภาคบริการและการท่องเที่ยว
  • ดึงดูดนักลงทุนในภาคธุรกิจบริการ

ข้อเสียของการพัฒนานครพนม:

  • อาจต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น
  • ใช้งบประมาณที่สูงในการก่อสร้าง แต่ผลตอบแทนอาจไม่แน่นอน

ข้อดีของการพัฒนาเชียงของ:

  • ส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดน และช่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  • มีโอกาสในการเติบโตระยะยาวจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและอาเซียน
  • โครงการโครงสร้างพื้นฐานช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่น

ข้อเสียของการพัฒนาเชียงของ:

  • ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาและคืนทุน
  • อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัยของประชาชน

บทสรุป

ทั้ง นครพนมและเชียงของ ต่างมีแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมโขงที่แตกต่างกัน นครพนมเน้นการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและวัฒนธรรม ผ่านโครงการชิงช้าสวรรค์และการสร้างอัตลักษณ์เมือง ในขณะที่ เชียงของเน้นพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการค้าไทย-จีน

แม้ว่าทั้งสองโครงการจะมีข้อดีและข้อเสีย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการรักษาสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม / chiang khong tv / ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุยเมียนมา พัฒนาสาธารณสุข พื้นที่ชายแดน

ไทย-เมียนมา จับมือพัฒนาสาธารณสุขชายแดน คณะกระทรวงการต่างประเทศลงพื้นที่เชียงราย หารือแนวทางความร่วมมือ

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อหารือความร่วมมือด้านสาธารณสุข ไทย-เมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน มุ่งส่งเสริมการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข การควบคุมโรคติดต่อ และการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ชาวเมียนมา พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

หารือแนวทางพัฒนาสาธารณสุขชายแดน

นายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และคณะ ได้ลงพื้นที่ จังหวัดเชียงราย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาสาธารณสุขระหว่างไทยและเมียนมา โดยได้รับการต้อนรับจาก นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนความร่วมมือด้านสาธารณสุขแก่เมียนมาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาความร่วมมือไทย-เมียนมา ที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2568 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข การควบคุมโรคติดต่อ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดน

แนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือ ไทย-เมียนมา

ภายหลังการประชุมหารือ นายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ และคณะ ได้ร่วมประชุมกับหัวหน้าหน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีประเด็นหารือสำคัญ ดังนี้

  1. แนวทางการพัฒนาสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน
    • การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรคแก่โรงพยาบาลชายแดน
    • การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพ
    • การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชายแดนของไทยและเมียนมา เพื่อให้สามารถรับส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การควบคุมและป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ
    • การติดตั้งระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนโรคติดต่อที่อาจแพร่ระบาดในพื้นที่ชายแดน
    • การบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพของไทยและเมียนมา เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับโรคติดต่อที่พบบ่อย และแนวทางการป้องกัน
  3. ความร่วมมือด้านการศึกษาแก่ชาวเมียนมา
    • การส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กชาวเมียนมาในพื้นที่ชายแดน
    • การสนับสนุนหลักสูตรภาษาไทยให้แก่แรงงานข้ามชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย
    • การขยายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไทยและเมียนมา เพื่อยกระดับการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับอุปสรรคในการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการประชุมหารือ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ได้เดินทางไปยัง อำเภอแม่สาย เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขชายแดน ได้แก่

  • โรงพยาบาลแม่สาย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักในการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และรับส่งต่อผู้ป่วยจากฝั่งเมียนมา
  • ด่านศุลกากรแม่สาย เพื่อตรวจสอบมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดต่อที่อาจแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามแดน
  • ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่อที่อาจแพร่ระบาดจากการเดินทางระหว่างประเทศ
  • ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 2 ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญระหว่างไทยและเมียนมา ที่มีการเดินทางของแรงงานข้ามชาติและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สถิติที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขชายแดนไทย-เมียนมา

  • จำนวนผู้ป่วยชาวเมียนมาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไทย (ปี 2567) – มากกว่า 30,000 ราย
  • จำนวนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย – ประมาณ 50,000 คน
  • สัดส่วนโรคติดต่อที่พบมากในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา (ปี 2567)
    • วัณโรค 35%
    • ไข้มาลาเรีย 25%
    • โรคติดต่อทางเดินอาหาร 20%
    • โรคระบบทางเดินหายใจ 15%
  • งบประมาณที่ไทยให้การสนับสนุนด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนเมียนมา (ปี 2567) – มากกว่า 200 ล้านบาท

ความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ

กลุ่มที่สนับสนุนความร่วมมือไทย-เมียนมา

  • บุคลากรทางการแพทย์ เห็นว่าการพัฒนาระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนจะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลในประเทศไทย และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
  • ภาคธุรกิจในพื้นที่ชายแดน มองว่าการปรับปรุงมาตรฐานสุขอนามัยจะช่วยส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ
  • องค์กรระหว่างประเทศและ NGOs สนับสนุนให้มีการบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อให้สามารถควบคุมโรคติดต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความร่วมมือ

  • ประชาชนในพื้นที่ กังวลว่าการเปิดรับแรงงานข้ามชาติและการให้บริการทางการแพทย์แก่ชาวเมียนมา อาจทำให้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขของไทยตึงตัว
  • กลุ่มนักวิชาการด้านสาธารณสุข ระบุว่าจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถดำเนินไปได้โดยไม่กระทบต่อบริการสาธารณสุขของคนไทย

บทสรุป

การหารือความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย-เมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการรักษาทรัพยากรสาธารณสุขให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

PM 2.5 เชียงราย เทศบาลจับมือสู้ ลงนามความร่วมมือ

เชียงรายเตรียมรับมือฝุ่น PM2.5 เทศบาลนครเชียงรายลงนาม MOU ร่วมกับเทศบาลนครปากเกร็ดและภาคีเครือข่าย

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – เทศบาลนครเชียงรายเร่งรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่นครเชียงราย โดยล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับเทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และนายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เป็นตัวแทนของทั้งสองเทศบาลในการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความปลอดภัยจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) มหาวิทยาลัยเชียงราย สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และบริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเชียงราย และความจำเป็นในการแก้ไข

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเผาพื้นที่การเกษตร การจราจรที่หนาแน่น และมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในช่วงต้นปี 2568 ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายสูงเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ

ด้วยเหตุนี้ เทศบาลนครเชียงรายจึงเห็นความจำเป็นในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เนื้อหาสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในหลายมิติ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  1. การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี
    • มหาวิทยาลัยเชียงรายจะเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการในการพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์
    • เทศบาลนครเชียงรายจะร่วมมือกับเทศบาลนครปากเกร็ดในการใช้โมเดลการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร
  2. การลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด
    • รณรงค์ให้เกษตรกรลดการเผาในที่โล่งและหันมาใช้วิธีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะและอุตสาหกรรม
  3. การพัฒนาระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศ
    • ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เสี่ยง
    • ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันแจ้งเตือนคุณภาพอากาศให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก
  4. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
    • ส่งเสริมโครงการ “เชียงรายเมืองปลอดฝุ่น” โดยสนับสนุนให้ประชาชนปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
    • จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
  5. การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
    • บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดหาหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง
    • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) สนับสนุนการจัดหารถพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝั่ง

ฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการนี้ มองว่าการลงนาม MOU เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของเชียงราย

ฝ่ายที่มองว่ายังมีข้อจำกัด ชี้ว่า แม้ว่าการลงนาม MOU จะเป็นก้าวที่ดี แต่ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเผาพื้นที่การเกษตร รวมถึงปัญหาทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่อาจไม่เพียงพอในการดำเนินโครงการในระยะยาว นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาถึงการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่น PM2.5

  • จากรายงานของ กรมควบคุมมลพิษ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายสูงถึง 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • สาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ มาจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรมเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% รองลงมาคือการจราจรและอุตสาหกรรม 25% และสาเหตุอื่น ๆ เช่น การก่อสร้างและการเผาขยะ 20%
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยเชียงราย รายงานว่า อัตราผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในเชียงรายเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้น โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ

บทสรุป

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลนครปากเกร็ด พร้อมภาคีเครือข่าย ถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการป้องกันและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการติดตามและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้เชียงรายสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศดีขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ขุดลอกแม่น้ำสาย! ไทย-เมียนมา คืนพื้นที่ ป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

ไทยและเมียนมาร่วมมือขุดลอกลำน้ำสาย คืนพื้นที่ลำน้ำ ป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 การขุดลอกและรื้อถอนสิ่งกีดขวางในแม่น้ำสาย บริเวณอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา เพื่อลดปัญหาอุทกภัยและปรับปรุงระบบระบายน้ำของแม่น้ำสายให้สามารถรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนได้ดีขึ้น

ฝ่ายเมียนมาเป็นผู้รับผิดชอบการขุดลอกตั้งแต่ต้นแม่น้ำสายไปจนถึงจุดเชื่อมของแม่น้ำสายกับแม่น้ำรวก ซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านป่าแดง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะที่ทางการไทยสนับสนุนด้านเทคนิคและร่วมมือกับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพนังกั้นน้ำให้มีความมั่นคงถาวร ป้องกันการกัดเซาะและการสูญเสียดินแดนชายฝั่งของทั้งสองประเทศ

ความคืบหน้าการหารือไทย-เมียนมา แก้ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาย

การหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเมียนมาเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมี พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นตัวแทนฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายเมียนมามี พลจัตวา โซหล่าย ผู้บัญชาการภาคสามเหลี่ยม และ นายอูมินโก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก เป็นตัวแทนหลักในการเจรจา

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย คือ การติดตั้งเครื่องมือแจ้งเตือนระดับน้ำหรือเครื่องโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 4 จุด ได้แก่ บ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานข้ามแม่น้ำรวก ซึ่งคาดว่าจะสามารถแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้าได้ 8 – 10 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังเสนอให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำ พร้อมทั้งการขุดลอกแม่น้ำให้สามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น โดยคณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (Sub JCR) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินแผนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2567 ทั้งนี้ ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าได้สำรวจสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำแล้วจำนวน 33 บริเวณ และพร้อมทำการรื้อถอนทันทีที่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลกลาง

รายละเอียดพื้นที่ตำบลเกาะช้าง

ตำบลเกาะช้าง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตติดต่อกับ

  • ทิศเหนือ: ประเทศเมียนมา โดยมีแม่น้ำรวกเป็นแนวกั้นอาณาเขต
  • ทิศใต้: ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย
  • ทิศตะวันออก: ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน
  • ทิศตะวันตก: ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย

ตำบลเกาะช้างมีพื้นที่ประมาณ 47.35 ตารางกิโลเมตร หรือราว 29,593 ไร่ โดยใช้ประโยชน์ที่ดินดังนี้

  • พื้นที่อยู่อาศัย: 30.82%
  • พื้นที่เกษตรกรรม: 65.23%
  • พื้นที่สาธารณะ: 8.66%

เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ติดแม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย ทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากการไหลบ่าของน้ำจากเมียนมาและจีน การขุดลอกลำน้ำและการก่อสร้างพนังกั้นน้ำจึงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันภัยพิบัติและรักษาความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน

สร้างพนังกั้นน้ำสาย ทลายกำแพงเก่า เตรียมขุดลอกป้องกันน้ำท่วม

จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เริ่มดำเนินการตามข้อตกลงไทย-เมียนมา ในการสร้างพนังกั้นและขุดลอกแม่น้ำสาย เพื่อป้องกันอุทกภัย โดยนำเครื่องจักรเข้าทลายกำแพงหินเก่าและเตรียมสร้างกำแพงหินคอนกรีตสูงกว่า 2 เมตร

รายงานข่าวระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อป้องกันอุทกภัยที่เคยเกิดขึ้นครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2567 โดยเมียนมาได้นำเครื่องจักรเข้าทลายกำแพงหินเก่าบริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาย ตั้งแต่ชุมชนปงถุนจนถึงบริเวณใกล้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 รวม 3 จุด จากนั้น มีกำหนดจะสร้างกำแพงหินคอนกรีตสูงประมาณ 17.6 ฟุต หรือ 2 เมตรกว่า เพื่อป้องกันน้ำทะลักและตลิ่งพังทลาย

แนวการสร้างพนังมีระยะทาง 3.960 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการขุดลอกแม่น้ำสายตามข้อตกลง ระยะทาง 14.45 กิโลเมตร แต่มีการแบ่งเป็นโซนๆ เอาไว้แล้ว โดยมีโซนที่ 1 ระยะทาง 12.39 กิโลเมตร และโซน 2 ระยะทาง 2.06 กิโลเมตร ส่วนแนวการสร้างพนังมีระยะทาง 3.960 กิโลเมตร นอกจากนี้ จะมีการขุดลอกแม่น้ำรวก ระยะทาง 30.89 กิโลเมตร ซึ่งมีข้อตกลงว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค. 2568 ด้วยงบประมาณประมาณ 100 ล้านบาท

สร้างเขื่อนริมน้ำสาย ป้องกันน้ำท่วมแม่สาย

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ทางการเมียนมาได้เริ่มดำเนินการขุดลอกและทำลายสิ่งกีดขวางในแม่น้ำสาย ฝั่งตรงข้ามท่าขี้เหล็กติดกับสะพานแห่งที่ 1 ตามข้อตกลงไทย-เมียนมา เพื่อป้องกันอุทกภัย โดยทางการเมียนมาจะเป็นผู้รับผิดชอบการขุดลอกแม่น้ำสาย ตั้งแต่ต้นแม่น้ำสายไปถึงจุดเชื่อมกับแม่น้ำรวก บริเวณบ้านป่าแดง ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย

นอกจากนี้ เมียนมาได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ำสาย จังหวัดท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จำนวน 3 จุด ดังนี้:

  • จุดที่ 1 บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1: ระยะความยาว 60 ฟุต X 2 ฟุต x 17.6 ฟุต
  • จุดที่ 2 บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 (จุดที่ 2): ระยะความยาว 140 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต
  • จุดที่ 3 บริเวณหลังโรงแรมอารัว: ระยะความยาว 180 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต

การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ชายแดน และป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง

สถานการณ์และผลกระทบของปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาย

ผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปี 2567 ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งในเขตอำเภอแม่สายและเมืองท่าขี้เหล็กของเมียนมา จากการสำรวจพบว่า

  • มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายกว่า 6,980 หลัง
  • ดินโคลนท่วมขังในพื้นที่ชุมชน 5 โซน ได้แก่ บ้านสายลมจอย บ้านเกาะทราย บ้านไม้ลุงขน บ้านเหมืองแดง และบ้านปิยพร
  • พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกสูญเสียดินแดนจากการกัดเซาะกว่า 20 ไร่

นายอำเภอแม่สายแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีว่า ปัจจุบันทางการเมียนมารอเพียงคำสั่งจากรัฐบาลกลางเท่านั้น หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างริมฝั่งแม่น้ำสายจะสามารถดำเนินการได้โดยทันที เพื่อให้ลำน้ำสามารถระบายน้ำได้สะดวกขึ้น และลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระยะยาว

ข้อมูลทางสถิติและข้อคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

จากสถิติย้อนหลังของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่แม่สายเผชิญกับอุทกภัยรุนแรงถึง 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 2562, 2565 และ 2567 โดยมีปริมาณน้ำท่วมขังเฉลี่ย 1.5 – 2 เมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท

ฝ่ายสนับสนุนโครงการนี้ให้ความเห็นว่า การขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันอุทกภัยและลดปัญหาการสูญเสียดินแดนของทั้งสองประเทศ ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยและเมียนมายังคงเดินหน้าหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ เพื่อให้แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกสามารถทำหน้าที่ระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงของอุทกภัยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย , mgronline , ท้องถิ่นนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“ธนพิริยะ” กำไรพุ่ง 19% แจกปันผล ขยาย 5 สาขา ปี 68 รายได้โต

ธนพิริยะ (TNP) โชว์ผลประกอบการปี 2567 กวาดรายได้ 2,872 ล้านบาท กำไรโต 19% พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่งในปี 2568

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบน เปิดเผยผลประกอบการปี 2567 มีรายได้จากการขาย 2,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 259.17 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.92% จากยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและการขยายสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้ 185.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.30% เมื่อเทียบกับปี 2566 พร้อมเดินหน้าขยายสาขาเพิ่ม 5 แห่ง ในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15%

ผลประกอบการปี 2567

เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ TNP เปิดเผยว่า บริษัทสามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมี กำไรขั้นต้น 504.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.56% ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของยอดขายและการบริหารต้นทุนสินค้าของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ต้นทุนการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารอยู่ที่ 291.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.35% ซึ่งเป็นผลจากการขยายสาขาและค่าดำเนินการที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทได้บันทึกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ สินค้าที่เสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัยจำนวน 2.64 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารต้นทุนที่รัดกุม ทำให้สามารถสร้างอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.41% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า

แผนการขยายสาขาปี 2568

สำหรับปี 2568 TNP ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 5 แห่ง ทำให้สิ้นปี 2568 จะมีสาขาทั้งหมด 55 แห่ง โดยปัจจุบันบริษัทมี 51 สาขา ครอบคลุมในจังหวัดเชียงราย 40 สาขา เชียงใหม่ 4 สาขา และพะเยา 7 สาขา ล่าสุดได้เปิดให้บริการ สาขาดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

TNP มุ่งเน้นสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% ในปี 2568 โดยบริษัทมีแผนขยายสาขาและเพิ่มสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค พร้อมพัฒนาคลังสินค้าและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” เภสัชกรหญิงอมร กล่าว

มติการจ่ายปันผล

TNP มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.0525 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42 ล้านบาท โดยกำหนด รายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 13 มีนาคม 2568 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ ต้องรออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2568

ธุรกิจค้าปลีกของไทยในตลาดหลักทรัพย์

TNP เป็นบริษัทค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภครายแรกของจังหวัดเชียงรายที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อปี 2558 โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2508 ในชื่อ โง้วทองชัย” และขยายกิจการมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นบริษัทมหาชนในปัจจุบัน

เปรียบเทียบ 3 หุ้นค้าปลีกภูมิภาคในตลาดหลักทรัพย์

  1. TNPธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตในเชียงรายและภาคเหนือ ปัจจุบันมี 51 สาขา และมีแผนขยายเพิ่มเติมในปี 2568
  2. KK (เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร เซาท์เทิร์น จำกัด มหาชน)ค้าปลีก-ค้าส่งในภาคใต้ ปัจจุบันมี 37 สาขา
  3. MOTHER (มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มหาชน)ค้าปลีกในภาคใต้ (กระบี่-พังงา-สุราษฎร์ธานี) ปัจจุบันมี 20 สาขา และตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 23-25 สาขา ในปีนี้

ข้อมูลรายได้ย้อนหลัง 5 ปี ของ TNP

ปี

รายได้จากการขาย (ล้านบาท)

กำไรสุทธิ (ล้านบาท)

2563

2,196.1

133.9

2564

2,622.5

192.1

2565

2,433.4

149.0

2566

2,613.4

155.5

2567

2,872.0

185.5 (+19%)

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า TNP มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายสาขาและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

มุมมองของนักลงทุนและผู้บริโภค

ฝ่ายสนับสนุน: นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า TNP เป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากการขยายสาขาและความสามารถในการควบคุมต้นทุนได้ดี โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในภาคเหนือซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท

ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม ยังมีนักลงทุนบางกลุ่มที่มองว่า การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกมีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะจากกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ เช่น 7-Eleven, Tesco Lotus และ Big C ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของ TNP ในระยะยาว นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอน อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคได้เช่นกัน

สรุปแนวโน้มธุรกิจ TNP

  • ผลประกอบการปี 2567 แข็งแกร่ง กำไรโต 19%
  • ขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่งในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้โต 10-15%
  • ประกาศจ่ายปันผล 0.0525 บาท/หุ้น คิดเป็นเงินรวม 42 ล้านบาท
  • แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งจากการขยายสาขาและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

การเติบโตของ TNP ในปี 2568 ยังต้องติดตามว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ท่ามกลางความท้าทายในธุรกิจค้าปลีกที่มีการแข่งขันสูง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ย้อนรอยเชียงราย “สร้างบ้านแปงเวียง” เทิดพญามังราย

เชียงรายจัดงานวัฒนธรรม ‘สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง’ เทิดพระเกียรติปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา

เชียงราย, 3 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดงานวัฒนธรรม “สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังรายหลวง ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 มีนาคม 2568 ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย หรือศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรก

พิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย, นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, หัวหน้าส่วนราชการ, หน่วยงานภาครัฐและเอกชน, เครือข่ายทางวัฒนธรรม และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายชรินทร์ ทองสุข กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพญามังรายหลวง เนื่องในวาระครบรอบ 763 ปีแห่งการก่อตั้งเมืองเชียงราย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคเหนือของไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว

กิจกรรมภายในงาน

งานวัฒนธรรม “สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง” มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความรู้และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบด้วย:

  • นิทรรศการเทิดพระเกียรติพญามังรายหลวง
  • เสวนาทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการสร้างบ้านแปงเวียงพญามังรายหลวง
  • การเรียนรู้และสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เช่น งานหัตถกรรม การแกะสลักไม้ และงานเครื่องเงิน
  • การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา อาทิ การฟ้อนพื้นเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และการแสดงโขน

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน

การจัดงานวัฒนธรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  1. เทิดพระเกียรติพญามังรายหลวง ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงราย
  2. เผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
  3. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม
  4. ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์ท้องถิ่น
  5. สนับสนุนผู้ประกอบการด้านศิลปวัฒนธรรม และผู้ผลิตสินค้าพื้นเมือง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนนักท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 3.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มี 3.2 ล้านคน
  • รายได้จากการท่องเที่ยวในเชียงราย ปี 2567 อยู่ที่ 15,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% จากปี 2566
  • เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกว่า 50 แห่ง รวมถึงวัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว และอนุสาวรีย์พญามังรายหลวง

งานวัฒนธรรม “สร้างบ้านแปงเวียง พญามังรายหลวง” จึงถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหาร-ป่าไม้เชียงราย ร่วมทำแนวกันไฟ ลด PM 2.5

มณฑลทหารบกที่ 37 บูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าในพื้นที่เชียงราย

ปฏิบัติการเชิงรุก ลดปัญหาหมอกควันและไฟป่า

เชียงราย, 3 มีนาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย จัดกำลังพลดำเนินโครงการ ทำแนวกันไฟ ป้องกันไฟป่า” ณ สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อป้องกันไฟป่า ลดหมอกควัน และแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้ง

ประกาศมาตรการเข้มงวด ห้ามเผา 92 วัน ลดปัญหาหมอกควัน

จังหวัดเชียงรายได้ออกมาตรการ ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดโดยเด็ดขาด” เป็นเวลา 92 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 เพื่อควบคุมการเกิดไฟป่าและลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างแนวป้องกันไฟป่า และรณรงค์ให้ประชาชนงดเว้นการเผาในที่โล่งทุกประเภท

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและภาคประชาชน

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย:

  • มณฑลทหารบกที่ 37 โดยมี ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติงานประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง นำกำลังพลจิตอาสาเข้าร่วม
  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย
  • ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนที่ 313 กองกำลังผาเมือง
  • ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงราย
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่เงิน
  • ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง อำเภอเชียงแสน
  • ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนบ้านธารทอง หมู่ 11

แนวป้องกันไฟป่าและมาตรการเพิ่มเติม

ในครั้งนี้ ทีมปฏิบัติการได้ร่วมกันสร้างแนวป้องกันไฟป่าขนาด 4 – 6 เมตร ความยาว ประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ป่าทึบที่มีภูเขาสูงชัน และพื้นที่แนวเขตชายป่าที่ติดกับพื้นที่เกษตรของประชาชน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากการลักลอบเผาป่าเพื่อการเกษตร หรือการเผาเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการ ประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่งดเผาทุกชนิด พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างถูกวิธี เช่น การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง แทนการเผา การแยกขยะ และ การเก็บกิ่งไม้ใบไม้เพื่อใช้ประโยชน์แทนการเผา เพื่อช่วยลดการเกิดไฟป่าในระยะยาว

ความสำคัญของแนวกันไฟในการป้องกันปัญหาหมอกควัน

แนวกันไฟเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันไฟป่าที่อาจลุกลามจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ช่วยลดความเสียหายต่อ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน จากปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนือของไทยในทุกปี

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับมาตรการห้ามเผาและทำแนวกันไฟ

  • เห็นว่าการดำเนินมาตรการห้ามเผาและการทำแนวกันไฟเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาหมอกควันและป้องกันการเกิดไฟป่า
  • การเข้มงวดเรื่องการเผาเป็นแนวทางที่ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 และช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
  • การบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยทำให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จ

ฝ่ายที่กังวลเกี่ยวกับมาตรการห้ามเผา

  • กังวลว่าการห้ามเผาโดยไม่มีมาตรการสนับสนุนทางเลือกที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร
  • การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไป อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสะดวก
  • มาตรการเหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับการให้ความรู้และการสนับสนุนทางเลือกที่เหมาะสมให้กับประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม:

  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่ารวมกว่า 4.7 ล้านไร่ คิดเป็น 67.4% ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องได้รับการปกป้องจากไฟป่า
  • อัตราการเกิดไฟป่าในภาคเหนือในช่วงฤดูแล้งสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 2567 มี จุดความร้อน (Hotspots) กว่า 5,000 จุดทั่วภาคเหนือ โดย เชียงรายติดอันดับ 1 ใน 5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนมากที่สุด
  • ค่า PM 2.5 ในภาคเหนือของไทยในช่วงฤดูแล้งมักเกินค่ามาตรฐานของ WHO ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • มาตรการห้ามเผา 92 วันของจังหวัดเชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าของรัฐบาล ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วหลายปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / กรมควบคุมมลพิษ/ กรมอุตุนิยมวิทยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำชิงไถลดการเผา อากาศเป็นของทุกคน

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำประชาชนร่วมกิจกรรม “ชิงไถ ลดการเผา” สร้างอากาศบริสุทธิ์

อากาศเป็นของทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลรักษา”

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำประชาชนบ้านหนองเขียว อ.เวียงป่าเป้า ร่วมกิจกรรม ชิงไถ ลดการเผา” ณ บ้านหนองเขียว (หย่อมบ้านแม่ฉางข้าว) หมู่ 10 ตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นายพงศ์ศักดิ์ เพชรคงแก้ว นายอำเภอเวียงป่าเป้า หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ส่งเสริมแนวทางไถกลบ ลดปัญหาการเผา

หลังจากกิจกรรมไถกลบ ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกัน หว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มไนโตรเจนและสารอาหารในดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย และสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงโค กระบือ หมู และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย

สร้างฝายชะลอน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ต้นน้ำ

นอกจากนี้ คณะทำงานยังร่วมกัน สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอุปโภคบริโภคแก่ชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเกษตรกรรมและปศุสัตว์บนพื้นที่ต้นน้ำ

ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ทำแนวกันไฟ

ผู้ว่าฯ เชียงรายยังได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ร่วมกัน ทำแนวกันไฟ ในตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันไฟป่าในจังหวัดเชียงราย

เชียงรายฟ้าใส” 3 พื้นที่ 3 ช่วงเวลา

จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศมาตรการ เชียงรายฟ้าใส” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

  1. ช่วงห้ามเผาในที่โล่ง: ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 การบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
  2. ช่วงบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาด: ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด
  3. ช่วงฟื้นฟูพื้นที่และเฝ้าระวัง: ดำเนินการหลังจากมาตรการห้ามเผาสิ้นสุดลง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สถิติไฟป่าและผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ

จากข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ พบว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมี จุดความร้อน (Hotspot) กว่า 2,800 จุด ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางพื้นที่สูงเกิน 100 µg/m³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 µg/m³ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ขยายผลสู่เยาวชน ปลูกฝังศาสตร์พระราชา

โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ขยายผลสู่สถานศึกษา สร้างการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568สำนักงานโครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้ดำเนินโครงการขยายผลการเรียนรู้ ศาสตร์พระราชา สู่สถานศึกษา โดยให้การต้อนรับคณะครูและนักเรียนจาก โรงเรียนเกษมสาสน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่เดินทางมาเข้าศึกษาดูงาน โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านรูปแบบเกษตรผสมผสาน

การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและการลงมือปฏิบัติจริง

โครงการครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 จำนวน 32 คน พร้อมครูผู้ควบคุม 4 ท่าน ได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาตามแนวทาง ศาสตร์พระราชา โดยมีเนื้อหาการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่

  • การปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติและประวัติศาสตร์เชียงราย
  • เยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดี และการนำแนวคิด ศาสตร์พระราชา มาประยุกต์ใช้
  • โครงการแพะเพื่อนแกะ ศึกษาการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้
  • มินิซู (สวนสัตว์เล็ก) เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและการดูแลสัตว์
  • โครงการเกาะสมุนไพร การใช้สมุนไพรไทยในการดูแลสุขภาพ
  • โครงการเกษตรปลอดภัย ฝึกการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ
  • การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อลดการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดปัญหาหมอกควัน
  • โครงการน้ำส้มควันไม้ เทคนิคการผลิตน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ในการเกษตรและปศุสัตว์

นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้และลงมือทำจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผลตอบรับจากครูและนักเรียน

หลังจากจบกิจกรรม นักเรียนต่างมีความสุข สนุกสนาน และได้รับ ความรู้แปลกใหม่จากการสัมผัสของจริง ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ การเกษตรเชิงยั่งยืน และ การดูแลสิ่งแวดล้อม ได้ดียิ่งขึ้น

คณะครูที่ร่วมสังเกตการณ์ต่างให้ความเห็นว่า รูปแบบการเรียนรู้นี้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ของการศึกษานอกห้องเรียน

การขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดีสู่เยาวชน

โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ได้ดำเนินการขยายผลการเรียนรู้นี้ไปยังสถานศึกษาหลายแห่งในจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายในการปลูกฝังแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง” และ การพัฒนาที่ยั่งยืน ให้แก่เยาวชน ซึ่งจะช่วยให้เด็ก ๆ มีความรู้ด้านการเกษตรและการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับเยาวชน

ในอนาคต โครงการนี้จะขยายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับการศึกษาเชิงปฏิบัติ และสามารถนำแนวคิด พึ่งพาตนเอง” ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

สถิติที่เกี่ยวข้องกับโครงการและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ปี 2567: กว่า 2,000 คน (ที่มา: มณฑลทหารบกที่ 37)
  • จำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดเชียงราย: 20 โรงเรียน (ที่มา: กองบัญชาการทหารบก)
  • สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรมที่นำแนวคิดศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้: 65% ของพื้นที่เกษตรในจังหวัดเชียงราย (ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
  • โครงการเกษตรปลอดภัยในภาคเหนือ: มีการผลิตพืชผักปลอดสารพิษมากกว่า 10,000 ไร่ (ที่มา: กรมวิชาการเกษตร)

สรุป

โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยพัฒนา การเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้แก่เยาวชนในจังหวัดเชียงราย โดยการน้อมนำ ศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและขยายผลสู่สถานศึกษา เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทั้งด้าน ประวัติศาสตร์, การเกษตร, การดูแลสิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาตนเอง ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในอนาคต

นักเรียน ครู และประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อโครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 เพื่อขอเข้าศึกษาดูงานและเรียนรู้ศาสตร์พระราชาได้ตลอดทั้งปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News