Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

นิทรรศการ Elements of Nature โดยพุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปะเหนือจริงที่ชวนคนเชียงรายทวงคืนอากาศสะอาด

นิทรรศการ Elements of Nature กับคำถามใหญ่ของเชียงราย

เชียงราย,14 มีนาคม 2569 – ในเดือนมีนาคม 2569 ไม่ได้มีเพียงบรรยากาศของเมืองศิลปะที่ยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่ยังมีอีกฉากหนึ่งที่คนในพื้นที่คุ้นเคยดี นั่นคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม อากาศ และความเปราะบางของชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับฝุ่นควันและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ในจังหวะเวลาแบบนี้ นิทรรศการ Elements of Nature โดย พุทธรักษ์ ดาษดา จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นพื้นที่ให้คนเดินดูภาพหรือถ่ายรูปกับงานศิลปะเท่านั้น หากกำลังทำหน้าที่คล้ายกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่อยู่รอบตัวอย่างเงียบแต่ชัดเจน งานนี้เปิดแสดงที่ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569 เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้มูลนิธิมดชนะภัยเพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาผ่านการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย

เมื่อศิลปะไม่ได้หยุดอยู่ที่ความงาม

ถ้ามองเพียงผิวหน้า งานนี้คือการจัดแสดง จิตรกรรมและประติมากรรมไม้ ที่เล่าเรื่องธรรมชาติผ่านแสงแดด ดิน น้ำ ลม พืช สัตว์ และมนุษย์ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดของนิทรรศการให้ครบ จะเห็นว่าแกนแท้ของงานไม่ได้อยู่ที่การบรรยายความสวยงามของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่าทุกองค์ประกอบล้วนพึ่งพาซึ่งกันและกัน และกำลังเผชิญแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน งานลักษณะนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อจัดขึ้นในเชียงราย เมืองที่มีฐานทางวัฒนธรรมแข็งแรง มีเครือข่ายศิลปินเข้มข้น และในเวลาเดียวกันก็เผชิญโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง การเปิดนิทรรศการในพื้นที่บ้านเก่าแก่ของบ้านสิงหไคลจึงเหมือนทำให้ผู้ชมไม่ได้เพียงมองงาน แต่ได้เดินเข้าไปอยู่ในบทสนทนาระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์เมือง และอนาคตของชุมชนพร้อมกัน ข่าวชิ้นนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าข่าวกิจกรรมศิลปะทั่วไป เพราะมันแตะทั้งมิติทางวัฒนธรรม สุขภาพสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับที่จับต้องได้

จุดเริ่มต้นของงานที่บ้านสิงหไคล

บ้านสิงหไคลไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงานธรรมดา แต่เป็นอาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าหนึ่งศตวรรษที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2460 และภายหลังได้รับการใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ของมูลนิธิมดชนะภัย รวมถึงพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยในเชียงราย แง่นี้ทำให้นิทรรศการ Elements of Nature มีพลังเชิงบรรยากาศอย่างชัดเจน เพราะตัวสถานที่เองก็เป็นเหมือนหลักฐานของเวลา การเปลี่ยนผ่าน และการอยู่ร่วมกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ในเชิงข่าว พื้นที่ลักษณะนี้ช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ชมจากการ “ชมงาน” ไปสู่การ “อ่านบริบท” ได้ลึกขึ้น ผู้ชมไม่ได้ยืนอยู่ในห้องขาวแบบแกลเลอรีสมัยใหม่ แต่ยืนอยู่ในบ้านพักโบราณยุคมิชชันนารีที่แบกประวัติศาสตร์เมืองไว้ในโครงสร้างเดียวกันกับงานศิลปะร่วมสมัย จึงไม่แปลกที่หลายหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมและสื่อศิลปะจะช่วยประชาสัมพันธ์งานนี้ เพราะสถานที่และเนื้อหาสนับสนุนกันอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุใดงานนี้จึงถูกจับตาในจังหวะเวลานี้

คำตอบอยู่ที่เวลาและบริบทของเชียงรายเอง ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานหลายวันต่อเนื่องว่าพื้นที่ในเชียงรายมีค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีบางวันค่าฝุ่นในบางจุดแตะระดับเกิน 50 หรือเกิน 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เช่น แม่สาย เชียงของ และเขตเมืองเชียงรายในบางวันของต้นเดือนมีนาคม ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ประเด็นเรื่องอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่รับรู้ผ่านลมหายใจทุกวัน เมื่อมีนิทรรศการที่เชื่อมรายได้ไปสู่โครงการลดการเผาและสนับสนุนการผลิต Biochar งานศิลปะจึงไม่ได้ลอยอยู่เหนือชีวิตจริง แต่กำลังวางตัวเองลงบนปัญหาที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้งานนี้มีสถานะเป็นทั้งข่าวศิลปะและข่าวสาธารณะในเวลาเดียวกัน

รู้จักศิลปินผู้แปลงธรรมชาติเป็นภาษาภาพ

พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นศิลปินอิสระชาวเชียงราย เกิดปี 2529 และเป็นเจ้าของ ดาษดาสตูดิโอ เธอจบการศึกษาสาขาทัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และเคยมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการวาดภาพพฤกษศาสตร์ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ของมหาวิทยาลัย ประสบการณ์ดังกล่าวสำคัญมาก เพราะมันทำให้งานของเธอไม่ได้เริ่มจากการมองธรรมชาติอย่างผิวเผิน แต่เกิดจากการสังเกตระบบนิเวศจริง ทั้งพืช แมลง สัตว์ ฤดูกาล และวัฏจักรการผุพังย่อยสลาย ข้อมูลจากประกาศนิทรรศการและสื่อที่เคยสัมภาษณ์ศิลปินสะท้อนตรงกันว่า งานของพุทธรักษ์มีลักษณะผสมระหว่างความสมจริงกับความเหนือจริง เธอหยิบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดรวมถึงมนุษย์มาประกอบกันเป็นภาพที่ชวนตีความ แต่ยังคงยึดโยงกับความจริงของธรรมชาติอยู่เสมอ ผลลัพธ์คือผลงานที่ดูงดงามในระยะแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะพบชั้นความคิดเรื่องความสัมพันธ์ ความเปราะบาง และการเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ภายใน

พุทธรักษ์ ดาษดา จากพฤกษศาสตร์สู่โลกเหนือจริง

เส้นทางของพุทธรักษ์น่าสนใจตรงที่เธอไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างภาพแฟนตาซีลอยตัว แต่เริ่มจากการมองโลกจริงอย่างละเอียดก่อน แล้วค่อยเปิดพื้นที่ให้จินตนาการเข้าไปประสานกับความจริง จากข้อมูลประกอบนิทรรศการและบทสัมภาษณ์ที่ผู้จัดเตรียมไว้ เธออธิบายว่าการทำงานของตนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเขียนพืช ดอกไม้ หรือแมลง แต่รวมถึง “ตัวเรา” ในฐานะสัญลักษณ์ของมนุษย์ด้วย นั่นทำให้งานไม่ได้พูดถึงธรรมชาติในแบบที่มนุษย์เป็นคนนอก หากพูดในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรเดียวกัน วิธีคิดเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อการตีความ เพราะผู้ชมจะไม่สามารถยืนมองธรรมชาติจากระยะปลอดภัยได้อีกต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าตัวเองก็อยู่ในระบบเดียวกับแสงแดด ดิน น้ำ ลม และสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งหมด เมื่อศิลปินใช้แนวทางเหนือจริงเข้ามาผสม ความหมายของงานจึงไม่ปิดตายอยู่ที่คำอธิบายเดียว แต่เปิดให้คนดูเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ด้วย

ภาพวาด ประติมากรรมไม้ และมนุษย์ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าจับตามองอีกประการคือการใช้ทั้ง จิตรกรรม และ ประติมากรรมไม้ ร่วมกัน การใช้วัสดุและรูปแบบที่ต่างกันช่วยให้เรื่อง “ธรรมชาติ” ไม่ได้ถูกเล่าในมิติเดียว ภาพวาดเปิดพื้นที่ของอารมณ์และการตีความ ขณะที่งานไม้มีน้ำหนักทางวัตถุและความรู้สึกสัมผัสมากกว่า ยิ่งเมื่อนำไปจัดวางในบ้านโบราณที่มีวัสดุไม้และพื้นผิวเก่าจริงอยู่แล้ว ผู้ชมจะยิ่งรู้สึกว่าศิลปะไม่ได้ถูกแยกออกจากสิ่งแวดล้อม แต่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างแนบเนียน จากคำอธิบายของศิลปินที่ผู้จัดงานเผยแพร่ งานชุดนี้ต้องการบันทึกความธรรมดาของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ผู้คนมักมองข้าม หรือภาพธรรมชาติที่อาจหายไปในวันหนึ่ง ความคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่กลับหนักแน่นมาก เพราะมันเตือนว่าความสูญเสียครั้งใหญ่จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์รุนแรงเสมอไป บางครั้งเริ่มจากการที่ผู้คนคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งสำคัญหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว

บ้านสิงหไคล พื้นที่จัดแสดงที่มีความหมายมากกว่าสถานที่

ในเชิงข่าวศิลปะ สถานที่จัดแสดงมักถูกเขียนเพียงเป็นข้อมูลกำกับ แต่สำหรับงานนี้ บ้านสิงหไคลคือองค์ประกอบหนึ่งของเรื่องเล่าอย่างชัดเจน อาคารแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญของเชียงราย และได้รับการใช้เป็นพื้นที่สร้างกิจกรรมทางศิลปะและสังคมอย่างต่อเนื่อง การที่มูลนิธิมดชนะภัยใช้พื้นที่นี้ทั้งในฐานะที่ทำการ พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ศิลปะ ทำให้บ้านสิงหไคลกลายเป็นตัวอย่างของการใช้มรดกทางสถาปัตยกรรมให้มีชีวิตร่วมกับปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่ถูกเก็บเงียบไว้เบื้องหลังเชือกกั้น การชม Elements of Nature ในบริบทเช่นนี้จึงเสมือนการเดินผ่านสามชั้นเวลาไปพร้อมกัน ชั้นแรกคืออดีตของตัวอาคาร ชั้นที่สองคือปัจจุบันของงานศิลปะ และชั้นที่สามคืออนาคตของชุมชนที่งานพยายามเชื่อมไปถึงผ่านโครงการสิ่งแวดล้อม ความหมายของงานจึงไม่จบเมื่อผู้ชมออกจากห้องนิทรรศการ แต่ยังต่อเนื่องไปถึงคำถามว่าเมืองจะดูแลธรรมชาติและมรดกของตัวเองอย่างไรในระยะยาว

บ้านเก่าแก่ที่กลายเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย

จากข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวทางการและข้อมูลของ Thailand Biennale บ้านสิงหไคลเป็นอาคารที่มีประวัติยาวนานเกิน 100 ปี สร้างขึ้นในบริบทของงานมิชชันนารีตะวันตกในเชียงรายก่อนจะถูกบูรณะและเปิดบทบาทใหม่ในฐานะพื้นที่สาธารณะทางศิลปะ สิ่งนี้ทำให้ที่นี่ไม่ใช่เพียงฉากสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างมีความหมาย สำหรับงานที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและโลกที่เชื่อมถึงกัน สถานที่เช่นนี้ยิ่งทำให้เนื้อหางานคมชัดขึ้น เพราะตัวบ้านเองก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงและการดูแลรักษามาเช่นกัน เมื่อผู้ชมก้าวเข้าไปในพื้นที่ จึงเหมือนได้พบทั้งงานศิลปะและบทเรียนเรื่องการอนุรักษ์ในคราวเดียวกัน นี่เป็นจุดแข็งเชิงสื่อสารที่ทำให้งานมีเสน่ห์และคุณค่าต่อคนทำข่าว เพราะภาพรวมทั้งหมดสามารถเล่าเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลื่นไหล ไม่แยกขาดเป็นส่วน ๆ

บรรยากาศของสถานที่กับการตีความงาน

บรรยากาศของบ้านสิงหไคลมีผลต่อวิธีอ่านงานอย่างมาก บ้านไม้เก่า ผนัง พื้นผิว แสงธรรมชาติ และจังหวะของพื้นที่ภายใน ล้วนช่วยลดความรู้สึกเป็นทางการแบบพิพิธภัณฑ์ลง แล้วเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดแทน ผู้ชมจึงมีแนวโน้มจะไม่ได้มองงานอย่างรีบเร่ง แต่ค่อย ๆ ซึมซับความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรง สี วัสดุ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว นี่สอดคล้องกับสิ่งที่ศิลปินสื่อผ่านข้อมูลที่ผู้จัดเตรียมไว้ว่า งานของเธอเกิดจากการเฝ้ามองสภาวะแวดล้อมจริง และอยากสะกิดให้ผู้คนสังเกตสิ่งธรรมดาที่อาจเลือนหายไปในอนาคต ในแง่นี้ บ้านสิงหไคลทำหน้าที่เหมือนขยาย “อารมณ์ของงาน” ให้ชัดขึ้นอีกระดับ เพราะตัวสถานที่เองก็ชวนให้ผู้ชมช้าลง มองนานขึ้น และรู้สึกถึงเวลาที่ไหลผ่านธรรมชาติและสังคมพร้อมกัน นั่นทำให้การชมงานครั้งนี้มีคุณสมบัติของการใคร่ครวญ ไม่ใช่แค่การเสพความงามแบบฉาบฉวย

แกนกลางของนิทรรศการที่พูดกับเชียงรายโดยตรง

หากต้องสรุปใจความหลักของ Elements of Nature ให้กระชับที่สุด คงพูดได้ว่านี่คืองานที่พยายามทำให้ผู้คนเห็นว่า “ธรรมชาติไม่ใช่ของไกลตัว” และ “การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ข่าวของใครคนอื่น” จากคำอธิบายของนิทรรศการ ธรรมชาติในงานไม่ได้มีแค่ต้นไม้หรือสัตว์ แต่รวมมนุษย์อยู่ในวงจรเดียวกันด้วย มุมมองเช่นนี้สำคัญมากต่อการสื่อสารสาธารณะ เพราะมันตัดวิธีคิดแบบแยกส่วนออกไป เมื่อปัญหาฝุ่นควันเกิดขึ้น มนุษย์ไม่ได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับธรรมชาติ แต่เป็นทั้งผู้ได้รับผลกระทบและเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาเหตุด้วย การนำประเด็นนี้มาพูดผ่านศิลปะทำให้เนื้อหาเข้าถึงผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ดีกว่าภาษาทางวิชาการหรือรายงานเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว มันอาจไม่ให้คำตอบตรงไปตรงมาเหมือนรายงานวิจัย แต่ให้สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือความรู้สึกร่วมและแรงสะท้อนภายในที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในระยะยาว

ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลัง แต่เป็นชีวิตที่เชื่อมถึงกัน

ในโลกข่าวสารปัจจุบัน คนมักเห็นประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรายวัน เช่น วันนี้ค่าฝุ่นเท่าไร มีจุดความร้อนกี่จุด หรือพื้นที่ใดได้รับผลกระทบหนักที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จำเป็น แต่บางครั้งก็ทำให้ผู้คนติดอยู่กับการรับรู้แบบแยกตอน งานของพุทธรักษ์พยายามพาผู้ชมกลับไปเห็นโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือธรรมชาติในฐานะเครือข่ายชีวิตที่เชื่อมถึงกันทุกส่วน แสงแดด ดิน น้ำ ลม พืช สัตว์ และมนุษย์ ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวเหมือนตัวละครคนละเรื่อง แต่พึ่งพากันตลอดเวลา เมื่อส่วนหนึ่งเสียสมดุล อีกหลายส่วนย่อมสะเทือนตามไปด้วย ความคิดแบบนี้ฟังดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นสิ่งที่สังคมมักหลงลืม เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่ผลักให้ผู้คนมองผลกระทบแบบเฉพาะหน้า งานศิลปะจึงเข้ามาทำหน้าที่เหมือนหยุดเวลา แล้วชวนให้คนกลับไปมองภาพใหญ่ของความสัมพันธ์เหล่านี้อีกครั้ง

เมื่อความเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเริ่มปรากฏในผืนผ้าใบ

จากบทสัมภาษณ์ประกอบที่ผู้จัดงานจัดเตรียม ศิลปินชี้ชัดว่าในช่วงที่ผ่านมา เธอเห็นสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่ากังวลมากขึ้น ทั้งมลพิษและผลกระทบที่พบระหว่างการออกไปสำรวจโลกธรรมชาติเพื่อหาแรงบันดาลใจ ความสำคัญของคำพูดนี้อยู่ที่มันไม่ได้มาจากนักวิเคราะห์นโยบายหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่มาจากคนทำงานศิลปะที่ใช้เวลาสังเกตธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงผ่านประสบการณ์ตรง นี่ทำให้น้ำเสียงของงานไม่ใช่การรณรงค์แบบประกาศคำขวัญ แต่เป็นการสะกิดด้วยความรู้สึกจริง ศิลปินไม่ได้อ้างว่างานของตนจะเปลี่ยนโลกได้ทันที หากเพียงหวังว่าผู้ชมจะมองเห็นสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปและไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นเพียงภาพบันทึกในแคนวาสเท่านั้น น้ำเสียงแบบนี้เองที่ทำให้งานน่าเชื่อถือในเชิงอารมณ์ และส่งผลให้ข่าวชิ้นนี้มีความลึกมากกว่าการรายงานกำหนดการนิทรรศการทั่วไป

จากการชมงานสู่การลงมือช่วยชุมชน

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้งานนี้โดดเด่นอย่างชัดเจนคือการประกาศว่าจะนำ รายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิมดชนะภัย เพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจากศิลปะในฐานะการสื่อสาร ไปสู่ศิลปะในฐานะกลไกสนับสนุนการลงมือทำจริง ในมุมของคนอ่านข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้มีมูลค่ามาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่างานสร้างสรรค์สามารถเชื่อมไปสู่การจัดการปัญหาสาธารณะได้ ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นธีมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความหมายของข่าวจึงไม่ได้อยู่แค่การมีนิทรรศการใหม่ในเชียงราย แต่คือการเห็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาคศิลปะกับภาคสังคม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หลายเมืองทั่วโลกพยายามผลักดัน แต่ในระดับท้องถิ่นยังไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก การที่โครงการนี้เกิดขึ้นในเชียงราย จึงมีนัยเชิงแบบอย่างต่อวงการสร้างสรรค์ท้องถิ่นด้วย

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อไปที่ใด

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของงานระบุตรงกันหลายแหล่งว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้ มูลนิธิมดชนะภัย เพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar ความชัดเจนของวัตถุประสงค์เช่นนี้สำคัญมากต่อความน่าเชื่อถือ เพราะผู้ชมรู้ตั้งแต่ต้นว่าการซื้อผลงานหรือของที่ระลึกไม่ได้จบแค่การเป็นเจ้าของงานศิลปะ แต่ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของพื้นที่ ในภาวะที่ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่คลุมเครือ การประกาศจุดหมายของเงินอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสำหรับงานข่าว การมีเส้นทางของเงินที่ตรวจสอบได้ก็ช่วยลดความกำกวมในการนำเสนอ ทำให้ข่าวสามารถชี้ให้เห็น “ผลลัพธ์ทางสังคม” ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่รายงานเพียงอุดมการณ์หรือถ้อยคำสวยงามที่วัดผลไม่ได้

โครงการ Biochar กับความหวังเรื่องปอดสะอาดของคนเชียงราย

ในเชิงวิชาการ Biochar คือวัสดุคล้ายถ่านที่ได้จากการให้ความร้อนกับชีวมวลภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำหรือแทบไม่มีออกซิเจน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติอธิบายว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพทั้งด้านการปรับปรุงดินและการกักเก็บคาร์บอนระยะยาว เมื่อถูกนำไปใช้กับเศษวัสดุชีวมวล ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางจัดการของเหลือทางเกษตรโดยไม่ต้องจบลงที่การเผากลางแจ้งทั้งหมด แน่นอนว่า Biochar ไม่ใช่คำตอบเดียวของปัญหาฝุ่นควัน และไม่ควรถูกนำเสนอเกินจริงว่าแก้ได้ทุกอย่าง แต่การที่มูลนิธิมดชนะภัยผลักดันโครงการลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ คือพยายามหาวิธีเปลี่ยนของเหลือให้มีคุณค่าแทนการกลายเป็นแหล่งควันพิษ เมื่อเชื่อมกับสถานการณ์ PM2.5 ของเชียงรายในช่วงมีนาคม 2569 ข่าวนี้จึงมีนัยเชิงปฏิบัติ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาษาสัญลักษณ์ของศิลปะเพียงอย่างเดียว

สถานการณ์ PM2.5 ของเชียงรายในเดือนมีนาคม 2569

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าสนใจในเชิงข่าวมากขึ้น คือมันเปิดขึ้นตรงช่วงที่เชียงรายยังอยู่ในกรอบความกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ในหลายวันช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่ามีพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง บางพื้นที่แตะระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และบางวันสูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ถูกหยิบมาเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่ออธิบายว่าทำไมงานศิลปะที่พูดเรื่องธรรมชาติและนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการลดการเผาจึงมีความหมายกับคนเชียงรายในเวลานี้ การมีข้อมูลจริงรองรับทำให้ข่าวไม่ลอยไปทางอารมณ์อย่างเดียว แต่ยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ด้วย นี่คือรูปแบบการสื่อสารข่าวที่สมดุลระหว่างความรู้สึกและข้อมูล ซึ่งเหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการใช้ข่าวไปประกอบการตัดสินใจหรือทำงานเชิงชุมชนต่อยอด

ศิลปะจะเปลี่ยนอะไรได้จริงแค่ไหน

คำถามนี้สำคัญและควรถามอย่างตรงไปตรงมา ศิลปะหนึ่งนิทรรศการไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่นควันหรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าศิลปะไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม งานแบบนี้มีคุณค่าตรงที่มันเปิดพื้นที่ให้สังคมมองปัญหาด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง จากเดิมที่ผู้คนอาจรับรู้เรื่องฝุ่นผ่านตัวเลขและประกาศรายวัน งานศิลปะทำให้ปัญหากลายเป็นเรื่องที่สัมผัสได้ทางอารมณ์และคุณค่าชีวิต ขณะเดียวกัน เมื่อมีการเชื่อมรายได้ไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรม มันก็ขยับจากการ “รับรู้” ไปสู่การ “มีส่วนร่วม” อย่างน้อยในระดับหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนโลกทั้งใบในทันที แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่คนหนึ่งคนมองความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับธรรมชาติ และบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงระดับชุมชนก็เริ่มจากสิ่งเล็กเช่นนี้เอง

มิติข่าวที่ผู้อ่านควรจับตา

ถ้าจะอ่านข่าวนี้ให้ครบ ไม่ควรมองเพียงมิติของงานเปิดตัวนิทรรศการ แต่ควรเห็นอย่างน้อยสามชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือข่าววัฒนธรรมและศิลปะ เพราะนี่เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของศิลปินเชียงรายที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง ชั้นที่สองคือข่าวสิ่งแวดล้อม เพราะเนื้อหางานและเป้าหมายของรายได้โยงเข้ากับปัญหาอากาศและการลดการเผาโดยตรง ชั้นที่สามคือข่าวชุมชน เพราะบ้านสิงหไคลและมูลนิธิมดชนะภัยกำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมภาคศิลปะกับภาคสาธารณะให้ทำงานร่วมกันได้จริง เมื่อนำทั้งสามชั้นมาซ้อนกัน ข่าวชิ้นนี้จึงมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากกว่าการรู้ว่า “มีนิทรรศการใหม่” เพราะมันกำลังบอกว่าศิลปะในเชียงรายกำลังขยับบทบาทจากการเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะอย่างจริงจัง และนั่นคือพัฒนาการสำคัญที่ควรถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

ประเด็นเด่นที่กระทบชีวิตและชุมชน

ประเด็นเด่นที่สุดของข่าวนี้คือการที่งานศิลปะเชื่อมตรงกับโจทย์สิ่งแวดล้อมของจังหวัดในช่วงเวลาจริง ไม่ใช่เพียงหยิบประเด็นสีเขียวมาใช้เป็นฉากหลัง ประเด็นต่อมาคือความชัดเจนของผลลัพธ์สาธารณะจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าการสนับสนุนงานจะส่งผลต่ออะไรต่อไป อีกประเด็นสำคัญคือการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ผ่านการเปิดให้ชมฟรี ต่างจากงานศิลปะบางประเภทที่ถูกจำกัดอยู่ในวงเฉพาะ นี่ทำให้โอกาสเกิดการรับรู้ข้ามกลุ่มสูงขึ้น และเอื้อต่อการขยายบทสนทนาเรื่องสิ่งแวดล้อมออกไปสู่สังคมวงกว้างมากขึ้น ในมุมข่าวชุมชน นี่คือคุณค่าที่จับต้องได้ชัดเจน

ประเด็นรองที่สะท้อนบทบาทใหม่ของวงการศิลปะ

ส่วนประเด็นรองที่ไม่ควรมองข้ามคือบทบาทของศิลปินท้องถิ่นในฐานะผู้สังเกตการณ์สังคม ศิลปินอย่างพุทธรักษ์ไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตงานเพื่อความงามเพียงอย่างเดียว แต่กำลังทำหน้าที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมผ่านภาษาภาพด้วย อีกด้านหนึ่ง มูลนิธิมดชนะภัยและบ้านสิงหไคลก็สะท้อนโมเดลของสถาบันทางสังคมที่ใช้พื้นที่ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารประเด็นสาธารณะ หากแนวทางนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เชียงรายมีระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงยิ่งขึ้น คือมีทั้งศิลปิน พื้นที่จัดแสดง และองค์กรสาธารณะที่ทำงานเชื่อมกัน ไม่ใช่ทำงานต่างคนต่างอยู่ นี่อาจเป็นประเด็นที่ดูรองลงมา แต่ในระยะยาวกลับมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองไม่น้อยไปกว่าตัวนิทรรศการเอง

บทสรุปสำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปดูหรือไม่

สำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปชมนิทรรศการนี้ดีหรือไม่ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนชอบศิลปะมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณอยากเข้าใจเชียงรายในช่วงเวลานี้ลึกขึ้นหรือไม่ เพราะ Elements of Nature ไม่ได้ชวนให้เราไปดูเพียงภาพสวยหรือประติมากรรมที่จัดวางอย่างมีรสนิยม แต่ชวนให้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ สุขภาพของชุมชน และบทบาทของคนธรรมดาในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แม้งานจะไม่ได้ส่งเสียงดัง แต่กลับมีน้ำหนักในแบบที่ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดของผู้ชม ยิ่งเมื่อรู้ว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อไปสนับสนุนโครงการลดการเผาและการผลิต Biochar งานนี้ก็ยิ่งมีมิติที่เกินกว่าการชมศิลปะทั่วไป สำหรับเมืองอย่างเชียงรายที่กำลังต่อรองกับทั้งโอกาสทางวัฒนธรรมและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ข่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องเบาเลย หากเป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่งานสร้างสรรค์กำลังพยายามเข้าไปอยู่กลางโจทย์สาธารณะอย่างสงบ แต่จริงจัง

ข้อมูลการเข้าชมที่ควรรู้

นิทรรศการ Elements of Nature จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของบ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ร่วมเผยแพร่ข่าวสารของงานนี้ได้โดยตรง

นิทรรศการครั้งนี้ก็เช่นกัน มันไม่ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนโลกในคืนเดียว แต่กำลังบอกอย่างเงียบ ๆ ว่า หากเราไม่เริ่มมองธรรมชาติใหม่ ไม่เริ่มเชื่อมความงามกับความรับผิดชอบ และไม่เริ่มเปลี่ยนการรับรู้ให้กลายเป็นการลงมือทำ วันหนึ่งสิ่งที่เหลืออยู่ของหลายอย่างอาจเป็นเพียงบันทึกบนผืนผ้าใบอย่างที่ศิลปินกังวลไว้เท่านั้น และสำหรับเชียงราย เมืองที่มีทั้งความงาม ความทรงจำ และบาดแผลจากปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน คำเตือนเช่นนี้ไม่ควรถูกมองข้าม

คำถามที่พบบ่อย

  1. นิทรรศการ Elements of Nature จัดถึงวันไหน

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569 ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย และเปิดให้เข้าชมฟรีตามวันและเวลาที่กำหนด

  1. งานนี้มีค่าเข้าชมหรือไม่

ไม่มีค่าเข้าชม ผู้จัดเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์

  1. รายได้จากงานจะนำไปใช้อะไร

รายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้มูลนิธิมดชนะภัยเพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย

  1. ทำไม Biochar จึงถูกพูดถึงในข่าวนี้

เพราะเป็นหนึ่งในแนวทางจัดการชีวมวลที่มีศักยภาพด้านการปรับปรุงดินและการกักเก็บคาร์บอน โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า Biochar สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการที่ดินและการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แม้จะไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกปัญหาก็ตาม

  1. เหตุใดนิทรรศการนี้จึงมีนัยสำคัญต่อเชียงราย

เพราะจัดขึ้นในช่วงที่เชียงรายยังเผชิญความกังวลเรื่อง PM2.5 และในเวลาเดียวกันก็เชื่อมศิลปะเข้ากับการสนับสนุนโครงการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องทั้งด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของชุมชน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกสร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • บทสัมภาษณ์ พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นศิลปินอิสระชาวเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เปิดยุทธศาสตร์เชียงรายฟ้าใส CLEAR Sky Strategy ผสานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและแผนลดก๊าซเรือนกระจกยั่งยืน

เชียงรายขยับนโยบายอากาศสะอาดเต็มรูปแบบ ผนึกข้ามแดน คุมเผา เข้าสู่แผน Net Zero รับมือฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ

เชียงราย,วันที่11 มีนาคม 2569 – หมอกควันที่ลอยคลุมเมืองในช่วงเปลี่ยนฤดูของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิตประจำวันอีกต่อไป หากกลายเป็นแรงกดดันที่บังคับให้ทุกภาคส่วนต้องขยับจากการรับมือแบบปีต่อปี ไปสู่การจัดการที่มีระบบมากขึ้น ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมง จังหวัดเชียงรายได้เห็นทั้งการเปิดเวทีความร่วมมือระดับลุ่มน้ำโขง การย้ำมาตรการรับมือฝุ่นในพื้นที่อย่างเข้มข้น การประชุมวางกรอบลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และการติดตามจากผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีต่อปัญหาที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับเชียงราย ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สุขภาพ ความมั่นคงชายแดน และทิศทางการพัฒนาจังหวัดทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

สองวันของการขยับนโยบายในเชียงราย ระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 มีนาคม 2569 สะท้อนภาพใหม่ของการจัดการฝุ่น PM2.5 ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การฉีดน้ำหรือสั่งห้ามเผา แต่กำลังขยายไปสู่ความร่วมมือข้ามพรมแดน การบังคับใช้มาตรการเชิงพื้นที่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด เพื่อทำให้คำว่าอากาศสะอาดไม่เป็นเพียงเป้าหมายตามฤดูกาล หากเป็นวาระการพัฒนาเมืองในระยะยาวอย่างแท้จริง

จากหมอกควันข้ามแดนสู่สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง

จุดเริ่มต้นสำคัญของการขยับเชิงนโยบายในรอบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการเปิดตัว “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ในกรอบการประชุม GMS Breath Council Forum 2026 โดยรายงานจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายและเวทีที่เกี่ยวข้องระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคีจากไทย สปป.ลาว และเมียนมา ให้ขยับจากการหารือเชิงหลักการ ไปสู่กลไกการทำงานร่วมกันมากขึ้นในระดับพื้นที่จริง พร้อมเชื่อมต่อกับ “ปฏิญญาเชียงราย” และแนวทางของยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ที่ไทย ลาว และเมียนมาได้ผลักดันร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2573

สาระที่สำคัญของเวทีนี้อยู่ตรงการยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขได้ด้วยกรอบการปกครองภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะหมอกควันไม่ได้หยุดอยู่ที่แนวชายแดน และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบหายใจของประชาชนก็ไม่ได้แยกออกเป็นสัญชาติ เวที “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง” จึงถูกวางให้เป็นกลไกภาคประชาชนและภาคีพื้นที่ ที่จะช่วยต่อยอดจากกรอบรัฐต่อรัฐ ไปสู่ความร่วมมือแบบ “ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น” ซึ่งถูกสื่อสารในงานด้วยคำว่า Local-to-Local และ Operational Diplomacy หรือทูตเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นการแก้ปัญหาหน้างานผ่านความสัมพันธ์ของคนชายแดน ไม่ใช่รอเพียงการสั่งการจากส่วนกลางอย่างเดียว

ในเวทีดังกล่าว นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถูกอ้างอิงว่าได้วางบทบาทของเชียงรายให้เป็น “ห้องปฏิบัติการนโยบาย” ภายใต้ CLEAR Sky Strategy พร้อมระบุว่าจังหวัดได้เริ่มทำแนวกันไฟร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และกำหนดเป้าหมายลดจุดความร้อนลง 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อมุ่งสู่ “เชียงรายฟ้าใส” และภาพของเมืองแห่งสุขภาพหรือ Wellness City ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ได้เสนอแนวทาง “เกษตรไม่ต้องเผา” โดยยกตัวอย่างพืชและกิจกรรมทางเลือกที่มีมูลค่าสูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวเดิมหลายเท่า เช่น เมล็ดพันธุ์ฟักทองญี่ปุ่นและการเลี้ยงไก่ดำ พร้อมผลักดันให้รัฐบาลเร่งพิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วันหลังเปิดสภา เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนกว่านี้ในการดูแลคุณภาพอากาศในปีต่อไป

มาตรการเร่งด่วนของเชียงรายในวันที่ค่าฝุ่นยังบีบคั้น

แม้เวทีความร่วมมือข้ามแดนจะฟังดูเป็นการเมืองเชิงนโยบายระดับสูง แต่ในภาคปฏิบัติ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญโจทย์เร่งด่วนในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า เช้าวันที่ 10 มีนาคม 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบมีค่าระหว่าง 14.2 ถึง 58.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจุดที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในเชียงราย ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 43.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 49.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย 58.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้จังหวัดจะมีมาตรการคุมเผาอยู่แล้ว แต่ฝุ่นควันในพื้นที่ยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและเมืองหลักของจังหวัด

เมื่อพิจารณาควบคู่กับการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้เพิ่งเริ่มขยับในวันที่ 10 มีนาคม สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ได้กำหนดกรอบ “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อน 50 เปอร์เซ็นต์ให้เหลือไม่เกิน 2,053 จุด และลดพื้นที่เผาไหม้ลง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังระบุชัดว่า หากสถานการณ์รุนแรงสามารถปิดป่า ลงทะเบียนผู้เข้าใช้พื้นที่เสี่ยง และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นได้ทันที นี่ทำให้เห็นว่าเส้นทางของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่การ “ขอความร่วมมือ” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มผสมผสานระหว่างการรณรงค์ การกดดันทางกฎหมาย และการติดตามข้อมูลรายสัปดาห์อย่างจริงจังมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้กำหนดกรอบมาตรการไว้ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแบ่งช่วงต้นปีเป็นช่วงขอความร่วมมืองดเผา และยกระดับเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป รวม 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช โดยส่งเสริมการไถกลบและทำปุ๋ยแทนการเผา ความต่อเนื่องของข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้ข้อความบางส่วนในสื่อสารท้องถิ่นจะยังใช้คำว่า “60 วันปลอดการเผา” อยู่บ้าง แต่กรอบปฏิบัติจริงของจังหวัดในปี 2569 คือช่วงห้ามเผาเด็ดขาดที่ยาวและเข้มข้นกว่านั้นอย่างชัดเจน

จากชิงเผาสู่ชิงเก็บ และการดูแลคนเปราะบางให้รอดก่อน

สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการของเชียงรายปีนี้ คือการพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการบริหารเชื้อเพลิงแบบเดิม ไปสู่แนวทาง “ชิงเก็บ” มากขึ้น รายงานของจังหวัดระบุว่า เศษวัสดุทางการเกษตรควรถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปของปุ๋ยหรือพลังงานชีวมวล แทนการเผาที่สร้างฝุ่นสะสมซ้ำแล้วซ้ำอีก มาตรการนี้แม้ยังต้องพิสูจน์ผลในทางเศรษฐกิจและการปฏิบัติจริง แต่สะท้อนว่าจังหวัดเริ่มยอมรับแล้วว่าปัญหา PM2.5 จะไม่จบ หากทางเลือกทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ยังคงผูกติดกับการเผาเป็นหลักเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้จึงสอดคล้องอย่างมากกับข้อเสนอ “เกษตรไม่ต้องเผา” จากเวทีสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง ที่มองว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำให้คนในพื้นที่มีรายได้จากทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องจุดไฟด้วย

ในมิติการคุ้มครองสุขภาพ จังหวัดเชียงรายยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 จังหวัดได้เริ่มสำรวจและเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น” หรือ Safety Zone ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดพื้นที่ปลอดภัยและแจกจ่ายหน้ากาก โดยเฉพาะหน้ากาก N95 ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ มาตรการนี้ยังถูกย้ำอีกครั้งในการประชุมและการสั่งการปี 2569 สะท้อนว่า เชียงรายพยายามไม่ปล่อยให้การจัดการฝุ่นเป็นแค่เรื่องของป่าและไร่ หากผูกกับระบบสาธารณสุขและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กตัวน้อยด้วย

นอกจากนี้ จังหวัดยังใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์และเชิงบริหารควบคู่กัน เช่น การปล่อยขบวนรถฉีดพ่นละอองน้ำและล้างถนนพร้อมกันหลายพื้นที่ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเป็นการแสดงพลังร่วมของทั้งจังหวัดเพื่อ “คืนลมหายใจ” ให้คนเชียงราย แม้มาตรการลักษณะนี้จะไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่นในเชิงต้นเหตุได้ทั้งหมด แต่ก็มีนัยในเชิงการสื่อสารสาธารณะและการสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า ช่วงเวลานี้คือห้วงเฝ้าระวังสูงสุด ไม่ใช่เวลาที่จะนิ่งเฉยต่อการเผาหรือปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา

เช้าวันที่ค่าฝุ่นคลี่ตัว แต่โจทย์ใหญ่ยังไม่จบ

ข้อมูลเช้าวันที่ 11 มีนาคม 2569 จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบลดลงเหลือ 13.0 ถึง 40.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจุดที่เกินค่ามาตรฐานวันนั้นปรากฏเฉพาะในเชียงใหม่และลำพูน ไม่ปรากฏชื่อสถานีในเชียงรายแล้ว ตัวเลขนี้นับเป็นสัญญาณบวกในเชิงสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะอย่างน้อยสะท้อนว่าความกดดันในพื้นที่เชียงรายผ่อนลงบ้างเมื่อเทียบกับเช้าวันก่อนหน้า แต่ในเชิงนโยบาย มันยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา เพราะฝุ่นในภาคเหนือมีลักษณะผันผวนตามสภาพอากาศ การระบายอากาศ และหมอกควันข้ามแดนอย่างมาก วันหนึ่งอาจดีขึ้น แต่อีกวันก็อาจกลับมาพุ่งสูงได้อีก หากต้นเหตุยังไม่ได้รับการจัดการร่วมกันอย่างจริงจังทั้งในจังหวัดและข้ามประเทศ

นี่เองที่ทำให้การประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีความหมายเกินกว่าการประชุมอีกห้องหนึ่งในศาลากลางจังหวัด เพราะมันคือการเริ่มย้ายสนามคิดจาก “การดับไฟและลดฝุ่นเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การออกแบบอนาคตของจังหวัดให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง” อย่างเป็นระบบ ในการประชุมดังกล่าว นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน และที่ประชุมได้รับทราบโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยระบุชัดว่าเชียงรายเป็น 1 ใน 17 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้าต่อเนื่องในระยะยาว

Net Zero ของเชียงราย ไม่ได้ไกลจากเรื่องฝุ่นอย่างที่คิด

แม้คำว่า Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อาจฟังดูเป็นวาระระดับโลกที่ห่างจากปัญหาฝุ่นในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองเรื่องผูกพันกันอย่างมาก เพราะต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงาน การขนส่ง การจัดการของเสีย การเกษตร และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ล้วนมีจุดทับซ้อนกับสาเหตุของฝุ่น PM2.5 อยู่ไม่น้อย การประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคมจึงมีนัยสำคัญในฐานะการส่งสัญญาณว่า เชียงรายกำลังเริ่มเชื่อมโจทย์หมอกควัน ไฟป่า ขยะ การขนส่ง และการใช้พลังงาน เข้าไว้ในกรอบเดียวกันของการพัฒนาจังหวัด มากกว่าการแยกเป็นปัญหารายกระทรวงเช่นที่ผ่านมา

เป้าหมายที่ที่ประชุมกล่าวถึง คือการร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้รับนโยบาย แต่เริ่มถูกผลักให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในระดับปฏิบัติการจริง หากดำเนินการต่อได้อย่างต่อเนื่อง แผนลักษณะนี้อาจนำไปสู่การทบทวนข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด การประเมินศักยภาพลดการปล่อยในภาคต่าง ๆ และการออกแบบแบบจำลองธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทั้งต่อภาพลักษณ์เมือง เศรษฐกิจสีเขียว และความสามารถในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เมื่อส่วนกลางลงมาจับตา ปัญหาฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องปลายแถว

แรงกดดันอีกด้านหนึ่งที่ทำให้การแก้ฝุ่นของเชียงรายไม่อาจหยุดอยู่แค่คำสั่งจังหวัด คือการที่วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางกอบเพชร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 16 ลงพื้นที่หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกำชับคือการจัดการฝุ่น PM2.5 และหมอกควันไฟป่า พร้อมย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นกับประชาชน ควบคู่กับการทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จุดนี้ทำให้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณภัย แต่ถูกยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของวาระตรวจราชการที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ด้วย

การที่เรื่องฝุ่นถูกพูดบนโต๊ะเดียวกับปัญหาน้ำปนเปื้อน ราคาน้ำมัน และยาเสพติด สะท้อนบางอย่างอย่างชัดเจนว่า สำหรับคนเชียงราย ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่แยกส่วนจากปัญหาปากท้องและความมั่นคงอีกต่อไป หมอกควันทำให้คนป่วย เด็กต้องหยุดกิจกรรมกลางแจ้ง เมืองท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ เกษตรกรเผชิญแรงกดดันจากมาตรการห้ามเผา และหน่วยงานรัฐต้องใช้งบประมาณกับมาตรการป้องกันและสาธารณสุขมากขึ้น เมื่อมองเช่นนี้ การแก้ฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลข PM2.5 อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคมที่สะสมอยู่เบื้องหลังด้วย

บทสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 มีนาคม 2569 ที่เกิดขึ้นใกล้กันโดยบังเอิญ หากเป็นภาพของ “การจัดวางนโยบายอากาศสะอาด” ใหม่ทั้งระบบ ด้านหนึ่งจังหวัดกำลังผลักดันความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขงและ CLEAR Sky Strategy อีกด้านหนึ่งกำลังใช้มาตรการคุมเผาอย่างเข้มข้นขึ้น ดูแลกลุ่มเปราะบางมากขึ้น และในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มเชื่อมปัญหาหมอกควันเข้ากับกรอบ Net Zero และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำในระยะยาว ทั้งหมดนี้ชี้ว่า เชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการวิ่งไล่ตามวิกฤต ไปสู่การออกแบบกลไกรับมือที่มีชั้นเชิงมากขึ้น แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ก็ตาม

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ค่าฝุ่นในวันพรุ่งนี้จะลดลงอีกหรือไม่ แต่คือจังหวัดจะรักษาแรงส่งนี้ให้ไปต่อได้แค่ไหน ความร่วมมือข้ามแดนจะเปลี่ยนเป็นการทำงานหน้างานจริงได้หรือไม่ ทางเลือกเศรษฐกิจแบบไม่เผาจะลงถึงมือชาวบ้านมากเพียงใด และแผน Net Zero ระดับจังหวัดจะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุมได้อย่างไร หากเชียงรายทำให้ทั้ง 3 ชั้นนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือความร่วมมือระดับภูมิภาค มาตรการเข้มข้นในพื้นที่ และการวางแผนระยะยาวเชิงคาร์บอน เมืองชายแดนแห่งนี้อาจไม่เพียงรับมือฝุ่นได้ดีขึ้น แต่ยังอาจกลายเป็นต้นแบบของการจัดการอากาศสะอาดที่เชื่อมสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมในระดับประเทศได้ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สัญญาณอันตรายจากแม่กก สารหนูปนเปื้อน! รัฐ-ชุมชนผนึกกำลังกอบกู้สายน้ำ

เฝ้าระวังแม่กก” รัฐลุยแก้มลพิษน้ำ โลหะหนักเกินมาตรฐาน กระตุ้นชุมชนมีส่วนร่วม

สัญญาณอันตรายจากสายน้ำแม่กก จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการเชิงรุก

เชียงราย, 9 กรกฎาคม 2568 – สายน้ำแม่กก ซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเชียงราย กำลังเผชิญกับภัยคุกคามเชิงสิ่งแวดล้อม เมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ตรวจพบสารโลหะหนักบางชนิดในแม่น้ำกกเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู (Arsenic) ที่อาจสะสมในระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ด้วยความตระหนักถึงอันตรายที่อาจตามมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ จึงจัดกิจกรรม “ออกหน่วยเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชน” ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ วิเคราะห์สารปนเปื้อน และสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง

จากความวิตกของประชาชน สู่การขับเคลื่อนโดยหน่วยงานรัฐ

การตรวจพบค่าปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ไม่เพียงแต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงหน่วยงานรัฐ หากแต่ยังสร้างความวิตกกังวลในวงกว้างของชาวบ้านที่อาศัยและพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายนี้โดยตรง

โดยมี นายสุรศักดิ์ วณิชอนุกูล ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และ นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนการจัดการคุณภาพน้ำ อากาศและเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ วิเคราะห์ผลแบบทันที และให้ความรู้กับประชาชน

ปฏิบัติการ 7 ครั้ง 5 อำเภอ เฝ้าระวังน้ำจากต้นทาง

กิจกรรมจะจัดขึ้นทั้งหมด 7 ครั้ง ครอบคลุม 5 อำเภอหลักของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ เมืองเชียงราย เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอยหลวง และแม่จัน

ภารกิจหลักคือการเก็บตัวอย่างน้ำจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำบริโภค น้ำประปา หรือน้ำในแม่น้ำสาขา เพื่อวิเคราะห์ค่ามาตรฐานในระดับทันที ณ จุดตรวจสอบ ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความผิดปกติได้รวดเร็วและตรงจุด

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่แม่น้ำกกยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจพบสารโลหะหนักที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพและระบบนิเวศโดยรวม

ไม่ใช่แค่ตรวจน้ำ แต่สร้างความรู้ สื่อสาร และฟังเสียงชุมชน

ในกิจกรรมยังมีการจัดนิทรรศการ สื่อความรู้ และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา และตระหนักรู้ถึงอันตรายของสารปนเปื้อน พร้อมเรียนรู้วิธีการเฝ้าระวังในระดับชุมชน

เป้าหมายหลักคือการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์แหล่งน้ำ และรู้จักการสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในชุมชนของตน รวมถึงรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การมีส่วนร่วมของประชาชน คือกุญแจสำคัญในการสร้างระบบเฝ้าระวังที่ยั่งยืน เพราะชุมชนที่ตื่นรู้และพร้อมมีส่วนร่วม จะช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น

แผนป้องกันระยะยาว ระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 ยังมีแผนต่อเนื่องในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแบบเชิงพื้นที่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน และภาควิชาการ เพื่อป้องกันปัญหามลพิษจากต้นทาง

นอกจากนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์จะถูกรวบรวมเพื่อใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง สำนักงานสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าจะดำเนินการประเมินและสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

บทเรียนจากแม่กก จากวิกฤติสู่โอกาสของการพัฒนา

แม่น้ำกกในวันนี้อาจกำลังเผชิญกับภาวะปนเปื้อน แต่ปฏิบัติการเชิงรุกของหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากรากฐาน

หากชุมชนสามารถยืนหยัดและร่วมมือกับภาครัฐอย่างเข้มแข็ง ปัญหานี้จะไม่เพียงแต่ได้รับการแก้ไขเฉพาะหน้า แต่จะนำไปสู่การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

เชียงรายในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงเมืองที่ลุ่มน้ำแม่กกหล่อเลี้ยงชีวิต แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการปกป้องแม่น้ำด้วยพลังของประชาชนและความรู้ที่เข้าถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • ข่าวประชาสัมพันธ์และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว
  • รายงานวิเคราะห์คุณภาพน้ำประจำเดือนกรกฎาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

แม่น้ำกกสีเปลี่ยน สคพ.1 เร่งตรวจคุณภาพน้ำ ดิน เชียงราย

วิกฤตมลพิษแม่น้ำกก สารหนูเกินมาตรฐาน กระทบสุขภาพและเศรษฐกิจท้องถิ่น

สถานการณ์ที่นำไปสู่การตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินในแม่น้ำกก จำนวน 9 สถานี ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่จัน และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ หลังจากที่ประชาชนในพื้นที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีและความขุ่นของน้ำในแม่น้ำกก​

การตรวจสอบและผลการวิเคราะห์เบื้องต้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 สคพ.1 ได้ร่วมกับคณะทำงานระดับอำเภอ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกก ที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นจุดที่ชาวบ้านอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ ได้แก่ บริเวณบ้านแก่งตุ้ม ห่างจากเขตแดนไทย-เมียนมา 500 เมตร บริเวณสะพานบ้านท่าตอน ห่างจากจุดแรก 9 กิโลเมตร และบริเวณผาใต้ ห่างจากสะพานบ้านท่าตอน 10 กิโลเมตร​

ผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 พบว่าไม่พบไซยาไนด์ในตัวอย่างน้ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะไซยาไนด์สลายตัวเร็วจากการถูกแสงแดดและความร้อนจากอากาศ อย่างไรก็ตาม พบสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุด โดยเฉพาะบริเวณแก่งตุ้ม พบสารหนูมีค่า 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร ในขณะที่ค่ามาตรฐานควรไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร​

ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจในพื้นที่

การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยอาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ไข้ดำ” ซึ่งผู้ที่สัมผัสสารหนูจะมีจุดสีดำบนผิวหนัง ระคายเคือง อาหารเป็นพิษ และหากสัมผัสมากๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง​

นอกจากนี้ การปนเปื้อนดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาซึ่งบรรยากาศเงียบเหงา นักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลต่อผู้ประกอบการในพื้นที่​

การตอบสนองของหน่วยงานภาครัฐ

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 นายธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าว ร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบหาสาเหตุของการปนเปื้อน และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) วางมาตรการการป้องกันและฟื้นฟูคุณภาพน้ำ หาแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 พญ.อัมพร เพญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยว่า กรมอนามัยได้เฝ้าระวังประเด็นปนเปื้อนสารหนู โดยตรวจปัสสาวะกลุ่มตัวอย่างเพื่อระวังผลกระทบ และสุ่มตรวจน้ำในครัวเรือน ซึ่งผลการตรวจสอบน้ำประปาไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน

ข้อเสนอแนะและความเห็นจากภาคประชาชน

นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ส.ส.เชียงราย จากพรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลควรเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการทำเหมืองทองของคนจีนที่ต้นน้ำ เนื่องจากไม่ทราบว่ามีกระบวนการบำบัดน้ำเสียหรือไม่ และในปีนี้นักท่องเที่ยวลดลงมาก ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในพื้นที่

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสถาบันตรวจสอบคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขงเหนือ ประจำจังหวัดเชียงราย และจัดตั้งคณะทำงานระดับประเทศและระดับจังหวัดที่มีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาระยะยาว พร้อมทั้งสร้างความโปร่งใสในการสื่อสารข้อมูลกับประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • จากผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 พบสารหนูในแม่น้ำกกมีค่า 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า การสัมผัสสารหนูในระยะยาวสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดค่ามาตรฐานของสารหนูในน้ำดื่มไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ

สรุปและข้อเสนอแนะ

สถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงที่แม่น้ำกกไหลผ่าน ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้จึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาค

แนวทางการดำเนินการระยะสั้นและระยะยาว

ในระยะสั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งรัดการดำเนินมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน อาทิ การเร่งจัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคให้กับชุมชนริมแม่น้ำกก การส่งเสริมความรู้เรื่องการกรองน้ำเบื้องต้นในครัวเรือน การจัดตั้งศูนย์แจ้งเตือนคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพประชาชนที่มีความเสี่ยงสูง

ในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และประเทศจีน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่และการใช้ที่ดินในต้นน้ำ โดยจะต้องผลักดันการทำข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในลักษณะรัฐต่อรัฐ (G to G) รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดการลุ่มน้ำข้ามพรมแดนอย่างแท้จริง

การออกแบบนโยบายควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยจัดให้มีหน่วยงานอิสระด้านการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่ขึ้นตรงต่อกระทรวงใด ๆ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของภาควิชาการในการวิเคราะห์ผลกระทบและเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

บทสรุป

เหตุการณ์ปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกที่เกิดขึ้นในปี 2568 ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เล็ก ๆ เท่านั้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนของวิกฤต “มลพิษข้ามพรมแดน” ที่เกิดจากการขาดการจัดการร่วมกันของประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การฟื้นฟูแม่น้ำกกและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตริมน้ำได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง จำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่บูรณาการทุกมิติ โดยเฉพาะความร่วมมือข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตในภาคเหนือให้ยั่งยืนสืบไป

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • ค่าเฉลี่ยสารหนูในน้ำแม่น้ำกก ณ จุดตรวจแก่งตุ้ม: 0.026 มิลลิกรัม/ลิตร (ค่ามาตรฐาน: ไม่เกิน 0.01 มก./ลิตร) – ที่มา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1, เมษายน 2568
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวหดตัว ช่วงสงกรานต์ ปี 2568: นักท่องเที่ยวลดลงมากกว่า 70% – ที่มา สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย
  • จำนวนจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ-ดินในลุ่มแม่น้ำกก: 9 จุด – ที่มา รายงาน สคพ.1 วันที่ 22 เม.ย. 2568
  • ปริมาณน้ำในแม่น้ำกกลดต่ำกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ยในฤดูแล้งปีนี้กว่า 30% – ที่มา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
  • กรณีปนเปื้อนโลหะหนักและสารหนูในลุ่มน้ำทั่วโลก: มีรายงานว่ากว่า 140 ล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนัก – ที่มา World Health Organization (WHO), 2024

หากรัฐบาลไทยสามารถเร่งดำเนินการตามแนวทางที่กล่าวมาได้อย่างจริงจัง แม่น้ำกกอาจกลับมาเป็นเส้นชีวิตของชุมชนริมฝั่งได้อีกครั้ง และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายร่วมกันข้ามพรมแดน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
  • World Health Organization (WHO), 2024
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE