Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.มหาดไทยติดตามซ่อมสะพานเชียงราย ฟื้นฟูชุมชน

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มส่วนหน้า (ศปช.ส่วนหน้า) จังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการซ่อมแซมคอสะพาน ชร.007 ที่ชำรุดจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และการติดตั้งสะพานเบลีย์ (Bailey Bridge) ชั่วคราวที่สะพานมิตรภาพแม่ยาว-ดอยฮาง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้ร่วมติดตามการดำเนินการหลายท่าน อาทิ นายอารุณ ปินตา ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย และนายธีรพงษ์ มีศรี ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทเชียงราย ซึ่งทั้งหมดได้ร่วมกันตรวจสอบความคืบหน้าและประสานงานในการฟื้นฟูเส้นทางการคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย

การซ่อมแซมคอสะพาน ชร.007 และสะพานเบลีย์

นางสาวธีรรัตน์ ระบุว่า ทางแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายได้เร่งนำเครื่องจักรและเครื่องมือเข้ามาซ่อมแซมคอสะพาน ชร.007 ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะนี้การซ่อมแซมคอสะพานสามารถเปิดให้รถยนต์ขนาดเล็กผ่านไปมาได้แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าที่ดีในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

สำหรับสะพานมิตรภาพแม่ยาว-ดอยฮาง ทางแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายได้เริ่มดำเนินการติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางนี้ได้ในระหว่างที่ซ่อมแซมสะพานหลัก นางสาวธีรรัตน์ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

ติดตามการฟื้นฟูชุมชนทวีรัตน์และมอบถุงยังชีพ

นอกจากการติดตามการซ่อมแซมสะพานแล้ว นางสาวธีรรัตน์ ยังได้ลงพื้นที่ชุมชนทวีรัตน์ เพื่อติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูชุมชนหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยในครั้งนี้ได้มีการมอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน. จ.เชียงราย) และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมมอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย

นางสาวธีรรัตน์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางอำเภอเมืองเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันในการฟื้นฟูชุมชนทวีรัตน์ และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ประสบภัยทุกครัวเรือนได้รับเงินเยียวยาอย่างทั่วถึง รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ และพร้อมที่จะสนับสนุนการฟื้นฟูในทุกด้าน

ความสำคัญของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการช่วยเหลือประชาชน

การซ่อมแซมสะพานและการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราวจะเป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้ชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาได้สะดวก ในขณะที่การซ่อมแซมสะพานหลักยังคงดำเนินต่อไป

การลงพื้นที่และติดตามงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระดับชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงราย-เชียงใหม่เร่งกำจัดขยะน้ำท่วม กระตุ้นการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หลังจากที่ทั้งสองจังหวัดประสบอุทกภัยน้ำท่วม นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องการจัดการขยะและการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม โดยระบุว่า คพ. ได้เฝ้าระวังและดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยและระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ประสบอุทกภัย

ในระหว่างการดำเนินการ กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาสถานที่สำหรับกองขยะชั่วคราว โดยได้คัดแยกขยะออกเป็นหลายประเภท ขยะที่มีการปนเปื้อนดินและสิ่งสกปรกได้ถูกนำไปฝังกลบ ขณะที่ขยะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ก็ได้มีการติดต่อสมาคมซาเล้งเพื่อมารับไปรีไซเคิล นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับภาคเอกชนที่มีความสามารถในการเผาขยะที่เหลือเพื่อกำจัดขยะที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย

ความคืบหน้าการจัดการขยะในพื้นที่เชียงราย

นางสาวปรีญาพร ได้รายงานว่า ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีปริมาณขยะสะสมจากอุทกภัยประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดเก็บและกำจัดขยะทั้งสิ้นเรียบร้อยแล้ว 100% ขณะที่พื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความคืบหน้าในการกำจัดขยะไปแล้ว 96% และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

การฟื้นฟูพื้นที่เชียงใหม่

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยประมาณ 15,000 ตัน โดยได้มีการจัดเก็บไปแล้ว 12,000 ตัน ยังคงเหลือขยะตกค้างอีก 3,000 ตัน ซึ่งเทศบาลนครเชียงใหม่ได้วางแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว

การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยังระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายกำลังวางแผนเปิดพื้นที่เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นี้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ภาคเหนือกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกครั้ง ทั้งนี้ การฟื้นฟูและกำจัดขยะในพื้นที่ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง

จากการดำเนินการของกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดการขยะและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในทั้งสองจังหวัดได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ ส่งเสริมอนุรักษ์เรือนโบราณ

 

เมื่อวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2567 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ” ภายใต้โครงการอนุรักษ์เรือนโบราณในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยงานเสวนานี้จัดขึ้นที่อาคารศาลาอเนกประสงค์ วัดป่าหวายขุมเงิน มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโบราณของชาวเชียงของที่มีคุณค่าในด้านสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาชาวบ้าน

ความร่วมมือในการอนุรักษ์เรือนโบราณ

งานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ที่ว่าการอำเภอเชียงของ เทศบาลตำบลเวียงเชียงของ และสถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งนำโดยนายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ และมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านการอนุรักษ์เรือนโบราณหลายท่านเข้าร่วม ทั้งพระครูสุจิณวรคุณ เจ้าคณะตำบลศรีดอนชัย และนายรุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์ ศิลปินล้านนาและนักอนุรักษ์ชุมชน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการในท้องถิ่น และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

จุดประสงค์ของโครงการอนุรักษ์

การจัดงานเสวนาวิชาการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ที่ต่อยอดมาจากกิจกรรม “SAVE 50 เฮือนโบราณเชียงราย” ซึ่งจัดขึ้นในงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และกิจกรรม “Save เฮือนบรรพบุรุษเชียงแสน” ที่จัดขึ้นในอำเภอเชียงแสน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการอนุรักษ์บ้านเรือนบรรพบุรุษที่มีความเก่าแก่และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรือนโบราณในพื้นที่อำเภอเชียงของที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในปัจจุบัน

บทบาทของศิลปินและนักอนุรักษ์ในชุมชน

นายรุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์ ศิลปินล้านนาและนักอนุรักษ์ชุมชน ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดทำโครงการนี้ ได้กล่าวถึงการศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวของเรือนบรรพบุรุษในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงแสน ที่ทำให้ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น การนำเสนอผลงานศิลปะเกี่ยวกับเรือนบรรพบุรุษของเชียงแสน ที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ได้จุดประกายให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและอยากอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่สำคัญนี้ไว้

สรุปโครงการ Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ

โครงการ “Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ” จัดขึ้นเพื่อต่อยอดแนวความคิดในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในพื้นที่อำเภอเชียงของ การอนุรักษ์เรือนโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเชียงของนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมาจากอดีต โครงการนี้มุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์และมีความรักหวงแหนในมรดกที่ได้รับจากบรรพบุรุษ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการศึกษาภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ให้กับคนรุ่นหลัง

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและประชาชน

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การอนุรักษ์เรือนบรรพบุรุษในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม และประชาชนในพื้นที่อำเภอเชียงของ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดในการอนุรักษ์บ้านเรือนโบราณอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานเชียงราย เปิดฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2

เมื่อวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ อาคารศาลาอเนกประสงค์ วัดป่าหวายขุมเงิน หมู่ 15 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ซึ่งจัดโดย บริษัท เชียงราย เอเวชั่น โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมกับ บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.

การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

การประชุมครั้งนี้มีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมีหน่วยงานราชการ ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่โดยรอบโครงการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึง นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ผู้แทนจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย และตัวแทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

การชี้แจงข้อมูลโครงการและผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในที่ประชุม บริษัทที่ปรึกษาได้ชี้แจงรายละเอียดของโครงการ MRO รวมถึงการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยาน โดยเน้นไปที่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการตรวจสอบและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะดำเนินไปอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ

ความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ โดยส่วนใหญ่แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาเรื่องเสียง แรงสั่นสะเทือน การระบายน้ำ และการบริหารจัดการของเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยเกี่ยวกับผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ ซึ่งประชาชนหลายคนได้ขอให้มีการปรับปรุงและแก้ไขโครงการให้คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวอย่างจริงจัง

การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในชุมชน

นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการระบายน้ำและมาตรการป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างความเชื่อมั่นและทัศนคติที่ดีต่อโครงการจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ทั้งนี้ ทชร. มีแนวทางที่จะปรับปรุงโครงการให้ตอบสนองต่อข้อกังวลและความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงการ MRO นี้ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ทอท. จะนำข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของทุกฝ่ายมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงโครงการให้เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย

อนาคตการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO ที่จะเกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นและสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ การดำเนินโครงการนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และจะช่วยให้จังหวัดเชียงรายกลายเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายชะลอตัวหลังน้ำท่วม

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายยังชะลอตัวหลังน้ำท่วม พร้อมเรียกร้องมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล

เชียงราย, 22 ต.ค. 2567 – แม้ว่าน้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายจะคลี่คลายลงแล้ว แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว นายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย เปิดเผยในรายงานล่าสุดของมติชน ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และคาดว่ากำลังซื้อจะยังชะลอตัวไปถึงปี 2568 ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในปี 2569

สาเหตุที่ทำให้ตลาดชะลอตัว

นายชินะกล่าวว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวคืออัตราการถูกปฎิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์เรต) ที่สูงถึง 70-80% โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านราคาต่ำ 3 ล้านบาท นอกจากนี้ ความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยังทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ต้องการก่อหนี้ระยะยาว ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับปี 2566

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาฯ

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทุกระดับ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย โดยรายใหญ่จะมีสายป่านที่ยาวกว่า ทำให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่ารายย่อยที่มีสต๊อกคงเหลือเยอะ นายชินะกล่าวว่า ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสต๊อกคงเหลือมากจะประสบปัญหาในการขาย เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี ความต้องการซื้อที่ลดลง และปัญหาน้ำท่วมที่ยังคงอยู่

กลยุทธ์การปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ นายชินะแจ้งว่ามีการนำโครงการขายลดราคาเพื่อปิดการขาย โดยเฉพาะโครงการที่เหลือขายไม่มาก เช่น 1-2 ยูนิต อาจมีการตัดลดราคาขายลง นอกจากนี้ ที่ดินในทำเลที่น้ำท่วมหนัก เช่น โซนปลายแม่น้ำกก อาจมีการปรับราคาขายลง เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินในตลาดในปัจจุบันไม่ได้ปรับขึ้นอย่างหวือหวาเหมือนเมื่อก่อน

เรียกร้องมาตรการจากรัฐบาล

นายชินะเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายเวลาลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง ซึ่งกำหนดจะสิ้นสุดปลายปี 2567 และต้องขยายออกไปอีก รวมถึงการลดภาษีต่างๆ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เก็บ 100% เพื่อเป็นการลดภาระให้กับผู้ซื้อบ้าน

การสนับสนุนจากภาครัฐ

นายชินะกล่าวว่าการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนผ่านธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ถือเป็นการช่วยประคองตลาดในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ ทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านยังชะลอตัวไป

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดอสังหาริมทรัพย์

ในปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายคาดว่าจะยังคงชะลอตัวไปถึงปีหน้า เนื่องจากผู้ซื้อบ้านยังไม่กลับมามีความพร้อมในการก่อหนี้และมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ปัญหาการถูกปฎิเสธสินเชื่อที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

มุมมองในอนาคต

นายชินะยังกล่าวว่าในอนาคตการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการที่เหมาะสมและครอบคลุม รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายก็มีโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2569

บทสรุป

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการหลังเหตุการณ์น้ำท่วม แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลงแล้ว แต่เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและปัญหาการถูกปฎิเสธสินเชื่อที่สูงยังคงทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว นายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ตลาดสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มติชน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ไทย-เมียนมา ร่วมมือรื้อถอนสิ่งปลูก สร้างลำน้ำสาย ป้องกันอุทกภัยยั่งยืน

ไทย-เมียนมา ร่วมหารือแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรบริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 มีการจัดประชุมระหว่างคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประเทศไทย และ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา การประชุมครั้งนี้นำโดย พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เลขานุการคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ฝ่ายไทย ร่วมกับ พลจัตวา โซหล่าย ผู้บัญชาการภาคสามเหลี่ยม และ นาย อูมินโก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก ฝ่ายเมียนมา

รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย

การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องความร่วมมือในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่

พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว ได้ขอบคุณฝ่ายเมียนมาที่อนุญาตให้ประเทศไทยติดตั้งเครื่องโทรมาตรอัตโนมัติสำหรับแจ้งเตือนระดับน้ำในบริเวณต้นแม่น้ำสาย จำนวน 4 จุด ได้แก่ บ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ สะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานข้ามแม่น้ำรวก ซึ่งการติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 28 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายนนี้ โดยระบบจะสามารถแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้าได้ 8 – 10 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำ รวมถึงการขุดลอกลำน้ำเพื่อให้การไหลของน้ำเป็นไปอย่างสะดวก โดยมีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (Sub JCR) ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน จัดทำแผนการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้

33 บริเวณ พร้อมรื้อถอนทันที

ทางฝั่งเมียนมา ได้แจ้งว่ามีการสำรวจสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำในฝั่งของตนแล้ว พบว่ามีจำนวนทั้งหมด 33 บริเวณ และพร้อมที่จะดำเนินการรื้อถอนทันทีเมื่อได้รับคำสั่งจากส่วนกลาง การรื้อถอนนี้ถือเป็นการแสดงความร่วมมืออย่างชัดเจนจากทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยร่วมกัน

ระบบแจ้งเตือนภัยไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงตุง

ในระหว่างการหารือ พลโท ณัฐพงษ์ ยังได้สอบถามถึงการใช้งานระบบติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งให้แก่เมียนมาในจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายเมียนมาได้ขอให้ฝ่ายไทยสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบแจ้งเตือนที่เชื่อมต่อกับเครื่องโทรมาตร และระบบแจ้งเตือนภัยไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงตุง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฟื้นฟูแล้วร้อยละ 75

ในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ฝ่ายเมียนมาได้รายงานความคืบหน้าว่าพื้นที่ในจังหวัดท่าขี้เหล็กได้รับการฟื้นฟูแล้วประมาณร้อยละ 75 โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายไทยทั้งในด้านกำลังคนและอุปกรณ์ นอกจากนี้ ยังได้ร้องขอให้ฝ่ายไทยอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในการจัดการดินโคลน เช่น รถแบ็คโฮขนาดเล็ก และเครื่องดูดโคลน เพื่อเร่งการฟื้นฟูให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

 

สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน และได้ตกลงที่จะประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก (JCR) ในวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2567 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือและพิจารณาการดำเนินการในขั้นต่อไป โดยจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะยาว

สรุป

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ เพื่อความยั่งยืนและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จย่า ณ ดอยตุง เชียงราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ท้องพระโรงในพระตำหนักดอยตุง ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้

“พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์” 

พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์” และ “พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบท” นอกจากนี้ ยังทรงได้รับการขนานนามว่า “แม่ฟ้าหลวง” ของปวงชนชาวไทย

ในพิธีนี้ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา และหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล พร้อมด้วยนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประชาชน ได้เข้าร่วมพิธีด้วยจิตคารวะ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ภายในงาน พระราชวชิรคณี (ประเสริฐ ปญฺญาวชิโร) เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 10 รูป ที่ได้ร่วมกันสวดพระพุทธมนต์ สดับปกรณ์ และอนุโมทนา เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินการจัดพิธีในครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมและพัฒนาชนบทของไทย ในทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมโครงการต่างๆ ในด้านการแพทย์ชนบทและการพัฒนาชุมชน ซึ่งยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของไทย ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงทำอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระองค์ได้ก่อตั้งโครงการหลวงต่าง ๆ ซึ่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร นอกจากนี้ ทรงส่งเสริมการศึกษาและสังคมสงเคราะห์ให้กับประชาชนในชนบท โดยไม่เคยทรงละเลยในการช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส

เพื่อแสดงถึงความเคารพ

ในโอกาสนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ สุ่มมาตย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ นายวิชชากรณ์ กาศโอสถ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ก็ได้เข้าร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศลครั้งนี้เช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อแสดงถึงความเคารพและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พิธีบำเพ็ญกุศลในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการประพฤติตนตามแบบอย่างของพระองค์ ที่ทรงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องและไม่มีที่สิ้นสุด

โดยสรุปแล้ว

โดยสรุปแล้ว พิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มหกรรมสีสันล้านนาตะวันออก เพิ่มช่องทางการค้าผู้ประกอบการ

แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสีสันล้านนาตะวันออก: เพิ่มช่องทางการค้าผู้ประกอบการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัว “งานแสดงและจำหน่ายสินค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (East-Northern Thailand & GMS Expo) หรือ มหกรรมสีสันล้านนาตะวันออก” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการบูรณาการการค้าและการลงทุนประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน) และเปิดโอกาสขยายช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น

กระทรวงพาณิชย์เน้นส่งเสริมผู้ประกอบการ

กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างช่องทางการตลาดที่หลากหลาย และขยายการเข้าถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับแนวคิด SDGs และ Soft Power เพื่อผลักดันเศรษฐกิจในระยะยาว

การจัดแสดงสินค้าเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ได้กำหนดการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าทั้งหมด 3 ครั้งในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดนอกภูมิภาค และส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

  • ครั้งที่ 1: วันที่ 30 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครศรีธรรมราช
  • ครั้งที่ 2: วันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางแค กรุงเทพมหานคร
  • ครั้งที่ 3: วันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สาย จังหวัดเชียงราย

เป้าหมายและผลลัพธ์คาดหวัง

การจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาท และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่อำเภอแม่สายซึ่งได้รับความเสียหายมากที่สุด

วิสัยทัศน์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เรามุ่งเน้นการพัฒนาช่องทางการตลาดให้กับสินค้าและบริการ

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการบูรณาการการค้าการลงทุนประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะเริ่มตั้งแต่กลางปีที่แล้ว แต่เนื่องจากติดปัญหาเรื่องข้อระเบียบกฎหมายและการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เริ่มดำเนินการล่าช้า โดยในปีนี้เรามุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มตำบลที่มีศักยภาพและอัตลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกที่เป็นประตูสู่การค้าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน เชื่อมโยงกับสถานีการค้าไทย-พม่าและภาคใต้

ทั้งนี้ กลุ่มตำบลเหล่านี้ยังมีมรดกทางศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้าว ข้าวโพด ชา กาแฟ ที่มีศักยภาพโดดเด่น

ในวิสัยทัศน์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เรามุ่งเน้นการพัฒนาช่องทางการตลาดให้กับสินค้าและบริการ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สอดคล้องกับนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งเน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ

การจัดงานในครั้งนี้หวังว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายที่เผชิญกับปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมา เราต้องการแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของเชียงรายพร้อมฟื้นตัว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการเยียวยาและจะกลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการและประชาชนในจังหวัดภาคเหนือตอนบนสอง และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้

ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้พร้อมสำหรับช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง

นางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดเชียงราย กล่าวเสริมในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีแถลงข่าวในวันนี้ และขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่สนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงเครือข่ายในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ที่ร่วมกันผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากที่จังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา

ท่านรองผู้ว่าฯ ได้กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย แต่เราก็ไม่เคยย่อท้อ และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ ปรับตัว และฟื้นฟูเศรษฐกิจให้พร้อมสำหรับช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ทั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยมีกิจกรรมหลายครั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เช่น การจัดแสดงสินค้าที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางแคและบางกะปิ เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมสินค้าจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 สู่ตลาดในระดับประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ เราได้กำหนดกิจกรรมฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อำเภอแม่สาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก โดยจะมีการจัดงานแสดงสินค้าและส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงรายและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ที่พร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้า

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและร่วมมือกันในครั้งนี้

ผลกระทบจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตเหลือเพียง 200 กว่าตัน

นางศุภมิตร เต็งเผ่ พาณิชย์จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ขอบคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและผู้มีเกียรติทุกท่านที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวในวันนี้ สำหรับจังหวัดพะเยาแม้ว่าเราจะเป็นจังหวัดที่แยกออกจากเชียงรายตั้งแต่ปี 2520 แต่เรายังคงมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด โดยสินค้าที่มีความโดดเด่นของพะเยาได้แก่ ข้าวหอมมะลิที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ รวมถึงลิ้นจี่แม่ใจที่ถือเป็นแรร์ไอเท็มเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตเหลือเพียง 200 กว่าตัน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เช่น ผ้าทอจากวิสาหกิจชุมชนแม่อิง ที่ใช้สีธรรมชาติและโนว์ฮาวจากประเทศญี่ปุ่น

ในด้านอาหารและเครื่องดื่ม พะเยามีปลานิลจากน้ำตกจ้ำปางที่มีความโดดเด่น และไวน์จากแม่นายไวเนอรี่ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันที่ลอนดอน ส่วนเครื่องใช้จากผักตบชวาและเซรามิกซึ่งเป็นการแปรรูปให้ร่วมสมัยก็ได้รับความนิยมในการออกงานที่โตเกียว

นอกจากนี้ พะเยายังมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ปลอดสารเคมี เหมาะสำหรับผู้สูงวัย โดยมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะดวกต่อการใช้งาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาสินค้าให้ทันสมัยและน่าสนใจ ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนในวันนี้และขอฝากสินค้าจากจังหวัดพะเยาไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

แพร่พร้อมเป็นประตูสู่ล้านนาและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

นายศุภสัณห์ ศิลป์ชูศรี พาณิชย์จังหวัดแพร่ กล่าวว่า กล่าวขอบคุณผู้ร่วมแถลงข่าวในวันนี้ พร้อมกล่าวถึงความพร้อมและความโดดเด่นของสินค้าจากจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะสินค้าที่มีอัตลักษณ์และศักยภาพในการแข่งขัน เช่น หมูทุบเพ็ญนภาที่ผลิตด้วยเตาถ่าน ซึ่งเป็นแห่งเดียวในประเทศที่ยังคงใช้เตาถ่านแบบดั้งเดิม รวมถึงสุรากลั่นชุมชนจากตำบลสะเอียบ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและพร้อมสู้กับสุราเหมาไถของจีน

นอกจากนี้ จังหวัดแพร่ยังมีสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เช่น ปลาปากกาซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของจังหวัด และไม้สักแพร่ซึ่งมีชื่อเสียงระดับประเทศ ผ้าทอจากชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ โดยสินค้าจีไอของจังหวัดแพร่ก็ได้รับการยืนยันต่ออายุแล้ว รวมถึงการผลักดันให้ “ส้มโอขาวน้ำขึ้นเมืองลอง” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอใหม่ของจังหวัด

นายศุภสัณห์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าจังหวัดแพร่พร้อมเป็นประตูสู่ล้านนาและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ โดยมีกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่างที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่

ทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชมสินค้าคุณภาพจากจังหวัดแพร่ ที่มีทั้งความหลากหลายและความร่วมสมัย เพื่อต่อยอดความสำเร็จของผู้ประกอบการในภาคเหนือตอนบน 2

สินค้าจากน่านมีเอกลักษณ์และสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น

นางทัศนีย์ กองแดง รักษาการแทนพาณิชย์จังหวัดน่าน กล่าวถึงความพร้อมของจังหวัดน่านในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สินค้าจากน่านมีเอกลักษณ์และสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น เครื่องเงินที่มีเนื้อเงินบริสุทธิ์ 92.5% ขึ้นไป และผ้าทอลายน้ำไหลที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด รวมถึงผ้าลายใหม่ ๆ ที่ทันสมัย

จังหวัดน่านยังมีสินค้าที่โดดเด่น เช่น เกลือภูเขา ซึ่งเป็นสินค้าจีไอที่ได้รับการรับรอง นอกจากนี้ กาแฟจากน่านก็ได้รับรางวัลชนะเลิศหลายรางวัล และสินค้าจากการเกษตรแปรรูปอย่างมะไฟจีนก็กำลังจะยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นจีไอ

ทางจังหวัดยังส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรในโครงการ “อะโกรว์” ที่รวมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปไว้ในที่เดียว ผู้บริโภคสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเลือกซื้อสินค้าได้ผ่านช่องทางออนไลน์

พร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว

นายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมแถลงข่าวและกล่าวถึงสถานการณ์หลังน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย ซึ่งตอนนี้การฟื้นฟูดำเนินไปเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ การจัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยโครงการนี้ถือว่ามาในเวลาที่เหมาะสม ช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2

นายภาคภูมิกล่าวว่าการจัดโครงการนี้ไม่เพียงแต่รอรับนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการทำตลาดเชิงรุก เพื่อให้สินค้าของจังหวัดเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพฯ ซึ่งทางหอการค้าก็พร้อมประสานกับหอการค้าในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด

นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการกระจายข่าวว่าเชียงรายพร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว และเตรียมงานใหญ่ที่อำเภอแม่สายในวันที่ 1-5 ธันวาคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

สรุปสาระสำคัญ

การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคว่าจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือพร้อมกลับมาให้บริการด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน ใช้พื้นที่ป่าสงวนเกินขอบเขตหรือไม่

การตรวจสอบพื้นที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน: มีการรุกล้ำป่าสงวนหรือไม่?

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 เจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดอยตุง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย การตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการบุกรุกเกินกว่าเขตที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โดยการตรวจสอบคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน

การตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด

ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) นายประสิทธิ์ ท่าช้าง พร้อมด้วยสารวัตรจากกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ต.ท.ยศวัฒน์ เอกกุล ได้นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เดินสำรวจหลักหมุดแนวเขตและทำการรังวัดที่ดิน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแผนที่การขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้พื้นที่อยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

การขอใช้พื้นที่ของศูนย์วิปัสสนา

ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันได้ขออนุญาตใช้พื้นที่รวมทั้งสิ้น 143 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น 3 แปลง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดอยตุง ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าการใช้พื้นที่นี้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบหรือไม่ และยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเป็นธรรม

กระแสข่าวเรื่องการบุกรุกพื้นที่เกินขอบเขต

ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าพื้นที่การใช้จริงอาจเกินจากที่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวน 190 ไร่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบว่ามีการบุกรุกเกินกว่าแนวเขต ผู้เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากไม่มีการรุกล้ำ ถือว่าเป็นการใช้พื้นที่ตามที่ขออนุญาต

เจ้าคณะจังหวัดเชียงรายยืนยันการตรวจสอบ

จากกรณีนี้ เจ้าคณะจังหวัดเชียงรายเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพระ ว.วชิรเมธี เจ้าอาวาสวัดได้ เนื่องจากท่านอยู่ในศาสนกิจต่างประเทศ ดังนั้นการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจึงยังไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรอให้ท่านกลับมาเพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้พื้นที่

ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับพระ ว.วชิรเมธี

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่พระ ว.วชิรเมธี ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาให้กับบริษัท “ดิไอคอนกรุ๊ป” โดยมีการเผยแพร่คลิปเสียงในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพุทธศาสนา คณะสงฆ์เชียงรายกำลังติดตามข้อมูลและรอการสอบถามข้อเท็จจริงจากท่าน

การตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันจะดำเนินการต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาอีก 3-4 วันเพื่อตรวจสอบแนวเขตและรายงานผลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

สำรวจความคิดเห็นการท่องเที่ยวไทยปี 67 ประชาชนพอใจนโยบายรัฐ

 

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลในปี 2567 โดยผลสำรวจดังกล่าวได้เก็บข้อมูลจากประชาชน 1,500 รายทั่วประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว

ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการท่องเที่ยวของรัฐบาล

จากผลสำรวจพบว่าประชาชนพอใจต่อการบริหารจัดการท่องเที่ยวของรัฐบาลปัจจุบันถึง 61.2% โดยแบ่งเป็นพอใจมาก 32.5% และพอใจในระดับปานกลาง 28.7% ขณะที่มีประชาชนที่พอใจในระดับกลาง 20.4% ไม่พอใจ 12.3% และไม่พอใจอย่างมาก 6.1%

เปรียบเทียบการท่องเที่ยวในปี 2567 กับปีก่อน

เมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารจัดการท่องเที่ยวของปีที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 55.7% เห็นว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2567 ดีขึ้น ส่วนอีก 22.8% เห็นว่าเหมือนเดิม และ 21.5% คิดว่าแย่ลง

การมีส่วนช่วยของการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจไทย

จากการสอบถามถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวที่มีต่อเศรษฐกิจไทย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าภาคการท่องเที่ยวมีส่วนช่วยเศรษฐกิจมากที่สุดในระดับมากถึง 35.4% รองลงมาคือระดับมาก 27.8% ระดับปานกลาง 18.3% ระดับน้อย 12.6% และระดับน้อยที่สุด 5.9%

มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์

ในส่วนของมาตรการที่ประชาชนเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สุด ได้แก่ การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและการทำประกันนักท่องเที่ยววงเงิน 1 ล้านบาท 27.3% ตามมาด้วยการส่งเสริมการจัดงานเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 16.8% และการเร่งพัฒนาสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน 12.1%

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

เมื่อสอบถามถึงโครงการที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2567 พบว่าโครงการ “Amazing Thailand 365 วัน มหัศจรรย์เมืองน่าเที่ยว” ได้รับความนิยมมากที่สุดที่ 22.7% ตามมาด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง 16.3% และโครงการการทำตลาดท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 10.7%

ผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว

จากการสอบถามผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาลมีส่วนช่วยฟื้นฟูธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

การสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกของประชาชนและผู้ประกอบการต่อมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล และการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News