Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

นิทรรศการ Elements of Nature โดยพุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปะเหนือจริงที่ชวนคนเชียงรายทวงคืนอากาศสะอาด

นิทรรศการ Elements of Nature กับคำถามใหญ่ของเชียงราย

เชียงราย,14 มีนาคม 2569 – ในเดือนมีนาคม 2569 ไม่ได้มีเพียงบรรยากาศของเมืองศิลปะที่ยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่ยังมีอีกฉากหนึ่งที่คนในพื้นที่คุ้นเคยดี นั่นคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม อากาศ และความเปราะบางของชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับฝุ่นควันและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ในจังหวะเวลาแบบนี้ นิทรรศการ Elements of Nature โดย พุทธรักษ์ ดาษดา จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นพื้นที่ให้คนเดินดูภาพหรือถ่ายรูปกับงานศิลปะเท่านั้น หากกำลังทำหน้าที่คล้ายกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่อยู่รอบตัวอย่างเงียบแต่ชัดเจน งานนี้เปิดแสดงที่ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569 เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้มูลนิธิมดชนะภัยเพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาผ่านการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย

เมื่อศิลปะไม่ได้หยุดอยู่ที่ความงาม

ถ้ามองเพียงผิวหน้า งานนี้คือการจัดแสดง จิตรกรรมและประติมากรรมไม้ ที่เล่าเรื่องธรรมชาติผ่านแสงแดด ดิน น้ำ ลม พืช สัตว์ และมนุษย์ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดของนิทรรศการให้ครบ จะเห็นว่าแกนแท้ของงานไม่ได้อยู่ที่การบรรยายความสวยงามของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่าทุกองค์ประกอบล้วนพึ่งพาซึ่งกันและกัน และกำลังเผชิญแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน งานลักษณะนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อจัดขึ้นในเชียงราย เมืองที่มีฐานทางวัฒนธรรมแข็งแรง มีเครือข่ายศิลปินเข้มข้น และในเวลาเดียวกันก็เผชิญโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง การเปิดนิทรรศการในพื้นที่บ้านเก่าแก่ของบ้านสิงหไคลจึงเหมือนทำให้ผู้ชมไม่ได้เพียงมองงาน แต่ได้เดินเข้าไปอยู่ในบทสนทนาระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์เมือง และอนาคตของชุมชนพร้อมกัน ข่าวชิ้นนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าข่าวกิจกรรมศิลปะทั่วไป เพราะมันแตะทั้งมิติทางวัฒนธรรม สุขภาพสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับที่จับต้องได้

จุดเริ่มต้นของงานที่บ้านสิงหไคล

บ้านสิงหไคลไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงานธรรมดา แต่เป็นอาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าหนึ่งศตวรรษที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2460 และภายหลังได้รับการใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ของมูลนิธิมดชนะภัย รวมถึงพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยในเชียงราย แง่นี้ทำให้นิทรรศการ Elements of Nature มีพลังเชิงบรรยากาศอย่างชัดเจน เพราะตัวสถานที่เองก็เป็นเหมือนหลักฐานของเวลา การเปลี่ยนผ่าน และการอยู่ร่วมกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ในเชิงข่าว พื้นที่ลักษณะนี้ช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ชมจากการ “ชมงาน” ไปสู่การ “อ่านบริบท” ได้ลึกขึ้น ผู้ชมไม่ได้ยืนอยู่ในห้องขาวแบบแกลเลอรีสมัยใหม่ แต่ยืนอยู่ในบ้านพักโบราณยุคมิชชันนารีที่แบกประวัติศาสตร์เมืองไว้ในโครงสร้างเดียวกันกับงานศิลปะร่วมสมัย จึงไม่แปลกที่หลายหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมและสื่อศิลปะจะช่วยประชาสัมพันธ์งานนี้ เพราะสถานที่และเนื้อหาสนับสนุนกันอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุใดงานนี้จึงถูกจับตาในจังหวะเวลานี้

คำตอบอยู่ที่เวลาและบริบทของเชียงรายเอง ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานหลายวันต่อเนื่องว่าพื้นที่ในเชียงรายมีค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีบางวันค่าฝุ่นในบางจุดแตะระดับเกิน 50 หรือเกิน 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เช่น แม่สาย เชียงของ และเขตเมืองเชียงรายในบางวันของต้นเดือนมีนาคม ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ประเด็นเรื่องอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่รับรู้ผ่านลมหายใจทุกวัน เมื่อมีนิทรรศการที่เชื่อมรายได้ไปสู่โครงการลดการเผาและสนับสนุนการผลิต Biochar งานศิลปะจึงไม่ได้ลอยอยู่เหนือชีวิตจริง แต่กำลังวางตัวเองลงบนปัญหาที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้งานนี้มีสถานะเป็นทั้งข่าวศิลปะและข่าวสาธารณะในเวลาเดียวกัน

รู้จักศิลปินผู้แปลงธรรมชาติเป็นภาษาภาพ

พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นศิลปินอิสระชาวเชียงราย เกิดปี 2529 และเป็นเจ้าของ ดาษดาสตูดิโอ เธอจบการศึกษาสาขาทัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และเคยมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการวาดภาพพฤกษศาสตร์ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ของมหาวิทยาลัย ประสบการณ์ดังกล่าวสำคัญมาก เพราะมันทำให้งานของเธอไม่ได้เริ่มจากการมองธรรมชาติอย่างผิวเผิน แต่เกิดจากการสังเกตระบบนิเวศจริง ทั้งพืช แมลง สัตว์ ฤดูกาล และวัฏจักรการผุพังย่อยสลาย ข้อมูลจากประกาศนิทรรศการและสื่อที่เคยสัมภาษณ์ศิลปินสะท้อนตรงกันว่า งานของพุทธรักษ์มีลักษณะผสมระหว่างความสมจริงกับความเหนือจริง เธอหยิบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดรวมถึงมนุษย์มาประกอบกันเป็นภาพที่ชวนตีความ แต่ยังคงยึดโยงกับความจริงของธรรมชาติอยู่เสมอ ผลลัพธ์คือผลงานที่ดูงดงามในระยะแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะพบชั้นความคิดเรื่องความสัมพันธ์ ความเปราะบาง และการเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ภายใน

พุทธรักษ์ ดาษดา จากพฤกษศาสตร์สู่โลกเหนือจริง

เส้นทางของพุทธรักษ์น่าสนใจตรงที่เธอไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างภาพแฟนตาซีลอยตัว แต่เริ่มจากการมองโลกจริงอย่างละเอียดก่อน แล้วค่อยเปิดพื้นที่ให้จินตนาการเข้าไปประสานกับความจริง จากข้อมูลประกอบนิทรรศการและบทสัมภาษณ์ที่ผู้จัดเตรียมไว้ เธออธิบายว่าการทำงานของตนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเขียนพืช ดอกไม้ หรือแมลง แต่รวมถึง “ตัวเรา” ในฐานะสัญลักษณ์ของมนุษย์ด้วย นั่นทำให้งานไม่ได้พูดถึงธรรมชาติในแบบที่มนุษย์เป็นคนนอก หากพูดในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรเดียวกัน วิธีคิดเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อการตีความ เพราะผู้ชมจะไม่สามารถยืนมองธรรมชาติจากระยะปลอดภัยได้อีกต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าตัวเองก็อยู่ในระบบเดียวกับแสงแดด ดิน น้ำ ลม และสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งหมด เมื่อศิลปินใช้แนวทางเหนือจริงเข้ามาผสม ความหมายของงานจึงไม่ปิดตายอยู่ที่คำอธิบายเดียว แต่เปิดให้คนดูเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ด้วย

ภาพวาด ประติมากรรมไม้ และมนุษย์ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าจับตามองอีกประการคือการใช้ทั้ง จิตรกรรม และ ประติมากรรมไม้ ร่วมกัน การใช้วัสดุและรูปแบบที่ต่างกันช่วยให้เรื่อง “ธรรมชาติ” ไม่ได้ถูกเล่าในมิติเดียว ภาพวาดเปิดพื้นที่ของอารมณ์และการตีความ ขณะที่งานไม้มีน้ำหนักทางวัตถุและความรู้สึกสัมผัสมากกว่า ยิ่งเมื่อนำไปจัดวางในบ้านโบราณที่มีวัสดุไม้และพื้นผิวเก่าจริงอยู่แล้ว ผู้ชมจะยิ่งรู้สึกว่าศิลปะไม่ได้ถูกแยกออกจากสิ่งแวดล้อม แต่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างแนบเนียน จากคำอธิบายของศิลปินที่ผู้จัดงานเผยแพร่ งานชุดนี้ต้องการบันทึกความธรรมดาของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ผู้คนมักมองข้าม หรือภาพธรรมชาติที่อาจหายไปในวันหนึ่ง ความคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่กลับหนักแน่นมาก เพราะมันเตือนว่าความสูญเสียครั้งใหญ่จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์รุนแรงเสมอไป บางครั้งเริ่มจากการที่ผู้คนคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งสำคัญหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว

บ้านสิงหไคล พื้นที่จัดแสดงที่มีความหมายมากกว่าสถานที่

ในเชิงข่าวศิลปะ สถานที่จัดแสดงมักถูกเขียนเพียงเป็นข้อมูลกำกับ แต่สำหรับงานนี้ บ้านสิงหไคลคือองค์ประกอบหนึ่งของเรื่องเล่าอย่างชัดเจน อาคารแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญของเชียงราย และได้รับการใช้เป็นพื้นที่สร้างกิจกรรมทางศิลปะและสังคมอย่างต่อเนื่อง การที่มูลนิธิมดชนะภัยใช้พื้นที่นี้ทั้งในฐานะที่ทำการ พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ศิลปะ ทำให้บ้านสิงหไคลกลายเป็นตัวอย่างของการใช้มรดกทางสถาปัตยกรรมให้มีชีวิตร่วมกับปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่ถูกเก็บเงียบไว้เบื้องหลังเชือกกั้น การชม Elements of Nature ในบริบทเช่นนี้จึงเสมือนการเดินผ่านสามชั้นเวลาไปพร้อมกัน ชั้นแรกคืออดีตของตัวอาคาร ชั้นที่สองคือปัจจุบันของงานศิลปะ และชั้นที่สามคืออนาคตของชุมชนที่งานพยายามเชื่อมไปถึงผ่านโครงการสิ่งแวดล้อม ความหมายของงานจึงไม่จบเมื่อผู้ชมออกจากห้องนิทรรศการ แต่ยังต่อเนื่องไปถึงคำถามว่าเมืองจะดูแลธรรมชาติและมรดกของตัวเองอย่างไรในระยะยาว

บ้านเก่าแก่ที่กลายเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย

จากข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวทางการและข้อมูลของ Thailand Biennale บ้านสิงหไคลเป็นอาคารที่มีประวัติยาวนานเกิน 100 ปี สร้างขึ้นในบริบทของงานมิชชันนารีตะวันตกในเชียงรายก่อนจะถูกบูรณะและเปิดบทบาทใหม่ในฐานะพื้นที่สาธารณะทางศิลปะ สิ่งนี้ทำให้ที่นี่ไม่ใช่เพียงฉากสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างมีความหมาย สำหรับงานที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและโลกที่เชื่อมถึงกัน สถานที่เช่นนี้ยิ่งทำให้เนื้อหางานคมชัดขึ้น เพราะตัวบ้านเองก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงและการดูแลรักษามาเช่นกัน เมื่อผู้ชมก้าวเข้าไปในพื้นที่ จึงเหมือนได้พบทั้งงานศิลปะและบทเรียนเรื่องการอนุรักษ์ในคราวเดียวกัน นี่เป็นจุดแข็งเชิงสื่อสารที่ทำให้งานมีเสน่ห์และคุณค่าต่อคนทำข่าว เพราะภาพรวมทั้งหมดสามารถเล่าเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลื่นไหล ไม่แยกขาดเป็นส่วน ๆ

บรรยากาศของสถานที่กับการตีความงาน

บรรยากาศของบ้านสิงหไคลมีผลต่อวิธีอ่านงานอย่างมาก บ้านไม้เก่า ผนัง พื้นผิว แสงธรรมชาติ และจังหวะของพื้นที่ภายใน ล้วนช่วยลดความรู้สึกเป็นทางการแบบพิพิธภัณฑ์ลง แล้วเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดแทน ผู้ชมจึงมีแนวโน้มจะไม่ได้มองงานอย่างรีบเร่ง แต่ค่อย ๆ ซึมซับความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรง สี วัสดุ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว นี่สอดคล้องกับสิ่งที่ศิลปินสื่อผ่านข้อมูลที่ผู้จัดเตรียมไว้ว่า งานของเธอเกิดจากการเฝ้ามองสภาวะแวดล้อมจริง และอยากสะกิดให้ผู้คนสังเกตสิ่งธรรมดาที่อาจเลือนหายไปในอนาคต ในแง่นี้ บ้านสิงหไคลทำหน้าที่เหมือนขยาย “อารมณ์ของงาน” ให้ชัดขึ้นอีกระดับ เพราะตัวสถานที่เองก็ชวนให้ผู้ชมช้าลง มองนานขึ้น และรู้สึกถึงเวลาที่ไหลผ่านธรรมชาติและสังคมพร้อมกัน นั่นทำให้การชมงานครั้งนี้มีคุณสมบัติของการใคร่ครวญ ไม่ใช่แค่การเสพความงามแบบฉาบฉวย

แกนกลางของนิทรรศการที่พูดกับเชียงรายโดยตรง

หากต้องสรุปใจความหลักของ Elements of Nature ให้กระชับที่สุด คงพูดได้ว่านี่คืองานที่พยายามทำให้ผู้คนเห็นว่า “ธรรมชาติไม่ใช่ของไกลตัว” และ “การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ข่าวของใครคนอื่น” จากคำอธิบายของนิทรรศการ ธรรมชาติในงานไม่ได้มีแค่ต้นไม้หรือสัตว์ แต่รวมมนุษย์อยู่ในวงจรเดียวกันด้วย มุมมองเช่นนี้สำคัญมากต่อการสื่อสารสาธารณะ เพราะมันตัดวิธีคิดแบบแยกส่วนออกไป เมื่อปัญหาฝุ่นควันเกิดขึ้น มนุษย์ไม่ได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับธรรมชาติ แต่เป็นทั้งผู้ได้รับผลกระทบและเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาเหตุด้วย การนำประเด็นนี้มาพูดผ่านศิลปะทำให้เนื้อหาเข้าถึงผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ดีกว่าภาษาทางวิชาการหรือรายงานเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว มันอาจไม่ให้คำตอบตรงไปตรงมาเหมือนรายงานวิจัย แต่ให้สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือความรู้สึกร่วมและแรงสะท้อนภายในที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในระยะยาว

ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลัง แต่เป็นชีวิตที่เชื่อมถึงกัน

ในโลกข่าวสารปัจจุบัน คนมักเห็นประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรายวัน เช่น วันนี้ค่าฝุ่นเท่าไร มีจุดความร้อนกี่จุด หรือพื้นที่ใดได้รับผลกระทบหนักที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จำเป็น แต่บางครั้งก็ทำให้ผู้คนติดอยู่กับการรับรู้แบบแยกตอน งานของพุทธรักษ์พยายามพาผู้ชมกลับไปเห็นโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือธรรมชาติในฐานะเครือข่ายชีวิตที่เชื่อมถึงกันทุกส่วน แสงแดด ดิน น้ำ ลม พืช สัตว์ และมนุษย์ ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวเหมือนตัวละครคนละเรื่อง แต่พึ่งพากันตลอดเวลา เมื่อส่วนหนึ่งเสียสมดุล อีกหลายส่วนย่อมสะเทือนตามไปด้วย ความคิดแบบนี้ฟังดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นสิ่งที่สังคมมักหลงลืม เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่ผลักให้ผู้คนมองผลกระทบแบบเฉพาะหน้า งานศิลปะจึงเข้ามาทำหน้าที่เหมือนหยุดเวลา แล้วชวนให้คนกลับไปมองภาพใหญ่ของความสัมพันธ์เหล่านี้อีกครั้ง

เมื่อความเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเริ่มปรากฏในผืนผ้าใบ

จากบทสัมภาษณ์ประกอบที่ผู้จัดงานจัดเตรียม ศิลปินชี้ชัดว่าในช่วงที่ผ่านมา เธอเห็นสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่ากังวลมากขึ้น ทั้งมลพิษและผลกระทบที่พบระหว่างการออกไปสำรวจโลกธรรมชาติเพื่อหาแรงบันดาลใจ ความสำคัญของคำพูดนี้อยู่ที่มันไม่ได้มาจากนักวิเคราะห์นโยบายหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่มาจากคนทำงานศิลปะที่ใช้เวลาสังเกตธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงผ่านประสบการณ์ตรง นี่ทำให้น้ำเสียงของงานไม่ใช่การรณรงค์แบบประกาศคำขวัญ แต่เป็นการสะกิดด้วยความรู้สึกจริง ศิลปินไม่ได้อ้างว่างานของตนจะเปลี่ยนโลกได้ทันที หากเพียงหวังว่าผู้ชมจะมองเห็นสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปและไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นเพียงภาพบันทึกในแคนวาสเท่านั้น น้ำเสียงแบบนี้เองที่ทำให้งานน่าเชื่อถือในเชิงอารมณ์ และส่งผลให้ข่าวชิ้นนี้มีความลึกมากกว่าการรายงานกำหนดการนิทรรศการทั่วไป

จากการชมงานสู่การลงมือช่วยชุมชน

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้งานนี้โดดเด่นอย่างชัดเจนคือการประกาศว่าจะนำ รายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิมดชนะภัย เพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจากศิลปะในฐานะการสื่อสาร ไปสู่ศิลปะในฐานะกลไกสนับสนุนการลงมือทำจริง ในมุมของคนอ่านข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้มีมูลค่ามาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่างานสร้างสรรค์สามารถเชื่อมไปสู่การจัดการปัญหาสาธารณะได้ ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นธีมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความหมายของข่าวจึงไม่ได้อยู่แค่การมีนิทรรศการใหม่ในเชียงราย แต่คือการเห็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาคศิลปะกับภาคสังคม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หลายเมืองทั่วโลกพยายามผลักดัน แต่ในระดับท้องถิ่นยังไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก การที่โครงการนี้เกิดขึ้นในเชียงราย จึงมีนัยเชิงแบบอย่างต่อวงการสร้างสรรค์ท้องถิ่นด้วย

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อไปที่ใด

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของงานระบุตรงกันหลายแหล่งว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้ มูลนิธิมดชนะภัย เพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar ความชัดเจนของวัตถุประสงค์เช่นนี้สำคัญมากต่อความน่าเชื่อถือ เพราะผู้ชมรู้ตั้งแต่ต้นว่าการซื้อผลงานหรือของที่ระลึกไม่ได้จบแค่การเป็นเจ้าของงานศิลปะ แต่ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของพื้นที่ ในภาวะที่ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่คลุมเครือ การประกาศจุดหมายของเงินอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสำหรับงานข่าว การมีเส้นทางของเงินที่ตรวจสอบได้ก็ช่วยลดความกำกวมในการนำเสนอ ทำให้ข่าวสามารถชี้ให้เห็น “ผลลัพธ์ทางสังคม” ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่รายงานเพียงอุดมการณ์หรือถ้อยคำสวยงามที่วัดผลไม่ได้

โครงการ Biochar กับความหวังเรื่องปอดสะอาดของคนเชียงราย

ในเชิงวิชาการ Biochar คือวัสดุคล้ายถ่านที่ได้จากการให้ความร้อนกับชีวมวลภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำหรือแทบไม่มีออกซิเจน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติอธิบายว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพทั้งด้านการปรับปรุงดินและการกักเก็บคาร์บอนระยะยาว เมื่อถูกนำไปใช้กับเศษวัสดุชีวมวล ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางจัดการของเหลือทางเกษตรโดยไม่ต้องจบลงที่การเผากลางแจ้งทั้งหมด แน่นอนว่า Biochar ไม่ใช่คำตอบเดียวของปัญหาฝุ่นควัน และไม่ควรถูกนำเสนอเกินจริงว่าแก้ได้ทุกอย่าง แต่การที่มูลนิธิมดชนะภัยผลักดันโครงการลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ คือพยายามหาวิธีเปลี่ยนของเหลือให้มีคุณค่าแทนการกลายเป็นแหล่งควันพิษ เมื่อเชื่อมกับสถานการณ์ PM2.5 ของเชียงรายในช่วงมีนาคม 2569 ข่าวนี้จึงมีนัยเชิงปฏิบัติ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาษาสัญลักษณ์ของศิลปะเพียงอย่างเดียว

สถานการณ์ PM2.5 ของเชียงรายในเดือนมีนาคม 2569

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าสนใจในเชิงข่าวมากขึ้น คือมันเปิดขึ้นตรงช่วงที่เชียงรายยังอยู่ในกรอบความกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ในหลายวันช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่ามีพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง บางพื้นที่แตะระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และบางวันสูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ถูกหยิบมาเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่ออธิบายว่าทำไมงานศิลปะที่พูดเรื่องธรรมชาติและนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการลดการเผาจึงมีความหมายกับคนเชียงรายในเวลานี้ การมีข้อมูลจริงรองรับทำให้ข่าวไม่ลอยไปทางอารมณ์อย่างเดียว แต่ยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ด้วย นี่คือรูปแบบการสื่อสารข่าวที่สมดุลระหว่างความรู้สึกและข้อมูล ซึ่งเหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการใช้ข่าวไปประกอบการตัดสินใจหรือทำงานเชิงชุมชนต่อยอด

ศิลปะจะเปลี่ยนอะไรได้จริงแค่ไหน

คำถามนี้สำคัญและควรถามอย่างตรงไปตรงมา ศิลปะหนึ่งนิทรรศการไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่นควันหรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าศิลปะไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม งานแบบนี้มีคุณค่าตรงที่มันเปิดพื้นที่ให้สังคมมองปัญหาด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง จากเดิมที่ผู้คนอาจรับรู้เรื่องฝุ่นผ่านตัวเลขและประกาศรายวัน งานศิลปะทำให้ปัญหากลายเป็นเรื่องที่สัมผัสได้ทางอารมณ์และคุณค่าชีวิต ขณะเดียวกัน เมื่อมีการเชื่อมรายได้ไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรม มันก็ขยับจากการ “รับรู้” ไปสู่การ “มีส่วนร่วม” อย่างน้อยในระดับหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนโลกทั้งใบในทันที แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่คนหนึ่งคนมองความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับธรรมชาติ และบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงระดับชุมชนก็เริ่มจากสิ่งเล็กเช่นนี้เอง

มิติข่าวที่ผู้อ่านควรจับตา

ถ้าจะอ่านข่าวนี้ให้ครบ ไม่ควรมองเพียงมิติของงานเปิดตัวนิทรรศการ แต่ควรเห็นอย่างน้อยสามชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือข่าววัฒนธรรมและศิลปะ เพราะนี่เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของศิลปินเชียงรายที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง ชั้นที่สองคือข่าวสิ่งแวดล้อม เพราะเนื้อหางานและเป้าหมายของรายได้โยงเข้ากับปัญหาอากาศและการลดการเผาโดยตรง ชั้นที่สามคือข่าวชุมชน เพราะบ้านสิงหไคลและมูลนิธิมดชนะภัยกำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมภาคศิลปะกับภาคสาธารณะให้ทำงานร่วมกันได้จริง เมื่อนำทั้งสามชั้นมาซ้อนกัน ข่าวชิ้นนี้จึงมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากกว่าการรู้ว่า “มีนิทรรศการใหม่” เพราะมันกำลังบอกว่าศิลปะในเชียงรายกำลังขยับบทบาทจากการเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะอย่างจริงจัง และนั่นคือพัฒนาการสำคัญที่ควรถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

ประเด็นเด่นที่กระทบชีวิตและชุมชน

ประเด็นเด่นที่สุดของข่าวนี้คือการที่งานศิลปะเชื่อมตรงกับโจทย์สิ่งแวดล้อมของจังหวัดในช่วงเวลาจริง ไม่ใช่เพียงหยิบประเด็นสีเขียวมาใช้เป็นฉากหลัง ประเด็นต่อมาคือความชัดเจนของผลลัพธ์สาธารณะจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าการสนับสนุนงานจะส่งผลต่ออะไรต่อไป อีกประเด็นสำคัญคือการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ผ่านการเปิดให้ชมฟรี ต่างจากงานศิลปะบางประเภทที่ถูกจำกัดอยู่ในวงเฉพาะ นี่ทำให้โอกาสเกิดการรับรู้ข้ามกลุ่มสูงขึ้น และเอื้อต่อการขยายบทสนทนาเรื่องสิ่งแวดล้อมออกไปสู่สังคมวงกว้างมากขึ้น ในมุมข่าวชุมชน นี่คือคุณค่าที่จับต้องได้ชัดเจน

ประเด็นรองที่สะท้อนบทบาทใหม่ของวงการศิลปะ

ส่วนประเด็นรองที่ไม่ควรมองข้ามคือบทบาทของศิลปินท้องถิ่นในฐานะผู้สังเกตการณ์สังคม ศิลปินอย่างพุทธรักษ์ไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตงานเพื่อความงามเพียงอย่างเดียว แต่กำลังทำหน้าที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมผ่านภาษาภาพด้วย อีกด้านหนึ่ง มูลนิธิมดชนะภัยและบ้านสิงหไคลก็สะท้อนโมเดลของสถาบันทางสังคมที่ใช้พื้นที่ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารประเด็นสาธารณะ หากแนวทางนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เชียงรายมีระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงยิ่งขึ้น คือมีทั้งศิลปิน พื้นที่จัดแสดง และองค์กรสาธารณะที่ทำงานเชื่อมกัน ไม่ใช่ทำงานต่างคนต่างอยู่ นี่อาจเป็นประเด็นที่ดูรองลงมา แต่ในระยะยาวกลับมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองไม่น้อยไปกว่าตัวนิทรรศการเอง

บทสรุปสำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปดูหรือไม่

สำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปชมนิทรรศการนี้ดีหรือไม่ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนชอบศิลปะมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณอยากเข้าใจเชียงรายในช่วงเวลานี้ลึกขึ้นหรือไม่ เพราะ Elements of Nature ไม่ได้ชวนให้เราไปดูเพียงภาพสวยหรือประติมากรรมที่จัดวางอย่างมีรสนิยม แต่ชวนให้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ สุขภาพของชุมชน และบทบาทของคนธรรมดาในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แม้งานจะไม่ได้ส่งเสียงดัง แต่กลับมีน้ำหนักในแบบที่ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดของผู้ชม ยิ่งเมื่อรู้ว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อไปสนับสนุนโครงการลดการเผาและการผลิต Biochar งานนี้ก็ยิ่งมีมิติที่เกินกว่าการชมศิลปะทั่วไป สำหรับเมืองอย่างเชียงรายที่กำลังต่อรองกับทั้งโอกาสทางวัฒนธรรมและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ข่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องเบาเลย หากเป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่งานสร้างสรรค์กำลังพยายามเข้าไปอยู่กลางโจทย์สาธารณะอย่างสงบ แต่จริงจัง

ข้อมูลการเข้าชมที่ควรรู้

นิทรรศการ Elements of Nature จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของบ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ร่วมเผยแพร่ข่าวสารของงานนี้ได้โดยตรง

นิทรรศการครั้งนี้ก็เช่นกัน มันไม่ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนโลกในคืนเดียว แต่กำลังบอกอย่างเงียบ ๆ ว่า หากเราไม่เริ่มมองธรรมชาติใหม่ ไม่เริ่มเชื่อมความงามกับความรับผิดชอบ และไม่เริ่มเปลี่ยนการรับรู้ให้กลายเป็นการลงมือทำ วันหนึ่งสิ่งที่เหลืออยู่ของหลายอย่างอาจเป็นเพียงบันทึกบนผืนผ้าใบอย่างที่ศิลปินกังวลไว้เท่านั้น และสำหรับเชียงราย เมืองที่มีทั้งความงาม ความทรงจำ และบาดแผลจากปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน คำเตือนเช่นนี้ไม่ควรถูกมองข้าม

คำถามที่พบบ่อย

  1. นิทรรศการ Elements of Nature จัดถึงวันไหน

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569 ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย และเปิดให้เข้าชมฟรีตามวันและเวลาที่กำหนด

  1. งานนี้มีค่าเข้าชมหรือไม่

ไม่มีค่าเข้าชม ผู้จัดเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์

  1. รายได้จากงานจะนำไปใช้อะไร

รายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้มูลนิธิมดชนะภัยเพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย

  1. ทำไม Biochar จึงถูกพูดถึงในข่าวนี้

เพราะเป็นหนึ่งในแนวทางจัดการชีวมวลที่มีศักยภาพด้านการปรับปรุงดินและการกักเก็บคาร์บอน โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า Biochar สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการที่ดินและการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แม้จะไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกปัญหาก็ตาม

  1. เหตุใดนิทรรศการนี้จึงมีนัยสำคัญต่อเชียงราย

เพราะจัดขึ้นในช่วงที่เชียงรายยังเผชิญความกังวลเรื่อง PM2.5 และในเวลาเดียวกันก็เชื่อมศิลปะเข้ากับการสนับสนุนโครงการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องทั้งด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของชุมชน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกสร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • บทสัมภาษณ์ พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นศิลปินอิสระชาวเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมอาเซียนสัญจรเชียงราย ชู “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” แก้ฝุ่นข้ามพรมแดนและปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

เชียงรายบนเวทีอาเซียนสัญจร 2569 เมื่อปัญหาฝุ่นข้ามแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็นวาระร่วมที่ต้องแก้ด้วยข้อมูลและกลไกภูมิภาค

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมในโรงแรม The Heritage วันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีการตามกำหนดการประชุม แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโจทย์การพัฒนาชายแดนภาคเหนือที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไปจนถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคลื่อนฐานตามแรงกดดันของการบังคับใช้กฎหมาย

กิจกรรมอาเซียนสัญจรที่กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย จึงถูกวางให้เป็นมากกว่ากิจกรรมเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการ เพราะพื้นที่ปลายทางขององค์ความรู้ในวันนี้คือชีวิตจริงของคนชายแดน ผู้ประกอบการ นักเรียน ครู และหน่วยงานรัฐในจังหวัด ที่ต้องอยู่กับผลกระทบเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงไปพร้อมกัน

ผู้เข้าร่วมราว 100 คนประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงราย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากโรงเรียนเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด กลุ่มผู้ฟังลักษณะนี้ทำให้วงสนทนาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำอธิบายโครงสร้างอาเซียน แต่ไหลไปสู่คำถามเชิงปฏิบัติว่า เมื่อปัญหาข้ามแดนหนักขึ้น กลไกอาเซียนช่วยอะไรได้จริง และคนเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนไม่ได้อยู่ไกล เมื่อเชียงรายอยู่ใกล้กว่าที่คิด

การตั้งกิจกรรมในเชียงรายมีนัยสำคัญต่อการสื่อสารนโยบายสาธารณะ เพราะจังหวัดนี้เป็นหนึ่งในประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน เมื่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคผันผวน ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงชุมชนชายแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนเองเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตคนท้องถิ่นได้ หากรู้ช่องทางและรู้วิธีใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ข้อมูลตัวชี้วัดของอาเซียนระบุว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในระดับหลายร้อยล้านคน และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องหลังยุคโควิด ซึ่งหมายถึงโอกาสของสินค้าและบริการท้องถิ่น รวมถึงเชียงราย หากสามารถเชื่อมกับตลาดภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม โอกาสและความเสี่ยงมักมาเป็นแพ็กเดียวกัน ยิ่งการเชื่อมต่อข้ามแดนมีความหนาแน่นมากขึ้น ปัญหาที่อาศัยช่องว่างชายแดนก็ยิ่งทวีความรุนแรง ตั้งแต่หมอกควันข้ามแดน ไปจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ

น.ส. สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ประเด็นเด่นที่ถูกจับตา ฝุ่นข้ามแดนที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือจริง ไม่ใช่การขอความร่วมมือแบบปีต่อปี

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาในวงสนทนาวันนี้คือ การแก้ฝุ่นข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส ที่ฝ่ายไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยรองอธิบดีกรมอาเซียน นางสาวสุชาดา เมฆธารา ให้ข้อมูลในเชิงทิศทางว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เนื่องจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง และต้องเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง

ในงานครั้งนี้ นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้ภาพรวมว่า ประเด็นฝุ่น PM2.5 เป็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลไทย จึงมีความพยายามทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ พร้อมสะท้อนรายละเอียดการทำงานผ่านกิจกรรมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไทย ลาว เมียนมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงญี่ปุ่นเข้าร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญร่วมกัน เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการป่า ระบบเตือนภัย และการติดตามจุดความร้อนซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป

สาระสำคัญจากถ้อยคำที่นำเสนอในเวทีนี้คือ การแก้ปัญหาฝุ่นไม่อาจพึ่งการรณรงค์หรือมาตรการเฉพาะหน้าภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะต้นตอจำนวนหนึ่งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ และเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร พฤติกรรมการจัดการพื้นที่ป่า และระบบเตือนภัยที่ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

ในมุมกฎหมายและกรอบความร่วมมือ อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดนซึ่งถูกลงนามตั้งแต่ปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 เพื่อยกระดับการร่วมมือ ป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือมลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกัน การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดในเชียงรายวันนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ปัญหาไม่ได้ลดความสำคัญลง ตรงกันข้ามคือกำลังกลับมาเป็นโจทย์ที่ต้องทำให้กลไกที่มีอยู่เคลื่อนจริงในภาคสนาม

ความน่ากังวลของ PM2.5 ไม่ได้มีแค่ตัวเลขรายวัน แต่คือความเสี่ยงระยะยาว งานอ้างอิงด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติชี้ว่า แนวทางขององค์การอนามัยโลกปรับลดค่าคำแนะนำของ PM2.5 ลงอย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่ชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานทางวิชาการยิ่งเข้ม การบริหารจัดการเชิงระบบก็ยิ่งต้องจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อการสะสมของมลพิษในช่วงลมสงบ

อีกประเด็นที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันคือค่าอ้างอิงมาตรฐานภายในประเทศ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยได้อ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ใช้ในประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อเกินเกณฑ์จะมีผลต่อสุขภาพและต้องมีมาตรการป้องกันส่วนบุคคลและชุมชน

ประเด็นเด่นอีกด้าน อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อคนชายแดนต้องการคำตอบที่จับต้องได้

หากฝุ่นข้ามแดนคือปัญหาที่มองเห็นด้วยตาในบางวัน อาชญากรรมออนไลน์คือปัญหาที่มองไม่เห็น แต่กัดกินเงินออมและความมั่นคงทางใจของผู้คนทุกวัน คำถามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประชิดชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา ว่าอาเซียนมีเครื่องมืออะไรในการประสานงานหรือกดดันประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำอธิบายในเวทีนี้ชี้ไปยังกรอบความร่วมมือของอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และมีแนวคิดสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และพัฒนาไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกัน รวมถึงการทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมลดลง

นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่ากรอบอาเซียนมีทั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และกรอบการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแผนงานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชายแดนซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เป้าหมายคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแชร์แนวปฏิบัติที่ดี และยกระดับไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกันในประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การติดตามเครือข่ายบัญชีม้า

การย้ำว่าพยายามลดพื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สอดรับกับแนวโน้มที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญ คือกลุ่มหลอกลวงย้ายฐานไปตามจุดที่บังคับใช้กฎหมายได้ยากขึ้น หรืออาศัยช่องว่างระหว่างเขตอำนาจรัฐ

ข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติระบุถึงโครงสร้างความร่วมมือ เช่น การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส รวมถึงทิศทางการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการชายแดนและอาชญากรรมรูปแบบใหม่

ด้านภาพรวมระดับภูมิภาค หน่วยงานระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวสูงและมีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งเพิ่มภาระให้ประเทศปลายทางที่ต้องรับผู้เสียหายและติดตามเงินที่ถูกโอนผ่านหลายทอด เมื่อมองจากเลนส์นี้ คำถามของคนเชียงรายจึงไม่ใช่แค่จะจับกุมได้กี่คดี แต่คือจะลดแรงจูงใจ ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี และลดพื้นที่ตั้งฐานได้อย่างไร

ประเด็นรองที่ซ่อนความหมาย โครงการห้องสมุดอาเซียน เมื่อความรู้คือเกราะป้องกันระยะยาว

ท่ามกลางประเด็นหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรมอาเซียนสัญจรยังมีอีกแกนหนึ่งที่ดูเหมือนนุ่ม แต่ทรงพลังระยะยาว คือการต่อยอดโครงการห้องสมุดอาเซียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 และขยายครบ 77 จังหวัดในปี 2568 ตามข้อมูลที่ถูกกล่าวในเวที

รองอธิบดีกรมอาเซียนอธิบายภาพรวมว่า โรงเรียนหลายแห่งใช้ห้องสมุดอาเซียนเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ทำให้เด็กเห็นภาพโลกกว้าง เข้าใจว่าไทยไม่ได้อยู่ลำพังในภูมิภาค และเรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย มุมมองนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อปัญหาข้ามแดน ไม่ได้จบแค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องลงทุนกับความรู้และเครือข่ายการศึกษา

แผนระยะต่อไปที่ถูกกล่าวถึงในเวทีคือการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูภาคเหนือ 9 จังหวัด เพื่อให้ครูแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนากิจกรรมร่วมกันในอนาคต หากทำได้จริง เครือข่ายนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยง เช่น เรื่องฝุ่น การหลอกลวงออนไลน์ หรือข่าวลวง สามารถกระจายถึงผู้เรียนและครอบครัวได้เร็วขึ้น

เชียงรายจะได้อะไรจากเวทีนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ที่การนำกลับไปทำจริง

คำถามที่ถูกตั้งในเวทีว่า คนท้องถิ่นเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมืออาเซียนด้านใดมากที่สุด ถูกตอบในเชิงภาพรวมว่าอาเซียนให้ประโยชน์ในสามมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเสถียรภาพและความปลอดภัยเอื้อต่อเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และสังคมที่เข้มแข็งช่วยลดความเปราะบางต่อปัญหาข้ามแดน

แต่หากแปลงให้เป็นภาษาคนทำงานในพื้นที่ โจทย์ของเชียงรายหลังเวทีนี้ควรถูกจัดเป็นชุดปฏิบัติการที่ชัดขึ้น

มิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยและการจัดการจุดเสี่ยงเชื่อมกับการสื่อสารระดับชุมชนมากกว่าเดิม ตั้งแต่การสื่อสารภาวะฝุ่นในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ไปจนถึงการประสานงานกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงข้ามแดนภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่

มิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและแนวปฏิบัติที่ดีในกรอบอาเซียนแปลเป็นคู่มือป้องกันภัยให้ประชาชน เช่น วิธีสังเกตกลโกง วิธีอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ รวมถึงการลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ผ่านการให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษา

มิติการศึกษาและทุนมนุษย์ ต้องเร่งต่อยอดเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนให้เป็นเครือข่ายทักษะพลเมืองดิจิทัลในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่เร็วพอ ๆ กับฝุ่นควัน เพราะหากเด็กและครูมีชุดความรู้และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย การป้องกันความเสี่ยงจะยืนระยะได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เสียงจากผู้บริหารในเวที เมื่อคำว่าอาเซียนต้องถูกแปลเป็นความอุ่นใจของประชาชน

ประโยคที่สะท้อนแก่นของกิจกรรมวันนี้คือการย้ำว่า ปัญหาฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง และต้องทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปีต่อปี หากมองด้วยมาตรฐานงานข่าวเชิงนโยบาย นี่คือการประกาศทิศทางว่า ภาครัฐกำลังพยายามยกระดับเรื่องปัญหาข้ามแดนจากระดับพื้นที่ให้เป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของเวทีนี้จะถูกวัดด้วยสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น จำนวนวันที่ค่าฝุ่นลดลง การแจ้งเตือนที่เข้าถึงคนกลุ่มเปราะบาง การลดจำนวนผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ และการมีช่องทางช่วยเหลือที่ทำงานได้จริง

เมื่อเชียงรายเป็นเสมือนแนวหน้า ความร่วมมืออาเซียนต้องเป็นแนวหลังที่แข็งแรง

กิจกรรมอาเซียนสัญจรในเชียงราย 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า บทบาทอาเซียนในสายตาคนท้องถิ่นกำลังเปลี่ยนจากภาพรวมที่ไกลตัว มาเป็นเครื่องมือที่ประชาชนคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ทั้งฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่กัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

เชียงรายอาจเป็นจังหวัดหนึ่งในแผนที่ประเทศ แต่ในแผนที่ปัญหาข้ามแดน เชียงรายคือพื้นที่ที่รับผลกระทบก่อนและชัดกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นเวทีปฏิบัติการ และกลไกความร่วมมือจะมีความหมายต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า ความปลอดภัย สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจดีขึ้นจริง

ท้ายที่สุด สิ่งที่กิจกรรมวันนี้ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เอกสารกำหนดการหรือภาพถ่ายร่วม แต่คือโจทย์ร่วมของหน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และชุมชนว่า จะทำอย่างไรให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคกลายเป็นอากาศที่หายใจได้สะดวกขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคนเชียงรายและคนไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เนื้อหาและถ้อยคำจากกิจกรรมอาเซียนสัญจร จังหวัดเชียงราย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ เอกสารอ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เผยแพร่ผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ปรากฏในเอกสารราวปี 2567
  • ASEAN Statistics Division ฐานข้อมูลสถิติทางการของอาเซียน รายการตัวชี้วัดหลัก เข้าถึงและอ้างอิงจากหน้าข้อมูลสถิติ
  • ASEAN Secretariat ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดน และการมีผลใช้บังคับ
  • กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารอธิบายกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
  • งานวิชาการอ้างอิงแนวทางคุณภาพอากาศระดับนานาชาติ ที่สรุปค่าคำแนะนำและทิศทางการปรับปรุงแนวทางขององค์การอนามัยโลก
  • United Nations Office on Drugs and Crime ข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค อ้างผ่านการรายงานข่าว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ครม. เห็นชอบมาตรการสู้ฝุ่นปี 69 เชียงรายดีเดย์ 14 ก.พ. ห้ามเผา 86 วัน ใช้ Cell Broadcast เตือนภัย

ครม. เห็นชอบมาตรการเข้มรับมือ PM2.5 ปี 2569 เชียงรายดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ ห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน ใช้ระบบ Cell Broadcast เตือนภัยตรงถึงมือถือประชาชน

เชียงราย,11 กุมภาพันธ์ 2569 – สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาอยู่ในวาระสำคัญของประเทศอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรับมือประจำปี 2569 โดยยกระดับการทำงานจากเชิงตั้งรับสู่การป้องกันล่วงหน้า พร้อมนำเทคโนโลยีการสื่อสารสาธารณะอย่างระบบ Cell Broadcast มาใช้แจ้งเตือนภัยถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายหลังรายงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่า แนวโน้มค่าฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีลักษณะสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงระบบทั้งก่อนเกิดเหตุและระหว่างเกิดเหตุ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางของภาคเหนือ มาตรการดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ทันที โดยจังหวัดประกาศเข้าสู่ช่วงควบคุมการเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 86 วัน ตามประกาศจังหวัดที่มีผลบังคับใช้

เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ Cell Broadcast กลไกแจ้งเตือนภัยตรงพื้นที่เสี่ยง

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการเน้นย้ำจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คือการใช้ระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังโทรศัพท์ทุกเครื่องในพื้นที่ที่กำหนด โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ระบบดังกล่าวจะใช้เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่กระทบต่อสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากาก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเตรียมการป้องกันอื่นอย่างเหมาะสม จุดเด่นของระบบนี้คือสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และยังคงทำงานได้แม้ในช่วงที่โครงข่ายมีการใช้งานหนาแน่น

มาตรการด้านการสื่อสารนี้ถูกออกแบบควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่าน SMS รายวัน และการรายงานคุณภาพอากาศผ่านสถานีตรวจวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้หลายช่องทาง ลดความล่าช้าในการรับรู้ความเสี่ยง

มาตรการสองระยะ จากการเตรียมการสู่การปฏิบัติการเข้มข้น

มาตรการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก

ระยะเตรียมการ ครอบคลุมการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรไร้เผา การกำหนดเป้าหมายรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานไม่เกินร้อยละ 15 การจัดทำแผนที่เสี่ยงไฟป่าใน 14 กลุ่มป่า การควบคุมรถยนต์ดีเซลให้ผ่านการตรวจควันดำไม่เกินร้อยละ 20 และการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องปลอดการเผา

ระยะปฏิบัติการ จะเน้นการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจแบบเคาะประตูบ้าน การตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง การประกาศปิดป่าในช่วงเวลาวิกฤต การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน รวมถึงการจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในประเทศ ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนตัดสินใจดูแลตนเองได้อย่างทันท่วงที

เชียงรายประกาศดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ เข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อประเมินสภาพอากาศและเตรียมเข้าสู่ช่วงวิกฤต

นายประเสริฐเปิดเผยว่า สถานการณ์ปีนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยข้อมูลจุดความร้อน ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พบ 170 จุด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่พบ 344 จุด คิดเป็นการลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ขณะเดียวกัน ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานเพียง 1 วันในช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดภาวะอุณหภูมิผกผัน อากาศจะยกตัวขึ้นได้ยาก ทำให้ฝุ่นสะสมในชั้นบรรยากาศต่ำได้ง่ายในช่วงลมสงบ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเชิงรุก

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า การประกาศห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่เพราะสถานการณ์รุนแรงที่สุด แต่เป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อจังหวัด

รายงานสถานการณ์ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย รายงานสถานการณ์ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ไม่พบรายงานจุดความร้อนเพิ่มเติมในวันดังกล่าว ค่าฝุ่น PM2.5 ที่สถานีตรวจวัดเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้สะสมเดือนมกราคมอยู่ที่ 31,150 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24.30 ของพื้นที่เผาไหม้ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้แนวโน้มจุดความร้อนจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

จังหวัดจึงขอความร่วมมืองดการเผาในที่โล่งทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ และเข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ปฏิบัติการแนวกันไฟ เมื่อชุมชนกลายเป็นด่านหน้า

ในระดับพื้นที่ อำเภอดอยหลวงได้จัดทำแนวกันไฟระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร ในตำบลโชคชัยและตำบลหนองป่าก่อ พร้อมปรับปรุงระบบประปาภูเขาเพื่อสำรองน้ำสำหรับดับไฟ

อำเภอแม่ฟ้าหลวง ระดมกำลังทำแนวกันไฟในพื้นที่รอยต่อหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 13 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูง ขณะที่อำเภอเชียงของ ภายใต้การนำของนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ ระดมกำลังชาวบ้านจิตอาสาตำบลบุญเรือง เดินเท้าเข้าสำรวจเชื้อเพลิงในป่าชุมชนและจัดทำแนวกันไฟในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

อำเภอเวียงชัยจัดทีมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเก็บกวาดใบไม้แห้งเพื่อลดเชื้อเพลิงสะสมรอบหมู่บ้าน

มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวคิดการป้องกันก่อนรักษา ลดความเสี่ยงไฟลุกลามเข้าสู่ชุมชน และลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการเผาไหม้โดยไม่จำเป็น

ประสานเมียนมาผ่านกลไก TBC สกัดหมอกควันข้ามแดน

ในวันเดียวกันที่เชียงรายยกระดับมาตรการภายในจังหวัด ฝ่ายไทยยังใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 ณ อำเภอแม่สาย เพื่อหารือความร่วมมือด้านการป้องกันหมอกควันข้ามพรมแดน

ฝ่ายไทยขอความร่วมมือในการควบคุมการเผาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทางการเมียนมา ซึ่งฝ่ายเมียนมายินดีให้ความร่วมมือในเขตอิทธิพลของตน ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จะมีการประสานกองกำลังท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การใช้กลไกความร่วมมือชายแดนในประเด็นสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาตรการเข้มข้นต้องเดินคู่ความร่วมมือของประชาชน

มาตรการปี 2569 แสดงให้เห็นการปรับแนวทางจากการรับมือเมื่อเกิดวิกฤต สู่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ใช้เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงกว่าครึ่งในช่วงต้นปี เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความร่วมมือของประชาชน แต่ความท้าทายยังคงอยู่ในช่วง 86 วันอันตรายข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมฝุ่น

การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามประกาศงดเผา และการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เชียงรายผ่านฤดูหมอกควันปีนี้ไปได้ด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากกองกำลังผาเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มหาดไทยรุกเชียงรายใช้ “นโยบาย 3 ตัด” สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้อนฟังเวที 4 พรรคแก้ฝุ่นข้ามพรมแดน

มหาดไทยคุมเข้มชายแดนเชียงราย รองปลัดฯ ลงพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เดินเกมนโยบาย 3 ตัดสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ ควบคู่เวทีดีเบต 4 พรรคชูการทูตเชิงรุกแก้ฝุ่นและมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหนาวปลายฤดูพัดผ่านสันดอนริมโขงที่สามเหลี่ยมทองคำ แต่บรรยากาศในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงภาพท่องเที่ยวและค้าขายคึกคัก หากยังมีแรงกดดันอีกชั้นที่คนชายแดนรับรู้มานาน นั่นคือการต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ข้ามแดนได้เร็วกว่าเดิม ทั้งขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ยาเสพติด และปมมลพิษที่ไหลมากับน้ำกับลมจนยากจะแยกเส้นเขตแดนให้ชัดเจน

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนและตรวจสภาพพื้นที่สำคัญ โดยช่วงเช้าประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมให้ข้อมูลภาพรวม ก่อนคณะจะลงพื้นที่อำเภอเชียงแสนและจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง การคัดกรองบุคคลต่างชาติ และการอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่จับตาความพยายามของรัฐในการสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งหลอกลวง ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตัดไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ต้องสงสัยตามแนวชายแดนถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะเครื่องมือกดดันเชิงปฏิบัติการของรัฐ เพื่อจำกัดความสามารถในการตั้งฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องว่างกฎหมายและภูมิประเทศชายแดนเป็นเกราะกำบัง

ชายแดนยุคใหม่ที่ภัยคุกคามไม่ได้มาเดี่ยว

นายภาสกรระบุระหว่างภารกิจว่า การติดตามครั้งนี้เป็นการตรวจสถานการณ์ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งยาเสพติด การค้าชายแดน และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นการดำเนินการตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่ถูกเรียกกันในทางปฏิบัติว่า นโยบาย 3 ตัด ควบคู่กับการคัดกรองบุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้าออกผ่านจุดผ่านแดนถาวรต่าง ๆ

ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาชายแดนเชียงรายไม่ใช่เพียงเรื่องการตั้งด่านตรวจหรือเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ แต่เป็นโจทย์ของพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายคน สินค้า เงิน และข้อมูลพร้อมกัน การค้าชายแดนต้องเดินได้เพื่อพยุงเศรษฐกิจชุมชน แต่ความคล่องตัวดังกล่าวก็ถูกเครือข่ายอาชญากรรมใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน หากรัฐคุมเข้มเกินไป อาจกระทบผู้ค้ารายย่อยและโลจิสติกส์ หากผ่อนเกินไป ความเสี่ยงต่อการแฝงตัวของเครือข่ายผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้น

ภายใต้ภาพที่เหมือนต้องเลือกข้าง รัฐจึงพยายามเสนอแนวคิดแบบสองราง คือรางความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น และรางเศรษฐกิจที่ยังต้องไหลต่ออย่างเป็นระบบ

ตรวจด่านศุลกากรเชียงแสนและตรวจคนเข้าเมือง การค้าเดินหน้าแต่ต้องปลอดภัย

หนึ่งในจุดเน้นของภารกิจคือการตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงแสนและด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามกระบวนการคัดกรองบุคคลและการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการ โดยในข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งสินค้าผ่านแดนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรไปยังท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดจีนตอนใต้

ในมุมของผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงความเร็ว แต่คือความแน่นอนของเวลาและต้นทุน หากกระบวนการตรวจเข้มขึ้นแต่มีระบบรองรับชัดเจน เช่น ช่องทางคัดกรองที่ใช้ข้อมูลล่วงหน้า การจัดคิวรถ การประสานงานเอกสารแบบดิจิทัล จะช่วยให้มาตรการความมั่นคงไม่กลายเป็นแรงเสียดทานต่อการค้า

แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เมื่ออาชญากรรมข้ามชาติกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่น

แก๊งหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์สร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง ทั้งทรัพย์สินและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม การขับเคลื่อนมาตรการสกัดท่อน้ำเลี้ยง จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนจากการจับปลายเหตุไปสู่การทำให้เครือข่ายทำงานยากขึ้น

แนวทางที่ปรากฏในพื้นที่ชายแดนหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการลดศักยภาพฐานปฏิบัติการด้วยการตัดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเดินระบบ เช่น ไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร ซึ่งสื่อสาธารณะได้รายงานความพยายามของรัฐไทยในการใช้มาตรการลักษณะดังกล่าวกับพื้นที่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านเมียนมา

อย่างไรก็ดีคำถามสำคัญของสังคมไม่ใช่เพียงตัดได้หรือไม่ แต่คือทำอย่างไรให้มาตรการดังกล่าวมีผลจริงในเชิงคดีและการยึดทรัพย์ และไม่สร้างผลกระทบกับประชาชนสุจริตที่อยู่อีกฝั่งของมาตรการ รัฐจึงต้องสื่อสารให้ชัดว่า เครื่องมือเชิงปฏิบัติการจะเชื่อมต่อกับกระบวนการสืบสวนทางการเงิน การพิสูจน์ตัวตน และความร่วมมือข้ามประเทศอย่างไร

เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค เมื่อปัญหาชายแดนถูกยกระดับเป็นวาระการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

ก่อนหน้าการลงพื้นที่ของรองปลัดมหาดไทยไม่กี่วัน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ที่ลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ได้มีเวทีดีเบตสัญจรรับฟังนโยบายการแก้ปัญหาชายแดนภาคเหนือ มีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต และพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นหลักที่เชื่อมโยงชีวิตคนชายแดน ตั้งแต่มลพิษข้ามพรมแดน ฝุ่น PM2.5 ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด

สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า ปัญหาชายแดนไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงในความหมายแคบ แต่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องใช้เครื่องมือหลากมิติ

ปมมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่หายาก เสียงชุมชนและข้อเสนอที่ต่างแนว

ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างเข้มข้น คือปัญหามลพิษทางน้ำที่ชาวบ้านสะท้อนว่ากระทบแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน

ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ เสนอแนวทางที่เน้นการบรรเทาเร่งด่วน เช่น การผันน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นให้ชาวบ้าน และเสนอแนวคิดผลักดันกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน เพื่อให้สามารถเอาผิดบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่สร้างมลพิษในต่างประเทศได้

ด้านพรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช เสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคล้านช้างแม่โขง และการเพิ่มพิกัดศุลกากรแร่หายากเพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับมีประสิทธิภาพ พร้อมแนวคิดปฏิเสธการนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่สะอาด

พรรคพลวัต โดยนายกัณวีร์ สืบแสง ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ โดยมองว่าผู้ลงทุนหลักและผู้มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่การผลิตต้องถูกชวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยอยู่ในสถานะผู้เสียหายที่ทำได้เพียงตั้งรับ

ขณะที่พรรคกล้าธรรม โดยนายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ เสนอให้ตั้งศูนย์บัญชาการน้ำภาคเหนือในลักษณะวอร์รูม บูรณาการทุกกระทรวง และเสนอให้ประชาชนตรวจสุขภาพและสารพิษในร่างกายฟรี เพื่อสร้างฐานข้อมูลผลกระทบและการเยียวยาที่จับต้องได้

เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นเส้นแบ่งเชิงนโยบายชัดขึ้น ฝ่ายหนึ่งเน้นเครื่องมือกฎหมายและการบรรเทาเร่งด่วน อีกฝ่ายเน้นเครื่องมือความร่วมมือระหว่างประเทศและระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และอีกฝ่ายเน้นการตั้งกลไกบัญชาการรวมศูนย์พร้อมบริการสุขภาพเชิงรุก

สงครามฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน จุดตัดระหว่างการค้า เกษตร และสุขภาพ

อีกประเด็นที่มีแรงปะทะทางความคิดคือฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน โดยโยงกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่เผาป่า พรรคประชาชนวิจารณ์ระบบการรับรองตนเองของผู้นำเข้าว่าเสี่ยงต่อการเลี่ยงตรวจสอบ และเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมและพิกัดพื้นที่เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงก่อนอนุญาตนำเข้า

พรรคภูมิใจไทยยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ และเสนอว่าหากพบการเผาในต้นทาง โรงงานในไทยต้องไม่รับซื้อ เพื่อใช้ตลาดเป็นแรงกดดันต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม

พรรคกล้าธรรมเสนอการทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข โดยระบุว่าหากประเทศเพื่อนบ้านไม่หยุดเผา ไทยอาจต้องใช้มาตรการต่อรองด้านพลังงานหรือไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม

ในภาพรวม ปัญหาหมอกควันข้ามแดนของภูมิภาคนี้มีกรอบระหว่างประเทศรองรับอยู่แล้ว นั่นคือความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นฐานให้ประเทศสมาชิกหารือและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ในระดับข้อมูลและการแจ้งเตือนประชาชน ระบบรายงานคุณภาพอากาศของหน่วยงานรัฐ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นช่องทางที่ถูกใช้ในการติดตามสถานการณ์และสื่อสารความเสี่ยงต่อสุขภาพ และแนวทางด้านสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขก็ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการแนะนำการป้องกันตนเองเมื่อค่าฝุ่นสูง

ภัยพิบัติและบทเรียนแม่สาย เมื่อระบบเตือนภัยกลายเป็นโจทย์ความเชื่อมั่นของรัฐ

ในเวทีดีเบตยังหยิบบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมและโคลนถล่มที่แม่สายเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ การชดเชยเยียวยาผ่านระบบดิจิทัล และการปรับกฎหมายให้ท้องถิ่นใช้งบเตรียมการก่อนเกิดเหตุได้

แม้ข้อเสนอจะแตกต่าง แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือการยอมรับว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุฉุกเฉินรายครั้งอีกต่อไป หากเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องลงทุนในระบบข้อมูล การแจ้งเตือน และการบริหารจัดการแบบไม่แยกส่วน

เทียบแนวคิดรัฐกับพรรคการเมือง ความเหมือนที่ต่างเครื่องมือ

หากสรุปภาพเชิงนโยบายจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จะเห็นว่า

ฝ่ายปฏิบัติการของรัฐที่รองปลัดมหาดไทยติดตาม เน้นการบูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย คัดกรองบุคคลต่างชาติในจุดผ่านแดน และใช้มาตรการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง

ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองเน้นไปที่เครื่องมือเสริมสามด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เอาผิดมลพิษและอาชญากรรมข้ามแดนได้จริง และการทูตเชิงรุกเพื่อจัดการปัญหาที่ต้นทาง

ความต่างสำคัญจึงไม่ใช่เป้าหมาย เพราะทุกฝ่ายพูดถึงความปลอดภัยและชีวิตประชาชนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลำดับความสำคัญและชนิดของเครื่องมือที่เชื่อว่าจะสร้างผลลัพธ์ได้เร็วและยั่งยืนกว่า

ที่แท้จริงอยู่ที่ความต่อเนื่องและความโปร่งใส

คำถามที่คนชายแดนต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่ารัฐจะคุมเข้มแค่ไหนหรือพรรคการเมืองเสนออะไร แต่คือหลังจากกล้องกลับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อ

หากมาตรการคัดกรองเข้มขึ้น ประชาชนต้องเห็นว่าเป้าหมายคือการกันคนเสี่ยง ไม่ใช่ทำให้คนค้าขายลำบาก หากรัฐพูดถึงการตัดท่อน้ำเลี้ยงแก๊งหลอกลวง ประชาชนต้องเห็นเส้นทางไปสู่การอายัดทรัพย์และคืนความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม หากการเมืองพูดถึงการทูตเชิงรุก ประชาชนต้องเห็นการเจรจาที่มีข้อมูลรองรับและมีรายงานความคืบหน้า ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงถ้อยคำบนเวที

ในมิติสังคม สิ่งที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนได้มากที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล ทั้งข้อมูลความเสี่ยงมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศ ข้อมูลผลคดี และข้อมูลการช่วยเหลือเยียวยา เพราะความไม่แน่นอนคือเชื้อเพลิงของความกลัว และความกลัวคือพื้นที่ที่อาชญากรรมและความขัดแย้งเติบโตได้ง่ายที่สุด

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางทางการ เช่น Air4Thai และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

สอง เมื่อมีสายหรือข้อความต้องสงสัย ให้หยุด โอนเงินหรือให้ข้อมูล และรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเก็บหลักฐานการติดต่อไว้ เพราะหลักฐานคือกุญแจเชื่อมไปสู่การสืบสวนทางการเงิน

สาม ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการค้าชายแดนควรติดตามประกาศด้านพิธีการและมาตรการคัดกรองล่วงหน้า วางแผนโลจิสติกส์ให้มีเวลาสำรอง และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่อาจเกิดในช่วงมาตรการเข้ม

ชายแดนต้องปลอดภัยและต้องเดินได้

การลงพื้นที่ของรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เชียงรายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จึงสะท้อนภาพรัฐที่พยายามขยับเกมจากการตั้งรับไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก ขณะที่เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรคสะท้อนอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนยุคใหม่จำเป็นต้องใช้มากกว่าเจ้าหน้าที่และด่านตรวจ แต่ต้องใช้การทูต เทคโนโลยี ข้อมูล และกฎหมายที่ตามทัน

ท้ายที่สุด หากชายแดนคือประตูเศรษฐกิจของประเทศ ประตูบานนี้ต้องเปิดให้การค้าไหลได้ แต่ต้องมีระบบกลอนที่กันภัยคุกคามได้จริง และมีหน้าต่างข้อมูลที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความคืบหน้าวันต่อวัน เพราะความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการจับกุมครั้งใหญ่ หากคือความรู้สึกมั่นใจของคนในพื้นที่ว่า ชีวิตจะเดินต่อได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอยู่ในเงาของอาชญากรรมและมลพิษที่ข้ามแดนมาได้ทุกเมื่อ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ณ สามเหลี่ยมทองคำ
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution เอกสารความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน เผยแพร่บนเว็บไซต์อาเซียน
  • Air4Thai กรมควบคุมมลพิษ ช่องทางข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อการติดตามสถานการณ์
  • แนวทางสุขภาพเมื่อเผชิญฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ้างอิงข้อมูลคำแนะนำทางสุขภาพจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME