Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

โล่งอก! ผื่นควาญช้างเชียงราย ไม่เกี่ยวสารหนู แม่น้ำกก

เชียงรายชี้แจงกรณีควาญช้างมีผื่นผิวหนัง ไม่พบพิษสารหนูจากแม่น้ำกก – ยืนยันไม่สอดคล้องอาการสัมผัสสารพิษ

จุดเริ่มต้นของความกังวลในชุมชนริมแม่น้ำกก

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568จากกรณีที่มีรายงานข่าวในพื้นที่ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กรณีชายรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพเป็นควาญช้าง มีอาการผื่นขึ้นตามร่างกายและรอยโรคผิวหนังผิดปกติ ส่งผลให้ชาวบ้านในบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรเกิดความกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านชุมชนและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งหน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวเรื่องสารหนูปนเปื้อนในลำน้ำกกอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่มีรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำจากหลายหน่วยงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยชัด ไม่ใช่อาการของพิษสารหนู

เพื่อความชัดเจนในทางการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ โดย นพ.วิชช ธรรมปัญญา แพทย์เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม สาขาโรคผิวหนัง ซึ่งได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ของจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยรายดังกล่าว

จากการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด นพ.วิชช ระบุว่า:

“ลักษณะของผื่นและรอยโรคที่ตรวจพบ ไม่สอดคล้องกับอาการของพิษสารหนูทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง”
“อาการทั่วไปของผู้ที่ได้รับพิษสารหนูแบบเรื้อรัง มักปรากฏลักษณะเฉพาะ เช่น ผิวหนังคล้ำและมีจุดขาวดำคล้ายหยดน้ำบนถนนฝุ่น (rain drop on a dusty road), ผิวหนังหนาตัวบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า, อาการชา, ผมร่วง และแผลพุพองตามร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่พบในผู้ป่วยรายดังกล่าว”

ทั้งนี้ แพทย์ยังเน้นว่า การเกิดพิษสารหนูเรื้อรังมักต้องมีการสัมผัสสารหนูต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และจะมีอาการทางระบบอื่นร่วมด้วย อาทิ ระบบประสาท ระบบหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกรณีของควาญช้างรายนี้ไม่มีพยานแวดล้อมหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่บ่งชี้ถึงการสัมผัสสารหนูในลักษณะนั้น

หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โดยทีมสหวิชาชีพ ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมจากบริเวณรอบบ้านผู้ป่วย รวมถึงแหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และจะส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในส่วนกลาง เพื่อความแม่นยำของผลวิเคราะห์ โดยจะรายงานผลอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนทันทีที่ทราบผล

นอกจากนี้ ยังได้จัดทีมสื่อสารสุขภาพเข้าให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอาการของพิษสารหนู แนวทางการป้องกันเบื้องต้น และการใช้แหล่งน้ำอย่างปลอดภัย พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ารับคำปรึกษาหรือการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปัญหาสารหนูในลำน้ำกก และความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะแม่น้ำกก ได้กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก หลังมีรายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมในช่วงต้นปี 2568 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานบางช่วงของแม่น้ำ โดยเฉพาะช่วงปลายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งต้นน้ำมีต้นกำเนิดในเขตเมียนมา

จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่) พบว่า สารหนูในแม่น้ำกกบางจุดสูงถึง 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำสายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ความเห็นว่า การได้รับพิษสารหนูจากการใช้น้ำในแม่น้ำโดยตรงยังต้องมีการพิสูจน์หลายขั้นตอน เช่น ปริมาณน้ำที่สัมผัส ระยะเวลาการสัมผัส ความเข้มข้นของสาร และลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการควบคู่กับการเฝ้าระวังทางคลินิกอย่างใกล้ชิด

ข้อแนะนำต่อประชาชนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางราชการ พร้อมทั้งแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรงในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
  2. ใช้น้ำที่ผ่านการกรองและต้มสุกก่อนบริโภค
  3. หากพบอาการผิดปกติของผิวหนัง หรือระบบอื่น ๆ ให้รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน
  4. ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่มตาม WHO: ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ค่าพบสารหนูเฉลี่ยในแม่น้ำกก (จุดวิกฤต): 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร (สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1)
  • จำนวนผู้ที่เข้ารับการตรวจโรคผิวหนังใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ปี 2567: 2,984 ราย (กรมการแพทย์)
  • จำนวนผู้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในอำเภอเมืองเชียงราย: ประมาณ 4,700 ครัวเรือน (สำนักทรัพยากรน้ำภาค 10)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่)
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • WHO – Drinking-water Guidelines (Arsenic)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“ธรรมนัส“ ร่วม “อบจ.เชียงราย” พัฒนาหนองหลวง ปล่อยปลาหมื่นตัว

นายก อบจ.เชียงรายบูรณาการภาครัฐเดินหน้าพัฒนาหนองหลวง พร้อมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568 – ความหวังใหม่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่รอบหนองหลวง อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เมื่อนายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อมด้วยร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่หนองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของชาวบ้านที่มีต่อการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่แห่งนี้ หลังจากต้องเผชิญกับปัญหาการตื้นเขิน วัชพืชน้ำที่แพร่กระจาย และศักยภาพในการกักเก็บน้ำที่ลดลงมาโดยตลอด

การลงพื้นที่ครั้งสำคัญของผู้บริหารระดับสูง

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เดินทางมายังบริเวณหนองน้ำสาธารณะหนองหลวง อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย พร้อมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติ พร้อมด้วย ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนที่มาร่วมต้อนรับกว่า 800 คน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่หนองหลวงที่มีต่อชุมชนโดยรอบ

หนองหลวง แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย

หนองหลวงถือเป็นอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลเวียงชัย ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย และตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ 9,816 ไร่ ด้วยปริมาณความจุประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร

แหล่งน้ำแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน เป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แหล่งอาหารของชุมชน และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนองหลวงประสบปัญหาหลายประการ ทั้งการตื้นเขิน การแพร่ระบาดของผักตบชวาและวัชพืชน้ำ รวมถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ

แผนพัฒนาหนองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้นำเสนอแนวทางพัฒนาพื้นที่หนองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแผนการดำเนินงานที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังนี้

  1. การขุดลอกและปรับปรุงระบบระบายน้ำ: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบ
  2. การกำจัดผักตบชวาและวัชพืชน้ำ: เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ
  3. การส่งเสริมให้หนองหลวงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ: เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

แผนการพัฒนาดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ได้แก่ นโยบายกระจายเครื่องจักรกลและบุคลากรสู่ชุมชน นโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) และนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ตามข้อมูลจากสำนักช่าง อบจ.เชียงราย

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นายก อบจ.เชียงราย ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมประมง และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาหนองหลวงอย่างเป็นระบบ

“การพัฒนาหนองหลวงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและเป็นไปอย่างยั่งยืน” นายก อทิตาธร กล่าว

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ยังได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้โครงการพัฒนาหนองหลวงได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่

นายสมชาย ใจดี ผู้ใหญ่บ้านตำบลเวียงชัย หนึ่งในผู้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอแผนพัฒนาหนองหลวง กล่าวว่า “ชาวบ้านในพื้นที่มีความหวังอย่างมากกับโครงการพัฒนาหนองหลวงในครั้งนี้ เพราะเราประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งมานาน การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำของหนองหลวงจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน”

นางสาวประภา วงศ์สมบูรณ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวตำบลดอนศิลา เสริมว่า “หากหนองหลวงได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างมาก เรามีทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ OTOP และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ รอเพียงโอกาสในการนำเสนอสิ่งเหล่านี้แก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น”

การปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้บริหารและประชาชนที่มาร่วมงานได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลานิลและพันธุ์ปลาตะเพียน รวมจำนวน 20,000 ตัว ลงสู่หนองหลวง เป็นการเริ่มต้นฟื้นฟูระบบนิเวศในแหล่งน้ำและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ

ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “การปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำที่ได้ผลดี โดยเฉพาะปลานิลและปลาตะเพียนซึ่งเป็นปลากินพืชจะช่วยควบคุมปริมาณสาหร่ายและพืชน้ำไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดมากเกินไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่”

ความท้าทายและอนาคตของหนองหลวง

แม้การพัฒนาหนองหลวงจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไข ทั้งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ การปล่อยน้ำเสียจากชุมชนและภาคเกษตรกรรม รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นายก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้ย้ำว่า “การพัฒนาหนองหลวงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของลูกหลานเชียงราย เราต้องการให้หนองหลวงเป็นทั้งแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบนิเวศ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่”

การลงพื้นที่หนองหลวงในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเชียงรายและนโยบายของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำในประเทศไทย

ตามข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ แต่มีเพียงร้อยละ 43 เท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า มีประชาชนกว่า 25 ล้านคนที่ยังประสบปัญหาการเข้าถึงน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ และมีถึง 5.7 ล้านครัวเรือนที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จากรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวชุมชนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นกว่า 12,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคเหนือของประเทศไทย พบว่า การพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนได้เฉลี่ยร้อยละ 35 ต่อปี และยังช่วยลดอัตราการย้ายถิ่นฐานของประชากรในท้องถิ่นได้ถึงร้อยละ 22

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างหนองหลวงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมทรัพยากรน้ำ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2567). รายงานสถานการณ์น้ำประจำปี 2567.
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.). (2567). แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2560-2580) ฉบับปรับปรุง.
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2567.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2567). รายงานสถิติการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวชุมชน.
  • คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2567). รายงานการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคเหนือของประเทศไทย.
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

กาแฟ ‘เชียงราย’ โกอินเตอร์ ผลักดันไมซ์ สร้างเศรษฐกิจชุมชน

จุดเริ่มต้นสู่เวทีระดับประเทศ เชียงรายร่วมขับเคลื่อนไมซ์ไทย

สุราษฎร์ธานี, 9 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย โดยการนำของ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (Chiang Rai Coffee Lovers – CCL) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานระดับประเทศ MICE City Summit 2025 และ Samui MICE Bazaar 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมโนราบุรี รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าท้องถิ่นของเชียงราย โดยเฉพาะ “กาแฟเชียงราย” สู่ตลาดไมซ์ (MICE) ระดับประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐมุ่งสนับสนุนให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19

กาแฟเชียงรายจากชุมชนสู่แบรนด์ระดับประเทศ

“กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย” หรือ CCL ก่อตั้งขึ้นโดย นายพงศกร อารีศิริไพศาล มีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมกาแฟในท้องถิ่นและยกระดับมาตรฐานกาแฟให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับชาติและสากล ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ร้านกาแฟ และผู้บริโภคจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วจังหวัดเชียงราย

กาแฟที่นำเสนอในงานเป็น กาแฟคุณภาพระดับ Specialty และ Commercial Grade ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันจากไร่ในเขตแม่สรวย แม่จัน และเวียงป่าเป้า ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟชั้นดี

ภายในงาน Samui MICE Bazaar 2025 กลุ่ม CCL ได้รับโอกาสในการจัดบูธแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจ และเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขัน “The MICE Masterpiece Challenge” โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เช่น เมล็ดกาแฟแปรรูป น้ำผึ้งป่า และสมุนไพรพื้นบ้าน รังสรรค์เป็นเมนูอาหารว่างร่วมสมัย สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของเชียงราย

ขยายโอกาสไมซ์ เชียงรายกับศักยภาพรองรับงานระดับชาติ

เชียงรายในปัจจุบันเริ่มปรับตัวสู่เมืองรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ โดยภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมไมซ์ เช่น ศูนย์ประชุมและนิทรรศการขนาดกลาง โรงแรมระดับมาตรฐาน รวมถึงเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ที่สามารถรองรับกลุ่มผู้เดินทางเพื่อจัดประชุม สัมมนา และแสดงสินค้า

ข้อมูลจากกลุ่ม CCL ระบุว่า พื้นที่ของกลุ่มสามารถรองรับกลุ่มไมซ์ได้ระหว่าง 40–50 คนต่อรอบกิจกรรม โดยเน้นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมกาแฟ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ชิมกาแฟ และการเรียนรู้เรื่องราวของต้นกาแฟในระดับชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

งานใหญ่ระดับประเทศ Samui MICE Bazaar × MICE City Summit 2025

งาน MICE Bazaar 2025 และ MICE City Summit 2025 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กับภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไมซ์ทั่วประเทศ

MICE Bazaar 2025 เน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ B2B เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจาก 4 ภาค กับผู้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า 35 ราย ส่วน MICE City Summit 2025 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ด้านกลยุทธ์การพัฒนาไมซ์ในยุคดิจิทัล ผ่านการบรรยายในหัวข้อ “MICE Marketing Leadership: Strategies for the Digital Age”

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา การแข่งขันด้านอาหาร และกิจกรรมส่งเสริมชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนให้พื้นที่ไมซ์เมืองรองอย่างเกาะสมุย กลายเป็นจุดหมายของนักเดินทางธุรกิจ และนักลงทุนไมซ์จากทั่วโลก

เชียงรายกับยุทธศาสตร์ไมซ์ที่ยั่งยืน

การปรากฏตัวของเชียงรายในเวทีระดับประเทศครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการโปรโมตกาแฟท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนภาพของ “เมืองไมซ์ทางวัฒนธรรม” ที่กำลังก้าวสู่ระดับชาติอย่างมั่นคง จุดแข็งของเชียงรายอยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณีท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ที่มีภูมิปัญญาชุมชนรองรับ เช่น กาแฟ ชา สมุนไพร ผ้า และของแปรรูป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เชียงรายยังต้องเร่งพัฒนาคือโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่ง การสื่อสาร รวมถึงบุคลากรด้านการบริการไมซ์ที่ต้องผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางกลุ่มใหม่ที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะตัว (personalized experience)

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • มูลค่าตลาดกาแฟในจังหวัดเชียงราย: 465 ล้านบาท/ปี (ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย)
  • จำนวนกลุ่มธุรกิจกาแฟในจังหวัดเชียงราย: 183 กลุ่ม/กิจการ (ที่มา: กลุ่ม CCL และสสว.)
  • จำนวนนักเดินทางไมซ์ในเชียงรายปี 2567: 78,430 คน (ที่มา: TCEB – สำนักงานภาคเหนือ)
  • ศักยภาพพื้นที่รองรับไมซ์ในเชียงราย: 10 สถานที่หลักที่รองรับได้ 30–500 คน/กิจกรรม
  • การเติบโตของธุรกิจไมซ์ไทย (รวม): ขยายตัวเฉลี่ย 7.2% ต่อปี (ข้อมูลจาก TCEB)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายใจบุญ ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ วันกาชาดโลก

จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมวันกาชาดโลก 2568 ส่งเสริมการบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อมนุษยธรรม

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายร่วมกับสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรด้านสาธารณสุข จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เนื่องในวันกาชาดโลก (World Red Cross Day 2025) ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก สะท้อนพลังของการให้เพื่อส่วนรวมและสร้างความตระหนักถึงภารกิจด้านมนุษยธรรมขององค์กรกาชาด

ความสำคัญของวันกาชาดโลกและบทบาทของกาชาดในระดับนานาชาติ

วันที่ 8 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ นายอังรี ดูนังต์ ผู้ก่อตั้งกาชาดสากล และเป็นวันที่ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ร่วมกับ สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศ (IFRC) ประกาศให้เป็น วันกาชาดโลก” เพื่อเชิดชูภารกิจด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติ สงคราม และความยากลำบากต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความเมตตา ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระของภารกิจกาชาดทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย การดำเนินกิจกรรมในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนให้เห็นถึงบทบาทของ สภากาชาดไทย ที่นอกจากจะทำหน้าที่รับบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ ยังเป็นศูนย์กลางการบริจาคดวงตาและอวัยวะ เพื่อมอบโอกาสใหม่ในการดำรงชีวิตแก่ผู้ป่วยที่รอการรักษา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ

เวลา 10.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ ณ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานสาธารณสุข เจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัด และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้และการเสียสละ โดยระบุว่า “การบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เป็นการมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้อื่น ถือเป็นการทำบุญสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ และเป็นภารกิจที่สะท้อนจิตวิญญาณของกาชาดได้อย่างชัดเจน”

บทบาทของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมกิจกรรมบริจาค

นางสินีนาฏ ทองสุข ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจแก่ผู้มาบริจาค โดยให้ความเห็นว่า “กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการแบ่งปันในสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมในระยะยาว”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มอายุเข้าร่วม อาทิ นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ซึ่งแสดงออกถึงความสมัครใจและความมีจิตอาสาอย่างแท้จริง

ผลการดำเนินกิจกรรมและจำนวนผู้บริจาค

จากการสรุปข้อมูล ณ จุดรับบริจาค พบว่า มีผู้มาลงทะเบียนเพื่อบริจาคโลหิต จำนวน 70 ราย และสามารถบริจาคได้จริง 54 ราย รวมปริมาณโลหิตที่ได้รับทั้งสิ้น 21,300 ซีซี

สำหรับการบริจาคดวงตา มีผู้แจ้งความจำนงจำนวน 23 ราย และบริจาคอวัยวะจำนวน 20 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมในปีที่ผ่านมา

ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน อาทิ

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย
  • หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่

ซึ่งทุกฝ่ายให้การสนับสนุนทั้งด้านสถานที่ อุปกรณ์ โลจิสติกส์ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างครบถ้วน

การวิเคราะห์ความสำคัญของกิจกรรมและข้อเสนอแนะ

การจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในวันกาชาดโลกเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการให้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชนและภาครัฐ การบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ ไม่ใช่เพียงการช่วยชีวิต แต่ยังเป็นการสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการรักษาที่มีความพร้อมมากขึ้น

ในเชิงนโยบาย อาจพิจารณาขยายกิจกรรมในรูปแบบเคลื่อนที่ไปยังอำเภอต่าง ๆ หรือโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อปลูกฝังจิตอาสาแก่เยาวชน และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการบริจาคในระยะยาว

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้บริจาคโลหิตในประเทศไทย ปี 2566 (จากสภากาชาดไทย): 1.86 ล้านคน
  • ปริมาณโลหิตที่ต้องการใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ: เฉลี่ยวันละ 2,000 – 2,500 ยูนิต
  • จำนวนผู้รอเปลี่ยนไตในประเทศไทย (จากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ): มากกว่า 6,000 ราย
  • ผู้แจ้งความจำนงบริจาคดวงตาทั่วประเทศ: ราว 23,000 ราย แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่าย
  • จังหวัดเชียงรายมีผู้บริจาคโลหิตประจำเฉลี่ย: ปีละ 15,000 ราย (สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

CopsCombat2025 ตำรวจไทยโชว์บู๊ ‘เชียงราย’ โชว์เหนือมีคว้าทองกลับบ้าน

ตำรวจเชียงรายคว้าชัย Cops Combat 2025 รุ่นน้ำหนักเกิน 85 กก.” สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับประเทศ

ประเทศไทย, 8 พฤษภาคม 2568 – รายงานข่าวจากกรุงเทพมหานครระบุว่า การแข่งขันกีฬาศิลปะการต่อสู้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในรายการ “Cops Combat 2025” ซึ่งจัดขึ้น ณ เวทีมวยราชดำเนิน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะในรอบชิงชนะเลิศที่มีการประลองฝีมืออย่างเข้มข้นจากผู้เข้าแข่งขันหลากหลายสังกัด ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์ของการแข่งขันคือชัยชนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากจังหวัดเชียงราย

ตำรวจภูธรภาค 5 สร้างผลงานโดดเด่น

ในการแข่งขันครั้งนี้ ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงราย ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 2 นาย ใน 2 รุ่นน้ำหนัก ได้แก่

  1. ส.ต.อ.เมธาสิทธิ์ กาวี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เวียงชัย จังหวัดเชียงราย คว้าชัยชนะในรุ่นน้ำหนักเกิน 85 กิโลกรัม ได้อย่างสง่างาม
  2. ร.ต.อ.เขตต์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองสารวัตร นปพ. ภ.จว.เชียงราย ทำหน้าที่เป็นโค้ชผู้จัดการทีม และเข้าร่วมแข่งขันในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 56 กิโลกรัม

สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายได้แสดงความยินดีต่อความสำเร็จของ ส.ต.อ.เมธาสิทธิ์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงานในระดับประเทศ และได้ให้กำลังใจแก่ ร.ต.อ.เขตต์ ในการแข่งขันครั้งต่อไป

บรรยากาศการแข่งขันคึกคักท่ามกลางเสียงเชียร์

การแข่งขัน Cops Combat 2025 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ เวทีมวยราชดำเนิน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลากหลายสังกัด ทั้งชายและหญิง เข้าร่วมแข่งขันในรายการดังกล่าวจำนวนมาก การแข่งขันแบ่งออกเป็นทั้งหมด 16 รุ่นน้ำหนัก รวมกว่า 48 คู่แข่งขัน โดยการแข่งขันในแต่ละคู่ดำเนินไปในรูปแบบ 1 ยก ใช้เวลาชก 3 นาที เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถแสดงทักษะการต่อสู้ป้องกันตัวในเวลาจำกัด

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน และเต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงเชียร์จากเพื่อนร่วมอาชีพและประชาชนที่เดินทางมาร่วมชมอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างยิ่ง

Cops Combat กีฬาที่พัฒนาทักษะพร้อมเสริมสร้างร่างกายและจิตใจ

โครงการ “Cops Combat” เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมกีฬาประจำปีของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทบทวนและฝึกฝนทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในการเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน การควบคุมสถานการณ์ และการรับมือกับผู้กระทำผิด

การแข่งขันยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ความแข็งแรง และความมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่ตำรวจจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศรวมพลังในสนามเดียวกัน

ผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรายการนี้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ อาทิ

  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9
  • กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
  • กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.)
  • กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
  • กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.)
  • กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.)
  • กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)
  • โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.)
  • รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

การรวมตัวกันของเจ้าหน้าที่จากหลากหลายสังกัดเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นโอกาสในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างพื้นที่

ผบ.ตร.ร่วมเปิดการแข่งขัน มอบขวัญกำลังใจนักกีฬา

ในพิธีเปิดการแข่งขัน ได้รับเกียรติจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาเป็นประธานในพิธี โดยกล่าวเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะทำหน้าที่มอบเหรียญรางวัลให้กับผู้ชนะการแข่งขันในแต่ละรุ่น เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป

ตำรวจรุ่นใหม่กับความพร้อมรอบด้าน

การแข่งขัน Cops Combat ไม่ได้เป็นเพียงเวทีกีฬาธรรมดา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการพัฒนาข้าราชการตำรวจไทยรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบในสังคมอย่างมืออาชีพ

ชัยชนะของตำรวจเชียงรายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เหรียญรางวัล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพของกำลังพลและการฝึกฝนที่เข้มข้นในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานในภูมิภาคอื่นๆ เดินหน้าในการพัฒนาบุคลากรด้านทักษะการต่อสู้เชิงยุทธวิธีต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

  • ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดในรายการ Cops Combat 2025: 96 คน (ชาย/หญิง)
  • แบ่งการแข่งขันออกเป็น 16 รุ่นน้ำหนัก
  • แข่งขันแบบ 1 ยก 3 นาที จำนวน 48 คู่
  • รุ่นน้ำหนักเกิน 85 กก. มีผู้เข้าแข่งขัน 6 คน
  • ส.ต.อ.เมธาสิทธิ์ กาวี ชนะคะแนนแบบเอกฉันท์ในรอบชิงชนะเลิศ
  • ผู้ชมในเวทีมวยราชดำเนินประมาณ 1,200 คน
  • มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก 13 กองบัญชาการ และ 5 โรงเรียนตำรวจ เข้าร่วมการแข่งขัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • กองประชาสัมพันธ์ ตร.

  • ผู้สื่อข่าวสนามเวทีมวยราชดำเนิน

  • สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สารหนูทะลักแม่น้ำกก “โรม” จี้รัฐบาลแก้เหมืองทองว้า

วิกฤตแม่น้ำกก สารพิษจากเหมืองทองคำฝั่งเมียนมาคุกคามความมั่นคงและสุขภาพคนไทย

สถานการณ์คุณภาพน้ำกกและแม่น้ำสายพบสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำฝาง ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 21-24 เมษายน 2568 ครอบคลุม 15 จุดในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยพบว่าน้ำมีความขุ่นผิดปกติและตรวจพบ “สารหนู” (Arsenic) เกินค่ามาตรฐานในหลายจุดอย่างน่าตกใจ

ตัวอย่างเช่นที่สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อำเภอเมืองเชียงราย พบค่าสารหนู 0.012 mg/L และสูงสุดที่บ้านจะเด้อ ตำบลดอยฮาง ที่ระดับ 0.019 mg/L ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐาน 0.01 mg/L ถึงเกือบสองเท่า ขณะที่ในเขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดหนึ่งที่มีค่าถึง 0.037 mg/L

ร่วมลงพื้นที่ ย้ำภัยเงียบที่ต้องเร่งจัดการ

พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ให้สัมภาษณ์ว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำกกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ปริมาณน้ำน้อยลง สารพิษจึงเข้มข้นขึ้น ซึ่งกระทบทั้งการเกษตรและอาหารประจำวันของประชาชน โดยขอให้รัฐตรวจสอบสัตว์น้ำและพืชผลที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกอย่างเร่งด่วน

ในวันเดียวกัน รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ได้เดินทางลงพื้นที่แม่อายและเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าว พร้อมระบุว่าสารหนูและตะกั่วมีค่าที่น่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ต้นตอปัญหาเหมืองทองผิดกฎหมายในเขตอิทธิพลของกลุ่มว้าในเมียนมา

ข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่าแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกกและสาย ไหลมาจากพื้นที่เขตอิทธิพลของกลุ่มว้า (UWSA) ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีเหมืองทองคำผิดกฎหมายกว่า 30 แห่ง ปล่อยตะกอนสารพิษลงแม่น้ำโดยไม่มีมาตรการควบคุม ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งอยู่ปลายน้ำรับผลกระทบเต็ม ๆ

นายโรมกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพน้ำ แต่ยังลุกลามไปถึงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หน่วยงานรัฐยืนยันไม่มีการทำเหมืองในเขตประเทศไทย

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ชี้แจงว่า การตรวจสอบในพื้นที่แม่อายไม่พบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก พร้อมเน้นย้ำว่าอำเภอแม่อายไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา การแก้ไขต้องทำในระดับประเทศ โดยปัจจุบันมีการแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดให้ชาวบ้านฟรีและเร่งตรวจสอบปลาและดินตะกอนเพิ่มเติม

ข้อเรียกร้องเร่งใช้การทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แม้สถานการณ์ในเมียนมาจะซับซ้อนจากสงครามกลางเมือง แต่รัฐบาลไทยต้องแสดงความชัดเจน ใช้ช่องทางการทูต รวมถึงประเทศที่มีสัมพันธ์ดีกับกลุ่มว้า เพื่อกดดันให้ยุติกิจกรรมเหมืองทองที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

“ถ้าไม่แก้วันนี้ ปัญหาจะลุกลามต่อเนื่อง คนไทยจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย” นายโรมกล่าว

เหมืองทองฝั่งเมียนมาปล่อยตะกอนลงแม่น้ำกก

ผู้สื่อข่าวยังได้รับคลิปวิดีโอจากชาวบ้าน ซึ่งเผยให้เห็นภาพการระบายตะกอนจากเหมืองทองในเขตรัฐฉานลงสู่แม่น้ำกกอย่างชัดเจน ยืนยันถึงการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายของเหมืองดังกล่าวที่ยังดำเนินอยู่

กมธ.มั่นคงฯ นัดถกแนวทางร่วมกับส่วนราชการในเชียงราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มีกำหนดประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อสรุปสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง สาธารณสุข และการต่างประเทศ

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงระดับชาติ

กรณีสารหนูและตะกั่วในแม่น้ำกก ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อแก้ปัญหานี้

หากยังปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดนต่อไปโดยไม่มีการควบคุม สถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถิติและข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าสารหนูในแม่น้ำกกสูงสุด: 0.037 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
  • ค่าสารตะกั่วในแม่น้ำกก: 0.076 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.05 mg/L)
  • เหมืองทองผิดกฎหมายในรัฐฉาน: กว่า 30 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1
  • สส.ปั๋น – ชิตวัน ชินอนุวัฒน์
  • พรรคประชาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายยกระดับชุมชน พัฒนาสินค้า บริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เดินหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพสุดยอดชุมชนคุณธรรมและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ประจำปี 2568

เชียงราย, 7 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และเครือข่ายชุมชนยลวิถี เดินหน้าพัฒนาศักยภาพชุมชนและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand: CPOT) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมุ่งยกระดับชุมชนท้องถิ่นให้เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับเป็น Soft Power ของจังหวัด

กิจกรรมจัดขึ้น ณ ห้องประชุมวัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก พระไพศาลประชาทร วิ. (ท่านเจ้าคุณพบโชค ติสสวังโส) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการและกล่าวสัมโมทนียกถา รวมทั้งมี นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการและวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ พร้อมต้อนรับเครือข่ายจากชุมชนยลวิถีหลากหลายพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

ยกระดับ CPOT สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับพื้นที่

วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการในปีนี้ มุ่งเน้นการต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยของชุมชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ CPOT ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งตลาดภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเน้นการออกแบบ การเล่าเรื่อง การสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรมควบคู่กับมิติความงามและการใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน

สุดยอดชุมชนคุณธรรม 4 ปีซ้อน ร่วมกิจกรรมเต็มรูปแบบ

ภายใต้โครงการครั้งนี้ มีชุมชนต้นแบบและเครือข่ายเข้าร่วมรวม 7 กลุ่ม ได้แก่

  1. ชุมชนยลวิถีบ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2564)
  2. ชุมชนยลวิถีบ้านเมืองรวง อำเภอเมืองเชียงราย (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2565)
  3. ชุมชนยลวิถีวัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2566)
  4. ชุมชนยลวิถีวัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2567)
  5. ชุมชนยลวิถีบ้านสันทางหลวง อำเภอแม่จัน (สุดยอดชุมชนระดับจังหวัด ปี 2568)
  6. เครือข่ายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จังหวัดเชียงราย
  7. เครือข่ายนักเรียนนักเล่าเรื่อง โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

รวมจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิต นักพัฒนา นักการศึกษา และเยาวชนในพื้นที่

กิจกรรมพัฒนาศักยภาพและต่อยอดองค์ความรู้เชิงสร้างสรรค์

กิจกรรมสำคัญภายในโครงการประกอบด้วย

  • การบรรยายเรื่อง “การเป็นเจ้าบ้านที่ดี” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐรกานต์ คำใจวุฒิ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย เพื่อยกระดับมาตรฐานการต้อนรับนักท่องเที่ยวของชุมชนให้มีความพร้อมทั้งด้านทัศนคติและการให้บริการ
  • การบรรยายเรื่อง “การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชไมพร รัตนเจริญชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย มุ่งเน้นกระบวนการพัฒนา CPOT ให้เชื่อมโยงกับตลาดและสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

แนวโน้ม CPOT เชียงราย จากท้องถิ่นสู่สากล

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพสูงในด้านผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น งานหัตถกรรมไม้สัก ผ้าทอพื้นเมือง สมุนไพร ภูมิปัญญาอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์เชิงศิลปะที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาเข้าสู่ระบบ CPOT อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงกับเทศกาลวัฒนธรรม การประกวด และงานแสดงสินค้าระดับประเทศ

การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรมและความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ กำลังผลักดันให้เชียงรายเป็น “ต้นแบบการท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงคุณภาพ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ตามนโยบาย Soft Power ระดับชาติ

วิเคราะห์และข้อเสนอเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

จากการดำเนินโครงการและผลการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่าความสำเร็จของ CPOT ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ

  1. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ – ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และความปลอดภัย
  2. เรื่องราวและอัตลักษณ์ – ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จคือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสื่อสารเรื่องราวของชุมชนได้อย่างชัดเจน
  3. ช่องทางการตลาด – จำเป็นต้องมีการจัดจำหน่ายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมกลยุทธ์การสื่อสารที่ทันสมัย

ดังนั้น การสร้างระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การบรรจุภัณฑ์ การทำตลาด และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป

สถิติและข้อมูลประกอบข่าว

  • จังหวัดเชียงรายมี ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จำนวนกว่า 128 รายการ ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงวัฒนธรรม (ข้อมูลปี 2567)
  • จำนวนชุมชนคุณธรรมในจังหวัดเชียงรายรวมทั้งสิ้น 182 ชุมชน (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, 2567)
  • การท่องเที่ยวในชุมชนยลวิถีในจังหวัดเชียงรายปี 2566 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 170,000 คน สร้างรายได้รวมกว่า 65 ล้านบาท
  • ผลิตภัณฑ์ CPOT ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้น ร้อยละ 18 ในปี 2566 (ข้อมูลจากระบบติดตามของกระทรวงวัฒนธรรม)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กระทรวงวัฒนธรรม, ระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT Database)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สสน. หนุน อบจ.เชียงราย! วางแผนรับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งแบบมืออาชีพ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เข้าหารือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำแบบรอบด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน-ระหว่าง-หลังเกิดภัยพิบัติ

การหารือระดับจังหวัดสู่การวางรากฐานระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ประเทศไทย, 7 พฤษภาคม 2568 – ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดประชุมหารือสำคัญระหว่างผู้แทนจาก สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กับ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวคิด และเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ

การประชุมครั้งนี้มี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานให้การต้อนรับพร้อมด้วย นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกฯ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านภัยพิบัติ เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้โดยละเอียดกับคณะจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกและระบบภูมิสารสนเทศที่แม่นยำสำหรับการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่

PDOSS กลไกสำคัญสู่การบริหารภัยพิบัติแบบเบ็ดเสร็จ

ในที่ประชุม นางอทิตาธรได้กล่าวถึงนโยบายหลักขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายที่ให้ความสำคัญกับการใช้ ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (Provincial Disaster One Stop Service: PDOSS) ซึ่งเป็นระบบที่นำมาใช้ในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทุกรูปแบบ

PDOSS ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลด้านภัยพิบัติและสาธารณภัยทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์
  • การจัดการเครือข่ายน้ำและการระบายน้ำ
  • การบริหารไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
  • การแจ้งเหตุและรับเรื่องร้องเรียนภัยพิบัติแบบจุดเดียว
  • ระบบเยียวยาผู้ประสบภัยแบบเบ็ดเสร็จ

ระบบดังกล่าวช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย

แผนบริหารจัดการน้ำกลยุทธ์ตั้งรับภัยพิบัติยุคใหม่

หนึ่งในหัวข้อหลักที่ถูกหยิบยกในการหารือครั้งนี้ คือการบริหารจัดการน้ำเชิงป้องกัน ที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความรุนแรงของผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม หรือภัยแล้ง

การวางแผนล่วงหน้าครอบคลุมตั้งแต่

  • การวิเคราะห์แหล่งน้ำต้นทุน
  • การก่อสร้างเขื่อน ฝาย และอ่างเก็บน้ำ
  • การจัดการเส้นทางระบายน้ำในเขตเมืองและชนบท
  • การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการใช้ระบบ แบบจำลองน้ำหลาก (Flood Simulation) ร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าและจัดการพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้า 3 – 7 วัน

การสร้างความร่วมมือระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ

ตัวแทนจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และระบบเทคโนโลยีสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่น โดยเน้นการส่งเสริมการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐระดับชาติ ระดับจังหวัด และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมในทุกระดับ

การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัยพิบัติ ไม่เพียงเป็นภารกิจของหน่วยงานเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วน ซึ่งการจัดทำ แผนรับมือภัยพิบัติรายตำบลและรายหมู่บ้าน กำลังถูกขยายผลอย่างจริงจังในจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ชุมชนมีความสามารถในการพึ่งตนเองเบื้องต้น ก่อนการเข้าช่วยเหลือจากหน่วยงานหลัก

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ยังได้ผลักดันโครงการติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ (Real-time water level sensors) ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจแบบทันสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

วิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางอนาคต

จากข้อมูลด้านการบริหารน้ำและภัยพิบัติของจังหวัดเชียงราย พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดเชียงรายเผชิญกับภัยธรรมชาติต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฤดูฝนและฤดูแล้งที่แปรปรวนอย่างรุนแรงจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวโน้มของ ความถี่ของน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มขึ้น 12% และ อัตราฝนเฉลี่ยต่อปีสูงขึ้นกว่า 20% จากค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี

ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นในการเร่งพัฒนาระบบจัดการน้ำให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะการปรับตัวเชิงโครงสร้างและการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ในปี 2567 จังหวัดเชียงรายประสบเหตุอุทกภัย รวม 9 ครั้ง กระจายทุกอำเภอหลัก
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติในปีเดียวสูงถึง 3,200 ล้านบาท
  • พื้นที่ที่อยู่ในโซนเสี่ยงน้ำท่วมตามแผนที่ GIS ของกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 147 หมู่บ้าน
  • อัตราฝนเฉลี่ยในฤดูฝนปี 2567 อยู่ที่ 1,698 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 17%
    (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน), สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)

สรุป

การหารือระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ในภาคเหนือของประเทศไทย ไม่เพียงเสริมสร้างการป้องกันภัยพิบัติอย่างยั่งยืน แต่ยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงของชีวิตประชาชนในพื้นที่ ผ่านความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วธ. จับมือ 111 ศิลปินเชียงราย Art for Earth สะท้อนวิกฤตโลก

เชียงราย ART FOR EARTH 2025 ศิลปะร่วมสมัยเพื่อปลุกพลังสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกสังคม

เปิดม่านศิลปะร่วมสมัยกลางหุบเขาเชียงราย

เชียงราย,7 พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายกลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังสร้างสรรค์ เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับศิลปินร่วมสมัยกว่า 111 คน เปิดนิทรรศการ CHIANG RAI ART FOR EARTH 2025 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย พร้อมด้วยผลงานศิลปะกว่า 140 ชิ้น ถ่ายทอดเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากภัยพิบัติผ่านมุมมองศิลปะที่ลึกซึ้ง

ศิลปะร่วมสมัย Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนทุนวัฒนธรรมและสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะร่วมสมัย เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยในระดับนานาชาติ การรวมตัวของศิลปินทั่วประเทศในโครงการนี้ ถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

ปลุกพลังเยาวชนผ่านศิลปะ เปลี่ยนโลกด้วยพู่กัน

โครงการครั้งนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมกับศิลปิน ไม่เพียงแต่เป็นผู้ชม แต่ยังเป็นผู้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกร้อน น้ำท่วม ภัยพิบัติ และผลกระทบต่อชุมชน เช่น กรณีน้ำท่วมเชียงรายปี 2567 ที่ส่งผลกระทบประชาชนกว่า 500,000 คน และสร้างความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาท

รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ แรงบันดาลใจเบื้องหลังโครงการ

รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินร่วมสมัยผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะไทย เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดนิทรรศการครั้งนี้ ด้วยความตั้งใจจะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจและเข้าถึงจิตใจคนทุกกลุ่ม

กิจกรรมสร้างสรรค์และการเรียนรู้เพื่อสังคม

โครงการนี้ประกอบด้วยกิจกรรมมากมาย ได้แก่

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการ
  • การเสวนาออนไลน์ทั่วประเทศ
  • การแสดงบทกวีและดนตรีสร้างแรงบันดาลใจ
  • นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่จริงและออนไลน์
  • การจัดทำหนังสือรวมผลงานเพื่อเผยแพร่ทั่วประเทศ

ศิลปะสร้างสังคม เปลี่ยนความคิด สู่วิธีปฏิบัติ

เป้าหมายของโครงการไม่ใช่แค่ความงามเชิงศิลป์ หากแต่ต้องการ

  1. สื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ
  2. กระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างเครือข่ายศิลปินและนักวิชาการ
  4. ยกระดับบทบาทของศิลปะร่วมสมัยเพื่อสังคม

พลังศิลปะในภาคเหนือ เชียงรายคือหัวใจ

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับด้วยความภาคภูมิใจว่า เชียงรายเป็นเมืองแห่งศิลปะ โดยเคยเป็นเจ้าภาพงาน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และโครงการ ART FOR EARTH ครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหม่อีกครั้ง พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และสร้างบุคลากรทางศิลปะรุ่นใหม่

สถานที่และระยะเวลาดำเนินการ

  • วันที่ 3 – 5 พฤษภาคม: ณ หอศิลป์ศรีดอนมูล อาร์ต สเปซ อ.เชียงแสน
  • วันที่ 7 – 31 พฤษภาคม: ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย

ศิลปะคือพลังที่เปลี่ยนแปลงโลกได้จริง

โครงการ CHIANG RAI ART FOR EARTH 2025 คือเวทีที่ศิลปินนำความรู้สึก ความคิด และพลังแห่งศิลปะมาหล่อหลอมเป็นพลังบวกให้สังคม ได้ตระหนักและลงมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • น้ำท่วมเชียงรายปี 2567 ส่งผลกระทบกว่า 500,000 คน
  • ความเสียหายจากน้ำท่วมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)
  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเขตเมืองเชียงรายในช่วงฤดูแล้งปี 2567 สูงกว่าค่ามาตรฐาน WHO กว่า 2.5 เท่า (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (www.disaster.go.th)
  • สำนักงานศิลปะร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (www.ocac.go.th)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

งบ 646 ล้านบาท ของเทศนครเชียงราย โอกาสที่คุณกำหนดได้เอง

งบประมาณเทศบาลนครเชียงราย ปี 2568 มูลค่า 646 ล้านบาท โอกาสและความท้าทายในการพัฒนาท้องถิ่น

ประเทศไทย, 7 พฤษภาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งบประมาณท้องถิ่นคือหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงการพัฒนาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีเทศบาลรวมกันถึง 574 แห่ง ประกอบด้วยเทศบาลนคร 6 แห่ง เทศบาลเมือง 31 แห่ง และเทศบาลตำบล 537 แห่ง ในจำนวนนี้ จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น โดยเทศบาลนครเชียงรายได้รับความสนใจอย่างมากจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 มูลค่ารวม 646,624,800 บาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความท้าทายในการบริหารจัดการเมืองที่มีประชากร 77,911 คน บนพื้นที่ 60.85 ตารางกิโลเมตร การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวเชียงรายจะมีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองผ่านการเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน

ความสำคัญของงบประมาณท้องถิ่น

งบประมาณท้องถิ่นเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการพัฒนาในระดับชุมชน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเทศบาลทั้งสิ้น 73 แห่ง รองจากจังหวัดเชียงใหม่ที่มีถึง 121 แห่ง งบประมาณของเทศบาลนครเชียงรายในแต่ละปีมาจากสามแหล่งหลัก ได้แก่ (1) รายได้จากการจัดเก็บเอง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีโรงเรือน และภาษีป้าย (2) งบประมาณจากการจัดสรรของรัฐบาล เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต และ (3) เงินอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งในรูปแบบทั่วไปและเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภารกิจและโครงการพัฒนาท้องถิ่น

ในปีงบประมาณ 2568 เทศบาลนครเชียงรายได้รับงบประมาณรวม 646,624,800 บาท ลดลงจากปี 2567 จำนวน 10,182,800 บาท ซึ่งได้รับงบประมาณรวม 656,807,600 บาท การลดลงของงบประมาณในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม ประชากร 77,911 คนของเทศบาลนครเชียงราย ประกอบด้วยผู้หญิง 41,192 คน และผู้ชาย 36,719 คน มีความหลากหลายทั้งในด้านอายุ เพศ และความต้องการ การจัดสรรงบประมาณจึงต้องคำนึงถึงความครอบคลุมและความเท่าเทียม เพื่อให้ทุกกลุ่มในสังคมได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

สถานะการคลังและการบริหารงบประมาณ

จากข้อมูลของฝ่ายแผนงานและงบประมาณ กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย สถานะการคลังในปีงบประมาณ 2567 (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2567) แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของเทศบาล ดังนี้

  • เงินฝากธนาคาร: 672,992,744.27 บาท
  • เงินสะสม: 44,641,036.42 บาท
  • เงินทุนสำรองเงินสะสม: 0.00 บาท
  • รายการกันเงินไว้แบบก่อหนี้ผูกพันและยังไม่ได้เบิกจ่าย: 4 โครงการ รวม 14,760,789.00 บาท
  • รายการกันเงินไว้โดยยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน: 18 โครงการ รวม 69,139,200.00 บาท
  • เงินกู้คงค้าง: 92,994,648.21 บาท

สถานะการคลังดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งอย่างไรก็ตาม การที่มีเงินกู้คงค้างถึงเกือบ 93 ล้านบาท และงบประมาณที่ลดลงจากปีก่อนหน้า ทำให้การจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ต้องเน้นความคุ้มค่าและการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด

ในส่วนของการบริหารงบประมาณในปี 2566 เทศบาลนครเชียงรายมีรายรับจริงรวม 912,797,893.31 บาท แบ่งเป็น

  • หมวดภาษีอากร: 142,775,013.07 บาท
  • หมวดค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และใบอนุญาต: 17,277,750.79 บาท
  • หมวดรายได้จากทรัพย์สิน: 10,048,864.81 บาท

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเมืองในด้านต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม การที่งบประมาณในปี 2568 ลดลงจากปีก่อนหน้า ทำให้ผู้บริหารต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดสรรงบประมาณปี 2568 ความท้าทายและโอกาส

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ของเทศบาลนครเชียงรายครอบคลุมหลากหลายแผนงานที่มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย

  • แผนงานบริหารงานทั่วไป: มุ่งเน้นการบริหารจัดการภายในและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนสำหรับนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี และพนักงานเทศบาล
  • แผนงานการศึกษา: สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชน
  • แผนงานสาธารณสุข: เสริมสร้างระบบสาธารณสุขและการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาด รวมถึงการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในช่วงที่มีโรคระบาด
  • แผนงานสังคมสงเคราะห์: จัดสรรเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (95,845,200 บาท) และเบี้ยความพิการ (15,784,800 บาท) เพื่อสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับบำนาญ (1,470,000 บาท)
  • แผนงานโยธาและอุตสาหกรรม: รวมถึงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดินตามสัญญาเลขที่ 2192/40/2565 และการบำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน
  • แผนงานการจัดการภัยพิบัติ: เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมและไฟป่า ที่เกิดถี่ขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ
  • แผนงานการท่องเที่ยว: ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรถรางและรถโค้ช เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากนี้ งบประมาณเฉพาะการสถานธนานุบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของเทศบาล มีรายรับรวม 52,030,500 บาท และรายจ่ายที่ครอบคลุมการบริหารจัดการสถานธนานุบาล เช่น ค่าตอบแทนพนักงาน ค่าบำรุงรักษาทรัพย์สิน และเงินทดแทนท้องถิ่นร้อยละ 30 (7,200,000 บาท) การบริหารจัดการสถานธนานุบาลนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลในการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ความท้าทายหลักของเทศบาลนครเชียงรายในปี 2568 คือการบริหารงบประมาณที่ลดลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป ผู้บริหารคนใหม่จะต้องเผชิญกับคำถามสำคัญ เช่น

  • จะจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการเร่งด่วนและการพัฒนาในระยะยาว?
  • จะบริหารจัดการหนี้กู้ยืมที่คงค้างอยู่เกือบ 93 ล้านบาทอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต?
  • จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นอย่างไร เพื่อลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล?

วิสัยทัศน์และความคาดหวัง

งบประมาณครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกำหนดทิศทางการใช้จ่ายของเทศบาล แต่ยังเป็นโอกาสที่ผู้บริหารท้องถิ่นจะแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะมาถึงจึงไม่เพียงแต่เป็นการเลือกผู้นำ แต่ยังเป็นการเลือกวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะกำหนดอนาคตของเมือง ผู้สมัครที่สามารถนำเสนอแผนการบริหารงบประมาณที่ชัดเจน โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ จะมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการจัดสรรเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลในการดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคม นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน และการจัดการภัยพิบัติ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้กับประชาชนในระยะยาว โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยรถรางและรถโค้ช จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การบริหารงบประมาณ 646 ล้านบาทในปี 2568 ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนายกเทศมนตรีคนใหม่ โดยเฉพาะในบริบทที่งบประมาณลดลงและความคาดหวังของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการต่อยอดงบประมาณเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน เช่น

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบไฟฟ้า และการจัดการน้ำท่วม จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับประชาชน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น: การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับชุมชน
  • การดูแลกลุ่มเปราะบาง: การจัดสรรเงินเบี้ยยังชีพและการพัฒนาระบบสวัสดิการจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการ
  • การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ: การลงทุนในระบบเตือนภัยและการจัดการภัยพิบัติจะช่วยลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น

โอกาสและบทบาทของผู้นำท้องถิ่น

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนชาวเชียงรายจะมีส่วนกำหนดอนาคตของเมือง ผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้ง งบประมาณ 646 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาเมืองให้ก้าวหน้า ผู้สมัครที่สามารถนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า

หนึ่งในโอกาสสำคัญของผู้บริหารคนใหม่คือการต่อยอดงบประมาณเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมือง นอกจากนี้ การบริหารจัดการหนี้กู้ยืมที่คงค้างอยู่เกือบ 93 ล้านบาทจะเป็นบททดสอบความสามารถของผู้บริหารในการรักษาความสมดุลทางการคลัง

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ประชาชนชาวเชียงรายจะแสดงพลังในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง สิทธิและอำนาจในการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนสามารถใช้เพื่อเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่มในสังคม การเลือกผู้นำที่มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบจะช่วยให้งบประมาณ 646 ล้านบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของบริบทงบประมาณท้องถิ่นในภาคเหนือและจังหวัดเชียงราย ต่อไปนี้คือสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนเทศบาลในภาคเหนือ: 574 แห่ง (เทศบาลนคร 6 แห่ง, เทศบาลเมือง 31 แห่ง, เทศบาลตำบล 537 แห่ง)
    ที่มา: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2567
  • จังหวัดที่มีเทศบาลมากที่สุดในภาคเหนือ: เชียงใหม่ (121 แห่ง), เชียงราย (73 แห่ง), ลำปาง (43 แห่ง)
    ที่มา: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2567
  • งบประมาณเทศบาลนครเชียงราย ปี 2568: 646,624,800 บาท (ลดลง 10,182,800 บาท จากปี 2567)
    ที่มา: ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย, 2567
  • รายรับจริงของเทศบาลนครเชียงราย ปี 2566: 912,797,893.31 บาท (ภาษีอากร 142,775,013.07 บาท, ค่าธรรมเนียม 17,277,750.79 บาท, รายได้จากทรัพย์สิน 10,048,864.81 บาท)
    ที่มา: ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย, 2567
  • ประชากรเทศบาลนครเชียงราย: 77,911 คน (ชาย 36,719 คน, หญิง 41,192 คน)
    ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567
  • เงินกู้คงค้างของเทศบาลนครเชียงราย: 92,994,648.21 บาท (ณ 31 กรกฎาคม 2567)
    ที่มา: ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ เทศบาลนครเชียงราย, 2567
  • งบประมาณสถานธนานุบาล ปี 2568: รายรับ 52,030,500 บาท, รายจ่ายรวมค่าบำรุงรักษาและเงินทดแทนท้องถิ่น 7,200,000 บาท
    ที่มา: รายงานรายละเอียดประมาณการรายรับ-รายจ่ายสถานธนานุบาล, เทศบาลนครเชียงราย, 2567

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเทศบาลนครเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างยั่งยืน การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวเชียงรายจะมีส่วนกำหนดอนาคตของเมืองผ่านการเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่มในสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE